การเขียนโปรแกรม
นาย เฉลิมชยั คำตนั กลมุ่ 8 เลขท่ี 7
รายงานนี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของการศึกษาวชิ าการคน้ ควา้ และการเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ
สาขาเทคโนโลยีดจิ ิทลั เพอ่ื การศึกษา คณะครศุ าสตร์อตุ สาหกรรม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี
ภาคเรยี นท่ี1 ปกี ารศกึ ษา 2564
การเขยี นโปรแกรม
นาย เฉลิมชัย คำตัน กลุ่ม8 เลขท่ี 7
รายงานนี้เปน็ สว่ นหนึง่ ของการศึกษาวชิ าการค้นควา้ และการเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
สาขาเทคโนโลยดี ิจทิ ลั เพ่ือการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์อุตสาหกรรม
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลธญั บุรี
ภาคเรียนที่1 ปีการศกึ ษา 2564
ก
คำนำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อปฏิบัติการเขียนรายงานการค้นคว้าที่ถูกต้องอย่างเป็น
ระบบ อนั เป็นส่วนหนง่ึ ของการศกึ ษารายวชิ า 01-210-017 การคน้ คว้าและการเขียนรายงาน
เชิงวิชาการ ซึ่งจะ นำไปใช้ในการทำรายงานค้นคว้าสำหรับรายวิชาอื่นได้อีกต่อไป การท่ี
ผู้จัดทำเลือกทำเร่ือง “การเขียนโปรแกรม” เนื่องด้วยในปัจจุบันการนำโปรแกรมเข้ามาช่วย
ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิผล มีมากมายหลายด้าน ดังนั้น จึงมีความจำเป็น
อยา่ งมากท่ี จะต้องนำเสนอความรู้ความเข้าใจทถ่ี กู ตอ้ งเกี่ยวกบั การเขียนโปรแกรม
รายงานเล่มนี้กล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับความหมาย ประเภท ความสำคัญ วัตถุประสงค์
ของการเขียนโปรแกรม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เขียน
โปรแกรมที่ถูกตอ้ ง และทราบแนวทางการใช้การเขยี นโปรแกรม
ขอขอบคุณผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนิดา สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคำแนะนำ
โดย ตลอด และขอขอบคุณบรรณารักษ์และเจ้าท่ีของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสน
สนเทศ และ ห้องสมุดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ที่ให้ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวม
ไปถึงท่านเจ้าของ หนังสือ บทความ ที่ผู้เขียนใช้อ้างอิงทุกท่าน หากมีข้อบกพร่องประการใด
ผ้เู ขยี นข้อนอ้ มรบั ไว้เพ่ือ ปรับปรงุ ต่อไป
เฉลิชัยคำตนั
19 ตลุ าคม 2564
สารบญั ข
คำนำ หนา้
สารบญั ภาพประกอบ ก
บทท่ี ค
1บทนำ
1.1 ความหมาย ของการเขียนโปรแกรม 1
2
1.2 หลักการสำคัญของการเขียนโปรแกรม 3
1.2.1 ด้านของผ้พู ัฒนาโปรแกรม 3
1.2.2 ด้านผ้ใู ชง้ านโปรแกรม 4
1.2.3 ดา้ นขององคก์ ร 5
6
1.3 ประโยชน์การเขียนโปรแกรมในชีวติ ประจำวัน 6
1.3.1 การควบคมุ ระบบเงินในธนาคาร 7
1.3.2 การควบคุมเส้นทางการบนิ 8
1.3.3 การควบคุมการผลติ ไฟฟา้ 10
10
2 องคป์ ระกอบของการเขยี นโปรแกรม 10
10
2.1 การทำความเขา้ ใจและวิเคราะห์ปญั หา 11
2.2 การกำหนดแผนในการแกป้ ัญหา 11
2.3 การเขียนโปรแกรมตามแผนท่กี ำหนด 12
2.4 การทดสอบและตรวจสอบความถูกตอ้ งของโปรแกรม 13
2.5 การจดั ทำค่มู ือและเอกสารการใชโ้ ปรแกรม 14
3 ข้ันตอนในการเขยี นโปรแกรม 14
3.1 การกำหนดวตั ถุประสงค์ของโปรแกรม 14
15
3.2 การกำหนดลกั ษณะข้อมูลนำเข้า 18
3.3 การกำหนดลกั ษณะข้อมูลนำออก
3.4 การประมวลผล
4.สรุป
บรรณานกุ รม
สารบญั ภาพประกอบ ค
ภาพท่ี หนา้
1 การเขียนโปรแกรม 3
2 การควบคมุ ระบบเงนิ ในธนาคาร 6
3 การควบคุมเสน้ ทางการบิน 8
4 การควบคมุ การผลติ ไฟฟ้า 9
5 พนื้ ฐานการออกแบบและการเขยี นโปรแกรม 11
6 ขน้ั ตอนในการเขยี นโปรแกรม 12
1
บทที่ 1
บทนำ
การเขียนโปรแกรม (Coding) เป็นขั้นตอนการเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาโปรแกรม เพื่อพัฒนาหรือ
สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการ โดยเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
นัน้ ผ้เู ขยี นจะตอ้ งเขยี นชุดคำส่ังตามโครงสร้าง (Structure) และไวยากรณ์ (Syntax) ของภาษาโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ โดยชุดคำสั่งที่ได้จากขั้นตอนการเขียนโปรแกรมนี้ เรียกว่า ซอร์สโค้ด (Source
Code)
การเขยี นโปรแกรมมีขั้นตอน
1. เขียนคำส่งั (Coding) คอื ขน้ั ตอนการเขยี นชดุ คำสั่งให้ถูกต้องตามโครงสร้างและไวยากรณ์ของ
แตล่ ะภาษาโปรแกรม
2. แปลภาษา (Compile) คือข้ันตอนการแปลชุดคำสั่งจากคำสั่งที่เขียนขึ้นมาจาก 1) ให้เป็น
ภาษาคอมพิวเตอร์ โดยภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาจะมีโปรแกรมสำหรับแปลชุดคำสั่งเรียกว่า
คอมไพเลอร์ (Compiler) ติดตั้งอยู่ในภาษาโปรแกรมนั้นอยู่แล้ว และสิ่งที่ได้จากขั้นตอนการแปลภาษา
คือ ไฟล์โปรแกรมทพ่ี รอ้ มทำงาน
3. สั่งให้ไฟล์โปรแกรมทำงาน (Run) คือ การเรียกไฟล์โปรแกรมใหท้ ำงานตามความตอ้ งการ
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผูเ้ ขียนโปรแกรมต้องเข้าใจหลกั การในการเขียนแต่ละรูปแบบ ซึ่ง
