The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2021-09-26 23:29:53

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิถีพุทธ

อาจารย์สิทธิพล เวียงธรรม

การอนรุ ักษส์ ง่ิ แวดล้อมวถิ พี ทุ ธ

Buddhist Environment Conservation

สิทธิพล เวียงธรรม
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตขอนแกน่

Sitthipol Wiangtham
Mahachulalongkornrajavidya University KhonKaen Campus, Thailand

E-mail: [email protected]

********

บทคัดยอ่ *

บทความน้ีต้องการนาเสนอการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิถีพุทธ เป็นการรักษา
ส่ิงแวดล้อมตามแนวทางพระพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาได้สร้างระบบจริยธรรมต้ังแต่
พ้ืนฐานจนถึงโลกุตรธรรม ทาให้มนุษย์มองสิ่งแวดล้อม มองสรรพสัตว์วา่ เป็นเหมือนเพ่ือน
ร่วมสุขร่วมทุกข์ ทาให้มนุษย์มองเหนนคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต โดยนาหลักธรรม 3 ข้อ คือ
อทิ ัปปัจจยตา หลักความเช่ือเร่ืองกรรม และเมตตา ดังนี้

(1) อิทัปปัจจยตาเป็นหลักธรรมเก่ียวกับกฎธรรมชาติ ท่ีเกิดข้ึนตั้งอยู่และสลายไป
โดยความอาศัยกันเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะสัมพันธ์และมี
เงื่อนไขต่อกัน คุณค่าของอิทัปปัจจยตาต่อส่ิงแวดล้อม คือ การเกิดความเข้าใจและการ
ปรบั ตวั ในการอยู่รว่ มกันระหวา่ งมนุษยก์ บั สิ่งแวดลอ้ ม

(2) กรรม มอี ทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรมของชาวพทุ ธ โดยเฉพาะการได้รบั ผลของกรรมซ่งึ มี
ประเภทตา่ ง ๆ จนทาให้คิดอุบายเพือ่ บรรเทาชดใช้กรรมช่ัวหรือวธิ ีการท่ีจะลดกรรมหนักให้
เป็นเบา ด้วยการขอขมาโทษหรือสารภาพความผดิ ของตนต่อสิ่งนั้น ๆ เชน่ มีประเพณีลอย
กระทง ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย การบวชต้นไม้ และการปล่อยนกปล่อยปลา เป็นต้น
คุณค่าของกฎแห่งกรรมต่อส่ิงแวดล้อม คือ 1. คุณค่าโดยตรง คือ ทาให้มนุษย์ไม่กล้า

* ได้รบั บทความ: 2 ตุลาคม 2562; แก้ไขบทความ: 25 ธันวาคม 2562; ตอบรบั ตีพิมพ์: 26 ธันวาคม 2562

Received: October 2, 2019; Revised: December 25, 2019; Accepted: December 26, 2019

2 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

เบียดเบียนชีวิตคนและสัตว์ 2. คุณค่าโดยอ้อม คือ มนุษย์ในสังคมย่อมมีกิจกรรมและ
ประเพณีตา่ งๆ ร่วมกัน

(3) เมตตา เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานอย่างหน่ึงท่ีสัมพันธ์กับกฎแห่งกรรม เพราะถ้า
มนุษย์ปราศจากเมตตาจิต กนไม่สามารถให้อภัยชีวิตคนและสัตว์อื่นได้ ด้วยจิตเมตตาจึง
กอ่ ให้เกิดการอนุรักษ์เพ่ือรกั ษาฟ้ืนฟูสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของคนและสัตว์
ทั้งหลายสืบไป คุณค่าของเมตตาต่อส่ิงแวดล้อม คือ การให้ทานแบ่งปันสิ่งของ การให้
อภยั ทาน การกระทาประโยชนส์ ุขแกเ่ ขา โดยการไม่เบยี ดเบียนชีวติ เป็นตน้

คาสาคัญ: อนรุ กั ษ์; สิ่งแวดล้อม; วิถีพทุ ธ

Abstract

This paper aims to present the Buddhist environmental conservation as
Buddhism has presented the ethical system as the base to the supra-mundane
state causing human beings to see all kinds of beings as friends, to realize the
values of lives based on three dhammas: Special Conditionality
(idappaccayatā, the Essence of Dependent Origination), Law of Kamma
(kamma) and Loving Kindness (mettā).

1) Special Conditionality is the dhamma related to the natural law of
rising, living and dissolving by mutual dependence. All things are related and
conditioned to one another. The value of Special Conditionality on the
environment leads to understanding and adaptation in existence between
human being and environment.

2) Kamma influences human behaviors, particularly its concepts of
fruitions in reduction of unwholesome deeds by forgiveness to oneself and
other things. This leads to the practices such as Loy Krathong Festival, Sand
Stupa Building Festival, Tree Ordination, Bird and Fish Release. The value of
Law of Kamma towards environment can be seen as follows: 1) direct value
causing human beings not to take human lives and animals; 2) indirect value
causing the mutual managing of activities and cultures of the human in the
society.

