รายงานการศึกษาอิสระทางสังคมศกึ ษา
เรอ่ื ง
การพฒั นาการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าหน้าท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม
และการดาเนินชวี ติ ในสงั คม โดยใชก้ ารจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
รูปแบบ Macro Model ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓
โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ิต จังหวดั ขอนแก่น
โดย
นายธนวฒั น์ พระจนั ทร์
รหัส ๖๑๐๕๕๐๒๐๑๓
งานวิจัยเล่มนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของวิชา (๒๐๓ ๔๒๐)
ศกึ ษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
ตามหลกั สูตรครศุ าสตรบัณฑติ สาขาวชิ าสังคมศึกษา คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแก่น
แบบอนุมัตผิ ลงานวจิ ยั
ด้วยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั วิทยาเขตขอนแกน่ อนุมัตใิ ห้นับการวิจัย เรือ่ ง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชา
หน้าท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนมิ ติ จังหวดั ขอนแกน่
ให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคปฏิบัติของรายวิชาการศึกษาอิสระทางสังคมศึกษา จานวน ๓
หน่วยกิต ตามวัตถุประสงค์หลักสูตรปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น ประจาภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๔
ลงช่อื .....................................ผวู้ ิจัย
(.....................................................)
................/................../.................
คณะกรรมการประเมิน / อนุมัติการศกึ ษาอสิ ระทางสังคมศกึ ษา
ลงชือ่ .......................................อาจารย์ทปี่ รึกษา/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงช่อื .......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงช่อื .......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงชื่อ.......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงชื่อ.......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงช่ือ.......................................กรรมการ/อาจารย์
(................................................)
............./............../..................
ลงชอ่ื .......................................ประธานกรรมการ/ประธานหลกั สตู ร
(................................................)
............./............../..................
ชือ่ งานวิจัย : การพัฒนาการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าหน้าท่พี ลเมอื ง วฒั นธรรม
และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
รปู แบบ Macro Model ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนิมติ จงั หวดั ขอนแก่น
ผู้วจิ ัย : นายธนวฒั น์ พระจนั ทร์
ปรญิ ญา : ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสงั คมศึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยอ์ นสุ รณ์ นางทะราช
ปกี ารศกึ ษา : ๒๕๖๔
บทคดั ยอ่
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อ
พัฒนาการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าหนา้ ทพี่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสงั คม โดยใชก้ ารจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้าน
พรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ๒) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ๓) เพื่อศึกษา
ความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต อาเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น จานวน
๑๙ คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ ๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ๓) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ไดแ้ ก่ ค่าร้อยละ คา่ เฉล่ีย สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั พบว่า
๑) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตใน
สังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๑.๔๐/๘๓.๗๐ ซึ่งสูงกว่า
เกณฑ์ ๗๕/๗๕ ท่ีกาหนดไว้
๒) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี โรงเรียน
ชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น มคี ะแนนหลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ
ทร่ี ะดบั .๐๕
๓) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จังหวดั ขอนแกน่ อยู่ในระดบั มาก ( ̅ = ๓.๙๕ S.D. = ๐.๒๔)
กิตตกิ รรมประกาศ
รายงานการวิจัย เร่ือง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม
และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น เล่มน้ีสาเร็จสมบูรณ์ได้
ด้วยความกรุณา ให้ความช่วยเหลือ แนะนา ให้คาปรึกษา และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
จากอาจารย์ท่ีปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนสุ รณ์ นางทะราช ซ่ึงผ้วู ิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอขอบพระคุณในความกรุณาของผู้เชี่ยวชาญท้ัง ๓ ท่าน ซ่ึงได้แก่ อาจารย์บุญส่ง นาแสวง
อาจารย์วิรัตน์ ทองภู และอาจารย์พันทิวา ทับภูมี ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการตรวจสอบเครื่องมือ
สาหรับใช้ในงานวิจัย และให้คาปรึกษาเพ่ือแก้ไข จนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีความถูกต้องสมบูรณ์
ครบถ้วน
ขอขอบพระคุณท่านผู้อานวยการ คณะครู โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต ที่อานวยความ
สะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในระหว่างการทาวิจัย ได้ให้คาแนะนา และแก้ไขข้อบกพร่อง
ให้งานวิจัยนส้ี มบูรณย์ งิ่ ขึน้
ขอขอบพระคุณคณาจารย์ นักวิชาการทุกท่าน ท่ีเป็นเจ้าของหนังสือและงานวิจัยท่ีมีคุณค่า
ซ่ึงท่านได้เขียนงานเอกสารไว้ให้ได้ศึกษาค้นคว้า เพ่ือเป็นข้อมูลประกอบการเขียนรายงานการวิจัย
ในคร้ังนี้
ขอขอบพระคุณผ้ทู ี่มีสว่ นเก่ียวขอ้ งทกุ ท่านท่ที าใหร้ ายงานการวิจัยคร้งั น้ีสาเรจ็ ด้วยดี
นายธนวัฒน์ พระจันทร์
ผู้วิจัย
สารบญั หนา้
เร่อื ง ก
ข
บทคัดยอ่ ค
กติ ตกิ รรมประกาศ ๑
สารบัญ ๑
บทที่ ๑ บทนา ๒
๓
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหาการวจิ ัย ๓
๑.๒ วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย ๓
๑.๓ สมมติฐานการวิจัย ๕
๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๖
๑.๕ นยิ ามศัพท์เฉพาะ ๖
๑.๖ ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการวิจัย
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้อง ๑๑
๒.๑ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ๑๕
๑๙
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ๒๒
๒.๒ แนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกบั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ๒๕
๒.๓ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกบั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ๒๖
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎีเก่ียวกบั ความพงึ พอใจต่อการจดั การเรียนรู้ ๒๖
๒.๕ งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวข้อง ๒๖
๒.๖ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒๗
บทที่ ๓ ระเบยี บวิธีวิจยั ๓๐
๓.๑ รปู แบบของการวจิ ยั ๓๐
๓.๒ กลุ่มเป้าหมาย ๓๑
๓.๓ เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย ๓๓
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ๓๓
๓.๕ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ๓๔
๓.๖ สถติ ทิ ่ใี ช้ในการวจิ ยั ๓๔
บทท่ี ๔ ผลการวิจัย ๔๐
๔.๑ สญั ลักษณ์ที่ใช้นาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
๔.๒ ลาดบั ขน้ั ตอนนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
๔.๓ ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
๔.๔ องค์ความรูจ้ ากการวิจัย
สารบญั (ต่อ) ง
เรื่อง หน้า
บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ๔๒
๕.๑ สรุปผลการวิจยั ๔๒
๕.๒ อภิปรายผลการวิจยั ๔๓
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ ๔๖
๔๗
บรรณานุกรม ๕๐
ภาคผนวก ๕๑
ภาคผนวก ก รายนามผู้เช่ียวชาญ ๕๓
ภาคผนวก ข แบบประเมินของผูเ้ ชย่ี วชาญ ๗๐
ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ของผู้เชยี่ วชาญ ๗๘
ภาคผนวก ง เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ๑๑๔
ภาคผนวก จ การวเิ คราะห์ข้อมูล ๑๑๘
ภาคผนวก ฉ ภาพบรรยากาศการจัดการเรียนรู้ ๑๒๒
ประวัตผิ วู้ จิ ัย
สารบัญตาราง หนา้
ตารางที่ ๓๔
๓๕
ตารางที่ ๔.๑ แสดงการหาประสทิ ธภิ าพของการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสงั คม โดยใช้การจัด ๓๖
กจิ กรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแกน่ ๓๖
ตารางที่ ๔.๒ แสดงผลการเปรยี บเทียบความแตกต่างของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ๓๗
รายวิชาหนา้ ทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนินชวี ิตในสงั คม โดยใช้
การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรยี นช้ัน ๓๘
ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ติ จังหวัดขอนแก่น
ก่อนเรยี นและหลังเรยี น
ตารางท่ี ๔.๓ ผลการวเิ คราะห์ระดับความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรยี นรู้ รายวชิ า
หนา้ ท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวติ ในสงั คม โดยใช้การจดั
กิจกรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรียนชน้ั
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมิต จงั หวัดขอนแก่น
โดยรวม
ตารางท่ี ๔.๔ ผลการวเิ คราะหร์ ะดบั ความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้ รายวชิ า
หน้าท่ีพลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชวี ติ ในสังคม โดยใช้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรยี นชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จงั หวดั ขอนแกน่
ด้านครูผู้สอน
ตารางท่ี ๔.๕ ผลการวเิ คราะหร์ ะดับความพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรยี นรู้ รายวิชา
หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใชก้ ารจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมิต จังหวัดขอนแกน่
ดา้ นสื่อ
ตารางท่ี ๔.๖ การวเิ คราะหร์ ะดับความพึงพอใจการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าหนา้ ที่
พลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คม โดยใชก้ ารจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรยี นชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ติ จังหวัดขอนแก่น
ด้านกจิ กรรมการเรยี นรู้
สารบัญตาราง (ตอ่ ) ฉ
ตารางท่ี หน้า
ตารางท่ี ๔.๗ การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าหน้าท่ี ๓๙
พลเมอื ง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชวี ิตในสงั คม โดยใช้การจัด ๗๑
กิจกรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรยี นช้ัน ๗๒
ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแกน่ ๗๓
ด้านการวัดผลประเมนิ ผล ๗๔
๗๖
ตารางที่ ๔.๘ ผลการประเมินแผนการจดั การเรยี นรู้ วิชา หนา้ ท่ีพลเมือง วฒั นธรรม
และการดาเนินชีวิตในสงั คม รหัสวชิ า ส ๑๓๑๐๑ สาหรับชนั้
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จงั หวดั ขอนแกน่
แผนการเรียนรทู้ ี่ ๑ เร่อื ง วันหยุดราชการท่เี ก่ียวกับชาติและ
พระมหากษัตริย์ โดยผ้เู ช่ียวชาญ
ตารางที่ ๔.๙ ผลการประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ วิชา หนา้ ทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม
และการดาเนินชวี ิตในสงั คม รหสั วิชา ส ๑๓๑๐๑ สาหรับชนั้
ประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบ้านพรหมนมิ ิต จังหวดั ขอนแกน่
แผนการเรียนรทู้ ี่ ๒ เรือ่ ง วนั หยดุ ราชการท่ีเก่ียวกบั ศาสนา
โดยผเู้ ชี่ยวชาญ
ตารางท่ี ๔.๑๐ ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ วิชา หนา้ ทพ่ี ลเมือง วฒั นธรรม
และการดาเนนิ ชวี ติ ในสังคม รหสั วชิ า ส ๑๓๑๐๑ สาหรบั ชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี ๓ แผนการเรียนร้ทู ี่ ๓ เรอื่ ง วนั หยุดราชการที่
เกีย่ วกับประเพณี โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแกน่
โดยผู้เชย่ี วชาญ
ตารางท่ี ๔.๑๑ ผลการประเมินความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ รายวชิ าหนา้ ท่พี ลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม โดยใชก้ ารจัดกจิ กรรมการ
เรียนรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๓
โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ิต จงั หวดั ขอนแกน่ โดยผ้เู ช่ยี วชาญ
ตารางที่ ๔.๑๒ ผลการประเมินความสอดคล้องระหวา่ งข้อคาถามกับจดุ ประสงค์การ
เรียนรู้ ของแบบสอบถามความพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชา
หนา้ ที่พลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนินชวี ิตในสังคม โดยใชก้ ารจดั
กจิ กรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรียนช้นั
ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแกน่
โดยผเู้ ชีย่ วชาญ
สารบญั ตาราง (ต่อ) ช
ตารางท่ี หน้า
ตารางที่ ๔.๑๓ ผลการวิเคราะหห์ าประสทิ ธิภาพของการพัฒนาการจดั การเรียนรู้ ๑๑๕
รายวิชาหน้าท่พี ลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชวี ิตในสงั คม
โดยใชก้ ารจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model ๑๑๖
ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนมิ ติ
จงั หวดั ขอนแก่น โดยใชส้ ูตรการหาคา่ E๑/E๒ ๑๑๗
ตารางที่ ๔.๑๔ แสดงคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชาหน้าทพี่ ลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม โดยใชก้ ารจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้ รปู แบบ Macro Model ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ิต จงั หวดั ขอนแกน่
ก่อนเรียนกบั หลงั เรียน
ตารางที่ ๔.๑๕ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ า
หนา้ ทพี่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวติ ในสังคม โดยใช้การจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model ของนักเรยี นชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนิมติ จงั หวัดขอนแกน่
โดยนาคะแนนที่ได้มาหาคา่ เฉล่ยี ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
และแปลผลตามมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale)
สารบญั ภาพ หนา้
ภาพท่ี ๒๕
๔๑
ภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
ภาพท่ี ๔.๑ องคค์ วามร้จู ากการวิจัย
บทท่ี ๑
บทนำ
๑.๑ ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปญั หำกำรวิจยั
พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแี่ กไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
ไดกาหนดให้การจัดการศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณทั้งร่างกาย
จิตใจ สตปิ ัญญา ความรู และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยรู่ ่วมกับ
ผู้อื่นไดอย่างมีความสุข๑ ซ่ึงในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ยังไดมุ่ง
พัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เพ่ือใหส้ ามารถอยรู่ ่วมกับผู้อืน่ ในสังคมไดอย่างมีความสุข
ในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก โดยกาหนดให้สถานศึกษาพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ ๘ ประการ ไดแก รักชาติ ศาสน กษัตริย์ ซ่ือสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู อยู่อย่างพอเพียง
ม่งุ มั่นในการทางาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ๒ จะเห็นไดจากการเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง
เป็นการส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนให้สอดคลองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒
และท่แี กไขเพม่ิ เติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕
มนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ ควรมีความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับภาษาแม่ และภาษาสาคัญ ของโลก
ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครอง และหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์
ประวัติศาสตร์ โดยวิชาเหล่าน้ีจะนามาสู่การกาหนดเป็นกรอบแนวคิดสาคัญต่อการจัดการเรียนรู้ใน
เนอื้ หาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) โดยสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ เข้าไปในทกุ วชิ า
พ้ืนฐาน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโลกความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็น
ผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้าน สุขภาพ ความรู้ด้านส่ิงแวดล้อม๓
การเรียนการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ ครตู ้องเปลีย่ นบทบาทเป็นโค้ชดว้ ย เนื่องจากปัจจุบันความรมู้ ีมาก
ครูจะจัดการอย่างไร เพื่อให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้หมด ผลวิจัยแนะนาว่า ให้สอนเฉพาะท่ีสาคัญๆ ผู้เรียน
สามารถนาความรู้นั้น ไปบูรณาการและต่อยอดเองได้ ส่วนความรู้ท่ีไม่ได้สอน ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้เอง
ส่ิงสาคัญในการเรียนการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ คือ เปล่ียนวิธีการของการศึกษาจากให้ความรู้ไปสู่ให้
ทกั ษะเปลย่ี นจากครเู ป็นหลัก เป็นนกั เรยี นเปน็ หลัก๔
๑ กระทรวงศึกษาธิการ, พระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พุทธศักรำช ๒๕๔๒ (ฉบับท่ี ๒) และท่ี
แก้ไขเพิ่มเตมิ พทุ ธศักรำช ๒๕๔๒, (กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทสยามสปอรต์ ซนิ ดิเค จากดั , ๒๕๔๒), หนา ๕.
๒ กระทรวงศึกษาธิการ, หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ :
โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย, ๒๕๖๐), หนา ๗.
๓ ดเิ รก วรรณเศียร, MACRO model : รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ ๒๑, (มหาวิทยาลัย
ราชภฏั สวนดสุ ติ , ๒๕๕๘), หนา้ ๒.
๔ วิจารณ์ พานิช, วิถีสร้ำงกำรเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑, (กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี - สฤษด์ิวงศ์,
๒๕๕๕), หน้า ๗.