จะทำใหส้ ามารถเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ด้วยภาษาโปรแกรมต่างๆ ไดง้ า่ ยขน้ึ ภาษาโปรแกรมแต่ภาษา
จะมีลักษณะหรือรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกัน การเลือกภาษาโปรแกรมหรือภาษาคอมพิวเตอร์เพ่ือ
นำมาเขียนโปรแกรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความเหมาะสมของโปรแกรมกับลักษณะงานที่จะ
นำไปใช้ การทำงานร่วมกันได้กับโปรแกรมอื่นๆ หรืออาจเป็นความถนัดของแต่ละคน เป็นต้น โดยภาษา
โปรแกรมในปจั จุบนั มรี ูปแบบการเขยี นโปรแกรมข้ันต้น 3 รปู แบบ แบง่ ตามโครงสร้าง ดงั นี้
- โครงสรา้ งการทำงานแบบเรียงลำดับ (sequence structure) เปน็ รปู แบบการเขียนโปรแกรม
ที่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน ไล่เรียงลำดับกันไปเหมือนเส้นตรง ไม่มีการข้ามขั้นตอน ไม่มีการ
ย้อนกลับไปทำงานเดมิ ท่ที ำซำ้ ไปแลว้ หรือไม่มกี ารตดั สนิ ใจเพอ่ื เลอื กทำงานใดๆ
- โครงสร้างการทำงานแบบเลือกทำหรือมีเงื่อนไข (condition structure) เป็นรูปแบบการ
เขยี นโปรแกรมท่ีมีการตัดสนิ ใจ มีทางเลือกให้เลือกกระทำ โดยแต่ละทางเลือกจะมีเงื่อนไข ซึ่งจะต้องผ่าน
การตรวจสอบเงื่อนไขนั้นๆก่อน จึงจะสามารถทำงานในทางเลือกนั้นได้ ทั้งนี้ ภายในโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์อาจมีการตัดสินใจเช่นน้ีอยหู่ ลายจดุ เรยี กโครงสร้างการทำงานลักษณะนี้วา่ selection หรือ
condition
- โครงสร้างการทำงานแบบทำซ้ำ (iteration structure) เปน็ รปู แบบการเขียนโปรแกรมทีม่ กี าร
ทำงานเดิมซ้ำๆ โดยมีเงื่อนไขเพื่อกำหนดจำนวนรอบในการทำงานซ้ำ ซึ่งการทำงานแบบทำซ้ำมี 3
2
ประเภท คือ การทำงานแบบทำซำ้ ตามจำนวนรอบทรี่ ะบุ การทำงานแบบทำซ้ำในขณะท่ีมีเง่อื นไขเป็นจริง
การทำงานทำซ้ำจนกระทงั่ เงอื่ นไขเป็นจริง
1.1 ความหมาย การเขียนโปรแกรม
การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ หรอื บางคนก็เรยี กแบบสัน้ ๆ ว่า การเขยี นโปรแกรม หรือ การเขียน
โคด้ เป็นข้ันตอนในการเขียน การทดสอบ และการดแู ลซอรส์ โค้ดของตวั โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซอร์สโค้ด
ที่ว่านี้จะเป็นข้อความที่ได้มีการเขียนขึ้นมา สามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ จะเป็นการใช้สำหรับการ
เขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ ส่วนใหญแ่ ล้วรหัสต้นฉบับจะนิยมเก็บแยกเอาไว้หลายๆ ไฟล์ เพื่อให้สะดวกตอ่
การเรียกใช้งานส่วนย่อยๆ ของคำสั่งดังกล่าว ซอร์สโค้ดที่ว่านี้จะถูกเขียนด้วยภาษาโปรแกรม ขั้นตอนใน
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องของโปรแกรมที่
จะต้องเขียน ขั้นตอนในการใช้งาน สำหรับวิศวกรรมซอฟต์แวร์ถือว่าการเขียนโปรแกรมถือเป็นเพียงขั้น
แรกในวงจรของการพฒั นาซอฟตแ์ วร์ ซอร์สโค้ดทถี่ กู เขยี นดว้ ยตวั ธรรมดานจ้ี ะไมส่ ามารถนำไปใชง้ านอะไร
ได้เนื่องจากต้องผ่านการคอมไพล์เสียก่อนเพื่อให้ซอร์สโค้ดที่ว่าเป็นภาษาเครื่อง แล้วจะกลายเป็น
โปรแกรมท่ีสามารถใชง้ านได้นัน่ เอง การเขียนโปรแกรมถูกมองว่าเป็นทง้ั ศาสตรข์ องวชิ าต่างๆ ไมว่ า่ จะเป็น
ศลิ ปะ คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และวศิ วกรรม เขา้ รวมด้วยกนั
การเขียนโปรแกรม เป็นกระบวนการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อกำหนดโครงสร้างของข้อมูลและกำหนด
ขั้นตอนวิธีเพื่อใช้แก้ปัญหาที่ได้ออกแบบไว้ โดยอาศัยหลักเกณฑ์การเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ละ
ภาษา การเขยี นโปรแกรมมี 3 แบบ ไดแ้ ก่ การเขยี นโปรแกรมโครงสร้าง (Structure Programming) การ
เขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-oriented Programming : OOP) และการเขียนโปรแกรมเชิงจินตภาพ
(Virus Programming) ซ่งึ การเขยี นโปรแกรมแต่ละแบบมีแนวคิดและวธิ กี ารเขียนโปรแกรมงานอย่างง่าย
แตกตา่ งกันไป
3
ภาพที่ 1 การเขยี นโปรแกรม
(ดร. สมชาย ประสิทธ์ิจูตระกูล, 2559 : ออนไลน)์
1.2 หลักการสำคัญของการเขยี นโปรแกรม
มีความสำคญั มากตอ่ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะโปรแกรมคอมพวิ เตอรน์ ้นั เขา้ ไปชว่ ย
อำนวยความสะดวกในหลายๆอย่าง ทำให้ชวี ติ ของมนษุ ยด์ ีขึน้ ซ่งึ เราพอจะวิเคราะห์ออกเปน็ ได้หลายๆ
ดา้ นดงั นี้
1.2.1 ดา้ นของผู้พัฒนาโปรแกรม ด้านของผูพ้ ัฒนา ทำให้ผพู้ ฒั นาน้นั ไดฝ้ ึกทกั ษะ การคดิ
วเิ คราะห์ และออกแบบส่งิ ต่าง ๆ อย่างเปน็ ระบบมากยง่ิ ขนึ้ อกี ท้ังโปรแกรมท่ีได้พฒั นาขึ้นนั้นยงั กอ่ ให้เกดิ
รายไดใ้ หก้ บั ผู้พัฒนาโปรแกรมอีกด้วย
1.2.1.1 เจ้าหนา้ ทป่ี ฏิบัติการ (operator) ผรู้ ับผดิ ชอบดแู ลเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ให้
สามารถทำงานไดต้ ามปกติ หากเกิดปัญหาขัดขอ้ งท่ีเกย่ี วกับระบบจะต้องแจ้งให้ผูท้ ีเ่ กย่ี วข้อง ได้ทราบ
เพื่อทำการแก้ไข นอกจากน้ีเจ้าหน้าท่ปี ฏบิ ตั กิ ารยงั ทำหน้าท่ีบำรุงรกั ษาอุปกรณ์ที่มีอย่ใู ห้สามารถพรอ้ มที่
จะนำไปใช้งานได้อย่างมปี ระสิทธิภาพเจ้าหน้าทป่ี ฏบิ ัตกิ ารยังรวมถึงเจ้าหนา้ ท่บี นั ทกึ ข้อมูลเข้าสู่ระบบ