3) Loving kindness is the basic moral related to Law of Kamma.
Without this dhamma, human being cannot give forgiveness to the others or
beings. The loving kindness leads to environmental preservation and
conservation for the existence of human and animals. The value of Loving
kindness relies on generosity, forgiveness, useful conducts to the others,
avoiding of taking lives and etc.
Keywords: Conservation; Environment; Buddhist Way

วารสารบณั ฑติ ศึกษามหาจุฬาขอนแกน่ 3
ปที ี่ 6 ฉบบั ท่ี 4 ประจาเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562

บทนา

ปัญหาส่ิงแวดล้อมในปัจจุบันกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงระดับโลกไปแล้ว ซ่ึงเป็น
ปญั หาสาคญั ทป่ี ระเทศไทยและชาวโลกกาลงั เผชญิ อย่ใู นปจั จบุ นั นีค้ ือปัญหาสงิ่ แวดล้อม ไม่ว่า
จะเป็นป่าไม้ถูกทาลาย สัตวป์ ่าถูกไล่ล่ามาทาเป็นอาหาร อากาศเป็นพิษ เกิดมลพิษทางน้า
โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้าเสียลงในแม่น้าลาคลอง สัตวน์ ้าต้องตายเพราะสารพิษ ระบบ
นเิ วศน์วิทยาสูญเสียความสมดุลทางธรรมชาติ ประชากรท่ัวโลกต่างตกอยู่ในภาวะอันตราย
รอบดา้ น และอตั ราการสูญเสยี ปา่ ไม้ยงั เปน็ อยู่เช่นในปัจจบุ นั คอื ปลี ะ 47 ลา้ นไร่ ป่าไมใ้ นเขต
รอ้ นที่ยังเหลอื อยกู่ จน ะถกู บุกรกุ ทาลายไปอยา่ งนอ้ ย 1,400 ล้านไร่ ในเวลาอกี 21 ปี ข้างหน้า
การสูญเสียป่าไมท้ าให้เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศ บรรยากาศของโลก และต่อการดารงชีวิต
ของพลโลกโดยตรง สาหรับประเทศไทย มีการสารวจในปี พ.ศ. 2531 พบว่าประเทศไทยมี
พนื้ ท่ีป่าไมอ้ ยู่ประมาณ 90 ล้านไร่หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของพ้นื ที่ทั้งหมด โดยมีอัตราการ
บกุ รุกทาลายปา่ ไมป้ ระมาณปลี ะ 3.2 ล้านไร่ และเป็นทีน่ า่ สังเกตว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนอื
มีจานวนป่าไม้เหลืออยู่นอ้ ยที่สุด คือ ประมาณ 14 ล้านไร่ หรือคิดเป็นรอ้ ยละ 14 ของพ้ืนที่
ภาค ซึ่งปรากฏว่าเป็นภาคที่มีความแห้งแล้งมากที่สุดของประเทศ (Chatchapol
Songsunthornwong, 2003 : 1) ปัญหาเหล่านี้ยิ่งนานวันย่ิงทวีความรุนแรงมากขึ้น จน
กลายเป็นปัญหาระดับโลก สมควรท่ีทุกฝ่ายจะต้องถือเป็นหน้าทรี่ ับผดิ ชอบร่วมกัน รว่ มมือ
รว่ มใจกันแกไ้ ขปัญหาน้ีให้ครบวงจร เพราะเป็นปัญหาแบบลกู โซ่ แม้พระสงฆ์กนต้องถอื เป็น
หน้าท่ีที่จะต้องช่วยเหลือโดยวิธีการที่เหมาะสมตามหลักพระธรรมวินัยอัน สมควรแก่สมณ
สารปู ทง้ั นี้เพอ่ื ให้พทุ ธธรรมมปี ระโยชนต์ ่อสงั คมใหม้ ากทสี่ ุด

วตั ถุประสงคใ์ นการเขียนครัง้ นี้ผู้เขยี นไดเ้ ลือกศกึ ษาวิเคราะหห์ ลักพทุ ธธรรมเพ่อื การ
อนุรกั ษส์ ่ิงแวดล้อม โดยมองจากคาสอนเรือ่ งอทิ ปั ปจั จยตา กรรมหรือกรรมนยิ าม และเมตตา
อันเป็นที่มาของช่ือบทความนี้ หลักธรรมทั้งสามน้ีเป็นหลักธรรมสาคัญที่พระพุทธเจ้าทรง
แสดงกฎธรรมชาติ คอื ความท่ีสงิ่ ทง้ั หลายเกี่ยวขอ้ งสมั พนั ธก์ นั กฎแหง่ กรรมเป็นการแสดงให้
เหนน ถึงกฎแห่งเหตแุ ละผลท่ีมีลกั ษณะเหมือนการใหร้ างวลั และการลงโทษ กล่าวคือถ้าบุคคล
ทากรรมดีกนได้รับความสุขเปน็ ผล หากทากรรมชั่วกไน ดร้ ับความทุกขเ์ ป็นเคร่ืองตอบแทน สว่ น
หลกั เมตตานัน้ เปน็ คุณธรรมทท่ี กุ คนพงึ ปลกู ฝงั ใหม้ ปี ระจาจิตเพ่ือเปน็ พื้นฐานในการพัฒนาจติ
สู่ความเปน็ อริยชน ทั้งนี้เพือ่ ประยุกต์หลักพุทธธรรมให้มคี ุณคา่ และมีประโยชน์ต่อสังคมและ
ส่งิ แวดลอ้ มสบื ไป

