รายงานศึกษาอิสระทางสงั คมศึกษา
เร่ือง
การพัฒนาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชรปู แบบปญ หาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนาท่ีพลเมือง ชน้ั ประถมศึกษาปท ี่ ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย
โดย
นางสาวจิราภรณ สุนนท
รหสั ๖๑๐๕๕๐๒๐๒๙
งานวจิ ัยเลม น้ีเปน สว นหน่งึ ของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
การศกึ ษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา ภาคเรียนท่ี ๒ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
ตามหลักสตู รครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครศุ าสตร
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน
แบบอนุมตั ิผลงานวจิ ัย
ดวยหลักสตู รครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงั คมศึกษา คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแกน อนมุ ัติใหนับการวิจยั เร่ือง การพัฒนาความสามารถในการคิด
วเิ คราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวิชาหนาทีพ่ ลเมือง ชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ ๖ โรงเรยี น
บานหนองบวั นอย
ใหเปนสว นหน่งึ ของการศึกษาภาคปฏิบัตขิ องรายวชิ า การศึกษาอสิ ระทางสังคมศึกษา จาํ นวน ๓
หนวยกิต ตามวัตถุประสงคห ลักสตู รปริญญาตรีครุศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครศุ าสตร
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน ประจาํ ภาคเรยี นที่ ๒ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔
ลงช่ือ.....................................ผวู ิจัย
(.....................................................)
................/................../..............
คณะกรรมการประเมนิ / อนุมัตกิ ารศกึ ษาอิสระทางสงั คมศึกษา
ลงช่ือ.....................................อาจารยท่ปี รึกษา/อาจารย
(................................................)
............./............../...............
ลงช่อื .....................................กรรมการ/อาจารย
(................................................)
............../................/............
ลงชอ่ื ..............................................กรรมการ/อาจารย
(................................................)
............../................/............
ลงชอื่ ..............................................กรรมการ/อาจารย
(................................................)
............../................/............
ลงชอื่ ..............................................กรรมการ/อาจารย
(................................................)
............../................/............
ลงชื่อ...........................................ประธานกรรมการ/ประธานหลกั สูตร
(................................................)
............../................/............
ก
ช่ืองานวจิ ยั : การพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรูปแบบปญ หาเปน ฐาน
(PBL) รายวชิ าหนาทพ่ี ลเมือง ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ ๖
ผวู จิ ยั โรงเรียนบานหนองบวั นอ ย
ปริญญา
อาจารยทีป่ รึกษา : นางสาวจริ าภรณ สุนนท
ปการศกึ ษา : ครุศาสตรบณั ฑิต สาขาวิชาสังคมศกึ ษา
: อาจารยพนั ทิวา ทับภูมี
: ๒๕๖๔
บทคัดยอ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเ พือ่ ๑) เพือ่ พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะหข องผเู รียน
ดวยการจัดการเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน (PBL) รายวิชาหนาท่ีพลเมือง ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอย โดยใหนกั เรียนไมนอ ยกวา รอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ
และมคี ะแนนไมน อยกวา รอยละ ๗๐ ข้ึนไป ๒) เพ่ือพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ดวยการจดั การ
เรียนรโู ดยใชป ญหาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนาท่ีพลเมือง ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ ๖
โรงเรยี นบานหนองบัวนอ ย โดยใหน ักเรียนไมน อยกวา รอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมคี ะแนนไมนอ ย
กวา รอยละ ๗๐ ขนึ้ ไป ๓) เพือ่ ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรียนบา น
หนองบัวนอย ดวยกา รจัดการ เรีย นรูการใชปญ หาเปนฐาน (PBL) ราย วิชา หนา ท่ีพลเมือง
กลุมเปาหมายที่ใชในการวิจัย คือ นักเรียนที่กาํ ลังศึกษาชัน้ ประถมศึกษาปที่ ๖ ภาคเรียนท่ี ๒ ป
การศึกษา ๒๕๖๔ จํานวน ๑๑ คน เปนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยมี
เคร่ืองมือ ดงั น้ี ๑) แผนการจดั การเรยี นรู จาํ นวน ๓ แผน ๒) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
แบบปรนัย ๔ ตวั เลอื ก จํานวน ๓๐ ขอ ๓) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวเิ คราะห ปรนัย ๔
ตวั เลือก จํานวน ๒๐ ขอ ๔) แบบประเมินความพึงพอใจทม่ี ีตอ การจัดการเรียนรู สถิติทใ่ี ชในการ
วิเคราะหข อ มูล ไดแก ๑) คารอ ยละ (%) ๒) คาเฉลย่ี ( ̅) ๓) คา เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
ผลการวิจัยพบวา
๑. ผลการพัฒนาความสามารถในการคิดวเิ คราะห พบวา นักเรียนทําแบบทดสอบวัด
ความสามารถในการคิดวิเคราะหจํานวน ๒๐ ขอ มนี กั เรยี นผา นเกณฑจ ํานวน ๙ คน คดิ เปนรอยละ
๘๑.๘๑ คะแนนเฉล่ยี เทากับ ๑๕.๐๐ จากคะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน และมีนกั เรยี นไมผ า นเกณฑจาํ นวน
๒ คน คดิ เปนรอยละ ๑๘.๑๙ คะแนน
๒. ผลการวิเคราะหข อมลู จากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กอนเรียนและหลังเรียน
พบวา จากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นกอ นเรียน มนี ักเรยี นผา นเกณฑรอ ยละ ๗๐
ข
ขนึ้ ไป จํานวน ๕ คน คดิ เปนรอยละ ๔๕.๔๕ มคี ะแนนเฉลย่ี เทากับ ๑๙.๐๐ คดิ เปนคะแนนรอยละ
๖๓.๓๓ ของคะแนนเต็ม และมีนักเรียนไมผาน เกณฑ ๖ คน คิดเปนรอยละ ๕๔.๕๕ การทํา
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนหลงั เรยี น นักเรียนทุกคนมีคะแนนผา นเกณฑ รอยละ ๗๐ ขึ้น
ไป โดยมีคะแนนเฉลี่ยเทากบั ๒๑.๘๒ คิดเปน รอยละ ๗๒.๗๒ ของคะแนนเต็ม มีจาํ นวนนกั เรยี นผา น
เกณฑ ๑๑ คน คดิ เปน รอ ยละ ๑๐๐
๓. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบาน
หนองบัวนอ ย โดยใชรปู แบบปญหาเปนฐาน (PBL) รายวิชาหนา ทพ่ี ลเมือง รายการประเมิน พบวา
โดยรวม มีความพงึ พอใจอยใู นระดบั มาก ( = ๔.๓๒, S.D. = ๐.๑๓)
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
การวจิ ัย เรอ่ื ง การพฒั นาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรปู แบบปญหาเปน ฐาน
(PBL) รายวิชาหนา ท่พี ลเมอื ง ช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอย เลมน้ีสําเร็จสมบูรณ
ได ดว ยความกรุณาและความชว ยเหลือ ใหค าํ แนะนําอยางดยี ง่ิ จาก อาจารยพันทวิ า ทับภูมี อาจารย
ทป่ี รึกษาทกี่ รุณาใหค ําปรึกษา ตลอดจนการตรวจแกไ ขขอบกพรองตางๆ และใหกาํ ลงั ใจในการศกึ ษา
มาโดยตลอด ผูวิจัยขอขอบพระคุณเปนอยา งสงู
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผูเชยี่ วชาญทั้ง ๓ ทาน ไดแก ผศ.อนุสรณ นามทะราช
อาจารยวริ ตั น ทองภู และอาจารยส ริญญา มารศรี ท่ีไดใ หความอนุเคราะหในการตรวจสอบเครอ่ื งมือ
สําหรับใชในงานวจิ ัยและใหคําปรึกษาเพอื่ แกไขจนเครื่องมือท่ีใชในการวิจัยมคี วามถูกตองสมบูรณ
ครบถว น
ขอขอบพระคณุ ทา นผอู ํานวยการ คณะครู โรงเรียนบา นหนองบัวนอย ทอี่ ํานวยความสะดวก
ในการเก็บรวบรวมขอ มูลในระหวางการทําวิจัย ใหค ําแนะนํา และแกไขขอบกพรองใหงานวจิ ัยน้ี
สมบูรณย ิง่ ขึ้น
ขอขอบพระคุณคณาจารย นกั วิชาการทกุ ทา นทีเ่ ปน เจา ของหนงั สือและงานวจิ ัยที่มคี ุณคา ซ่ึง
ทา นไดเขยี นงานเอกสารไวใ หไดศ กึ ษาคนควา เพ่อื เปนขอมูลประกอบในการเขยี นงานวจิ ยั ในคร้ังนี้
ขอขอบคณุ เพอื่ น ครอบครวั และผทู ี่มีสว นเก่ียวของทุกทาน ที่ใหความชวยเหลือสนับสนุน
ใหคาํ แนะนาํ และใหกําลังใจตลอดการทาํ วจิ ัยในคร้ังนี้ ผูวิจยั หวงั เปน อยา งยิง่ วา งานวจิ ัยเลมน้ีจะเปน
ประโยชนแ กผูที่สนใจตอ ไป
นางสางจริ าภรณ สุนนท
ผูวจิ ัย
ค
สารบญั หนา
ก
เร่ือง ข
บทคัดยอ ค
กติ ติกรรมประกาศ จ
สารบัญ ฉ
สารบัญตาราง ๑
สารบัญภาพ ๑
บทที่ ๑ บทนาํ ๓
๓
๑.๑ ความเปน มาและความสาํ คัญของปญหาการวิจยั ๔
๑.๒ วตั ถุประสงคของการวิจยั ๖
๑.๓ ขอบเขตของการวิจยั
๑.๔ นิยามศพั ทเฉพาะในการวจิ ยั ๗
๑.๕ ประโยชนท ค่ี าดวาจะไดร บั ๗
๑๔
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวของ ๑๗
๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ๒๗
๒.๒ แนวคิดและทฤษฎีการจัดการเรยี นรูแบบใชป ญ หาเปน ฐาน (PBL) ๓๖
๒.๓ แนวคดิ และทฤษฎกี ารพฒั นาการคิดวิเคราะห
๒.๔ แนวคดิ และทฤษฎีแบบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ๔๓
๒.๕ แนวคดิ และทฤษฎกี ารวดั ความพงึ พอใจ ๔๖
๔๗
๒.๖ งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ ง ๔๗
๒.๗ กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ๔๘
บทที่ ๓ ระเบียบวธิ วี ิจัย ๔๘
๓.๑ รูปแบบการวิจยั
๓.๒ กลมุ เปาหมายทใี่ ชใ นการวิจยั ๕๓
๓.๓ เครือ่ งมอื ท่ีใชในการวจิ ัย ๕๔
๕๕
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ มูล
๓.๕ การวเิ คราะหข อมูล
๓.๖ สถิตทิ ่ีใชในการวจิ ัย
ง
สารบัญ (ตอ)
เร่ือง หนา
บทที่ ๔ ผลการวิเคระหขอ มลู ๕๖
๔.๑ ผลการพฒั นาความสามารถในการคดิ วเิ คราะหโดยใชร ปู แบบปญหาเปน ฐาน ๕๖
(PBL) รายวชิ าหนา ท่ีพลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปท่ี ๖
โรงเรียนบานหนองบัวนอย โดยใหนักเรยี นไมนอยกวารอ ยละ ๗๐ ผา นเกณฑ
และมีคะแนนไมน อยกวารอยละ ๗๐ ขนึ้ ไป
๔.๒ ผลการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวชิ าหนาท่พี ลเมอื ง ๕๗
ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบัวนอย โดยใชร ปู
แบบปญหาเปนฐาน (PBL) โดยใหนักเรยี นไมน อ ยกวา รอยละ ๗๐ ผา นเกณฑ
และมคี ะแนนไมน อยกวา รอ ยละ ๗๐ ขึน้ ไป
๔.๓ ผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี ๖ ๕๘
โรงเรยี นบา นหนองบวั นอ ย โดยใชรปู แบบปญ หาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนา ที่พลเมอื ง
๔.๔ องคความรใู หมท ไ่ี ดจากการวิจัย ๕๙
บทที่ ๕ สรุปผล อภปิ รายผลการวจิ ยั และขอ เสนอแนะ ๖๑
๕.๑ สรปุ ผลการศกึ ษา ๖๑
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ัย ๖๒
๕.๓ ขอ เสนอแนะ ๖๕
บรรณานุกรม ๖๖
ภาคผนวก ๗๑
ภาคผนวก ก รายชื่อผูเชย่ี วชาญตรวจสอบเครอื่ งมอื ท่ีใชใ นการวิจยั ๗๒
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คณุ ภาพเครอ่ื งมือโดยผเู ช่ียวชาญ ๗๔
ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะหข อ มลู เครื่องมอื โดยผูเ ช่ยี วชาญ ๑๐๑
ภาคผนวก ง เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ๑๐๙
ภาคผนวก จ ภาพประกอบการเก็บรวบรวมขอ มลู ๑๖๑
ประวัตผิ ูว ิจยั ๑๖๖
จ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา
ตารางที่ ๔.๑ แสดงผลการพัฒนาความสามารถในการคิดวเิ คราะห ๕๗
โดยใชรูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวชิ าหนาที่พลเมือง
ของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปท ี่ ๖ โรงเรยี นบา นหนองบัวนอ ย
ตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน รายวชิ าหนาทพ่ี ลเมอื ง ๕๗
ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรยี นบานหนองบัวนอ ย
โดยใชรปู แบบปญ หาเปน ฐาน (PBL)
ตารางที่ ๔.๓ แสดงผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษา ๕๘
ปที่ ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั โดยใชร ูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนาทพี่ ลเมอื ง
ตารางที่ ๔.๔ ผลวิเคราะหคะแนนความคดิ เห็นผเู ชยี่ วชาญดานความสอดคลอง ๑๐๒
ระหวา งแผนการจัดการเรียนรกู ับแผนการเรียนรูท ี่ ๑
เร่ือง มารยาทไทย
ตารางท่ี ๔.๕ ผลวเิ คราะหค ะแนนความคิดเห็นผูเ ช่ยี วชาญดานความสอดคลอง ๑๐๓
ระหวางแผนการจัดการเรียนรกู บั แผนการเรยี นรทู ่ี ๒
เรื่อง การสนทนา
ตารางที่ ๔.๖ ผลวิเคราะหคะแนนความคิดเหน็ ผเู ชี่ยวชาญดานความสอดคลอง ๑๐๔
ระหวา งแผนการจดั การเรยี นรูกับแผนการเรยี นรทู ่ี ๓
เรือ่ ง ขนบธรรมเนยี มประเพณีศลิ ปวฒั นธรรมไทยและภูมิปญ ญาไทย
ตารางที่ ๔.๗ ผลวิเคราะหค ะแนนความคิดเห็นผเู ช่ยี วชาญดานความสอดคลอง ๑๐๕
ระหวา งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกบั จุดประสงคการ
เรียนรู
ตารางท่ี ๔.๘ ผลวเิ คราะหคะแนนความคิดเหน็ ผูเช่ยี วชาญดานความสอดคลอง ๑๐๗
ระหวา งแบบทดสอบวดั ความสามารถการคิดวเิ คราะหกับจุด
ประสงคการเรียนรู
ตารางที่ ๔.๙ ผลวิเคราะหคะแนนความคิดเหน็ ผูเ ชยี่ วชาญดา นความสอดคลอ ง ๑๐๘
ระหวา งแบบประเมนิ ความพึงพอใจตอการจัดการเรียนรู
สารบญั ภาพ ฉ
ภาพท่ี หนา
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคิดการวิจยั ๔๖
ภาพที่ ๔.๑ องคความรูท ไ่ี ดจากงานวจิ ยั ๖๐
๑
บทท่ี ๑
บทนํา
๑.๑ ความเปน มาและความสําคัญของปญ หาการวจิ ัย
การศึกษาของประเทศไทยนับต้ังแตอดีตจนถึงปจจุบันเราจะเหน็ ไดวากิจกรรมการเรยี นการ
สอนของครผู สู อนและผเู รยี นนัน้ ยังไมคอยมีการพฒั นาเปลีย่ นแปลงมากนัก แมจ ะผา นมานานหลายป
กจิ กรรมการเรียนการสอนก็ยังคงเปน รูปแบบเดิม เทคนิคการเรยี นการสอนแบบเดิม ยังมีการเรียน
การสอนแบบทองจําเปนสว นมาก ทาํ ใหผ ูเรยี นสว นใหญข าดทกั ษะในดา นการคดิ วิเคราะหจึงจําเปน
อยางย่ิงที่ตอ งมีการพฒั นาทกั ษะดานการคิดวิเคราะหในชั้นเรียน เพ่ือพฒั นาผูเรยี นใหรจู ักคิดอยาง
เปน ขน้ั เปน ตอน การฝก ทกั ษะดานการคิดและการสอนคิดจงึ เปนเร่ืองสําคัญอยางยง่ิ การจัดการศึกษา
ท่ตี องพฒั นาและฝกฝนจนเกิดเปนทักษะติดตวั นักเรียนไปตลอดชีวิต การคิดอยา งมีจุดมุงหมาย มี
ทศิ ทาง มกี ระบวนการท่ีดี รอบคอบ จะทําใหไดคําตอบหรือบทสรุปที่มีคุณภาพ เช่อื มโยงไปสกู าร
กระทาํ หรือการดาํ รงชีวิตที่เหมาะสมของแตละบคุ คลตอไป เปาหมายของการเรียนการสอนเพ่ือให
นักเรยี นเกิดทักษะการคิดวิเคราะห ซ่ึงประกอบดวยระดับความคิดที่เนนการนําไปใช การวเิ คราะห
การสังเคราะห และการประเมนิ คา แตเดก็ ไทยก็ยังไมเปน ไปตามความตองการของสังคม0๑
การพัฒนาทกั ษะการคิดวเิ คราะห เปนกระบวนการคดิ วิเคราะหเ พื่อแกปญ หา โดยประโยชน
ของการคดิ วเิ คราะห ชวยใหเรารูขอเท็จจริง รูเหตุผลเบ้ืองหลังของสงิ่ ท่ีเกิดขึ้น เขาใจความเปนไป
เปนมาของเหตกุ ารณตางๆ เปนฐานความรใู นการนําไปใชใ นการตัดสินใจแกปญหา ชวยใหเ ราหา
เหตุผลท่สี มเหตสุ มผลใหก ับสิ่งท่ีเกดิ ขนึ้ จริง ชวยประมาณความนาจะเปน อันจะทําใหเ กิดความแมน ยํา
สงู กวาเดิม การพฒั นาความสามารถการคิดการคิดวเิ คราะห เปนทกั ษะท่ีมคี วามสําคญั ที่ ครผู ูสอนควร
ใหความสําคัญและนํามาเสริมทักษะในการเรยี นของผูเรียนเพือ่ ผูเรยี นจะไดมีความคิดอยางเปน
ขน้ั ตอน เพ่อื สรา งหรือพฒั นาสิง่ ใหมๆ ไดอยางมีประสิทธภิ าพ มกี ารคิดอยางเปนขน้ั ตอนและรอบ
๑ กรมวชิ าการ, พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่แี กไ ขเพ่มิ เตมิ ฉบบั ท่ี ๒, (กรุงเทพฯ :
ครุ ุภาลาลาดพรา ว, ๒๕๔๖), หนา ๘๕.
๒
คอบ ดงั นน้ั ในการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห ครูจึงจะตอ งมีกระบวนการที่นาํ ไปใชในการ
จัดการเรียนใหเหมาะสมกับวัยของผูเรียน1 ๒
รปู แบบการใชปญ หาเปน ฐาน (PBL) เปน กระบวนการจัดการเรียนรโู ดยเรม่ิ ตน จากปญหาที่
เกดิ ข้นึ ซงึ่ ตอ งเปนปญหาท่ใี กลตัวและพบเจอในชีวิตประจําวัน เพราะผูเรยี นจะรับทราบและเขาถึงตัว
ผเู รียนไดงาย และสรางองคค วามรใู หเกิดข้ึนโดยใชกระบวนการทํางานแบบกลุม เพอ่ื ใหเ กิดการ
แกป ญ หาดังกลาวได ทาํ ใหต ัวของปญ หานน้ั คือจุดสําคัญของการจัดการเรียนรรู ปู แบบนี้ ทั้งน้ีเพือ่ ให
เกดิ ประสิทธิภาพสูงสดุ จงึ ไดนํารูปแบบการใชปญหาเปนฐาน (PBL) เขามาประยุกตใ ชเก่ียวกบั การ
พัฒนาทกั ษะการคดิ วเิ คราะห ซง่ึ รปู แบบการใชปญ หาเปน ฐาน (PBL) แบงออกเปน ๖ ข้นั ตอน ดังนี้
ข้ันท่ี ๑ กําหนดปญหา ขั้นที่ ๒ ทําความเขา ใจกับปญหา ข้ันท่ี ๓ ดาํ เนินการศึกษาคน ควา ขน้ั ที่ ๔
สังเคราะหความรู ขน้ั ท่ี ๕ สรปุ และประเมินคา ของคาํ ตอบ ขั้นที่ ๖ นําเสนอและประเมินผลงาน2๓
จากบริบทของโรงเรียนบานหนองบัวนอย ตําบลหนองตูม อําเภอเมืองขอนแกน จังหวัด
ขอนแกน ท่ีมีการจัดการเรยี นรูท ี่เนน การใชโจทยสถานการณและปญหาปลายเปดในการขับเคลอ่ื น
กระบวนการเรยี นรูของผูเรยี น โดยที่ผเู รียนแตละคนเปนผนู าํ เสนอวธิ ีการแกป ญหาของตน เกดิ การ
แลกเปล่ียนเรยี นรรู ว มกันในช้ันเรยี น เพ่ือเรียนรูว ิธีการคิดและวธิ ีการทําความเขาใจท้ังของตนเองและ
ของผูอ่นื รวมกันนั้นแนวทางในการปรับตวั เขา กับความเปล่ียนแปลงของยุคสมัยในปจ จบุ ัน การพฒั นา
ความสามารถการคิดวเิ คราะห โดยใชร ูปแบบปญ หาเปนฐาน (PBL) จึงเปนสิง่ ที่สาํ คัญ และจากการ
สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ ปการศกึ ษา ๒๕๖๔ ในรายวิชาหนาที่พลเมือง
โรงเรียนบานหนองบัวนอย ผูวิจัยพบวานักเรียนยงั ไมสามารถคดิ วเิ คราะหไ ดดีเทาทค่ี วร อีกทัง้ ขาด
ความกระตือรอื รนในการคดิ วเิ คราะห และจากการปฏิบัตกิ ารสอนสอนในสถานศึกษาพบวา เมอ่ื มี
คาํ ถามท่ีตอ งใชการคดิ วิเคราะห ในการตอบคําถาม นักเรียนไมสามารถตอบไดทันที ตอ งใชเวลาใน
การคดิ วเิ คราะหน านพอสมควร รวมถงึ จากการทําใบกจิ กรรมนักเรียนยังไมสามารถระบุปญหา สาเหตุ
และผลกระทบท่เี กิดขึน้ จากสถานการณท ี่ครผู ูสอนกาํ หนดข้ึนได ซ่ึงครคู วรจะตองพฒั นาความสามารถ
ของนกั เรียนในการคิดวเิ คราะหน ้ีใหดี และมปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ขึน้
ครูผูสอนสามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห โดยใชรูปแบบการใชปญหาเปนฐาน (PBL)
มาใชพ ัฒนาทักษะของผเู รียนไดเ นอื่ งจากรปู แบบการใชป ญหาเปน ฐาน (PBL) เปนกระบวนการจัดการ
เรยี นรูโดยใชปญหาใกลตวั ของผูเรยี น ซ่ึงทําใหงา ยตอ การพัฒนาทักษะการคิดวเิ คราะห ซงึ่ สามารถ
๒ กษมา วรวรรณ ณ อยุ ธยา, ทักษะการคิด วิเค ราะห . [ ออนไลน] . (๒๕ ๕๐ ), แหลง ท่ีม า
:http://www.google.co.th. สบื คนเมื่อ : ๒๐ มถิ ุนายน ๒๕๖๐.