๒
ปัญหาที่พบในการจัดการเรียนรู้ ในรายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชวี ิตใน
สังคม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น นักเรียน
ขาดความสนใจในการเรียน ไม่มีความกระตือรือร้น ซ่ึงอาจเกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีไม่
หลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นแบบบรรยาย เน้นให้นักเรียนท่องจา ดังน้ันการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
ต้องมีการให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า และให้ได้อธิบาย ถ่ายทอด จากท่ีได้ศึกษาค้นคว้ามา ตามความ
เข้าใจของตนเอง ให้กับเพื่อนในช้ันเรียนได้ฟัง เพ่ือให้นักเรียนได้เกิดองค์ความรู้ที่ตกผลึกด้วยตนเอง
และเกดิ ความสนใจในการเรยี นมากขน้ึ
การจัดการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญผ่านกิจกรรม เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้
ด้วยตนเองนั้น และมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ เป็นแนวคิดท่ีมีรากฐานมาจากแนวคิดการสร้าง
องค์ความรู้ใหม่ (Constructivism) ซ่ึงเป็นแนวคิดของปลายศตวรรษท่ี ๑๙ จนถึงต้นศตวรรษที่ ๒๐
ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ โดยมีผู้เรียนเป็นสาคัญ (Child Center) แนวคิดการสร้างองค์ความรู้เพ่ือ
การเรียนการสอน ผู้เรียนจะเป็นผู้มีบทบาทในการเรียนรู้อย่างต่ืนตัว เป็นผู้จัดกระทากับข้อมูลหรือ
ประสบการณ์ต่างๆ๕ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญจัดเป็นการจัดการเรียนการ
สอนหน่ึงประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน (Activity Based Learning) การ
เรียนรู้โดยใช้โครงการ หรือโครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เป็นต้น ซ่ึงกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น และกระตุ้น
ความสนใจให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติม ซ่ึงมีรูปแบบที่ตรงตามการจัดการเรียนรู้สาหรับศตวรรษที่
๒๑ คอื รูปแบบ MACRO model
จากความสาคัญและปัญหาขา้ งต้น ผวู้ ิจัยจึงสนใจทจ่ี ะพฒั นาการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวติ ในสงั คม โดยใช้การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ใน รูปแบบ Macro
Model ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ติ จังหวดั ขอนแกน่
๑.๒ วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย
๑.๒.๑ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิต
ในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จงั หวดั ขอนแก่น
๑.๒.๒ เพ่ือเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนิมติ จงั หวัดขอนแกน่
๑.๒.๓ เพ่ือศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม
และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียน
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแกน่
๕ ทิศนา แขมมณี, ศำสตร์กำรสอนองค์ควำมรู้เพื่อกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภำพ, (พิมพ์
ครั้งที่ ๒๓), (กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๒), หนา้ ๙๔.
๓
๑.๓ สมมติฐำนกำรวจิ ยั
๑.๓.๑ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิต
ในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนมิ ิต จังหวดั ขอนแกน่ มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๗๕/๗๕
๑.๓.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตใน
สังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนมิ ิต จังหวัดขอนแก่น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
ที่ระดับ .๐๕
๑.๓.๓ ความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาหน้าทพี่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษา
ปีที่ ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนิมิต จงั หวดั ขอนแก่น อยใู่ นระดับมาก
๑.๔. ขอบเขตกำรวิจัย
๑.๔.๑ ขอบเขตดำ้ นเนอื้ หำ
เน้ือหาท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี เป็นเนื้อหาในรายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม
และการดาเนนิ ชวี ติ ในสังคม เร่อื ง วนั หยดุ ราชการทส่ี าคัญ
๑.๔.๒ ตัวแปรทจ่ี ะศกึ ษำ
- ตวั แปรต้น คือ กิจกรรมการเรยี นรู้ รูปแบบ Macro Model
- ตวั แปรตำม คือ ประสิทธภิ าพของแผนการจัดการเรียนรู้, ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น,
ความพงึ พอใจต่อการจดั การเรยี นรู้
๑.๔.๓ ขอบเขตดำ้ นกลมุ่ เป้ำหมำย
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
อาเภอเมอื งขอนแก่น จังหวดั ขอนแก่น ที่กาลงั ศกึ ษาอยใู่ นภาคเรียนท่ี ๒/๒๕๖๔ จานวน ๑๙ คน
๑.๔.๔ ขอบเขตด้ำนสถำนที่
โรงเรยี นชุมชนบ้านพรหมนมิ ติ อาเภอเมอื งขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแกน่
๑.๔.๕ ขอบเขตดำ้ นระยะเวลำ
ใชร้ ะยะเวลาในการดาเนินการวิจัย ภาคเรยี นท่ี ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔
๑.๕ นยิ ำมศพั ทเ์ ฉพำะ
กำรจัดกำรเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ โดยนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัด
ขอนแก่น เรอื่ ง วนั หยุดราชการท่สี าคัญ จานวน ๓ แผน แผนละ ๑ ชั่วโมง ดังน้ี
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑ วนั หยุดราชการท่เี กี่ยวกบั ชาตแิ ละพระมหากษตั ริย์
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๒ วนั หยุดราชการทเ่ี กีย่ วกับศาสนา
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๓ วนั หยดุ ราชการทเ่ี กยี่ วกบั ประเพณี
๔
รำยวิชำหน้ำท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และกำรดำเนินชีวิตในสังคม หมายถึง วิชาที่นักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต ท่ีต้องเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พ้ืนฐาน กาหนด ในทน่ี ี้ผวู้ ิจัยได้ ใช้สาระการเรียนร้แู กนกลาง เร่ือง วันหยดุ ราชการทีส่ าคัญ
กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนรู้
ตามแนวคิดของ ดิเรก วรรณเศียร ที่มี ๕ ข้ัน ดังนี้
๑. ขนั้ สร้างแรงจูงใจ (Motivation)
๒. ขน้ั การเรยี นรูโ้ ดยตรง (Active Learning)
๓. ขั้นสรปุ องค์ความรู้ (Conclusion)
๔. ขั้นรายงานและนาเสนอ (Reporting)
๕. ข้ันการเผยแพร่ความรู้ (Obtain)
โดยผู้วิจัยได้นามาประยุกต์ ในการจัดการเรียนรู้ รายวิชา รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วฒั นธรรม และการดาเนินชวี ิตในสังคม รวม ๓ แผนการจัดการเรยี นรู้
ประสิทธิภำพ หมายถึง ค่าประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผู้วิจัยกาหนดไว้
๗๕/๗๕ (E๑/E๒) โดยหมายถึง
๑) ๗๕ ตัวแรก (E๑) หมายถึง ร้อยละ ๗๕ ของคะแนนแบบฝึกหัดระหว่างการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้ของนักเรยี น
๒) ๗๕ ตัวหลัง (E๒) หมายถึง ร้อยละ ๗๕ ของคะแนนแบบทดสอบหลังจากการจัด
กิจกรรมการเรียนรขู้ องนกั เรยี น
ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน หมายถึง คะแนนจากการทาแบบทดสอบ เร่ือง วันหยุดราชการที่
สาคัญ โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซ่ึงเป็น
แบบทดสอบแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ ๔ ตวั เลอื ก จานวน ๒๐ ข้อ
ควำมพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึก หรือความประทับใจ ความชื่นชม ท่ีมีต่อการ
จัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหม
นิมิต จังหวัดขอนแก่น จากการทาแบบประเมิน โดยวัดจากแบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้าง
ขึ้น เป็นแบบมาตราส่วนประเมินคา่ ๕ ระดับ จานวน ๒๐ ขอ้
๕
๑.๖ ประโยชนท์ ีไ่ ด้รับจำกกำรวจิ ัย
๑.๖.๑ ไดพ้ ัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตใน
สังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ติ จงั หวดั ขอนแกน่ มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์
๑.๖.๒ ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น และสามารถนารูปแบบ Macro Model
ไปปรับใชก้ บั การจดั การเรยี นรรู้ ายวิชาอ่ืนๆ ได้
๑.๖.๓ ได้ทราบความพึงพอใจของของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้าน
พรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่นต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model เพ่ือเป็นแนวทางในการ
ปรับปรงุ การจัดการเรยี นรู้ให้ดีย่งิ ขึน้ และมคี วามเหมาะสมกบั ผเู้ รียน
บทท่ี ๒
แนวคดิ ทฤษฎี และงำนวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม
โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓
โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ิต ผู้วิจยั ไดศ้ กึ ษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎงี านวจิ ัย และงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง
และไดน้ าเสนอตามหวั ข้อ ดังนี้
๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. ๒๕๖๐)
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกับการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎเี กี่ยวกับความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้
๒.๕ งานวิจัยทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
๒.๖ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
๒.๑ หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขัน้ พ้ืนฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
๒๕๖๐)
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑ น้ี ได้กาหนดสาระการเรยี นรู้ออกเปน็ ๕ สาระ๖
สาระที่ ๑ ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
สาระที่ ๒ หนา้ ท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คม
สาระท่ี ๓ เศรษฐศาสตร์
สาระท่ี ๕ ประวัตศิ าสตร์
สาระที่ ๔ ภมู ศิ าสตร์
มีสาระเพ่ิมเติม ๑ สาระ คือ สาระหน้าท่ีพลเมือง ตามคาสั่ง คสช. ซึ่งได้จัดบูรณาการใน
เน้ือหาสาระท่ี ๒ หนา้ ท่พี ลเมือง วัฒนธรรม การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมนิ ผลการ
เรยี นร้นู ้นั มคี วามสาคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรยี นรู้วิทยาศาสตรใ์ นแต่ละระดบั ช้ันให้มีความ
ต่อเน่ืองเช่ือมโยงกัน ต้ังแต่ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑ จนถึงช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สาหรับกลุ่มสาระการ
๖ กระทรวงศึกษาธิการ, ตัวชว้ี ัดหลกั สูตรแกนกลำง กลุ่มสำระสังคมศึกษำ ศำสนำและวัฒนธรรม ตำม
หลักสูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำข้นั พืน้ ฐำน พทุ ธศักรำช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย, ๒๕๖๐), หนา้ ๗.
๗
เรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมนั้นกาหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียน
จาเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อสามารถนาความรู้น้ีไปใช้ในการดารงชีวิตหรือศึกษาต่อในวิชาชีพได้
โดยจัดเรียงลาดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการเรยี นรู้ และการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ท่สี ่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคดิ ทง้ั ความคิดเป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สาคัญท้ังทักษะกระบวนการทางสังคม
กระบวนการกลุ่ม วิธีการศึกษาทางประวัติศาสตร์ ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนรู้แบบ
Active learning ในการคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรดู้ ว้ ยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ
ว่ามนุษย์ดารงชีวิตอย่างไร ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตาม
สภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการ
พัฒนา เปล่ียนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ ทาให้เกิดความเข้าใจในตนเอง
และผู้อ่ืน มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับ
ใช้ในการดาเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ และสังคมโลก จึงได้จัดทาตัวช้ีวัดและสาระการ
เรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ข้ึน เพื่อให้สถานศึกษา ครูผู้สอน
ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู ส่ือประกอบการเรียน
ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ ท่ีจัดทาข้ึนน้ี ได้ปรบั ปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายใน
สาระการเรียนรู้เดียวกันและระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทางสังคมศึกษา สาระภูมิศาสตร์กับวิทยาศาสตร์
ด้วย นอกจากน้ียังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลงและความก้าวหน้าของ
วทิ ยาการต่างๆ และทดั เทยี มกับนานาชาติ
จากภาระหน้าท่ีการจัดการศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย
อย่างมีคุณภาพตามที่คาดหวัง โรงเรียนจึงได้ดาเนินการปรับปรุงหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ ข้ึน
กล่มุ สำระกำรเรียนร้สู งั คมศึกษำ ศำสนำ และวัฒนธรรม๗
๑. ทำไมต้องเรยี นสงั คมศึกษำ ศำสนำ และวฒั นธรรม
สังคมโลกมีการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็วตลอดเวลากลมุ่ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ว่ามนุษย์ดารงชีวิตอย่างไร ทั้งในฐานะปัจเจก
บุคคล และการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่าง
จากัด นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุ
๗ กระทรวงศึกษาธิการ, หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑, (กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย, ๒๕๖๐), หน้า ๘ - ๑๒.