4 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

ความหมายและความสาคญั ของส่ิงแวดลอ้ ม

ส่ิงแวดล้อม (Environment) หมายถึง สิ่งทุกสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์ ท้ังที่มีชีวิต
และไมม่ ีชวี ิต ท้งั ทีเ่ ปน็ รูปธรรมและนามธรรม” Somporn Thepsithar (1994 : 4) ซ่ึงมีท้ัง
สิง่ ที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น ดิน น้า อากาศ ต้นไม้ แรธ่ าตตุ ่าง ๆ ฯลฯ และส่ิงท่ีมนุษย์
สร้างข้ึน เช่น บ้านเรือน วัดวาอาราม ศิลปวัฒนธรรมและส่ิงประดิษฐ์ต่าง ๆ ฯลฯ
เมอ่ื สงิ่ แวดล้อมหมายถึงทกุ สง่ิ ที่อย่รู อบตัวเรา ดงั นน้ั สิ่งแวดลอ้ มจงึ มีความสาคัญตอ่ มนุษยท์ ั้ง
โดยตรงและโดยอ้อม มนุษย์มีความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่สมัยดึกดา
บรรพ์จนถึงสมัยปัจจุบัน เพราะมนุษย์กนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม อาศัยธรรมชาติและ
สง่ิ แวดล้อมในการดาเนินชีวติ เรมิ่ ตั้งแต่ปัจจัยขัน้ พ้ืนฐาน มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย
และยารักษาโรค สิ่งเหล่าน้ีล้วนเป็นผลผลิตท่ีเกิดจากธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท้ังน้ัน
นอกจากนีแ้ ลว้ มนษุ ย์ยังมคี วามเช่อื ตอ่ ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมวา่ มีเทพเจา้ สงิ สถติ อยู่ตามที่
ตา่ ง ๆ และมีพลังอานาจในการบันดาลให้เกิดความสุขหรือก่อให้เกิดทุกข์แก่มนุษย์ได้ เช่น
ฝนตก ฟ้าร้อง น้าท่วม พายุพัดกระหน่า เป็นต้น จึงพากันกราบไหว้เซ่นสรวงต้นไม้บ้าง
ภูเขาบา้ ง พระจันทร์พระอาทติ ย์ แม่นา้ และสตั ว์ต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อใหเ้ ทพเจ้าทต่ี นหรือ
เผา่ ของตนนบั ถือนน้ั โปรดปราน ช่วยปกป้องคมุ้ ภยั และให้มคี วามเจริญก้าวหนา้ ในการดาเนิน
ชีวิต ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ มีอิทธิพลต่อชีวิตประจาวันของมนุษย์มากมาย
การกราบไหวส้ ่งิ แวดล้อมกนเพราะวา่ มีความเชอื่ ว่า สงิ่ เหล่านีเ้ ป็นตัวแทนของส่งิ ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ เป็น
ตวั แทนของสิง่ ที่มอี านาจของพระเจ้า ของภตู ิผีปีศาจ ซ่ึงมองไม่เหนน ตัว หากไม่นบั ถือกกน ลัวว่า
ภยั พิบัติจะมาจากส่งิ เหลา่ นี้ ดังน้นั มนษุ ย์จงึ มคี วามผกู พันธ์กบั ธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมอย่าง
แยกกนั ไมอ่ อก และมนุษยก์ นไดอ้ าศยั ส่ิงแวดลอ้ มนี้พฒั นาสงั คมตนเองจนกลายเปน็ สงั คมเมือง
สังคมชนบท มกี ารใชท้ รพั ยากรธรรมชาติเพื่อสนองความตอ้ งการของตนและสงั คมของตนจน
เกินความจาเป็นจนเกิดวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมขึ้นท่ัวโลก ท้ังน้ีกนเพราะว่ามนุษย์ขาด
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนลืมนึกไปว่าตนเองกนเป็นส่วนหน่ึง
ของส่ิงแวดลอ้ มทจ่ี ะตอ้ งพ่งึ พาซึ่งกันและกนั