๓ สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, แนวทางการจดั การเรียนรูท่ีเนนผูเรยี นเปน สําคัญ ๓ การเรียนรู
แบบใชปญ หาเปน ฐาน, พิมพค รง้ั ท่ี ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพค รุสภา, ๒๕๕๐).
๓
นาํ มาประยกุ ตโดยการใชขั้นตอนการจัดการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐานนั้นมาเปนกรอบแนวคดิ หรือ
วิธีคิดอยางเปนข้ันตอนใหกบั ผูเรียนไดคิดตอยอด ซึ่งจะทําใหผูเรียนไดพัฒนาทักษะดานการคิด
วิเคราะหอ ยางมปี ระสทิ ธิภาพ และสามารถนําไปประยกุ ตใ ชก บั การเรยี นและการดาํ รงชีวิตประจาํ วัน
ได
ดวยเหตุผลดังกลาวจึงทําใหผูวิจัย สนใจที่จะศึกษาการพัฒนาความสามารถการคิดวเิ คราะห
โดยใชรูปแบบปญหาเปน ฐาน (PBL) รายวชิ าหนาทพี่ ลเมือง ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี ๖
โรงเรียนบา นหนองบวั นอย เพ่ือสงเสริมใหผูเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะหตามทกั ษะการ
เรียนในยคุ ศตวรรษที่ ๒๑ ท่ีตองมกี ารพฒั นาและใหท นั ตอการเปลี่ยนแปลงของสังคมการศึกษาในยุค
ปจจบุ นั และในอนาคต อันจะสงผลดตี อการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของผูเรียน ซึ่งเปน กําลังสําคัญใน
การพัฒนาประเทศในอนาคตและสามารถดาํ รงชีวิตอยใู นสงั คมไดอยางมคี วามสขุ
๑.๒ วตั ถุประสงคงานวิจยั
๑. เพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะหของผูเ รียน ดวยการจัดการเรียนรูโดยใช
ปญ หาเปน ฐาน (PBL) รายวิชาหนาท่ีพลเมอื ง ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๖ โรงเรยี นบานหนอง
บัวนอ ย โดยใหนกั เรยี นไมน อยกวารอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมคี ะแนนไมน อ ยกวารอยละ ๗๐ ขึน้ ไป
๒. เพือ่ พฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ดว ยการจัดการเรยี นรูโดยใชป ญหาเปนฐาน (PBL)
รายวิชาหนาทพ่ี ลเมอื ง ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบวั นอย โดยใหน ักเรียน
ไมน อยกวารอ ยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมนอ ยกวารอยละ ๗๐ ขึ้นไป
๓. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี ๖ โรงเรียนบา นหนองบวั นอ ย
ดวยการจัดการเรยี นรูก ารใชป ญ หาเปนฐาน (PBL) รายวชิ าหนาท่พี ลเมือง
๑.๓ ขอบเขตการวิจยั
๑.๓.๑ ขอบเขตดา นเน้อื หา
ผูว ิจัยไดศกึ ษาแนวคิดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานที่เกย่ี วของกับ
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาช้ันปท่ี ๖ รายวิชาหนาท่ีพลเมอื ง โดยใชหนวยการเรียนรูท ี่ ๑ เร่ือง ลา้ํ คาภูมิ
ปญ ญาไทย โดยใชแผนจัดการเรียนรูจํานวน ๓ แผน ประกอบดวย ๑) มารยาทไทย ๒) การสนทนา
และ ๓) ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภมู ปิ ญญาไทย
ตวั แปรทจ่ี ะศกึ ษา
ตัวแปรตน คือ การจัดการเรียนรูโ ดยใชปญ หาเปนฐาน (PBL) รายวิชาหนาที่
พลเมอื ง
๔
ตัวแปรตาม คือ ๑) ความสามารถการคิดวเิ คราะห ๒) ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
และ ๓) ความพึงพอใจของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปท ี่ ๖
๑.๓.๒ ขอบเขตดานกลุมเปาหมาย
กลุมเปาหมาย นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี ๖ ของโรงเรียนบานหนองบัวนอย
ทก่ี าํ ลงั ศกึ ษาอยใู นภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๔ จาํ นวน ๑๑ คน เปน ชาย ๕ คน เปนหญิง ๖ คน
๑.๓.๓ ขอบเขตดานสถานที่
โรงเรียนบานหนองบัวนอย อําเภอเมือง จังหวัดขอนแกน สํานักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษาประถมศึกษา เขต ๑
๑.๓.๔ ขอบเขตดานระยะเวลา
การวิจัยในครง้ั นี้ ผวู ิจยั ไดใชร ะยะในการดําเนนิ งานวจิ ยั ภาคเรียนที่ ๒/๒๕๖๔ รวม
ระยะเวลา ๔ เดอื น ต้ังแต พฤศจกิ ายน – มนี าคม ๒๕๖๕
๑.๔ นยิ ามศัพทเฉพาะ
ความสามารถการคิดวเิ คราะห หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาไตรตรองแกปญ หาที่
แมนยาํ มีความละเอียดในการจาํ แนกแยกแยะ เปรียบเทียบขอ มูลเรื่องราวเหตุการณต างๆอยาง
ชาํ นาญ โดยการหาหลักฐานที่มีความสัมพันธเชื่อมโยงหรือขอมูลที่นาเช่ือถือมาสนับสนุนหรอื ยืนยัน
เพ่อื พิจารณาอยา งรอบคอบกอนตัดสนิ ใจเช่ือหรอื สรปุ (Bloom’s Taxonomy ค.ศ. 2001) การเรียนรู
ตามทฤษฎีของบลูม ซึง่ แบงเปน ๓ ดาน คือ ดา นพุทธิพิสยั ดา นจิตพิสยั และดา นทกั ษะพสิ ัย โดยใน
แตล ะดานจะมกี ารจําแนกระดับความสามารถจากตํ่าสดุ ไปถงึ สูงสุด แบงการเรียนรูเ ปน ๖ ระดับ คือ
๑.การจาํ ๒.การเขาใจ ๓.การประยกุ ตใช ๔.การวิเคราะห ๕.การสังเคราะห ๖.การประเมนิ คา 3๔
การจัดการเรียนรูแบบปญหาเปนฐาน (PBL) หมายถึง เปนจัดการเรียนรูท่ีเนนในสิ่งท่ี
ผูเรียนอยากเรยี นรู โดยส่ิงท่ีอยากเรียนรูดังกลาวจะตองเริ่มมาจากปญหาที่เด็กสนใจหรือพบใน
ชวี ิตประจําวันท่ีมีเน้อื หาเก่ียวขอ งกับบทเรียน อาจเปนปญหาของตนเองหรือปญ หาของกลมุ ซึ่งครู
จะตองมีการปรับเปลีย่ นแผนการจดั การเรยี นรตู ามความสนใจของเด็กตามความเหมาะสม จากนนั้ ครู
และเด็กรว มกนั คดิ กิจกรรมการเรียนรูเก่ียวกบั ปญหานั้น โดยปญหาทจี่ ะนาํ มาใชในการจัดการเรยี นรู
บางคร้ังอาจเปนปญหาของสังคมที่ครเู ปนผกู ระตุนใหเด็กคดิ จากสถานการณ ขาว เหตุการณตา งๆ ที่
เกิดขึ้น จะเนนท่ีกระบวนการเรยี นรขู องเด็ก เด็กตองเรียนรจู ากการเรียน (learning to learn) เนน
ปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนในกลุม การปฏิบัติและการเรียนรูรวมกัน (Collaborative Learning)
นาํ ไปสูการคนควาหาคาํ ตอบหรือสรางความรูใหมบนฐานความรูเดิมที่ผูเรียนมมี ากอนหนานี้ การ
๔ วนชิ สธุ ารตั น, ความคดิ วิเคราะหแ ละความคิดสรางสรรค, (กรุงเทพ ฯ : สุวรี ยิ าสาสน, ๒๕๔๗).
๕
จดั การเรียนรูโดยใชปญหาเปนฐาน เปนหนงึ่ ในแนวการจัดการเรียนรูที่เหมาะสมกับการศกึ ษาใน
ศตวรรษที่ ๒๑ เพราะเปนหนง่ึ ในแนวการจดั การเรยี นรูท่ีเนนผูเรียนเปนสาํ คญั โดยสามารถนาํ มาใช
กับผเู รยี นแทบทุกระดบั ช้ัน โดยขน้ึ อยูกบั การคนหาปญหาที่เหมาะสมกบั พ้นื ฐานความรขู องผเู รียน
สําหรับขั้นตอนการจัดการเรียน รูโดยใชปญหา เปน ฐา นน้ัน โดย ใชของ (McMaster
University, ค.ศ. 1967) ประกอบดวย ๖ ขนั้ ตอน อันไดแ ก4๕
ขั้นที่ ๑ กาํ หนดปญ หา
ผสู อนสรา งสถานการณต าง ๆ เพ่อื กระตุนผูเรียน โดยอาจเปน การแนะนําแนวทาง
ยกตวั อยางสถานการณ หรือถามคําถามทใ่ี หค ดิ ตอ เพื่อใหผูเรียนเกิดความสนใจและมองเหน็ ปญ หา มี
โอกาสเลือกเฟนและเสนอปญหาที่หลากหลาย และสามารถแบงกลุมตามความสนใจ ซึ่งกอนท่ีจะ
กาํ หนดปญ หาน้นั ครูผูสอนควรทดสอบความรพู ้ืนฐานของผูเรียนเสยี กอ น เพ่ือใชเ ปน ขอมูลในการ
กาํ หนดปญหา ซ่ึงตอ งเหมาะสมกับความรพู ืน้ ฐานทีผ่ ูเรยี น
ขนั้ ที่ ๒ ทาํ ความเขา ใจกับปญหา
ผูสอนจะกระตนุ ผเู รียนดว ยคําถามหรือการเสริมแรง เพ่ือใหผเู รยี นทําความเขา ใจกับ
ปญหาที่อยากรู โดยเนน ใหเกิดการระดมสมอง เพือ่ หาแนวทางและวิธีการในการหาคําตอบ โดยมี
ครูผูสอนคอยดแู ลตรวจสอบเพอ่ื ใหเ กดิ ความถูกตอง
ขั้นท่ี ๓ ดําเนนิ การศกึ ษาคนควา
ผูเรียนจะตองดําเนินการศึกษาคนควาอยางเปนระบบรวมกัน โดยมีการกําหนด
กตกิ า วางเปา หมาย และดาํ เนนิ กจิ กรรมตามระยะเวลาท่ีกําหนด โดยมีครผู ูสอนคอยใหคาํ ชี้แนะและ
อํานวยความสะดวก
ขั้นท่ี ๔ สังเคราะหค วามรู
ผเู รียนแตละคนสงั เคราะหความรูท ี่ไดจากการคนควา โดยมีการนําเสนอกันภายใน
กลุม เพ่ือหาขอสรุป ทบทวนและตรวจสอบความถูกตอง โดยมีครูผสู อนถามคาํ ถามโดยกระตุนให
ผเู รียนมกี ารแลกเปล่ียนความคิดเห็นและเกิดความคดิ รวบยอด
ขน้ั ที่ ๕ สรุปและประเมนิ คาของคําตอบ
ผเู รียนแตละกลุมนําขอสรุปท่ีไดม าสรางเปนองคความรูใหม และเลือกวิธีที่จะ
นาํ เสนอสภู ายนอก โดยผานความเห็นชอบจากครูผูสอนในการตรวจสอบความถกู ตอง และความ
เหมาะสมในการนาํ เสนอ
๕ สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา, แนวทางการจดั การเรยี นรูท เี่ นน ผเู รียนเปน สําคญั ๓ การเรยี นรู
แบบใชปญ หาเปนฐาน, พมิ พค รง้ั ท่ี ๒, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพครสุ ภา, ๒๕๕๐).
๖
ข้ันท่ี ๖ นาํ เสนอและประเมนิ ผลงาน
ผูเรียนแตละกลุมนําองคความรูท่ีไดไปนําเสนอตามวิธีการที่ไดกําหนดไว เพ่ือ
เผยแพรอ อกสูสาธารณะ โดยครูผูสอนประเมินผลการเรียนรูจากการดําเนินงานของผเู รยี นตามสภาพ
จริง
การพัฒนาความสาม ารถการคิดวิเคราะห หมายถึง ผลท่ีไดจ ากการทําแบบทดสอบ
ความสามารถการคิดวิเคราะหทผี่ วู จิ ัยสรา งข้นึ ตามแนวคดิ ของ (Bloom’s Taxonomy , ค.ศ. 2001)
แบง การเรยี นรเู ปน ๖ ระดับ คือ ๑.การจํา ๒.การเขา ใจ ๓.การประยกุ ตใช ๔.การวิเคราะห ๕.การ
สงั เคราะห ๖.การประเมนิ คา และสรางแบบทดสอบเปน แบบปรนัย ๔ ตวั เลอื ก จํานวน ๒๐ ขอ โดย
ใหนักเรยี นไมน อ ยกวา รอยละ ๗๐ ผานเกณฑ และมีคะแนนไมน อ ยกวา รอยละ ๗๐ ขึน้ ไป
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนหลังเรียนท่ีนักเรียนทําไดจาก
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ทเ่ี รียนโดยใชว ธิ ีการจดั การเรียนรกู ารใชปญหาเปน ฐาน (PBL)
รายวชิ าหนา ท่ีพลเมือง ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ๖ ท่ีผูศึกษาสรางขึ้น จํานวน ๓๐ ขอ เปนแบบทดสอบ
ปรนัยชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก ใหนักเรียนไมน อยกวารอยละ ๗๐ มคี ะแนนผานเกณฑร อยละ ๗๐
ข้ึนไป
แบบสอบถามความพึงพอใจ หมายถึง แบบวัดความพึงพอใจของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษา
ปที่ ๖ โรงเรยี นบานหนองบวั นอย เกยี่ วกับการเรยี นการสอนโดยใชปญหาเปนฐาน (PBL) ในสาระการ
เรยี นรทู ี่ ๒ หนว ยท่ี ๑ เร่อื ง ลา้ํ คาภมู ปิ ญญาไทย ในรายหนาที่พลเมอื ง จํานวน ๑๐ ขอ แบง เกณฑการ
ใหค ะแนนเปน ๕ ระดับ คือ มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง นอ ย และนอ ยที่สดุ
๑.๕ ประโยชนท ี่ไดรบั จากการวจิ ัย
๑.๕.๑ นกั เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทส่ี ูงข้ึน และไดพัฒนาความสามารถในการคิด
วิเคราะหตามกระบวนการและขั้นตอนไดอยา งเหมาะสม
๑.๕.๒ ไดรูปแบบการพฒั นาความสามารถในการคดิ วิเคราะห โดยใชร ูปแบบปญหาเปนฐาน
(PBL)
๑.๕.๓ สามารถนํารปู แบบการจัดการเรยี นรแู บบปญหาเปนฐาน (PBL) ไปประยกุ ตใชใ นการ
จัดการเรยี นรรู ายวิชาอน่ื ได
๗
บทท่ี ๒
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ ง
การวิจยั เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห โดยใชรปู แบบปญหาเปนฐาน
(PBL) รายวิชาหนาท่ีพลเมือง ชั้นประถมศึกษาปท่ี ๖ โรงเรียนบานหนองบัวนอย ผวู ิจัยไดศกึ ษา
แนวคิด ทฤษฎีและงานวจิ ยั ที่ เก่ียวขอ งเสนอตามลาํ ดบั หัวขอ ดังตอไปนี้
๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๒.๒ แนวคดิ และทฤษฎีการจดั การเรยี นรูแบบใชปญ หาเปนฐาน (PBL)
๒.๓ แนวคิดและทฤษฎกี ารพฒั นาการคิดวเิ คราะห
๒.๔ แนวคิดและทฤษฎผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
๒.๕ แนวคดิ และทฤษฎคี วามพึงพอใจ
๒.๖ งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วขอ ง
๒.๗ กรอบแนวคิดการวิจยั
๒.๑ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑5๖
กระทรวงศกึ ษาธิการ (๒๕๕๑) ไดดําเนินการจดั ทําหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน
เพ่ือเปนแนวทางสําหรบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรใู นสถานศกึ ษาตา งๆ ซงึ่ มรี ายละเอยี ดดังนี้
๒.๑.๑ วสิ ยั ทัศน
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานมุงพฒั นาผูเรียนทกุ คนซ่ึงเปนกําลงั ของชาติ
ใหเปน มนษุ ยท ่มี ีความสมดุลทั้งดานรา งกาย ความรู คุณธรรม มีจติ สาํ นึกในความเปน พลเมอื งไทยและ
เปน พลโลกยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข มี
ความรูแ ละทักษะพ้ืนฐาน รวมทงั้ เจตคติ ทีจ่ ําเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศกึ ษา
ตลอดชีวิต โดยมงุ เนนผเู รยี นเปน สําคัญบนพื้นฐานความเชอ่ื วา ทุกคนสามารถเรียนรแู ละพฒั นาตนเอง
ไดเต็มตามศักยภาพ
๖ กระทรวงศึกษาธิการ, หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ: คุรุ
สภาลาดพรา ว.๒๕๕๑), หนา ๘๙.
