The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

๑-นางสาวจิราภรณ์ สุนนท์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2022-05-18 02:30:15

๑-นางสาวจิราภรณ์ สุนนท์

๑-นางสาวจิราภรณ์ สุนนท์

๔๑

(direction) นอกจากน้ีการพิจารณามนษุ ยย ังตองมองโดยสวนรวมพฤติกรรมของบุคคลเปน ผลจาก
การทีร่ างกายและจิตใจขาดสมดุล หมายถึงการขาดในบางสิ่ง รางกายการตอบสนองพฤติกรรม
บางอยา งเพ่ือใหไ ดสิ่งน้ัน ซ่งึ ทฤษฎีดังกลาวเปนแนวคิดพื้นฐานของนักคิดนักวิจัยในสมัยตอมา ซึ่ง
รวมถงึ ทฤษฎีความตองการของแมคเคลแลนดและทฤษฎคี วามตอ งการจามลําดบั ขนั้ ของมาสโลว โดย
เมอรเ รย ไดจ ําแเนกความตอ งการของบุคคลเปน ๒ ประเภท คอื

๑) ความตอ งการพ้นื ฐานทางรา งกาย (Primary Needs) ซึ่งไดแ ก อาหาร นา้ํ อากาศ
ความตองการทางเพศและการหลีกเลยี่ งความเจบ็ ปวด

๒) ความตองการขัน้ ทตุ ิยภมู ิ (Secondary Needs) มาจากการเรียนรจู ากสังคม เชน
ตอ งการความสําเร็จ ตองการยอมรับ ตองการเปน ผนู า ตองการอิสระ ตอ งการดูแลเอาใจใสและ
ตองการความสนกุ สนาน

๒.๕.๒.๖ ทฤษฎีแรงจูงใจของแมคเกรเกอร (McGrgegor's Theory X and Theory
Y)

ดกั กลาส แมคเกรเกอร (Douglas McGregor, 1960, pp 49-52) มีความเชื่อวา
ความกา วหนา ขององคกรมคี วามเก่ียวของเปน อยา งมากกบั ความสามารถในการทํานายพฤติกรรมและ
การควบคมุ ผใู ตบังคับบัญชาของผบู รหิ าร โดยแมคเกรเกอร ไดแนวคดิ ทฤษฎี X และทฤษฎี Y โดยได
สรุปแนวคิดเกี่ยวกับแรงจูงใจวาจะเกิดข้ึนในทิศทางใดยอ มขึ้นอยูกับทัศนคติของผบู ริหารทีม่ ีตอใต
ผูบังคับบัญชาเปน สําคัญ ซึ่งแมคเกรเกอร ไดแยกประเภทของทัศนคตขิ องผูบงั คบั บัญชาที่มีตอ ใต
ผูบ งั คับบัญชาออกเปน ๒ ประเภท ไดแ ก

๑) ทฤษฎี X ของมนุษยใ นแงลบ (Negative) โดยมีแนวคดิ บนสมมตุ ฐิ าน
๑.๑) โดยปกตมิ นุษยม นี ิสัยเกียจคราน ไมชอบทํางานและหลกี เล่ียงความรับผิดชอบ
และการทาํ งานใหมากท่ีสุด ตอ ตานการเปล่ียนแปลง สนใจเฉพาะงานของตนไมสนใจเปาหมายของ
องคกร
๑.๒) เนื่องจากมนุษยไมชอบทํางาน ทําใหตองมีการใชว ิธบี ังคับหรือควบคุม การ
ขมขู การช้นี าการส่ังการและการลงโทษ เพอื่ ใหพ วกเขาทาํ งานบรรลเุ ปาหมายที่องคการกาํ หนดไว
๑.๓) โดยธรรมชาติมนษุ ยส วนใหญมักจะเปนผูตามมากกวาผูนาํ หลีกเลี่ยงความ
รบั ผิดชอบไมค าดหวงั ความกา วหนา ขาดวินยั และขาดความทะเยอทะยาน แตส่งิ หน่ึงพวกเขาตอ งการ
เปน อยางมากคอื ความม่นั คงปลอดภัย
๒.๕.๒.๗ ทฤษฎี Y มองมนษุ ยใ นแงบ วก (Positive) โดยมีแนวคดิ สมมุตฐิ าน ดังน้ี
๑) มนุษยมีความขยันขันแข็ง มีความจริงจัง ช่ืนชอบการทํางานและมองวาการ
ทาํ งานเปนความสนกุ สนาน
๒) การควบคุมการลงโทษ ไมใ ชวิธที ําใหมนุษยตัง้ ใจทํางานเพียงอยางเดยี วมนุษยมี
ความรับผิดชอบ และแสวงหาความรบั ผิดชอบเพอ่ื บรรลวุ ัตถุประสงคท ี่เขาไดผกู พันไวร วมถึงใสใจการ
สรางความสาํ เร็จตามวตั ถุประสงคขององคการ
๓) มนุษยเ ห็นวาความผกู พันตองานทที่ ําความสําเร็จในการบรรลเุ ปาหมายของ
องคกรเปน ความสําคัญของบุคคลดวย

๔๒

แกไ ขปญ หาตางๆ ๔) มนุษยสามารถใชจนิ ตนาการ มีความเฉลยี วฉลาดและความคิดสรางสรรคเพ่ือ

๕) มนุษยม ีความใฝร ูมีความเขาใจศกั ยภาพและขีดความสามารถของตนเองมคี วาม
พฒั นาตนเองและแสวงหาความรบั ผิดชอบ
๖) มนุษยตองการเปนที่ยอมรับของคนท่ัวไป ตองการปฏิบัติงานและประสบ
ความสาํ เรจ็ ดว ยตนเอง44๔๕
จากการศึกษาผูวิจัยสรุปไดว า ความหมายของความพึงพอใจ คอื ความรูส ึกนึกคิด
หรือทัศนคติของบุคคลที่มตี อ สิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถเปนไปในทางท่ีดีหรือไมด ี หรือในดานบวกและดาน
ลบ ซง่ึ จะเกดิ ขึน้ ก็ตอเมอื่ สิ่งน้นั สามารถตอบสนองความตองการแกบุคคลนนั้
๒.๕.๓ การวัดความพงึ พอใจ
ปริญญา จเรรัชต และคณะ (๒๕๔๖, น. ๕) ๔๖ กลา ววา มา ตรการ วัดความพึงพอใจ
ความสามารถกระทําไดห ลายวิธี ไดแ ก 45

๑) การใชแบบสอบถาม โดยผูสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อตอ งการทราบความคิดเห็น
ซ่ึงสามารถหาไดใ นลักษณะที่กําหนดคําตอบใหเลอื กหรอื ตอบคาํ ถามอิสระโดยคําถามดงั กลาวอาจถาม
ความพึงพอใจในดา นตา งๆ เชน การบริการ การบรหิ าร การบรหิ ารและเง่อื นไขตา งๆ เปนตน
๒) การสัมภาษณ เปน วิธีความพงึ พอใจทางตรงทางหนึง่ ซ่ึงตอ งอาศัยเทคนคิ และวธิ กี ารท่ีจะ
ใหไ ดขอมลู ทเ่ี ปน จริง
๓) การสังเกต เปนวธิ ีวัดความพงึ พอใจโดยการสังเกตพฤตกิ รรมของบคุ คลเปาหมาย ไมว า จะ
แสดงออกจากการพูด กิริยาทาทาง วิธนี ้ีจะตองอาศัยการกระทา อยางจรงิ จังและสังเกตอยางมี
ระเบียบแบบแผน
บญุ เรียง ขจรศิลป. (๒๕๒๙)46๔๗ ไดใหทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องน้ีวา ทศั นคติหรือเจตคตเิ ปน
นามธรรมเปนการแสดงออกคอนขางซบั ซอน จึงเปนเปนการยากท่จี ะวัดทัศนคติไดโ ดยตรง แตเรา
สามารถท่จี ะวัดทัศนคติไดโ ดยออม โดยวดั ความคดิ เห็นของบุคคลเหลาน้ันแทน ดังนัน้ การวัดความพึง
พอใจก็มขี อบเขตที่จาํ กดั ดวยอาจมีความคลาดเคลอ่ื นขึน้ ถาบุคคลเหลา นนั้ แสดงความคิดเหน็ ไมตรง
กับความรูสึกทแี่ ทจริง ซงึ่ ความคลาดเคลือ่ นเหลานยี้ อ มเกิดขึ้นไดเปน ธรรมดาของการวัดโดยทั่วไป
ภณดิ า ชยั ปญญา (๒๕๔๑)47๔๘ ไดก ลาวไววา การวดั ความพงึ พอใจนัน้ สามารถทาํ ไดหลายวิธี
ดังตอไปนี้

๔๕ วัฒนาพร ระงบั ทุกข, แนวคดิ ทฤษฎที ี่เก่ยี วของกับความพงึ พอใจ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพมิ พ
ไทย, ๒๕๖๐), หนา ๖.

๔๖ ปริญญา จเรรัชต และคณะ, ความพึงพอใจของเกษตรกรผูผ ลิตและผูใ ชเสบียงสัตว จังหวัด
สุพรรณบรุ ,ี รายงานวจิ ัยในการฝก อบรมหลักสูตร พฒั นานกั วิจยั กรมปศสุ ตั ว เบอื้ งตน รุนท่ี ๑ กรมปศสุ ัตวกระทรวง
เกษตรและสหกรณก ารเกษตร,๒๕๔๖.

๔๗ บุญเรยี ง ขจรศิลป, วิธีวจิ ยั ทางการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร,
๒๕๒๙).

๔๘ ภณิดา ชยั ปญญา, การวดั ความพงึ พอใจ, (กรงุ เทพฯ : แสงอกั ษร, ๒๕๔๑).

๔๓

๑) การใชแบบสอบถาม โดยผูออกแบบสอบถาม เพอ่ื ตองการทราบความคดิ เหน็ ซ่งึ สามารถ
กระทําไดในลกั ษณะกาํ หนดคาํ ตอบใหเลอื ก หรือตอบคําถามอิสระ คําถามดังกลา ว คาํ ถามดังกลา ว
อาจถามความพอใจในดานตาง ๆ
๒) การสมั ภาษณ เปนวธิ ีการวัดความพึงพอใจ โดยการสงั เกตพฤติกรรมของบคุ คลเปาหมาย
ไมว า จะแสดงออกจากการพดู จา กริยา ทาทาง วธิ ีนีต้ องอาศัยการกระทาํ อยางจรงิ จังและสังเกตอยาง
มีระเบียบแบบแผน
หทยั รตั น ประทมุ สูตร (๒๕๔๒, น. ๑๔) ๔๙ กลา ววา การวัดความพงึ พอใจเปน เรื่องท่ีเปรยี บได
48
กบั ความเขาใจท่ัวไป ซึ่งปกติจะวัดไดโดยการสอบถามจากบุคคลท่ีตองการจะถาม มเี ครื่องมือท่ี
ตองการจะใชเ ปน การวจิ ัยหลายๆ อยา ง อยา งไรก็ตาม แมวาจะมวี ิธกี ารในการวัดความพึงพอใจอยู
หลายดา น แตการศึกษาความพงึ พอใจอาจแยกตามแนวทางการวัดตามความคิดเหน็ ของ ซาลีซนคิ ค
คริสเทนส คือ
๑) วดั จากสภาพท้งั หมดของแตล ะบคุ คล เชน ที่ทํางาน ท่ีบานและทกุ ๆอยางที่เกี่ยวขอ งกับ
ชวี ิต การศึกษาตามแนวทางนจ้ี ะไดขอ มูลท่ีสมบูรณ แตท ําใหเกิดความยุงยากกับการที่จะวัดและ
เปรยี บเทียบ
๒) วดั ไดโ ดยแยกเปนองคประกอบ เชน องคประกอบทีเ่ กี่ยวกบั งาน การนิเทศงานเกย่ี วกับ
นายจา ง เปน ตน
จากแนวคิดขางตน สรุปไดวา การวัดความพึงพอใจ การสัมภาษณ การสงั เกต หรือการใช
แบบสอบถาม โดยการสมั ภาษณและการสงั เกตจะทาํ ใหไดขอ มลู ท่ีใกลเคียงความเปนจริงทสี่ ุดหรือการ
วดั ความพงึ พอใจโดยใชแ บบสอบถาม เชน แบบสอบถาม แบบประเมิน ซ่ึงมีความสะดวกรวดเร็วและ
ทาํ ไดมาก โดยจะแยกเปน วัดโดยสภาพท้งั หมดของบคุ คล เชน ทีท่ าํ งาน บาน ชวี ิตสว นตัว และวัดโดย
แยกเปนองคประกอบ เชน องคประกอบของงาน นายจาง

๒.๖ งานวจิ ัยท่เี กีย่ วของ

๒.๖.๑ งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วขอ งกบั การพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห
บุญนํา อินทนนท (๒๕๕๑: ๙๓)๕๐ ศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตรของ

นกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ ๓ โรงเรยี นโยธินบํารงุ จ.นครศรีธรรมราช ที่ไดรบั การจัดการเรียนรโู ดยใช
รูปแบบปญหาเปนฐานและการจดั การเรียนรูแบบสืบเสาะหาความรผู ลการวิจัยพบวา นักเรียนที่ไดร ับ

๔๙ หทัยรัตน ประทุมสตู ร, ความพึงพอใจในการปฏิบตั งิ านของพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน จงั หวัด
พิษณุโลก,วิทยานิพนธป ริญญาศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิทยาการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลยั ศรี
นครินทรว โิ รฒ ประสานมติ ร, ๒๕๔๒.

๕๐ บุญนาํ อนิ ทนนท, การวิจัยและพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะหข อง นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษา
ปท่ี๑ โรงเรียนหงสประภาสประสิทธิ์ สงั กัดสาํ นักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต ๒
[ออนไลน] , (๒๕๕๑). แหลงทม่ี า : http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Puttama.Inc.pdf. สบื คนเม่อื : ๘ มีนาคม
๒๕๖๕.

๔๔

การ จดั การเรยี นรูโดยใชร ปู แบบปญ หาเปนฐานกบั นักเรียนทีไ่ ดร ับการจดั การเรียนรูแบบสบื เสาะหา
ความรู มีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตรแตกตางกนั อยางมนี ยั สาํ คัญทางสถิติท่รี ะดบั .๐๑

กวี โพธิสุธา (๒๕๕๖ : ๑๑๘๒)๕๑ ไดศึกษาเรือ่ ง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
และทักษะ การคดิ วเิ คราะห เร่ือง ปญ หาสงิ่ แวดลอมในทวีปอเมริกาเหนอื และอเมริกาใตดว ยรปู แบบ
การจัด การเรียนรูแ บบรว มมอื รวมกับเทคนิคหมวกหกใบ ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี ๓ พบวา
นักเรยี น ทีไ่ ดร ับการจัดการเรยี นรูแบบรวมมอื รวมกับเทคนคิ หมวกหกใบ มีผลการเรียนรู เรอ่ื งปญหา
ส่งิ แวดลอ มในทวีปอเมรกิ าเหนอื และอเมริกาใต หลงั เรยี นสูงกวา กอนเรียน อยา งมนี ัยสําคัญทางสถติ ิ
ที่ระดบั .๐๕ และมีทักษะการคดิ วิเคราะหหลังเรียนสูงกวา กอ นเรียนอยา งมีนัยสําคัญทางสถิติ ทีร่ ะดับ
.๐๕

วรลั ดา หนูรนุ (๒๕๕๖)51๕๒ ไดศกึ ษางานวิจัย เร่ืองการวจิ ัยและพฒั นาความสามารถ
ในการคดิ วิเคราะหของ นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี๑ โรงเรียนหงสป ระภาสประสิทธ์ิ สังกัดสาํ นักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ วิจัยเชิงประเมิน พบวานักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาป ท่ี ๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห ในกระบวนการทํา โครงงาน อยูใ นระดบั ดโี ดย
ทนี่ ักเรียนมีคะแนนเฉลย่ี ๒๖.๐๐ คดิ เปนรอยละ ๘๖.๖๖ ผลของแบบประเมนิ ความสามารถในการคิด
วิเคราะหในกระบวนการทําโครงงาน แสดงใหเห็นวา การจัดการเรยี นรูด วยการทําโครงงาน มีผลตอ
การพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห

พชิ ญะ กันธิยะ (๒๕๕๙)52๕๓ ไดศึกษางานวิจัยเรือ่ ง การพัฒนาทกั ษะการคิดวิเคราะห
โดยใชการจดั การเรยี นรูแบบบันได ๕ ขั้น วิชาวิทยาศาสตร ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน
ผลการวิจยั พบวา ทักษะการคิดวเิ คราะหข องนักเรยี นหลังไดร ับการเรียนรแู บบบันได ๕ ขนั้ นกั เรียนมี
ทกั ษะการการคิดวิเคราะหส ูงกวากอ นไดรบั การจดั การเรียนรูอยางมีนยั สําคัญทางสถติ ิที่ระดับ .๐๑
ซ่งึ นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะหภาพรวมอยูในระดับดีโดยนักเรียนมีการพฒั นาทกั ษะการคิด

๕๑ กวี โพธิสุธา, การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น และทักษะ การคิดวิเคราะห เรื่อง ปญหา
สิง่ แวดลอมในทวปี อเมริกาเหนอื และอเมริกาใตด วยรูปแบบการจัด การเรยี นรูแ บบรว มมือรวมกบั เทคนคิ หมวก
หกใบ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ ๓ [ออนไลน], (๒๕๕๖). แหลง ทีม่ า : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/
๒๕๖๑/M๑๒๖๖๔๙/Boonserm%๒๐Supphachai.pdf. สืบคน เม่อื : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๕๒ วรลั ดา หนรู ุน, การวิจัยและพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะหของ นกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี
๑ โรงเรียนหงสป ระภาสประสิทธิ์ สังกัดสาํ นกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษา พระนครศรอี ยุธยา เขต ๒
[ออนไลน], (๒๕๕๖). แหลงทีม่ า : https://e-learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=๗๒๙๑. สืบคนเม่ือ : ๘
มีนาคม ๒๕๖๕.