เมื่อกล่าวถึงสิ่งแวดลอ้ ม (Environment) หมายถึง สง่ิ ทุกส่งิ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวมนุษย์
ทงั้ ที่มชี วี ติ และไมม่ ีชีวติ ท้ังที่เป็นรปู ธรรมและนามธรรม ซ่งึ มที ้งั ส่ิงที่เกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ
เช่น ดนิ นา้ อากาศ ต้นไม้ แร่ธาตุต่าง ๆ ฯลฯ และส่ิงที่มนุษย์สร้างข้นึ เช่น บ้านเรอื น วัดวา
อาราม ศิลปวัฒนธรรมและส่ิงประดิษฐ์ต่างๆ ฯลฯ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมจึงมีความสาคัญต่อ

วารสารบัณฑติ ศึกษามหาจุฬาขอนแกน่ 5
ปที ่ี 6 ฉบบั ท่ี 4 ประจาเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562

มนุษย์ทัง้ โดยตรงและโดยออ้ ม มนุษยม์ ีความสัมพันธ์กับสิง่ แวดล้อมอย่างใกลช้ ดิ นับตั้งแตส่ มยั
ดกึ ดาบรรพ์จนถงึ สมัยปจั จบุ นั

แนวคดิ ในการอนุรักษส์ ่งิ แวดล้อม

ตามที่ได้กล่าวแล้วในเบ้ืองต้นว่าความหายนะของส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดข้ึนทั่วโลกท่ีไม่
อาจคานวณค่าได้ ได้ส่งผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่
อาศยั อยู่บนโลกใบน้ีอย่างมาก ในสมัยโบราณนั้นความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมมีอยู่อย่าง
จากัด ปฏิกิรยิ าต่อต้านของมันกนมจี ากัด แต่ในสมัยปัจจบุ ัน ความเสียหายตอ่ สภาพแวดล้อม
เพิ่มขนึ้ มากอย่างเหนนได้ชัด รา้ ยแรงและหลกี เลี่ยงไมไ่ ด้ ปฏิกิริยาจงึ รนุ แรงและกว้างขวางซ่ึง
ได้กอ่ ให้เกิดขบวนการอนรุ ักษ์ธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมในเวลาต่อมา ในตอนปลายศตวรรษ
ที่ 19 แนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนืออย่างเข้มข้นและ
กว้างขวาง เพราะผลจากการทาลายฝงู ควายป่าท่ีทุง่ หญ้าอเมรกิ ัน การทาลายปา่ ไม้ การเผา
ป่า ผลกระทบคร้ังนี้ได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง พายุฝุ่น เป็นต้น ประชาชนเร่ิมตระหนักใน
คุณค่าของทรพั ยากรเหล่านี้ จงึ เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อปกป้องสภาพแวดล้อม
คาว่า อนุรกั ษ์ (Conservation) จึงเริ่มใช้ในหน่วยงานของรัฐบาล ต้ังแต่น้ันเป็นต้นมา ส่วน
ในยุโรปและเอเชีย แนวความคิดในการอนุรักษ์ได้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจเป็น
เพราะว่าดินแดนแถบน้ียังมกี ารพฒั นาทเ่ี ปน็ ไปอยา่ งสมดุล ประชาชนจงึ ไม่ตระหนักในเร่ืองน้ี
เท่าใดนัก แต่หลังจากนนั้ ไม่นาน เม่ือยโุ รปได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเทคโนโลยีแบบใหม่
ท่ีทาให้เกิดการทาลายรูปแบบการดาเนินชีวิต ชาวยุโรปจึงสนับสนุนขบวนการอนุรักษ์
ธรรมชาติ

ขบวนการการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมได้ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนเมื่อสหรัฐอเมรกิ า
ประกาศให้บริเวณชนบทเยนลโลว์สโตนเป็นวนอุทยานแห่งชาติเรียกว่า Yellowston
National Park ในปี 1872 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า และเพ่ือเป็นสถานที่
พักผ่อนหย่อนใจของมนุษย์ จากนั้นแนวคิดนี้ได้แพร่ขยายไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น
สหภาพโซเวียตได้เริ่มต้ังป่าสงวนแห่งชาติประมาณ 50 แห่ง อิตาลีตั้งวนอุทยาน Gran
Paradiso สวีเดนต้ังวนอุทยาน Laplan เป็นต้น และในปี 1960-1970 ความสนใจในด้าน
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มีเพ่ิมมากขึ้น เมื่อสภาพแวดล้อมเกิดเสื่อมโทรมอย่างหนัก เช่น
มลพิษในทะเลสาบไบคาลของสหภาพโซเวียต ซ่ึงเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรม บริเวณ

6 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

ทะเลบอลติกทางตอนเหนือของยุโรปประสบปัญหามลพิษและปลาได้ลดจานวนลงอัน
เน่อื งมาจากการใช้ยาฆ่าแมลง และโรงงานอุตสาหกรรมผลิตโลหะหนัก ปัญหาน้าเน่าเสียใน
แม่น้าเทมส์ อากาศเป็นพิษที่สหราชอาณาจกั รจนทางการได้จัดโครงการควบคุมอากาศเป็น
พิษ ในประเทศญ่ีปุ่นได้จัดตั้งเคร่ืองบรรจุออกซิเจนไว้ให้ตารวจในบริเวณท่ีมีการจราจร
หนาแน่น