๘
ปจั จัยต่างๆ ทาให้เกดิ ความเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกล้ัน ยอมรับในความแตกต่าง
และมีคุณธรรม สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในการดาเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ
และสงั คมโลก
๒. เรยี นรู้อะไรในสังคมศกึ ษำ ศำสนำ และวัฒนธรรม
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี
ความเช่ือมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมท่ี
เหมาะสม โดยไดก้ าหนดสาระต่างๆ ไว้ ดงั นี้
ศำสนำ ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถอื การนาหลักธรรมคาสอนไปปฏิบัติในการพฒั นา
ตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นผู้กระทาความดี มีค่านิยมท่ีดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ
รวมทั้งบาเพญ็ ประโยชน์ตอ่ สงั คมและส่วนรวม
หน้ำที่พลเมือง วัฒนธรรม และกำรดำเนินชีวิต ระบบการเมืองการปกครองในสังคม
ปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและ
ความสาคัญ การเป็นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านยิ ม ความเชื่อ
ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าท่ี เสรีภาพ
การดาเนินชีวติ อยา่ งสนั ติสขุ ในสงั คมไทยและสังคมโลก
เศรษฐศำสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและบริการ การบริหารจัดการ
ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การดารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ และการนาหลัก
เศรษฐกจิ พอเพยี งไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน
ภูมิศำสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร
และภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์
ความสัมพันธ์กันของส่ิงต่างๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
ธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนาเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมเพ่ือการ
พฒั นาท่ียง่ั ยนื
สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้
สำระที่ ๑ ศำสนำ ศลี ธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส ๑.๑ รู้ และเข้าใจประวัติ ความสาคัญ ศาสดา หลักธรรมของ
พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดม่ัน และปฏิบัติตาม
หลกั ธรรม เพอ่ื อย่รู ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ุข
มาตรฐาน ส ๑.๒ เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และธารง
รักษาพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทีต่ นนบั ถือ
สำระท่ี ๒ หนำ้ ทพี่ ลเมือง วัฒนธรรม และกำรดำเนนิ ชีวติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่
ดีงาม และธารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลก
อย่างสันติสุข
๙
มาตรฐาน ส ๒.๒ เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น
ศรทั ธา และธารงรักษาไวซ้ ่งึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ
สำระท่ี ๓ เศรษฐศำสตร์
มาตรฐาน ส.๓.๑ เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการ
บริโภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมท้ังเข้าใจหลักการของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง เพือ่ การดารงชีวติ อย่างมีดลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส.๓.๒ เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ทาง
เศรษฐกิจ และความจาเปน็ ของการรว่ มมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สำระที่ ๕ ภมู ิศำสตร์
มาตรฐาน ส ๕.๑ เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธ์ของสรรพ
สิ่งซ่ึงมีผล ต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนท่ีและเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหา
วิเคราะห์ สรปุ และใช้ขอ้ มูลภูมิสารสนเทศอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ส ๕.๒ เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่
ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึ ก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากร
และสง่ิ แวดล้อม เพอ่ื การพฒั นาทีย่ ่ังยืน
คณุ ภำพผ้เู รยี น
จบช้นั ประถมศกึ ษำปที ี่ ๓
๑) ได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเองและผู้ที่อยู่รอบข้าง ตลอดจนสภาพแวดล้อมใน
ท้องถิน่ ทีอ่ ยู่อาศัย และเชือ่ มโยงประสบการณ์ไปสโู่ ลกกว้าง
๒) ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีทักษะกระบวนการ และมีข้อมูลที่จาเป็นต่อการ
พัฒนาให้เป็น ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตามหลักคาสอนของศาสนาท่ีตนนับถือ มีความ
เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ การอยู่ร่วมกันและการทางานกับผู้อ่ืน มีส่วนร่วมในกิจกรรมของ
ห้องเรียน และได้ฝกึ หัดในการตดั สนิ ใจ
๓) ได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน และในชุมชน ในลักษณะ
บูรณาการ ผู้เรียนได้เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับปัจจุบันและอดีต มีความรู้พ้ืนฐานทางเศรษฐกิจได้ข้อคิด
เก่ียวกับรายรับ - รายจ่ายของครอบครัว เข้าใจถึงการเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค รู้จักการออมขั้นต้น
และวธิ กี ารเศรษฐกจิ พอเพียง
๔) ได้รับการพัฒนาแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หน้าท่ี
พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ และภมู ปิ ัญญา เพ่อื เป็นพ้ืนฐานในการทาความเขา้ ใจในข้ันท่ีสูง
ตอ่ ไป
จบชัน้ ประถมศกึ ษำปที ่ี ๖
๑) ได้เรียนรู้เรื่องของจังหวัด ภาค และประทศของตนเอง ท้ังเชิงประวัติศาสตร์
ลักษณะทางกายภาพ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรม รวมทั้งการเมืองการปกครอง สภาพเศรษฐกิจ
โดยเนน้ ความเปน็ ประเทศไทย
๑๐
๒) ได้รับการพัฒนาความรู้และความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
ปฏิบัตติ นตามหลักคาสอนของศาสนาท่ตี นนับถือ รวมทั้งมีส่วนร่วม ศาสนพิธี และพธิ ีกรรมทางศาสนา
มากยิง่ ขนึ้
๓) ได้ศึกษาและปฏบิ ัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิหน้าท่ีในฐานะพลเมืองดีของ
ท้องถิ่น จังหวัด ภาค และประเทศ รวมทั้งได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี
วัฒนธรรม ของท้องถิ่นตนเองมากยิ่งขึ้น
๔) ได้ศึกษาเปรียบเทียบเรื่องราวของจังหวัดและภาคต่างๆ ของประเทศไทยกับ
ประเทศเพื่อนบ้าน ได้รับการพัฒนาแนวคิดทางสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์เพื่อขยายประสบการณ์ไปสู่การทาความ
เข้าใจ ในภูมิภาค ซีกโลกตะวันออกและตะวันตกเก่ียวกับศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมความ
เชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การดาเนินชีวิต การจัดระเบียบทางสังคม และการ
เปลีย่ นแปลงทางสงั คมจากอดตี สูป่ จั จุบนั
จบชัน้ มัธยมศึกษำปที ี่ ๓
๑) ได้เรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก โดยการศึกษาประเทศไทย
เปรยี บเทยี บ กบั ประเทศในภมู ภิ าคตา่ งๆ ในโลก เพื่อพฒั นาแนวคิด เรื่องการอยูร่ ว่ มกันอย่างสันตสิ ุข
๒) ได้เรียนรแู้ ละพัฒนาให้มีทักษะที่จาเป็นต่อการเป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณได้รับ
การพัฒนาแนวคิด และขยายประสบการณ์ เปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาค
ต่างๆ ในโลก ได้แก่ เอเชีย โอเชียเนียแอฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ในด้านศาสนา
คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม การเมืองการปกครอง
ประวัตศิ าสตรแ์ ละภูมศิ าสตร์ ดว้ ยวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ และสังคมศาสตร์
๓) ได้รับการพัฒนาแนวคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคต สามารถนามาใช้เป็น
ประโยชน์ ในการดาเนินชวี ิตและวางแผนการดาเนนิ งานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
จากการศึกษา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้วิจัยได้เลือก
สาระท่ี ๒ หน้าทีพ่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม มาตรฐาน ส ๒.๑ เข้าใจและปฏิบัติ
ตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมท่ีดีงาม และธารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย
ดารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข ตัวช้ีวัด ส ๒.๑ ป ๓/๓ อธิบาย
ความสาคัญของวันหยุดราชการที่สาคัญ มาจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ ในการการพัฒนาการจัดการ
เรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
จังหวัดขอนแก่น
๑๑
๒.๒ แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกับกำรจดั กิจกรรมกำรเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model
๒.๒.๑ แนวคิดกำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model
รูปแบบ Macro Model เกิดจากการสังเคราะห์แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการจัด
การศกึ ษาในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ แนวคิด ๒ แนวคิด คือ แนวคิดสอนน้อยลงเรียนใหม้ าก
(Teach less, Learn more) ซ่ึงเป็นแนวคิดท่ีเน้นให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองให้มากข้ึน
โดยลดบทบาทวิธีการสอนแบบบรรยายของครูให้น้อยลง และอีกแนวคิดคือการเรียนรู้โดยตรง
(Active Learning) โดยมุ่งจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยตนเองให้มากที่สุดผ่าน
การศึกษาค้นคว้าทดลองลงมือปฏิบัติคิดแก้ปัญหาริเริ่มสร้างสรรค์ทางานเป็นกลุ่มสรุปเป็นความรู้
และสามารถนาเสนอไดอ้ ย่างเหมาะสม๘
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ Macro Model เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตาม
ลักษณะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ทวีศักด์ิ จินดานุรกั ษ์ ได้อธิบายเก่ียวกับนกั เรียนในยุคการศกึ ษา
๔.๐ นักเรยี นมีความสามารถหลายอย่างอยู่ในตวั โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถด้านการคิด๙ ได้แก่
๑) การคิดวเิ คราะห์ (Analytical Thinking) เป็นการคดิ ในการแยกแยะข้อมูลท้ังที่เปน็ ข้อเท็จจรงิ และ
ข้อคิดเห็นออกเป็นส่วนย่อยๆ และมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์เชิงเหตุผลของข้อมูลเหล่านั้นเพื่อใช้
เป็นพื้นฐานในการคิดระดับอื่นๆ หรือทาให้เกิดความเข้าใจเหตุการณ์ในแง่มุมต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
๒) ความคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เป็นการคิดท่ีจาเป็นต้องระบุประเด็นปัญหา
ประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากการคิดทางกว้างคิดทางลึกซึ้งคิดอย่างละเอียดและคิดในระยะไกล
วิเคราะห์ข้อมูลพิจารณาทางเลือกผ่านการพิจารณาข้อมูลโดยใช้หลักเหตุผลและระบุทางเลือกท่ี
หลากหลายลงความเห็นหรือแสดงความคิดเห็นตัดสินใจทานายอนาคตโดยการประเมินทางเลือกและ
ใช้เหตุผลท่ีเหมาะสม ๓) การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นการคิดท่ีมีองค์ประกอบสาคัญ
ตามแนวคิดของพอลจอร์แลนซ์ (Paul Torrance) ประกอบด้วยการคิดคลอง (Fluency) การคิด
ยืดหยุ่น (Flexibility) การคิดละเอียดลออ (Elaboration) และการคิดค้นแบบ (Originality)
๔) การคิดผลิตภาพ (Productive Thinking) เป็นการคิดที่อาศัยความสามารถทางสมองของแต่ละ
บุคคลในการสร้างภาพที่เกิดขึ้นให้ออกมาเป็นส่ิงท่ีเป็นรูปธรรมจนสามารถนาไปใช้แก้ปัญหาหรือท่า
ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้ด้วยการสร้างผลงานแนวทางนี้จะมุ่งเน้นให้มีผลงานเกิดขึ้นจากนักเรียนไม่
ว่าผลงานวิชาการ ผลงานการประดิษฐ์ ผลงานสร้างสรรค์อื่นๆ เช่น ผลงานทางภาษา ผลงานการ
ทดลองผลงานศิลปะ เป็นต้น ๕) การคิดนวัตกรรม (Innovation Thinking) เป็นการคิดเพื่อสร้าง
ผลผลิตท่ีเกิดจากความคิดหรือองค์ความรู้ใหม่ของนักเรียนโดยต้องไม่ซ้าแบบและมีความคิดเชิงบวก
และ ๖) การคิดรับผิดชอบ (Responsible Thinking) เป็นการคิดเพื่อรับผิดชอบต่อการกระทาในทุก
ขั้นตอนตลอดจนรับผิดชอบต่อผลผลิตที่สร้างขึ้นโดยคานึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมด้วย
นอกจากน้ีกระทรวงศกึ ษาธิการ ได้อธิบายเกี่ยวกบั การเรยี นรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ไวว้ า่ ควรเป็นการเรียน
จากการค้นคว้าด้วยตนเองของนักเรียน โดยมีครูเป็นผู้แนะนาและช่วยออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้
๘ ดเิ รก วรรณเศยี ร, MACRO model : รูปแบบกำรจดั กำรเรยี นรู้สำหรบั ศตวรรษท่ี ๒๑, (มหาวทิ ยาลัย
ราชภฏั สวนดสุ ติ , ๒๕๕๘), หน้า ๔.
๙ ทวีศกั ด์ิ จนิ ดานุรักษ,์ ครูและนกั เรยี นในยคุ กำรศึกษำไทย, วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนร้ทู างไกลเชิง
นวตั กรรม, ปีท่ี ๗ ฉบับท่ี ๒ กรกฎาคม – ธันวาคม ๒๕๖๐, หน้า ๑๔.
๑๒
นกั เรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ตนเองได้ และเกิดทักษะการเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี ๒๑ ได้แก่ 3R 8C เป็นต้น๑๐ จากแนวคิดและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ดังกล่าว
มาแล้วข้างต้นน้ัน การจัดการเรียนร้ตู ามรูปแบบ Macro Model ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสาคัญ
๕ องคป์ ระกอบ๑๑ ดงั น้ี
M motivation การสร้างแรงจูงใจ แรงบันดาลใจ ความสนใจและความ
ตอ้ งการในการเรียนรู้
A active learning การเรียนรู้ท่ีผู้เรียนได้มีโอกาสได้ความรู้โดยตรงจาก
การลงมือกระท้าด้วยตนเอง ด้วยวิธีการเรียนรู้ท่ีหลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆท่ีหลากหลายเป็น
การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคญั
C conclusion ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้หรือสังเคราะห์ส่ิงที่ได้เรียนรู้ตาม
ความคดิ และภาษาของตนเอง
R reporting ผู้เรียนส่ือสารและนาเสนอผลการเรียนรู้ด้วยภาษาวิธีการ
และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม
O obtain ผู้เรียนนาผลการเรียนรู้ท่ีได้รับไปใช้ประโยชน์เผยแพร่ความรู้สู่
ครอบครัว ชุมชน และสังคม ด้วยวธิ กี าร สื่อ หรือเทคโนโลยีทเี่ หมาะสม
จากการศึกษา แนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model สรปุ ได้วา่ รูปแบบ
MACRO model เกิดจากการสังเคราะห์แนวคิดท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑
ซึง่ ประกอบด้วยองคป์ ระกอบสาคัญ ๕ องค์ประกอบ
๒.๒.๒ แนวกำรจดั กิจกรรมกำรเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model
การจัดการเรียนรู้ตาม Macro Model แบ่งเป็น ๕ ข้ันตอน๑๒ โดยแต่ละขั้นตอน มี
แนวทางดงั นี้
๑. ขนั้ สร้างแรงจงู ใจ (Motivation) ครูผู้สอนรว่ มมอื กับผูเ้ รียนในการกาหนดหรือต้ัง
ประเดน็ ความรู้ หรือหัวขอ้ เกีย่ วกบั การเรยี นรตู้ ามแผนทยี่ ดึ โยงกบั หลกั สูตร เป็นขนั้ ท่ีผู้เรยี น จะรับรถู้ ึง
จุดหมายและมีแรงจูงใจในการเรียนรู้บทเรียน ผู้สอนสามารถเลือกใช้กิจกรรมต่างๆ ในการนาเข้าสู่
บทเรียนและการเรียนรู้ เช่นการเล่าเร่ืองต่างๆ ให้ผู้เรียนซักถาม หรือต้ังค่าถาม การฉายภาพนิ่งให้
ผู้เรียนชมและติดตาม การชวนสนทนา เพื่อให้ผู้เรียนต้ังประเด็นที่ต้องการรู้การกระตุ้นความสนใจ
ดว้ ยเกม เพลง ภาพ การอ่าน/ฟังข่าวจากหนังสือพิมพ์การยกตัวอย่างประโยค ค่าพังเพย บทกวี ฯลฯ
จุดที่สาคัญในข้ันตอนนี้คือการตั้งประเด็นอภิปราย การใช้ค่าถามสร้างพลังความคิดการกาหนด
หรือการตั้งประเด็นความรู้ หรือหัวข้อเกี่ยวกับการเรียนรู้ในข้ันตอนต่อไป และให้ผู้เรียนได้เล็งเห็น
ประโยชน์ท่ีจะได้รับจากการเรยี นรหู้ รือเกดิ แรงบนั ดาลใจ
๑๐ กระทรวงศกึ ษาธิการ, กำรขับเคลอ่ื นกำรศึกษำมธั ยมศกึ ษำไทย ๔.๐ เพ่ือกำรมงี ำนทำแห่งศตวรรษที่
๒๑, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั , ๒๕๖๐), หนา ๑๘.
๑๑ ดิเรก วรรณเศยี ร, MACRO model : รปู แบบกำรจดั กำรเรียนรูส้ ำหรับศตวรรษที่ ๒, (มหาวิทยาลยั
ราชภัฏสวนดสุ ติ , ๒๕๕๘), หน้า ๗.
๑๒ ดิเรก วรรณเศียร, MACRO model : รปู แบบกำรจัดกำรเรียนรูส้ ำหรบั ศตวรรษที่ ๒, (มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั สวนดสุ ติ , ๒๕๕๘), หนา้ ๘.