๕๓ พชิ ญะ กันธิยะ, การพฒั นาทักษะการคดิ วิเคราะหโ ดยใชก ารจัดการเรียนรูแบบบันได ๕ ขัน้ วชิ า
วิ ทย าศ า ส ต ร ข อง นั กเ รี ย นช้ั น มั ธ ย ม ศึ กษ า ต อ นต น [ ออน ไ ลน ] , (๒ ๕ ๕ ๙ ) . แ หล ง ที่ ม า :
http://ires.or.th/spb/main/file/๔๔๐๐๐๗๕๐๕๒๗๑๕๔๗๗๐๕.pdf. สืบคนเมื่อ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๔๕

วิเคราะหดานกาวิเคราะหเน้ือหา ดานการวเิ คราะหความสมั พนั ธดา นการวเิ คราะหห ลักการเพิ่มมาก
ข้ึน

อนุเบศ ทัศนิยม และ สุมาลี ชูกําแพง (๒๕๖๓)53๕๔ ไดศึกษางานวจิ ัยเรื่อง การ
พัฒนาความสามารถในการคดิ วเิ คราะหข องนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที่ ๔ ดว ยการจัดการเรยี นรโู ดย
ใชรปู แบบปญหาเปนฐาน (PBL) ผลการวิจัยพบวา: นักเรียนท่เี รียนดวยแผนการจัดการเรียนรูโดยใช
รปู แบบปญหาเปนฐาน (PBL) มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะหผ า นเกณฑท ่ผี ูวิจัยกาํ หนดไวท่รี อ ย
ละ ๖๕ โดยในวงรอบ ปฏิบตั ิการท่ี ๑ มีนกั เรียนกลุมเปาหมายผา นเกณฑท ผ่ี ูวจิ ัยกาํ หนดจาํ นวน ๖ คน
และพบวา นักเรยี นกลุมเปาหมายจาํ นวน ๘ คนไมผ านเกณฑทีผ่ ูวจิ ัยกาํ หนดเน่ืองจากระยะเวลาใน
การ ดําเนินกิจกรรมการเรียนการสอนไมเหมาะสม สวนในวงรอบปฏิบัติการที่ ๒ มีนักเรีย น
กลุมเปา หมายผานเกณฑที่ผวู จิ ัยกําหนดจํานวน ๑๒ ยังเหลือนกั เรียนกลุมเปา หมายท่ยี ังไมผา น ฉบับ
ที่ ๖ เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ เกณฑอ ีกจํานวน ๓ คนเนื่องจากขาดแรงจงู ใจในการทํากจิ กรรมการเรียน
การสอน และใน วงรอบปฏิบตั ิการท่ี ๓ พบวา นกั เรียนกลุมเปาหมายทกุ คนผานเกณฑท ผ่ี วู ิจัยกําหนด
เน่ืองจาก ระยะเวลาและความคุนชินในการทํากิจกรรมการเรียนการสอนทําใหสามารถพัฒนา
ความสามารถในการคดิ วิเคราะหไ ด

พชั รี นาคผง (๒๕๖๔)54๕๕ ไดศ ึกษางานวจิ ัย เร่ืองการพัฒนาทกั ษะการคิดวิเคราะห
ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๑ ทจ่ี ดั การเรียนรโู ดยใชป ญหาเปนฐานรวมกบั เทคนิค STAD จากการ
วิจยั พบวา คะแนนที่ไดจากการวัดทกั ษะการคิดวเิ คราะหร วมทกุ ดาน นกั เรียนสว นใหญม ีทักษะการ
คิดวิเคราะหอยใู นระดับดี และสูงกวาเกณฑรอ ยละ ๖๐ ท้งั นอ้ี าจเปน เพราะวาการจัดการเรยี นรูโดยใช
ปญ หาเปนฐานรว มกับเทคนิค STAD เปน กระบวนการจัดการเรยี นรูท่สี งเสริมใหนกั เรยี นตองแสวงหา
ความรู สรางองคความรดู วยตัวเองจากปญหาหรือสถานการณ การที่นักเรยี นไดม ีสวนรว มในการลง
มอื ปฏิบัตทิ ําใหนักเรยี นเกิดการเช่ือมโยงความรแู ละสามารถสรางองคค วามรูดว ยตัวเองได ซงึ่ จะ
นาํ ไปสกู ารคิดวิเคราะหอ ยางมีเหตุผล

สรปุ การคดิ วเิ คราะหเปนกระบวนการทางปญญาและเปนการคดิ อยา งรอบคอบตามหลักการ
ประเมินท่มี ีหลักฐานอางอิงเพ่ือหาขอสรุปท่ีนาจะเปนไปไดแ ละการคิดแบบตึกตรองมีเหตุผลเปน

๕๔ อนุเบศ ทศั นิยม และ สุมาลี ชกู ําแพง, การพัฒนาความสามารถในการคิดวเิ คราะหของนกั เรยี นช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปท่ี ๔ ดว ยการจัดการเรียนรโู ดยใชรูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) [ออนไลน], (๒๕๖๓). แหลงท่มี า :
http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/๒๕๖๑/M๑๒๖๖๔๙/Boonserm%๒๐Supphachai.pdf. สบื คนเมอ่ื : ๘
มีนาคม ๒๕๖๕.

๕๕ พชั รี นาคผง, การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะหของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๑ ที่จดั การเรยี นรู
โดยใชปญ หาเปนฐานรว มกบั เทคนคิ STAD [ออนไลน], (๒๕๕๘).แหลง ทีม่ า : http://ires.or.th/spb/main/file/
๔๔๐๐๐๗๕๐๕๒๗๑๕๔๗๗๐๕.pdf. สืบคนเม่อื : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๔๖

ความสามารถในการคิดแยกแยะสวนยอ ยออกจากสวนประกอบโดยการคร่ําครวญไตรตรองคิด
รอบคอบวา ประกอบไปดวยสิง่ ใดมีความสัมพันธอ ยา งไรมคี วามสามารถบอกไดวาเร่ืองราวตางๆเปน
อยางไรมแี นวโนม ไปในทางใดเพ่ือประกอบการตัดสนิ ใจอยา งมเี หตุผล

๒.๗ กรอบแนวคิดงานวจิ ัย

การพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะห โดยใชรูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL) รายวชิ า
หนาท่ีพลเมือง ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอ ย การวิจยั ครั้งนี้ผูวิจัยไดศึกษา
แนวคดิ ทฤษฎีและเอกสารท่ีเก่ียวขอ ง จงึ ไดก ําหนดกรอบแนวคิดการวจิ ยั ดังน้นั

ตัวแปรตน ตัวแปรตาม

- การจดั การเรยี นรูแบบปญหาเปนฐาน - ความสามารถในการคดิ วิเคราะห ตาม
(PBL) รายวิชา หนาทพี่ ลเมอื ง ชนั้ แนวคดิ ของ (Bloom’s Taxonomy ค.ศ.
ประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรยี นบา นหนอง ๒๐๐๑) แบง การเรียนรเู ปน ๖ ระดบั คอื
บวั นอย ตามแนวคดิ ของ ๑.การจาํ ๒.การเขาใจ ๓.การประยกุ ตใช
McMasterUniversity ค.ศ. ๑๙๖๙ ๔.การวิเคราะห ๕.การสงั เคราะห ๖.การ
ขน้ั ท่ี ๑ กําหนดปญ หา ประเมินคา
ขนั้ ที่ ๒ ทาํ ความเขาใจกบั ปญ หา - ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
ข้ันท่ี ๓ ดาํ เนนิ การศึกษาคนควา - ความพึงพอใจของนักเรียนของนกั เรยี นชน้ั
ขน้ั ที่ ๔ สงั เคราะหค วามรู ประถมศึกษาปที่ ๖
ขน้ั ที่ ๕ สรุปและประเมนิ คาของคําตอบ
ขน้ั ที่ ๖ นําเสนอและประเมินผลงาน

ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ งานวิจยั

47

บทที่ ๓

ระเบียบวิธีวิจยั

การวจิ ัยครง้ั น้ีเปน การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชร ปู แบบปญหาเปนฐาน
(PBL) รายวิชาหนาท่พี ลเมือง ชั้นประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอ ย ตําบลหนองตูม
อําเภอเมืองขอนแกน จงั หวัดขอนแกน ผวู จิ ยั ไดมีการดําเนินการวิจยั โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้

๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั
๓.๒ กลมุ เปา หมาย
๓.๓ เคร่ืองมือท่ใี ชในการวิจัย
๓.๔ การเก็บรวบรวมขอ มูล
๓.๕ การวเิ คราะหขอ มูล
๓.๖ สถติ ิท่ใี ชในการวิจยั

๓.๑ รปู แบบการวจิ ยั

การวิจัยครั้งน้ี ผูวจิ ัยไดศึกษา เรื่อง การพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใช
รูปแบบปญ หาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาท่ีพลเมอื ง ชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรียนบานหนองบัว
นอ ย ตําบลหนองตูม อําเภอเมืองขอนแกน จังหวัดขอนแกน เปนรูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง
(Experimental Research) โดยใชเ คร่อื งมือ คือ แผนการจดั การเรียนรู แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนกอ นเรยี นและหลังเรยี น แบบวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห และแบบประเมิน
ความพงึ พอใจทมี่ ีตอการจัดการเรียนรู

๔๘

๓.๒ กลมุ เปา หมาย

กลุมเปา หมายเปนนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย ตาํ บลหนองตูม
อําเภอเมอื งขอนแกน จงั หวดั ขอนแกน จาํ นวน ๑๑ คน เปน ชาย ๕ คน เปน หญิง ๖ คน ที่กาํ ลงั ศกึ ษา
อยูในภาคเรยี นท่ี ๒/๒๕๖๔

๓.๓ เครือ่ งมือท่ใี ชในการวจิ ัย

๓.๓.๑ เครอื่ งมือท่ใี ชในการวิจัย
ในการศึกษาวจิ ยั คร้ังน้ีผวู จิ ยั ไดออกแบบเครอื่ งมือในการทดลอง ดังน้ี
๑) แผนการจัดการเรียนรู เรือ่ ง ลํ้าคาภมู ปิ ญญาไทย ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาป

ท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอย ตําบลหนองตูม อําเภอเมืองขอนแกน จังหวัดขอนแกน จาํ นวน ๓
แผนการจัดการเรียนรู ประกอบดว ย

แผนการจัดการเรยี นรูท ่ี ๑ มารยาทไทย
แผนการจดั การเรียนรูท ี่ ๒ การสนทนา
แผนการจดั การเรียนรูที่ ๓ ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยและภูมิ
ปญ ญาไทย
๒) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื ง ลา้ํ คา ภูมิปญ ญาไทย รายวิชาหนาท่ี
พลเมือง ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ เปนแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลอื กตอบ ๔ ตัวเลือกที่ผูวิจยั สราง
ขึน้ จาํ นวน ๓๐ ขอ โดยใชทดสอบกอนการเรียนดว ยวิธกี ารจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐาน (PBL)
และเม่ือใชวธิ ีการเรียนการสอนดวยการจัดการเรียนรูแ บบปญ หาเปนฐาน (PBL) เสร็จสิ้นแลว ก็ใช
แบบทดสอบชุดเดิมทดสอบหลงั เรียน
๓) แบบวัดความสามารถในการคดิ วเิ คราะห เร่ือง ล้ําคาภมู ิปญญาไทย รายวิชา
หนาที่พลเมือง ชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ ๖ เปน แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลอื กตอบ ๔ ตวั เลือกท่ีผู
ศึกษาสรางขน้ึ จาํ นวน ๒๐ ขอ โดยใชการทดสอบดว ยวธิ ีการจดั การเรยี นรแู บบปญ หาเปนฐาน (PBL)
๔) แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี ๖ ที่มีตอ การจดั การ
เรียนรู โดยใชร ปู แบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาที่พลเมอื ง เปน แบบประเมนิ ความพงึ พอใจท่ี
จําแนกเปน ๕ ระดบั ทีผ่ วู ิจยั สรา งขน้ึ จาํ นวน ๑๐ ขอ

๔๙

๓.๓.๒ การสรางและหาประสทิ ธภิ าพของเครื่องมือท่ีใชในการวจิ ยั
๓.๓.๒.๑ การสรางแผนการจดั การเรียนรเู รื่อง ล้าํ คาภมู ิปญญาไทย ของนกั เรยี น

ช้นั ประถมศึกษาปที่ ๖
๑) จัดทําแผน การจัดการเรียนรูเร่ือง ลํ้าคาภูมิปญญา ไทย ของนักเรียนช้ัน

ประถมศึกษาปท่ี ๖
๑.๑) ศึกษาเอกสารหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขึ้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เกย่ี วกับ
คุณภาพของผูเ รยี น สาระและมาตรฐานการเรียนรู ประเด็นการเรียนรู และการประเมนิ ผลการเรียนรู
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที่ ๖

๑.๒) กําหนดกรอบเนื้อหากจิ กรรม จุดประสงคก ารเรยี นรูตวั ชี้วัดในการเขยี น
แผนการจัดการเรียนรเู ร่ือง ลาํ้ คา ภมู ิปญญาไทย ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ ๖

๑.๓) กําหนดกจิ กรรมการเรียนรู แหลง เรียนรู สือ่ การวัดผลและการประเมินผล
ในแผนการจดั การเรียนรเู รอ่ื ง ลา้ํ คา ภมู ิปญญาไทย ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปท ี่ ๖

๑.๔) ศึกษาการออกแบบการเขยี นแผนการจัดการเรียนรูเร่ือง ล้ําคาภูมปิ ญญา
ไทย ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปท ่ี ๖ จากหนังสอื เอกสารและหลักการสรางเพื่อใชเปน แนวทางใน
การเขยี นตอไป

๑.๕) จดั ทาํ แผนการจดั การเรียนรูเรอื่ ง ล้ําคา ภูมปิ ญญาไทย ของนักเรยี นช้ัน
ประถมศึกษาปที่ ๖ ตามกรอบเนอ้ื หาสาระ ตัวชีว้ ัดท่กี ําหนดไวข องกลุมสาระการเรียนรูสงั คมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม โดยกรอบเน้ือหาและสาระของการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
องิ จากหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ มจี ํานวน ๓ แผน คอื

แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ ๑ มารยาทไทย
แผนการจัดการเรยี นรูท ี่ ๒ การสนทนา
แผนการจัดการเรียนรูที่ ๓ ขนบธรรมเนยี มประเพณศี ลิ ปวฒั นธรรมไทยและภูมิ
ปญ ญาไทย
๒) การหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรเู ร่ือง ลํ้าคา ภูมปิ ญญาไทย ของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปท ่ี ๖ ผวู จิ ยั ไดดําเนินการ ดงั นี้
๒.๑) ผวู ิจัยนาํ แผนการจัดการเรยี นรเู สนอตออาจารยท ีป่ รึกษาเพอ่ื ขอคาํ แนะนํา
และไดป รบั ปรงุ แกไ ขตามคําแนะนาํ

๕๐

๒.๒) นาํ แผนการจัดการเรยี นรไู ปใหผเู ช่ยี วชาญจํานวน ๓ ทา นคอื ๑)

ผศ.อนุสรณ นางทะราช ๒) อาจารยส ริญญา มารศรี ๓) อาจารยว ริ ัตน ทองภู และนําแบบประเมิน

ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู และคะแนนเฉล่ียทงั้ ฉบบั แลวแปลความหมายขอมูล โดย