๘
๒.๑.๒ หลกั การ
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน มีหลักการท่ีสาํ คัญ ดงั นี้
๑. เปนหลักสตู รการศกึ ษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจดุ หมายและมาตรฐาน
การเรียนรูเปนเปา หมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทกั ษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบน
พืน้ ฐาน ของความเปน ไทยควบคูกบั ความเปน สากล
๒. เปนหลกั สตู รการศกึ ษาเพื่อปวงชน ท่ปี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดรบั การศึกษา
อยางเสมอภาค และมีคณุ ภาพ
๓. เปนหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอํานาจ ใหส งั คมมีสว นรวมในการจัด
การศกึ ษาใหส อดคลองกบั สภาพและความตองการของทอ งถนิ่
๔. เปนหลกั สูตรการศกึ ษาท่มี ีโครงสรางยืดหยุนท้ังดานสาระการเรยี นรู เวลาและ
การจดั การเรียนรู
๕. เปนหลกั สตู รการศกึ ษาท่ีเนน ผูเรียนเปน สําคัญ
๖. เปน หลักสูตรการศึกษาสําหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัย
ครอบคลุมทกุ กลุมเปา หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู และประสบการณ
๒.๑.๓ จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มี
ความสุขมศี ักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชพี จงึ กําหนดเปน จุดหมายเพอื่ ใหเกิดกับผูเ รยี น
เมอ่ื จบการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน ดงั นี้
๑. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา นิยมที่พงึ ประสงค เหน็ คุณคาของตนเอง มีวนิ ัยและ
ปฏิบตั ติ นตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถอื ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ
พอเพียง
๒. มีความรู ความสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแกปญ หา การใชเทคโนโลยี
และมีทกั ษะชีวติ
๓. มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจติ ทด่ี ี มีสขุ นิสัย และรักการออกกําลงั กาย
๔. มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่ันในวถิ ีชีวิต
และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมุข
๕. มจี ิตสํานึกในการอนรุ กั ษว ฒั นธรรมและภมู ปิ ญ ญาไทย การอนรุ กั ษแ ละพฒั นา
สงิ่ แวดลอ ม มีจิตสาธารณะทม่ี ุง ทําประโยชนและสรา งสิ่งท่ีดีงามในสังคม และอยรู ว มกนั ในสงั คมอยา ง
มีความสุข
๙
๒.๑.๔ สมรรถนะสําคญั ของผเู รยี น
ในการพัฒนาผเู รียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน มุงเนนพัฒนา
ผเู รียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานที่กําหนด ซ่ึงจะชวยใหผูเ รียนเกดิ สมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงคดงั นี้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุงใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสําคัญ ๕
ประการ ดงั นี้
๑. ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถในการรบั และสงสาร มีวฒั นธรรม
ในการใชภ าษาถายทอดความคดิ ความรคู วามเขา ใจ ความรสู ึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียน
ขอมลู ขาวสารและประสบการณอันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทงั้ การเจรจา
ตอรองเพอ่ื ขจัดและลดปญ หาความขดั แยงตา งๆ การเลอื กรับหรือไมร ับขอ มูลขา วสารดวยหลักเหตผุ ล
และความถูกตอ ง ตลอดจนการเลือกใชว ิธีการสอ่ื สาร ท่ีมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถงึ ผลกระทบทเี่ กิดข้ึน
ตอ ตนเองและสังคม
๒. ความสามารถในการคดิ เปนความสามารถในการคิดวเิ คราะห การคิดสงั เคราะห
การคิด อยางสรางสรรค การคิดอยา งมวี ิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพือ่ นําไปสูการสรางองค
ความรหู รือสารสนเทศเพอ่ื การตัดสนิ ใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมไดอยางเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแกป ญ หา เปนความสามารถในการแกปญ หาและอปุ สรรค
ตางๆ ที่เผชิญไดอ ยางถูกตอ งเหมาะสมบนพนื้ ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ
เขาใจความสัมพันธและการเปลยี่ นแปลงของเหตุการณตา งๆ ในสังคม แสวงหาความรู ประยุกต
ความรูมาใชใ นการปองกนั และแกไขปญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธภิ าพโดยคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบ
ทเ่ี กิดขึ้น ตอตนเอง สงั คมและสิง่ แวดลอม
๔. ความสามารถในการใชทกั ษะชีวติ เปน ความสามารถในการนํากระบวนการตา งๆ
ไปใชใ นการดําเนนิ ชวี ิตประจําวนั การเรยี นรดู ว ยตนเอง การเรียนรอู ยา งตอเนอื่ ง การทํางาน และการ
อยูรวมกันในสังคมดวยการสรา งเสริมความสัมพันธอันดีระหวา งบุคคลการจัดการปญหาและความ
ขดั แยง ตา งๆ อยา งเหมาะสม การปรบั ตัวใหท ันกบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอมและ
การรูจักหลีกเลยี่ งพฤติกรรมไมพึงประสงคท่ีสง ผลกระทบตอตนเองและผูอ ืน่
๕. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือก และใช
เทคโนโลยดี า นตางๆ และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในดาน
การเรยี นรกู ารสือ่ สาร การทํางาน การแกป ญ หาอยางสรา งสรรค ถูกตอง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
๑๐
๒.๑.๕ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค เพ่อื ใหสามารถอยูรว มกับผูอ ่ืนในสังคมไดอยางมคี วามสขุ ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพล
โลก ดังน้ี
๑. รักชาติ ศาสน กษัตริย
๒. ซือ่ สัตยสุจริต
๓. มีวนิ ัย
๔. ใฝเรียนรู
๕. อยอู ยา งพอเพียง
๖. มุง ม่นั ในการทาํ งาน
๗. รักความเปนไทย
๘. มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมให
สอดคลองตามบรบิ ท และจุดเนน ของตนเอง
๒.๑.๖ มาตรฐานการเรียนรู
การพัฒนาผูเรยี นใหเ กดิ ความสมดลุ ตองคํานึงถงึ หลกั พฒั นาการทางสมองและ พหุ
ปญ ญาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงกําหนดใหผ ูเรยี นเรยี นรู ๘ กลมุ สาระการเรยี นรู
ดังน้ี
๑. ภาษาไทย
๒. คณติ ศาสตร
๓. วิทยาศาสตร
๔. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
๕. สขุ ศึกษาและพลศึกษา
๖. ศลิ ปะ
๗. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
๘. ภาษาตา งประเทศ
ในแตล ะกลมุ สาระการเรยี นรูไดก าํ หนดมาตรฐานการเรียนรเู ปน เปาหมายสาํ คญั ของ
การพัฒนาคุณภาพผูเรยี น มาตรฐานการเรยี นรรู ะบุส่งิ ท่ีผูเรียนพึงรปู ฏิบัติไดม ีคุณธรรมจริยธรรมและ
คานยิ ม ที่พงึ ประสงคเมื่อจบการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรูยังเปนกลไกสาํ คัญ
ในการขบั เคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะสะทอนใหทราบวา ตองการ
อะไร จะสอนอยางไร และประเมนิ อยางไร รวมทงั้ เปนเครอื่ งมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน
๑๑
คณุ ภาพการศึกษาโดยใชระบบการประเมนิ คุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอกซ่ึง
รวมถึงการทดสอบระดบั เขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อ
ประกนั คุณภาพดังกลา วเปน ส่งิ สาํ คญั ที่ชวยสะทอนภาพการจดั การศึกษาวา สามารถพัฒนาผูเรยี นใหมี
คุณภาพตามทมี่ าตรฐานการเรียนรูก ําหนดเพยี งใด
๒.๑.๖ ตัวชวี้ ดั
ตัวชีว้ ัดระบุส่ิงท่นี ักเรียนพึงรแู ละปฏิบตั ิได รวมทงั้ คุณลักษณะของผูเรียนในแตละ
ระดบั ช้ันซงึ่ สะทอนถงึ มาตรฐานการเรียนรู มคี วามเฉพาะเจาะจงและมคี วามเปนรปู ธรรม นําไปใชใน
การกําหนดเนื้อหา จัดทําหนวยการเรยี นรู จดั การเรียนการสอน และเปนเกณฑสาํ คญั สาํ หรบั การวัด
ประเมนิ ผลเพอ่ื ตรวจสอบคุณภาพผูเรยี น
๑. ตวั ช้ีวัดชน้ั ป เปน เปา หมายในการพัฒนาผูเรยี นแตล ะช้ันปในระดบั การศึกษาภาค
บังคับ
(ประถมศกึ ษาปที่ ๑ – มธั ยมศกึ ษาปท่ี ๓)
๒. ตัวชี้วดั ชวงชั้น เปนเปา หมายในการพัฒนาผูเรียนในระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
(มัธยมศึกษาปท ่ี ๔ – ๖)
๒.๑.๘ สาระและมาตรฐานการเรียนรู กลมุ สาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม
กลุมสาระการเรียนรูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมวา ดวยการอยรู วมกนั ใน
สงั คม ท่มี ีความเชื่อมสัมพันธกัน และมคี วามแตกตางกนั อยางหลากหลาย เพ่ือชวยใหสามารถปรับ
ตนเองกบั บริบทสภาพแวดลอ ม เปนพลเมอื งดี มีความรบั ผิดชอบ มีความรู ทักษะ คุณธรรม และ
คานิยมท่เี หมาะสม โดยไดกาํ หนดสาระตางๆ ไว ดงั นี้
ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพ้ืนฐานเก่ยี วกับศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม
หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทต่ี นนบั ถือ การนําหลกั ธรรมคาํ สอนไปปฏิบัตใิ นการพัฒนา
ตนเอง และการอยรู ว มกันอยา งสนั ติสขุ เปน ผกู ระทาํ ความดี มีคานิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยูเสมอ
รวมทัง้ บาํ เพญ็ ประโยชนต อ สังคมและสวนรวม
หนาทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดาํ เนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม
ปจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ลักษณะและ
ความสําคญั การเปนพลเมืองดี ความแตกตา งและความหลากหลายทางวฒั นธรรม คา นิยม ความเชื่อ
ปลูกฝงคา นิยมดานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข สิทธิ หนาที่ เสรภี าพการ
ดาํ เนนิ ชวี ติ อยา งสนั ติสุขในสงั คมไทยและสังคมโลก
๑๒
เศรษฐศาสตร การผลิต การแจกจา ย และการบริโภคสินคาและบริการ การบรหิ าร
จดั การทรพั ยากรทมี่ ีอยูอยางจํากัดอยางมีประสิทธิภาพ การดํารงชีวิตอยา งมีดุลยภาพ และการนํา
หลักเศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชใ นชีวติ ประจําวนั
ประวัติศาสตร เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร วิธีการทางประวัติศาสตร
พฒั นาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปจจุบัน ความสัมพันธและเปล่ียนแปลงของเหตกุ ารณตางๆ
ผลกระทบทเ่ี กิดจากเหตกุ ารณส ําคัญในอดีต บุคคลสําคัญทีม่ อี ทิ ธิพลตอการเปล่ียนแปลงตา งๆ ในอดีต
ความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภมู ิปญ ญาไทย แหลงอารยธรรมทีส่ าํ คญั ของโลก
ภูมิศาสตร ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหลงทรพั ยากรและ
ภูมิอากาศของประเทศไทย และภมู ิภาคตา ง ๆ ของโลก การใชแ ผนทแ่ี ละเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร
ความสัมพันธกันของส่งิ ตางๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธข องมนุษยกับสภาพแวดลอมทาง
ธรรมชาติ และสิ่งทม่ี นุษยส รา งข้ึน การนาํ เสนอขอมูลภูมิสารสนเทศ การอนรุ กั ษสิ่งแวดลอมเพ่ือการ
พัฒนาท่ียง่ั ยืน
สาระและมาตรฐานการเรียนรู
สาระท่ี ๑ ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู และเขาใจประวัติ ความสําคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอ่ืน มี
ศรัทธาที่ถูกตอง ยึดม่ัน และปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่ออยู
รวมกันอยา งสันติสุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เขาใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเปนศาสนิกชนท่ีดี และธํารง
รักษาพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาทต่ี นนบั ถือ
สาระที่ ๒ หนาท่พี ลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาํ เนินชีวติ ในสังคม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เขาใจและปฏิบัติตนตา มหนาที่ของการเปนพลเมืองดี มี
คานยิ มทดี่ ีงาม และธํารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย
ดาํ รงชีวติ อยูรว มกนั ในสังคมไทย และ สังคมโลกอยา งสันติสขุ
มาตรฐาน ส ๒.๒ เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจจุบัน ยึดม่ัน
ศรัทธาและธาํ รงรกั ษาไวซ ่งึ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อันมีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร
มาตรฐาน ส.๓.๑ เขาใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรัพยากรในการผลติ และ
การบรโิ ภคการใชทรัพยากรท่ีมอี ยูจ ํากัดไดอยา งมี
ประสิทธภิ าพและคุมคา รวมทั้งเขา ใจหลักการของเศรษฐกิจ
๑๓
พอเพยี ง เพ่ือการดาํ รงชวี ติ อยางมดี ุลยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒ เขาใจระบบ และสถาบนั ทางเศรษฐกิจตางๆ ความสัมพันธ
ทางเศรษฐกิจ และความจําเปน ของการรวมมือกันทา ง
เศรษฐกิจในสงั คมโลก
สาระที่ ๔ ประวตั ศิ าสตร
มาตรฐาน ส ๔.๑ เขาใจความหมาย ความสํา คัญของเวลาและยุคสมัยทา ง
ประวัติศา สตรสามา รถใชวิธีกา รทางประวัติศา สตรมา
วเิ คราะหเหตุการณต างๆ อยางเปนระบบ
มาตรฐาน ส ๔.๒ เขาใจพฒั นาการของมนุษยชาติจากอดตี จนถงึ ปจ จบุ ัน ในดา น
ความสัมพัน ธและการ เปล่ีย นแปลงของเหตุการณอยา ง
ตอเน่ือง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะห
ผลกระทบที่เกดิ ขึน้
มาตรฐาน ส ๔.๓ เขา ใจความเปนมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญญาไทยมี
ความรัก ความภมู ิใจและธํารงความเปน ไทย
สาระท่ี ๕ ภมู ิศาสตร (ฉบบั ปรบั ปรุง พทุ ธศักราช ๒๕๖๐)
มาตรฐาน ส ๕.๑ เขา ใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพนั ธของ
สรรพสิ่งซ่งึ มีผลตอ กัน ใชแ ผนท่ี และเครอ่ื งมอื ทางภมู ศิ าสตร
ในการคนหา วิเคราะห และสรุปขอมลู ตามกระบวนการทาง
ภูมิศาสตร ตลอดจนใชภมู สิ ารสนเทศอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เขาใจปฏิสัมพนั ธร ะหวา งมนษุ ยกบั ส่ิงแวดลอ มทางกายภาพที่
กอ ใหเ กดิ การสรา งสรรควิถกี ารดาํ เนินชีวติ มจี ติ สาํ นึกและมี
สว นรว มในการจดั การทรพั ยากร และสง่ิ แวดลอ มเพอื่ การ
พฒั นาทย่ี งั่ ยืน
จากการศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผูวจิ ัยสนใจทีจ่ ะทํา
การวจิ ยั รายวิชา หนา ที่พลเมอื ง หนวยการเรยี นรูท่ี ๑ เรือ่ ง ลาํ้ คาภูมิปญญาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี
๖ มาประยุกตใ ชกับการจัดการเรียนรูโดยใชรูปแบบปญหาเปนฐาน (PBL) เพื่อสงเสริมการคิด
วิเคราะหข องนกั เรยี น
๑๔
๒.๒ แนวคิดและทฤษฎกี ารจัดการเรยี นรูแ บบใชปญหาเปนฐาน (PBL)
๒.๒.๑ ความหมาย
การจดั การเรียนรูแบบใชปญ หาเปนฐาน6๗ ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในชวงปลาย ค.ศ.
1969 โดยคณะวิทยาศาสตรสุขภาพ (Faculty of Health Science) ของ McMaster University
ประเทศแคนนาดา ซึ่งไดใชกับการฝกทักษะของนักศกึ ษาแพทยฝกหัดโดยใหว ิเคราะหถึงปญหา
ทางการรักษาตา งๆ กอ นทใี่ นป ค.ศ. 1980 จะขยายไปสูมหาวทิ ยาลัย และสาขาวิชาอน่ื ๆ อีกหลาย
แหง ทาํ ใหแนวการจัดการเรยี นรรู ูปแบบน้ีเปนหน่งึ ในแนวการจัดการเรยี นรทู ีไ่ ดรับความนิยมอยา ง
มาก สาํ หรบั ขัน้ ตอนการจดั การเรียนรโู ดยใชป ญหาเปนฐานน้นั ประกอบดว ย ๖ ข้นั ตอน อันไดแก
ข้นั ท่ี ๑ กําหนดปญ หา
ผูสอนสรา งสถานการณต า งๆ เพื่อกระตุนผูเรียน โดยอาจเปนการแนะนาํ แนวทาง
ยกตวั อยางสถานการณ หรอื ถามคําถามที่ใหค ดิ ตอ เพ่ือใหผูเรยี นเกิดความสนใจและมองเห็นปญหา มี
โอกาสเลือกเฟนและเสนอปญหาทหี่ ลากหลาย และสามารถแบงกลุมตามความสนใจ ซ่ึงกอนท่ีจะ
กําหนดปญหานั้น ครผู ูสอนควรทดสอบความรพู ื้นฐานของผูเรียนเสียกอน เพื่อใชเ ปน ขอ มูลในการ
กําหนดปญหา ซง่ึ ตอ งเหมาะสมกับความรูพน้ื ฐานทีผ่ ูเรียนมี
ขัน้ ที่ ๒ ทําความเขาใจกบั ปญหา
ผูสอนจะกระตนุ ผูเรียนดวยคําถามหรอื การเสรมิ แรง เพ่ือใหผ เู รยี นทําความเขา ใจกับ
ปญ หาท่ีอยากรู โดยเนน ใหเกิดการระดมสมอง เพอื่ หาแนวทางและวิธีการในการหาคําตอบ โดยมี
ครูผสู อนคอยดแู ลตรวจสอบเพ่ือใหเกิดความถกู ตอง
ขนั้ ท่ี ๓ ดาํ เนินการศึกษาคนควา
ผเู รยี นจะตองดําเนินการศึกษาคนควาอยางเปนระบบรวมกัน โดยมีการกําหนด
กติกา วางเปาหมาย และดําเนนิ กิจกรรมตามระยะเวลาท่ีกําหนด โดยมีครผู ูสอนคอยใหคําชแ้ี นะและ
อาํ นวยความสะดวก
ขั้นที่ ๔ สังเคราะหค วามรู
ผูเรียนแตละคนสงั เคราะหความรูที่ไดจ ากการคนควา โดยมีการนําเสนอกนั ภายใน
กลุม เพ่ือหาขอสรุป ทบทวนและตรวจสอบความถูกตอง โดยมีครูผสู อนถามคาํ ถามโดยกระตุนให
ผเู รียนมีการแลกเปลีย่ นความคดิ เห็นและเกิดความคิดรวบยอด
๗ สํานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา, แนวทางการจัดการเรียนรูท ่เี นนผเู รียนเปน สําคัญ ๓ การเรียนรู
แบบใชปญหาเปน ฐาน, พมิ พครัง้ ท่ี ๒, (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค รสุ ภา, ๒๕๕๐).
๑๕
ขนั้ ที่ ๕ สรุปและประเมนิ คา ของคําตอบ
ผเู รียนแตละกลุมนําขอสรุปที่ไดมาสรางเปนองคความรูใหม และเลือกวิธีที่จะ
นําเสนอสูภายนอก โดยผานความเห็นชอบจากครูผสู อนในการตรวจสอบความถกู ตอง และความ
เหมาะสมในการนําเสนอ
ข้ันที่ ๖ นําเสนอและประเมนิ ผลงาน
ผเู รียนแตละกลุมนําองคความรูที่ไดไปนําเสนอตามวธิ ีการท่ีไดกําหนดไว เพื่อ
เผยแพรออกสูสาธารณะ โดยครูผูสอนประเมนิ ผลการเรียนรูจากการดาํ เนินงานของผเู รยี นตามสภาพ
จรงิ
การเรียนรูแ บบใชปญ หาเปนฐานเปนการเรียนที่เริ่มตน ดว ยปญ หาที่เกย่ี วของกบั ชีวิต
จรงิ เปนตัวกระตุน ใหผ ูเรียนเกิดความสงสัย อยากรูอยากเหน็ และตองการที่จะแสวงหาความรูเพ่ือ
ขจัด ความสงสัยดังกลาว ซ่ึงแนวคิดและทฤษฎีท่ีเกย่ี วของกบั การเรียนรูแบบใชปญหาเปนฐานมี
นักการศึกษาไดใหไวแตกตางกัน ดังน้ี Hmelo & Evenson (2000 อางถึงใน บุญนํา อินทนนท,
๒๕๕๑: ๑๓)๘ ไดส นับสนนุ วาการเรียนรโู ดยใชป ญ หาเปนฐาน เก่ียวขอ งกบั การเรียนรูแบบสรางสรรค
นิยม (Constructivism) ซึง่ มีรากฐานมาจากทฤษฎกี ารเรียนรูของ Piaget และ Vygotsky ที่เชื่อวา
การเรียนรูเปนกระบวนการพัฒนาทางสติปญญา ท่ผี เู รียนเปนผสู รางความรดู วยตนเอง กระบวนการ
สรางความรูเกิดจากการท่ีผูเรียน มีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอม และเกิดการซึมซับหรือดูดซึม
ประสบการณใหมแ ละปรับโครงสราง สตปิ ญญาใหเขา กบั ประสบการณใหม นอกจากนั้นยังมที ฤษฎี
การเรียนรดู ว ยการคนพบของ Bruner ซ่งึ เช่ือวาการเรียนรทู แ่ี ทจ ริงมาจากการคนพบของแตละบคุ คล
โดยผานกระบวนการสบื เสาะหาความรใู นกระบวนการเรียนรโู ดยใชปญหาเปน ฐาน เมอื่ ผูเรียนเผชิญ
กบั ปญหาที่ไมรูทําใหผ เู รยี นเกดิ ความขดั แยงทางปญหาและผลกั ดนั ใหผเู รียนไปแสวงหาความรู และ
นําความรูใ หมม าเชื่อมโยงกบั ความรู เดิมเพื่อแกป ญหา Schmidit (1983: 11-12) กลาววา การเรียนรู
แบบปญ หาเปนฐาน มีหลักการ ๓ ประการ คอื
๑) ความรูเดิม (Prior Knowledge) การเรียนส่ิงใหมเปนผลมาจากเรียนทีผ่ านมา
ความรเู ดมิ ของผูเรยี นจึงมปี ระโยชนตอการเรียนรูเพ่ือความเขาใจและสรางความรูใหม ดังน้ันจึงมี
ความจําเปนทจี่ ะตอ งกระตุนความรเู ดมิ ของผูเ รยี น
๒) การเสริมความรูใหม (Encoding Specificity) ประสบการณทจ่ี ัดใหผเู รยี นเกิด
การเรยี นรูจะชวยใหผ ูเรยี นเขาใจความรใู หมม ากข้ึน ถายิ่งมีความคลายคลงึ กันระหวางส่ิงท่ีเรยี นมา
และสง่ิ ทจี่ ะนําไปประยกุ ตใ ชม ากเทา ไรกจ็ ะยิ่งเรยี นรไู ดดีมากขน้ึ เทา น้ัน
๘ บญุ นํา อินทนนท, การเรยี นการสอนโดยใชป ญหาเปน หลัก, วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนน,ี (สรุ าษฎร
ธานี, ๒๕๕๑).
