ทฤษฎกี ารเรยี นร้กู ล่มุ เกสตลั ท
(Gestalt ‘s Theory)
ผนู้ ำกลมุ่
คือ เวอรไ์ ธเมอร์ (Wertheimer) โคหเ์ ลอร์ (Kohler)
คอฟฟก์ า (Koffka) และเลวนิ (Lewin)
แนวคิด
การเรยี นรู้เกดิ จากการจัดประสบการณ์ทงั้ หลายท่อี ย่กู ระจัด
กระจายใหม้ ารวมกันเสียก่อน
หลักการเรียนรูข้ องทฤษฎกี ลมุ่ เกสตัลท
เน้นการเรียนรทู้ ีส่ ว่ นรวมมากกวา่ สว่ นย่อยซึ่งจะเกดิ ขึ้นจากประสบการณแ์ ละการเรียนร้เู กิดขน้ึ จาก 2 ลกั ษณะ
1. การรบั รู้ (Perception)
เป็นการแปรความหมายจากการสัมผสั ด้วยอวัยวะสัมผัสทัง้ 5 สว่ นคือ หู ตา จมูก
ลน้ิ และผิวหนงั การรับรู้ทางสายตาจะประมาณรอ้ ยละ 75 ของการรับร้ทู ัง้ หมด ดงั น้ัน
จงึ จัดระเบยี บการรบั รโู้ ดยแบ่งเป็นกฎ 4 ขอ้ เรยี กวา่ กฎแห่งการจดั ระเบียบ ไดแ้ ก่
1.1 กฎแห่งความชดั เจน (Clearness)
1.2 กฎแหง่ ความคล้ายคลึง (Law of Similarity)
1.3 กฎแห่งความใกลช้ ดิ (Law of Proximity)
1.4 กฎแห่งความต่อเนือ่ ง (Law of Continuity)
1.5 กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closer)
1.1 กฎแห่งความชัดเจน (Clearness)
การเรียนรู้ท่ดี ตี ้องมีความชดั เจนและแนน่ อน เพราะผเู้ รียนมีประสบการณเ์ ดมิ แตกตา่ งกัน
ซงึ่ กลา่ วว่าเมอื่ ตอ้ งการใหม้ นุษยเ์ กดิ การรับรู้ ในส่งิ เดยี วกัน ตอ้ งกาหนดองค์ประกอบข้นึ 2 ส่วน
• ภาพหรือขอ้ มูลทต่ี ้องการใหส้ นใจ เพ่อื เกดิ การเรียนร้ใู นขณะนั้น (Figure)
• ส่วนประกอบหรือพ้นื ฐานของการรบั รู้ (Background or Ground)
การกาหนด Figure และ Background ของเกสตัลทไ์ ด้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถทา ให้มนุษยเ์ กดิ การเรยี นรู้ดว้ ย
การรบั ร้อู ย่างเดียวกันได้
จะเหน็ ไดว้ ่า ภาพเดยี วกนั คนบางคนยังเห็นไม่เหมือนกัน
ทั้งน้ี ข้นึ อยู่กบั ประสบการณ์เดิมของแตล่ ะคน อิทธิพลของ
ประสบการณท์ ม่ี ตี ่อการรับรภู้ าพและพนื้ การมองเห็นรูป
เป็นภาพ (Figure) และพ้นื (Ground)
1.2 กฎแห่งความคลา้ ยคลงึ (Law of Similarity)
เป็นการวางหลกั การรับรูใ้ นสงิ่ ทค่ี ล้ายคลึงกนั เพ่อื จะได้รวู้ า่ สามารถจดั เขา้ กลุ่มเดียวกนั