ใชเกณฑการพิจารณาระดับคะแนนการประเมนิ ของผูเช่ียวชาญ แปลความหมายจากคาเฉลี่ยตาม

นาํ้ หนกั คะแนนเฉลีย่ ท่ีคาํ นวณได จําแนกเปน ๕ ระดบั

ชว งคะแนน ๔.๕๑ – ๕.๐๐ หมายถงึ เหมาะสมมากทสี่ ดุ

ชวงคะแนน ๓.๕๑ – ๔.๕๐ หมายถงึ เหมาะสมมาก

ชว งคะแนน ๒.๕๑ – ๓.๕๐ หมายถึง เหมาะสมปานกลาง

ชวงคะแนน ๑.๕๑ – ๒.๕๐ หมายถึง เหมาะสมนอ ย

ชวงคะแนน ๑.๐๐ – ๑.๕๐ หมายถึง เหมาะสมนอยท่ีสุด

โดยคะแนนเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรูมคี าเทากับเหมาะสมมากที่สุด และ
เมอ่ื แยกเปนละแผนพบวา แผนการจดั การเรียนรทู ่ี ๑ มีคะแนนเฉลยี่ เทา กับ ๕, แผนการจัดการเรยี นรู
ท่ี ๒ มีคะแนนเฉลย่ี เทา กับ ๕ และแผนการจัดการเรียนรูท่ี ๓ มีคะแนนเฉล่ยี เทา กบั ๕

๒.๓) ปรับเปลย่ี นแผนการจัดการเรียนรตู ามผูเชี่ยวชาญแลว นาํ แผนการจัดการ
เรยี นรทู ผ่ี านการตรวจสอบมาจัดพมิ พฉบบั สมบรู ณ

๓.๓.๒.๒ การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกอนและหลงั เรียน

ผูวิจยั ไดจัดทําแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นแบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ

๔ ตวั เลือกสรา งขน้ึ จํานวน ๓๐ ขอ โดยใชท ดสอบกอ นเรยี นและหลังเรียนนักเรียน ดงั นี้

๓.๑) ศกึ ษาคน ควาจาก ตํารา วารสาร บทความ งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวของกบั การ

พฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เร่ือง ล้ําคาภูมปิ ญ ญาไทย และ

รายละเอียดวตั ถปุ ระสงคของการศึกษา เพือ่ เปน แนวทางในการสรางแบบทดสอบกอ นเรียนและหลัง

เรียน

๓.๒) สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔

ตวั เลือกจํานวน ๔๐ ขอ โดยแตละขอ จะผานแบบประเมนิ ความสอดคลองระหวางแบบทดสอบวัด

ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกับจดุ ประสงคการเรยี นรู

๓.๓) นาํ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นที่สรางข้ึนเสนอตออาจารยท่ี

ปรึกษาเพื่อขอคําแนะนาํ และไดป รับปรงุ แกไ ขตามคาํ แนะนํา

๓.๔) ปรบั แกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนตามอาจารยที่ปรึกษา และ

เสนอตออาจารยอกี ครง้ั

๓.๕) นาํ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นไปใหผเู ชี่ยวชาญจาํ นวน ๓ ทา น

คือ ๑) ผศ.อนุสรณ นางทะราช ๒) อาจารยสริญญา มารศรี ๓) อาจารยว ริ ัตน ทองภู เพื่อตรวจสอบ

๕๑

ความถูกตองของเนื้อหา (IOC) เพ่ือประเมินความสอดคลองระหวา งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรยี นกบั จุดประสงคก ารเรยี นรู โดยผลการประเมินคา IOC ไดเทากับ ๑.๐๐

๓.๖) ปรับแบบทดสอบตามผูเชีย่ วชาญและเลือกแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นใหเ หลอื ๓๐ ขอ เสนอตออาจารยท ปี่ รกึ ษาอกี ครงั้

๓.๗) นาํ ไป Try out ทดลองกบั นักเรียนที่ไมใ ชก ลุมเปาหมายโรงเรียนบานโคกสี
วทิ ยาเสริม จาํ นวน ๑๐ คน และนาํ ผลคะแนนมาวิเคราะหห าคา เฉลยี่ ความยากงา ย (P) และคา อํานาจ
จําแนก (r) ของขอสอบแตละขอ แลวคัดเลอื กเอาขอคําถามท่ีมีคา ความยากงายระหวาง ๐.๓๕-๐.๘๐
และคาอํานาจจําแนกมคี า ๐.๒-๐.๖ โดยคดั เลอื กขอทเี่ ขา เกณฑไ ว จาํ นวน ๓๐ ขอ แลวนํามาใชเ ปน
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน

๓.๘) หาคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทง้ั ฉบับโดยวิธีการของดูเดอรรชิ ารด
สนั KR-๒๐ ไดค า ความเช่อื ม่ัน ๐.๖๘

๓.๙) นําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนท่ีผานการตรวจสอบมาจดั พมิ พ
ฉบับสมบูรณ เพ่ือนาํ ไปใชในการเกบ็ ขอมลู การวิจัยกับกลุมเปา หมายตอไป

๓.๓.๒.๓ การสรางแบบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห
ผูว จิ ัยไดจัดทําแบบทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะหแ บบปรนัยชนิด

เลือกตอบ ๔ ตัวเลือกสรา งขน้ึ จาํ นวน ๒๐ ขอ โดยใชทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะห
นกั เรียน ดังนี้

๔.๑) ศกึ ษาคน ควาจาก ตํารา วารสาร บทความ งานวิจยั ท่ีเกย่ี วของกบั การ
พฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะหทางการเรยี นวิชาสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เร่อื ง ล้ํา
คาภูมิปญญาไทย และรา ยละเอียดวัตถุประสงคของการศึกษา เพ่ือเปนแนวทางในการสรา ง
แบบทดสอบการคิดวเิ คราะห

๔.๒) สรางแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหแบบปรนัยชนิด
เลือกตอบ ๔ ตัวเลือกจํานวน ๒๕ ขอ โดยแตละขอจะผานแบบประเมินความสอดคลองระหวาง
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนกบั จดุ ประสงคการเรียนรู

๔.๓) นําแบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะหทส่ี รางขน้ึ เสนอตอ
อาจารยทีป่ รกึ ษาเพือ่ ขอคําแนะนําและไดป รบั ปรุงแกไขตามคาํ แนะนาํ

๔.๔) ปรับแกแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหต ามอาจารยท่ี
ปรึกษา และเสนอตออาจารยอ ีกคร้งั

๔.๕) นําแบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหไ ปใหผ ูเชี่ยวชาญ
จาํ นวน ๓ ทา นคอื ๑) ผศ.อนุสรณ นางทะราช ๒) อาจารยส รญิ ญา มารศรี ๓) อาจารยว ริ ัตน ทองภู

๕๒

เพ่อื ตรวจสอบความถูกตองของเนื้อหา (IOC) เพ่ือประเมินความสอดคลอ งระหวางแบบทดสอบการคิด
วิเคราะหท างการเรยี นกบั จดุ ประสงคการเรยี นรู โดยผลการประเมินคา IOC ไดเทากับ ๑.๐๐

๔.๖) ปรบั แบบทดสอบวัดความสามารถในการคดิ วเิ คราะหตามผูเชย่ี วชาญและ
เลือกแบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะหใหเหลอื ๒๐ ขอ เสนอตออาจารยทปี่ รกึ ษาอีก
คร้งั

๔.๗) นาํ ไป Try out ทดลองกบั นกั เรียนที่ไมใชก ลุม เปา หมายโรงเรยี นบา นโคกสี
วิทยาเสรมิ จํานวน ๑๐ คน และนําผลคะแนนมาวิเคราะหห าคา เฉล่ยี ความยากงา ย (P) และคาอํานาจ
จําแนก (r) ของขอ สอบแตละขอ แลวคัดเลือกเอาขอ คําถามที่มีคาความยากงา ยระหวาง ๐.๓-๐.๘
และคาอํานาจจําแนกมคี า ๐.๒-๐.๗ โดยคดั เลอื กขอ ท่ีเขา เกณฑไ ว จาํ นวน ๒๐ ขอ แลวนํามาใชเปน
แบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะห

๔.๘) หาคาความเช่ือมน่ั ของแบบทดสอบทั้งฉบบั โดยวิธกี ารของดเู ดอรรชิ ารดสัน
KR-๒๐ ไดคาความเช่อื ม่นั ๐.๖๕

๔.๙) นําแบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวิเคราะหที่ผา นการตรวจสอบ
มาจดั พิมพฉ บบั สมบรู ณ เพอื่ นาํ ไปใชใ นการเก็บขอ มลู การวิจัยกับกลุม เปาหมายตอไป

๓.๓.๒.๔ การสรางแบบประเมินความพงึ พอที่มีตอ การจัดการเรียนรู
๕.๑) ศึกษาคนควาจาก ตํารา วารสาร บทความ งานวจิ ัยท่เี ก่ยี วของกับการ

จัดการเรียนรทู างการเรียนวชิ าสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรือ่ ง ลํ้าคาภูมปิ ญญาไทย และ
รายละเอียดวัตถปุ ระสงคของการศึกษา เพอื่ เปน แนวทางในการสรางแบบประเมินความพึงพอที่มตี อ
การจดั การเรียนรู

๕.๒) สรางแบบประเมินความพึงพอใจท่ีจําแนกออกเปน ๕ ระดับ จํานวน ๑๐
ขอ โดยแตละขอจะผานแบบประเมินความสอดคลองระหวางเน้ือหาทางการเรียนกับจุดประสงคก าร
เรียนรู ใหม ีเกณฑครอบคลมุ องคประกอบของความพึงพอใจ โดยการหาคาเฉล่ียและคาเบ่ียงเบน
มาตรฐาน แลวนําคา เฉลี่ยไปเปรยี บเทียบกบั เกณฑในการแปลความหมายเปน ชวงคะแนน ดังน้ี (บุญ
ชม ศรีสะอาด,๒๕๔๗)

ชว งคะแนน ๔.๕๐ - ๕.๐๐ หมายถึง เหมาะสมมากที่สดุ
ชว งคะแนน ๓.๕๐ - ๔.๕๙ หมายถงึ เหมาะสมมาก
ชว งคะแนน ๒.๕๐ - ๓.๕๙ หมายถึง เหมาะสมปานกลาง
ชว งคะแนน ๑.๕๑ - ๒.๕๙ หมายถึง เหมาะสมนอ ย
ชว งคะแนน ๑.๐๐ - ๑.๕๙ หมายถงึ เหมาะสมนอยท่ีสดุ
แลว เปรียบเทียบกบั เกณฑใ นการแปลความ ดงั น้ี
ระดบั ๕ หมายถึง มีความพงึ พอใจอยูในระดับมากที่สุด

๕๓

ระดับ ๔ หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู นระดบั มาก
ระดบั ๓ หมายถงึ มีความพงึ พอใจอยใู นระดับปานกลาง
ระดับ ๒ หมายถงึ มคี วามพึงพอใจอยใู นระดบั นอ ย
ระดบั ๑ หมายถงึ มีความพงึ พอใจอยใู นระดับนอยที่สุด
๕.๓) นําแบบประเมนิ ความพงึ พอใจที่สรา งขึ้นเสนอตออาจารยท ่ีปรกึ ษาเพ่อื ขอ
คาํ แนะนาํ และไดป รบั ปรงุ แกไ ขตามคําแนะนาํ
๕.๔) ปรับแกแบบประเมินความพึงพอใจตามอาจารยทปี่ รกึ ษา และเสนอตอ
อาจารยอ กี ครัง้
๕.๕) นําแบบประเมินความพึงพอใจไปใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน ๓ ทานคือ
๑) ผศ.อนสุ รณ นางทะราช ๒) อาจารยส รญิ ญา มารศรี ๓) อาจารยวิรตั น ทองภู เพ่อื ตรวจสอบความ
ถูกตอ งของเน้ือหา (IOC) เพ่อื ประเมนิ ความสอดคลองระหวา งเน้ือหาทางการเรยี นกบั จุดประสงคก าร
เรยี นรู โดยผลการประเมนิ คา IOC ไดเทากบั ๑.๐๐
๕.๖) ปรบั แบบประเมินความพงึ พอใจตามผูเช่ียวชาญและเลือกแบบประเมิน
ความพงึ พอใจใหเหลอื ๑๐ ขอ เสนอตออาจารยท ่ีปรกึ ษาอีกครงั้
๕.๗) นําแบบประเมินความพึงพอใจที่ผานการตรวจสอบมาจัดพิมพฉบับ
สมบรู ณ เพือ่ นําไปใชใ นการเกบ็ ขอมูลการวจิ ยั กับกลมุ เปาหมายตอไป

๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมลู

การดาํ เนินการทดลองผูวิจัยไดทําการทดลอง และเก็บขอมูลในภาคเรียนท่ี ๒ ปก ารศึกษา
๒๕๖๔ รวมท้ังสิ้น ๓ สัปดาหโดยผวู ิจัยแบง ออกเปน ๓ ขัน้ ตอนดังนี้

๓.๔.๑ ขนั้ เตรยี มกอ นการทดลอง
๑) ดําเนนิ การสรา งเครือ่ งมือการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใช

รูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนา ทพ่ี ลเมือง ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี ๖ ดงั น้ี
๑.๑ แผนการจัดการเรียนรู จาํ นวน ๓ แผน คอื
แผนการจดั การเรียนรทู ี่ ๑ มารยาทไทย
แผนการจัดการเรียนรทู ่ี ๒ การสนทนา
แผน ก า ร จั ดกา ร เรีย น รูที่ ๓ ขน บ ธร ร ม เนีย มปร ะเพ ณี

ศลิ ปวัฒนธรรมไทยและภูมปิ ญญาไทย
๑.๒ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น จาํ นวน ๓๐ ขอ

๕๔

๑.๓ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคดิ วิเคราะห จํานวน ๒๐ ขอ
๑.๔ แบบประเมนิ ความพงึ พอใจที่มีตอการจดั การเรียนรู
๓.๔.๒ ข้นั สอน
๑) ผูวิจยั ชี้แจงเกี่ยวกับวตั ถุประสงค และความพรอมใหกบั นักเรยี นกอ นการทดลอง
ใชแผนการเรยี นรู
๒) เร่ิมตนบทเรียนดวยการทาํ แบบทดสอบกอนเรียน เรือ่ ง ลา้ํ คา ภมู ิปญ ญาไทย โดย
ใชแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน จํานวน ๓๐ ขอ
๓) ครูผูสอนจดั กิจกรรมการเรียนการสอนทป่ี ระกอบดวยการเขาสูบทเรยี น แนะนํา
เนื้อหา แนะนําแหลงขอ มลู และมอบหมายงานใหน ักเรยี นแตล ะคน
๔) ข้ันตรวจสอบใบงานและทดสอบ เปน การตรวจสอบวาผูเรียนไดปฏิบัติหนาที่
ครบถว น พรอมใหนกั เรยี นออกมานาํ เสนอใบกจิ กรรมการเรยี นรู
๕) ขัน้ สรุปบทเรยี นและประเมินผลการทํางาน ครูและนักเรยี นชว ยกันสรุปบทเรียน
หลังจากผวู จิ ัยไดด ําเนนิ การสอนครบทุกแผนการจัดการเรียนรู ใหน ักเรยี นทําแบบทดสอบ
วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียน โดยใชแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน จาํ นวน ๓๐ ขอ
แบบทดสอบวดั ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห ๒๐ ขอ และใหผเู รยี นทาํ แบบประเมินความพงึ พอใจ
ทมี่ ตี อการเรียนรายวชิ าหนา ทีพ่ ลเมือง จํานวน ๑๐ ขอ

๓.๕ การวเิ คราะหขอ มลู

การวิเคราะหขอมลู การพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะห โดยใชร ปู แบบปญ หาเปนฐาน
(PBL) รายวิชาหนาท่ีพลเมือง ช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอ ย ตําบลหนองตูม
อําเภอเมืองขอนแกน จงั หวัดขอนแกน ประกอบดวย

๑) วเิ คราะหผลการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรปู แบบปญหาเปน ฐาน
(PBL) รายวชิ าหนาท่ีพลเมอื ง ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย โดยใหนักเรียนไม
นอยกวารอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมคี ะแนนไมนอยกวา รอยละ ๗๐ ข้ึนไป โดยหาคารอยละ (%)
คาเฉล่ีย ( ̅) คา เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๒) วิเคราะหผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชาหนาท่พี ลเมือง ชน้ั ประถมศกึ ษาป
ท่ี ๖ โรงเรยี นบานหนองบวั นอ ย โดยใชร ปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL) โดยใหนักเรียนไมน อ ยกวา รอย
ละ ๗๐ ผานเกณฑ และมคี ะแนนไมนอยกวารอยละ ๗๐ ขน้ึ ไป โดยหาคา รอยละ (%) คาเฉล่ยี ( ̅) คา
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

๕๕

๓) วิเคราะหความพึงพอใจของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที่ ๖ ท่ีมีตอการจดั การเรียนรู โดย
ใชรูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนาที่พลเมือง โดยหา คาเฉล่ีย ( ̅) และคาเบ่ยี งเบน
มาตรฐาน (S.D.)