๑๓
๒. ข้ันการเรียนรู้โดยตรง (Active Learning) ในการสอนครั้งแรก ครูควรให้ความรู้
พ้ืนฐานเก่ียวกับการสร้างองค์ความรู้ ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนท่ี ๑ แนวทางการสืบค้นความรู้เพ่ือให้ได้
ความรู้ท่ีต้องการ ส่วนท่ี ๒ ศาสตร์ สาขา แขนงความรู้และแหล่งความรู้ท่ีเกี่ยวข้อง ส่วนที่ ๓
การเรียบเรียงข้อมูล ข้อค้นพบ ความคิด ความคิดเห็น การให้เหตุผลโต้แย้ง และสนับสนุน เพื่อให้
ผูเ้ รียนเข้าใจถึงการกระบวนการสร้างองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้แต่ละคร้ัง ครูผ้สู อนควรมีเทคนิค
การจัดการเรียนรู้ท่ีหลากหลายได้แก่ การอภิปรายกลุ่มเพ่ือแลกเปล่ียนความคิดเห็น การระดมพลัง
ความคิด การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จาลอง โดยเน้นกระบวนการคิดซ่ึงเป็นหัวใจของขั้นตอนการ
เรียนรู้ ผ้เู รียนจะศึกษาค้นคว้าตามประเด็นความรู้ หรือหัวข้อที่ตกลงกัน ครผู ู้สอนจะกระตุ้นให้ผู้เรียน
ดาเนินกิจกรรมเพ่ือสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยใช้วิธีการ ค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
สมั ภาษณ์ผู้รู้ ปฏิบัติการค้นหา (ทดลอง สืบเสาะ สังเกต สารวจ) ร่วมมือเพื่อเขยี นคาอธิบาย แบ่งงาน
ความรับผิดชอบภายในกลมุ่ โดยแหลง่ ความร้มู ีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ฯลฯ
๓. ขั้นสรุปองค์ความรู้ (Conclusion) ผู้เรียนนาผลการอภิปรายและสาธิตที่เป็นผล
จากการแลกเปลี่ยนเรียนรูร้ ะหว่างกันมากาหนดเป็นความคิดใหม่ หรือความรู้ใหม่ โดยใชว้ ิธีการเขียน
ด้วยแผนผังความคิดเขียนโครงงาน/โครงการ เขยี นบรรยาย/เขียนรายงาน จดบันทกึ วาดภาพ แต่งคา
ประพันธ์ โดยสรุปเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ฯลฯ ในขั้นตอนน้ีผู้สอนสามารถประเมินความรู้
และความคิดใหม่ ของผู้เรียน โดยใช้วิธีการอภิปราย ตรวจสอบผลงาน สอบถามความคิดของกลุ่ม
ทดสอบความรู้ ฯลฯ
๔. ข้ันรายงานและนาเสนอ (Reporting) ข้ันนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผล
งานการสร้างความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้า หรือตรวจสอบความเข้าใจ
ของตนและช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนใช้ความคิดสร้างสรรค์แต่หากต้องมีการปฏิบัติตามความรู้ท่ีได้ ขั้นนี้
จะเป็นข้ันปฏิบัติ และมีการแสดงผลงานท่ีได้ปฏิบัติด้วย ในขั้นนี้ผู้เรียนสามารถแสดงผลงานด้วย
วิธีการต่างๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การอภิปราย การแสดง บทบาทสมมติ เรียงความ วาดภาพ
การนาเสนอดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการนาเสนออาจเปน็ ภาษาไทยหรือภาษาองั กฤษตามความ
เหมาะสมฯลฯและอาจจัดใหม้ ีการประเมินผลงานโดยมเี กณฑท์ ี่เหมาะสม
๕. ขั้นการเผยแพร่ความรู้ (Obtain) เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน
การนาความรู้ความเข้าใจของตนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลาย เพิ่มความชานาญ
ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและความจาในเร่ืองน้ันๆ เป็นการให้โอกาสให้ผู้เรียนใช้
ความรู้ให้เป็นประโยชน์ เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ หลังจากประยุกต์ใช้ความรู้ ควรท่าการ
เผยแพร่ความรู้ไปยังครอบครัว ชุมชน และสังคม หรือแม้แต่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยการ
เผยแพร่อาจจัดท่าเป็นเอกสาร จัดป้ายนิเทศ จัดกิจกรรม หรือการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์
เชน่ websites Facebook Line YouTube หรือสอื่ และวธิ กี ารอน่ื ๆ
การเรยี นรขู้ น้ั ท่ี ๑ - ๓ เปน็ กระบวนการของการสร้างความรู้
ข้ันที่ ๔ - ๕ เป็นขั้นตอนท่ีช่วยให้ผู้เรียนได้นาเสนอและนาความรู้ไปใช้ รวมทั้ง
เผยแพร่องคค์ วามรูไ้ ปยงั สาธารณชน
จากการศึกษา แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model สรุปได้ว่า
แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model มี ๕ ข้ันตอน ซ่ึงมีกระบวนการของการสร้าง
๑๔
ความรู้ ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าของตัวผู้เรียนเอง และช่วยให้ได้นาเสนอ และนาความรู้ไปใช้
รวมทั้งเผยแพรอ่ งคค์ วามรู้ ให้ผอู้ นื่ ได้
๒.๒.๓ ควำมสำคัญของกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model
๑. ฝกึ ให้ผู้เรียนกล้าต้ังคาถาม กล้าคิด กล้าตดั สินใจ กล้าแสดงออก เปลยี่ นการเรียน
จากแบบรับฟังอย่างเดียว (passive) เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (active) การตั้งคาถามเพราะเกิดข้อ
สงสัย เป็นจุดเร่ิมต้นของ Lifelong Learning ถามแบบสร้างสรรค์ก่อให้เกิดประโยชน์ เป็นการตั้งต้น
หาคาตอบอย่างถูกวธิ ี ยั่วยุให้เดก็ มคี วามสนใจใฝร่ เู้ ป็นการเรียนรแู้ ละแก้ปญั หา
๒. การเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ
เป็นการสอนให้สามารถสืบค้นความรู้ ท่ีมีมากมายในโลก ตามแนวคิดของปราชญ์ชาวจีนท่ีว่า
สอนชาวบ้านหาปลา ดีกว่าเอาปลาไปใหช้ าวบ้าน ทาใหผ้ เู้ รียนมที กั ษะในการเรียนร้ตู ลอดชวี ิต
๓. การสรุปความรู้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนได้ความรู้ท่ีตกผลึกเป็นของผู้เรียน
เอง เป็นความรู้ใหมท่ ผี่ ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ผูเ้ รยี นจะจดจาความรู้นี้ไดน้ าน
๔. กอ่ นสรุปองค์ความรู้ ครูเปิดโอกาส ให้นกั เรียนได้อภิปรายกัน ดูเหตุผลท่ีมีทฤษฎี
รองรับก่อนสรุป ซ่ึงจะเป็นการส่งเสริมทักษะการทางานเปน็ ทีม ความร่วมมือ และวิถีชีวิตตามระบอบ
ประชาธิปไตยด้วย ฝกึ ความเปน็ ผู้นา สง่ เสริมคุณธรรมจริยธรรม
๕. การสื่อสารและนาเสนอ เป็นสมรรถนะสาคัญในระดับสากลท่าให้ผู้เรียนได้มี
พัฒนาการทางดา้ นภาษา และมคี วามสามารถในการนาเสนอ มที ักษะการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
๖. ความรู้ท่ีนาไปใช้และเผยแพร่ เปน็ การส่งเสรมิ ให้มีการพัฒนานวตั กรรมเพื่อใช้ใน
การพัฒนาประเทศตอ่ ไป
จากการศึกษา ความสาคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model จะช่วยให้ผู้เรียน กล้าตั้งคาถาม กล้าคิด
กลา้ ตดั สนิ ใจ กล้าแสดงออก เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามแนวคิดการจดั การเรียนรโู้ ดยเน้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญ
ตกผลึกเป็นของผู้เรียนเอง เป็นความรู้ใหม่ท่ีผ่านกระบวนการเรียนรู้ท่ีถูกต้อง ส่งเสริมทักษะการ
ทางานเปน็ ทีม มคี วามสามารถในการนาเสนอ
จากท่ีได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเก่ียวกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ผวู้ ิจัยไดน้ าการจัดการเรียนรู้แบบ Macro Model มาปรบั ใช้ ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชา
หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ิต จังหวัดขอนแก่น
๑๕
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับผลสัมฤทธ์ทิ ำงกำรเรยี น
๒.๓.๑ ควำมหมำยของผลสมั ฤทธ์ทิ ำงกำรเรียน
วุฒิชัย ดำนะ๑๓ ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ระดับความรู้
ความสามารถและทักษะท่ีได้รับและพัฒนามาจากการเรียนการสอนวิชาต่างๆ โดยอาศัยเคร่ืองมือใน
การวดั ผลหลงั จากการเรียนหรือจากการฝึกอบรม
พิมพ์ประภำ อรัญมิตร๑๔ ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
คุณลักษณะ และความรู้ความสามารถที่แสดงถึงความสาเร็จท่ีได้จากการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ
ซึง่ สามารถวัดเปน็ คะแนนได้จากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎหี รอื ภาคปฏิบัติหรือทัง้ สองอย่าง
เสำวลักษณ์ หล้ำสิงห์๑๕ ได้เสนอความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่าเป็น
ผลท่ีเกิดจากการเรียนการสอนการฝึกอบรมในวิชาต่างๆ ทาให้นักเรียนมีความสามารถหรือมี
พฤติกรรมที่พัฒนาข้ึน ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัยด้านจิตพิสัยและด้านทักษะพิสัยซึ่งสามารถสังเกต
และวัดไดด้ ้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ดา้ นตา่ งๆ
ฟิกรี กีไร๑๖ ได้สรุปว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถ
และทักษะต่างๆ ที่เป็นผลจากการจัดการเรียนการสอน การฝึกอบรมในวิชาต่างๆ ซ่ึงสามารถสังเกต
และวัดได้ดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ใิ นดา้ นตา่ งๆ ที่ผูว้ ิจยั สร้างข้ึน
จากการศึกษา ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปไดวา ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะความรู ความสามารถของบุคคลที่มีการพัฒนาขึ้นหลังจากไดรับ
การเรียนการสอนการฝึกฝนและการอบรมจนประสบความสาเร็จในด้านความรูทักษะ และสรรถภาพ
ดา้ นตา่ งๆ
๑๓ วุฒิชัย ดานะ, ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบรรยำกำศและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทำงกำร
เรียนของนักศึกษำในโรงเรียนสังกัดสำนักงำนเขตพื้นท่ีกำรศึกษำในจังหวัดเลย, (วิทยานิพนธ์ ค.ม. เลย :
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เลย, ๒๕๕๓), หนา้ ๓๒.
๑๔ พิมพ์ประภา อรัญมิตร, ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนภำษำไทย ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษำปีที่ ๖ สังกัดสำนกั งำนเขตพื้นทก่ี ำรศกึ ษำเลยเขต ๓ โดยกำรวเิ ครำะห์พหุระดับ, (วทิ ยานิพนธ์ ค.ม.
เลย : มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเลย, ๒๕๕๒), หน้า ๑๘.
๑๕ เสาวลักษณ์ หล้าสิงห์, กำรศึกษำผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนและเจคติต่อวิทยำศำสตร์โดยใช้กำรสอน
แบบสืบเสำะหำควำมรู้ (5E) ด้วยสื่อประสมเร่ืองระบบประสำทและอวัยวะรับควำมรู้สึกสำหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษำปที ี่ ๕ (Unpublished Master's thesis), (ชลบรุ ี : มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๕๘), หน้า ๓๐.
๑๖ ฟิกรี กิไร, กำรเปรียบเทียบกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณและควำมคงทนในกำรเรียนรู้วิชำชีววิทยำ
เรื่อง อำณำจักรของสิ่งมีชีวิต ด้วยกำรจัดกำรเรียนรู้ในรูปแบบ MACRO MADEL ร่วมกับเทคนิคแผนผัง
ควำมคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี ๖, (ปทุมธานี : วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรังสิต,
๒๕๕๑), หน้า ๔๑.
๑๖
๒.๓.๒ องค์ประกอบที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ ผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรยี น
บลูม (Bloom)๑๗ กล่าวว่าส่ิงท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีอยู่ ๓ ตัวแปร
คือ
๑. พฤติกรรมด้านปัญญา (Cognitive entry behavior) เป็นพฤติกรรม
ด้านความรู้ ความคิดความเข้าใจ หมายถึง การเรียนรู้ที่จาเป็นต้องการเรียนเร่ืองนั้น และมีมาก่อน
เรียน ไดแ้ ก่ ความถนดั และพืน้ ฐานความรเู้ ดิมของผู้เรยี นซึง่ เหมาะสมกบั การเรยี นรู้ใหม่
๒. คุณลักษณะทางอารมณ์ (Affective entry characteristic) หมายถึง
แรงจงู ใจใฝ่สมั ฤทธิท์ ีท่ าให้ผู้เรียนเกดิ ความอยากเรียนเกิดความอยากรใู้ นส่ิงใหม่ๆ ได้แก่ ความสนใจใน
วิชาท่ีเรยี นเจตคติท่ีดีตอ่ เน้ือหาวิชาและสถาบนั ท่ีให้การยอมรับความสามารถของตัวเอง
๓. คุณ ภ าพการเรียนการสอน (Quality of instruction) หมายถึง
ประสิทธิภาพการเรียนการสอนท่ีผู้เรียนได้รับ ได้แก่ การชี้แนะให้คาแนะนา การปฏิบัติ การบอก
จุดมุ่งหมายของการเรียนและงานที่ต้องทาให้ผู้เรียนทราบอย่างชัดเจน การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมการเรียนการสอนการเสริมแรงของผู้สอนที่มีต่อผู้เรียน การใช้ข้อมูลย้อนกลับ หรือการให้
ผเู้ รยี นรผู้ ลวา่ ตนเองกระทาได้ถกู ต้องหรือไม่ และการแก้ไขข้อบกพร่อง
วรรธนพงศ์ สิทธิโชค๑๘ ได้กล่าวถึง องค์ประกอบต่างๆ ท่ีมีอิทธิพลต่อ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซงึ่ สามารถสรปุ ได้ดงั น้ี
๑) องค์ประกอบเกย่ี วกบั ตวั นักเรียน ได้แก่
๑.๑) การเจรญิ เตบิ โตของร่างกาย สุขภาพ ข้อบกพรอ่ งทางกาย
๑.๒) สติปญั ญาของนกั เรียน
๑.๓) เจตคติตอ่ โรงเรียนครู และวชิ าทเ่ี รียน
๑.๔) วุฒภิ าวะแรงจูงใจ หรือมโนมิตแิ หง่ คน
๑.๕) นสิ ัยในการเรียน หรอื วธิ ีการเรียน
๑.๖) คุณลักษณะของนกั เรยี น
๑.๗) พฤติกรรมของนกั เรียนการปรับตัวรู้
๑.๘) ความรู้ ความสามารถ ความคดิ ของนักเรียน
๑.๙) เวลาทน่ี ักเรียนใช้ในโรงเรยี น และนอกโรงเรยี น
๒) องค์ประกอบเดยี วกบั โรงเรยี น
๒.๑) ลักษณะของโรงเรยี นและชุมชน
๒.๒) หลักสูตร
๑๗ ศิลา สงอาจินต์, ผลกำรจัดกำรเรียนรู้โดยใช้วิธีกำรสืบเสำะควำมรู้ท่ีมีต่อควำมสำมำรถในกำรคิด
วิเครำะห์ ควำมสำมำรถในกำรคิดแก้ปัญหำและผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนวิทยำศำสตร์ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษำปีที่ ๕, (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน, มหาวิทยาลัยทักษิณ,
๒๕๕๔), หน้า ๘๐.
๑๘ วรรธนพงศ์ สิทธิโชค, สำเหตุควำมด้อยสัมฤทธิ์ในกำรเรียนวิชำคณิตศำสตร์ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษำตอนปลำยในกรุงเทพมหำนคร (Unpublished Master's thesis), (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๐), หน้า ๑๔ - ๑๕.
๑๗
๒.๓) สภาพการณภ์ ายในโรงเรียน
๓) องคป์ ระกอบเกี่ยวกบั ครู
๓.๑) คณุ ลกั ษณะของครู
๓.๒) พฤติกรรมของครู
๓.๓) คุณภาพการสอนของครู
๔) สภาพแวดล้อม
๔.๑) ความสัมพนั ธก์ บั สมาชิกในครอบครวั
๔.๒) ความสัมพนั ธ์กบั เพอ่ื นวัยเดียวกันทงั้ ใน และนอกโรงเรียน
๔.๓) วฒั นธรรมและสังคม
๔.๔) สภาพสงั คมในห้องเรยี น
จากการศกึ ษา องคป์ ระกอบที่มอี ิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สรุปได้ว่า องค์ประกอบ
ท่ีมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรียนการสอนท่ีจะประสบความสาเร็จได้น้ันขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบ ด้านตัวนักเรียน ด้านตัวครู ด้านสังคม และปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงท่ีสาคัญ คือ วิธีการ
จดั การเรียนรู้
๒.๓.๓ กำรประเมินผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียน
ล้วน สำยยศ และ อังคณำ สำยยศ๑๙ สรปุ ได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ได้เป็น
๒ พวก คือ
๑. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของคาถามท่ีครูเป็นผู้สร้างข้ึน ซ่ึงเป็น
ข้อคาถามเก่ียวกับความรูท่ีนักเรียนได้เรียนในห้องเรียนว่านักเรียนมีความรู้มากแคไหน บกพรอง
ตรงไหนจะได้สอนซ่อมเสริม หรือเป็นการวัดความพร้อมที่จะได้เรียนในบทเรียนใหม่ขึ้นอยู่กับความ
ต้องการของครู
๒. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทนี้สร้างข้ึนจาก ผู้เช่ยี วชาญ
ในแต่ละสาขาวิชา หรือจากครูผู้สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองคุณภาพหลายครั้ง จนกระท่ังมี
คุณภาพดีจึงสร้างเกณฑ์ ปกติของแบบทดสอบนน้ั สามารถใชเ้ ป็นหลักเปรียบเทียบ ผลเพอ่ื ประเมินค่า
ของการเรียนการสอนใน เรื่องใดๆ ก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือ ดาเนินการสอบ บอกวิธีสอน
และยังมีมาตรฐานในด้าน การแปลคะแนนด้วยทั้งแบบทดสอบที่ครู สร้างข้ึนและแบบทดสอบ
มาตรฐานมีวิธีการสร้างข้อคาถาม เหมือนกัน เป็นคาถามท่ีวัดเน้ือหา และพฤติกรรมที่สอนไปแล้ว
จะเป็นพฤติกรรมที่สามารถต้ังคาถาม วัดได้ซ่ึงควรวัดให้ครอบคลุม พฤติกรรมต่างๆ ดังน้ี ๑.) ความรู้
ความจา, ๒.) ความเข้าใจ, ๓.) การนาไปใช้, ๔.) การวิเคราะห์, ๕.) การสังเคราะห์ และ๖.) การ
ประเมินคา่
๑๙ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, เทคนิคกำรวิจัยเพ่ือกำรศึกษำ, พิมพ์คร้งั ท่ี ๕, (กรุงเทพฯ : สุวรี ิยา
สาส์น, ๒๕๓๘), หนา้ ๑๔๖ - ๑๔๗.