จากภาพข้างบนน้ี เราจะเหน็ ว่า รูปส่ีเหลี่ยมเลก็ ๆ แตล่ ะรปู ที่มสี เี ขม้ เป็นพวกเดยี วกนั
1.3 กฎแหง่ ความใกลช้ ดิ (Law of Proximity)
เปน็ การกลา่ งถงึ ว่าถา้ สิ่งใดหรอื สถานการณ์ใดทม่ี คี วามใกล้ชิดกนั ผูเ้ รียนมแี นวโน้มท่จี ะรบั รู้ส่งิ นั้นไวแ้ บบเดยี วกนั
จากภาพขา้ งบนน้ี เราจะเหน็ ว่ามที หารเป็น 5 Columns
1.4 กฎแห่งความตอ่ เน่อื ง (Law of Continuity)
สิง่ เรา้ ท่มี ที ิศทางในแนวเดียวกัน ซึง่ ผเู้ รยี นจะรบั รวู้ า่ เป็นพวกเดยี วกัน
ภาพต่อไปนก้ี เ็ ช่นกัน แมจ้ ะไม่ใช่ภาพท่ีเขยี นขน้ึ อยา่ งสมบูรณ์
แต่คนทมี่ ีประสบการณ์เดมิ กพ็ อจะร้วู า่ เป็นภาพ ม้าลาย
1.5 กฎแหง่ ควำมสมบูรณ์ (Law of Closer)
สงิ่ เร้าทีข่ าดหายไปผู้เรียนสามารถรบั ร้ใู ห้เป็นภาพสมบูรณ์ไดโ้ ดยอาศัยประสบการณเ์ ดิม
ภาพต่อไปนีก้ ็เช่นกัน แมจ้ ะไม่ใชภ่ าพทเ่ี ขียนข้นึ อยา่ งสมบูรณแ์ ต่หากผู้เรยี นเคยได้เหน็
ภาพนี้แลว้ จะทาให้ร้ไู ด้ทนั ทีเลยวา่ เปน็ ภาพของอะไร
หลกั การเรยี นรขู้ องทฤษฎีกลุม่ เกสตัลท
เน้นการเรียนรทู้ ส่ี ว่ นรวมมากกวา่ สว่ นย่อยซึง่ จะเกิดข้นึ จากประสบการณแ์ ละการเรียนร้เู กิดขึ้นจาก 2 ลักษณะ
2. การหยัง่ เหน็ (Insight)
การเกิดความคิดแวบข้ึนมาทันทีทนั ใด ในขณะทป่ี ระสบปญั หาโดยมองเห็น
แนวทางในการแก้ปญั หาตงั้ แตเ่ รมิ่ แรกเป็นขน้ั ตอนจนสามารถแก้ปญั หาได้ เป็นการ
มองเห็นสถานการณใ์ นแนวทางใหม่ ๆ ขนึ้ โดยเกิดจากความเขา้ ใจและความรสู้ กึ ท่มี ตี อ่
สถานการณว์ า่ ไดย้ ินไดค้ น้ พบแลว้ ผูเ้ รยี นจะมองเหน็ ช่องทางการแก้ปญั หาข้ึนไดใ้ น
ทันทีทนั ใด
การทดลองทีแ่ สดงการหยั่งเห็น
ในการเรียนรูโ้ คห์เลอรไ์ ดท้ ดลองโดยการ
ขงั ลิงชมิ แพนซี ตัวหนึง่ ไวใ้ นกรงท่ใี หญ่พอทีล่ งิ
จะอยไู่ ด้ภายในกรงมไี ม้หลายท่อน มลี ักษณะสั้น
ยาวต่างกนั วางอยู่ นอกกรงเขาไดแ้ ขวนกล้วยไว้
หวหี นง่ึ เกินกว่าที่ลิงจะเออ้ื มหยิบได้ การใช้
ท่อนไม้เหล่าน้ัน บางทอ่ น กส็ ้ันเกินไปสอยกล้วย
ไม่ถงึ เหมอื นกนั มีบางท่อนยาวพอที่จะสอยกิน
กล้วยได้