๓.๖ สถติ ทิ ี่ใชใ นการวิจยั

ผวู ิจยั ใชส ถติ ิพน้ื ฐานในการวเิ คราะหขอ มลู ไดแก
๓.๖.๑ คารอยละ (%)
๓.๖.๒ คา เฉลีย่ ( ̅)
๓.๖.๓ คา เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

๕๖

บทที่ ๔
ผลการวิเคราะหขอมลู

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรปู แบบปญหาเปนฐาน
(PBL) รายวิชาหนาทพี่ ลเมือง ชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอย เปนรปู แบบการวจิ ัย
เชิงทดลอง (Experimental Research) ไดแก แผนการจัดการเรยี นรู แบบทดสอบกอ นเรยี นและหลัง
เรียน แบบวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห และแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมีตอการจัดการ
เรยี นรู โดยผวู จิ ัยแบง ผลการวเิ คราะหข อมูลได ดงั น้ี

๔.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL)
รายวชิ าหนา ทีพ่ ลเมอื ง ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบวั นอ ย โดยใหนกั เรียน
ไมน อยกวารอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมคี ะแนนไมนอ ยกวา รอ ยละ ๗๐ ข้ึนไป

๔.๒ ผลการพัฒน าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหนาที่พลเมือง ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรยี นบานหนองบวั นอย โดยใชรปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL) โดยใหนักเรียนไม
นอยกวา รอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมน อ ยกวา รอยละ ๗๐ ข้ึนไป

๔.๓ ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบัว
นอ ย ที่มีตอการจัดการเรยี นรูโ ดยใชร ูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนา ทีพ่ ลเมอื ง

๔.๔ องคค วามรใู หมทไ่ี ดจ ากการวิจัย

๔.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรูปแบบปญหาเปนฐาน
(PBL) รายวิชาหนา ท่ีพลเมือง ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรยี นบานหนอง
บวั นอย โดยใหน ักเรียนไมนอยกวารอยละ ๗๐ ผา นเกณฑ และมีคะแนนไมนอยกวา
รอยละ ๗๐ ขนึ้ ไป

การพฒั นาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวชิ า
หนาที่พลเมือง ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอย จากการทํา
แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห ซึ่งเปนขอสอบแบบปรนัย ๔ ตัวเลอื ก จํานวน ๒๐ ขอ
ผวู ิจยั สามารถสรุปขอ มลู ได ดังน้ี

๕๗

ตารางที่ ๔.๑ แสดงผลการพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญ หาเปน
ฐาน (PBL) รายวิชาหนา ทพ่ี ลเมือง ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอ ย

แบบทดสอบ คะแนนความสามารถในการคิด จํานวนนกั เรยี นท่ี จาํ นวนนักเรียนที่
ความสามารถ วเิ คราะห ผานเกณฑ ผานเกณฑ

ในการคิด เตม็ ผา น (� ) S.D. รอ ย จาํ นวน รอยละ จํานวน รอยละ
วเิ คราะห เกณฑ ละ (คน) (คน)

๒๐ ๑๔ ๑๕.๐๐ ๑.๔๑ ๗๕ ๙ ๘๑.๘๑ ๒ ๑๘.๑๙

จากตารางท่ี ๔.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปน
ฐาน (PBL) รายวชิ าหนาทพี่ ลเมือง ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอย
โดยใหนักเรยี นไมน อยกวารอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมนอยกวา รอยละ ๗๐ ขนึ้ ไป จาํ นวน
๑๑ คน พบวา นกั เรียนทาํ แบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหจาํ นวน ๒๐ ขอ มีนักเรียน
ผา นเกณฑจ ํานวน ๙ คน คดิ เปนรอยละ ๘๑.๐๐ คะแนนเฉลี่ยเทากับ ๑๕.๐๐ จากคะแนนเต็ม ๒๐
คะแนน และมนี กั เรยี นไมผานเกณฑจ ํานวน ๒ คน คดิ เปน รอ ยละ ๑๘.๑๘ คะแนน

๔.๒ ผลการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น รายวิชาหนา ท่ีพลเมือง ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอย โดยใชรูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL)
โดยใหน ักเรียนไมน อยกวารอยละ ๗๐ ผา นเกณฑ และมีคะแนนไมนอยกวารอ ยละ ๗๐
ข้ึนไป

การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น รายวชิ าหนาทพ่ี ลเมือง ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปท ่ี
๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย โดยใชร ปู แบบปญหาเปน ฐาน (PBL) ดว ยการทําแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นกอ นเรยี นและหลังเรยี น ผวู ิจัยสรปุ ขอ มลู ได ดังน้ี

ตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น รายวิชาหนาทพ่ี ลเมือง ของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบวั นอย โดยใชร ปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL)

คะแนนแบบทดสอบ จํานวนนักเรยี นท่ี จํานวนนักเรียนที่

ผา นเกณฑ ผานเกณฑ

แบบทดสอบ เต็ม ผาน (� ) S.D. รอ ยละ จํานวน รอยละ จํานวน รอ ยละ
เกณฑ (คน) (คน)

กอ นเรียน ๓๐ ๒๑ ๑๙.๐๐ ๒.๕๓ ๖๓.๓๓ ๕ ๔๕.๔๕ ๖ ๕๔.๕๕

หลังเรียน ๓๐ ๒๑ ๒๑.๘๒ ๐.๗๕ ๗๒.๗๓ ๑๑ ๑๐๐ - -

๕๘

จากตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการวิเคราะหขอมูลจากการทาํ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ อน
เรียนและหลังเรียน เรียน รายวิชาหนาทีพ่ ลเมอื ง ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรยี นบาน
หนองบัวนอย โดยใชรูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL) โดยใหน กั เรยี นไมนอ ยกวา รอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ
และมคี ะแนนไมนอ ยกวา รอ ยละ ๗๐ ขนึ้ ไป พบวา จากการทําแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
กอ นเรียน มนี ักเรียนผานเกณฑรอยละ ๗๐ ข้ึนไป จํานวน ๕ คน คิดเปนรอยละ ๔๕.๔๕ มีคะแนน
เฉลี่ยเทากบั ๑๙.๐๐ คิดเปนคะแนนรอยละ ๖๓.๓๓ ของคะแนนเต็ม และมีนักเรยี นไมผา นเกณฑ ๖
คน คดิ เปน รอ ยละ ๕๔.๕๕ การทําแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรยี น นกั เรยี นทกุ คนมี
คะแนนผา นเกณฑ รอ ยละ ๗๐ ขน้ึ ไป โดยมคี ะแนนเฉลีย่ เทา กับ ๒๑.๘๒ คิดเปนรอยละ ๗๒.๗๒ ของ
คะแนนเตม็ มีจํานวนนักเรยี นผานเกณฑ ๑๑ คน คิดเปน รอยละ ๑๐๐

๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบาน
หนองบัวนอ ย ทมี่ ีตอการจัดการเรยี นรูโดยใชรูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL) รายวิชา
หนา ทพ่ี ลเมอื ง

การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบัว ท่ีมีตอ
การจัดการเรยี นรูโดยใชร ปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL) รายวชิ าหนาทพ่ี ลเมอื ง ผูวิจยั สรปุ ขอมลู ได ดังน้ี

ตารางท่ี ๔.๓ แสดงผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียน
บา นหนองบัว โดยใชร ปู แบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนา ท่ีพลเมอื ง

รายการประเมนิ � S.D. แปลผล

๑.รายวิชาเหมาะสม และสอดคลอ งกบั ความตอ งการของผเู รียน ๔.๑๘ ๐.๘๗ มาก

๒.รายวิชาเหมาะสมกบั พื้นฐานความรขู องผเู รียน ๔.๓๖ ๐.๘๑ มาก

๓.ครมู ีพฤติกรรมและการใชถอยคําทเ่ี หมาะสม ๔.๒๗ ๐.๖๕ มาก

๔.ผสู อนมีการเตรียมการสอนลวงหนา ๔.๒๗ ๐.๗๙ มาก

๕. ผูสอนมีความสามารถในการถายทอดความรูชว ยใหเกิดการ ๔.๑๘ ๐.๗๕ มาก
เรียนรใู นเนอ้ื หาวิชา

๖.มีการจัดกิจกรรมการเรียน รูที่เนนใหนักเรียนมีสวนรวมใน ๔.๑๘ ๐.๗๕ มาก
กิจกรรม

๗.จัดบรรยากาศและสภาพแวดลอมในหองเรียนเอ้ือตอการจดั การ ๔.๕๕ ๐.๘๒ มากทสี่ ดุ
เรียนการสอน

๘.ใชว ิธกี ารสอนหลากหลายเหมาะสมกบั เน้อื หาวิชาท่ีเรยี น ๔.๓๖ ๐.๖๗ มาก

๙.มกี ิจกรรมการเรยี นการสอนสง เสริมการคน ควาและ แสวงหา ๔.๔๕ ๐.๘๒ มาก
ความรอู ยา งตอเนือ่ ง

๕๙

ตารางที่ ๔.๓ แสดงผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ ๖ โรงเรยี นบาน
หนองบวั โดยใชร ูปแบบปญ หาเปน ฐาน (PBL) รายวชิ าหนา ที่พลเมอื ง (ตอ)

รายการประเมนิ � S.D. แปลผล

๑๐.รา ยวิชา ที่เรียน มีประโย ชนตอการ นํา ไปประยุกตใชใน ๔.๕๕ ๐.๕๒ มากทีส่ ุด
ชวี ติ ประจําวนั ได

รวม ๔.๓๒ ๐.๑๓ มาก

จากตารางที่ ๔.๓ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรยี น
บานหนองบัวนอย โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนาท่ีพลเมือง โดยรวม พบวา มี
ความพึงพอใจอยูในระดบั มาก ( = ๔.๓๒, S.D. = ๐.๑๓) เม่อื พิจารณาเปน รายขอโดยเรียงลําดับ
จากมากไปนอ ย ขอ ที่มคี วามพึงพอใจมากที่สุด คือ รายวชิ าทเ่ี รยี นมีประโยชนตอการนาํ ไปประยกุ ตใ ช
ในชีวติ ประจําวนั ได มคี วามพงึ พอใจอยูในระดับมากที่สดุ ( = ๔.๕๕, S.D. = ๐.๕๒) รองลงมา คือ
จดั บรรยากาศและสภาพแวดลอมในหองเรยี นเอื้อตอ การจดั การเรยี นการสอน มคี วามพึงพอใจอยใู น
ระดบั มากที่สุด ( = ๔.๕๕, S.D. = ๐.๘๒), มีกิจกรรมการเรียนการสอนสงเสริมการคนควาและ
แสวงหาความรูอ ยางตอเนื่อง มีความพงึ พอใจอยูในระดับมาก ( = ๔.๔๕, S.D. = ๐.๘๒), ใชว ิธีการ
สอนหลากหลายเหมาะสมกับเน้ือหาวิชาทเ่ี รียน มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก ( = ๔.๓๖, S.D. =
๐.๖๗), รายวชิ าเหมาะสมกับพ้ืนฐานความรูของผูเรียนมาก มคี วามพึงพอใจอยใู นระดับมาก ( =
๔.๓๖, S.D. = ๐.๘๑), ผูสอนมีการเตรียมการสอนลวงหนา มคี วามพึงพอใจอยูในระดับมาก ( =
๔.๒๗, S.D. = ๐.๗๙), ครมู ีพฤติกรรมและการใชถ อยคําท่ีเหมาะสม มคี วามพึงพอใจอยใู นระดบั มาก
( = ๔.๒๗,S.D. = ๐.๖๕), รายวิชาเหมาะสม และสอดคลองกับความตอ งการของผเู รยี น มคี วามพึง
พอใจอยใู นระดับมาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๘๒), ผสู อนมีความสามารถในการถายทอดความรชู ว ย
ใหเ กดิ การเรยี นรใู นเนื้อหาวิชา มคี วามพึงพอใจอยใู นระดบั มาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๗๕) และขอที่
มีความพงึ พอใจนอยที่สุด คือ มีการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูทเี่ นน ใหน ักเรยี นมีสวนรวมในกจิ กรรม มี
ความพึงพอใจอยใู นระดบั มาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๗๕) ตามลําดับ

๔.๔ องคค วามรใู หมท ี่ไดจากการวจิ ยั

จากการวจิ ัย เรอ่ื ง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรปู แบบปญ หาเปน ฐาน
(PBL) รายวิชาหนาทพ่ี ลเมอื ง ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรยี นบานหนองบวั นอย ผวู ิจัยได
ทาํ การศกึ ษาและสามารถสรุปองคค วามรู คือ จากการศึกษาผูวิจัยพบวา การสอนโดยใชรปู แบบปญหา
เปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาที่พลเมือง เรือ่ ง ลาํ้ คา ภูมิปญญาไทย ทําใหเห็นความสามารถในการคิด
วิเคราะหและผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของผเู รียนมพี ัฒนาการทีด่ ีย่ิงข้ึนอยางเห็นไดชดั ความสามารถ
ในการคิดวเิ คราะห และการจัดการเรียนรูแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) มีคะแนนเฉล่ียสูงขึ้นเมอื่ เทียบ

๖๐

กบั กอ นเรียนและเทยี บกับเกณฑ ทั้งน้ีอาจเนือ่ งมาจาก การจดั การเรียนรูแบบปญ หาเปนฐาน (PBL)
เปนกิจกรรมท่ีใหโ อกาสใหแ กผ ูเ รยี นสรา งความรูและความคดิ วเิ คราะหดวยตนเอง โดยใหผูเ รียนไดค ิด
ไดส รางความรดู ว ยตนเอง เนนใหผ เู รียนฝกคิดเปน โดยมสี วนรวมในการทาํ กิจกรรมจดั การเรยี นรูแบบ
ปญหาเปน ฐาน (PBL) สามารถพฒั นาผูเ รียนหลายๆ ดาน โดยสามารถสรุปเปนแผนภาพไดด งั นี้

การพัฒนาความสามารถในการคิดวเิ คราะห โดยใชร ปู แบบปญหาเปน ฐาน
(PBL) รายวชิ าหนาทพี่ ลเมอื ง ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี ๖

แผนการจดั การ แบบประเมินความพึง
เรยี นรจู ํานวน ๓ พอใจ

แผน แบบวัดความสามารถ
ในการคดิ วเิ คราะห
แบบทดสอบวดั
ผลสัมฤทธ์ทิ างการ

เรยี น

ประโยชน
๑. นกั เรยี นเกิดกระบวนคดิ วิเคราะหและคิด
แกปญ หา
๒. นักเรียนมีปฏิสัมพนั ธรว มกนั กบั ผอู นื่
๓. นักเรยี นมีทักษะการเปน ผนู าํ และผูต ามท่ดี ี

ภาพที่ ๔.๑ องคค วามรูทีไ่ ดจ ากงานวจิ ัย

๖๑

บทท่ี ๕

สรปุ ผล อภิปรายผลการวิจยั และขอ เสนอแนะ

การวจิ ัยเร่ือง การพัฒนาความสามารถในการคดิ วเิ คราะห โดยใชรูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนาที่พลเมอื ง ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอ ย มวี ตั ถปุ ระสงคในการวจิ ัย
๑) เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะหของผูเรยี น ดวยการจัดการเรียนรูโดยใชร ูปแบบปญ หา
เปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาทพี่ ลเมือง ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบัว
นอย โดยใหนักเรียนไมนอ ยกวา รอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมน อ ยกวารอยละ ๗๐ ข้ึนไป ๒)
เพือ่ พฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ดว ยการจดั การเรยี นรโู ดยใชรปู แบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวชิ า
หนา ทีพ่ ลเมือง ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบวั นอย โดยใหนกั เรียนไมนอ ย
กวา รอ ยละ ๗๐ ผา นเกณฑ และมีคะแนนไมน อยกวา รอยละ ๗๐ ขึ้นไป ๓) เพ่ือศึกษาความพงึ พอใจ
ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอ ย ดวยการจดั การเรยี นรกู ารใชรูปแบบ
ปญ หาเปนฐาน (PBL) รายวิชาหนาทพ่ี ลเมือง สามารถสรปุ และอภิปรายผลการศึกษา ดังรายละเอยี ด
ตอ ไปน้ี

๕.๑ สรุปผลการศึกษา
๕.๒ อภิปรายผลการวจิ ยั
๕.๓ ขอ เสนอแนะ

๕.๑ สรปุ ผลการศกึ ษา

๕.๑.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคิดวเิ คราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนาทีพ่ ลเมอื ง ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอย โดยใหน ักเรียน
ไมนอยกวา รอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมนอยกวา รอยละ ๗๐ ขน้ึ ไป จํานวน ๑๑ คน พบวา
นักเรียนทาํ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะหจ ํานวน ๒๐ ขอ มนี ักเรียนผานเกณฑ
จํานวน ๙ คน คิดเปนรอ ยละ ๘๑.๘๑ คะแนนเฉล่ียเทากับ ๑๕.๐๐ จากคะแนน ๒๐ คะแนน และมี
นักเรยี นไมผานเกณฑจ ํานวน ๒ คน คิดเปน รอยละ ๑๘.๑๙ คะแนน