๑๖
๓) การตอ เติมความเขาใจใหสมบูรณ (Elaboration of Knowledge) ความเขา ใจ
ขอ มูลตางๆ จะสมบรู ณไดถา หากมกี ารตอเตมิ ความเขาใจดว ยการตอบคาํ ถาม การอภิปรายกบั ผอู ื่นซึ่ง
สิ่งเหลาน้จี ะชว ยทาํ ใหเ ขาใจและจดจําไดง า ย
Dolmans & Schmidt (1995 : 1) กลาววา "การเรียนรโู ดยแบบปญหาเปน ฐาน มี
แนวคิดใหผูเรียนพบกับปญหาในกลุมยอย ภายใตการควบคุมดูแลของผสู อนประจํากลมุ ปญหา
สวนมากเปน การบรรยายปรากฏการณหรือเหตกุ ารณท ่ีสามารถรบั รูในสภาพที่เปนจรงิ ปรากฏการณ
จะถกู อธิบายโดยกลุมยอยบนพ้นื ฐานของหลกั การ กลไกการทาํ งานหรอื กระบวนการ" ลักษณะของ
การเรียนแบบใชป ญหาเปนฐาน (Gallagher, et al., 1995 : 137-138; Barrows, 1996: 5-6; มัณฑ
รา ธรรมบุศย, 1545: 13; Charlin, et al. อา งถึงใน วลั ลี สัตยาศยั , ๒๕๔๗: ๑๖)๙ สามารถสรุปได
ดังน้ี
๑) เปนการเรียนทผี่ ูเรยี นเปนศูนยกลางภายใตการแนะแนวทางของผูสอนประจํา
กลมุ ผูเรียนจะตองรับผิดชอบการเรียนของตนเอง ระบสุ ่ิงท่ีตนตองการจะรูเพื่อความเขาใจทดี่ ีขึ้นโดย
แสวงหาความรูจากแหลงท่ีจะใหขอมูลขาวสารตางๆ ซ่ึงอาจมาจากหนงั สือวารสาร คณาจารยหรือ
แหลง ขอ มูลอนื่ ๆ เพื่อนาํ มาใชในการแกปญหา
๒) การเรียนเปนกลุมยอย กลุมละประมาณ ๕-๘ คน พรอ มกับผูสอนประจํากลุม
เพอ่ื ใหผูเ รียนทํางานอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ดว ยความหลากหลายของบคุ คลตางๆ
๓) มีผูสอนประจํากลุมเปนผูอํานวยความสะดวกหรือแนะแนวทางไมบ อกขอมูล
และไมสอนแบบบรรยาย ไมบอกผเู รียนวา คดิ ถกู หรอื ผดิ และสิ่งใดท่ีผูเรียนตอ งศึกษาหรืออานแตมี
บทบาท ในการตงั้ คาํ ถามใหผ เู รยี นถามตนเองเพอ่ื ใหเ กิดความเขาใจที่ดีขนึ้ และจัดการแกปญ หาดวย
ตนเอง
๔) รูปแบบของปญหามุงใหมีการรวบรวมขอมูลและกระตุนการเรียนรปู ญหาที่
นําเสนอ เปนสิ่งทีท่ าทายผูเ รียนทีจ่ ะตองเผชญิ ในการปฏิบตั จิ รงิ ตรงประเดน็ และกระตนุ การเรียนรูให
หาทางแกป ญ หาเปน ส่งิ ท่ีผูเ รียนตระหนักถงึ ความจาํ เปนทีจ่ ะตอ งเรยี นรพู น้ื ฐานทางวิทยาศาสตร และ
รวบรวมขอมูลจากศาสตรว ิชาตา งๆ
๕) ปญ หาเปน เครื่องมือสําหรบั การพัฒนาทกั ษะการแกปญหาทางคลินิก
๖) ความรูใ หมไดมาโดยผานการเรียนรูดวยตนเอง ผูเรยี นมีสวนรวมในการเรียน
อยา งแทจ ริงในระหวางการเรียนรดู ว ยตนเองมกี ารทํางานรว มกับผอู ืน่ อภิปราย เปรยี บเทียบ ทบทวน
และ โตแ ยง ส่งิ ท่เี รยี น
๙ วัลลี สัตยาศัย, การพัฒนาการเรียนรูโดยใชปญ หาเปนฐาน, (กรงุ เทพฯ : สถาบันราชภัฏพระนคร,
๒๕๔๗).
๑๗
๗) ปญหาที่นํามาใชมีลกั ษณะคลุมเครือไมชดั เจน ปญ หา ๑ ปญหาอาจมคี าํ ตอบได
หลายคําตอบหรอื มที างแกไขปญหาไดห ลายทาง (ill - structured problem)
๘) ผูเรียนเปน คนแกปญ หาโดยการแสวงหาขอมูลใหมๆดวยตนเอง (self-directed
learning)
๙) ปร ะเมินผลจากสถานการณจริง โดยดูจากควา มสา มา รถในกา รปฏิบัติ
(authentic assessment)
๑๐) ผเู รยี นมโี อกาสขยายและตอ เติมความรคู วามเขาใจใหสมบรู ณแ ละเปนระบบ
๑๑) เปน การเรียนทเ่ี ริ่มตน ดวยปญหา ซงึ่ รูปแบบของการเรียนจะเรมิ่ ขนึ้ เมื่อผูเรยี น
ได เผชิญกับปญหา
๑๒) ครเู ปนผฝู ก สอนทางความคดิ แทนการเปน ผูเ ชีย่ วชาญหรือผูสั่งสอนมีบทบาทท่ี
ชว ยใหผเู รยี นเขาใจคําถาม ระหวางการระบุปญหาการจาํ กัดขอ มลู การวเิ คราะห สงั เคราะหโ ดยผา น
การตคี วามทม่ี ีศกั ยภาพและการแกป ญหา
จากการศึกษารูปแบบปญ หาเปนฐาน สามารถสรปุ ไดว า การจดั การเรียนรูโดยใช
ปญหาเปนฐาน นับวาเปนหนึ่งในแนวการจัดการเรียนรทู ่ีเหมาะสมกับการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑
เพราะเปนหนึ่งในแนวการจดั การเรียนรทู ีเ่ นน ผูเรียนเปนสําคญั โดยสามารถนํามาใชก ับผูเรียนแทบทุก
ระดับชน้ั โดยข้ึนอยูกบั การคนหาปญ หาท่ีเหมาะสมกับพน้ื ฐานความรขู องผูเรยี น ซ่ึงแบงออกเปน ๖
ข้นั ตอน ขนั้ ที่ ๑ กาํ หนดปญ หา ขน้ั ท่ี ๒ ทําความเขาใจกบั ปญ หา ขั้นท่ี ๓ ดําเนินการศกึ ษาคน ควา
ขั้นท่ี ๔ สังเคราะหค วามรู ขั้นท่ี ๕ สรุปและประเมินคาของคาํ ตอบ ข้ันที่ ๖ นาํ เสนอและประเมนิ ผล
งาน การเรียนรูแบบใชปญหาเปนฐานมีแนวคิดพ้ืนฐานมาจากกระบวนการสรางความรูเปน
กระบวนการพฒั นาทางสติปญ ญาท่ีผเู รยี นสรางความรใู หมโ ดยอาศัยพื้นฐาน ความรูเดิมทีม่ ีอยูดวย
ตนเอง กระบวนการเรียนรเู ปน ไปตามสภาพแวดลอมทท่ี ําใหผเู รยี นไดป ระสบกับสภาพปญหาจริง
ผเู รียนมปี ฏิสมั พันธกับสิง่ แวดลอมและเกดิ การซึมซับประสบการณใ หมและปรบั โครงสรางใหเขากับ
ประสบการณนั้น ๆ สามารถนําขอ มลู ออกมาใชใ นการกระทาํ และการแกป ญหาตางๆได9๑๐
๒.๓ แนวคดิ และทฤษฎกี ารพัฒนาการคิดวิเคราะห
การพฒั นาการคดิ วเิ คราะห หมายถึง วธิ ีการคดิ วิเคราะหเปนการพัฒนาความสามารถในการ
คิดวิเครา ะหที่สอดคลองกับทางวิทย าศาสตร ท่ีเนนถึงกระบวน การคิดเพ่ือแกปญ หาการคิด
วพิ ากษวิจารณ การคิดตีความ การคดิ วิเคราะหและสงั เคราะห การคิดแบบยอ นทวนการคิดจาํ แนก
แยกแยะ การคดิ เช่ือมโยงสมั พนั ธและการคิดจดั อนั ดับ
๑๐ จีรภา แกว เขียว, การเรียนการสอนโดยใชป ญหาเปนหลัก, (นนทบรุ ี : สุรัตนก ารพมิ พ, ๒๕๔๙).
๑๘
ทิศนา แขมมณี (๒๕๔๕ : ๔๐๑) ไดใ หความหมายของคาํ วาคิดวเิ คราะห คือ การคิดที่ตอง ใช
คาํ ตอบแยกแยะขอมูลและหาความสัมพนั ธของขอมูลท่ีแยกแยะน้ันหรืออกี นัยหนึ่งคอื การเรยี นรู ใน
ระดับท่ผี ูเรียนสามารถจับไดว าอะไรเปน สาเหตุ เหตุผล หรือแรงจูงใจทีอ่ ยูเบอ้ื งหลังปรากฏการณใ ด
ปรากฏการณห นึง่ 10๑๑
เกรยี งศักดิ์ เจรญิ วงศศกั ด์ิ (๒๕๔๙ : ๒๔) ใหความหมายของการคดิ วิเคราะหวา หมายถึง
ความสามารถในการจาํ แนกแจกแจงองคป ระกอบตางๆของส่ิงใดสิ่งหนึ่งหรอื เรอื่ งใดเร่อื งหนงึ่ และหา
ความสัมพนั ธเ ชงิ เหตผุ ลระหวา งองคป ระกอบเหลา น้ัน เพอ่ื คน หาสาเหตทุ แี่ ทจรงิ ของสง่ิ ทีเ่ กิดข้ึน11๑๒
สวุ ิทย มลู คํา (๒๕๕๐ : ๙) ใหค วามหมายของการคิดวิเคราะหวา หมายถึง ความสามารถใน
การจําแนก แยกแยะองคประกอบตางๆของส่ิงใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเปนวัตถุส่ิงของ เรื่องราว หรือ
เหตุการณแ ละหาความสัมพนั ธเชงิ เหตุผลระหวา งองคป ระกอบเหลานั้นเพอ่ื คน หาสภาพความเปนจริง
หรอื ส่งิ สาํ คญั ของส่ิงที่กาํ หนดให12๑๓
จากความหมายขา งตนสรุปไดวา ความสามารถในการ คดิ วิเคราะห คือ สามารถท่ีจะหา
ความสาํ คัญ ความสมั พันธและวิเคราะหห ลกั การของส่งิ ตา งๆ ไมวาจะเปนวัตถุส่ิงของ เหตุการณ หรือ
เร่อื งราวเน้อื หาตางๆ วา ประกอบดว ยอะไร มีความเกีย่ วของ สมั พันธกนั ในเร่ืองใด เพอ่ื นํามาใชใ นการ
ตดั สินใจอยา งมเี หตผุ ล
๒.๓.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของกบั การคิดวิเคราะห
๒.๓.๑.๑ ทฤษฎกี ารคิดของบลมู (Bloom's taxonomy)๑๔
ในป ค.ศ. 1956 บลูมและคณะ (Bloom & other, 1956) ไดพ ัฒนากรอบ
ทฤษฎีที่ใชเปนเคร่ืองมือการจดั ประเภทพฤติกรรมท่เี กย่ี วขอ งกับการแสดงออกทางปญญาและการคิด
อันเปนผลมาจากประสบการณก ารศึกษา เรียกวา Bloom’s taxonomy ซง่ึ กําหนดไว ๓ ดา น คือ
ดานพุทธิพิสัย (cognitive domain) ดานจิตพิสัย (affective domain) และดานทักษะทางกา ย
(psychomotor domain) ในการออกแบบหลกั สูตร จัดการเรยี นรแู ละการวัดประเมินผลการเรียนรูก็
ไดอาศยั กรอบทฤษฎดี งั กลา วนี้ ซ่ึงพฤตกิ รรมดา นพทุ ธิพสิ ัยถูกนาํ ไปใชม ากทสี่ ดุ
๑๑ ทิศนา แขมมณี, การคดิ เชิงวเิ คราะห, พิมพครงที่ ๕, (กรุงเทพฯ : ซคั เซสมีเดยี ,๒๕๔๕).
๑๒ เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศศักด,์ิ การพฒั นาการคดิ , พมิ พครงท่ี๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพหางหนุ สวน
จํากัด ๙๑๑๙ เทคนคิ พร้ินติง้ , ๒๕๔๙).
๑๓ สวุ ิทย มูลคาํ , การเรียนแบบการคดิ วเิ คราะห, (กรุงเทพฯ : คุรสุ ภาลาดพรา ว, ๒๕๕๐), หนา ๙.
๑๔ วฒุ ิไกรเทย่ี งดี, ปจจยั ทสี่ มั พนั ธก บั ความสามารถในการคิดวเิ คราะหของนักเรยี น ชนั้ มัธยมศกึ ษาป ท่ี
๓ ของจงั หวัดกาฬสินธุ : การวิเคราะหพ หุระดบั , ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการวิจัยการศกึ ษา,
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, ๒๕๔๙.
๑๙
พุทธิพิสัย (cognitive domain) เปน พฤติกร ร มดา น สมองเกี่ย วกับ
สตปิ ญญา ความคิด ความสามารถในการคิดเรอ่ื งราวตางๆ อยางมีประสทิ ธิภาพซึง่ พฤตกิ รรมทางพุทธิ
พสิ ัย ๖ ระดับ (สํานกั ทดสอบทางการศกึ ษา, ๒๕๕๒ : ๑๑-๑๒) ไดแ ก
๑) ความรู (knowledge) ความสามารถในการจดจําแนกประสบการณ
ตา งๆและระลึกเรอื่ งราวนัน้ ๆ ออกมาไดถ ูกตองแมน ยํา
๒) ความเขาใจ (comprehension) ความสามารถบงบอกใจความสาํ คัญ
ของเร่ืองราวโดยการแปลความหลัก ตีความได สรปุ ใจความสําคัญได
๓) การนําความรูไปประยุกต (application) ความสามารถในการนํา
หลักการกฎเกณฑและวธิ ีดําเนินการตางๆของเร่ืองที่ไดรมู า นาํ ไปใชแ กป ญหาในสถานการณใหมได
๔) การวิเคราะห (analysis) ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวท่ี
สมบรู ณใหกระจายออกเปน สว นยอ ยๆ ไดอยา งชดั เจน
๕) การสงั เคราะห (synthesis) ความสามารถในการผสมผสานสว นยอยเขา
เปนเร่ืองราวเดียวกันโดยปรบั ปรุงของเกา ใหด ขี น้ึ และมีคุณภาพสงู ข้ึน
๖) การประเมินคา (evaluation) ความสามารถในการวินิจฉยั หรือตัดสิน
กระทาํ สิง่ หนงึ่ สงิ่ ใดลงไปการประเมนิ เกยี่ วขอ งกับการใชเกณฑคือมาตรฐานในการวัดที่กําหนดไว
โดยบลูมและคณะไดเสนอกรอบการคิดออกเปน ๒ ระดับ คือ พัฒนา
ความคิดระดับต่ํา (lower order thinking skills) และการพัฒนาความคิดระดับสูง (higher order thinking
skills) มีรายละเอียดดังน้ี
๑) พฒั นาความคิดระดับต่ํา (lower order thinking skills) ประกอบดว ย
ระดับ ๑ : ความรู(knowledge)
ระดบั ๒ : ความเขาใจ (comprehension)
ระดับ ๓ : นาํ ไปใช/ การประยุกตใชความรูในสถานการณใหม
(application)
๒) กา ร พัฒน า ควา ม คิดร ะ ดับสูง (higher order thinking skills)
ประกอบดวย
ระดับ ๔ : การวิเคราะห(analysis) ระบคุ วามสัมพันธและเหตุจูง
ใจ
ระดับ ๕ : การสงั เคราะห(synthesis) การเชื่อมโยงขอเทจ็ จริงโดย
เหตุผลหรอื รปู แบบใหม
๒๐
ระดบั ๖ : การประเมิน (evaluation) ใชเกณฑและสถานการณ
เพอ่ื วินจิ ฉยั และการตดั สนิ ผล
การท่ีบุคคลจะมีทักษะในการแกปญ หาและการตดั สินใจ จะตองสามารถวเิ คราะห
เขา ใจในสถานการณใหมหรือขอความจริงใหมไ ด ดังน้นั การจะใหนักเรียนเกิดการเรียนรูในระดับใด
หรือหลายระดับน้ัน ขึน้ อยูกับเนอื้ หาสาระที่เปนองคความรู อาจตอ งผสานขอ มูลความรูในลกั ษณะ
รปู แบบตางๆ เชน การจัดจําพวก การแปล การตีความ การประยุกต การวิเคราะหส วนยอ ย และ
ความสัมพันธเพอื่ การสรางความรู ความเขาใจ การนําไปใชส ูการวิเคราะห การสังเคราะหและการ
ประเมินผลตามจุดมงุ หมายการศกึ ษาของบลมู โดยเฉพาะอยา งย่ิงความสามารถในการวิเคราะหจ ะ
สงผลใหนักเรยี นสามารถนาํ ไปประยุกตใชกบั สถานการณใหมใ นเชิงสรางสรรค เพราะเปนการพัฒนา
ความสามารถในระดับการมีเหตุผลและเปน การเรยี นรูทค่ี งทนของแตล ะบคุ คลแมจะจํารายละเอียด
ของความรูไมได นกั เรียนจึงตองเรียนรูวธิ ีการวเิ คราะหและภายใตสภาวะใดท่ีตองนําความสามารถ
ดานการวเิ คราะหมาใช (Bloom ; et al.,1961) กลา ววาทักษะการคิดวิเคราะหม ี ๓ ลักษณะ
๑) การคิดวเิ คราะหความสําคญั (analysis of element) หมายถงึ การแยกแยะสิ่งท่ี
กาํ หนดไดวา อะไรสําคัญหรือจําเปน หรือมีบทบาทมากทีส่ ุด สิ่งใดเปนเหตุ สิ่งใดเปนผล ซึ่งการคิด
วเิ คราะหความสําคัญน้ีจะประกอบไปดวย “การวิเคราะหชนิด” เปนการวินิจฉัยวา สิ่งน้ันหรือ
เหตุการณนั้น จดั เปน ชนิดหรือลักษณะใด เพราะเหตใุ ดจึงเปนเชนน้ัน “วเิ คราะหส งิ่ สําคัญ” เปนการ
วินจิ ฉัยวาสงิ่ ใดสําคญั หรือไมส ําคัญ การคนหาสาระสําคัญ ขอความหลกั ขอสรุปจุดเดนหรือจุดดอย
ของส่งิ ตา งๆ และ “วิเคราะหเลศนัย” เปนการมุงคน หาส่งิ แอบแฝงหรอื อยูเบอ้ื งหลงั ของส่งิ ที่เห็น อาจ
ไมไดบ ง บอกตรงๆ แตมีรอ งรอยของความเปน จรงิ ซอ นอยู
๒) การคิดวิเคราะหความสัมพันธ (analysis of relationship) หมายถึง การคนหา
ความสัมพันธยอยๆ ของเรือ่ งราวหรือเหตุการณน ั้นๆ มีความเกย่ี วพนั สอดคลองหรอื ขัดแยงกัน
อยางไร ไดแ ก วิเคราะหชนิดของความสัมพันธ วิเคราะหขนาดของความสัมพันธวเิ คราะหขั้นตอน
ความสัมพนั ธ วิเคราะหจ ดุ ประสงคข องความสัมพนั ธ วิเคราะหสาเหตุของความสัมพนั ธ และวเิ คราะห
แบบความสัมพนั ธในรปู อุปมาอุปไมย
๓) การคิดวิเคราะหเชิงหลักการ (analysis of organizational principles) หมายถึง
การคนหาโครงสรางระบบ และส่ิงของเรอ่ื งราวและการท างานตางๆ วา ส่งิ เหลา นั้นรวมกันจนดาํ รง
สภาพเชนน้ันไดเ น่อื งดวยอะไร โดยยึดอะไรเปนหลกั เปน แกนกลางมีหลักการอยา งไร มเี ทคนคิ หรือ
ยดึ ถือคติใด มสี ่งิ ใดเปน ตัวเชอื่ มโยง ยึดถือหลกั การใด การวิเคราะหหลักการเปน การวเิ คราะหทถ่ี ือวา
มีความสําคัญที่สดุ การจะวเิ คราะหไ ดดี จะตองมีความรูความสามารถในการวิเคราะหอ งคป ระกอบ
๒๑
และวิเคราะหความสัมพันธไ ดดีเสยี กอน เพราะผลจากความสามารถในการวเิ คราะหองคประกอบและ
วเิ คราะหค วามสมั พันธจ ะทําใหสามารถสรุปเปน หลักการไดป ระกอบดว ย “วิเคราะหโครงสรา ง” เปน
การคนหาโครงสรางของสิ่ง “วเิ คราะหหลักการ” เปนการแยกแยะเพือ่ คนหาความจรงิ ของสง่ิ ตางๆ
แลวสรุปหลักการเปนคาํ ตอบได
๒.๓.๑. ๒ แนวคิดของแอนเดอรสัน และแครทโฮล (Anderson & Krathwohl)โดย
ปรบั ปรุงทฤษฎีการเรียนรูของบลมู (Bloom’s Taxonomy 2001)14๑๕
ในป ค.ศ.2001 แอนเดอรสนั และแครทโฮล (Anderson & Krathwohl,๒๐๐๑) ได
นาํ เสนอแนวคิดปรบั ปรุง Bloom’s Taxonomy ในการจาํ แนกพฤตกิ รรมยอยเพื่อใหมีเหมาะสมกับ
บริบทในการศกึ ษายคุ ใหมเพื่อเปน เคร่ืองมอื ใหครอู อกแบบการสอนใหมีประสิทธิภาพและทันสมัย
ความแตกตา งของแนวคดิ ของแอนเดอรส นั และแครท โฮล (Anderson & Krathwohl) ซง่ึ ไดจ ากการ
ปรับปรุงแนวคิดการแบงประเภทการเรยี นรแู บบ ด้งั เดิม ซง่ึ ไดป รับปรงุ วตั ถุประสงคใ หพิจารณาเปน ๒
มติ ิ คอื พิจารณาลกั ษณะของความรู และพจิ ารณาการเรียนรูทางปญญา ๖ ขั้น ส่ิงทแี่ ตกตา ง คือ การ
เพิ่มมิติดานลกั ษณะความรูเพื่อชวยใหการกําหนดวัตถปุ ระสงคการเรียนรมู ีความชดั เจนย่ิงขึ้น การ
ปรับรูปแบบคาํ ทใี่ ชจากคาํ นามเปน คาํ กิริยา และในข้นั ที่ ๑ เปลย่ี นจากคําวา “ความรู” เปน “การจํา
ได” ข้นั ท่ี ๕ เปล่ียนจาก “การสงั เคราะห” เปน “ประเมิน” และ ข้ันท่ี ๖ เปลีย่ นจาก “ประเมนิ คา”
เปน “สรางสรรค” มีรายละเอยี ดสรุปไดด ังน้ี
๑) การจาํ (remembering) เปน ระดับพื้นฐานของการเรยี นรูที่เนน กระบวนการ
นําเอาหรอื ดงึ เอาความรู การสืบคน การเตือนความจาํ ไดจากความจาํ ระยะยาวของคนออกมาเพ่ือ
กาํ หนดการเรยี นรู ใหพัฒนาตอไปในระดบั ท่ีสูงขนึ้ ท่ีไดจากความรูเดิมของคนจําเรียกความรูที่
เกี่ยวขอ งจากหนว ยความจําระยะยาว เชน การจําได การระลึกได
๒) การเขา ใจ (understanding) เปน กระบวนการสรางความรอู ยา งมีความหมาย
จากสื่อ จากการอธิบาย การพดู การเขียน การแยกแยะ การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู หรอื การ
อธบิ าย ทีจ่ ะนาํ ไปสคู วามเขา ใจในส่ิงท่กี ําลังเรยี นรูเ ขาใจ กําหนดความหมายของส่งิ ทเี่ รยี นจากการเขียนหรือ
จากสือ่ เชน การตคี วามหรือแปลความหมาย การใหตัวอยา งการจาํ แนกจดั กลมุ การสรุปอา งอิง การเปรียบเทียบ
การอธบิ าย
๑๕ วัฒนาพร ระงับทุกข, วิธีการจัดการเรยี นร:ู เพอ่ื พฒั นาความรูและทกั ษะ, (กรงุ เทพฯ:ภาพพิมพ,
๒๕๔๒), หนา ๘๙.