(date - entry operator) ทท่ี ำหนา้ ทป่ี ้อนข้อมูลเขา้ สู่ระบบ ตลอดจนจัดทำรายงาน และรวบรวมเอกสาร
คอมพิวเตอร์ให้เป็นระเบียบ (อารยี า แก้วนกึ , 2557 : ออนไลน์)
4
1.2.1.2 บคุ ลากรท่เี ก่ยี วข้องกับระบบ (system) และโปรแกรม (program)บุคลากร
คอมพิวเตอร์ในกล่มุ นี้ ประกอบดว้ ย
1 นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (systems analyst and designer) ทำ
หน้าที่ศึกษาและรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบระบบงานใหม่
และทำหน้าที่เป็นสอ่ื กลางระหวา่ งผใู้ ช้ระบบและนกั เขยี นโปรแกรม (programmer)
2 ผู้บริหารฐานข้อมูล (database administrator ) ทำหน้าที่ออกแบบและ
ดูแลระบบฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตลอดจนบำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับฐาน
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขององคก์ าร
3 นักพัฒนาโปรแกรมระบบ (system programmer) เป็นผู้เขียนโรแกรม
ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ ให้คำปรึกษาและแก้ไขระบบเม่ือเกดิ ปญั หาทเี่ กีย่ วข้องกบั ระบบคอมพวิ เตอร์
4 นักพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (application programmer) เป็นผู้เขียนและ
พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ โดยการนำผลที่นักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้นักเขียนโปรแกรม
ประยุกต์ จะต้องทำการทดสอบ แก้ไขโปรแกรม ตดิ ต้ังและบำรุงรักษาโปรแกรมที่พฒั นาขนึ้
1.2.1.3 ผู้จัดการศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (electronic data processing
manager) ผู้จัดการศูนย์คอมพิวเตอร์ หรือ EDP manager เป็นบุคลากรระดับบริหารทีท่ ำหน้าที่กำหนด
นโยบายและแผนการดำเนินงาน ของศูนย์คอมพิวเตอร์ การวางแผนเรื่องงบประมาณและการจัดหา
ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานให้มีความรู้ความสามารถ
ทันกับเทคโนโลยีสมยั ใหม่
1.2.2 ด้านผู้ใช้งานโปรแกรม เป็นผู้ใช้งานระดับตำ่ สุดซึง่ ไม่จำเป็นต้องมีความเชีย่ วชาญมากนักก็
สามารถใช้งานได้ โดยศึกษาจากคู่มือการปฏิบัติงานหรือคู่มือใช้งานโปรแกรมที่นำมาใช้ หรืออาจต้องเข้า
รับการอบรมบ้างเพื่อใหส้ ามารถใชง้ านได้ บคุ ลากรกลมุ่ นม้ี ีจำนวนมากท่ีสุดในหน่วยงาน และลักษณะงาน
มักเก่ียวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ทัว่ ไป เช่น งานธุรการสำนักงาน งานป้อนข้อมูล งานบริการลูกค้า
สัมพันธ์ ( Call center) เป็นต้นในการวางระบบงานคอมพิวเตอร์ขององค์กร ผู้ใช้งานถือได้ว่ามีบทบาทท่ี
สำคัญมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้งานโดยตรง ซึ่งผู้ทำหน้าที่ออกแบบแล ะวางระบบ เช่น
นักวิเคราะห์ระบบ หรือ system analyst จำเป็นต้องมีการสอบถามความต้องการ (requirement) ใน
การใช้งานเบื้องต้นของกลุ่มผู้ใช้งานเหล่านี้ด้วย โดยอาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ลักษณะงานที่ปฏิบัติอยู่ใน
ปัจจุบัน รวมถึงออกแบบสำรวจความต้องการของระบบที่อยากได้ ซึ่งในบางครั้งอาจใช้วิธีการปรับปรุง
ระบบงานเดิมโดยสอบถามถึงปัญหาของระบบงานเก่าที่ใช้อยู่ว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง และต้องการจะให้
ระบบใหม่ที่จะใช้นีม้ หี นา้ ตาออกมาอย่างไร การสอบถามขอ้ มลู ดังกล่าวจะทำใหไ้ ด้โปรแกรมหรือระบบงาน
ทตี่ รงตามวัตถุประสงค์มากที่สุด นอกจากน้เี ม่ือได้ระบบดังกล่าวแลว้ อาจต้องนำมาทดสอบกับผู้ใช้เหล่าน้ี
5
อีกครั้ง เพื่อขอรับฟังข้อแนะนำรวมถึงการทดสอบปัญหาเบื้องต้น ซึ่งพอจะสรุปความสัมพันธ์ระหว่าง
นกั วเิ คราะห์ระบบกับผูใ้ ชง้ านได้
1.2.3 ดา้ นขององค์กร องค์กรท่ีมีศกั ยภาพคอื องคก์ รท่เี ติบโตขึ้นเร่ือยๆ และพัฒนาตวั เองอยู่เสมอ
องค์กรที่อยู่รอดในโลกแห่งความเป็นจริงได้นั้นก็คือองค์กรที่ต้องมีการปรับตัวตลอดจนพัฒนาให้ก้าวทัน
โลกที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคด้วยนั่นเอง ดังนั้นเป้าหมายหนึ่งของทุกองค์กรก็คือการมุ่ง พัฒนา
องคก์ ร เพอื่ ให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงท่ดี ขี นึ้ อยตู่ ลอดเวลา แล้วผูท้ ม่ี ีส่วนสำคญั ในการพัฒนาองคก์ รใหก้ ้าวไป
ข้างหน้านน้ั ไมใ่ ช่เฉพาะแค่ในสว่ นของผู้บริหารที่มีวสิ ัยทัศน์เทา่ นั้น แตย่ ังรวมไปถึงบุคลากรทุกฝ่ายที่รักใน
การพัฒนาศักยภาพตัวเองใหด้ ียง่ิ ข้ึนดว้ ยนัน่ เอง
(ดร กริ พทุ ธ์ิ ปิติฉัตร,2560 : ออนไลน์)
1.2.3.1 โครงสร้างพื้นฐานขององค์กรในรูปแบบต่างๆ (Infrastructure) โครงสร้าง
พื้นฐานขององค์กรนั้นรวมตั้งแต่อุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นไปจนถึงเทคโนโลยีตลอดจนข้อมูลสารสนเทศ
ต่างๆ ที่ต้องพร้อมและช่วยส่งเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ศักยภาพด้านทรัพยากรบุคคลจะ
พร้อมแค่ไหน แต่หากมีปัญหาที่ทรัพยากรด้านอื่น ก็ย่อมทำให้ลดประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้