๕.๑.๒ แสดงผลการวเิ คราะหขอ มูลจากการทําแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์กอนเรียนและหลัง
เรียน รายวชิ าหนา ทพี่ ลเมอื ง ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอ ย โดยใช

๖๒

รูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) โดยใหนักเรยี นไมนอ ยกวารอยละ ๗๐ ผา นเกณฑ และมคี ะแนนไมน อ ย
กวารอยละ ๗๐ ข้ึนไป พบวา จากการทําแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอ นเรียน มีนกั เรยี น
ผา นเกณฑรอยละ ๗๐ ข้นึ ไป จํานวน ๕ คน คิดเปนรอ ยละ ๔๕.๔๕ มคี ะแนนเฉลี่ยเทา กบั ๑๙.๐๐ คิด
เปน คะแนนรอยละ ๖๓.๓๓ ของคะแนนเตม็ และมนี ักเรียนไมผ า นเกณฑ จํานวน ๖ คน คิดเปนรอย
ละ ๕๔.๕๕ การทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรยี น นกั เรียนทกุ คนมคี ะแนนผา น
เกณฑ รอ ยละ ๗๐ ขน้ึ ไป โดยมีคะแนนเฉลยี่ เทากับ ๒๑.๘๒ คิดเปน รอ ยละ ๗๒.๗๓ ของคะแนนเต็ม
มีจํานวนนกั เรยี นผา นเกณฑ ๑๑ คน คิดเปนรอ ยละ ๑๐๐

๕.๑.๓ ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบัว
นอ ย โดยใชรูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาท่พี ลเมือง โดยรวม พบวา มคี วามพึงพอใจอยู
ในระดับมาก ( = ๔.๓๒, S.D. = ๐.๑๓) เม่ือพจิ ารณาเปนรายขอ โดยเรยี งลําดับจากมากไปนอย ขอ
ท่มี ีความพงึ พอใจมากท่ีสุด คอื รายวิชาท่ีเรียนมีประโยชนตอการนําไปประยกุ ตใ ชใ นชวี ิตประจําวนั ได
มคี วามพึงพอใจอยูในระดับมากที่สดุ ( = ๔.๕๕, S.D. = ๐.๕๒) และขอทม่ี ีความพึงพอใจนอ ยท่สี ุด
คือ มีการจดั กิจกรรมการเรยี นรูท่เี นน ใหนกั เรียนมีสว นรว มในกิจกรรม มีความพงึ พอใจอยใู นระดับ
มาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๗๕)

๕.๒ อภปิ รายผลการวิจัย

๕.๒.๑ ผลการพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชรปู แบบปญ หาเปน ฐาน
(PBL) รายวิชาหนาที่พลเมือง ช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอย โดยใหนกั เรยี นไม
นอ ยกวา รอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมนอ ยกวารอ ยละ ๗๐ ข้นึ ไป จํานวน ๑๑ คน พบวา
นักเรียนทาํ แบบทดสอบวดั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหจํานวน ๒๐ ขอ มีนักเรยี นผานเกณฑ
จํานวน ๙ คน คิดเปนรอยละ ๘๑.๘๑ คะแนนเฉลย่ี เทากับ ๑๕.๐๐ จากคะแนน ๒๐ คะแนน และมี
นกั เรียนไมผานเกณฑจํานวน ๒ คน คดิ เปนรอยละ ๑๘.๑๙ คะแนน ซงึ่ สอดคลองกับงานวจิ ัยของ
วรลั ดา หนรู ุน (๒๕๕๖)55๕๖ ไดศึกษางานวจิ ยั เรื่องการวจิ ยั และพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห
วเิ คราะหของ นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปท่ี๑ โรงเรียนหงสประภาสประสิทธ์ิ สังกดั สาํ นักงานเขตพ้นื ท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา พระนครศรอี ยุธยา เขต ๒ วิจัยเชงิ ประเมิน พบวานักเรียนชั้น มัธยมศกึ ษาป
ท่ี ๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห ในกระบวนการทํา โครงงาน อยูในระดับดีโดยทีน่ ักเรียนมี
คะแนนเฉลี่ย ๒๖.๐๐ คิดเปน รอยละ ๘๖.๖๖ ผลของแบบประเมินความสามารถในการคิดวเิ คราะหใน
กระบวนการทาํ โครงงาน แสดงใหเ ห็นวา การจัดการเรียนรูดวยการทําโครงงาน มีผลตอการพัฒนา

๕๖ วรลั ดา หนรู ุน, การวิจัยและพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะหข อง นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี๑่ โรงเรยี นหงส
ประภาสประสทิ ธิ์ สังกัดสํานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษ าประถมศกึ ษ า พระนครศรอี ยธุ ยา เขต ๒ [ออนไลน], (๒๕๕๖), แหลง ทีม่ า :
https://e-learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=๗๒๙๑, สบื คน เมอื่ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๖๓

ความสามารถในการคิดวิเคราะห และ อนเุ บศ ทัศนิยม และ สมุ าลี ชูกําแพง (๒๕๖๓)56๕๗ ไดศ ึกษา
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะหข องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท ี่ ๔ ดวยการ
จัดการเรียนรโู ดยใชร ูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) ผลการวิจัยพบวา: นกั เรียนท่เี รยี นดวยแผนการ
จดั การเรียนรูโดยใชรูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) มีความสามารถในการคดิ วิเคราะหผ านเกณฑที่
ผูวิจยั กําหนดไวท ร่ี อยละ ๖๕ โดยในวงรอบ ปฏบิ ัติการที่ ๑ มีนกั เรยี นกลุมเปาหมายผา นเกณฑทผี่ ูวิจัย
กําหนดจํานวน ๖ คน และพบวา นักเรยี นกลุมเปาหมายจาํ นวน ๘ คนไมผา นเกณฑท ี่ผูวจิ ัยกําหนด
เนื่องจากระยะเวลาในการ ดําเนินกจิ กรรมการเรียนการสอนไมเ หมาะสม สวนในวงรอบปฏิบตั ิการท่ี
๒ มีนกั เรียน กลุมเปาหมายผานเกณฑท ี่ผูว ิจยั กําหนดจาํ นวน ๑๒ ยังเหลือนักเรยี นกลุมเปาหมายทย่ี ัง
ไมผาน ฉบับที่ ๖ เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓ เกณฑอีกจาํ นวน ๓ คนเนอ่ื งจากขาดแรงจูงใจในการทํา
กิจกรรมการเรียนการสอน และใน วงรอบปฏิบัติการที่ ๓ พบวานักเรียนกลุมเปาหมายทุกคนผา น
เกณฑที่ผูวิจัยกําหนดเนื่องจาก ระยะเวลาและความคนุ ชินในการทํากิจกรรมการเรียนการสอนทาํ ให
สามารถพฒั นา ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห

๕.๑.๒ ผลการวิเคราะหขอ มูลจากการทาํ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธก์ิ อนเรียนและ
หลังเรียน รายวชิ าหนาท่ีพลเมือง ช้ันประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย โดยใชร ูปแบบ
ปญหาเปน ฐาน (PBL) โดยใหนกั เรียนไมนอยกวารอ ยละ ๗๐ ผา นเกณฑ และมีคะแนนไมน อยกวา
รอยละ ๗๐ ข้ึนไป พบวา พบวา จากการทําแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอนเรียน มี
นกั เรยี นผานเกณฑรอยละ ๗๐ ข้ึนไป จํานวน ๕ คน คิดเปนรอยละ ๔๕.๔๕ มีคะแนนเฉล่ยี เทากับ
๑๙.๐๐ คิดเปนคะแนนรอ ยละ ๖๓.๓๓ ของคะแนนเต็ม และมนี ักเรียนไมผา นเกณฑ ๖ คน คดิ เปน
รอยละ ๕๔.๕๕ การทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียน นักเรียนทกุ คนมีคะแนน
ผานเกณฑ รอยละ ๗๐ ขน้ึ ไป โดยมคี ะแนนเฉลีย่ เทากับ ๒๑.๘๒ คิดเปนรอยละ ๗๒.๗๒ ของคะแนน
เตม็ มีจาํ นวนนกั เรียนผานเกณฑ ๑๑ คน คิดเปนรอยละ ๑๐๐ ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ บุญนาํ
อินทนนท (๒๕๕๑: ๙๓)๕๘ ศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรของ นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาป
ที่ ๓ โรงเรียนโยธินบาํ รุง จ.นครศรีธรรมราช ทีไ่ ดร ับการจดั การเรียนรูโดยใชร ูปแบบปญ หาเปนฐาน
และการจัดการเรยี นรูแ บบสบื เสาะหาความรูผลการวจิ ัยพบวา นักเรยี นทไ่ี ดรบั การ จัดการเรียนรโู ดย
ใชร ูปแบบปญ หาเปนฐานกบั นักเรียนที่ไดรับการจัดการเรียนรแู บบสืบเสาะหาความรู มีผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิทยาศาสตรแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ และ กวี โพธิสุธา

๕๗ อนุเบศ ทัศนยิ ม และ สุมาลี ชกู าํ แพง, การพฒั นาความสามารถในการคดิ วเิ คราะหข องนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๔
ดว ยการจัดการเรยี นรโู ดยใชร ปู แบบปญหาเปนฐาน (PBL) [ออนไลน] , (๒๕๖๓), แหลง ท่ีมา : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/
๒๕๖๑/M๑๒๖๖๔๙/Boonserm%๒๐Supphachai.pdf, สืบคนเมอ่ื : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.

๕๘ บญุ นาํ อินทนนท, การวจิ ยั และพฒั นาความสามารถในการคดิ วิเคราะหของ นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท๑่ี โรงเรียน
หงสประภาสประสิทธิ์ สังกัดสาํ นักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษา พระนครศรอี ยธุ ยา เขต ๒ [ออนไลน] , (๒๕๕๑), แหลง ทมี่ า :
http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Puttama.Inc.pdf, สบื คนเม่ือ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

๖๔

(๒๕๕๖ : ๑๑๘๒)๕๙ ไดศกึ ษาเร่ือง การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน และทักษะ การคิดวิเคราะห

เร่ือง ปญหาส่ิงแวดลอมในทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใตดวยรูปแบบการจัด การเรยี นรูแ บบ

รว มมือรว มกับเทคนิคหมวกหกใบ ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที่ ๓ พบวา นกั เรียน ท่ีไดรับการ

จดั การเรียนรแู บบรวมมอื รว มกบั เทคนิคหมวกหกใบ มีผลการเรียนรู เร่อื งปญ หา ส่ิงแวดลอมในทวีป

อเมรกิ าเหนือ และอเมริกาใต หลังเรียนสูงกวา กอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ท่รี ะดบั .๐๕ และ

มีทกั ษะการคิดวเิ คราะหห ลังเรยี นสงู กวา กอนเรยี นอยางมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ิ ทีร่ ะดบั .๐๕

๕.๑.๓ ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรียนบาน

หนองบัวนอย โดยใชรปู แบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนาท่ีพลเมอื ง โดยรวม พบวา มคี วามพึง
พอใจอยใู นระดับมาก ( = ๔.๓๒, S.D. = ๐.๑๓) เมอื่ พิจารณาเปนรายขอโดยเรียงลาํ ดับจากมากไป
นอย ขอที่มีความพึงพอใจมากที่สุด คือ รายวิชาที่เรียนมีประโยชนต อการนําไปประยุกตใชใน
ชวี ิตประจําวนั ได มคี วามพงึ พอใจอยูใ นระดบั มากท่ีสดุ ( = ๔.๕๕, S.D. = ๐.๕๒) รองลงมา คือ จัด
บรรยากาศและสภาพแวดลอมในหอ งเรยี นเออ้ื ตอการจดั การเรยี นการสอน มีความพงึ พอใจอยูใน
ระดับมากท่ีสุด ( = ๔.๕๕, S.D. = ๐.๘๒), มีกิจกรรมการเรียนการสอนสงเสริมการคนควาและ
แสวงหาความรูอ ยางตอเนื่อง มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก ( = ๔.๔๕, S.D. = ๐.๘๒), ใชว ิธีการ
สอนหลากหลายเหมาะสมกบั เน้ือหาวิชาท่ีเรียน มีความพึงพอใจอยูใ นระดับมาก ( = ๔.๓๖, S.D. =
๐.๖๗), รายวิชาเหมาะสมกบั พ้ืนฐานความรูของผูเรียนมาก มคี วามพึงพอใจอยใู นระดับมาก ( =
๔.๓๖, S.D. = ๐.๘๑), ผูสอนมีการเตรียมการสอนลวงหนา มคี วามพึงพอใจอยูในระดบั มาก ( =
๔.๒๗, S.D. = ๐.๗๙), ครมู ีพฤติกรรมและการใชถ อยคําที่เหมาะสม มคี วามพึงพอใจอยูใ นระดบั มาก
( = ๔.๒๗,S.D. = ๐.๖๕), รายวิชาเหมาะสม และสอดคลองกับความตอ งการของผูเรียน อยูใ นระดับ
มาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๘๒), ผสู อนมีความสามารถในการถา ยทอดความรชู วยใหเกิดการเรียนรู
ในเนื้อหาวชิ า มคี วามพึงพอใจอยูในระดับมาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๗๕) และขอที่มีความพงึ พอใจ
นอ ยที่สดุ คอื มกี ารจดั กิจกรรมการเรียนรูทเ่ี นน ใหนักเรียนมสี วนรวมในกจิ กรรม มคี วามพึงพอใจอยู
ในระดับมาก ( = ๔.๑๘, S.D. = ๐.๗๕) ตามลาํ ดบั ซ่ึงสอดคลองกับ ปนัดดา ยอดระบํา (๒๕๔๔, น.

๖) ๖๐ ไดก ลาววา ความพงึ พอใจเปน ความรูสกึ ที่ดี ทีช่ อบพอใจ หรอื ท่ีประทบั ใจของบุคคลตอ สิ่งใดส่ิง
59
หนึ่งท่ีไดร ับ โดยสิง่ น้นั สามารถตอบสนองความตอ งการทง้ั ดานรา งกายและจติ ใจ บุคคลทุกคนมีความ

๕๙ กวี โพธสิ ธุ า, การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น และทกั ษะการคดิ วิเคราะห เรื่อง ปญ หาส่งิ แวดลอ มในทวปี อเมรกิ า

เหนอื และอเมริกาใตด ว ยรูปแบบการจัด การเรียนรแู บบรว มมอื รวมกบั เทคนิคหมวกหกใบ ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ ๓
[ออนไลน], (๒๕๕๖), แหลง ที่มา : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/๒๕๖๑/M๑๒๖๖๔๙/Boonserm%๒๐Supphachai.pdf,

สบื คนเมือ่ : ๘ มีนาคม ๒๕๖๕.
๖๐ ปนดั ดา ยอดระบาํ , ความพงึ พอใจในวชิ าการสอนงานเกษตร ของนกั เรียน ชั้นประถมศึกษาปท ่ี ๖ ของโรงเรยี นใน

สงั กดั สาํ นกั งานการประถมศึกษา จังหวัดตรัง, วทิ ยานพิ นธ วท.ม., (กรงุ เทพฯ: สถาบนั พระจอมเกลา เจา คณุ ทหาร ลาดกระบงั ,
๒๕๔๔).