สาหรับในประเทศไทยปัญหาเรื่องสง่ิ แวดล้อมเป็นพิษได้ถูกนามาพิจารณาเป็นคร้ัง
แรกในสมยั พณฯ จอมพลสฤษด์ิ ธนรชั ต์ มีการแตต่ ้งั คณะกรรมการวจิ ัยอนั ตรายจากแกส๊ ท่อ
ไอเสียรถยนต์หรือยานพาหนะอื่นและโรงงาน เม่ือวันท่ี 11 มกราคม 2506 และได้มีการ
ปรับปรุงเปล่ียนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เรื่อยมา จนกระท่ังล่าสุดได้มีการ
ประกาศพระราชบัญญัติกฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ึน เม่ือ พ.ศ.2535 ซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีเพิ่ม
มาตรการในการแก้ไขสิ่งแวดลอ้ มอย่างเป็นระบบ มีขนั้ ตอนและมแี หล่งงบประมาณสาหรับ
กองทุนส่ิงแวดล้อมซ่ึงจัดตั้งข้ึนเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยมีองค์กรที่
รับผิดชอบคือคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมมลพิษ ซึ่งมี
ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ (Chatchapol
Songsunthornwong, 2003 : 2) นอกจากน้ีแล้วยังมีหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ
และเอกชนที่เข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกมากมาย เพราะทุกคนได้เหนน
ประจกั ษแ์ ล้ววา่ ถ้าธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมอย่ไู ม่ได้ ตนเองกอน ยไู่ มไ่ ด้เชน่ กัน

จะเหนนได้ว่า แนวคิดในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม ความเสียหายต่อสภาพแวดล้อม
เพ่ิมขนึ้ มากอย่างเหนน ได้ชัด ร้ายแรงและหลกี เลี่ยงไม่ได้ ปฏิกิริยาจงึ รนุ แรงและกว้างขวางซึ่ง
ได้ก่อให้เกิดขบวนการอนรุ ักษธ์ รรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเวลาต่อมา ในตอนปลายศตวรรษ
ที่ 19 แนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนืออย่างเข้มข้นและ
กว้างขวาง เพราะผลจากการทาลายฝงู ควายป่าที่ทุง่ หญ้าอเมรกิ ัน การทาลายปา่ ไม้ การเผา
ป่า ผลกระทบคร้ังน้ีได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง พายุฝุ่น เป็นต้น ประชาชนเริ่มตระหนักใน
คุณค่าของทรัพยากรเหล่านี้ จึงเกิดการเคล่ือนไหวทางการเมืองเพื่อปกปอ้ งสภาพแวดล้อม
จนเกิดคาว่า อนุรักษ์ (Conservation) ต้ังแต่น้ันเป็นตน้ มา

วารสารบัณฑติ ศกึ ษามหาจฬุ าขอนแกน่ 7
ปที ี่ 6 ฉบับท่ี 4 ประจาเดือนตลุ าคม – ธันวาคม 2562

พระพุทธศาสนากบั ส่งิ แวดล้อม

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาท่ีเกิดจากปัญญาท่ีรู้แจ้งเหนนจริงในสรรพส่ิง กล่าวคือ
พระพุทธเจา้ ผู้ก่อต้ังพทุ ธศาสนาได้ตรัสรูอ้ รยิ สัจ 4 อันเปน็ ความจรงิ อันประเสริฐ ไดแ้ ก่ ทุกข์
สมทุ ัย นโิ รธ มรรค การรู้หลักความจรงิ ทง้ั 4 นี้ มคี วามหมายครอบคลุมถึงการรู้เรื่องโลกและ
จกั รวาลตลอดทั้งกฎธรรมชาตขิ องสรรพส่ิงที่เกิดขน้ึ ดว้ ยการอาศยั กัน เกย่ี วสมั พันธ์กันตลอด
ไม่มีส่งิ ใดที่จะอย่ไู ด้อยา่ งอิสระหรอื เป็นใหญ่เฉพาะตน ทั้งสิ่งท่ีมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งท่ีเป็น
รูปธรรมและนามธรรม จึงกล่าวได้ว่า พุทธศาสนามองสรรพสิ่งว่าเป็นอยู่หรือมีอยู่ด้วยการ
พึ่งพา น่ันคือทัศนะของพุทธศาสนาที่มองส่ิงแวดล้อมด้วยความเป็นเหตุปัจจัย ดังกฎอิ
ทัปปัจจยตาที่ว่า “เมื่อสิ่งนม้ี ี ส่งิ น้จี ึงมี เม่อื สง่ิ นี้เกิดขน้ึ สง่ิ นจี้ ึงเกดิ ขนึ้ เมื่อส่ิงน้ีไมม่ ี สงิ่ นจ้ี ึงไม่
มี เพราะสิง่ นี้ดับไป สิ่งนจี้ ึงดับไป” (Thai Tipitaka 16/21) การมองสรรพส่ิงด้วยทา่ ทที ่ีต้อง
พงึ่ พากันอย่างนี้จงึ นาไปสู่ความเปน็ จริยธรรมสากล ทาให้พุทธศาสนามีหลักพระธรรมวินยั ท่ี
สอดคล้องกัน กล่าวคือ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักพระวินัยต้ังอยู่บนรากฐานของความ
ถูกต้อง (ธรรม) เช่น สิกขาบทที่ห้ามภิกษุไม่ให้ทาลายชีวิตพืชและสัตว์ ไม่ให้ท้ิงเศษอาหาร
หรือของบูดเน่าลงในแม่นา้ เป็นต้น กนเพราะว่าชีวิตทุกชวี ิตต่างกนมคี ุณค่าในการดารงอยู่ เม่ือ
ทาลายป่าไม้ แม่น้าและพืชพันธุ์ ผลกระทบที่จะเกิดข้ึนกนเกิดแก่ทั้งสองฝ่ายคือท้ังฝ่ายผู้ท่ี
ทาลายและผู้ท่ีถูกทาลาย