๒๒
๓) การประยุกตใ ช (applying) กระบวนการในขัน้ ตอมา เปน การนาํ ความรูค วาม
เขา ใจไปประยุกตใ ช หรือนําไปใชใ หเกดิ ประโยชน ดวยกระบวนการหรือวิธกี ารดําเนนิ การอยางเปน
ขนั้ เปน ตอน เชน การดําเนินการ การกระทาํ การใชประโยชน
๔) การวิเคราะห (analyzing) ระดับตอมาเปนกระบวนการนําสว นตางๆของการ
เรียนรู มาประกอบเปนโครงสรางใหม ดวยการการพจิ ารณาวามีสวนใด สมั พันธกับสว นอืน่ อยางไร
พิจารณาโครงสรางโดยรวมของสงิ่ ทเ่ี รียนรู แยกแยะวัตถปุ ระสงคท แ่ี ตกตา งผา นการกระบวนการอยาง
เปนระบบ การคดิ วิเคราะหเปนความสามารถแจกแจง แยกสวนองคประกอบออกเปนสวนยอย
สามารถตรวจสอบไดว าแตละสวนเก่ียวของกันอยางไร แตละสว นเกยี่ วของกบั โครงสรางใหญอ ยางไร
เปาหมายในการศึกษา คือ ผเู รยี นจะสามารถแยกแยะขอ เท็จจริงออกจากความคิดเห็น สนับสนุน
ขอสรุปดว ยขอความขยาย แยกสิง่ ท่ีเกี่ยวของออกจากส่ิงท่ีไมเก่ยี วขอ งเชอ่ื มโยงความคิดเขาดว ยกัน
สามารถแยกความคิดหลักและรองในงานเขียนตางๆ ได หาหลักฐานท่ีชวยสนับสนนุ จุดประสงคข อง
ผูเ ขยี นได (Anderson & Krathwohl, 2001 ; Reilly &Oermann, 1999)15๑๖ สามารถแบงออกเปน ๓
๓ องคป ระกอบ ไดแ ก
๑) การจําแนกแยกแยะหรอื แยกยอ ยได (differentiating) สามารถแยกแยะความ
เกี่ยวขอ งและความสําคญั ได เม่ือตองการเลือกเอาเฉพาะขอมูลที่เกยี่ วของหรอื สาํ คญั แตกตางกับ
ความเขาใจตรงที่ตอ งสามารถบอกไดว าขอมลู สวนนอ ยน้สี ัมพนั ธกบั ขอ มูลสว นที่เหลืออยา งไร
๒) การจัดระบบได (organizing) สามารถที่จะรวมทกุ อยางไมวาจะเปน การสื่อสาร
สถานการณห รือการระลึกไดม าไวอ ยูใ นโครงสรางเดยี วกัน โดยเมอื่ ตอ งเผชิญกบั ปญหาใดปญหาหน่ึง
สามารถทจ่ี ะระบคุ วามสมั พันธก ันระหวา งสว นตา งๆ ได
๓) การใหเหตุผลได (attributing) สามารถแสดงใหเห็นถึงความคิดเห็น หรือ
จดุ ประสงคท ่ีมากับการส่ือสารตางๆ ไดตางกับการแปลท่ีในการแปลเปนเพียงการทําความเขา ใจ
เทานน้ั แตการใหเหตผุ ลนนั้ มองไปทีจ่ ดุ ประสงคหลกั ท่ีตองการส่ือออกมา
๔) การประเมนิ ผล (evaluating) ตดั สิน เลอื ก การตรวจสอบส่งิ ที่ไดจ ากการเรียน สู
บรบิ ทของตนเอง ท่ีสามารถวัดได และตัดสนิ ไดวา อะไรถกู หรอื ผิดบนเงื่อนไขและมาตรฐานทส่ี ามารถ
ตรวจสอบได บนพน้ื ฐานของเหตผุ ลและเกณฑที่แนช ดั
๕) การสรา งสรรค (Creating) ใน ระดับสูงสดุ ของการเรียนรู เพ่ือใหไ ดองคประกอบ
ของส่ิงทเ่ี รียนรูร วมกัน ดว ยการสงั เคราะห เพ่อื เชือ่ มโยง ใหรปู แบบใหมของส่ิงท่ีเรยี นรหู รอื โครงสราง
๑๖ เกรยี งศักด์ิ เจรญิ วงศศกั ดิ์, การคิดเชงิ วิเคราะห (Analytical Thinking), พิมพค ร้ังที่ ๔, (กรุงเทพฯ :
ซัคเซสมีเดยี . ๒๕๔๗).
๒๓
ของความรูท่ีผา นการวางแผน และการสรางหรือการผลติ อยางเหมาะสม เชนการสราง การวางแผน
การผลิต
๒.๓.๑.๓ ทฤษฎีการคิดของมารซ าโน (Marzano's Taxonomy)๑๗
โรเบิรต มารซาโน (Robert Marzano) นักวิจัยทา งการศึกษา ไดพัฒนาขอจํากัดของ
วัตถุประสงคข องบลูมท่ีไดรับการยอมรบั และใชกันอยา งแพรห ลาย รูปแบบทักษะการคิดจะผนวกกับ
ปจจยั ตา งๆ ท่ีมากข้ึนท่ีสงผลกับการคิดของผูเรยี นซึ่งท้ังหมดสําคญั สําหรบั การคิดและการเรียนรู
(Marzano, 2001) อธบิ ายวา รูปแบบพฤตกิ รรมการเรียนรขู องผูเรียนประกอบดวย ๓ ระบบ ไดแก
ระบบแหงตนหรือระบบตนเอง (self – system) เปนความเช่ือเก่ียวกับความสําคัญของความรู
ปร ะสิทธิภา พ และความรูสึกที่เกี่ยวพัน กับควา มรู ร ะบบบูรณากา รหรือระบบอภิปญ ญ า
(metacognitive system) เปน การมเี ปา หมายการเรยี นรู มีการนําความรูไปใชดวยความชดั เจนและ
ถูกตอ ง ระบบสติปญญาหรือระบบความรู (cognitive system) ประกอบดวยการเรยี กใช ความรูโดย
การทบทวน ทวนซ้ํา การนําไปปฏิบตั ิ ความเขาใจในความรูการสงั เคราะหหรือเลือกใชความรู การ
วเิ คราะหโดยสามารถจบั คูความสัมพันธแยกแยะเปนหมวดหมู หรอื วเิ คราะหขอ ผิดพลาด การกาํ หนด
กฎเกณฑทวั่ ไปและเฉพาะเจาะจงได และการนาํ ความรูไปใชในการตดั สินใน การแกปญหาและทาํ การ
สํารวจสืบคนจากการทดลอง พฤติกรรมการเรียนรูของผูเรียนตามทฤษฎกี ารคดิ ของมารซาโนนน้ั เม่ือ
พบเจอกบั สถานการณหรือภาระงานใหมระบบแหงตนจะตัดสินใจวา จะยอมรบั หรือเรียนรูเรือ่ งใหม
เมอื่ ระบบแหง ตนรบั การเรียนรูเ ร่ืองใหม ระบบบูรณาการจะเขามาเก่ียวของกบั การกําหนดเปาหมาย
ของการเรยี นรนู ั้น โดยการออกแบบกลยุทธต างๆ เพ่ือการบรรลุเปา หมายแหงการเรียนรูแ ละระบบ
สติปญ ญาจะทําหนาท่ีจัดกระทาํ กบั ขอมูลท่จี ําเปนในลกั ษณะของการวิเคราะห ดังนั้นปริมาณความรู
ของนักเรียนแตละคนจงึ มีผลตอความสาํ เร็จอยางสงู ในการเรียนรเู รื่องใหม ซ่ึงความรูใหมสามารถตอ
ยอดจากความรเู ดมิ ไดอยางกวางขวาง พัฒนารปู แบบจุดมุงหมายทางการศึกษารูปแบบใหม (The
New Taxonomy of Educational Objectives) ประกอบดว ยความรู ๓ ประเภท และกระบวนการ
จัดกระทาํ กบั ขอ มลู ๖ ระดับ (Marzano,2001:30-58)17๑๘ โดยมีรายละเอียดดังน้ี
๑) ขอมูล เนนการจัดระบบความคิดเหน็ จากขอมูลงายสูขอมูลยาก เปนระดับ
ความคิดรวบยอด ขอ เท็จจริง ลําดบั ของเหตกุ ารณ สมเหตสุ มผล เฉพาะเรอ่ื ง และหลักการ
๒) กระบวนการ เนน กระบวนการเพือ่ การเรียนรู จากทักษะสูกระบวนการอัตโนมัติ
อันเปน สว นหนึง่ ของความสามารถทสี่ งั่ สมไว
๑๗ อาภรณ ใจเทย่ี ง, หลกั การสอน (ฉบับปรับปรงุ ), พิมพค ร้งั ท่ี ๔., (กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร, ๒๕๕๐).
๑๘ ศิรวิ รรณ วณิชวัฒนวรชัย, วิธีสอนแบบปญหาเปน ฐาน, (นครปฐม: โรงพิมพ มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
วทิ ยาเขตพระราชวังสนามจนั ทร, ๒๕๕๘).
๒๔
๓) ทักษะเนน การ เรียนรูท่ีใชระบบโคร งสรางกลามเนื้อ จา กทักษะงา ย สู
กระบวนการทซ่ี ับซอนข้นึ โดยมีกระบวนการจัดกระทาํ กบั ขอ มลู ๖ ระดับ ดงั นี้
ระดบั ที่ ๑ ขน้ั รวบรวม เปนการคิดทบทวนความรูเดิม รับขอมูลใหมและเก็บเปน
คลังขอมูลไว เปนการถา ยโยงความรูจ ากความจําถาวรสูค วามจํานาํ ไปใชในการปฏิบัติการโดยไม
จาํ เปน ตองเขา ใจโครงสรางความรูนนั้
ระดบั ท่ี ๒ ขน้ั เขา ใจ เปนการเขาใจสาระทเ่ี รียนรู สูการเรียนรูใหมใ นรูปแบบการใช
สัญลักษณ เปนการสังเคราะหโครงสรา งพ้ืนฐานของความรูนั้นโดยเขาใจประเด็นความสาํ คัญ
ระดบั ท่ี ๓ ข้ันวเิ คราะห เปนการจําแนกความเหมือนและความตางอยางมี หลักการ
การจัดหมวดหมู ที่สัมพนั ธกบั ความรู การสรุปอยางสมเหตสุ มผลโดยสามารถบง ช้ี ขอ ผิดพลาดได
การประยกุ ตใชในสถานการณใหมโดยใชฐ านความรู และการคาดการณผลท่ีตามมาบนพื้นฐานของ
ขอ มูล
ระดับท่ี ๔ ขนั้ ใชความรูใหเปนประโยชน เปน การตัดสินใจในสถานการณท่ีไมมีคา
ตอบชัดเจน การแกไ ขปญหาทย่ี ุงยาก การอธิบายปรากฏการณท่แี ตกตา งและการพิจารณาหลกั ฐานสู
การสรุปการณท่ีมีความซับซอน การต้ังขอ สมมติฐานและการทดสอบสมมติฐานน้ัน บนพน้ื ฐานของ
ความรู
ระดับที่ ๕ ขนั้ บรู ณาการความรู เปนการจดั ระบบความคิดเพ่ือบรรลเุ ปาหมาย การ
เรยี นรทู ก่ี ําหนด การกํากับตดิ ตามการเรียนรู และการจดั ขอบเขตการเรยี นรู
ระดับที่ ๖ ขน้ั จัดระบบแหงตน เปน การสรางระดับแรงจงู ใจตอ สภาวการณเรยี นรู
และภาระงานท่ีไดร ับมอบหมายในการเรียนรู รวมทัง้ ความตระหนกั ในความสามารถของการเรียนรูที่
ตนมี
ตามแนวคดิ ของมารซ าโน (Marzano,2001 : 38-45,58)18๑๙ การคดิ วิเคราะหซบั ซอน
มากกวาความเขาใจ เปนกระบวนการทตี่ องใชเหตุผล คิดอยา งลึกซงึ้ และหลากหลาย มกี ารคิดโดย
พจิ ารณาอยางละเอียดถถ่ี วนและตองมเี หตุผล สามารถระบุความเหมอื นหรอื ความแตกตางอยางมี
หลักการ สามารถจัดลาํ ดับ จัดหมวดหมู หรอื จัดประเภทของความรูข องสงิ่ ตางๆระบุเหตผุ ลของการ
เกิดขอผดิ พลาดของขอมูล สามารถตีความหรือบอกหลกั เกณฑพ้ืนฐานของความรู ระบุ เจาะจง หรือ
สรุปอยางมีเหตุผล จนสามารถเกิดเปนความรใู หมไดแ ละนาํ หลกั การเพอ่ื ประยุกตใชในสถานการณ
ใหมโ ดยใชพ ้นื ฐานของความรู การคิดวิเคราะหจ ะประกอบดวยความสามารถ ๕ ดาน คือ
ดานที่ ๑ การจัดจําแนกเปรยี บเทียบ (matching) คือ ความสามารถในการสังเกต
และจาํ แนกแยกแยะรายละเอยี ดของสิง่ ตางๆ หรอื เหตุการณทเี่ หมือนหรือแตกตางกันออกเปนสว น ๆ
๑๙ ศักดพ์ิ งษ นิลไพรชั , การประเมินการอาน คิดวิเคราะหและเขยี นส่ือความ, (กรงุ เทพฯ : ประสานมิตร,
๒๕๔๔).
๒๕
อยา งมหี ลกั เกณฑแ ละเขาใจงาย แลวเปรียบเทียบ ระบุ ยกตัวอยาง ระบุลักษณะความเหมือนความ
ตาง และจัดกลุม ของสิง่ ตางๆ หรือเหตุการณไ ด โดยเร่ิมจากระดบั งายแบบนามธรรมไปสขู ้นั ซับซอนท่ี
เปนนามธรรม ดงั นี้
๑) การบอกสิง่ ทีต่ อ งการจะวิเคราะห
๒) ระบุลกั ษณะหรอื คุณสมบัติเพื่อจําแนกหรือแยกแยะส่ิงทีต่ องการ
วเิ คราะห
๓) ระบุวาไดว า สิ่งนน้ั ๆ เหมือนหรือตา งกันอยางไร
๔) สรุปไดอยา งถกู ตอ งเหมาะสมวาสิ่งตางๆ มีความเหมอื นและแตกตา ง
กนั
ดานท่ี ๒ การจัดกลุม (classification) คือ ความสามารถในการใชค วามรูเพื่อการจัด
กลมุ จัดลาํ ดบั จัดประเภทของสิ่งตางๆโดยใชคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของส่ิงนนั้ ๆอยา งมีหลักการ
หรอื หลักเกณฑ
ดานท่ี ๓ การวิเคราะหขอ ผดิ พลาด (error analysis) คอื ความสามารถในการระบุ
ขอ ผิดพลาดหรือความสัมพันธและไมส ัมพันธก ันของส่งิ ตางๆ โดยโยงความสัมพันธสูการสรปุ อยาง
สมเหตุสมผล ระบุส่ิงทไี่ มถ กู ตองหรือไมเหมาะสมในสถานการณตางๆ การใชความรเู ดิมผสมผสานกับ
ความรใู หมไปสูการสรุปและยกตัวอยางประกอบไดอยางมีเหตุผลจากความรูที่มอี ยเู ดมิ มขี อมูลหรือ
หลกั ฐานในการสนับสนนุ จนพิจารณาไดวาเปนจรงิ โดยมีองคประกอบสาํ คัญ ดงั น้ี
๑) ความรเู ดิมเปน ความรูที่ถูกตอ งและเปน จรงิ มีการยอมรบั กนั ท่ัวไป
๒) ความรจู ากผรู หู รือผเู ชี่ยวชาญ
๓) ความรูจ ากหลกั ฐานทม่ี อี ยู เปนหลักฐานท่นี าเชอื่ ถือ สามารถหาขอ มลู
มาสนับสนนุ ความคดิ
๔) ขอ มูลไดร ับการพสิ ูจนหรือทดลองใชแ ลวเปน จรงิ
๕) ขอมูลอ่ืนๆ ทีพ่ จิ ารณาวา เปน จรงิ นํามาสนับสนนุ ใหค วามคิดไดรับการ
ยอมรับ
ดา นท่ี ๔ การสรปุ หลักการ (generalizing) คือ ความสามารถในการนําความรเู ดมิ เปน
ขอ มูลเพื่อไปสูความรูหรอื หลักการใหม ประยกุ ตใชในสถานการณใ หมหรือนาํ ไปใชในการแกปญหาใน
ชวี ิตประจําวัน โดยสามารถนาํ ไปใชไดอ ยา งเหมาะสมและถูกตองโดยใชก ารใหเหตผุ ลสรุปเปนหลักการ
ดงั น้ี
๑) การใหเหตุผลเชิงอุปนัย (inductive) เปนการใหเหตุผลหรอื การคิดจาก
ขอ มูลทเ่ี ปน ตวั อยางหรือรายละเอียดแลว สามารถสรปุ เปนหลักการ แนวคิด ทฤษฎีหรือเกดิ เปน ความรู
ใหม
๒๖
๒) การใหเหตุผลเชิงนริ นยั (deductive) เปนการใหเหตผุ ลหรอื การคิดท่ี
เรมิ่ จากขอ สรุปแลวนําไปสรู ายละเอยี ดหรอื การยกตัวอยา ง
ดานที่ ๕ การนาํ ไปใช (specifying) คือ ความสามารถนาํ ความรหู รือหลักการไปใช
เพอ่ื การทาํ นายสถานการณที่จะเกิดขน้ึ ไดในอนาคตไดอยางเจาะจง มีความรู เขาใจเหตุการณ ระบุ
รายละเอียดในเหตุการณน้ันๆ และบอกส่ิงทีจ่ ะเกิดข้ึนตอไปไดเปนการประยุกตความรูใหมจาก
หลักการเดิมที่มีอยู คาดเดา ทํานายส่ิงทีจ่ ะเกดิ ข้ึนในอนาคต รวู าอะไรจริงหรือไมจริง สามารถ
ปรบั เปลี่ยนวธิ กี ารแกปญ หาไดอ ยางเหมาะสม
จากการศกึ ษาทฤษฎีและแนวคิดเกยี่ วกับการคิดวิเคราะหทกี่ ลา วมาขางตนผูวจิ ยั นํา
ทฤษฎีการคิด ของบลูม แนวคิดของแอนเดอรสนั และแครทโฮล แนวคิดของไซนเนอรและลิสตัน
ทฤษฎกี ารคิดของมารซาโน ผวู ิจัยทําการวิเคราะหและสังเคราะหไดองคประกอบความสามารถของ
การคดิ วิเคราะหนั้นจะตองประกอบดว ยความสามารถ ๓ ดานประกอบกันผูวจิ ยั จงึ จดั กลุมและจาํ แนก
ระดบั ความสามารถคิดวเิ คราะหข องผเู รยี น ดังน้ี
๑) หลกั การคิดวิเคราะหค วามสําคัญของบลูม19๒๐ หลักการจําแนกแยกแยะ
แยกยอยของแอนเดอรสันและแครทโฮล ความสามารถในการใหร ายละเอยี ดของไซนเ นอรแ ละลิสตัน
และการจาํ แนกเปรียบเทียบ การจดั กลุมของมารซาโน โดยรวมสรปุ ความหมายวา การแยกแยะหรือ
แยกยอยใหร ายละเอียดของสิ่งตางๆ เรือ่ งราว สถานการณท่ีเหมือนหรือแตกตางกันออกเปนสวนๆ
ระบุความเกยี่ วขอ งและความสําคญั ไดอยางมีเหตุและผลเขาใจงา ยสามารถเปรยี บเทียบ การจัดกลุม
จัดลําดับ จัดประเภทของสงิ่ ตางๆ โดยใชคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของส่ิงน้ันๆ อยางมีหลักการ
หลักเกณฑม ีเหตแุ ละผล
๒) หลกั การคิดวิเคราะหความสัมพันธของบลูม หลักการจัดระบบไดข อง
แอนเดอรส ันและแครทโฮล ความสามารถในการใหเ หตุผลของไซนเ นอรและลสิ ตนั และการวิเคราะห
ขอ ผดิ พลาดการจัดกลุมของมารซาโน โดยรวมสรปุ ความหมายวา เปนความสามารถในการใหเหตผุ ล
ระบุความสัมพันธย อ ยๆ ของสิง่ ตาง ๆเรอื่ งราวหรอื เหตุการณท่ีมคี วามเก่ยี วพันสอดคลอ งหรอื ขัดแยง
กนั อยา งไร การจดั ระบบโดยการใหเหตุผล การระบุขอผิดพลาดหรือความสมั พันธและไมสัมพนั ธก ัน
ของสิ่งตา งๆ โดยโยงความสัมพันธส ูการสรปุ อยางสมเหตุสมผลระบสุ ่ิงท่ไี มถูกตองหรือไมเหมาะสมใน
สถานการณตางๆ การใชค วามรูเดมิ ผสมผสานกับความรูใหมไปสกู ารสรุปและยกตัวอยา งประกอบได
อยา งมเี หตผุ ลจากความรทู ่มี ีอยเู ดิม มีขอมลู หรอื หลักฐานในการสนับสนนุ จนพจิ ารณาไดวา เปนจรงิ
๓) หลกั การคิดวิเคราะหหลกั การของบลมู หลกั การใหเหตุผลของแอนเดอร
สนั และแครทโฮล ความสามารถในการเชอื่ มโยงเหตุผลไปสูการปฏิบัติของไซนเนอรและลสิ ตันและ
๒๐ เสงยี่ ม โตรัตน, การสอนเพอ่ื สรา งเสริมทกั ษะการคดิ วเิ คราะห ,วารสารศึกษาศาสตร, (มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร, ๒๕๔๖), หนา ๑๑.