๖๕

ตอ งการหลายสิ่งหลายอยา งและมคี วามตองการหลายระดับ ซึ่งหากไดรับการตอบสนองก็จะไดรับ
ความพึงพอใจ

๕.๓ ขอ เสนอแนะ

จากผลการวิจยั เร่ือง การพฒั นาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญ หาเปน ฐาน
(PBL) รายวชิ าหนา ทีพ่ ลเมอื ง ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอย ผวู ิจัยมี
ขอ เสนอแนะดังตอ ไปน้ี

๕.๓.๑ ขอ เสนอแนะทไี่ ดจ ากการวิจัย
๑) การจัดการเรียนรูโดยใชรปู แบบปญ หาเปนฐาน (PBL) มีขั้นตอนในการจัดการ

เรยี นรูคอ นขา งมาก ดงั นั้นผูสอนควรควบคุมระยะเวลาในการทํากิจกรรมตางๆ ใหม ีความชดั เจนและ
เหมาะสม เพื่อท่ีจะไดจ ดั กิจกรรมการเรียนรคู รบทกุ ขน้ั ตอนตามระยะเวลาที่กําหนด

๒) เครื่องมอื ในการวเิ คราะหผลการวิจัย เชน แบบทดสอบวัดความสามารถในการ
คดิ วเิ คราะห หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ควรมกี ารประเมินในรูปแบบที่หลากหลาย
เชน ขอ สอบอัตนัยแบบบรรยาย อธบิ ายหรอื เตมิ คํา เพราะการจัดการเรียนรูดวยการจดั การเรียนรู
แบบปญหาเปนฐาน (PBL) ไมสามารถวัดผลการพฒั นาของนกั เรียนไดอ ยางครบถวนดวยแบบทดสอบ
ประเภทปรนยั แบบตวั เลือกเพียงอยา งเดียว

๓) ในการจดั การเรียนรูควรมีการใหนกั เรียนไดสรุปเน้ือหาสาระและส่งิ ทไี่ ดเรียนรู
เปนงานเดี่ยวรวมดวย เพือ่ ใหนกั เรียนเขาใจบทเรยี นและสรุปองคความรูใ หน กั เรยี นไดอ ยางครบถวน
มากข้ึน

๕.๓.๒ ขอ เสนอแนะในการทําวจิ ยั คร้งั ตอไป
๑) ในการวิจัยคร้ังตอไป สามารถนําการจดั กจิ กรรมการเรียนรูโดยใชรปู แบบปญ หา

เปนฐาน (PBL) ไปทดลองศกึ ษากับตวั แปรท่ีเนนทักษะอน่ื ๆ ท่ีมีความสอดคลองกับรูปแบบการสอน
เชน การคดิ วเิ คราะห การคิดแกปญหา และการคดิ แบบมวี ิจารณญาณ เปนตน

๒) ควรมกี ารปรบั เปลี่ยนในแตละรูปแบบการเรยี นเขา มาเพื่อหาความเหมาะสมแต
ละสถานการณกับการเรียนรูปแบบตา งๆ

๓) ควรมีการจัดการเรียนรเู พื่อสรางเสริมใหนักเรียนรูจ ักคดิ วิเคราะหดวยตนเอง ให
นักเรียน ไดเ รยี นรูด ว ยความเขา ใจแทนการทอ งจํา

๖๖

บรรณานกุ รม

กรมวิชาการ, พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ทแี่ กไ ขเพิ่มเตมิ ฉบบั ท่ี ๒,
(กรงุ เทพฯ:คุรภุ าลาลาดพรา ว,๒๕๔๖), หนา ๘๕.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, แนวทางการจัดการเรียนรูทเี่ นนผูเรียนเปนสาํ คัญ ๓ การเรียนรแู บบใช
ปญหาเปน ฐาน, พมิ พค รั้งท่ี ๒, (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค รสุ ภา,๒๕๕๐).

_______________, หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑, (กรงุ เทพฯ: คุรุ
สภาลาดพราว,๒๕๕๑), หนา ๘๙.

กวี โพธสิ ุธา, การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และทกั ษะการคิดวิเคราะห เร่ือง ปญหา
สง่ิ แวดลอมในทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใตดวยรูปแบบการจัด การเรียนรูแบบ
รวมมอื รวมกับเทคนิคหมวกหกใบ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓ [ออนไลน], (๒๕๕๖),
แ ห ล ง ที่ ม า : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/๒ ๕ ๖ ๑ /M๑๒ ๖ ๖ ๔ ๙ /Boonserm%๒ ๐
Supphachai.pdf, สบื คน เมื่อ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.

กษมา วรวรรณ ณ อยธุ ยา, ทกั ษะการคิดวเิ คราะห, [ออนไลน] , (๒๕๕๐), แหลงที่มา :
http://www.google.co.th, สบื คน เมอ่ื ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๖๐.

เกรยี งศกั ด์ิ เจริญวงศศกั ด,์ิ การคิดเชงิ วเิ คราะห (Analytical Thinking), พิมพครัง้ ที่ ๔, (กรงุ เทพฯ
: ซัคเซสมีเดีย, ๒๕๔๗).

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักด,์ิ การพัฒนาการคิด,พิมพครง้ั ท่ี ๕, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พหา ง
หนุ สว นจาํ กัด ๙๑๑๙ เทคนคิ พรน้ิ ต้งิ ,๒๕๔๙).

คาํ เขอ่ื น อิ่มใจ, ความพงึ พอใจในการปฏบิ ัติหนา ที่ของคณะกรรมโรงเรียนประถมศึกษา
จงั หวัดอดุ รธาน,ี การศึกษาคนควาอิสระ กศ.ม., (บริหารการศึกษา), มหาสารคาม : บัณฑิต
วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม,๒๕๔๕.

จันทมิ า เมยประโคน, การวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นตามจุดมงุ หมาย, (กรุงเทพฯ: สาํ นักงาน,
๒๕๔๑), หนา ๖๙.

จรี ภรณ กาญจนไพบูลย, ความพงึ พอใจของบคุ ลากรสายสนับสนนุ ในสถาบันอุดมศกึ ษา,
วิทยานพิ นธค รศุ าสตรมหาบัณฑิต (อุดมศึกษา), จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ,๒๕๒๗.

จีรภา แกว เขียว, การเรยี นการสอนโดยใชปญหาเปนหลัก, (นนทบรุ :ี สรุ ัตนการพมิ พ, ๒๕๔๙).
ทศิ นา แขมมณี, ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน, (กรุงเทพฯ: เลยี่ งเซยี ง, ๒๕๔๘) หนา ๓๓.
ทิศนา แขมมณ,ี การคิดเชงิ วิเคราะห, พมิ พค รง้ั ท๕่ี , (กรุงเทพฯ : ซัคเซสมเี ดีย,๒๕๔๕).
นงนชุ โรจนเลศิ และ วรรณตี ตระกลู , ความพงึ พอใจในงาน:แนวทางการศึกษาวิจัยสองมิติ,

วารสารวิชาการพระจอมเกลา พระนครเหนือ, ๒๕๔๐, หนา ๔๐-๔๘.

๖๗

บงั อร ควรประสงค, ความพึงพอใจของขาราชการบํานาญกรมสามัญศกึ ษาที่มีตอระบบบริการ
สํานักงานสามญั ศึกษาจังหวดั จันทบุร,ี ปริญญานิพนธร ฐั ศาสตรมหาบณั ฑิต บัณฑติ
วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั บรู พา, ชลบรุ ี, ๒๕๕๔.

บญุ ชม ศรีสะอาด, การวจิ ัยเบื้องตน, (กรงุ เทพมหานคร : สวุ รี ยิ าสาสน, ๒๕๓๕).
บุญนํา อินทนนท, การเรยี นการสอนโดยใชปญหาเปนหลัก,วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี, สรุ าษฎร

ธานี, ๒๕๕๑.
____________,การวิจัยและพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะหข อง นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษา

ปท่๑ี โรงเรียนหงสประภาสประสิทธ์ิ สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรอี ยธุ ยา เขต ๒ [ออนไลน] , (๒๕๕๑), แหลงที่มา :
http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/Puttama.Inc.pdf, สืบคน เม่อื : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.
บุญเรยี ง ขจรศิลป, วธิ ีวิจยั ทางการศกึ ษา, กรุงเทพมหานคร: สาํ นักพมิ พ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร,
๒๕๒๙.
ปกรณ ปรียากร, แนวคดิ เกย่ี วกับการพัฒนา ในการบรหิ ารการพัฒนา, (กรงุ เทพฯ : สามเจริญ
พาณชิ , ๒๕๓๘), หนา ๔.
ปนดั ดา ยอดระบาํ , ความพงึ พอใจในวิชาการสอนงานเกษตร ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๖
ของโรงเรยี นในสงั กดั สาํ นักงานการประถมศึกษา จงั หวดั ตรัง, วิทยานิพนธ วท.ม.,
กรงุ เทพฯ: สถาบันพระจอมเกลาเจาคุณทหาร ลาดกระบัง, ๒๕๔๔.
ปรญิ ญา จเรรัชต และคณะ, ความพงึ พอใจของเกษตรกรผูผลิตและผใู ชเสบยี งสตั ว จงั หวดั
สพุ รรณบุรี,รายงานวจิ ัยในการฝก อบรมหลักสตู ร พัฒนานักวิจยั กรมปศสุ ตั ว เบอื้ งตน รนุ ท่ี ๑
กรมปศุสัตวก ระทรวงเกษตรและสหกรณก ารเกษตร, ๒๕๔๖.
พงษสวสั ด จํารสั ประเสริฐ, ร.ต.อ., การศกึ ษาเปรยี บเทียบความพงึ พอใจในการปฏบิ ัติหนาท่ี
ขา ราชการตํารวจ กองกาํ กบั การอํานวยการ กองบังคับการตาํ รวจ๓ธร ๖ กอ นและหลัง
ปรบั ปรงุ โครงสรางกรมตํารวจ, (ขอนแกน : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๓๗).
พัชรี นาคผง,เรอื่ งการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ ๑ ที่จัดการ
เรยี นรโู ดยใชป ญหาเปนฐานรวมกบั เทคนิค STAD [ออนไลน] , (๒๕๕๘), แหลง ท่มี า :
http://ires.or.th/spb/main/file/๔๔๐๐๐๗๕๐๕๒๗๑๕๔๗๗๐๕.pdf, สบื คน เม่อื : ๘
มนี าคม ๒๕๖๕.
พชิ ญะ กนั ธยิ ะ, การพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชการจัดการเรียนรแู บบบันได ๕ ข้ัน วชิ า
วิทยาศาสตร ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาตอนตน [ออนไลน], (๒๕๕๙), แหลง ท่ีมา :
http://ires.or.th/spb/main/file/๔๔๐๐๐๗๕๐๕๒๗๑๕๔๗๗๐๕.pdf, สบื คนเม่อื : ๘
มนี าคม ๒๕๖๕.

๖๘

พิชิต บตุ รศรีสวย, ความพึงพอใจในการปฏบิ ตั งิ านของบคุ ลากรสํานกั งานศึกษาธกิ าร
จงั หวัดเขตการศกึ ษา ๙, วิทยานพิ นธครุศาสตรมหาบณั ฑิต (การบริหารการศกึ ษา), (เลย :
บณั ฑติ วิทยาลัย สถาบันราชภัฏเลย, ๒๕๔๖).

ไพโรจน คะเชนทร, การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน, [ออนไลน] , แหลง ที่มา :
http://www.wattoongpel.com, สบื คน เม่อื :๑๙ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖

ไพศาล หวงั พานชิ , การประเมนิ ผลการเรยี น, (กรงุ เทพฯ: สํานกั งาน, ๒๕๓๓), หนา ๖๖.
ภณดิ า ชัยปญญา, การวดั ความพึงพอใจ, (กรุงเทพฯ : แสงอกั ษร, ๒๕๔๑).
ภพ เลาหไพบูลย, ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น พิมพครั้งที่ ๙, (กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ, ๒๕๔๒), หนา

๑๑๑.
รชั นพี ร มสี ี, การประเมินผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น, (กรุงเทพฯ: สาํ นักงาน, ๒๕๓๓), หนา ๖๘.
________, การสรา งแบบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น, (กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ ,๒๕๔๕), หนา

๒.
________, วธิ ีการจดั การเรียนรู : เพอ่ื พฒั นาความรูแ ละทักษะ, (กรงุ เทพฯ : ภาพพมิ พ, ๒๕๔๒),

หนา ๘๙.
วนิช สธุ ารัตน, ความคิดวเิ คราะหแ ละความคดิ สรางสรรค, กรงุ เทพ ฯ : สุวรี ยิ าสาสน , ๒๕๔๗.
__________, แนวทางการจัดการเรยี นรู ทเ่ี นน ผูเรยี นเปน สําคัญ ๓ การเรยี นรูแ บบใชปญหาเปน

ฐาน, กรุงเทพฯ: ชมุ นมุ การเกษตรแหงประเทศไทย.
วรรณรตั น องึ้ สปุ ระเสรฐิ , ข้นั ตอนการสรา งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น, (กรงุ เทพฯ :

สาํ นักงานพมิ พจ ฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๒), หนา ๙๘.
วรลั ดา หนรู นุ , การวจิ ัยและพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะหข อง นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาป

ท๑่ี โรงเรยี นหงสประภาสประสทิ ธ์ิ สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษา
พระนครศรีอยธุ ยา เขต ๒ [ออนไลน], (๒๕๕๖), แหลงทม่ี า :
https://e-learning.kku.ac.th/enrol/index.php?id=๗๒๙๑, สบื คนเมื่อ : ๘ มนี าคม
๒๕๖๕.
วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข, แนวคิดทฤษฎีท่เี กี่ยวของกับความพึงพอใจ, (กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพ
ไทย, ๒๕๖๐), หนา ๖.
______________, วธิ กี ารจัดการเรยี นรู: เพ่ือพัฒนาความรูและทกั ษะ, (กรุงเทพฯ:ภาพพมิ พ
,๒๕๔๒), หนา ๘๙.
วลั ลี สัตยาศยั , การพัฒนาการเรยี นรูโ ดยใชป ญหาเปนฐาน, กรงุ เทพฯ : สถาบันราชภัฏพระ
นคร, ๒๕๔๗.

๖๙

วิจิตร แสงชยั , ความพึงพอใจในการปฏิบัตงิ านของเจาหนา ทีส่ ถานีวิทยรุ ะบบเอฟ. เอ็ม.
ในเขตอสี านใต, วทิ ยานพิ นธ ค.ม.,สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี,อุบลราชธาน,ี ๒๕๔๓.

วฒุ ิไกรเทีย่ งดี, ปจจัยท่สี ัมพันธก ับความสามารถในการคิดวเิ คราะหข องนักเรยี น ช้ันมัธยมศกึ ษาป
ท๓่ี ของจงั หวัดกาฬสนิ ธุ, การวิเคราะหพหุระดบั ปรญิ ญา การศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวิชา
การวิจยั การศึกษา, มหาสารคาม มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๔๙.

ศกั ด์พิ งษ นิลไพรัช, การประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหแ ละเขียนส่ือความ, (กรุงเทพฯ :
ประสานมิตร, ๒๕๔๔).

ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย, วธิ ีสอนแบบปญหาเปน ฐาน, นครปฐม: โรงพิมพ มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจนั ทร, ๒๕๕๘.

สมจิต สวธนไพบูลยและคณะ, การวจิ ยั และพัฒนาชุดกิกรรมการจัดกระบวนการเรียนรทู ี่เนน ผเู รียน
เปนสําคัญดว ยกจิ กรรมทีห่ ลากหลาย, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ศรนี คริทรวิโรฒ, ๒๕๔๗)
หนา ๔๘.

สาํ นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, แนวทางการจัดการเรยี นรู ท่เี นนผเู รียนเปนสําคัญการเรียนรู
แบบใชป ญ หาเปนฐาน, กรงุ เทพฯ: ชมุ นุมการเกษตรแหงประเทศไทย, ๒๕๕๐.

สุวทิ ย มลู คาํ , การเรยี นแบบการคิดวเิ คราะห, (กรงุ เทพฯ : ครุ สุ ภาลาดพราว, ๒๕๕๐), หนา ๙.
เสงย่ี ม โตรตั น, การสอนเพ่ือสรางเสริมทักษะการคิดวิเคราะห ,วารสารศึกษาศาสตรม หาวิทยาลยั

ศิลปากร, ๒๕๔๖, หนา ๑๑.
หทยั รตั น ประทมุ สูตร, ความพึงพอใจในการปฏบิ ตั งิ านของพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน

จังหวัดพิษณโุ ลก,วิทยานพิ นธปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิทยาการแนะแนว
บัณฑติ วทิ ยาลัย, มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรว ิโรฒ ประสานมติ ร, ๒๕๔๒.
อนเุ บศ ทัศนยิ ม และ สมุ าลี ชกู าํ แพง,ศึกษางานวจิ ัยเรอ่ื ง การพัฒนาความสามารถในการคิด
วเิ คราะหของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๔ ดวยการจัดการเรียนรโู ดยใชรปู แบบปญหา
เปน ฐาน (PBL) [ออนไลน] , (๒๕๖๓), แหลง ทม่ี า : http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/
๒๕๖๑/M๑๒๖๖๔๙/Boonserm%๒๐Supphachai.pdf, สบื คน เมอื่ : ๘ มนี าคม ๒๕๖๕.
อญั ชนา โพธพิ ลาการ, การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นตามจุดมุงหมาย, (กรงุ เทพฯ: สาํ นกั งาน,
๒๕๔๑), หนา ๗๐.
_______________, ผลกระทบตอผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หนา ๘๘.
อาภรณ ใจเที่ยง, หลกั การสอน (ฉบับปรบั ปรุง), พมิ พครัง้ ท่ี ๔, กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร, ๒๕๕๐.
อารยี  คงสวสั ด,์ิ สดุ ยอดวิธกี ารสอนสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม นําไปสกู ารจดั การเรียนรู
ของครยู ุคใหม, (กรุงเทพฯ: อักษรเจรญิ ทัศน, ๒๕๔๔), หนา ๔๔.

๗๐

Wolman, Thomas E, Education and Organizational Leadership in Elementary
Schools, Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice – Hall, ๑๙๓๗.