๑๘
Bloom อ้ำงถึงใน วิรัช วรรณรัตน์๒๐ ได้ลาดับข้ัน ของความรู้ไปใช้ในการเขียน
วัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤติกรรม ดา้ นความรู้ ความคดิ ไว้ ๖ ขัน้ ดังน้ี
๑) ความรู้ความจา หมายถึง การระลึก หรือท่องจาความรู้ต่างๆ ท่ีได้เรียน
มาแล้วโดยตรงรวมถงึ การระลึกถึงข้อมูลข้อเท็จจรงิ ต่างๆ ไปจนถึงกฎเกณฑท์ ฤษฎีจากตารา ดังน้นั ขั้น
ความรู้ความจาจงึ จดั ได้ว่าเปน็ ขนั้ ต่าสุด
๒) ความเข้าใจ หมายถึงความ สามารถที่จะจับใจความสาคัญของเน้ือหาท่ี
นักเรียนได้เรียนไปหรืออาจแปลความจากตัวเลขการสรุปการย่อความต่างๆ การเรียนรู้ ในขั้นน้ีถือว่า
เป็นข้นั ทส่ี งู กว่าการท่องตามปกติอกี ชน้ั หน่งึ
๓) การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถท่ีจะนาความรู้ที่นักเรียนได้เรียน
มาแล้ว ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ดังน้ันในขั้นน้ีจึงรวมถึงความสามารถในการเอากฎมโนทัศน์
หลกั สาคญั วธิ ีการใช้การเรยี นรู้ในขัน้ นี้ ถือว่านักเรยี นจะต้องมีความเขา้ ใจในเนื้อหาเปน็ อย่างดีเสยี ก่อน
จงึ จะนาความรไู้ ปใช้ได้ ดงั นัน้ จึงจัดอนั ดับให้สงู กวา่ ความเข้าใจ
๔) การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะแยกแยะเนื้อหา วิชา ลงไป
เป็นองค์ประกอบย่อยๆเหล่าน้ัน เพ่ือที่จะได้มองเห็นหรือเข้าใจความเก่ียวโยงต่างๆในขั้นน้ี จึงรวมถึง
การแยกแยะหาสว่ นประกอบยอ่ ยๆ หาความสมั พันธ์ระหว่างสวนย่อยๆ เหล่าน้ันตลอดจนหลักสาคัญ
ต่างๆ ท่ีเข้ามาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ในขั้นน้ีถือว่าสูงกว่าการนาไปใช้และต้องเข้าใจท้ังเน้ือหา
และโครงสร้างของบทเรยี น
๕) การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนาเอาส่วนย่อย ๆ
มาประกอบกันเป็นสิ่งใหม่ การสังเคราะห์จึงเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบ การทดลอง
การตั้งสมมติฐาน การแก้ปัญหาที่ยากๆ การเรยี นรู้ในระดับนี้เป็นการเน้นพฤติกรรมสร้างสรรค์ในทาง
ท่ีจะสร้างแนวคิด หรือแบบแผนใหม่ๆ ขึ้นมาดังน้ันการสังเคราะห์เป็นส่ิงท่ีสูงกว่าการวิเคราะห์อีก
ชัน้ หนึง่
๖) การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถท่ีจะตัดสินใจเก่ียวกับคุณค่า
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคาพูด นวนิยาย บทกวี หรือรายงานการวิจัย การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องวางแผน
อยู่บนเกณฑ์ที่แน่นอน เกณฑ์ดังกล่าวอาจจะเป็นสิ่งที่นักเรียนคิดข้ึนมาเอง หรือนามาจากท่ีอ่ืนก็ได้
การเรียนรใู้ นข้นั นี้ถือวา่ เป็นการเรยี นรขู้ ้ันสงู สุด
จากการศึกษา การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สรุปได้ว่า การประเมิน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สามารถจาแนกออกเป็น ๒ ประเภท คือ การประเมินที่สร้างโดยครูผู้สอนใน
รายวชิ านั้นๆ และ การประเมินท่ีสร้างโดยกลุ่มผ้เู ชี่ยวชาญของสาขาวิชาต่างๆ การสร้างแบบประเมิน
จะมีการประเมินหลายด่าน เช่น ความรู้ ความเข้าใจ ในเนอ้ื หาวิชานั้นๆ เป็นตน้
จากทไี่ ด้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎเี ก่ียวกบั การวัดผลสัมฤทธ์ิ เพื่อนาไปใช้ในการสรา้ งแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางเรียนรู้ ในรายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม
เร่ือง วันหยุดราชการท่ีสาคัญ เพ่ือให้แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ มีความเหมาะสมกับ
เน้ือหา และสอดคล้องกับจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ และเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้สอบ โดยผู้วิจัยเลือกใช้
๒๐ วิรัช วรรณรัตน์, กำรวัดและกำรประเมินผลกำรศึกษำ, (กรุงเทพฯ : สานักงานทดสอบทางการศึกษา
และจติ วทิ ยามหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสานมติ ร, ๒๕๓๙), หน้า ๓๙ - ๔๖.
๑๙
หลักการวัดผลตามแนวคิดของ Bloom ในด้านพุทธิพิสัย คือ ความรู้ ความจา ความเข้าใจ
การนาไปใช้ การวเิ คราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมนิ ค่า
๒.๔ แนวคิด ทฤษฎเี ก่ียวกบั ควำมพงึ พอใจต่อกำรจดั กำรเรยี นรู้
๒.๔.๑ ควำมหมำยควำมพงึ พอใจต่อกำรจดั กำรเรยี นรู้
ชริณี เดชจินดำ๒๑ ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเป็น
ความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องความรู้สึกพอใจ
จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนอง หรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหน่ึง
ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลง และไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือจุดมุ่งหมายน้ันไม่ได้รับการ
ตอบสนอง
สง่ำ ภู่ณรงค์๒๒ ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกท่ีเกิดขึ้นเมื่อได้รับ
ความสาเรจ็ ตามความม่งุ หมาย หรือเป็นความร้สู ึกข้ันสุดท้ายที่ไดร้ บั ผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์
ปริญญำ จำรรัชต์และคณะ๒๓ กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีความรู้สึก
หรือทัศนคติในทางท่ีดีของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงที่ปฏิบัติ ร่วมปฏิบัติ หรือได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ
โดยผลตอบแทนท่ีได้รับรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่างๆที่เก่ียวข้องเป็นปัจจัยทาให้เกิดความพึงพอใจ
หรือไม่พงึ พอใจ
จากการศึกษา ความหมายความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า ความพึง
พอใจ เป็นทัศนคติอยา่ งหนึ่งท่ีเปน็ นามธรรม เป็นความรู้สึกส่วนตัว ทั้งทางด้านบวกและลบ ขึ้นอยู่กับ
การได้รบั การตอบสนองเปน็ สิง่ ที่กาหนดพฤติกรรมในการแสดงออกของบุคคลที่มีผลต่อการเลือกที่จะ
ปฏิบตั สิ ิ่งใดสง่ิ หนึง่
๒.๔.๒ แนวคดิ และทฤษฎที เี่ ก่ียวกับควำมพงึ พอใจตอ่ กำรจัดกำรเรียนรู้
วิชัย เหลืองธรรมชำติ๒๔ ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่าความพึงพอใจ
มีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์คือพึงพอใจจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือความต้องการของมนุษย์
ไดร้ ับการตอบสนองซง่ึ มนุษยไ์ ม่วา่ อยู่ในท่ใี ดย่อมมีความต้องการข้นั พ้นื ฐานไมต่ ่างกัน
๒๑ ชริณี เดชจินดา, ควำมพึงพอใจของผู้ประกอบกำรต่อศูนย์กำจัดกำกอุตสำหกรรมแขวงแสมดำเขต
บำงขุนเทียนจังหวัดกรุงเทพมหำนคร, (วิทยานิพนธ์สังคมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสิ่งแวดล้อม, บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวิทยาลยั มหดิ ล, ๒๕๓๕), หนา้ ๖.
๒๒ สง่า ภู่ณรงค,์ ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงประสิทธิผลในกำรปฏิบัติงำนของศึกษำธิกำรอำเภอตำมอำนำจ
หน้ำทีข่ องสำนกั งำนศึกษำธิกำรอำเภอและควำมพึงพอใจของข้ำรำชกำรสำนักงำนศึกษำธิกำรในเขตกำรศกึ ษำ,
(วิทยานิพนธ์ กศ.ม. , มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั , ๒๕๔๐), หน้า ๙.
๒๓ ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ, ควำมพึงพอใจของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ใช้เสบียงสัตว์จังหวัด, (คณะ
ศึกษาศาสตร์ของนสิ ติ มหาวิทยาลยั นเรศวรพษิ ณุโลก : คณะศกึ ษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๔๖), หน้า ๓.
๒๔ วิชัย เหลืองธรรมชาติ, ควำมพึงพอใจและกำรปรับตัวต่อสภำพแวดล้อมใหม่ของประชำกรใน
หมบู่ ้ำนอพยพเข่อื นรัชชประภำ (เขือ่ นเช่ยี วหลำนจงั หวัดสรุ ำษฎร์ธำนี), (๒๕๓๑), หนา้ ๙.
๒๐
สุเทพ พำนิชพันธ์ุ๒๕ ได้สรุปถึงส่ิงจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความ
ความพึงพอใจไว้ดังน้ี
๑. สิง่ จูงใจทีเ่ ป็นวัตถุ ได้แก่ เงิน ส่งิ ของ เปน็ ต้น
๒. สภาพทางกายที่ปรารถนาคือสิ่งแวดล้อมในการประกอบกิจกรรมต่างๆ
ซงึ่ เป็นสง่ิ สาคญั อยา่ งหน่ึงอันกอ่ ใหเ้ กิดความสุขทางกาย
๓. ผลประโยชน์ทางอุดมคติหมายถึงส่ิงต่างๆ ท่ีสนองความต้องการของ
บุคคล
๔. ผลประโยชน์ทางสังคม คือความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรมอัน
จะทาให้เกิดความผูกพันความพึงพอใจ และสภาพการอยู่ร่วมกันอันเป็นความพึงพอใจของบุคคลใน
ด้านสังคมหรือความมั่นคงในสังคมซึ่งจะทาให้รู้สึกมีหลักประกัน และมีความมั่นคงในการประกอบ
กิจกรรม
ความพึงพอใจเปน็ ความรสู้ ึกที่ดีท่ีชอบที่พอใจหรือท่ีประทับใจของบคุ คลต่อ
ส่ิงใดส่ิงหนึ่ง ท่ีได้รับโดยส่ิงน้ันสามารถตอบสนองความต้องการท้ังด้านร่างกาย และจิตใจ บุคคลทุก
คนมีความต้องการหลายส่ิงหลายอย่าง และมีความต้องการหลายระดับ ซ่ึงหากได้รับการตอบสนองก็
จะก่อให้เกิดความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้ใดๆ ท่ีจะทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจการเรียนรู้นั้น
จะต้องสนองความต้องการของผู้เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับความต้องการท่ีส่งผลต่อความพึงพอใจที่สาคัญ
สรุปได้ดังน้ีทฤษฎีลาดับช้ันของความต้องการ Maslow (Needs - Herarchy Theory) เป็นทฤษฎี
หนึง่ ท่ีไดร้ ับการยอมรับอยา่ งกวา้ งขวางโดยต้ังอยบู่ นสมมตฐิ านเกยี่ วกับพฤติกรรมของมนุษย์ ดังน้ี
๑. ลกั ษณะความต้องการของมนษุ ย์ ได้แก่
๑.๑ ความต้องการของมนุษย์เป็นไปตามลาดับช้ันความสาคัญ โดยเร่ิม
ระดับความตอ้ งการขั้นสงู สุด
๑.๒ มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอเม่ือความต้องการอย่างหนึ่งได้รับ
การตอบสนองแล้วกม็ คี วามต้องการส่งิ ใหม่เข้ามาแทนท่ี
๑.๓ เม่ือความต้องการในระดับหน่ึงไดร้ ับการตอบสนอง แล้วจะไม่จูงให้
เกิดพฤติกรรมต่อสิ่งน้ัน แต่จะมีความต้องการในระดับสูงเข้ามาแทนและเป็นแรงจูงใจให้เกิด
พฤตกิ รรมนั้น
๑.๔ ความต้องการที่เกิดขึ้นอาศัยซ่ึงกันและกัน มีลักษณะควบคู่คือเม่ือ
ความต้องการอยา่ งหนงึ่ ยงั ไม่หมดสิ้นไปกจ็ ะมีความตอ้ งการอีกอยา่ งหนึ่งเกิดขึ้นมา
๒. ลาดบั ขนั้ ความตอ้ งการของมนุษยม์ ี ๕ ระดับ ได้แก่
๒.๑ ความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย (Physiological Needs)
เป็นความต้องการเบื้องต้น เพ่ือความอยู่รอดของชีวิตเช่นความต้องการอาหาร น้า อากาศ
เคร่ืองนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัยและความต้องการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมี
อทิ ธิพลต่อพฤตกิ รรมของคน กต็ ่อเมื่อความต้องการทง้ั หมดของคนยังไม่ได้รับการตอบสนอง
๒๕ สุเทพ พานชิ พนั ธ์ุ, ควำมพงึ พอใจของเกษตรกรในกำรเข้ำรว่ มโครงกำรปรับโครงสร้ำงและระบบกำร
ผลติ กำรเกษตรจังหวัดอบุ ลรำชธำนี, (วทิ ยานิพนธว์ ิทยาศาสตร์มหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยแม่โจ,้ ๒๕๔๑), หนา้ ๕.