องค์กรพัฒนาได้อย่างเชื่องช้าหรือติดขัดเช่นกัน ตรงกันข้ามกับองค์กรที่ใส่ใจในโครงสร้างพื้นฐานอย่างดี
เพื่อรองรับการทำงานที่ดีทีส่ ุด ก็สามารถมีส่วนช่วยให้บุคลากรในองค์กรใชศ้ ักยภาพของตนในการทำงาน
ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพด้วยเชน่ กนั
1.2.3.2 กระบวนการทำงานที่เป็นระบบระเบียบ (Process & System) ระบบการ
ทำงานที่มีมาตรฐาน ชัดเจน มีระบบระเบียบ มีขั้นตอนที่เหมาะสม มีการประเมินผล รวมถึงมีการแก้ไข
จดุ บกพรอ่ งไดอ้ ย่างทนั ท่วงที ระบบการทำงานท่ีดีนนั้ จะทำใหอ้ งคก์ รพัฒนาไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพมากขึ้น
1.2.3.3 ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource) ทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ
อันดับต้นๆ ของทุกองค์กร การที่องค์กรมีพนักงานที่มีศักยภาพในการทำงาน มีความมุ่งมั่นในการพัฒนา
ตนเองและองค์กร ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร รวมถึงมีวิสัยทัศน์ในการทำงาน จะช่วยส่งเสริมให้
องค์กรพฒั นาได้ก้าวไกลและมงั่ คง
1.2.3.4 เป้าหมายและนโยบาย (Goal & Policy) :สิ่งสำคัญที่สุดก็คือองค์กรต้องมี
เป้าหมายที่ชัดเจน มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ตลอดจนมีทิศทางเดินไปสู่จุดหมายให้เห็น เมื่อมีเป้าหมายท่ี
ชัดเจนแล้วย่อมต้องมีนโยบายธุรกิจตลอดจนนโยบายองค์กรที่ออกมาเป็นแนวทางปฎิบั ติงานได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพดว้ ย หากองค์ใดไมม่ ีเปา้ หมาย หรือไมม่ ีนโยบายที่กระจ่างชัด ก็เหมอื นเรือท่ีแล่นอยู่ในทะเล
โดยขาดเข็มทิศ หรือเรือที่อยู่กลางทะเลซึ่งมีหมอกหนาปกคลุม ก็ยากที่จะรู้ว่าเรือควรจะมุ่งหน้าไปทาง
ไหน เพือ่ อะไร เป้าหมายที่ชดั เจน นโยบายทมี่ ีประสิทธภิ าพ จะมีส่วนท่ีทำใหอ้ งคก์ รพัฒนาไดอ้ ย่างรวดเร็ว
มที ิศทาง และมีศกั ยภาพเพ่มิ ขน้ึ ด้วย
6
1.3 ประโยชนก์ ารเขียนโปรแกรมในชวี ติ ประจำวนั
1.3.1 การควบคุมระบบเงินในธนาคาร
1.การจัดการเงินสด (Cash Management)
ภาพท่ี 2 การควบคุมระบบเงนิ ในธนาคาร
(นายวีระพงษ์ ถวลิ คำ, 2557 : ออนไลน)์
ระบบการจัดการด้านเงินสด รวบรวมสารสนเทศจากใบเสรจ็ รบั เงินและการจ่ายเงินเวลาตามจริง
(Realtime) หรือเป็นระยะเวลาสม่ำเสมอ ข้อมูลเหล่านั้นทำให้ธุรกิจสามารถนำเข้าหรือขยายเงินทุนได้
อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การเพิ่มรายได้เกิดขึ้นจากเงินทุนที่นำเข้าหรือใช้ในการลงทุน ระบบนี้ยังช่วย
คาดการณ์เรื่องการรับเงินสดหรือเงินที่ต้องจ่ายในอนาคตหรือ การคาดการณ์การไหลเวียนด้านการเงิน
(Cash Flow Forecasts) เพื่อตรวจตราการขาดดุลเงินสดหรือการมีรายรับมากกว่ารายจ่ายสามารถใช้
เพอื่ หาขอ้ สรุปในเรื่องโปรแกรมการสะสมเงินสดให้ดที ี่สดุ และหาทาง เลือกดา้ นการจดั การการเงินหรือกล
ยุทธใ์ นการลงทนุ ซ่ึงเกี่ยวข้องกบั การขาดดุลเงนิ สดหรอื การมีรายรับมากกว่ารายจ่ายในอนาคต
2.การจดั การการลงทุนออนไลน์ (Online Investment Management)
หลายธุรกิจลงทุนเพื่อเพิ่มเงินสดระยะสั้นในตลาดที่ความเสี่ยงสูง เช่น พันธบัตรของรัฐบาล การลงทุนใน
บริษัทที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงด้วย หรือในทางเลือกอื่นที่จะทำให้ได้รับผลตอบแทนสูง
เช่นกัน ซึ่งในการลงทุนเพื่อได้รับเป็นเงินตอบแทนที่ปลอดภัย สามารถจัดการได้ด้วยความช่วยเหลือจาก
โปรแกรมสำเร็จรูปทจี่ ัดการด้านนี้ ซง่ึ ข้อมลู เก่ยี วกับการลงทนุ และความปลอดภัยทางการค้าสามารถหาได้
จากแหลง่ ออนไลน์บนอินเทอร์เนต็ และเครือข่ายอื่นๆ
7
3.งบประมาณเงินลงทุน (Capital Budgeting) ในกระบวนการเรื่องงบประมาณเงินลงทุน
เกี่ยวข้องกับการประเมินความเป็นไปได้ในการทำผลกำไรและผลกระทบจากการใช้จ่าย เงินทุนที่ได้
วางแผนไว้ ค่าใช้จ่ายระยะยาวสำหรับเครื่องจักรกลขนาดใหญ่และเครื่องมือต่างๆสามารถ วิเคราะห์โดย
การใช้เทคนิคมากมาย ระบบงานนี้ทำให้เกิดการใช้รูปแบบตารางทำการ (Spreadsheet) ซึ่งวิเคราะห์
มลู ค่าในปัจจุบันของการไหลเวียนเงินสด และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการเส่ียงในเร่ืองการให้ผลดีที่สุด
ของเงินทนุ โครงการสำหรับธรุ กจิ
4.การคาดการณ์และการวางแผนด้านการเงิน (Financial Forecasting and Planning) การ
วิเคราะหด์ ้านการเงินโดยปกติแล้ว จะใชต้ ารางทำการและซอฟต์แวร์การวางแผนด้านการเงิน (Financial
Planning Software) เพื่อประเมินสภาพปัจจุบันและผลการทำงานด้านการเงินของโครงการของธุรกิจ
ช่วยในการหาข้อสรุปทางด้านความต้องการด้านการเงินของธุรกิจและวิเคราะห์วิธี การอื่นๆ ทาง ด้าน
การเงินอีกดว้ ย การวิเคราะหก์ ารคาดการณด์ ้านการเงนิ ทีเ่ ก่ยี วข้องกับสถานการณ์ทางด้าน เศรษฐกิจ การ
ดำเนินงานของธุรกิจ ประเภทของการเงินที่ได้รับ อัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้น และราคาพันธบัตร ช่วย
พัฒนาการวางแผนและจัดการแบบจำลองทางด้านการเงินสำหรับธุรกิจ เช่น Electronic Spreadsheet
Package, DSS และ Web-based Groupware