๒๗
การสรปุ หลักการ การนําไปใชของมารซาโน โดยรวมสรุปความหมายวา เปนการคนหา หลักการ
สาํ คัญของสิ่งตา งๆ เร่ืองราว สถานการณโดยการวิเคราะหองคป ระกอบและวเิ คราะหค วามสมั พนั ธที่
เชือ่ มโยงกันของสิ่งเหลาน้นั จนคนพบความจรงิ ของสิง่ ตา งๆ แลว สรปุ หลักการเปน คําตอบได เปนการ
ใหเหตุผลแสดงความคิดเห็นโดยการนําความรูเดิมเปนขอมูลเพื่อไปสู ความรูหรอื หลักการใหม มี
ความรู เขาใจเหตุการณ ระบุรายละเอียดใน เหตุการณนั้นๆ และบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปได
ประยุกตใชในสถานการณใหมหรือนําไปใชในการแกป ญ หาในชวี ิตประจําวัน โดยสามารถนาํ ไปใชได
อยา งเหมาะสมและถูกตอ ง สามารถนําความรูหรือหลักการไปใชเพื่อในการทาํ นายสถานการณทีจ่ ะ
เกิดข้ึนไดในอนาคตไดอยางเจาะจง เปนการประยุกตความรูใหมจากหลักการเดิมที่มีอยู คาดเดา
ทาํ นายส่ิงท่ีจะเกิดขนึ้ ในอนาคต รูวา อะไรจรงิ หรือไมจรงิ สามารถปรับเปลยี่ นวธิ ีการแกป ญหาไดอ ยาง
เหมาะสม
จากการศกึ ษาแนวคิดทฤษฎีการคิดวิเคราะห สรปุ ไดวา การคิดวิเคราะหเปนการคิด
ทีเ่ ปนขั้นตอนการคดิ วิเคราะหอาจทําไดจากการรวบรวมขอมูล การสงั เกตการณ ประสบการณ หลัก
แหง เหตแุ ละผล หรือการสื่อความ การคิดวิเคราะหตองมีพื้นฐานของคุณคาเชิงพุทธปิ ญ ญาที่สูงเลยไป
จากการเปน เพียงการแบงเน้ือหาที่รวมไปถึงความกระจางชดั ความแมนยํา ความตอ งตรงเน้ือหา
หลักฐาน ความครบถวนและความยตุ ธิ รรม
๒.๔ แนวคิดและทฤษฎแี บบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
๒.๔.๑ ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง ผลทเ่ี กิดจากกระบวนการเรียนการสอนทีจ่ ะทาํ ให
นักเรียนเกิดการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดไดโดยการแสดงออกมาทั้ง ๓ ดา น คือ ดา น
พุทธิพิสัย ดานจิตพิสัย และดานทักษะพิสัย แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบหรือชดุ ของขอสอบที่ใชว ัดความสําเร็จหรือความสามารถในการทํากิจกรรมการเรียนรู
ของนักเรียนที่เปนผลมาจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนของครผู ูสอนวาผา นจุดประสงคการ
เรยี นรูทีต่ ั้งไวเ พียงใด
มีนกั วิชาการหลายทา นไดใหค วามหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นไว ดงั นี้
ทศิ นา แขมมณี (๒๕๔๘) ใหความหมายวา ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน หมายถึง การ
เขาถงึ ความรู การพัฒนาทักษะในดานการเรียน ซึง่ อาจพิจารณาจากคะแนนสอบท่กี าํ หนดให คะแนน
ทไี่ ดจากงานทค่ี รูมอบหมายใหห รือทงั้ สองอยาง20๒๑
๒๑ ทิศนา แขมมณ,ี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, (กรุงเทพฯ: เลีย่ งเซียง, ๒๕๔๘), หนา ๓๓.
๒๘
ภพ เลาหไพบูลย (๒๕๔๒) ใหค วามหมายวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
พฤติกรรมท่ีแสดงออกถึงความสามารถในการกระทําสงิ่ หน่ึงสง่ิ ใดจากที่ไมเคยทําหรือกระทําไดนอ ย
กอนทจ่ี ะมี การเรยี นการสอนซ่ึงเปนพฤติกรรมท่วี ดั ได21๒๒
ไพศาล หวังพานิช (๒๕๓๓) ใหความหมายวา ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง
คณุ ลักษณะและความสามารถของบุคคล อันเกิดจากการเรียนการสอน เปน การเปล่ียนแปลง
พฤติกรรมและประสบการณก ารเรียนรูท ี่เกิดจากการฝกอบรมหรอื การสอน22๒๓
จากท่ีกลา วมาสรปุ ไดว า ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถงึ ความสําเรจ็ ในดานความ
รูทกั ษะ และสมรรถภาพดานตา งๆของนกั เรยี นซึ่งเกิดจากการเรียนรูของผเู รยี น ผเู รียนทั้งหมดตา ง
ตอ งการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทสี่ งู ขึ้น ท้งั น้ี เพราะผลสัมฤทธิท์ างการเรียนสามารถเปนตัวกําหนด
ความกาวหนาในอนาคตได และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปนการประเมินสมรรถภาพของผเู รียน
จะตองมีเคร่อื งมอื การประเมินประสิทธภิ าพท่ีมีทั้ง วิธีการประเมินกิจกรรม เกณฑการประเมิน และ
แบบประเมินเปนสวนหน่ึงของเคร่ืองมือการประเมินท่ีผูสอน ตองใหความสําคัญ และกําหน ด
สาระสําคญั ของการประเมินไวในแผนการจัดการเรยี นรู เพ่ือการเตรียมความพรอมไวก อนการจัดการ
เรยี นการสอนสุวิมล ติรการนันท ใหค วามหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง ระดับความรู
ความเขาใจของกลุมเปา หมายทไี่ ดจ ากการเรียนรูใ นชนั้ เรยี น
๒.๔.๒ ลกั ษณะของการวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ไพศาล หวังพานิช (๒๕๒๓ อา งถึงใน จันทมิ า เมยประโคน, ๒๕๔๑ ) ไดแบง การวัด
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนตามจุดมุงหมายและลักษณะวิชาท่ีสอน ซ่งึ สามารถ วัดได ๒ แบบ คอื
๑) การวดั ดานปฏิบัติ เปน การตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏบิ ัตหิ รือทักษะ
ของ ผูเรยี น โดยมงุ เนนใหผ ูเรยี นไดแสดงความสามารถดังกลาวในรปู ของการกระทําจรงิ ใหออกเปน
ผลงาน เชน วิชาศลิ ปศึกษา พลศกึ ษา การชา ง เปนตน การวัดแบบนี้จึงตองใชขอ สอบภาคปฏิบตั ิ
(Performance Test)
๒) การวัดดานเน้ือหา เปนการตรวจความสามารถเกี่ยวกบั เนือ้ หาวชิ า อนั เปน
ประสบการณ การเรยี นรูข องผเู รยี น รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในดา นตา ง ๆ สามารถวดั ไดโ ดย
ใชขอสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ (Achievement Test)
การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น จะตองสอดคลอ งกับวตั ถุประสงคเชิงพฤตกิ รรม ๓
ดาน คอื
๑) ดา น ควา มรู ความคิด (Cognitive Domain) พฤติกร ร มดาน น้ีเกี่ย วกับ
กระบวนการ ตาง ๆ ทางดานสติปญญา และสมอง ประกอบดวยพฤติกรรม ๖ ดา น ดงั นี้
๑.๑) ดา นความรูความจํา หมายถึง ความสามารถระลึกถึงประสบการณท่ี
ผานมา
๑.๒) ดานความเขา ใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความ การแปล
ความ การ ตีความ การขยายความของเร่ืองได
๒๒ ภพ เลาหไพบลู ย, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, พิมพครง้ั ท่ี ๙, (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ, ๒๕๔๒), หนา
๑๑๑.
๒๓ ไพศาล หวังพานิช, การประเมินผลการเรยี น, (กรุงเทพฯ: สาํ นกั งาน, ๒๕๓๓), หนา ๖๖.
๒๙
๑.๓) การนําไปใช หมายถึง ความสามารถในการนําความรูหรือหลักวชิ าท่ี
เรยี นมาแลวในการสรางสถานการณจ รงิ ๆ หรอื สถานการณทคี่ ลา ยคลงึ กนั
๑.๔) การวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวตาง ๆ
หรอื วตั ถุ ส่ิงของเพื่อตองการคนหาสาเหตุเบื้องตน หาความสมั พนั ธระหวา งใจความ ระหวางสวนรวม
ระหวาง ตอนตลอดจนหาหลักการทีแ่ ฝงอยใู นเรอ่ื ง
๑.๕) การสังเคราะห หมายถึง ความสามารถในการนําความรูมาจัดระบบ
ใหม เปน เร่ืองใหมท ี่ไมเ หมอื นเดิม มีความหมายและประสทิ ธิภาพสูงกวา เดมิ
๑.๖) การประเมินคา หมายถึง การวินิจฉัยคุณคาของสิ่งตา ง ๆ อยางมี
หลกั เกณฑ
๒) ดา น ควา มรูสึก (Affective Domain) พฤติกร ร มดา นนี้เกี่ย วของกับกา ร
เจรญิ เติบโต และพัฒนาการในดานความสนใจ คณุ คา ความซาบซงึ้ และเจตคตติ าง ๆ ของนักเรยี น
๓) ดานการปฏิบตั ิการ (Psycho-motor Domain) พฤติกรรมดานนเ้ี กี่ยวของกับ
การ พฒั นาทกั ษะในการปฏบิ ัติและการดาํ เนนิ การ เชน การทดลอง เปนตน
จากการศึกษาลักษณะของการวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น สามารถสรุปไดวา การวัด
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนตามจดุ มงุ หมายและลักษณะวชิ าท่ีสอน น้ันมี ๒ แบบหลกั ๆ ไดแก การวัด
ดา นปฏิบตั ิ และการวัดดา นเนอ้ื หา ซ่งึ ควรสอดคลองกบั วัตถปุ ระสงคเ ชิงพฤติกรรม ๓ ดาน คือ ดา น
ความรู ความคดิ ดา นความรสู กึ และดานการปฏบิ ัตกิ าร23๒๔
๒.๔.๓ ปจ จยั ท่ีสงผลกระทบตอผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
อารีย คงสวัสดิ์ (๒๕๔๔) กลา วถึง ปจจัยท่ที ี่ทําใหเกดิ ผลกระทบผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรียน ดังน้ี
๑) ดานคณุ ลกั ษณะการจดั ระบบในโรงเรยี น ตัวแปรดานน้จี ะประกอบไปดว ยขนาด
ของโรงเรียน อัตราสวนของนักเรียนตอครู นักเรียนตอหอง นกั เรียนเหลาน้ีมีความสัมพันธกับ
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
๒) ดานคุณลักษณะของคุณครู ตัวแปรดานคณุ ลกั ษณะของครูประกอบดวย อายุ
วุฒิครู ประสบการณของครู ความเอาใจใสใ นหนาที่ ตัวแปรเหลานี้ลวนมคี วามสัมพันธต อ ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นทง้ั สน้ิ
๓) ดานคุณลักษณะของนักเรยี น ประกอบดว ยตวั แปรที่เก่ยี วกับการเรยี น สมาชิกใน
ครอบครัว ความพรอ มทัศนคติเกี่ยวกบั การเรียนการสอน ตวั แปรเหลานม้ี ีความสัมพันธกบั ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียน
๔) ดานภูมหิ ลังทางเศรษฐกจิ สงั คมและสิ่งแวดลอมของนักเรียน การศึกษาเกี่ยวกับ
ความสัมพันธระหวางสภาพทางเศรษฐกิจสงั คมกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน24๒๕
๒๔ จันทมิ า เมยประโคน, การวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนตามจุดมุงหมาย, (กรุงเทพฯ: สํานกั งาน,
๒๕๔๑), หนา ๖๙.
๒๕ อารยี คงสวสั ด,ิ์ สดุ ยอดวิธกี ารสอนสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม นําไปสูก ารจดั การเรียนรขู อง
ครูยุคใหม, (กรงุ เทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทัศน, ๒๕๔๔), หนา ๔๔.
๓๐
อัญชนา โพธพิ ลาการ (๒๕๔๕) กลาววา มีองคประกอบหลายประการทท่ี าํ ใหเกดิ ผล
กระทบตอ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น คือ
ดานตัวนักเรยี น เชน สตปิ ญญา อารมณ ความสนใจ เจตคตติ อ การเรียน ดานตัวครู
เชน คุณภาพของครู การจัดระบบการบริหารของผบู ริหาร ดานสงั คม เชน สภาพเศรษฐกจิ และสงั คม
ของครอบครัวนกั เรียน เปนตน แตป จจัยที่มีผลโดยตรงตอผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนท้ังทางตรงและ
ทางออม เชน ความสนใจ สติปญญา เจตคติตอการเรียน ตวั ครู สงั คม ส่ิงแวดลอมของนักเรียน และ
องคป ระกอบท่ีสาํ คญั ทที่ าํ ใหน กั เรยี นมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนดโี ดยตรง คือ วิธกี ารสอนของครู25๒๖
บลูม (Bloom, ๑๙๗๖ อางถงึ ในจันทิมา เมยประโคน, ๒๕๔๑) กลาวถึง ส่ิงท่ีมี
อิทธพิ ลตอ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวา มอี ยู ๓ ตัวแปร คือ
๑) พฤติกรรมทางสติปญญา เปนพฤติกรรมดานความรู ความคิด ความเขาใจ
หมายถึง การเรียนรูที่จําเปนตอ การเรยี นเร่อื งน้ัน ๆ และมีมากอนเรียน ไดแ ก ความถนัด และพื้น
ฐานความรูเดิมของผเู รียน
๒) ลักษณะทางอารมณ เปนตัวกาํ หนดดานอารมณ หมายถงึ แรงจงู ใจใฝสมั ฤทธิ์
ความ กระตือรือรนท่มี ตี อเนื้อหาการเรยี น รวมถึงทัศนคติของนกั เรียนทม่ี ีตอ เนือ้ หาวิชาตอ โรงเรียน
ระบบการ เรียน และมโนภาพเกยี่ วกับตนเอง
๓) คุณภาพของการสอน เปนตัวกําหนดประสทิ ธภิ าพในการเรียนของผเู รยี น ซ่ึง
ประกอบดวยการชแ้ี นะ หมายถงึ การบอกจุดมงุ หมายของการเรียนการสอน และงานท่ีจะตอ งทาํ ให
นักเรียนทราบอยา งชัดเจน การใหนกั เรยี นมสี วนรว มในการเรยี นการสอน การใหก ารเสริมแรงของครู
การใชข อ มูลยอนกลบั หรอื การใหผ เู รียนรูผ ลวา ตนเองกระทาํ ไดถ กู ตอ งหรอื ไม26๒๗
จากการศึกษาปจ จัยทส่ี ง ผลกระทบตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถสรปุ ไดว า
สิ่งที่มีผลกระทบตอผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ไดแก ดา นคุณลักษณะการจัดระบบในโรงเรีย น
คณุ ลักษณะของคุณครู คณุ ลักษณะของนักเรยี น ภูมิหลังทางเศรษฐกิจ และองคประกอบทส่ี ําคัญทีท่ ํา
ใหน กั เรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นดโี ดยตรง คอื วิธีการสอนของครหู รอื คุณภาพของการสอนนั่นเอง
๒.๔.๔ เครอ่ื งมอื ที่ใชในการวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธถิ์ ือวา เปนเครอื่ งมือสําคัญสําหรับครูที่จะใชตรวจสอบ
พฤติกรรม หรอื ผลการเรียนรูของผเู รยี นอันเนื่องมาจากการเรียนการสอนของครวู าผูเรยี นมีความรู
ความสามารถ หรือประสบผลสาํ เรจ็ ในการเรยี นมากนอยเพียงใด ซงึ่ การวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นน้ี
จะเปนแนวทาง ในการปรบั ปรุงและพฒั นาการเรยี นการสอนตอ ไป
บุญชม ศรีสะอาด (๒๕๓๕) ไดเ สนอลกั ษณะของเคร่ืองมือท่ีใชวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการ
เรยี นไว ๒ ประเภท คอื
๑) แบบทดสอบอิงเกณฑ (Criterion Referenced Test) หมายถึง แบบทดสอบที่
สรางข้ึนตามจุดประสงคเชงิ พฤติกรรม มคี ะแนนจุดตดั หรอื คะแนนเกณฑส ําหรับตัดสนิ วา ผูสอบมี
๒๖ อัญชนา โพธิพลาการ, ผลกระทบตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน, (กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแหงจฬุ าลงกรณ
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), หนา ๘๘.
๒๗ จันทมิ า เมยประโคน, การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดมุงหมาย, (กรุงเทพฯ: สาํ นักงาน,
๒๕๔๑), หนา ๗๐.
๓๑
ความรูตามเกณฑที่กําหนดหรือไม การวัดตา มจุดประสงคน้ัน เปนหัวใจสําคัญของขอสอบใน
แบบทดสอบประเภทนี้
๒) แบบทดสอบอิงกลุม (Norm Reference Test) หมายถงึ แบบทดสอบท่ีมงุ สรา ง
เพื่อให วัดครอบคลุมหลักสูตร จึงสรา งตามตารางวเิ คราะหหลักสูตร ความสามารถในการจําแนก
ผสู อบตาม ความเกงออ นไดดีเปนหัวใจของขอสอบประเภทน้ี การรายงานผลการสอบอาศัยคะแนน
มาตรฐาน ซึ่งเปน คะแนนที่ใชความสามารถในการใหค วามหมาย และแสดงถึงศักยภาพของบุคคลนั้น
เม่อื เปรยี บเทียบ กบั บคุ คลอนื่ ๆ ที่ใชเปน กลุมเปรยี บเทียบ27๒๘
ไพโรจน คะเชนทร (๒๕๕๖)28๒๙ ไดจัดประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน แบงออกเปน ๒ ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสรางขน้ึ เอง (Teacher made tests) และ
แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทัง้ ๒ ประเภทจะถามเนื้อหาเหมอื นกนั คอื ถามสิ่ง
ทผ่ี ูเ รยี นไดรับจากการเรยี นการสอนซึง่ จดั กลมุ พฤติกรรมได ๖ ประเภท คือ ความรู ความจํา ความ
เขา ใจ การนาํ ไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมนิ
๑) แบบทดสอบทค่ี รสู รา งขนึ้ เปนแบบทดสอบท่ีครูสรา งขน้ึ เองเพื่อใชใ นการทดสอบ
ผเู รียนในชน้ั เรยี น แบงเปน ๒ ประเภท คือ
๑.๑) แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ไดแ กแบบถูก – ผิด แบบจับคู
แบบเติมคําใหส มบรู ณ หรอื แบบคําตอบสนั้ และแบบเลอื กตอบ
๑.๒) แบบอตั นัย (Essay tests) ไดแก แบบจํากัด และแบบไมจาํ กดั ความ
ตอบ หรือ ตอบอยางเสรี
๒) แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เปนแบบทดสอบที่สรา ง โดย
ผเู ช่ียวชาญท่ีมีความรใู นเน้ือหา และมีทักษะการสรา งแบบทดสอบ มีการวิเคราะหหาคณุ ภาพของ
แบบทดสอบ มคี าํ ชี้แจงเก่ียวกบั การดําเนินการสอบ การใหคะแนนและการแปลผล มีความเปนปรนัย
(Objective) มีความเท่ียงตรง (Validity) และความเชอื่ มัน่ (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ไดแ ก
California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ
the Metropolitan Achievement tests เปนตน29๓๐
จากการศึกษาเครือ่ งมือที่ใชใ นการวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน สามารถสรปุ ไดวา
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิถือวาเปน เครือ่ งมือสําคัญสําหรับครูท่ีจะใชตรวจสอบพฤติกรรมหรือผลการ
เรียนรูของผูเ รียน โดยแบง ออกเปนแบบทดสอบอิงเกณฑ แบบทดสอบอิงกลุม และยังมแี บบทดสอบที่
ครสู รางขน้ึ ใชเอง และแบบทดสอบมาตรฐานอกี ดว ย
๒๘ บญุ ชม ศรีสะอาด, การวจิ ยั เบอ้ื งตน, (กรงุ เทพมหานคร : สวุ รี ยิ าสาสน , ๒๕๓๕).