ทัศนะของพุทธศาสนาที่มองสรรพส่ิงมีลักษณะ 2 อย่างคือ มองลักษณะทาง
กายภาพ และมองลักษณะทางจิตภาพ การมองทางด้านกายภาพนั้น เป็นการมองลักษณะ
การเกิดข้ึนต้ังอยู่ของระบบจักรวาลที่มนุษย์ควรรู้เท่าทันและอยู่อาศัยเพ่ือดารงชีวิตและ
เผา่ พันธุ์ การมองทางดา้ นจิตภาพเป็นการมองด้านในคอื สภาพจิตใจของมนษุ ย์ท่จี ะตอ้ งดารง
ตนอย่างพอเหมาะพอดกี ับธรรมชาติภายนอก ไม่ให้ความโลภโกรธหลงครอบงาจนไปทาลาย
ในด้านกายภาพหรือส่ิงแวดล้อม ลักษณะเช่นนี้ดาเนินไปอย่างสอดคล้องประสานกัน โดย
มนุษยต์ อ้ งเรียนรู้และมองเหนน ความเปลยี่ นแปลงของสรรพสง่ิ ดว้ ยความรู้ที่เท่าทัน เพือ่ ไมใ่ ห้
จิตใจหว่ันไหวไปตามกระแสแห่งความเปล่ยี นแปลงจนก่อให้เกิดทุกข์อันเกิดจากการด้ินรน
เพอ่ื ไมใ่ ห้ตนเส่ือมสลายไป จนเป็นเหตุให้เบียดเบียนและทาลายคนอ่ืน ดงั นั้นทัศนะของพุทธ
ศาสนาจึงเน้นให้มนุษย์อยู่กับโลกอย่างพ่ึงพา ไม่สนับสนุนการเอาชนะธรรมชาติและ
สิง่ แวดล้อมหรอื เอาชนะโลกดว้ ยการทาลาย

8 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

หลักธรรมในพุทธศาสนาได้สร้างระบบจริยธรรมตง้ั แตพ่ ้ืนฐานจนถึงโลกุตรธรรม ทา
ให้มนุษย์มองสิ่งแวดล้อม มองสรรพสัตว์ว่าเป็นเหมือนเพ่ือนร่วมสุขร่วมทุกข์ ทาให้มนุษย์
มองเหนนคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต พุทธบริษัทถือเป็นหลักร่วมกันว่าตนเองอยากเป็นอยู่ ไม่
อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์ คนอ่ืนกฉน ันน้ันเหมือนกัน (Thai Tipitaka 19/1003) และบท
แผ่เมตตาแก่เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ว่า “สัตว์ทั้งหลายท่ีเป็นเพ่ือทุกข์เกิดแก่ เจนบ ตาย
ด้วยกันทั้งหมด อย่ามีเวร อย่าอาฆาตจองเวรกัน อย่ามีทุกข์กายทุกข์ใจ จงเป็นสุขๆ เถิด”
(Thai Tipitaka 1/255/339) ถ้ามนุษย์ปฏิบัติได้ตามน้ีย่อมนาความสงบสุขมาสู่ตนและ
สังคม หากปฏิบัติไม่ได้ย่อมได้รับโทษท้ังทางตรงและทางอ้อม เช่น ภิกษุในพุทธศาสนาฆ่า
สตั ว์ย่อมไดร้ ับโทษทางพระวนิ ัยคือต้องอาบัติ และถกู ประชาชนตาหนิ ทงั้ จติ ใจของภิกษยุ อ่ ม
ฟงุ้ ซ่านไมเ่ ปน็ สมาธิ

เมื่อกล่าวถึงพระพุทธศาสนากับส่ิงแวดล้อม พุทธศาสนาได้สร้างระบบจริยธรรม
ต้ังแต่พื้นฐานจนถึงโลกุตรธรรม ทาให้มนุษย์มองส่ิงแวดล้อม มองสรรพสัตว์ว่าเป็นเหมือน
เพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ ทาให้มนุษย์มองเหนนคุณค่าของชวี ติ ทกุ ชวี ิต ทัศนะของพุทธศาสนาจึง
เน้นให้มนุษยอ์ ยู่กับโลกอย่างพึ่งพา ไม่สนับสนนุ การเอาชนะธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมหรือ
เอาชนะโลกด้วยการทาลาย