๒๑
๒ .๒ ค ว าม ต้ อ งก ารค ว าม ม่ั น ค งป ล อ ด ภั ย (Security Needs)
เปน็ ความรู้สึกที่ต้องการความมัน่ คงปลอดภัยในปัจจุบันและอนาคตซ่งึ รวมถึงความก้าวหน้าและความ
อบอุ่นใจ
๒.๓ ความต้องการทางสังคม (Social or Belonging Needs) ได้แก่
ความต้องการท่จี ะเขา้ รว่ ม และได้รบั การยอมรบั ในสังคมความเป็นมิตร และความรักจากเพอ่ื น
๒.๔ ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องหรือมีช่ือเสียง (Esteem
Needs) เป็นความต้องการระดับสูง ได้แก่ ความต้องการอยากเด่นในสังคมรวมถึงความสาเร็จความรู้
ความสามารถความเปน็ อสิ รภาพ และเสรแี ละการเปน็ ที่ยอมรบั นับถอื ของคนทั้งหลาย
๒.๕ ความต้องการที่จะได้รับความสาเร็จในชีวิต (Self Actualization
Needs) เป็นความต้องการระดับสูงของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการนึกอยากจะเป็นอยากจะได้ตาม
ความคิดเหน็ ของตัวเองแต่ไมส่ ามารถแสวงหาได้
จากการศึกษา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ จะเป็นตัวบ่งช้ีถึง ความเหมาะสม และสามารถพัฒนาผู้เรียน และผู้เรียนมี
ความสนใจในกจิ กรรมทีจ่ ัดขน้ึ ของการจัดการเรยี นรูท้ ่ีจัดทาขึน้
๒.๔.๓ กำรวดั ควำมพึงพอใจ
ปริญญำ จเรรัชต์ และคณะ๒๖ กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระทาได้
หลายวิธี ไดแ้ ก่
๑. การใช้แบบสอบถามโดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการ
ทราบความคิดเห็น ซึ่งสามารถทาได้ในลักษณะท่ีกาหนดคาตอบให้เลือก หรือตอบคาถามอิสระ
คาถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริการ การบริหาร และเง่ือนไขต่างๆ
เปน็ ต้น
๒. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหน่ึง ซึ่งต้องอาศัย
เทคนิค และวิธีการทดี่ ที ี่จะทาใหไ้ ดข้ อ้ มูลทเ่ี ป็นจริงได้
๓. การสังเกตเป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคล
เป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูดกิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทาอย่างจริงจัง
และการสงั เกตอย่างมรี ะเบยี บแบบแผน
อโรชำ ทองลำว, พัลลภ สุวรรณฤกษ์,สมเกียรติ ไทยปรีชำ และศศิน เทียนดี๒๗
มาตราวัดของลิเคิร์ท (Likert's summated rating scale) ลิเคิร์ท นิยาม เจตคติตามนิยามของเทอร์
สโตน (Thurstone) ที่กาหนด เจคติให้มีเพียงองค์ประกอบด้วย คือ ความรู้สึกหรืออารมณ์หรือ
ความคิดท่ีมีต่อสิ่งหนึ่งดังน้ัน การสร้างเครื่องมือของลิเคิร์ท จึงมุ่งถามตรงๆ ลงไปที่ “ความรู้สึก”
๒๖ ปริญญา จเรรัชต์ และคณะ, ควำมพึงพอใจของเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ใช้เสบียงสัตว์จังหวัด, (คณะ
ศกึ ษาศาสตรข์ องนสิ ติ มหาวิทยาลยั นเรศวรพิษณโุ ลก : คณะศกึ ษาศาสตรม์ หาวิทยาลยั นเรศวร, ๒๕๔๖), หนา้ ๕.
๒๗ อโรชา ทองลาว, พัลลภ สวุ รรณฤกษ์,สมเกียรติ ไทยปรีชา และศศิน เทยี นดี, กำรศึกษำควำมพงึ พอใจ
ของนิสิตมหำวทิ ยำลัยเกษตรศำสตร์ วิทยำเขตกำแพงแสน ต่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนรปู แบบออนไลน์ประจำ
ภำคต้น ปกี ำรศึกษำ ๒๕๖๓, (วารสารศลิ ปะศาสตร์และอตุ สาหกรรมบรกิ าร, ปีท่ี ๔ ฉบับท่ี ๒ กรกฎาคม - ธันวาคม
๒๕๖๔), หนา้ ๖๒๑.
๒๒
หรือ “ความคิด” (“ความเห็น”) ซึ่งเป็นข้อคาตอบออกจากใจของผู้ถูกถาม โดยถามทานองว่า ท่าน
เห็นดว้ ยกบั ส่ิงท่กี าหนดในระดับใด ให้เลือกได้ ๕ ระดับหรอื ๗ ระดับ (พัฒนาขึ้นภายหลัง) ดังภาพว่า
เหน็ ดว้ ยอยู่ในระดบั ใด ก่อนจะตคี วามหมายเทียบกับเกณฑ์
จากการศกึ ษา การวัดความพึงพอใจ สรุปไดว้ ่า การวัดความพึงพอใจ สามารถทาได้
หลายวิธี เช่น การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต เป็นตน้ ได้มาซึ่ง ความรู้สึก ความพอใจ
ความชอบ ในสิ่งท่ตี อ้ งการวดั นนั้ ๆ โดยมรี ะดับความพงึ พอใจ ในการวัด
จากที่ได้ศึกษา แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้เลือก
การจดั ทาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมอื ง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น แบบมาตราส่วนประเมินค่า ๕
ระดบั จานวน ๒๐ ขอ้ ตามวธิ ีของ Likert
๒.๕ งำนวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง
ฟิกรี กีไร๒๘ ศึกษาการเปรียบเทียบการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความคงทนในการเรียนรู้
วิชาชีววิทยา เร่ือง อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต ด้วยการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Macro Model ร่วมกับ
เทคนิคแผนผังความคิด ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียนการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความคงทนในการเรียนรู้
ทางการเรียนวิชาชีววิทยาเรื่องอาณาจักรของส่ิงมีชีวิตด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบ Macro model
ร่วมกับเทคนิคแผนผังความคิดโดยกลุ่มเป้าหมายท่ีศึกษาคร้ังนี้คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๖
ห้อง ๖๐๕ และ ๖๐๗ จานวนห้องละ ๔๖ คน ณ สถานศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ในภาค
เรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ Macro model ร่วมกับเทคนิค
แผนผังความคิดเรื่อง อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดการคิดอย่างมี
วิจารณญาณ และแบบทดสอบความคงทนของการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Macro model มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .๐๑ นอกจากนย้ี ังพบว่ามีการคิดอย่างมวี ิจารณญาณหลังการจัดการเรยี นรู้
สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .๐๑ เช่นเดียวกับคะแนนของความคงทนใน
การเรียนรู้หลงั เรียนสูงกวา่ เกณฑ์ท่ีกาหนด อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .๐๑ จงึ สามารถสรุปได้ว่า
การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Macro model ร่วมกับแผนผังความคิดสามารถส่งผลให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ทกั ษะการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และความคงทนในการเรยี นรู้ที่ดขี ึน้
๒๘ ฟิกรี กิไร, กำรเปรียบเทียบกำรคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณและควำมคงทนในกำรเรียนรู้วิชำชีววิทยำ
เรื่อง อำณำจักรของสิ่งมีชีวิต ด้วยกำรจัดกำรเรียนรู้ในรูปแบบ MACRO MADEL ร่วมกับเทคนิคแผนผัง
ควำมคิดของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีที่ ๖, (ปทุมธานี : วิทยานิพนธศ์ ึกษาศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยรังสิต,
๒๕๕๑), หน้า ข.
๒๓
ดวงใจ งำมศิริ๒๙ ศึกษาการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Leaming โดยใช้รูปแบบ
MACRO Model ในรายวิชาการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาการ
จัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยใช้รูปแบบ MACRO Model ในรายวิชาการ
ประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ โดยการศึกษารูปแบบ และเอกสารประกอบการเรียนรู้สาหรับการจัดการ
เรียนรู้ตามรูปแบบที่สร้างขึ้น และนาไปใช้กับผู้เรียนระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ ๒ จานวน ๑๐ คน
เคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวิจยั ได้แก่ แบบประเมนิ คุณภาพของรูปแบบ แบบทดสอบ แบบประเมินความพึง
พอใจ และแบบประเมินความคิดเห็น ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ Active
Learning โดยใช้รูปแบบ MACRO Model ในรายวิชาการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ ผู้เชี่ยวชาญเห็น
ด้วยในระดับมาก คะแนนสอบหลังเรียนของผู้เรียนสูงกว่าก่อนเรียนรวมเฉล่ีย ๖.๖๑ และมีค่า t-test
เท่ากับ ๕.๘๘ ความพึงพอใจของผเู้ รียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น อยู่ใน
ระดับมาก และความคิดเห็นของครูผู้สอนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบท่ีพัฒนาข้ึน
มคี วามพงึ พอใจในระดบั มาก
อภินันท์ สิริรัตนจิตต์ และนธี เหมมันต์๓๐ ได้ศึกษาสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนที่
เน้นผู้เรียนเป็นสาคญั ของคณาจารยม์ หาวิทยาลัยหาดใหญ่ มวี ัตถปุ ระสงค์ เพื่อศกึ ษาสมรรถนะในการ
จัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของคณาจารย์มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กลุ่มตัวอย่างเป็น
คณาจารย์จานวน ๑๒๗ คน จากประชากรจานวน ๑๘๘ คนของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ที่ปฏบิ ัตหิ น้าที่
ในปีการศึกษา ๒๕๕๗ ไดม้ าจากการสมุ่ แบบแบ่งช้นั โดยใชแ้ บบสอบถามเปน็ เครื่องมือในการรวบรวม
ข้อมูล ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลกระทาโดยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ เพ่ือวิเคราะห์สถิติพื้นฐานด้าน
ค่าเฉล่ีย พบว่า สมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในภาพรวม อยู่ในระดับ
มาก เม่ือจาแนกรายด้านท้ัง ๖ ด้านพบว่าจานวน ๕ ด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์
ศักยภาพของผู้เรียน และเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล ด้านการประเมินผลการเรียนการสอนท่ี
สอดคล้องกับสภาพการเรียนรู้ ด้านความสามารถในการจัดประสบการณ์เรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียน
เป็นสาคัญ ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองและผู้เรียน
และด้านการนาผลประเมินมาปรับเปล่ียนการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาผู้เรียน ส่วนด้านการวิจัยเพื่อ
พฒั นาส่ือและการเรียนร้ขู องผูเ้ รยี น และนาผลไปใช้พัฒนาผูเ้ รียนอยู่ในระดับปานกลาง
พงษ์ธลักษณ์ สิบแก้ว, ธเนศพงศ์ ธีรัตน์ และปิยะรัตน์ ชำวอบทม๓๑ ศึกษาเจตคติของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๕ โดยมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ MACRO เรื่องระบบประสาท
วัตถุประสงค์การวิจัย เพ่ือพัฒนาการจัดการเรียนรู้รูปแบบ MACRO เร่ือง ระบบประสาท และเพ่ือ
๒๙ ดวงใจ งามศิริ, กำรจัดกำรเรียนกำรสอนแบบ Active Learning โดยใช้รูปแบบ MACRO model
ในรำยวชิ ำกำรประมวลผลแบบกลุม่ เมฆ, (วารสาร มจร นครน่าน ปริทรรศน์ ๓ (๒), ๒๕๕๒), หน้า ๗๘.
๓๐ อภินันท์ สิริรัตนจิตต์, และนธี เหมมันต์, สมรรถนะในกำรจัดกำรเรียนกำรสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญของคณำจำรยม์ หำวทิ ยำลยั หำดใหญ่, (สงขลา : การประชุมหาดใหญว่ ิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาตคิ ร้ังท่ี
๘ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่, ๒๕๖๐), หน้า ๓๐.
๓๑ พงษ์ ธลักษณ์สิบแก้ว, ธเนศ พงศ์ธีรัตน์ และปิยะรัตน์ ชาวอบทม, เจตคติต่อกำรจัดกำรเรียนรู้แบบ
MACRO เรื่องระบบประสำทของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๕, (งานประชมุ วชิ าการระดบั ชาติมหาวิทยาลัยรังสิต
ประจาปี ๒๕๖๒, ๒๕๖๒), หนา้ ๖๗๗ - ๖๘๖.
๒๔
ศึกษาเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ MACRO โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ ๕ จานวน ๓๖ คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
แผนการจัดการเรียนรู้แบบ MACRO เร่ือง ระบบประสาท แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของ
นกั เรยี น แบบบันทึกภาคสนาม และแบบวดั เจตคติของนักเรียนทีม่ ตี ่อการจัดการเรียนรูแ้ บบ MACRO
ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบ MACRO ระบบประสาทส่งเสรมิ ให้นักเรยี นเกิดกระบวนการ
เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการอภิปรายในช้ันเรียนนักเรียนมีการพัฒนากระบวนสืบค้นหาค วามรู้การมี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน และการเช่ือมโยงความรู้เป็นผังมโนทัศน์สร้างเป็นองค์ความรู้ท่ีสามารถนาไป
ประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจาวันได้ และเผยแพร่สสู่ าธารณะได้ และคะแนนเจตคตขิ องนักเรยี นท่ีมีต่อการ
จดั การเรียนรู้ เรื่อง ระบบประสาทภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
ณภูผำ โพธิมำ๓๒ ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑
โดยรูปแบบ Macro Model เร่ือง ทักษะพื้นฐานกีฬาฟุตบอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพล
ศึกษา ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๖ โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพ่ือ ๑) เพ่ือพัฒนาแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรูปแบบ Macro model เรื่อง ทักษะพ้ืนฐานกีฬาฟุตบอล
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๖ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์
๘๐/๘๐ ๒) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรูปแบบ
Macro modelเรื่อง ทักษะพ้ืนฐานกีฬาฟุตบอล กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖ ๓) เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ท่ีมีต่อการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรูปแบบ Macro model เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬาฟุตบอล
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี ๖ โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวง สานักการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒ จานวน ๑ ห้อง จานวน ๒๐ คน โดยการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นการศึกษาใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre -
experimental Design) รูปแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดก่อนและหลังการทดลอง (The single
group, pretest - posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ๑) การพัฒนากิจกรรมการ
เรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ รูปแบบแมโคร โมเดล เรื่องทักษะพ้ืนฐานกีฬาฟุตบอล ๒) แบบทดสอบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และ ๓) แบบสอบถามเพ่ือดึงความ พึงพอใจของนักศึกษา สถิติท่ีใช้ในการ
วิจัยคร้ังน้ีได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และ t-test ผลการวิจัยพบว่า
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรูปแบบ Macro model เร่ือง ทักษะพ้ืนฐาน
กีฬาฟุตบอล มปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ เทา่ กับ ๘๖.๔๕/๘๔.๕๐ สงู กว่าเกณฑท์ กี่ าหนดไวค้ ือ ๘๐/๘๐
ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยรูปแบบ Macro model
มีค่าเท่ากับ ๐.๖๙ และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใน
ศตวรรษที่ ๒๑ โดยรปู แบบ Macro model อย่ใู นระดบั มาก
๓๒ ณภูผา โพธมิ า, กำรพฒั นำรูปแบบกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยรูปแบบ Macro
Model เรื่อง ทักษะพื้นฐำนกีฬำฟุตบอล กลุ่มสำระกำรเรียนรู้สุขศึกษำและพลศึกษำช้ันประถมศึกษำปีท่ี ๖,
(โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวง สังกดั สานักงานการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่น, ๒๕๖๒), หนา้ ๑.