1.3.2 การควบคุมเส้นทางการบิน การควบคุมเส้นทางการบิน อำนวยความสะดวกในการเข้าถึง
สารนิเทศดีกว่าสมยั ก่อนทำให้ผู้ใชศ้ มี ทางเลือกที่ดีกว่า มีประสิทธิภาพกวา่ ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและ
ระยะทางระหว่างประเทศการหลักในการควบคุมสภาพแวดล้อมของสนามบินในทันทีคือการสังเกตด้วย
สายตาจากหอบังคับการบิน หอคอยนี้เป็นอาคารสูงและมีหน้าต่างต้ังอยู่ในสนามบิน ผู้ควบคุมการจราจร
ทางอากาศมีหน้าที่รับผิดชอบในการแยกและการเคลื่อนย้ายเครื่องบินและยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพ
บนทางแท็กซแ่ี ละรนั เวย์ของสนามบินเองและเครือ่ งบนิ ในอากาศใกล้สนามบินโดยท่วั ไปข้ึนอยู่กบั ขนั้ ตอน
ที่สนามบิน ผู้ควบคุมต้องปฏิบัติงานด้วยการใชก้ ฎและขั้นตอนท่ีแม่นยำและมีประสิทธิผลซึ่งจำเป็นต้องมี
การปรับเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่แตกต่างกันซึ่งมักจะอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านเวลา ใน
การศึกษาที่เปรียบเทียบความเครียดในประชากรทั่วไปและในระบบประเภทนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ควบคุมมี
ระดบั ความเครยี ดมากขนึ้ อย่างเห็นไดช้ ดั รปู แบบนส้ี ามารถอธบิ ายไดอ้ ยา่ งนอ้ ยก็บางสว่ นตามลักษณะของ
งาน นอกจากนี้ยังมีจอเฝ้าระวังสำหรับผู้ควบคุมที่สนามบินขนาดใหญ่เพื่อช่วยในการควบคุมการจราจร
ทางอากาศ ผู้ควบคุมอาจใช้ระบบเรดาร์ท่ีเรยี กว่าเรดารต์ รวจการณ์ทุติยภูมิสำหรับการจราจรทางอากาศท่ี
เข้าและออก การจดั แสดงเหลา่ นี้รวมถึงแผนท่ขี องพ้ืนท่ตี ำแหน่งของเครือ่ งบินต่างๆและแท็กขอ้ มูลท่ีมีการ
ระบตุ ัวเคร่ืองบินความเร็วระดับความสูงและขอ้ มลู อนื่ ๆ
8
ภาพท่ี 3 การควบคุมเสน้ ทางการบิน
( นาย พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ, 2559 : ออนไลน์ )
1.3.3 การควบคมุ การผลติ ไฟฟ้า การควบคุมการผลติ ไฟฟ้าซงึ่ ผลิตออกมาในแตล่ ะวันชว่ ยเพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟา้ ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพ่ือการเก็บไฟฟา้ และเปิดเรียกใชแ้ ละ
ประมวลผล ในยุคท่ีโลกถูกขับเคล่อื นด้วยกระแสของเทคโนโลยสี มยั ใหม่ ภาคอตุ สาหกรรมต่างๆ ได้นำ
เทคโนโลยเี ข้ามาใช้เพื่อเพ่ิมขีดความสามารถของการทำงาน อำนวยความสะดวก ทดแทน และสง่ เสริม
การทำงานของมนษุ ย์ใหม้ ีประสิทธภิ าพและมีประสิทธิผลยง่ิ ข้นึ รวดเร็ว ปลอดภัย และผิดพลาดน้อยลง
เฉกเช่น อุปกรณโ์ ปรแกรมเมเบลิ ลอจกิ คอลโทรลเลอร์ คอื อุปกรณส์ ำคญั ที่ทำหน้าท่ีควบคุมการทำงาน
ของเคร่ืองจักรหรอื กระบวนการทำงานตา่ งๆ ให้ทำงานได้อย่างเที่ยงตรง ดงั นน้ั หากจะเปรยี บ กบั ร่างกาย
มนษุ ยแ์ ล้ว เปรยี บได้กับสมองที่คอยสงั่ การควบคุมอวยั วะต่างๆใหท้ ำงาน โดยสง่ั การและควบคมุ การ
ทำงานของเครื่องจักรผา่ นโปรแกรมทวี่ ศิ วกรได้เขียนขึน้ (สุกญั ญา พุ่มน้อย, 2558 : ออนไลน์)
9
ภาพที่ 4 การควบคุมการผลิตไฟฟ้า
(ดร. กุลนาถ ทีปประพันธณ์ ี, 2562 : ออนไลน์)
บทที่ 2
องค์ประกอบของการเขยี นโปรแกรม
ในการเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์นักเขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ของภาษาโปรแกรม
และระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ว่ามีโครงสร้างและวธิ กี ารใช้คำสั่งอย่างไรซึ่งในการเขียนโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ มีหลักเกณฑก์ ารเขียนโปรแกรม
2.1 การทำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหา
ผู้เขยี นโปรแกรมจะต้องทำความเข้าใจและทำการวิเคราะห์ปญั หาเป็นลำดับแรกเพราะการทำ
ความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาเป็นสงิ่ ทีส่ ำคัญโดยทผ่ี เู้ ขียนโปรแกรมจะต้องวเิ คราะห์ปัญหาร่วมกบั
นักวิเคราะหร์ ะบบวา่ โจทยต์ ้องการผลลพั ธ์อะไร และการให้ได้มาซ่ึงผลลพั ธน์ ้นั ต้องป้อนข้อมูลอะไรบ้าง
และเม่ือปอ้ นขอ้ มูลเข้าไปแล้วจะทำการประมวลผลอย่างไรสิ่งหลา่ น้ีผูเ้ ขยี นโปรแกรมจะต้องทำความเข้าใจ
ใหถ้ กู ต้องเพราะถ้าผเู้ ขยี นโปรแกรมวเิ คราะห์ปัญหาไมถ่ ูกต้องผลลพั ธท์ ่ีได้ออกมาก็อาจจะไม่ตรงกับความ
ต้องการของโจทย์ได้
(ณฐั ภมู ิ เชี่ยวชาญ, 2554: ออนไลน์)
2.2 การกำหนดแผนในการแก้ปญั หา
หลังจากทำความเข้าใจและวิเคราะหป์ ญั หาโจทยจ์ นได้ข้อสรปวุ า่ โจทย์ตอ้ งการอะไรแลว้ ผ้เู ขยี น
โปรแกรมกจ็ ะทำการกำหนดแผนในการแก้ไขปัญหาโดยการเขียนผงั งาน (Flowchart) ซ่ึงการเขยี นผังงาน
คือการเขียนแผนภาพทเ่ี ปน็ ลำดบั เพื่อแสดงข้ันตอนการทำงานของโปรแกรมเพ่ือใหง้ า่ ยต่อการทำความ
เขา้ ใจการเขียนผงั งานมี 3 แบบคอื แบบเรยี งลำดับ(Sequential) แบบมกี ารกำหนดเง่ือนไข(Condition)
และแบบมีการทำงานวนรอบ (Looping) ซง่ึ สัญลกั ษณ์ของผังงาน (Flowchart Symbol)
2.3 การเขยี นโปรแกรมตามแผนทีก่ ำหนด
เมื่อผูเ้ ขยี นโปรแกรมเขยี นผงั งานเสรจ็ เรียบรอ้ ยแล้วข้นั ตอนตอ่ ไปคอื การเขียนโปรแกรมตามผงั
งาน ทไ่ี ด้กำหนดเอาไว้ ในกรณีทเ่ี ขยี นด้วยภาษาซีการเขยี นโปรแกรมก็ต้องเปน็ ไปตามกฎเกณฑ์และ