หลกั พทุ ธธรรมสาหรบั อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การประยกุ ตห์ ลกั พทุ ธธรรมเพื่อการอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ มตัง้ อยู่บนรากฐานแห่งความ
ถกู ต้อง และมุ่งประโยชน์ของชาวโลกเป็นสาคัญ โดยมีหลักธรรมที่เก่ียวข้องกับการอนุรักษ์
สิง่ แวดล้อมอทิ ัปปัจจยตา หรือปฏจิ จสมุปบาท ความเช่ือเรอ่ื งกรรมและเมตตาดังน้ี

1. อทิ ปั ปัจจยตากับการอนุรกั ษส์ ่ิงแวดลอ้ ม
อิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมสาคัญท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดง
เก่ียวกับกฎธรรมชาติหรือหลักความจริงท่ีมีอยู่ตามกฎธรรมชาติ ท่ีไม่มีใครสร้างหรือดล
บันดาล พระพุทธองค์ทรงค้นพบกฎธรรมชาติน้ีแล้วจึงได้นามาประกาศให้ชาวโลกได้รู้ตาม
เมอื่ บุคคลรแู้ ละเขา้ ใจปฏิจจสมุปบาทกนเทา่ กับเหนนธรรมอันประเสรฐิ ทีเดยี ว ดังพระพทุ ธพจน์
ว่า “ผู้ใดเหนนธรรม ผู้น้ันช่ือว่าเหนนปฏิจจสมุปบาท ” (Thai Tipitaka 12/306/270)
หลักปฏิจจสมปุ บาทถือว่าเปน็ หลกั ธรรมท่โี ดดเดน่ ในพุทธศาสนาเพราะเปน็ การประกาศทาง
สายกลางท่ีไม่เข้าใกล้นัตถิกวาทะและอัตถิกวาทะ มุ่งแสดงกฎธรรมชาติท่ีเป็นสากล แสดง

วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแกน่ 9
ปที ่ี 6 ฉบับท่ี 4 ประจาเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562

สภาวธรรมล้วน ๆ เกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งที่เป็นมูลการณ์ (The First
Cause) ดังนัน้ อิทปั ปจั จยตาจงึ สามารถมองได้หลายดา้ น ดงั นี้

1) อิทปั ปัจจยตา เป็นหลักธรรมทแ่ี สดงให้เห็นกฎธรรมชาติอนั เป็นกฎสากล
อิทัปปัจจยตาถือว่าเป็นกฎธรรมชาติและกฎสากล กนเพราะกลา่ วถึงสภาวธรรมลว้ น
ๆ ด้วยการแสดงหลกั แห่งการพึง่ พา คือ เมอ่ื สง่ิ นีม้ ี สิง่ นจ้ี ึงมี เมอื่ สิง่ นีเ้ กิดข้ึน ส่ิงจงึ เกดิ ขนึ้ เม่ือ
สิง่ นไ้ี ม่มี สิง่ นี้จึงไมม่ ี เพราะสิง่ นี้ดับไป ส่งิ น้ีจงึ ดบั ไป (Thai Tipitaka 16/21)
หลักการน้เี ป็นการแสดงให้เหนน กฎธรรมชาติอย่างกว้างและครอบคลมุ ทุกสิ่ง เมื่อจะ
นามาประยุกตก์ บั การอนรุ ักษส์ ่ิงแวดลอ้ มจึงอาจทาได้ดังน้ี
เม่ือสงิ่ นี้มี สง่ิ นี้จึงมี เมื่อส่ิงน้เี กดิ ขน้ึ ส่งิ นจี้ ึงเกิดข้ึน
ประโยคนี้เราสามารถสร้างจิตสานึกทางด้านบวกโดยการเน้นความอยู่รอดของ
สภาพแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมมี สัตว์ป่าทุกประเภทมี ป่าไม้อันอุดม มีแม่น้าลาคลอง
อากาศที่บรสิ ุทธิ์มี ระบบนเิ วศวิทยา ความอุดมสมบรู ณข์ องส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาติ ความ
สมดุลทางธรรมชาติจึงมี เมื่อความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติเกิดขึ้น ส่ิงต่าง ๆ ย่อมเกิด
ตามมา แหล่งอาหารของคนและสัตว์เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ สัตว์ป่ามีการขยายพันธุ์อย่าง
สมดุล ป่าไมช้ ่วยป้องกันการไหลบา่ ของน้า ช่วยดดู ซบั นา้ ให้เกิดความช่มุ ชนื้ แกผ่ ิวดนิ เปน็ ต้น
เมอ่ื ส่ิงน้ไี มม่ ี สิ่งนีจ้ ึงไม่มี เพราะส่ิงนดี้ บั ไป สงิ่ นจี้ ึงดบั ไป
ประโยคน้ีเป็นการชี้ให้เหนนโทษของการทาลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติว่า เมื่อ
ส่ิงแวดล้อมไมม่ ี ระบบนิเวศวิทยาถกู ทาลาย สัตวป์ ่า ปา่ ไม้ ต้นน้าลาธารถกู ทาลายไม่มเี หลือ
ชีวติ ของมนษุ ยก์ ไน ม่สามารถดารงอยไู่ ด้ เพราะสง่ิ แวดลอ้ มทางธรรมชาตอิ ยู่ไมไ่ ด้ สลายไป ชีวติ
ของมนษุ ยก์ ตน ้องดบั ไปดว้ ยเพราะเปน็ ส่วนหน่ึงของสง่ิ แวดล้อม
2) อทิ ัปปัจจยตาในฐานะเปน็ ธรรมทางสายกลาง
อิทัปปัจจยตาถือวา่ เป็นธรรมทางสายกลางเพราะแสดงความจรงิ ท่ไี มเ่ อียงไปข้างอัตถิ
กวาทคอื ลทั ธิท่ถี ือว่าสิ่งท้ังหลายมีอยู่จริง (Extrerme realism) หรือนัตถิกวาทคือลทั ธิที่ถือ
ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่จริง (Nihilism) หรือไม่เอียงไปข้างสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ
ปฏิจจสมปุ บาทแสดงความจริงของธรรมชาตวิ ่า สงิ่ ท้ังหลายมลี กั ษณะเป็นไตรลกั ษณ์ เป็นไป
ตามกระบวนการแห่งเหตุปจั จัย ไม่มีปญั หาเก่ียวกับส่ิงที่มีอยู่จรงิ หรือไม่มีอยู่จริง ยนื ยันหรือ
ขาดสญู เมือ่ เขา้ ใจหลักธรรมทางสายกลางอย่างถกู ต้องกนสามารถเขา้ ใจหลักอนัตตาอย่างไม่
ผิดพลาด ความสัมพันธท์ ี่เหนน ได้ชัดเจนคือองค์ประกอบแห่งธรรมทั้ง 12 อย่าง ที่สะท้อนให้