แหลง่ ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=d-YwqYxxxTc&ab_channel=nattasornkamonmal
การทดลองท่แี สดงการหยงั่ เห็นในการเรยี นรูใ้ นขั้นแรก
ลิงชมิ แพนซพี ยายามใช้มือเออ้ื มหยิบกลว้ ย แต่ไมส่ าเร็จ แม้วา่ จะไดล้ องทาหลายคร้งั เป็นเวลานาน มนั ก็
หนั ไปมองรอบๆกรง เขยา่ กรง ส่งเสียงร้อง และปนี ป่าย แต่เมื่อไม่ไดผ้ ล มนั จงึ หันมาลองจบั ไม้เล่น ใชไ้ มน้ นั้ สอย
กลว้ ยแต่ก็ไม่ไดผ้ ล มันจึงหนั มาลองจับไม้อันอื่นเลน่ และใชไ้ ม้นน้ั สอยกลว้ ย การกระทาเกิดขึ้นเรว็ และสมบูรณ์
ไม่ไดค้ อ่ ยเปน็ ค่อยไปอยา่ งช้าๆ ในที่สุดมนั ก็สามารถใชไ้ ม้สอยกล้วยมากนิ ได้
วธิ กี ารที่ลงิ ใช้แกป้ ัญหาน้ี โคล์เลอร์เรียกพฤตกิ รรมนว้ี า่ เปน็ “การหย่ังเห็น” เปน็ การมองเห็นช่องทาง
ในการแก้ปญั หาโดยลิงชมิ แพนซไี ด้มีการรบั รู้ในความสมั พนั ธ์ระหวา่ งไม้สอย กล้วยทีแ่ ขวนอยู่ข้างนอกกรงและ
สามารถใชไ้ มน้ ัน้ สอยกลว้ ยไดเ้ ปน็ การนาไปสู่เปา้ หมาย
กระบวนการแกป้ ญั หาของลงิ ชมิ แพนซี
1. วิธีการแกป้ ญั หาโดยการหย่งั เห็นจะเกดิ ข้ึนทันทีทนั ใด เหมือนความกระจา่ งแจง้ ในใจ
2. การเรยี นรู้การหยง่ั เห็นเปน็ การที่ผู้เรยี นมองเห็นรับรู้ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ ไม่ใช่
เป็นการตอบสนองของ สิง่ เรา้ เพยี งอยา่ งเดยี ว
3. ความร้เู ดิมของผู้เรยี น ประสบการณข์ องผ้เู รียนมสี ว่ น ที่จะชว่ ยให้ผเู้ รยี นเกดิ การหยงั่
เห็นในเหตกุ ารณ์ทป่ี ระกอบข้ึนเป็นปญั หาและชว่ ยให้ การหยัง่ เห็นเกดิ ข้นึ เร็ว
การนาทฤษฎีนม้ี าใชใ้ นการเรียนการสอน
1 การสอนควรจะให้ผเู้ รียนมองเหน็ โครงสร้าง
เพือ่ ใหเ้ ดก็ เกดิ การรับรู้ เป็นส่วนรวม แลว้ จึงแยกส่วนออกมาสอนเป็นตอนๆ
2 เน้นเรียนดว้ ยความเขา้ ใจมากกว่าเน้นท่องจา
การเรยี นด้วยความเข้าใจตอ้ งอาศยั สอ่ื ทชี่ ดั เจนประกอบการเรียนและต้อง
เรียนด้วยการปฏิบตั จิ ริง หรอื ผเู้ รียนลงมอื กระทาเอง (Learning by Doing)
3 ฝกึ ใหผ้ ้เู รียนสามารถโยงความสมั พนั ธระหวา่ งความรู้
เมื่อเรียนไปแลว้ วเิ คราะห์ความรใู้ หม่ว่ามีความแตกตา่ ง และคล้ายคลึงกันอยา่ งไรเพือ่ ช่วยให้