โครงสร้างของภาษาซีเท่าน้ัน
11
2.4 การทดสอบและตรวจสอบความถูกตอ้ งของโปรแกรม
หลังจากเขียนโปรแกรมเสร็จแล้วให้ทดลองคอมไพลโ์ ปรแกรมว่ามจี ดุ ผิดพลาดท่ีใดบ้าง ในภาษาซี
การคอมไพล์ โปรแกรมจะใช้วิธีการกดปุ่ม Alt + F9 ในกรณีที่มีข้อผิดพลาดจะแสดงในช่องด้านล่างของ
หน้าจอเอดิเตอร์ ในส่วนของกรอบ message ให้อ่านทำความเข้าใจ และแก้ไขตามที่โปรแกรมแจ้งข้อมลู
ผดิ พลาดเมอ่ื เสร็จแล้วใหท้ ดลองรนั โปรแกรม
2.5 การจดั ทำคมู่ ือและเอกสารการใช้โปรแกรม
ถ้าหากรันโปรแกรมแล้วใช้งานได้แสดงวา่ จะได้ไฟล์ที่มีสว่ นขยายเป็น EXE เพื่อนำไปทดสอบ้งาน
ในที่ต่างๆและถ้านำไปใช้งานแล้วมีปัญหาก็ให้ทำการแก้ไขโปรแกรมอีกครั้งแต่ถ้ารันโปรแกรมแล้วไม่มี
ปัญหาใดๆ แสดงว่าโปรแกรมนี้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์จากนั้นผู้เขียนโปรแกรมก็ต้องจัดทำคู่มือ
ประกอบการใช้งานและนำไปเผยแพร่ต่อไป
ภาพท่ี 5 พน้ื ฐานการออกแบบและการเขียนโปรแกรม
(คณุ ครู อตั พล พูนกลา, 2555 :ออนไลน)์
บทท่ี 3
ข้ันตอนในการเขียนโปรแกรม
ในการเขยี นโปรแกรมหรือภาษาคอมพิวเตอรน์ ี้โดยทั่วไปแลว้ แตล่ ะภายาจะมีหลักเกณฑ์การเขียน
และการออกแบบโปรแกรมเหมือนภาษาคอมพิวเตอร์ชั้นสูงในปัจจบุ ันนี้มีอยู่ด้วยกันมากมายหลายแต่จะมี
โครงสร้างโดยทั่วไปแล้วคลา้ ยกัน คือจะเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการอ่านและทำความเขา้ ใจ แต่
อาจจะมีรปู แบบของประโยคคำสัง่ ที่แตกต่างกันไปบา้ ง แตก่ ไ็ มย่ ากต่อการเรยี นรู้
ภาพที่ 6 ขัน้ ตอนในการเขียนโปรแกรม
(คุณครู รัตนา วงศ์ภงู า, 2555 : ออนไลน์)
13
3.1 การกำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรม
การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหา (Analysis the problem) ผเู้ ขยี นโปรแกรมต้องกำหนดปัญหา
และต้องทำความเขา้ ใจปญั หา โดยการวิเคราะห์ปญั หาส่ิงที่นักพฒั นาโปรแกรมคอมพวิ เตอรค์ วรกระทำ
ก่อนเสมอ เพ่ือทำความเข้าใจกับปญั หาทีเ่ กิดขนึ้ และค้นหาวตั ถปุ ระสงค์ในการเขยี นโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ การวิเคราะห์ปัญหามีองคป์ ระกอบสำคญั
3.1.1การหาวัตถุประสงค์ของการเขยี นโปรแกรม
การเขยี นโปรแกรมจะต้องหาวัตถุประสงคจ์ ากงานที่จะเขียนโปรแกรมว่า ต้องการเขยี นโปรแกรม
เพอ่ื แกป้ ัญหาอะไรบ้างซ่งึ จะทำให้เขียนโปรแกรมไดต้ รงกับความต้องการหรือวตั ถปุ ระสงคข์ องงานนั้น ๆ
3.1.2 การหารปู แบบผลลพั ธ์ท่ีตอ้ งการ
เมอื่ หาวัตถปุ ระสงค์ของการเขยี นโปรแกรมได้แลว้ ข้นั ตอนต่อมาคอื การกำหนดรปู แบบผลลัพธ์ที่
ต้องการจากโปรแกรม ซงึ่ รูปแบบผลลัพธอ์ าจอยู่ในลักษณะของขอ้ ความหรอื ตัวเลข หรือตาราง หรือ
แผนภมู ิ หรอื อาจใช้ผสมกันระหว่างตัวเลขกับข้อความ หรอื ข้อความกบั ตัวเลข และตารางก็ได้ ขน้ึ อยู่กับ
ผเู้ ขยี นโปรแกรมเปน็ ผู้กำหนดเอง แต่โดยสว่ นมากนยิ มแสดงผลลพั ธ์ของโปรแกรมให้อยูใ่ นรปู แบบทเ่ี ขา้ ใจ
ง่ายมากกว่ารูปแบบท่ีซับซอ้ น
3.1.3 การหาขอ้ มูลนำเข้าทีต่ ้องใส่เข้าไปในโปรแกรม
เมอื่ ต้องการเขยี นโปรแกรมจะตอ้ งหาข้อมูลนำเขา้ จากผลลพั ธท์ ีไ่ ด้จากโปรแกรม โดยคำนึงถึงข้ันตอน
วธิ ีการคำนวณ และข้อมูลท่จี ำเป็นต้องใส่เขา้ ไปเพื่อให้ได้ผลลพั ธ์ทต่ี อ้ งการ
3.1.4 การหาตวั แปรทจี่ ำเป็นตอ้ งใชใ้ นโปรแกรม
ตัวแปร หมายถึง ชอ่ื ทผี่ เู้ ขียนโปรแกรมสามารถตงั้ ขน้ึ เองตามหลักการตง้ั ชอ่ื ตวั แปรของ
ภาษาคอมพิวเตอร์ท่ีนำมาเขียนโปรแกรม เพื่อใชใ้ นการอ้างองิ การเกบ็ ข้อมูลและเรยี กใช้ข้อมลู ภายในตัว
แปร ดังนัน้ ผเู้ ขยี นโปรแกรมจะตอ้ งตัง้ ชอ่ื ตวั แปรทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ ข้อมูลท้ังหมดภายในโปรแกรม รวมถึงตัว
แปรบางตวั ท่ใี ชใ้ นการนับจำนวนรอบของการทำงานในโปรแกรมอีกดว้ ย
3.1.5 การหาขนั้ ตอนวธิ กี ารทำงานของโปรแกรม
การหาขนั้ ตอนวธิ ีการทำงานของโปรแกรมจะข้นึ อยู่กับลักษณะของการแก้ปัญหา ดังน้ันนักเขียนโปรแกรม
ทีม่ คี วามชำนาญในระดบั หน่ึงแล้วจะสามารถหาขนั้ ตอนวธิ ีการทำงานของโปรแกรมไดโ้ ดยไม่ยาก แต่
สำหรับผู้ทเ่ี รม่ิ ต้นศึกษาการเขียนโปรแกรม
14
3.2 การกำหนดลกั ษณะข้อมลู นำเข้า
ขอ้ มูลท่ีต้องนำเข้าว่าต้องการใช้ข้อมูลนำเขา้ อะไรบ้าง และลักษณะของข้อมูลของข้อมูลท่ีนำเข้า
นั้นสัมพันธ์กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการแสดงผลหรือไม่ การพิจารณาข้อมูลที่นำเข้าผู้วิเคราะห์ต้อง
วางแผนเกี่ยวกับชนิดข้อมูล เพราะข้อมูลแต่ละชนิดมีความสามารถและการคำนวณที่ได้ผลลัพธ์แตกต่าง
กนั ซึง่ จะสง่ ผลต่อการประกาศชนดิ ตวั แปรที่ใชเ้ ก็บข้อมูลนำเขา้ และส่งผลถึงผลลัพธ์ที่ใชใ้ นการแสดงผลท่ี
ถูกต้องต้องรู้ว่าข้อมูลเข้าที่จะส่งเข้ามาในโปรแกรมนั้นมีอะไรบ้าง เป็นข้อมูลที่จะป้อนเข้าสู่คอมพิวเตอร์
เพ่อื ใหโ้ ปรแกรมทำการ ประมวลผล และออกผลลพั ธ์ (ทรงศกั ดิ์ โพธเ์ิ อ่ยี ม, 2554:ออนไลน์)
3.3 การกำหนดลกั ษณะข้อมลู นำออก
จะพิจารณาว่างานท่ีทำมีเป้าหมายหรือวัตถปุ ระสงค์อะไร ต้องการผลลัพธ์ที่มีรปู ร่าง หน้าตาเป็น