๗๑

ภาคผนวก

๗๒

ภาคผนวก ก
รายช่อื ผเู ชี่ยวชาญตรวจสอบเคร่อื งมอื ทใี่ ชใ นการวิจยั

๗๓

รายช่อื ผเู ช่ยี วชาญตรวจสอบเคร่อื งมอื ที่ใชใ นการวจิ ัย

๑. ผศ.อนุสรณ นางทะราช ประธานหลกั สูตรครุศาสตรบณั ฑติ
๒. อาจารยสรญิ ญา มารศรี สาขาสงั คมศกึ ษา
๓. อาจารยว ิรัตน ทองภู มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน
อาจารยประจําหลักสูตรครุศาสตรบณั ฑติ
สาขาสังคมศกึ ษา

มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแก
อาจารยประจําหลักสูตรครศุ าสตรบัณฑิต
สาขาสังคมศกึ ษา
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน

๗๔

ภาคผนวก ข
แบบประเมนิ คณุ ภาพเครอื่ งมอื โดยผเู ช่ียวชาญ

๗๕

แบบประเมนิ แผนการจัดการเรียนรู

วชิ าหนา ท่พี ลเมือง รหัสวิชา ส ๑๖๒๐๑ ระดับชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี ๖

แผนการเรยี นรทู ี่ ๑ เรื่อง มารยาทไทย

......................................................................................................................................

คําชีแ้ จง: ขอ ความทเี่ สนอตอไปน้เี ปน เกณฑพ้ืนฐานในการประเมินแผนการจัดการเรยี นรู โปรดใส

เครอื่ งหมายถกู () ลงในชองท่ตี รงกับความคดิ เหน็ ลงในแบบประเมิน และหากทา นมขี อเสนอแนะ

กรุณาระบุรายละเอียดใหเปนแนวทางในการปรับปรุงตอไป

ระดบั ความ

รายการประเมิน คดิ เห็น หมายเหตุ

+๑ ๐ -๑
๑. หนวยการเรยี นรมู อี งคป ระกอบครบถวนเหมาะสม และมี
รายละเอยี ดที่สอดคลอ งสัมพนั ธก นั

๒. การเขยี นสาระท่ีสําคัญในแผน กระซับ ครอบคลุม ตามเปาหมาย
๓. จดุ ประสงคก ารเรยี นรูม ีความชัดเจนถกู ตอ งครอบคลุมเนื้อหาสาระ

๔. เน้อื หา/กจิ กรรมการสอนเหมาะสมกบั จาํ นวนเวลาท่ีกาํ หนด
๕. เน้ือหาสาระในแผนถูกตอ งตามหลกั โครงสรา งหลกั สตู รแกนกลาง

๖. กจิ กรรมการเรียนรูหลากหลาย/เหมาะสมกับวยั ของผูเรยี นและ
สามารถนาํ ไปปฏบิ ัติไดจ ริง

๗. แผนการจดั การเรียนรูม ีการกาํ หนดชิ้นงาน/ภาระงานอยา งเหมาะสม
๘. มกี ารใชส ่อื /แหลง การเรียนรเู นื้อหาสาระที่เหมาะสมกบั วัยผเู รียน

๙. มีรูปแบบการวัดผลและประเมนิ ผลทีห่ ลากหลาย
๑๐. มกี ารวัดผลและประเมนิ ผลทสี่ อดคลองกับจุดประสงคการเรียนรู

ขอ เสนอแนะเพิม่ เติม
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ...........................................................
(...........................................................)
ผปู ระเมิน

๗๖

แบบประเมินแผนการจัดการเรยี นรู

วิชาหนาที่พลเมือง รหัสวชิ า ส ๑๖๒๐๑ ระดับชั้นประถมศึกษาปท ่ี ๖

แผนการเรียนรูท่ี ๒ เรอ่ื ง การสนทนา

......................................................................................................................................

คําชี้แจง: ขอความท่เี สนอตอ ไปนี้เปน เกณฑพ ้นื ฐานในการประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู โปรดใส

เครือ่ งหมายถกู () ลงในชองทต่ี รงกับความคดิ เห็นลงในแบบประเมิน และหากทานมีขอ เสนอแนะ

กรุณาระบุรายละเอยี ดใหเ ปน แนวทางในการปรับปรุงตอไป

ระดบั ความ

รายการประเมิน คดิ เหน็ หมายเหตุ

+๑ ๐ -๑
๑. หนว ยการเรียนรูม อี งคประกอบครบถว นเหมาะสม และมี
รายละเอยี ดท่สี อดคลองสมั พันธก ัน

๒. การเขยี นสาระทสี่ าํ คญั ในแผน กระซับ ครอบคลมุ ตามเปา หมาย
๓. จดุ ประสงคการเรยี นรูม ีความชดั เจนถกู ตองครอบคลุมเนื้อหาสาระ

๔. เนื้อหา/กจิ กรรมการสอนเหมาะสมกับจาํ นวนเวลาที่กําหนด
๕. เน้อื หาสาระในแผนถกู ตอ งตามหลักโครงสรางหลักสูตรแกนกลาง

๖. กิจกรรมการเรียนรหู ลากหลาย/เหมาะสมกับวยั ของผเู รียนและ
สามารถนําไปปฏิบตั ิไดจ ริง

๗. แผนการจดั การเรียนรูมกี ารกําหนดช้ินงาน/ภาระงานอยา งเหมาะสม
๘. มีการใชส ือ่ /แหลงการเรยี นรเู น้อื หาสาระทเี่ หมาะสมกับวัยผูเ รียน

๙. มีรปู แบบการวัดผลและประเมนิ ผลท่ีหลากหลาย
๑๐. มีการวัดผลและประเมนิ ผลที่สอดคลองกับจดุ ประสงคการเรยี นรู

ขอเสนอแนะเพ่มิ เตมิ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงชื่อ................................................................
(.................................................................)
ผูป ระเมนิ

๗๗

แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู

วชิ าหนาท่พี ลเมอื ง รหัสวิชา ส ๑๖๒๐๑ ระดบั ช้ันประถมศึกษาปท ี่ ๖

แผนการเรียนรทู ่ี ๓ เร่อื ง ขนบธรรมเนียมประเพณีศิลปวฒั นธรรมไทยและภูมิปญญาไทย

......................................................................................................................................

คาํ ชี้แจง: ขอความทีเ่ สนอตอไปน้เี ปนเกณฑพน้ื ฐานในการประเมินแผนการจดั การเรยี นรู โปรดใส

เครือ่ งหมายถกู () ลงในชองท่ตี รงกบั ความคิดเหน็ ลงในแบบประเมนิ และหากทานมขี อ เสนอแนะ

กรุณาระบรุ ายละเอยี ดใหเ ปนแนวทางในการปรบั ปรุงตอไป

ระดับความ

รายการประเมิน คดิ เห็น หมายเหตุ

+๑ ๐ -๑
๑. หนว ยการเรยี นรูม อี งคประกอบครบถวนเหมาะสม และมี
รายละเอยี ดท่สี อดคลอ งสัมพนั ธกัน

๒. การเขียนสาระทีส่ ําคญั ในแผน กระซบั ครอบคลมุ ตามเปาหมาย
๓. จดุ ประสงคก ารเรยี นรมู คี วามชดั เจนถูกตอ งครอบคลุมเนื้อหาสาระ

๔. เนื้อหา/กจิ กรรมการสอนเหมาะสมกบั จาํ นวนเวลาท่กี ําหนด
๕. เนอื้ หาสาระในแผนถูกตองตามหลักโครงสรางหลกั สูตรแกนกลาง

๖. กจิ กรรมการเรียนรหู ลากหลาย/เหมาะสมกบั วัย ของผเู รยี นและ
สามารถนาํ ไปปฏิบัติไดจรงิ

๗. แผนการจดั การเรยี นรูมกี ารกําหนดชนิ้ งาน/ภาระงานอยา งเหมาะสม
๘. มีการใชสอ่ื /แหลง การเรยี นรเู นอ้ื หาสาระท่เี หมาะสมกับวัยผูเรยี น

๙. มรี ปู แบบการวดั ผลและประเมนิ ผลทีห่ ลากหลาย
๑๐. มกี ารวดั ผลและประเมนิ ผลทส่ี อดคลองกบั จดุ ประสงคก ารเรียนรู

ขอเสนอแนะเพม่ิ เติม
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ลงช่อื ................................................................
(.................................................................)
ผปู ระเมนิ

๗๘

แบบประเมินความสอดคลองระหวา งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
กับจดุ ประสงคก ารเรยี นรู

เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชร ปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL)
รายวชิ าหนา ทพี่ ลเมือง ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรยี นบา นหนองบัวนอย ตาํ บล

หนองตูม อาํ เภอเมอื งขอนแกน จงั หวดั ขอนแกน

คาํ ชแี้ จง
โปรดพิจารณาขอ สอบแตล ะขอวาสามารถวดั ไดตามตรงวัตถปุ ระสงคก ารเรยี นรู เมื่อพิจารณา

แลวใหทานทําเคร่ืองหมาย / ลงในชองท่ตี รงตามกบั ความคดิ เห็นของทานมากท่ีสดุ โดยใชเกณฑดังน้ี
+๑ หมายถึง แนใ จวา ขอ สอบมีความสอดคลองกับจุดประสงคก ารเรยี นรู
๐ หมายถึง ไมแ นใจวา ขอสอบมีความสอดคลอ งกบั จุดประสงคก ารเรียนรู
-๑ หมายถึง แนใจวา ขอสอบไมม คี วามสอดคลอ งกับจดุ ประสงคการเรยี นรู

ขอบพระคณุ เปนอยางสูง
นางสาวจริ าภรณ สนุ นท
นิสติ ระดบั ปรญิ ญาตรี สาขาสงั คมศกึ ษา

คณะครุศาสตร
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแกน

๗๙

ระดบั ความ

จุดประสงคก าร ขอ สอบ ระดบั สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤติกรรม + ๐-
ความรู
ความจํา ๑๑

นักเรียนสามารถ ๑.การแสดงความเคารพดวยการไหวบ คุ คลทั่วๆไป ความเขา ใจ .

อธิบายการแสดง ลกั ษณะใดถกู ตอ ง ความรู
ความจาํ
ความเคารพได ก. ประนมมือไหวป ลายนิว้ ชจ้ี รดระหวา งคิ้ว
ความรู
ข. ประนมมือไหวปลายนว้ิ ชจ้ี รดระหวา งจมูก ความจาํ

ค. ประนมมอื ไหวปลายนิ้วช้จี รดปลายคาง

ง. ประนมมอื ไหวปลายนว้ิ จรดหนาผาก

เฉลย ขอ ข.

นกั เรยี นสามารถ ๒.การหมอบกราบใชแ สดงความเคารพบุคคลใด

อธิบายการแสดง ก. พระมหากษัตรยิ 
ความเคารพได ข. สมเดจ็ พระสังฆราช

ค. ผมู ีพระคณุ และผูอาวุโส

ง. ผทู ่เี คารพนบั ถือ

เฉลย ขอ ค.
นักเรียนปฏิบตั ิตน ๓.มารยาทไทยสามารถปฏบิ ตั ไิ ดในขณะใด

ตามมารยาทไทย ก. น่งั

ไดถ กู ตอ ง ข. ยืน
เหมาะสม ค. เดนิ

ง. ถูกทกุ ขอ

เฉลย ขอ ง.

นักเรียนสามารถ ๔.ขอใดเปนการแสดงความเคารพตามมารยาทไทย

อธิบายการแสดง ก. การกราบ
ความเคารพได ข. การเตน รํา

ค. การโบกมือ

ง. การดมื่ ฉลอง

เฉลย ขอ ก.

๘๐

ระดับความ

จุดประสงคการ ขอ สอบ ระดับ สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤตกิ รรม + ๐-

วิเคราะห ๑๑

นกั เรยี นเห็น ๕.ขอ ใดเปน มารยาทไทยท่แี สดงใหเ หน็ ถึงความ ความเขา ใจ
คุณคาของการ กตญั ูกตเวทีของคนไทย
ปฏิบัติตวั ตาม ความเขา ใจ
มารยาทไทย ก. การมีมารยาทในการสนทนา ความเขา ใจ

นกั เรยี นรูและ ข. การมสี ัมมาคาราวะตอ บุคคลตางๆ
เขาใจหลกั การ
สนทนา ค. การแตง กายท่ีสภุ าพและเหมาะสม

นกั เรียนรแู ละ ง. การแสดงความเคารพบุคคลและสถานที่
เขาใจหลักการ เฉลย ขอ ง.
สนทนา ๖.ขอ ใดหมายถึงการไตถามถงึ ความเปน อยอู ยา ง
เปน กนั เอง
นักเรียนจาํ แนก
รปู แบบของการ ก. การทักทาย
สนทนาได
ข. การสนทนา

ค. การใชค ําพดู

ง. การกลา วคําสุนทรพจน
เฉลย ขอ ก.
๗.ขอ ใดเปนคาํ พูดทีไ่ มควรใช

ก. ขาํ

ข. ฉัน

ค. ผม

ง. คุณ
เฉลย ขอ ก.
๘.เราควรทกั ทายครอู ยางไร

ก. ไปไหนมา

ข. กินขาวหรือยัง

ค. สวสั ดีครบั /คะ

ง. เปน อยา งไรบา ง
เฉลย ขอ ค.

๘๑

ระดบั ความ

จุดประสงคการ ขอ สอบ ระดับ สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรยี นรู พฤติกรรม + ๐-

นักเรียนเหน็ ๑๑
คุณคา ของ
หลกั การสนทนา ๙.กอ นจะรับของจากผใู หญ ควรทาํ อยางไร วิเคราะห
ไดอ ยา งเหมาะสม
ก. ยิม้
นกั เรยี นเหน็
คณุ คาของ ข. ไหว
หลกั การสนทนา
ไดอยา งเหมาะสม ค. ยกั คิ้ว

นักเรยี นรูและ ง. แสดงความดีใจ
เขา ใจหลักการ
สนทนา เฉลย ขอ ข.

นกั เรยี นรแู ละ ๑๐.ใคร ปฏิบัติตน ไดเหมา ะสมขณะสนทนากับ การนาํ ไปใช
เขา ใจ
ขนบธรรมเนียม ผใู หญห รือผอู าวุโส
ประเพณี
ศลิ ปวฒั นธรรม ก. แกว สาํ รวมกิรยิ ามารยาท
ไทยและภูมิ
ปญญาไทยได ข. พงษสวมหมวกและแวน ตาดาํ

ค. แจงยนื กอดอกฟงอยา งตัง้ ใจ

ง. นดิ นัง่ ประนมมือฟง อยางต้ังใจ

เฉลย ขอ ก.
๑๑.ขอใดไมค วรปฏิบตั ิในการสนทนากับกลุมเพ่ือน การนาํ ไปใช

ก. ซักถามเมอื่ มขี อสงสัย

ข. ออกทา ทางประกอบการสนทนา

ค. พดู จาลอเลยี นเมอ่ื เพ่อื นพดู ผิด

ง. แสดงความคดิ เหน็ เฉพาะเรือ่ งทเ่ี รารู

เฉลย ขอ ค.

๑๒.ขอใดคอื ความหมายของภูมิปญญาทอ งถิ่น ความเขา ใจ

ก. สง่ิ ทีป่ ระดิษฐข้นึ ใชประกอบอาชีพ

ข. สงิ่ ท่ีประดษิ ฐโดยผมู คี วามรู

ค. ความรูท่ีถายทอดสบื ตอ กนั มาจากบรรพ

บุรษุ

๘๒

ระดับความ

จุดประสงคการ ขอ สอบ ระดับ สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรยี นรู พฤติกรรม + ๐-
วเิ คราะห
๑๑
วเิ คราะห
ง. ส่ิงท่ีประดิษฐข ึ้นโดยการเลยี นแบบจาก
การนาํ ไปใช
ตางชาติ การนาํ ไปใช

เฉลย ขอ ค.

นกั เรียนสามารถ ๑๓.ขอใดเปน ลกั ษณะของภูมิปญญาทองถนิ่

วเิ คราะห ก. การทาํ เสือ้ กนั หนาวจากขนสัตว

ขนบธรรมเนยี ม ข. การนําเน้ือมาทําแฮมเบอรเ กอร
ประเพณี ค. การสานเส่อื จากตนกก
ศิลปวฒั นธรรม ง. การนาํ หนงั สัตวมาทาํ รองเทา
ไทยและภมู ิ เฉลย ขอ ค.
ปญญาไทยได

นักเรียนสามารถ ๑๔.พฤตกิ รรมในขอใดบง บอกถึงการเหน็ คุณคาของ

วิเคราะห ภูมิปญญาทอ งถิ่น

ขนบธรรมเนียม ก. ซอื้ ของที่ผลติ จากฝมือคนไทย

ประเพณี ข. ใชสนิ คา มีย่หี อจากตา งประเทศ
ศิลปวัฒนธรรม ค. ซื้อของลดราคาตามหา งสรรพสนิ คา
ไทยและภูมิ ง. รสู ึกอายทคี่ รูใหอ อกมาแสดงราํ วงหนา
ปญ ญาไทยได
หอ งเรยี น

เฉลย ขอ ก.