๒๙ ไ พ โ ร จ น ค ะ เ ชน ท ร , ก าร วั ด ผ ล สั ม ฤท ธ์ิ ทา ง กา รเ รี ยน , [อ อน ไ ลน ], แห ล ง ท่ี ม า :
http://www.wattoongpel.com, สบื คนเมือ่ :๑๙ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖.
๓๐ ปกรณ ปรยี ากร, แนวคดิ เกยี่ วกับการพฒั นา ในการบรหิ ารการพัฒนา, (กรุงเทพฯ : สามเจริญพาณชิ ,
๒๕๓๘), หนา ๔.
๓๒
๒.๔.๕ หลักเกณฑเบื้องตน ในการสรางแบบทดสอบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
รชั นพี ร มีสี (๒๕๕๔) กลาวถึงการสรางแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นนน้ั มี
หลักเกณฑเบือ้ งตน ทีค่ วรพจิ ารณาประกอบในการสรางแบบทดสอบดังตอไปนี้
๑) วัดใหต รงกบั วตั ถุประสงค การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนควร
จะวัดตามจุดมุงหมายทุกอยางของการสอน และจะตองม่ันใจไดวาสิ่งทต่ี องการจะวดั ไดจ ริงใน
ปจ จบุ นั กระทรวงศึกษาธกิ ารไดก ําหนดจดุ ประสงคการเรยี นรูในทุกรายวชิ า ดังนั้นจงึ จําเปน ตอ งวัดให
ตรงและครบจุดประสงค
๒) การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เปนการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียน การ
เปลย่ี นแปลงและความกา วหนาไปสจู ุดมงุ หมายทว่ี างไว ดังนัน้ ครูควรจะทราบวา กอนเรยี นนักเรียนมี
ความรคู วามสามารถอยา งไร
๓) การวัดผลเปนการวัดทางออ ม เปนการยากท่ีจะใชสอบแบบเขียนตอบ วัด
พฤตกิ รรมทจ่ี ะสอบวดั จะตองทาํ อยางรอบครอบและถูกตอ ง
๔) การวัดผลการศกึ ษาเปน การวดั ทีไ่ มส มบรู ณ เปนการยากที่จะวดั ทกุ สงิ่ ทุกอยา งที่
สอนไวภายในเวลาจาํ กัด สิ่งที่สอบไดว ัดไดเปนเพียงตัวแทนของพฤติกรรมทั้งหมดเทา นั้น ดังนั้นจึง
ตอ งมัน่ ใจวาสิง่ ทส่ี อบวดั น้นั เปนตัวแทนทีแ่ ทจรงิ ได
๕) การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษานนั้ มิใชเ พยี งเพอื่ จะใหเกรดเทาน้ัน การวัดผล
เปนเครือ่ งชว ยในการพัฒนาการสอนของครู เปนเคร่อื งชวยในการเรียนของนักเรียน ดงั น้ันการสอบ
ปลายภาคครงั้ เดียวจงึ ไมพ อทจี่ ะวดั กระบวนการเจรญิ งอกงามของนกั เรียนได
๖) ในการใหการศกึ ษาทส่ี มบูรณน้ัน สิ่งสาํ คญั ไมไดอยูทก่ี ารทดสอบแคเพยี งอยา ง
เดียว กระบวนการสอนของครูกเ็ ปน สง่ิ สาํ คัญยิ่ง
๗) การวัดผลการศึกษามีความผดิ พลาด ของทช่ี ั่งไดน ํา้ หนักเทากันโดย ตาช่ังหยาบๆ
อาจมนี ้าํ หนักตา งกัน ถา ช่ังโดยตาช่ังละเอยี ด ทฤษฎกี ารวดั ผล เชื่อวา คะแนนทสี่ อบ ได = คะแนนจริง
+ ความผดิ พลาดในการวัด
๘) การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ควรจะเนนการวดั ความสามารถในการใชค วามรู
ใหเปน ประโยชน หรือการนาํ ความรูไปใชใ นสถานการณใ หมๆ
๙) ควรคํานึงถึงขีดจํากัดของเครื่องมือที่ใชในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรีย น
เครือ่ งมอื ท่ใี ชโดยมากคอื ขอสอบขีดจาํ กัดของขอ สอบไดแ กการเลือกตัวแทนของเน้ือหา เพื่อมาเขียน
ขอสอบ ความเช่ือถอื ไดคะแนน และการตีความหมายของคะแนน เปนตน
๑๐) ควรจะใชชนดิ ของแบบทดสอบ หรือคําถามใหสอดคลองกับเน้ือหาเพ่ือ วิชาท่ี
สอบและจดุ ประสงคทีส่ อบวดั
๑๑) ในสภาพแวดลอมทต่ี างกัน คะแนนท่ีสอบไดอาจแตกตางกัน ดงั นั้น ในการ
วัดผลการศึกษาจงึ จะทาํ ขอ สอบไดเสรจ็
๓๓
๑๒) ใหขอสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในดานตาง ๆ เชน มีความยาก งาย
พอเหมาะมีระดับความยากงา ยของภาษาทีใ่ ชเ หมาะสมมีเวลาสอบนานพอ ที่นักเรียนสวนใหญ จะทํา
ขอ สอบไดเ สรจ็ 30๓๑
จากการศึกษาหลักเกณฑเบ้ืองตน ในการสรางแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
สามารถสรุปไดวา การสรา งแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ควรมุง วดั ใหต รงกับวตั ถปุ ระสงค ซึ่ง
การวดั ทดี่ จี ะการเปน เคร่ืองมือทช่ี วยในการพฒั นาการสอนของครู ควรเนนการวดั ความสามารถใน
การใชความรู ใหเ ปนประโยชน หรอื การนําความรูไปใชในสถานการณใ หมๆ สรางขอสอบมีความ
เหมาะสมกบั นักเรียนในดานตาง ๆ และควรคํานงึ ถงึ กระบวนการสอนของครูวาสามารถจดั การเรียนรู
ไดตรงกบั วตั ถุประสงคท ต่ี ง้ั ไวไดหรอื ไมอยา งไร
๒.๔.๖ การวัดและประเมินผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
๑) การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ไพศาล หวงั พานิช (๒๕๒๖, อางถึงใน รชั นีพร มี
สี, ๒๕๕๔) กลาววาการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วา เปนการตรวจสอบระดับความสามารถหรือ
สมั ฤทธผิ์ ล (level of accomplishment ) ของบุคคลวาเรียนแลวรูเ ทาไร มีความสามารถชนดิ ใด ซ่ึง
สามารถวัดได ๒ แบบตามจุดมุง หมายและวชิ าทสี่ อน คอื
๑.๑) การวัดดานปฏิบัติ เปนการตรวจสอบระดับความสามารถในการ
ปฏิบัติหรือทักษะของผูเ รียน โดยมุงเนน ใหผ เู รียนแสดงความสามารถดงั กลาวในรูปการกระทาํ จรงิ ให
ออกมาเปนผลงาน เชน วชิ าศิลปศึกษา พลศึกษา การชาง เปนตน การวัดแบบนี้จึงตองวัด โดยใช
ขอสอบภาคปฏบิ ัติ (performance test)
๑.๒) กา รวัดดา นเน้ือหา เปนการตรวจสอบควา มสามร ถเก่ีย วกับ
เน้ือหาวชิ า (content) อนั เปนประสบการณการเรียนรูของผูเรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถใน
ดา นตา ง ๆ สามารถวดั ไดโดยใชข อ สอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ (achievement test)
๒) การประเมนิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ในการกาํ หนดวตั ถปุ ระสงคเ ชงิ พฤติกรรมท่พี ึงประสงคท ่ีตอ งการใหเกิดข้นึ กับผเู รยี น
บลมู (Bloom, 1956, อางถึงใน รัชนีพร มสี ี, ๒๕๕๔) ไดก ลาวถึงลําดับข้ันของที่ใช
ในการเขยี นวัตถปุ ระสงคเชิงพฤตกิ รรมดานความรูความคิดไว ๖ ข้นั ดังน้ี
๒.๑) ความรูความจํา หมายถึง การระลึกหรอื ทองจาํ ความรตู า ง ๆ ท่ีไดเรียนมาแลว
โดยตรงในขั้นนี้รวมถงึ การระลกึ ถึงขอ มูลขอเท็จจริงตาง ๆ ไปจนถึงกฎเกณฑ ทฤษฎี จากตํารา ดังน้ัน
ขนั้ ความรู ความจาํ จึงจดั ไดวาเปน ข้ันตาํ่ สุด
๒.๒) ความเขาใจ หมายถึง ความสามารถจับใจความสําคัญของ เนื้อหาท่ไี ดเ รียน
หรอื อาจแปลความจากตวั เลข การสรุป การยอ ความตาง ๆ การเรียนรูในขัน้ น้ี ถือวา เปน ข้นั ที่สงู กวา
การทองจําตามปกตอิ ีกขน้ั หนง่ึ
๒.๓) การนําไปใช หมายถึง ความสามารถที่จะนําความรูที่นักเรยี น ไดเรยี นมาแลว
ไปใชในสถานการณใหม ดังน้ันในขัน้ น้ีจงึ รวมถงึ ความสามารถในการเอากฎ มโนทัศนหลกั สําคัญ
๓๑ รชั นีพร มีสี, วิธีการจัดการเรียนรู : เพ่ือพัฒนาความรแู ละทกั ษะ, (กรุงเทพฯ : ภาพพมิ พ, ๒๕๔๒),
หนา ๘๙.
๓๔
วธิ ีการนําไปใช การเรยี นรใู นข้ันนถี้ ือวา นกั เรียนจะตองมีความเขาใจในเนอ้ื หา เปน อยา งดเี สียกอ นจึง
จะนาํ ความรไู ปใช ได ดงั นัน้ จึงจัดอันดับให สูงกวา ความเขาใจ
๒.๔) การวิเคราะห หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเน้ือหาวิชา ลงไปเปน
องคประกอบยอย ๆ เหลาน้นั เพือ่ ทจ่ี ะไดมองเห็นหรือเขา ใจความเกี่ยวโยงตา ง ๆ ในขน้ั นี้ จึงรวมถึง
การแยกแยะหาสวนประกอบยอย ๆ หาความสัมพันธร ะหวางสวนยอ ย ๆ เหลา น้นั ตลอดจนหลัก
สาํ คัญตาง ๆ ทีเ่ ขามาเก่ยี วของกับการเรียนรูในขนั้ น้ี ถือวาสูงกวา การนาํ เอาไปใช และ ตองเขาใจทั้ง
เน้อื หาและโครงสรา งของบทเรยี น
๒.๕) การสังเคราะห หมายถึง ความสามารถท่ีจะนําเอาสวนยอย ๆ มาประกอบกัน
เปนสงิ่ ใหม การสงั เคราะหจงึ เกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบการทดลอง การตง้ั สมมติฐาน การ
แกป ญหาทีย่ ากการเรียนรใู นระดับน้ี เปน การเนน พฤติกรรมท่ีสรา งสรรค
๒.๖) การประเมินคา หมายถงึ ความสามารถท่ีจะตัดสินใจเกีย่ วกับคุณคาตา ง ๆ ซ่ึง
ตอ งวางแผนอยบู นเกณฑท แี่ นน อน การเรียนรูในขั้นน้ถี ือวาเปน การเรยี นรขู ้นั สงู สดุ ของความรคู วามจํา
๓๒
31
๒.๔.๗ การสรางแบบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น
บญุ ชม ศรีสะอาด (๒๕๔๕) กลาววา การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการ
เรียนแบบอิงเกณฑ มขี ัน้ ตอนดงั น้ี
๑) วิเคราะหจ ดุ ประสงค เนอื้ หาข้ันแรกจะตองทําการวิเคราะหวามเี นื้อหาใดบางที่
ตอ งการใหผ เู รยี นเกิดการเรยี นรแู ละเกิดพฤติกรรมหรือสมรรถภาพ
๒) กําหนดจุดประสงคเชงิ พฤติกรรมและกําหนดจํานวนขอในการสอบ โดยควรออก
ขอสอบเกินกวาจํานวนท่ีจะนําไปใชจริง เพราะหลังการนําไปทดลองใชและวิเคราะหหาคุณภาพของ
ขอสอบรายขอ แลว อาจจะไดตัดขอที่มคี ุณภาพตํา่ กวาเกณฑทิง้
๓) กําหนดรูปแบบของขอ คําถามและศกึ ษาวธิ ีการเขียนขอ สอบ เชน ศึกษาหลกั ใน
การเขียนคําถามแบบนั้น ๆ ศึกษาวธิ ีเขียนขอสอบเพื่อวดั จดุ ประสงคประเภทตาง ๆ ศกึ ษาเทคโนโลยี
ในการเขียนขอสอบ
๔) เขียนขอ สอบ เขียนขอสอบตามจุดประสงคเ ชิงพฤติกรรม ตามตารางท่ีกําหนด
จํานวนขอ สอบของแตละจดุ ประสงคเ ชงิ พฤติกรรม และใชรปู แบบเทคนิคการเขยี นตามท่ีศึกษาในข้ัน
ท่ี ๓ ๕. ตรวจทานขอ สอบ นาํ ขอ สอบทเี่ ขยี นไว มาพจิ ารณาทบทวนตามความถกู ตองตามหลกั วิชา
วาแตละขอวัดพฤตกิ รรมยอยหรอื จุดประสงคเชิงพฤติกรรมท่ีตอ งการหรือไม ตัวถูก
ลวงเหมาะสมเขาเกณฑห รอื ไม และทําการปรับปรงุ ใหเหมาะสมยิง่ ขึ้น
๖) ใหเ ชย่ี วชาญพิจารณาความเท่ียงตรงตามเนื้อหา นําจุดประสงคเชิงพฤติกรรม
และขอสอบที่วัดแตล ะจดุ ประสงคไปใหผูเชีย่ วชาญดานการวัดผลและดานเนอ้ื หาจาํ นวนไมตํา่ กวา ๓
คน พิจารณาวา ขอสอบแตละขอ วัดตามจดุ ประสงคท ่ีระบุไวนน้ั หรือไม ถามีขอที่ไมเขาเกณฑ ควร
พจิ ารณาปรับปรุงใหเหมาะสม เวนแตจะไมสามารถปรับปรงุ ใหดีข้ึนไดอยางชัดเจน
๓๒ ไพศาล หวังพานชิ , การประเมินผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน, (กรงุ เทพฯ: สาํ นักงาน, ๒๕๓๓), หนา ๖๘.
๓๕
๗) พิมพแบบทดสอบฉบบั ทดลอง นําขอ สอบทง้ั หมดทผี่ า นการพิจารณาวาเหมาะสม
เขา เกณฑในขนั้ ที่ ๖ มาพิมพเปน แบบทดสอบ มคี าํ ชแี้ จงเกี่ยวกบั แบบทดสอบ วธิ ีตอบ จดั วาง รูปแบบ
การพมิ พใหเหมาสม
๘) ทดลองใชเ พื่อวเิ คราะหหาคุณภาพของขอสอบ ไดแก คา ความยากงา ย คา อาํ นาจ
จาํ แนก และความเช่อื มั่นของขอ สอบท้ังฉบบั
๙) พมิ พแบบทดสอบฉบับจริง นําขอ สอบท่ีมคี า อาํ นาจจาํ แนกเขาเกณฑ จากผลการ
วเิ คราะหใ นข้ันที่ ๘ มาพิมพเ ปนแบบทดสอบฉบับจริงตอ ไป32๓๓
วรรณรัตน อง้ึ สุประเสรฐิ (๒๕๔๒) ไดกลา วถงึ ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ไวดังนี้
๑) กําหนดจุดมงุ หมายในการสรางแบบทดสอบใหชดั เจนวา ตอ งการนําแบบทดสอบ
ไปใชก ับบุคคลกลมุ ใดโดยมีวัตถุประสงคอยางไร เพ่ือนํามาใชเ ปนแนวทางในการกําหนดเน้ือหา
พฤตกิ รรม และรปู แบบของขอสอบ
๒) กาํ หนดเนอ้ื หาและพฤติกรรมที่ตอ งการวัด
๓) สรา งตารางวิเคราะหเนือ้ หาและพฤติกรรม (test blueprint) โดยกําหนดกรอบ
เนอื้ หาทตี่ องการวัดใหช ดั เจน และพจิ ารณาวาเนอ้ื หาที่จะวดั น้นั ควรวัดพฤตกิ รรมในระดบั ใด
๔) เขยี นขอ สอบตามรปู แบบทเ่ี หมาะสมลงในบัตรคํา บตั รละ ๑ ขอ
๕) เรียบเรียงขอ สอบแลวจดั ใหเ ปนรปู แบบที่เหมาะสม ซึ่งตองสะดวกแกการตอบ
และการตรวจใหค ะแนน
๖) ใหผเู ชี่ยวชาญตรวจดูความเท่ียงตรงตามเน้ือหาของขอ สอบ
๗) แกไ ข ปรับปรงุ แลว นาํ ไปทดลองใช
๘) วเิ คราะหห าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
๙) แกไขปรับปรงุ
๑๐) ไดแบบทดสอบท่มี คี ณุ ภาพ33๓๔
จากการศึกษาเอกสาร และงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วขอ งกับวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ผูวิจยั สามารถ
สรปุ ไดว า ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง คะแนนที่ไดจ ากการทาํ แบบทดสอบในรายวิชา หนาที่
พลเมือง โดยใชแ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เปนเครื่องมือในการเก็บขอมูล ซ่ึงเปน
แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลอื กตอบ ๔ ตัวเลือก จํานวน ๒๐ ขอ
๓๓ บุญชม ศรสี ะอาด, การสรา งแบบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน, (กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานชิ , ๒๕๔๕),
หนา ๒.
๓๔ วรรณรัตน อึ้งสุประเสริฐ, ข้นั ตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น, (กรุงเทพฯ :
สาํ นกั งานพมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๔๒), หนา ๙๘.
๓๖
๒.๕ แนวคดิ และทฤษฎกี ารวัดความพึงพอใจ
๒.๕.๑ ความหมายของความพงึ พอใจ
การวดั ความพงึ พอใจ เปนการวัดความรูสึกของบุคคลท่ีมตี อ สิ่งหน่ึงส่ิงใดในลักษณะ
หน่ึงลักษณะใด การที่เราจะทราบวาบุคคลนั้นมีความพึงพอใจหรือไม สามารถสังเกตโดยการ
แสดงออกท่ีคอนขางซับซอ นจึงเปนการยากท่จี ะวัดความพงึ พอใจไดโ ดยตรง การทจี่ ะวัดความคิดเห็น
ของบุคคลเหลานน้ั จะตองตรงกับความรูสึกทแี่ ทจ ริงจงึ จะสามารถวัดความพงึ พอใจที่แทจรงิ ได
Drever (1972)34๓๕ กลาววา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกท่ีเกิดขึ้นไดเมื่อ
บรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามเปาหมายหรือความรูสึกข้ึนสุดทายท่ีเกิดขน้ึ โดยแรงกระตุนจากความสาํ เรจ็ ตาม
วตั ถุประสงค
Applewhite (1965 อางถึงใน จีรภรณ กา ญจน ไพบูลยกุล, ๒๕๒๗)35๓๖ ไดให
ความหมายของความพงึ พอใจวา ความสุข ความสบายทไ่ี ดรับจากสง่ิ แวดลอมทางกายภาพในท่ที าํ งาน
ความสุขท่ไี ดร ับจากการทาํ งานรว มกบั เพื่อนท่มี ีทัศนคติท่ีดตี องานและความพอใจเกย่ี วกับรายได
Dessler (1983 อางถงึ ใน พงษสวัสด จํารัสประเสรฐิ , ๒๕๓๗)36๓๗ อธิบายเก่ยี วกับ
ความพอใจวา เปน ความรูสึกตองานเพ่อื ความตองการที่สาํ คัญของคนเรา เชน การมีสุขภาพดี มีความ
มัน่ คง มีความสมบูรณพ ูนสุข มีพวกพอ ง มีคนยกยอ งตางๆ เหลาน้ไี ดรบั การตอบสนองแลวทา ใหมีผล
ตองาน
Wolman (1979)37๓๘ กลาววา ความพึงพอใจคือ สภาพความรูสึกของบุคคลที่มี
ความสขุ ความอมิ่ เอมใจ เม่ือตองการหรอื แรงจูงใจของตนเองไดรับการตอบสนอง
วิจิตร แสงชัย (๒๕๔๓, น. ๑๑) ๓๙ ไดกลา ววา ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
38
หมายถึงความรสู ึกท่ีผปู ฏบิ ัติงานมีทัศนคติท่ีดีตอ การปฏิบตั ิงาน ความรูสึกน้จี ะจูงใหใ หผูปฏบิ ตั ิงานรัก
งานท่ีรบั ผิดชอบ อยากทาํ งาน คิดตนวิธที ํางานใหมปี ระสิทธิภาพ ซงึ่ จะนําไปสูวิธีการปฏิบตั ิงานทดี่ ี
และจะทําใหอ งคก รบรรลวุ ัตถปุ ระสงคตามความตองการ
๓๕ นงนุช โรจนเลิศ และ วรรณีต. ตระกูล, ความพงึ พอใจในงาน:แนวทางการศึกษาวิจัยสองมิติ,
วารสารวชิ าการพระจอมเกลาพระนครเหนอื , ๒๕๔๐, หนา ๔๐-๔๘.
๓๖ จีรภรณ กาญจนไพบูลย, ความพงึ พอใจของบคุ ลากรสายสนับสนุนในสถาบันอุดมศึกษา, วทิ ยานิพนธ
ครศุ าสตรมหาบณั ฑิต (อดุ มศกึ ษา), จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๒๗.