๒๕
๒.๖ กรอบแนวคิดในกำรวจิ ยั
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัด
ขอนแก่น และได้กาหนดกรอบแนวคิด ดังน้ี
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตำม
แผนการจดั การเรียนรู้ โดยใช้รปู แบบ Macro ๑. ประสทิ ธภิ าพของแผนการจดั การ
Model ตามแนวคดิ ของ "ดิเรก วรรณเศียร" ท่ีมี เรียนรู้
๕ ข้ัน ดงั นี้ ๒. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
๓. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้
๑. ขั้นสร้างแรงจูงใจ (Motivation)
๒. ข้นั การเรยี นรโู้ ดยตรง (Active Learning)
๓. ขั้นสรปุ องค์ความรู้ (Conclusion)
๔. ขั้นรายงานและนาเสนอ (Reporting)
๕. ขั้นการเผยแพรค่ วามรู้ (Obtain)
ภำพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
บทที่ ๓
ระเบียบวธิ วี ิจยั
งานวิจัย เร่ือง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนมิ ติ จังหวดั ขอนแกน่ โดยมรี ะเบียบวิธีวจิ ัย ดงั นี้
๓.๑ รปู แบบของการวิจัย
๓.๒ กล่มุ เป้าหมาย
๓.๓ เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
๓.๕ การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
๓.๖ สถิติทีใ่ ช้ในการวิจัย
๓.๑ รปู แบบกำรวิจยั
การวจิ ัยเร่อื ง การพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมอื ง วัฒนธรรม และการดาเนิน
ชีวิตในสังคม โดยใชก้ ารจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental
Research) ดาเนินการทดลองตามรูปแบบการวิจัย One Group Pretest - Posttest Design
ทม่ี กี ารศึกษาจากกล่มุ เปา้ หมายเพียงหนงึ่ กลุ่ม และมีการทดสอบกอ่ นและหลังจากการจดั การเรียนรู้
ทดสอบก่อนเรยี น (Pretest) ทดลอง ทดสอบหลงั เรียน (Posttest)
T๑ X T๒
T๑ แทน การทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model
X แทน ทดลองการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ รปู แบบ Macro Model
T๒ แทน การทดสอบหลงั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
๓.๒ กลมุ่ เป้ำหมำย
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
อาเภอเมอื งขอนแก่น จงั หวดั ขอนแก่น จานวน ๑๙ คน
๒๗
๓.๓ เครอื่ งมือท่ใี ช้ในกำรวิจยั
๓.๓.๑ เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นกำรวิจยั ประกอบด้วย
๑) แผนการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จงั หวัดขอนแกน่
เรอ่ื ง วนั หยุดราชการทส่ี าคัญ จานวน ๓ แผน แผนละ ๑ ชว่ั โมง ดงั นี้
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑ วันหยุดราชการทเ่ี ก่ยี วกับชาติและพระมหากษัตรยิ ์
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๒ วันหยุดราชการทเ่ี กีย่ วกับศาสนา
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๓ วนั หยุดราชการทเ่ี ก่ียวกับประเพณี
๒) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓
โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแกน่ เรอื่ ง วนั หยุดราชการทส่ี าคญั โดยใช้ เป็นเครอื่ งมือใน
การเกบ็ ข้อมูล ซึ่งเปน็ แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลอื ก จานวน ๒๐ ข้อ
๓) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรยี นชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น แบบมาตราส่วน
ประเมนิ ค่า ๕ ระดบั จานวน ๒๐ ขอ้
๓.๓.๒ กำรสรำ้ งและหำประสทิ ธภิ ำพของเครอื่ งมือทใ่ี ช้ในกำรวิจัย
๓.๓.๒.๑ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
เรอ่ื ง วนั หยดุ ราชการท่สี าคัญ จานวน ๓ แผนการจดั การเรยี นรู้ แผนละ ๑ ช่วั โมง ดังน้ี
๑) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
๒) จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
เรื่อง วันหยุดราชการทส่ี าคัญ จานวน ๓ แผน แผนละ ๑ ชวั่ โมง
๓) นาแผนการจัดการเรียนรู้ ให้อาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความ
ถกู ต้อง ความเหมาะสม และความสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ัด สาระสาคัญ จุดประสงค์
การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการ
เรยี นรู้
๔) นาแผนการจัดการเรียนรู้ ที่แก้ไขปรับปรุงตามคาแนะนาของอาจารย์ท่ี
ปรึกษาแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ๓ ท่าน เพื่อตรวจสอบ พิจารณา และประเมินถึง องค์ประกอบ
ครบถ้วนเหมาะสม และมีรายละเอียดที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน สาระท่ีสาคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้
เนื้อหา กิจกรรมการสอน การใช้สื่อ แหล่งการเรียนรู้ รูปแบบการวัดผลและประเมินผล ซ่ึงใช้เกณฑ์
การประเมนิ ดงั น้ี
ระดับ ๕ หมายถึง เห็นดว้ ยมากทีส่ ดุ
ระดับ ๔ หมายถึง เหน็ ดว้ ยมาก
ระดับ ๓ หมายถงึ เห็นดว้ ยปานกลาง
ระดบั ๒ หมายถงึ เห็นด้วยน้อย
๒๘
ระดบั ๑ หมายถงึ เห็นดว้ ยนอ้ ยทส่ี ดุ
๕) นาผลประเมินมาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผลตาม
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ให้อยู่ในระดับ เห็นด้วยมาก ผลการประเมินแผนการจัดการ
เรียนรู้ จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๓ ท่าน พบว่า ผลการวิเคราะห์ความเหมาะสมในแต่ละแผนการจัดการ
เรียนรู้ ดังนี้
แผนการเรียนรู้ท่ี ๑ เร่ือง วันหยุดราชการที่เกี่ยวกับชาติและ
พระมหากษัตริย์ มีความเหมาะสมในระดับมาก ( ̅ = ๔.๖๐)
แผนการเรียนรู้ท่ี ๒ เรื่อง วันหยุดราชการที่เก่ียวกับศาสนา มีความ
เหมาะสมในระดับมาก ( ̅ = ๔.๕๓)
แผนการเรียนรู้ท่ี ๓ เรื่อง วันหยุดราชการท่ีเกี่ยวกับประเพณี มีความ
เหมาะสมในระดบั มาก ( ̅ = ๔.๕๓)
๖) นาแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ผ่านการตรวจสอบ พิจารณา และประเมิน
จากผเู้ ช่ียวชาญแล้ว ไปเกบ็ รวบรวมข้อมลู กับกลุ่มเปา้ หมายตอ่ ไป
๓.๓.๒.๒) การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น เร่ือง วันหยุดราชการท่ีสาคัญ
โดยใช้ เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซ่ึงเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก
จานวน ๒๐ ข้อ ดงั น้ี
๑) ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
๒) จัดทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น เร่ือง วันหยุดราชการท่ีสาคัญ
โดยใช้ เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซ่ึงเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลือก
จานวน ๓๐ ขอ้
๓) นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ให้อาจารย์ท่ีปรึกษา
เพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด
สาระสาคัญ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ และแหลง่ เรียนรู้ การวัดผล
และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๔) นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ที่แก้ไขปรับปรุงตาม
คาแนะนาของอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว เสนอต่อผู้เช่ียวชาญ ๓ ท่าน เพื่อตรวจสอบ พิจารณา
และประเมนิ ความสอดคลอ้ งระหว่างข้อสอบและจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อวิเคราะห์หาค่าดชั นีความ
สอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึง่ มีเกณฑ์การประเมิน ดงั น้ี
ให้คะแนน +๑ ถา้ แน่ใจว่าข้อสอบตรงตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ใหค้ ะแนน ๐ ถ้าไม่แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ใหค้ ะแนน -๑ ถา้ แน่ใจวา่ ข้อสอบไมต่ รงตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
๕) นาผลคะแนนการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบและ
จุดประสงค์การเรียนรู้ มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง โดยใช้สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(IOC) ซึ่งผลการวเิ คราะห์คา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งทีน่ ามาใชม้ ีคา่ อยูร่ ะหวา่ ง ๐.๖๗ - ๑.๐๐
๒๙
๖) นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ที่ผ่านการตรวจสอบ
พิจารณา และประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไป Try out ทดลองกับนักเรียนท่ีไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย คือ
โรงเรียนบ้านบึงเนยี มบึงใครน่ ุน่ ทา่ หนิ จานวน ๑๙ และนาผลคะแนนมาวิเคราะหห์ าค่าเฉล่ียความยาก
งา่ ย (P) และหาคา่ อานาจจาแนก (r) ของข้อสอบแต่ละข้อ แล้วคัดเลอื กเอาคาถามท่ีมีค่าความยากง่าย
ระหวา่ ง ๐.๒๖ - ๐.๗๙ และมีค่าอานาจจาแนกระหว่าง ๐.๒๐ - ๐.๗๐ โดยคัดเลือกข้อท่ีเข้าเกณฑ์ไว้
จานวน ๒๐ ขอ้ แลว้ นามาใช้เป็นแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
๗) หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับโดยวิธีการของ ดูเดอร์
รชิ าร์ดสนั KR-20 ได้คา่ ความเช่ือมน่ั ๐.๘๒
๘) นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนที่ได้ ไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลกับ
กลุม่ เป้าหมายต่อไป
๓.๓.๒.๓) การสร้างแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น แบบ
มาตราสว่ นประเมนิ คา่ ๕ ระดับ จานวน ๒๐ ข้อ
๑) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยท่เี กยี่ วขอ้ ง
๒) จัดทาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัด
ขอนแก่น แบบมาตราสว่ นประเมนิ คา่ ๕ ระดับ จานวน ๒๐ ข้อ คอื
ระดับ ๕ หมายถงึ มรี ะดับความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้มากท่ีสุด
ระดับ ๔ หมายถงึ มรี ะดับความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นร้มู าก
ระดับ ๓ หมายถงึ มีระดบั ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรียนรู้ปานกลาง
ระดบั ๒ หมายถงึ มรี ะดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรนู้ ้อย
ระดบั ๑ หมายถงึ มรี ะดบั ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้น้อยท่ีสุด
๓) นาแบบประเมนิ ความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้ ใหอ้ าจารย์ที่ปรึกษา
เพอ่ื ตรวจสอบความถกู ต้อง ความเหมาะสม
๔) นาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ ทแี่ ก้ไขปรบั ปรงุ ตาม
คาแนะนาของอาจารย์ท่ีปรึกษาแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ๓ ท่าน เพ่ือตรวจสอบ พิจารณา
และประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามและจุดประสงค์การเรียนรู้ เพ่ือวิเคราะห์หาค่าดัชนี
ความสอดคลอ้ ง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึง่ มเี กณฑ์การประเมิน ดังนี้
ใหค้ ะแนน +๑ ถ้าแน่ใจว่าขอ้ คาถามตรงตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ใหค้ ะแนน ๐ ถา้ ไม่แน่ใจว่าขอ้ คาถามตรงตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้
ให้คะแนน -๑ ถ้าแนใ่ จวา่ ข้อคาถามไมต่ รงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้
๕) นาผลคะแนนการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามและ
จุดประสงค์การเรียนรู้ มาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง โดยใช้สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(IOC) ซึ่งผลการวเิ คราะหค์ ่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งท่ีนามาใชม้ คี า่ อยูร่ ะหวา่ ง ๐.๖๗ - ๑.๐๐
๓๐
๖) นาแบบประเมนิ ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ทผ่ี า่ นการตรวจสอบ
พิจารณา และประเมินจากผเู้ ชีย่ วชาญแลว้ ไปเก็บรวบรวมข้อมลู กับกลุ่มเป้าหมายตอ่ ไป
๓.๔ กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ผูว้ จิ ัยไดด้ าเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดงั นี้
๓.๔.๑ สร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้ รปู แบบ Macro Model จานวน ๓ แผน, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ซ่ึงเปน็ แบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ๔ ตัวเลอื ก จานวน ๒๐ ข้อ และแบบประเมินความพึง
พอใจต่อการจดั การเรียนรู้ แบบมาตราสว่ นประเมนิ คา่ ๕ ระดบั จานวน ๒๐ ขอ้
๓.๔.๒ ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมายทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบปรนัยชนิด
เลือกตอบ ๔ ตัวเลือก จานวน ๒๐ ข้อ เร่ือง วันหยุดราชการที่สาคัญ แล้วนาแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธิ์ทางการเรยี นมาตรวจให้คะแนน โดยใช้เกณฑ์ตอบถกู ให้ข้อละ ๑ คะแนน ขอ้ ท่ีตอบผิดหรือไม่
ตอบหรือตอบมากกว่า ๑ ตัวเลือกในข้อเดียวกันให้ ๐ คะแนน และบันทึกคะแนนเพ่ือใช้เป็นคะแนน
ทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest)
๓.๔.๓ ดาเนินการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น เร่ือง
วนั หยดุ ราชการที่สาคญั จานวน ๓ แผน แผนละ ๑ ชั่วโมง
๓.๔.๔ เม่ือดาเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเนื้อหาครบแล้ว ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย
ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ ๔ ตัวเลือก จานวน ๒๐ ข้อ โดย
เปน็ แบบทดสอบชดุ เดียวกันกับแบบทดสอบกอ่ นเรยี น แล้วนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
มาตรวจให้คะแนน โดยใช้เกณฑ์ตอบถูกให้ข้อละ ๑ คะแนน ข้อท่ีตอบผิดหรือไม่ตอบหรือตอบ
มากกว่า ๑ ตัวเลือกในข้อเดียวกันให้ ๐ คะแนน และบันทึกคะแนนเพ่ือใช้เป็นคะแนนทดสอบหลัง
เรียน (Post - test)
๓.๔.๕ ให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ทาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัด
ขอนแก่น แบบมาตราส่วนประเมนิ คา่ ๕ ระดับ จานวน ๒๐ ข้อ
๓.๔.๖ นาข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ไปวเิ คราะห์ข้อมูลทางสถิติ เพ่ือสรุปผลการทดลองตาม
วัตถปุ ระสงค์ของการศกึ ษาต่อไป
๓.๕ กำรวิเครำะห์ข้อมูล
๓.๕.๑ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น โดยใช้
สตู รการหาค่า E๑/E๒
๓๑
๓.๕.๒ วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง
เรียน รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต
จงั หวัดขอนแกน่ โดยใช้การทดสอบ t-test แบบ Dependent sample
๓.๕.๒ วเิ คราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าหน้าทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม
และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น โดยนาคะแนนที่ได้มาหา
ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผลตามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) โดยมี
เกณฑ์ ดังน้ี
๔.๕๑ - ๕.๐๐ หมายถงึ มรี ะดับความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้มากทสี่ ุด
๓.๕๑ - ๔.๕๐ หมายถึง มีระดับความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้มาก
๒.๕๑ - ๓.๕๐ หมายถงึ มรี ะดบั ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรปู้ านกลาง
๑.๕๑ - ๒.๕๐ หมายถงึ มรี ะดับความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรียนร้นู อ้ ย
๑.๐๐ - ๑.๕๐ หมายถงึ มีระดบั ความพงึ พอใจต่อการจัดการเรยี นรู้น้อยท่สี ุด
๓.๖ สถิตทิ ี่ใช้ในกำรวิจัย
ผ้วู จิ ยั ใช้สถติ ิในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในการวิจัยครงั้ นี้ ดงั นี้
๓.๖.๑ สถิตพิ น้ื ฐำน
๑. ค่าร้อยละ (Percentage)
๒. ค่าเฉลยี่ ( ̅ )
๓. ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
๔. การทดสอบคา่ t (t-test for dependent sample)
๓.๖.๒ สถิติทใ่ี ชใ้ นกำรตรวจสอบคณุ ภำพเครอ่ื งมือ
๑. สถิตทิ ี่ใช้หาคุณภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้
วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (E๑/E๒) ตามเกณฑ์
๗๕/๗๕ โดยหาคา่ E๑ และ E๒ ใชส้ ตู ร๓๓ ดงั นี้
คานวณหาคา่ ๗๕ ตวั แรก โดยใช้สูตร E๑
∑X
E๑ = N × ๑๐๐
A
เมอื่ E๑ แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
∑ X แทน ผลรวมคะแนนที่ได้จากกจิ กรรมระหวา่ งเรยี น
N แทน จานวนนกั เรยี นทัง้ หมด
A แทน คะแนนเต็มระหวา่ งเรียนทุกแผนรวมกนั
๓๓ ชยั ยงค์ พรหมวงศ์, “กำรทดสอบประสิทธภิ ำพส่ือหรือชุดกำรสอน”, (วารสารศลิ ปากรศึกษาศาสตร์
วจิ ยั , ๒๕๕๖), หนา้ ๑๐.