นักเรียนมีสวนรว ม ๑๕.ใครมีสวนรวมในการอนุรักษภ ูมิปญ ญาทองถ่ิน

ในขนบธรรมเนียม ก. ปต ิเรียนวธิ ที ํานาจากพอ

ประเพณี ข. มานะชว ยทางบา นคา ขาย
ศิลปวัฒนธรรม
และภมู ปิ ญ ญา ค. ชใู จฝกทําขนมเคก
ไทย ง. มานีสมคั รเรยี นบัลเลต
เฉลย ขอ ก.

นกั เรียนมสี ว นรว ม ๑๖.นักเรยี นจะมีสว นรว มในการอนรุ กั ษภมู ิปญญา

ในขนบธรรมเนยี ม ทองถิ่นไดอยา งไร

๘๓

ระดับความ

จดุ ประสงคการ ขอ สอบ ระดบั สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤติกรรม + ๐-

๑๑

ประเพณี ก. นําภมู ิปญ ญาตา งชาตมิ าประยุกตใช ความเขา ใจ
ศิลปวัฒนธรรม ข. เก็บรกั ษาไวอ ยางดีโดยไมใ หใครเรยี นรู
และภูมปิ ญญา ค. ปรับปรุงหรือเปลยี่ นแปลงใหท นั สมยั มาก
ไทย
ข้นึ
นักเรยี นรแู ละ ง. ศกึ ษาและสบื ทอดภมู ิปญ ญาทองถิ่นใหค ง
เขา ใจ
ขนบธรรมเนยี ม อยูสบื ไป
ประเพณี เฉลย ขอ ง.
ศิลปวฒั นธรรม ๑๗.สิง่ ใดคือ วฒั นธรรมทางวัตถุ
ไทยและภมู ิ
ปญญาไทยได ก. บาน
ข. ภาษา

ค. ศาสนา
ง. มารยาท
เฉลย ขอ ก.

นกั เรียนสามารถ ๑๘.วัฒนธรรมตางชาติเขา มามบี ทบาทตอ ชวี ิตเรา วเิ คราะห
วิเคราะห ดานใด ความเขา ใจ
ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี ก. ภาษา
ศิลปวฒั นธรรม
ไทยและภมู ิ ข. อาหาร
ปญญาไทยได
ค. การแตง กาย
นักเรียนรแู ละ
เขา ใจ ง. ถูกทกุ ขอ
ขนบธรรมเนยี ม เฉลย ขอ ง.
ประเพณี ๑๙.ขอใดไมใ ชแนวทางการธํารงรักษาวัฒนธรรม
ไทย

ก. การฟน ฟู

ข. การพฒั นา

๘๔

ระดับความ

จุดประสงคก าร ขอ สอบ ระดับ สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤติกรรม + ๐-

๑๑

ศลิ ปวฒั นธรรม ค. การถา ยทอด
ไทยและภมู ิ ง. การเลยี นแบบ
ปญ ญาไทยได เฉลย ขอ ง.

นกั เรยี นปฏิบตั ติ น ๒๐.ขอใดไมใชการนง่ั ตามมารยาทไทย การนาํ ไปใช
ตามมารยาทไทย ก. นง่ั คุกเขา
ไดถ กู ตอ ง วเิ คราะห
เหมาะสม ข. นงั่ ขัดสมาธิ
ความรู
นกั เรียนสามารถ ค. น่ังพับเพยี บ
วเิ คราะห ความรู
ขนบธรรมเนียม ง. น่งั เกาอี้ ๒ ขา ความจํา
ประเพณี เฉลย ขอ ง.
ศลิ ปวฒั นธรรม ๒๑.วัฒนธรรมใดท่มี ีการถายโอนมาจากวฒั นธรรม
ไทยและภูมิ ตะวนั ตก แตไ มเหมาะกับวฒั นธรรมไทย
ปญ ญาไทยได
นกั เรียนปฏบิ ัติตน ก. การใชเ ทคโนโลยีท่ที ันสมยั ในการทาํ งาน
ตามมารยาทไทย
ไดถูกตอง ข. การกินอาหารประเภทฟาสตฟูดส
เหมาะสม
ค. การแตง กายท่เี ปดเผยรางกายเกินไป
นกั เรียนปฏิบัตติ น
ตามมารยาทไทย ง. การใชภาษาตางประเทศในการทํางาน
เฉลย ขอ ค.
๒๒.ขอใดสําคัญทส่ี ดุ ของหลกั การแตงกาย

ก. กาลเทศะ

ข. ราคาเสอ้ื ผา

ค. รูปลกั ษณ

ง. ความสะอาด
เฉลย ขอ ก.
๒๓.เมอ่ื พบพระสงฆเดนิ บิณฑบาตผา นมา นักเรยี น
ควรปฏิบัติตามขอ ใด

ก. ถอนสายบัว

๘๕

ระดบั ความ

จดุ ประสงคการ ขอสอบ ระดบั สอดคลอง ขอเสนอแนะ
เรียนรู พฤติกรรม + ๐-

ไดถ กู ตอ ง ๑๑
เหมาะสม
ข. โคงคํานบั
นกั เรียนเหน็
คุณคา ของการ ค. ประนมมอื ไหว
ปฏบิ ัตติ วั ตาม
มารยาทไทย ง. กราบแบบเบญจางคประดษิ ฐ

นักเรียนเห็น เฉลย ขอ ค.
คุณคาของการ
ปฏิบัตติ วั ตาม ๒๔.เม่อื พบผใู หญ นกั เรียนควรปฏบิ ตั อิ ยา งไร การนาํ ไปใช
มารยาทไทย
ก. ยนื ตรงแลว กลาวคําวา สวัสดีครบั /คะ
นกั เรียนเหน็
คณุ คาของการ ข. จับมือแลว กลาวคาํ วา สวสั ดคี รบั /คะ
ปฏบิ ัติตวั ตาม
มารยาทไทย ค. โคงคํานับแลวกลา วคาํ วา สวัสดีครบั /คะ

ง. ยกมือไหวแลวกลา วคําวา สวสั ดคี รบั /คะ

เฉลย ขอ ง.

๒๕.ขอ ใดปฏบิ ตั ิตนถูกกาลเทศะ การนาํ ไปใช

ก. นุง กางเกงขาส้นั สดี ําไปงานศพ

ข. หยอกลอ กนั ขณะรบั ประทานอาหาร

ค. กระโดดดีใจเมอ่ื ผใู หญใ หข อง

ง. นัง่ พับเพยี บขณะอยตู อ หนาผูใหญ

เฉลย ขอ ง.

๒๖.การปฏิบัติตนตามมารยาทไทย มีประโยชน การนาํ ไปใช

อยางไร

ก. เปน การแสดงถึงความมฐี านะทางสงั คม

ข. เปนการสบื ทอดวัฒนธรรมทดี่ ีงามของไทย

ค. เปนการแสดงถึงความรกั ชาติ ศาสน

กษัตริย

ง. เปนการแสดงใหเ ห็นวา ไดร ับการศกึ ษาใน

ระดับสูง

เฉลย ขอ ข.

๘๖

ระดบั ความ

จุดประสงคก าร ขอสอบ ระดับ สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤตกิ รรม + ๐-
วเิ คราะห
๑๑
ความเขาใจ
นกั เรยี นสามารถ ๒๗.การปฏบิ ัตใิ นขอใดไมใ ชการอนรุ กั ษประเพณใี น
วเิ คราะห ทองถิน่ ความรู
ขนบธรรมเนยี ม ความจาํ
ประเพณี ก. ชักชวนใหผ ูอื่นเขารว มงานประเพณี
ศลิ ปวฒั นธรรม
ไทยและภมู ิ ข. ประยกุ ตใ ชใ หเขา กบั ประเพณีตางชาติ
ปญญาไทยได
ค. เผยแพรประเพณใี หผอู ่ืนไดรับรู

ง. เขารว มงานประเพณที กุ คร้งั ทม่ี ีโอกาส
เฉลย ขอ ข.

นักเรยี นรูและ ๒๘.ภมู ิปญญาทอ งถน่ิ มีความสําคัญอยา งไร

เขาใจ ก. ทาํ ใหท รพั ยากรธรรมชาตลิ ดลง
ขนบธรรมเนยี ม ข. ทําใหคนมีฐานะร่ํารวยขึน้
ประเพณี ค. ทําใหคนสามารถพึ่งพาตนเองได
ศลิ ปวัฒนธรรม ง. ทาํ ใหคนมคี วามขยันมากข้นึ
ไทยและภมู ิ เฉลย ขอ ค.
ปญญาไทยได

นกั เรียนปฏบิ ัติตน ๒๙.เม่อื มผี ูม าเยือนขอพบพอ แม แตท า นไมอ ยบู า น

ตามมารยาทไทย นักเรยี นควรปฏบิ ตั ติ ามขอใด

ไดถ ูกตอ ง ก. เชญิ เขา มานั่งรอในบา น แลว นาํ เครอื่ งด่ืม

เหมาะสม มาตอ นรับ

ข. กลา วคาํ ทกั ทาย แลว เชญิ ผมู าเยือนให

กลบั ไป

ค. กลา วคําขอโทษ แลว ขอช่ือและหมายเลข

โทรศพั ทเ พ่ือตดิ ตอ

ง. เชญิ เขา มาในบาน แลว รบั เรอ่ื งกจิ ธุระไว

เฉลย ขอ ก.

๘๗

ระดบั ความ

จุดประสงคการ ขอสอบ ระดับ สอดคลอง ขอเสนอแนะ
เรียนรู พฤตกิ รรม + ๐-
๓๐.หนนู ดิ ตองการยืมยางลบของเพอ่ื น เพราะหนู การนาํ ไปใช
นกั เรียนเห็น นิดลมื เอายางลบมาโรงเรียน หนนู ิดควรพดู กับ ๑๑
คุณคา ของ เพอื่ นอยา งไร วิเคราะห
หลักการสนทนา
ไดอยา งเหมาะสม ก. ฉนั ขอยมื ยางลบของเธอหนอ ยไดไหม วเิ คราะห
ข. หยิบยางลบของเธอมาใหฉันยืมหนอ ยชิ
นกั เรยี นสามารถ ค. เธอมียางลบไหม หยิบมาใหฉนั หนอย
วเิ คราะห ง. ฉันไมม ียางลบ ใครจะใหยืมบา ง
ขนบธรรมเนยี ม เฉลย ขอ ก.
ประเพณี ๓๑.ขอใดเปน ประโยชนแ ละคุณคาของวัฒนธรรม
ศิลปวัฒนธรรม ก. ทาํ ใหประเทศชาตมิ คี วามเจรญิ กา วหนา
ไทยและภมู ิ
ปญ ญาไทยได ทางเศรษฐกิจ
ข. ทาํ ใหผ คู นในสังคมมีอาชีพท่ีหลากหลาย
สํารอง
นกั เรยี นสามารถ มากข้นึ
วเิ คราะห ค. สงผลใหเ กิดมีกิจกรรมสําหรับการ
ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี ทอ งเที่ยว
ศิลปวฒั นธรรม ง. ชวยใหผูคนมีระเบยี บแบบแผนในการ
ไทยและภมู ิ
ปญญาไทยได ดําเนินชวี ิต
เฉลย ขอ ก.

๓๒.ขอ ใดเปนคณุ คา ของวฒั นธรรมทอ งถน่ิ
ก. สง่ิ ทสี่ ามารถเปล่ียนแปลงไดตามกาลเวลา
ข. แสดงถงึ ภมู ปิ ญ ญาและเอกลกั ษณของ
ชุมชนน้นั ๆ
ค. สามารถกระตนุ สนบั สนนุ เศรษฐกิจ
ทอ งเทยี่ ว
ง. สรางรายไดใหกบั ประชาชนในทองถ่ินนน้ั ๆ

๘๘

ระดบั ความ

จุดประสงคก าร ขอ สอบ ระดบั สอดคลอ ง ขอเสนอแนะ
เรยี นรู พฤติกรรม + ๐-
ความเขา ใจ
๑๑
ความรู
สาํ รอง เฉลย ขอ ข. ความจาํ
นกั เรียนรูและ ๓๓.สง่ิ ใดทีท่ าํ ใหสมาชกิ ในสงั คมมีความเปนอนั หน่ึง
เขา ใจ วิเคราะห
อนั เดยี วกัน

ขนบธรรมเนยี ม ก. เงนิ
ประเพณี ข. ชอ่ื เสยี ง
ศิลปวฒั นธรรม
ไทยและภมู ิ ค. วฒั นธรรม
ปญ ญาไทยได ง. เทคโนโลยี
เฉลย ขอ ค.
สาํ รอง

นกั เรียนปฏิบัติตน ๓๔.การยืนตรงเมือ่ ไดยินเพลงสรรเสริญพระบารมี

ตามมารยาทไทย เปน วัฒนธรรมดานใด

ไดถ กู ตอง ก. พระมหากษัตรยิ 

เหมาะสม ข. พระพุทธศาสนา

ค. มารยาทไทย

ง. พระพทุ ธศาสนา
สํารอง เฉลย ขอ ก.

นกั เรียนสามารถ ๓๕.บุคคลในขอใดช่ือวาเปน ผเู หน็ คุณคา ของ

วเิ คราะห วัฒนธรรมไทย
ขนบธรรมเนียม ก. สมชายชอบแตงกายตามสมัยนิยม
ประเพณี ข. สมพรใสกางเกงขาสัน้ ไปทําบุญท่ีวัดใกล
ศิลปวฒั นธรรม บาน
ไทยและภมู ิ ค. สมบตั ไิ ปรว มกจิ กรรมสรงนา้ํ พระและรดนํ้า
ปญ ญาไทยได ดําหัวผูเ ฒาผูแกในเทศกาลสงกรานต

ง. สมปองนําวัฒนธรรมไทยมาปรบั ใชกับ

สาํ รอง วัฒนธรรมตา งประเทศ
เฉลย ขอ ค.

๘๙

ระดบั ความ

จดุ ประสงคก าร ขอ สอบ ระดบั สอดคลอ ง ขอ เสนอแนะ
เรียนรู พฤตกิ รรม + ๐-

นกั เรียนรูแ ละ ๑๑
เขาใจ
ขนบธรรมเนียม ๓๖.ขอใดเปนวฒั นธรรมท่คี นไทยดดั แปลงมาจาก ความเขา ใจ
ประเพณี ตา งประเทศ
ศลิ ปวฒั นธรรม
ไทยและภูมิ ก. การกราบ
ปญ ญาไทยได
ข. การกนิ หมาก
สาํ รอง
นกั เรียนเห็น ค. การเลนสงกรานต
คณุ คา ของ
หลักการสนทนา ง. การใชช อ นสอ มในการรับประทานอาหาร
ไดอยางเหมาะสม เฉลย ขอ ง.

สํารอง ๓๗.วัฒนธรรมท่แี สดงใหเ ห็นถงึ การทักทายของคน ความเขา ใจ
ไทย คือขอใด การนาํ ไปใช
นกั เรียนรูและ
เขาใจ ก. การจับมือ
ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ข. การไหว
ศิลปวัฒนธรรม
ไทยและภูมิ ค. การหอมแกม
ปญ ญาไทยได
ง. การโอบไหล
สาํ รอง
นกั เรยี นสามารถ เฉลย ขอ ข.
อธิบายการแสดง ๓๘.นักเรยี นจะชวยอนุรักษว ฒั นธรรมไดอ ยางไร
ความเคารพได
ก. สะสมภาพวัฒนธรรมตางๆ

ข. เปลีย่ นรูปแบบใหเ ปน สากล

ค. เขารว มประเพณขี องทองถน่ิ

ง. รบั วัฒนธรรมทุกอยางของตางชาติ
เฉลย ขอ ค.

๓๙.การน่ังตอหนาพระสงฆที่เหมา ะสมควรทํา ความรู

อยางไร ความจํา

ก. นง่ั พบั เพียบ

ข. น่ังเหยียดขา

๙๐

ระดับความ

จุดประสงคก าร ขอสอบ ระดบั สอดคลอง ขอเสนอแนะ
เรียนรู พฤตกิ รรม + ๐-

๑๑

สาํ รอง ค. นง่ั ขัดสมาธิ ความเขาใจ

นกั เรยี นรแู ละ ง. นั่งไขวห าง
เขา ใจ เฉลย ขอ ก.
ขนบธรรมเนียม ๔๐.แคน เปน ภมู ิปญ ญาทอ งถ่ินของภาคใด
ประเพณี
ศิลปวฒั นธรรม ก. ภาคอีสาน
ไทยและภูมิ
ปญ ญาไทยได ข. ภาคกลาง

สํารอง ค. ภาคเหนือ

ง. ภาคใต
เฉลย ขอ ก.

ลงชอื่ ..................................................
(……………………………………………………………)
ผูประเมิน


Click to View FlipBook Version