๓๗ พงษสวสั ด จํารัสประเสริฐ, ร.ต.อ. การศึกษาเปรียบเทียบความพึงพอใจในการปฏบิ ัติหนาที่
ขาราชการตํารวจ กองกํากับการอํานวยการ กองบังคบั การตํารวจ๓ธร ๖ กอนและหลงั ปรบั ปรงุ โครงสรางกรม
ตํารวจ, (ขอนแกน : มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน , ๒๕๓๗).
๓๘ Wolman, Thomas E, Education and Organizational Leadership in Elementary
Schools, Englewood Cliffs, (New Jersey: Prentice – Hall, 1937).
๓๙ วจิ ติ ร แสงชัย, ความพงึ พอใจในการปฏิบตั ิงานของเจาหนา ที่สถานีวิทยุระบบเอฟ. เอม็ . ในเขต
อีสานใต, วทิ ยานิพนธ ค.ม.,สถาบนั ราชภัฏอุบลราชธานี,อบุ ลราชธาน,ี ๒๕๔๓.
๓๗
คําเขื่อน อ่ิมใจ (๒๕๔๕, น. ๒๙) ๔๐ ไดกลาววาความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
39
หมายถึง ความรูสึกนึกคิดหรือทศั นคติของผูปฏิบัติงานท่ีมีตอการปฏิบัติงานรวมท้ังกระบวนการ
องคป ระกอบ ตลอดจนปจ จัยท่เี ก่ยี วขอ งงานนั้นๆ หากเปน ผลไปในทางบวกจะเปนผลใหเกิดความพึง
พอใจตอการปฏิบตั งิ าน จะมีการเสยี สละ อุทิศแรงกาย แรงใจ แรงทรพั ย และสติปญญาใหแ กง านมาก
ข้นึ แตในทางตรงกันขามหากผูปฏิบตั ิงานมคี วามรูสกึ นึกคิดหรือทัศนคติในการปฏิบตั ิงานเปน ไป
ในทางลบ จะมีผลทําใหเกดิ ความไมพงึ พอใจตอ การปฏิบัตงิ าน ความกระตือรือรนปฏิบัตงิ านไมมี
ประสิทธภิ าพ ท้งั น้ีความพึงพอใจในการทา งานจะมีผลมาจากการสรางแรงจงู ใจของผูบริหาร มี
ความสขุ ใจและใชพ ลังทม่ี ีอยูปฏิบัติงานใหป ระสบความสําเร็จตามหมายขององคกรหรอื หนวงงานที่มี
ประสทิ ธิภาพ
ปนดั ดา ยอดระบํา (๒๕๔๔, น. ๖) ๔๑ ไดกลาววา ความพงึ พอใจเปน ความรูสึกที่ดี ท่ี
40
ชอบพอใจ หรือที่ประทบั ใจของบุคคลตอส่ิงใดส่ิงหน่ึงที่ไดรับ โดยส่ิงนนั้ สามารถตอบสนองความ
ตองการท้ังดา นรางกายและจติ ใจ บุคคลทุกคนมคี วามตอ งการหลายส่งิ หลายอยางและมีความตองการ
หลายระดับ ซ่ึงหากไดรบั การตอบสนองก็จะไดรบั ความพึงพอใจ
บังอร คว ร ป ร ะส ง ค (๒๕๕๔, น. ๒๖) ๔๒ ไดกลาววา ควา มพึงพอใจ ห มา ย ถึ ง
41
ความรสู ึกหรือทัศนคติทางดว นบวกของบุคคลซึง่ มีตอส่งิ ใดส่ิงหน่ึง ซึ่งสิ่งน้นั สามารถตอบสนองความ
ตอ งการใหแ กบ ุคคลนั้นได ความพึงพอใจยอมมีความแตกตางกนั ข้ึนอยกู ับประสบการณข องบุคคลท่ี
ไดรับ
พิชิต บตุ รสีสวย (๒๕๔๖, น. ๑๑) ๔๓ ไดกลาววา ความพึงพอใจหมายถึง ระดับ
42
ความรสู กึ ชอบ ความรัก ความยนิ ดยี อมรบั แลการมีเจตคติท่ีดรตอ การปฏิบตั ิงาน ความพึงพอใจเปน
ความรูสึกรวมของบุคคลทมี่ ตี อการทา งานในเชิงบวก เปน ความสุขของบุคคลทีเ่ กดิ จากการปฏิบัติงาน
ทาํ ใหเกดิ ความกระตือรือรน มงุ ม่ัน มีความคิดสรางสรรค และมีกา ลงั ตอการปฏิบตั ิงาน สงผลใหเ กิด
ประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลของงานจนบรรลุความสําเรจ็ ขององคก ร
๔๐ คําเขื่อน อิ่มใจ, ความพึงพอใจในการปฏิบัติหนาท่ีของคณะกรรมโรงเรยี นประถมศกึ ษาจังหวัด
อดุ รธานี, การศึกษาคนควาอิสระ กศ.ม. (บริหารการศึกษา), (มหาสารคาม : บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม, ๒๕๔๕).
๔๑ ปนัดดา ยอดระบาํ , ความพึงพอใจในวชิ าการสอนงานเกษตร ของนกั เรยี น ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี ๖
ของโรงเรียนในสังกัดสาํ นกั งานการประถมศึกษา จังหวัดตรงั , วทิ ยานิพนธ วท.ม, (กรงุ เทพฯ: สถาบันพระจอม
เกลา เจาคณุ ทหาร ลาดกระบัง, ๒๕๔๔).
๔๒ บงั อร ควรประสงค, ความพึงพอใจของขาราชการบํานาญกรมสามัญศึกษาที่มตี อระบบ บริการ
สํานักงานสามญั ศึกษาจังหวัดจันทบุร,ี ปริญญานิพนธรฐั ศาสตรมหาบณั ฑิต บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยบูรพา,
ชลบรุ ี, ๒๕๕๔.
๔๓ พชิ ติ บุตรศรีสวย, ความพงึ พอใจในการปฏิบัตงิ านของบุคลากรสาํ นักงานศึกษาธิการ จังหวัดเขต
การศึกษา ๙. วิทยานพิ นธครศุ าสตรมหาบณั ฑติ (การบริหารการศกึ ษา), (เลย : บัณฑิตวิทยาลัย สถาบนั ราชภฏั เลย,
๒๕๔๖).
๓๘
จากแนวคิดขางตนสรุปไดวา ความพึงพอใจหมายถึง ความรูสึกใน ทางบวก
ความรูสึกชอบ พอใจ หรอื ยินดี เมื่อสิ่งท่ตี นตองการไดรับการตอบสนอง เปนความสุขอยางหน่ึง ซ่ึง
สามารถกระตุน หรือสง เสริมใหมีแรงผลักดนั ในการทํางานหรือการปฏิบตั ิหนาที่นั้นๆ ตอ ไป
๒.๕.๒ แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ กีย่ วของกับความพงึ พอใจ
๒.๕.๒.๑ ทฤษฎขี องมาสโลว (Maslows General Theory of Human Motivation)
มาสโลว (Maslow) ซึ่งกลาวถงึ ความตองการของมนุษย (Human NasicNeeds) จะ
แบงออกเปน ๕ ข้ัน และความตองการขัน้ ตอนเเรกจะตองไดรบั การตอบสนองกอ นจึงจะสามารถ
ตอบสนองความตองการขน้ั ตอ ไปได โดยแบง ความตองการพืน้ ฐานของมนุษยอ อกเปน ๕ ข้นั 43๔๔ ดงั น้ี
๑) ความตองการทางกายภาพ (Physiological Need) เปนความตอ งการขัน้ พ้ืนฐาน
ท่สี าํ คัญทสี่ ุดในการดํารงชีวิต ไดแก อาหาร นาํ้ อากาศ เครื่องนุงหม ยารักษาโรค การขบั ถาย การ
หายใจ ความตองการทางเพศทัง้ หมดน้ี เปน ความตองการท่ีลองไดร ับการตอบสนองเพ่ือความพึง
พอใจในแตละเวลาแตละครั้ง ซ่ึงมนษุ ยทุกคนจะหมกมนุ อยูกับการบําบดั สนองความตอ งการที่จําเปน
เพือ่ ใหรางกายไดอยูรอด เปนสุขสบายเสียกอน เชน เรอ่ื งความหวิ ตราบใดทเ่ี รายงั มคี วามหวิ โหยเรา
จะตดิ อยเู พยี งอยางเดียววาทําอยางไรจึงจะบําบดั ความหิวนีล้ งได ดังน้นั ความตองการอาหารจะเปน
ตวั กระตุนใหค นแสดงพฤตกิ รรม
๒) ความตอ งการความม่ันคงปลอดภัย (Safety and Security Need) เปนความ
ตองการการปกปองคมุ ครองควรเปนปกแผน ความรูส ึกทป่ี ลอดภัยไมม ีส่ิงคุกคาม ไมมคี วามวิตกกงั วล
ความม่นั คงทางจติ ใจและความปลอดภัยทางกาย เชน กรณีของนกั เรียน เดก็ ทุกคนจะตองไปโรงเรยี น
และเด็กจะอยากไปโรงเรียนถารูสึกวาหอ งเรียนเปนท่ปี ลอดภัยมบี รรยากาศทีอ่ บอนุ ไมม ีการรงั แก ขู
เขญ็ ทั้งจากครแู ละเพือ่ น ๆ ไมมีการลงโทษแตถาเด็กมีความรูสึกวาทงั้ ท่ีโรงเรียนและทหี่ องเรียนเปน ที่
ทไ่ี มป ลอดภัยอดึ อดั ไมม ีความเปน กนั เอง วติ กกังวล มกี ารเอารดั เอาเปรยี บ เด็กก็ไมอ ยากไปโรงเรียน
๓) ความตองกา รการ ยอมรับ (Belongingness and Love Need) หา กควา ม
ตอ งการในขั้นแรกท้ังสองข้ันไดร บั การตอบสนองดวยดีและเพียงพอมนษุ ยก็จะมีความตอ งการตอเน่อื ง
สงู ขนึ้ ไปอีกนนั่ คือความตองการยอมรับ รวมทงั้ การไดร ับการยอมรับตัวเองและผลงาน ความรัก ความ
เอื้ออาทร อยากอยูในกลุมเพ่ือน อยากอยูในแวดวงเพื่อนๆ ตองการเปนสวนหนึ่งของกลุมท่ีตน
เกี่ยวของ อยากมีคนรัก ความตองการประเภทน้ี ย่ิงคนทขี่ าดมากจะยิ่งตองการมาก มนุษยทกุ คนมี
ความปรารถนาภายใน เชน การตอ งการความรัก ความหว งใย ความใกลชิดตอ งการใหบุคคลอ่ืนเห็น
ตนเองวามคี ณุ คา มคี วามสําคญั เกดิ ความอ่ิมเอิบอบอนุ และเกดิ ความรูสกึ ทีด่ ีงาม เชน คนท่ขี าดพอ แม
เพ่ือน ก็ย่ิงจะตองการความรักจากคนอ่ืนเขามาชมเชยมากข้ึนเพอื่ ทดแทนความรูสกึ หรือสงิ่ ที่ขาด
หายไป โดยปกติเด็กที่ขาดความรกั มักจะมีวิธเี รียกรองความสนใจและความรักดวยวิธีการที่แปลก ๆ
เชน การลักขโมย การชอบแหย แกลงเพือ่ น และการสงเสียงดงั ในหอง
๔๔ สมจติ สวธนไพบูลยและคณะ, การวจิ ยั และพฒั นาชดุ กกิ รรมการจดั กระบวนการเรียนรทู ีเ่ นน ผเู รยี น
เปนสาํ คญั ดว ยกจิ กรรมทห่ี ลากหลาย, (กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศรีนครทิ รวโิ รฒ, ๒๕๔๗) หนา ๔๘.
๓๙
๔) ความตองการที่จะไดร ับการยกยองและการยอมรับ (Esteem Need) เปนความ
ตอ งการท่จี ะใหตนเองมีคา ในสายตาของตนเองและผอู ืน่ เชื่อม่นั ในตนเอง ถาตอ งการอะไรทีน่ า มาซ่ึง
ชือ่ เสียง และเกียรติยศความสําเร็จ ความรู ความสามารถ ตําแหนงในหนาท่ีการงานคนท่ยี อมรับนับ
ถือตนเองมองเห็นคุณคา และความสามารถของตนเอง จะมี ๒ ลกั ษณะ คอื ลักษณะแรกจะเปน คนท่ี
เชื่อมัน่ ในตนเอง (Social Esteem or Esteem For Others) ใหความชวยเหลอื ตอ สังคมรวมมือเปน
มิตรยอมรับผูอื่น ตระหนักในคณุ คาของผอู ืน่ วา มีศกั ด์ิศรีเชนเดียวกับตน คนลกั ษณะเชนนี้จะใหความ
ไวว างใจคนอื่นวามีความสามารถเชนเดียวกับตนมองโลกในแงดีและลกั ษณะที่สองจะเปน คนมองเห็น
คณุ คาของตวั เอง (Self Esteem) มน่ั ใจในตัวเองสงู ไมคอยมมี นุษยสัมพนั ธ ไมใ ครยอมรับและคุณคา
ของผูอน่ื ไมชอบชวยเหลือผูท ่ีออ นแอกวา คนประเภทนถ้ี าหากมอบหมายการงานใหใครก็จะไมว างใจ
เพราะคิดวาไมมีใครทํางานไดดีเทา ตน ซึ่งหากวิเคราะหลึกๆแลวหากพบวาคนลึกๆประเภทน้ีมี
ความรสู ึกไมม่ันคงปลอดภัย สาํ หรับความตอ งการดา นนี้ หากผูใดไมไดรับการตอบสนอง คนนั้นจะมี
ความรสู กึ ต่ําตอ ย ไรค า ออนแอทางดานจิตใจ หมดหวงั และไมมีความหมาย
๕) ความเขาใจตนเองอยางถองแท (Self-Actualization) การท่ีบคุ คลใดๆ บคุ คล
หนง่ึ ตองการทีจ่ ะพัฒนาความสามารถของตนเองใหสงู ข้ึน เพื่อความตองการบริสทุ ธิ ไมมีสงิ่ ใดแอบ
แฝงในขัน้ น้ีบุคคลตองการใชศกั ยภาพ ความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความตองการของ
ตนเองใหเปนประโยชนอยางสูงสุดพรอมที่จะเปดเผยตวั เองมากกวาที่จะยอมรับความสามารถของ
ใครๆ การเปด รับความสามารถของใครๆ การเปดรับความสามารถยอมรบั ในคณุ คาในคนอื่นจึงจา กัด
ในขณะเดยี วกนั ก็ไมอ ยากใหใ ครทราบถึงจุดออ นและจุดบกพรองของตน
๒.๕.๒.๒ ทฤษฎีความตองการ ERG ของ แอลเดอรเ ฟอร (Alderfer's ERG Theory)
เคลยตัน พี แอนเดอรเฟอร (Clayton P. Alderfer, ๑๙๘๕) ไดสนับสนุนทฤษฎี
ความตองการลา ดบั ขั้นของมาสโลวแ ละปรับเปลี่ยนทฤษฎีความตอ งการของมาสโลวใ หเ ขาใจงาย
โดยป 1969 แอลเดอรเฟอร ไดท า การวจิ ัยที่เรียกวา “An Empirical Test of a New Theory of
HumanNeeds” เพ่อื ทดสอบความตอ งการของมนุษยซ ึง่ รูปแบบความตองการนี้ ไดรบั การยอมรบั วา
เปนทฤษฎคี วามตองการ
ทฤษฎคี วามตองการ ERG ซึ่งจําแนกความตองการออกเปน ๓ ประเภท คือ
๑) ความตองการการดํารงอยู (Existance Needs - E) คือ ความตองการพ้ืนฐาน
เพ่อื ดา รงชีวติ และเพ่ือการอยูร อด เปนความตองการทางดา นรางกายและวัตถุทําใหเ กิดความเปน อยู
ทสี่ ุขสบายและปลอดภัย ซ่ึงความตองการการดา รงอยูของแอลเดอรเ ฟอรไดร วมความตอ งการข้ันท่ี ๑
และความตองการขั้นที่ ๒ ของมาสโลวเ ขา ไวดว ยกัน คือ ความตองการทางดานรา งกายและความ
ตอ งการความมั่นคงปลอดภยั
๒) ความตองการความสมั พันธ (Relation Needs - R) คอื ความตองการทเี่ กี่ยวกับ
ความสัมพนั ธกับบุคคลรอบๆ ตัว และบคุ คลในสังคม ความตองการนี้ความกบั ขัน้ ท่ี ๓ ของมาสโลว ซึ่ง
เรียกวาความตอ งการทางสังคม (Social Need) ซ่งึ แอลเดอรเฟอรไ ดใหความสําคัญกับความตอ งการ
ความสมั พนั ธมากเน่ืองจากมนุษยจะอยูไ ดม ิใชค วามตองการพ้ืนฐานเทา นั้นแตการรวมตัวอยดู วยกัน
เปนกลมุ หรอื หมู มคี วามจําเปน เชน ความสมั พันธกับสมาชิกในครอบครวั และเพือ่ นรว มงาน
๔๐
๓) ความตองการความเจรญิ กาวหนา (Growth Need - G) คอื ความตองการเพื่อ
ความเจริญรอบตัวใหกาวหนา ตอ ไปเปนความตอ งการที่แอลเดอรเ ฟอรไดรวมความตองการขนั้ ที่ ๔
และขนั้ ที่ ๕ ของมาสโลวเขา ไวดวยกนั ซึง่ ความตองการข้ันนีจ้ ะบง บอกถึงความสงู สุดของชวี ิตมนุษย
๒.๕.๒.๓ ทฤษฎีควา มตองการของแมคเคลแลนด (McClellan' AAP Needs
Theory)
เดวิด ซี แมคเคลแลนด (1962) กลาววา มนุษยมีความตองการสําคัญ ๓ ประการ
คอื
๑) ความตองการท่จี ะเขารวมผูกพันกบั ผอู ่ืน (Need for Affiliation) คอื บุคคลท่ใี ห
ความสาํ คญั กับการรักษาสมั พันธภาพและมติ รภาพใหยั่งยืนแสวงหาการมรี ว มกับผอู ืน่
๒) ความตองการท่จี ะมีอํานาจ (Need for Power) คอื บคุ ลทแี่ สวงหาการใชอ าํ นาจ
หรือโอกาสในการควบคุมหรอื มอี ทิ ธพิ ลเหนอื ผูอ น่ื มีความพอใจการเผชญิ หนา หรือโตแ ยง ตอสกู บั ผอู ่นื
๓) ความตองการท่จี ะทางานใหสําเร็จ (Need for Achievement) คือ บุคคลท่ีมี
การวางเปาหมายการปฏิบตั ิงานสงู ชัดเจนและทา ทายความสามารถหรอื ท่มี ีความเปนไปไดท ่ีจะทํา
อะไรใหสําเร็จ มุงความสําเรจ็ ของงานมากกวา ผลตอบแทนเพ่อื เปน เครื่องวดั ผลงานและการประเมิน
ความกา วหนา และพยายามแสวงหาสถานการณซ่ึงสามารถที่จะปอนขอมูลกลบั สาํ หรบั การปฏบิ ัติงาน
ของตน
๒.๕.๒.๔ ทฤษฎีสองปจ จยั ของเฮอรซ เบริ ก (Herzberg' Two-Factor Theory)
เฟรดเดอร ริค เฮอรซเบิรก (1967) ไดศ ึกษาบคุ ลากรของหนว ยงาน โดยมุงเนน
ศกึ ษาประเดน็ ตาง ๓ ประเด็น คอื
๑) เราจะสามารถอธบิ ายทัศนคติของแตละบุคคลที่มีตอ งานของบคุ คลน้ันไดอ ยา งไร
(How Can You Spesify The Attitude of Individual Toward His/Her Jop)
๒) อะไรกอใหเกดิ ทัศนคตินัน้ ๆ (What Lead to These Attitude)
๓) ผลลัพธของทัศน คติเหลาน้ันคืออะไร (What are The Consequencesof
These Attitudes) นอกจากนี้ เฮอรซเบิรก ยังไดศึกษาเพิ่มเติมจากทฤษฎคี วามตองการตามลําดบั ขั้น
ของมาสโลว โดยเนนถึงความเขาใจปจจยั ที่อยูภายในตัวบุคคลทีเ่ ปนสาเหตุทําใหบคุ คลปฏิบตั ิใน
แนวทางหนึ่งๆ โดยเฮอรซเบิรกและคณะไดท า การศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติในการทํางาน ซ่ึงไดท ําการ
สมั ภาษณวิศวกรและนักบญั ชีจานวน ๒๐๓ คน ในเมอื งพทิ ซเ บิรก มลรัฐฟลาเดลเฟย สหรัฐอเมริกา
วา คนเราตองการอะไรจากการทํางานและคา ตอบท่ีคนพบคือ ความตอ งการความสขุ จากการทางาน
น่นั คอื สิง่ ท่ที าใหเกิดความพึงพอใจในการทางาน เฮอรซ เบิรกไดอ ธิบายวา ปจจยั ตา งๆ ท่ีสงผลตอ
ความพงึ พอใจในงานกับปจ จยั ที่สง ผลตอ ความไมพ ึงพอใจในงานนน้ั แยกออกจากกันและไมเหมือนกัน
๒.๕.๒.๕ ทฤษฎคี วามตองการของเมอรเ รย (Murray's Manifest Need Theory)
เฮนร่ี เอ เมอรเรย (Henry A. Murry,1938, p 124) เปนทฤษฎีดา นแรงจงู ใจทเ่ี ปน
ที่รูจักในชวงปค.ศ. 1930-1969 การศึกษาของเมอรเร ยเขียนไวในหนังสือ “ Explorations in
Personality” โดยเมอรเรยพ บวา มนุษยส ามารถแบง ออกเปน กลุมได โดยพิจารณาจากความตอ งการ
ของบุคคล โดยคํานึงถึงดานความรุนแรงของความตองการ (Intensity) และทิศทางของพฤติกรรม