จาได้นาน
การนาทฤษฎีนมี้ าใช้ในการเรียนการสอน
4 นาแนวคดิ ของทฤษฎนี ไี้ ปใช้ในการแกป้ ญั หาต่าง
ควรทาความเขา้ ใจโดยมองปญั หาทุกแงท่ ุกมมุ ไม่ควรมองปญั หาโดยมอี คติ และใช้ความคิด
อยา่ งมีเหตมุ ผี ลในการแก้ปัญหา
5 นาไปใชใ้ นการทาความเข้าใจบคุ คล
ควรมองเขาในภาพรวม ( The Whole Person ) คือ การศึกษาคณุ ลกั ษณะตา่ งๆ ของ
บคุ คลกับความมีเหตุผล ไมต่ ัดสนิ ความดคี วามชวั่ ของบุคคล โดยมองดา้ นใดด้านหนงึ่
ของเขาเท่าน้ัน
Question
1.ผูน้ ำทฤษฎีกำรเรียนรกู้ ลุ่มเกสตลั ทขอ้ ใดถูก
ก.เวอรไ์ ธเมอร,์ โคหเ์ ลอร์ , คอฟฟ์ กา และเลวิน ข.อดอลฟ์ ฮิตเลอร,์ อาด็อลฟ์ ไอชม์ นั
ค.เซอรไ์ อแซกนิวตนั , อลั เบิรต์ ไอนส์ ไตน์ ง.วิน ดีเซล, ดเวยน์ จอหน์ สนั
Question
2.หลกั กำรเรียนรขู้ องทฤษฎกี ลุ่มเกสตลั ทมกี ล่ี กั ษณะ
ก.5 ลกั ษณะ ข.4 ลกั ษณะ
ค.2 ลกั ษณะ ง.3 ลกั ษณะ
Question
3.ในทฤษฎกี ลุ่มเกสตลั ทใชย้ อวยั วะสมั ผสั อะไร
ก.หู ข.ตา
ค.ล้ นิ ง.จมูก
Question
4.ขอ้ ใดไมใ่ ช่กฎเเหง่ กำรจดั ระเบียบ
ก.กฎเเห่งความชดั เจน ข.กฎเเหง่ ความสมบูรณ์
ค.กฎเเหง่ การเรยี นรู้ ง.กฎเเห่งความตอ่ เน่ือง
Question
5.กฎเเหง่ ควำมชดั เจนตอ้ งกำหนดองคประกอบท้งั หมดก่สี ่วน
ก. 1 สว่ น ข. 2 สว่ น
ค. 3 สว่ น ง. 4 สว่ น
Question
6.กำรทดลองกำรหยงั่ เห็น โคหเลอรใชส้ ตั วอะไรในกำรทดลอง
ก.ลงิ ชิมเเพนซี ข.เเมว
ค.สุนขั ง.นก
Question
7.วธิ ีกำรท่ีลิงใหแ้ กป้ ัญญำของโคหเลอรเรียกพฤติกรรมวำ่ อะไร
ก.การหยงั ่ เห็น ข.การรบั รู้
ค.การสมั ผสั ง.การรบั รส
Question
8.กระบวนกำรแกป้ ัญหำของลิงมีก่ขี อ้
ก. 1 ขอ้ ข. 2 ขอ้
ค. 3 ขอ้ ง. 4 ขอ้
Question
9.กำรรบั รใู้ ชอ้ วยั วะในกำรสมั ผสั กี่สว่ น
ก. 2 สว่ น ข. 3 สว่ น
ค. 4 สว่ น ง. 5 สว่ น
Question
10.ขอ้ ใดไมใ่ ช่ทฤษฏที ี่นำมำใชใ้ นกำรเรียนกำรสอน
ก.สอนใหผ้ เู้ รียนมองเห็นโครงสรา้ ง ข.เนน้ ทอ่ งจามากกว่าเขา้ ใจ
ค.นาเเนวคิดของทฤษฏีน้ ีไปใชใ้ นการเเกป้ ัญหา ง.ฝึ กใหผ้ เู้ รยี นสามารถโยงความสมั พนั ธร์ ะหว่าง
ความรู้