๓๒
คานวณหาค่า ๗๕ ตวั หลัง โดยใชส้ ูตร E๒
∑X
E๒ = N × ๑๐๐
B
เมื่อ E๒ แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์
∑ X แทน ผลรวมคะแนนจากแบบทดสอบหลงั เรยี น
N แทน จานวนนักเรยี นทัง้ หมด
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลงั เรยี น
๒. สถติ ิที่ใชห้ าคณุ ภาพของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
วเิ คราะหห์ าค่าความตรงเชงิ เน้อื หา โดยใช้วธิ กี ารหาค่าดชั นคี วามสอดคล้อง
(IOC) หาคา่ ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยใชส้ ูตร ดังน้ี
IOC = ∑R
N
เม่อื IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
∑ R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผู้เช่ียวชาญทง้ั หมด
N แทน จานวนผู้เช่ยี วชาญ
๓. สถติ ทิ ใี่ ช้หาคุณภาพแบบประเมนิ ความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้
วเิ คราะห์หาค่าความตรงเชิงเน้ือหา โดยใช้วิธีการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
หาค่าดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งข้อคาถามกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยใช้สูตร ดังนี้
IOC = ∑R
N
เม่อื IOC แทน ดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ งข้อคาถามกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
∑ R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญทั้งหมด
N แทน จานวนผเู้ ชี่ยวชาญ
บทที่ ๔
ผลกำรวิจัย
การนาเสนอผลการวิจัย เร่ือง การพัฒนาการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าหน้าทพ่ี ลเมือง วัฒนธรรม
และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนิมติ จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจยั ได้นาเสนอการวิเคราะห์
ข้อมลู และการแปลผลข้อมูลตามลาดบั ดงั นี้
๔.๑ สญั ลกั ษณ์ทีใ่ ช้นาเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
๔.๒ ลาดับข้นั ตอนนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
๔.๓ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
๔.๔ องค์ความรู้จากการวจิ ยั
๔.๑ สญั ลกั ษณท์ ่ใี ชน้ ำเสนอผลกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู
ในการวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro model ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ผู้วิจัยได้กาหนดสัญลักษณ์ท่ีใช้
นาเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดงั น้ี
n แทน จานวนกลมุ่ เปา้ หมาย
̅ แทน คะแนนเฉล่ยี ของกลมุ่ ตัวอย่าง
S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
t แทน ค่าทดสอบสถิติ t-test
E๑ แทน คะแนนทีไ่ ดร้ ะหวา่ งการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
E๒ แทน คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลังเรยี น
** แทน คามนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .๐๕
๓๔
๔.๒ ลำดับข้ันตอนนำเสนอผลกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
ผ้วู จิ ัยไดเ้ สนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตามลาดบั ดังนี้
๔.๒.๑ ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น โดยใช้สูตรการ
หาคา่ E๑/E๒
๔.๒.๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชา
หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
ก่อนเรยี นกบั หลงั เรียน โดยใช้การทดสอบ t-test แบบ Dependent sample
๔.๒.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแก่น โดยนาคะแนนที่
ได้มาหาคา่ เฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน และแปลผลตามมาตราสว่ นประมาณคา่ (Rating Scale)
๔.๓ ผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล
๔.๓.๑ ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น โดยใช้
สตู รการหาค่า E๑/E๒
การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตใน
สังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นจานวน ๓ แผนการ
จัดการเรยี นรู้ เพอื่ นาไปใช้ในการกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชมุ ชน
บ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น และนามาหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม จากการทาแบบทดสอบระหว่างเรียนและ
แบบทดสอบหลังเรยี น สามารถสรุปขอ้ มลู ได้ดังนี้
ตำรำงท่ี ๔.๑ แสดงผลการหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนมิ ติ จงั หวดั ขอนแกน่
ประสทิ ธภิ ำพ คะแนนเต็ม N ̅ S.D. ร้อยละของคะแนนเฉลีย่
คะแนนระหว่างเรยี น (E๑) ๓๐ ๑๙ ๒๔.๔๒ ๑.๑๒ ๘๑.๔๐
คะแนนทดสอบหลังเรยี น (E๒) ๒๐ ๑๙ ๑๖.๗๔ ๑.๗๒ ๘๓.๗๐
จากตารางที่ ๔.๑ ผลการหาประสิทธภิ าพของการจัดการเรียนรู้ พบวา่ ในระหว่างการจัดการ
เรียนรู้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ ได้ร้อยละของคะแนนเฉล่ีย เท่ากับ ๘๑.๔๐ และการทา
แบบทดสอบหลังจากการจัดการเรียนรู้ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ ได้ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย
๓๕
เท่ากับ ๘๓.๗๐ ดังนั้น การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรียนชมุ ชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๑.๔๐/
๘๓.๗๐ ซึง่ สงู กวา่ เกณฑ์ ๗๕/๗๕ ทก่ี าหนดไว้
๔.๓.๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน รายวิชา
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนมิ ติ จงั หวดั ขอนแกน่
การศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนก่อนเรียนกบั หลังเรียน โดยใชก้ ารวิเคราะหผ์ ลขอ้ มูล t-test
แบบ Dependent sample จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วฒั นธรรม และการดาเนนิ ชีวติ ในสังคม จานวน ๓๐ ข้อ เป็นแบบปรนัย ๔ ตัวเลอื ก สามารถ
สรปุ ขอ้ มลู ไดด้ ังนี้
ตำรำงท่ี ๔.๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ
Macro Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
กอ่ นเรียนและหลังเรียน
คะแนน N ̅ S.D. t df Sig
ก่อนเรียน ๑๙ ๑๒.๓๒ ๑.๑๕ - ๑๑.๐๖ ๑๘ .๐๐๐**
หลงั เรียน ๑๙ ๑๖.๗๔ ๑.๗๒
จากตารางท่ี ๔.๒ ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน พบว่า
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น รายวิชาหน้าทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชวี ติ ในสงั คม โดยใชก้ ารจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้าน
พรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น หลงั เรียน ( ̅ = ๑๖.๗๔ S.D. = ๑.๗๒) สูงกวา่ กอ่ นเรยี น ( ̅ = ๑๒.๓๒
S.D. = ๑.๑๕) อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .๐๕
๔.๓.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแก่น โดยนาคะแนนท่ี
ได้มาหาค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแปลผลตามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
ดงั นี้
๔.๓.๓.๑ การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้าน
พรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการ
ดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model โดยการทาแบบ
ประเมนิ ความพงึ พอใจ จานวน ๒๐ ขอ้ ผู้วจิ ยั สามารถสรปุ ข้อมลู ได้ ดงั น้ี
๓๖
ตำรำงท่ี ๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบา้ นพรหมนมิ ิต จังหวัดขอนแกน่ โดยรวม
ขอ้ กำรจดั กำรเรยี นรู้ ระดบั ควำมพึงพอใจ
๑ ดา้ นครูผสู้ อน ̅ S.D. แปลผล
๒ ดา้ นสอ่ื
๓ ด้านกจิ กรรมการเรยี นรู้ ๓.๙๘ ๐.๕๐ มาก
๔ ดา้ นการวดั ผลประเมนิ ผล
๓.๙๖ ๐.๕๘ มาก
รวม
๔.๐๔ ๐.๔๙ มาก
๓.๘๒ ๐.๕๖ มาก
๓.๙๕ ๐.๒๔ มาก
จากตารางที่ ๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนมิ ิต จังหวัดขอนแกน่ โดยรวม
พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๕ S.D. = ๐.๒๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านท่ีมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๐๔ S.D. = ๐.๔๙) รองลงมา คือ ด้านครูผู้สอน มีความพึง
พอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๘ S.D. = ๐.๕๐), ด้านสื่อ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
( ̅ = ๓.๙๖ S.D. = ๐.๕๘) และด้านที่มีความพึงพอใจน้อยที่สุดคือ ด้านการวัดผลประเมินผล
มีความพึงพอใจอยใู่ นระดับมาก ( ̅ = ๓.๘๒ S.D. = ๐.๕๖) ตามลาดบั
๔.๓.๓.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นพรหมนิมติ จังหวัดขอนแก่น ดา้ นครผู ูส้ อน
ตำรำงท่ี ๔.๔ การวิเคราะห์ระดบั ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านพรหมนมิ ติ จังหวดั ขอนแกน่ ดา้ นครผู ู้สอน
ข้อ ดำ้ นครูผูส้ อน ระดับควำมพึงพอใจ
̅ S.D. แปลผล
๑ ครูมีการเตรยี มการสอนทกุ คร้ัง ๔.๓๒ ๐.๘๘ มาก
๒ ครมู ีการจัดสภาพห้องเรยี นเหมาะสมกบั การเรียนรู้ ๓.๘๔ ๐.๘๓ มาก
๓ ครใู หโ้ อกาสนักเรียนซกั ถามปัญหา ๔.๐๕ ๐.๙๑ มาก
๔ ครูยอมรบั ความคดิ เหน็ ของนักเรียน ๓.๙๕ ๐.๘๔ มาก
๕ ครูให้ความสนใจแกน่ ักเรยี นอย่างท่วั ถึง ๓.๗๙ ๐.๙๑ มาก
๓.๙๘ ๐.๕๐ มาก
รวม
๓๗
จากตารางที่ ๔.๔ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
ด้านครูผู้สอน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๘ S.D. = ๐.๕๐) เม่ือพิจารณาเป็น
รายข้อ โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่มีความพึงพอใจมากท่ีสุด คือ ครูมีการ
เตรียมการสอนทุกครั้ง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๓๒ S.D. = ๐.๘๘) รองลงมา
คือ ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๐๕ S.D. = ๐.๙๑),
ครูยอมรับความคิดเห็นของนักเรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๕ S.D. = ๐.๘๔),
ครมู ีการจัดสภาพห้องเรยี นเหมาะสมกบั การเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๘๔ S.D.
= ๐.๘๓) และข้อท่ีมีความพึงพอใจน้อยท่ีสุด คือ ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึง มีความพึง
พอใจอยใู่ นระดบั มาก ( ̅ = ๓.๗๙ S.D. = ๐.๙๑) ตามลาดับ
๔.๓.๓.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๓ โรงเรยี นชุมชนบา้ นพรหมนมิ ติ จังหวัดขอนแกน่ ด้านสื่อ
ตำรำงท่ี ๔.๕ การวิเคราะห์ระดบั ความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นพรหมนิมิต จังหวดั ขอนแก่น ดา้ นสอื่
ข้อ ดำ้ นส่อื ระดับควำมพึงพอใจ
̅ S.D. แปลผล
๑ สอ่ื มีความสอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ ๓.๖๘ ๑.๑๐ มาก
๒ สือ่ มคี วามน่าสนใจ และดึงดูดผ้เู รียน ๓.๘๙ ๐.๙๓ มาก
๓ สอ่ื มีความเหมาะสมกับวัยหรือระดบั ชั้นของผเู้ รยี น ๔.๓๒ ๐.๘๒ มาก
๔ สือ่ มีตัวหนงั สอื ชัดเจนสามารถอา่ นได้ง่าย ๔.๑๑ ๐.๘๐ มาก
๕ สื่อชว่ ยให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรไู้ ดง้ ่ายสามารถจดจาไดน้ าน ๓.๘๔ ๑.๐๑ มาก
๓.๙๖ ๐.๕๘ มาก
รวม
จากตารางที่ ๔.๕ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ด้านสื่อ
พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๙๖ S.D. = ๐.๕๘) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดย
เรยี งลาดับจากมากไปหาน้อย พบวา่ ข้อท่ีมคี วามพึงพอใจมากที่สดุ คือ สือ่ มีความเหมาะสมกบั วัยหรือ
ระดับช้ันของผู้เรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๓๒ S.D. = ๐.๘๒) รองลงมา คือ สื่อมี
ตัวหนังสือชัดเจนสามารถอ่านได้ง่าย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๑๑ S.D. = ๐.๘๐),
ส่ือมีความน่าสนใจ และดึงดูดผู้เรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๘๙ S.D. = ๐.๙๓),
ส่ือช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่ายสามารถจดจาได้นาน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
๓๘
( ̅ = ๓.๘๔ S.D. = ๑.๐๑) และข้อที่มีความพึงพอใจน้อยท่ีสุด คือ ส่ือมีความสอดคล้องกับ
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก ( ̅ = ๓.๖๘ S.D. = ๑.๑๐) ตามลาดับ
๔.๓.๓.๔ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมติ จงั หวดั ขอนแก่น ด้านกิจกรรมการ
เรียนรู้
ตำรำงที่ ๔.๖ การวิเคราะห์ระดบั ความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ด้านกิจกรรมการ
เรยี นรู้
ขอ้ ดำ้ นกิจกรรมกำรเรียนรู้ ระดบั ควำมพึงพอใจ
๑ นกั เรยี นมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนรู้ ̅ S.D. แปลผล
๔.๐๕ ๐.๘๔ มาก
๒ กิจกรรมเสริมสรา้ งบรรยากาศการเรยี นรใู้ หไ้ มน่ ่าเบ่อื ๓.๗๙ ๑.๐๓ มาก
๓ นักเรยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนรว่ ม ๔.๑๑ ๐.๘๐ มาก
กบั เพื่อนในชน้ั เรยี น
๔ สง่ เสริมให้นกั เรียนไดศ้ กึ ษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง ๔.๒๖ ๐.๗๓ มาก
๔.๐๐ ๐.๘๑ มาก
๕ กิจกรรมการเรยี นรู้สามารถนาไปปฏบิ ัติในชวี ติ ประจาวันได้ ๔.๐๔ ๐.๔๙
มาก
รวม
จากตารางที่ ๔.๖ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๐๔ S.D. = ๐.๔๙)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อที่มีความพึงพอใจมากท่ีสุด
คือ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๒๖
S.D. = ๐.๗๓) รองลงมา คอื นักเรยี นมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรยี นการสอนร่วมกับเพอ่ื นในช้ันเรียน
มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก ( ̅ = ๔.๑๑ S.D. = ๐.๘๐), นกั เรียนมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๐๕ S.D. = ๐.๘๔), กิจกรรมการเรยี นรู้สามารถนาไปปฏิบัติ
ในชีวิตประจาวันได้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๐๐ S.D. = ๐.๘๑) และข้อที่มีความ
พึงพอใจน้อยท่ีสุด คือ กิจกรรมเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้ไม่น่าเบ่ือ มีความพึงพอใจอยู่ใน
ระดับมาก ( ̅ = ๓.๗๙ S.D. = ๑.๐๓) ตามลาดบั
๓๙
๔.๓.๓.๕ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ด้านการวัดผล
ประเมนิ ผล
ตำรำงที่ ๔.๗ การวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่พลเมือง
วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro Model
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น ด้านการวัดผล
ประเมนิ ผล
ข้อ ด้ำนกำรวัดผลประเมินผล ระดับควำมพึงพอใจ
̅ S.D. แปลผล
๑ การวัดและประเมนิ ผลมีความหลากหลาย ๓.๖๘ ๑.๑๐ มาก
๒ การวัดและประเมนิ ผลการเรียนการสอนทุกคร้ัง ๔.๑๑ ๐.๘๗ มาก
๓ เกณฑ์การประเมินผลมคี วามสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ ๓.๗๙ ๑.๐๓ มาก
๔ การวดั ผลและประเมนิ ผลเหมาะสมกับผเู้ รียน ๓.๖๓ ๐.๘๓ มาก
๕ การวัดผลและประเมนิ ผลสอดคล้องกับเนอื้ หาท่สี อน ๓.๘๙ ๐.๘๗ มาก
๓.๘๒ ๐.๕๖ มาก
รวม
จากตารางท่ี ๔.๗ ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รายวิชาหน้าที่
พลเมือง วัฒนธรรม และการดาเนินชีวิตในสังคม โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบ Macro
Model ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๓ โรงเรียนชุมชนบ้านพรหมนิมิต จังหวัดขอนแก่น
ด้านการวัดผลประเมินผล พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๘๒ S.D. = ๐.๕๖)
เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลาดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ข้อท่ีมีความพึงพอใจมากท่ีสุด
คือ การวัดและประเมินผลการเรียนการสอนทุกครั้ง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๔.๑๑
S.D. = ๐.๘๗) รองลงมา คอื การวัดผลและประเมินผลสอดคล้องกับเน้อื หาท่ีสอน มีความพึงพอใจอยู่
ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๘๙ S.D. = ๐.๘๗), เกณฑก์ ารประเมินผลมีความสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การ
เรียนรู้ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๗๙ S.D. = ๑.๐๓), การวัดและประเมินผลมีความ
หลากหลาย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( ̅ = ๓.๖๘ S.D. = ๑.๑๐) และข้อท่ีมีความมีความพึง
พอใจน้อยที่สุด คือ การวัดผลและประเมินผลเหมาะสมกับผู้เรียน มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
( ̅ = ๓.๖๓ S.D. = ๐.๘๓) ตามลาดับ