อย่างไร จะต้องคำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลลัพธ์ข้อมูลออกหรือคำตอบคือสิ่งที่โจทย์ตอ้ งการ
ในการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องระบุให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการให้เป็นผลลัพธ์ของปัญหาคือ
อะไร และต้องการให้แสดงออกในรูปแบบใด เช่น การประมวลผลข้อมูลการเบิกถอนเงินจากเครื่อง
เอทเี อ็ม ต้องมีการแสดงขอ้ มูลออกเป็นจำนวนเงินท่ีถอนไป และจำนวนเงนิ คงเหลือในบญั ชี
3.4 การประมวลผล
เม่ีอโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว และถูกนำมาให้ผู้ใช้ได้ใช้งาน ในช่วง
แรกผู้ใช้อาจจะยังไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดูแลและคอย
ตรวจสอบการทำงาน การบำรุงรักษาโปรแกรมจึงเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหา
ข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่างท่ีผู้ใชใ้ ช้งานโปรแกรม และปรับปรงุ โปรแกรมเม่ือเกดิ ข้อผิดพลาดขึ้น
หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบงานเดิมเพื่อให้
เหมาะกับ เหตกุ ารณ์ นักเขยี นโปรแกรมก็จะต้องคอยปรบั ปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่
เปล่ียนแปลงไปน่ันเอง
บทท่ี 4
สรุป
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือ ชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการ
และความถกู ตอ้ ง เชน่ โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำหรบั สง่ั ให้คอมพวิ เตอร์พิมพ์เอกสาร โปรแกรมสำหรบั วาด
ภาพ เปน็ ต้น
การเขียนโปรแกรม คือ การเขยี นชุดคำสัง่ ด้วยภาษาโปรแกรมทส่ี งั่ ให้คอมพิวเตอรส์ ามารถทำงาน
ได้ตรงตามความตอ้ งการ และสามารถทำงานได้อยา่ งถกู ตอ้ ง ซึ่งเปน็ การกำหนดขั้นตอนใหก้ บั คอมพิวเตอร์
ทำงานตามลำดับและรูปแบบท่ีกำหนดไว้
การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหา ผู้เขียนโปรแกรมต้องกำหนดปัญหาและต้องทำความเข้าใจปัญหา โดย
การวิเคราะห์ปญั หาซึง่ เน้ สง่ิ ทน่ี ักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควรกระทำก่อนเสมอ เพื่อทำความเข้าใจกับ
ปัญหาที่เกิดขึ้น และค้นหาวัตถุประสงค์ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์ปัญหามี
องคป์ ระกอบสำคัญ ดังน้ี
1) กำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
2) กำหนดลักษณะข้อมูลนำเข้า โดยกำหนดว่ามีข้อมูลนำเข้าอะไร เป็นข้อมูลชนิดใด และนำเข้าอย่างไร
พร้อมทง้ั กำหนดตวั แปลและประเภทของตัวแปรสำหรบั ข้อมลู น้ันๆ
3) กำหนดลักษณะข้อมูลนำออก โดยกำหนดว่ามีข้อมูลนำออกอะไรบ้าง เป็นข้อมูลประเภทใด และนำ
ออกอยา่ งไร พรอ้ มกำหนดตวั แปลและประเภทของตวั แปลสำหรบั ข้อมูลนำออกนั้นๆ
4) กำหนดวิธีการประมวลผลหรือวิธีการคำนวณ เพื่อใช้แก้ปัญหาตามวัตถุประสงค์ของโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหานั่นมีวิธีการประมวลผลได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและผู้
วิเคราะห์
1 นักวิเคราะหแ์ ละออกแบบระบบ (systems analyst and designer) ทำหน้าท่ีศกึ ษาและรวบรวมความ
ต้องการของผู้ใชร้ ะบบ เพื่อนำมาวเิ คราะห์และออกแบบระบบงานใหม่ และทำหน้าทเ่ี ป็นส่ือกลางระหว่าง
ผใู้ ช้ระบบและนกั เขยี นโปรแกรม (programmer)
2 ผู้บริหารฐานข้อมูล ( database administrator ) ทำหน้าที่ออกแบบและดูแลระบบฐาน
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตลอดจนบำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของ
องคก์ าร
3 นักพฒั นาโปรแกรมระบบ (system programmer) เป็นผู้เขียนโปรแกรมควบคุมระบบคอมพวิ เตอร์ ให้
คำปรกึ ษาและแก้ไขระบบเมื่อเกดิ ปัญหาทีเ่ ก่ียวข้องกบั ระบบคอมพิวเตอร์
16
4 นักพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (application programmer) เป็นผู้เขียนและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์
ต่าง ๆ โดยการนำผลทน่ี ักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้นักเขยี นโปรแกรมประยุกต์ จะต้องทำการทดสอบ
แกไ้ ขโปรแกรม ติดตง้ั และบำรุงรกั ษาโปรแกรมที่พฒั นาขึน้
ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นักเขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ของภาษาโปรแกรมและ
ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ ว่ามีโครงสร้างและวิธีการใช้คำสั่งอย่างไรซึ่งในการเขียนโปรแกรม
คอมพวิ เตอร์ มหี ลักเกณฑก์ ารเขยี นโปรแกรม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
1. ทำความเขา้ ใจและวิเคราะหป์ ัญหา
2. กำหนดแผนในการแก้ปญั หา
3. เขยี นโปรแกรมตามแผนทกี่ ำหนด
4. ทดสอบและตรวจสอบความถูกตอ้ งของโปรแกรม
5. จดั ทำคู่มือและเอกสารการใชโ้ ปรแกรม
การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหา (Analysis the problem) ผู้เขียนโปรแกรมต้องกำหนดปัญหาและต้อง
ทำความเข้าใจปัญหา โดยการวิเคราะห์ปัญหาสิ่งที่นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควรกระทำก่อนเสมอ
เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และค้นหาวัตถุประสงค์ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การ
วเิ คราะห์ปัญหามอี งค์ประกอบสำคญั
1การหาวตั ถปุ ระสงคข์ องการเขยี นโปรแกรม
การเขียนโปรแกรมจะต้องหาวัตถุประสงค์จากงานที่จะเขียนโปรแกรมว่า ต้องการเขียนโปรแกรมเพ่ือ
แก้ปัญหาอะไรบ้างซึ่งจะทำให้เขียนโปรแกรมได้ตรงกับความต้องการหรือวัตถุประสงค์ของงานนั้น ๆ
2 การหารูปแบบผลลัพธ์ทต่ี อ้ งการ
เมื่อหาวัตถุประสงค์ของการเขียนโปรแกรมได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ
จากโปรแกรม ซ่ึงรปู แบบผลลพั ธ์อาจอยู่ในลักษณะของข้อความหรือตัวเลข
3 การหาข้อมูลนำเขา้ ที่ตอ้ งใสเ่ ข้าไปในโปรแกรม
เมื่อต้องการเขียนโปรแกรมจะต้องหาข้อมูลนำเข้าจากผลลัพธ์ที่ได้จากโปรแกรม โดยคำนึงถึงขั้นตอน
วธิ ีการคำนวณ และข้อมลู ท่จี ำเปน็ ต้องใสเ่ ข้าไปเพ่ือให้ได้ผลลพั ธ์ท่ตี ้องการ
17
4 การหาตัวแปรที่จำเปน็ ตอ้ งใช้ในโปรแกรม
ตัวแปร หมายถงึ ช่อื ทีผ่ เู้ ขยี นโปรแกรมสามารถต้งั ข้นึ เองตามหลักการตัง้ ช่ือตัวแปรของ
ภาษาคอมพิวเตอร์ท่นี ำมาเขียนโปรแกรม เพ่ือใช้ในการอ้างองิ
5 การหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกร
การหาขนั้ ตอนวธิ กี ารทำงานของโปรแกรมจะขึ้นอยกู่ ับลักษณะของการแก้ปัญหาดงั นั้นนักเขียนโปรแกรม
ทีม่ ีความชำนาญในระดบั หน่ึงแลว้ จะสามารถหาขั้นตอนวิธีการทำงานของโปรแกรมไดโ้ ดยไมย่ าก
บรรณานุกรม
“ความหมาย ของการเขียนโปรแกรม” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ จาก:
https://www.linuxmonth.com/ความหมายของการเขียน-program-computer-2/
(สืบค้นเม่ือวันท่ี 8 สิงหาคม 2564)
“ความหมาย ของการเขยี นโปรแกรม” [ออนไลน]์ เข้าถงึ จาก:
https://sites.google.com/site/31026nachaphon/555 (สืบค้นเม่ือวันที่ 28 สงิ หาคม 2564)
“หลกั การสำคัญของการเขียนโปรแกรม” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ จาก:
https://www.youtube.com/watch?v=8R_qZdLMdt4&t=441s (สบื ค้นเมื่อ
วันท่ี 21 สิงหาคม 2564)
“หลักการสำคัญของการเขยี นโปรแกรม” [ออนไลน์]. เข้าถงึ จาก:
https://sites.google.com/site/maptowndown34/4-hlak-kar-kheiyn-porkaerm-khxmphiwtexr
(สบื คน้ เม่ือวันที่ 28 สงิ หาคม 2564)
“ประโยชน์การเขียนโปรแกรม” [ออนไลน์]. เขา้ ถึงจาก:
https://sites.google.com/site/aonnkumikojung/prayochn-cak-kar-kheiyn-porkaerm-
khxmphiwtexr
(สบื คน้ เม่ือวันที่ 8 สิงหาคม 2564)
“ขน้ั ตอนในการเขียนโปรแกรม” [ออนไลน]์ . เขา้ ถงึ จาก:
https://sites.google.com/site/withyakarkhanwnm1/kar-kheiyn-porkaerm-beuxng-tn
(สบื คน้ เม่ือวนั ที่ 8 สงิ หาคม 2564)
“องค์ประกอบของการเขียนโปรแกรม” [ออนไลน]์ เข้าถงึ จาก:
https://sites.google.com/site/maptowndown34/4-hlak-kar-kheiyn-porkaerm-
khxmphiwtexr
(สบื คน้ เม่ือวนั ท่ี 8 สงิ หาคม 2564)
“ความหมาย ของการเขยี นโปรแกรม” [ออนไลน์] เข้าถงึ จาก:
https://www.linuxmonth.com/ความหมายของการเขียน-program-computer-2/
(สืบคน้ เมอ่ื วันที่ 28 สงิ หาคม 2564)
อารียา แกว้ นกึ . “นึกด้านของผู้พฒั นาโปรแกรม” [ออนไลน์] เขา้ ถึงจาก:
https://sites.google.com/site/mindd1499/khwam-hmay-khxng-thekhnoloyi-sarsnthes/bukhlakr-
thang-khxmphiwtexr (สบื คน้ เม่ือวันท่ี 28 สงิ หาคม 2564)
บรรณานกุ รม (ต่อ)
ดร กิรพุทธิ์ ปติ ิฉัตร. “ประโยชน์การเขียนโปรแกรมในชวี ติ ประจำวนั ” [ออนไลน]์ เข้าถึงจาก:
https://sites.google.com/site/aonnkumikojung/prayochn-cak-kar-kheiyn-porkaerm-
khxmphiwtexr (สืบค้นเมอื่ วันที่ 28 สิงหาคม 2564)
“การควบคุมระบบเงนิ ในธนาคาร” [ออนไลน์] เข้าถึงจาก:
https://sites.google.com/site/ngankhxmphiwtexrsarsnthes/bth-thi-7
(สืบคน้ เมอ่ื วันท่ี 28 สิงหาคม 2564)
“การควบคุมเสน้ ทางการบิน” [ออนไลน]์ เขา้ ถึงจาก:
https://hmong.in.th/wiki/Control_tower (สบื คน้ เมื่อวันท่ี 28 สิงหาคม 2564)
สุกัญญา พุ่มนอ้ ย. “การควบคมุ การผลติ ไฟฟ้า” [ออนไลน์]. เข้าถงึ จาก:
https://www.egat.co.th/egattoday/index.php?option=com_k2&view=item&id=8941:16102
562faifa01 (สืบคน้ เม่ือวนั ท่ี 28 สงิ หาคม 2564)
ณฐั ภมู ิ เชี่ยวชาญ “ องค์ประกอบของการเขยี นโปรแกรม ” [ออนไลน์]. เข้าถึงจาก:
https://sites.google.com/site/maptowndown34/4-hlak-kar-kheiyn-porkaerm-
khxmphiwtexr
(สบื คน้ เม่ือวนั ที่ 28 สิงหาคม 2564)
ทรงศกั ดิ์ โพธิเ์ อีย่ ม. “ข้ันตอนในการเขยี นโปรแกรม” [ออนไลน]์ . เข้าถึงจาก:
https://sites.google.com/site/sakornphp2554/home/hnwy-kar-reiyn-ru-thi-1-khwam-
ru-phun-than-kar-kheiyn-porkaerm (สืบค้นเมือ่ วนั ท่ี 28 สงิ หาคม 2564)
“การประมวลผล” [ออนไลน์] เขา้ ถึงจาก:
http://www.bankhai.ac.th/dev_c/step_develop_program.html (สบื ค้นเมอ่ื
วันท่ี 28 สงิ หาคม 2564)