10 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

มองเหนนความสัมพันธ์ของสรรพส่ิงที่เกิดขึ้น ต้ังอยู่และเสื่อมไป ล้วนต้องอาศัยปัจจัยซ่ึงกัน
และกนั อันมคี วามหมายครอบคลุมถึงส่ิงแวดล้อมท่ีตอ้ งดารงอยู่อย่างพึ่งพาอาศยั ซ่งึ กนั และ
กันกับสิง่ อ่นื ด้วย

ขบวนการเกดิ ทุกข์หรอื ปญั หา ตามแนวปฏิจจสมปุ บา
อวชิ ชา - สังขาร - วิญญาณ – นามรปู – สฬายตนะ - ผัสสะ - เวทนา - ตณั หา –
อุปาทาน - ภพ - ชาติ - ชรามรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข์ โทมนัส อุปายาส = ทกุ ข์
กระบวนการท่ีก่อใหเ้ กดิ ปัญหานั้นเร่ิมตน้ ทีอ่ วชิ ชาคือความไมร่ ปู้ ญั หา ไมร่ ู้สาเหตขุ อง
ปัญหา การแก้ปัญหา และวิธีการแก้ปัญหาน้ันๆ เมื่อความไม่รู้เกิดขึ้นจึงทาให้มนุษย์เกิด
ความคิดปรุงแต่งไปตามพ้ืนเพนิสัยของตนโดยมีอวิชชาประกอบ จนจบลงที่ตัวทุกข์หรือ
ปญั หา
ขบวนการนาไปสู่ความดบั ทกุ ข์หรือหมดปัญหา ตามแนวปฏจิ จสมปุ บาท
ทกุ ข์ - สทั ธา – ปราโมทย์ – ปตี ิ – ปัสสทั ธิ – สุข – สมาธิ – ยถาภูตญาณทสั สนะ-
นพิ พิทา – วิราคะ – วิมุตติ – ขยญาณ - นิพพาน (Thai Tipitaka 16/23/29-31.)
เม่ือมนุษย์ถูกทุกข์บีบค้ัน ถูกปัญหาต่าง ๆ กลุ้มรุม จึงมีความคิดท่ีอยากจะพ้นจาก
ทุกข์น้ันและหาทางไปให้ไกลทุกข์ หรือวิธีการต่าง ๆ ที่ทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นอีก มนุษย์จึง
ต้องแสวงหาศาสดาหรอื นกั ปราชญ์ผู้รู้ จึงเกิดศรัทธาขนึ้ ในองคศ์ าสดานั้นเป็นเบ้ืองต้น เม่อื มี
ศรัทธา ความปราโมทย์ (ความบันเทิงใจ) กนเกิดตามมา จากนน้ั ปตี (ิ ความอม่ิ ใจ) กนเกิดขน้ึ เม่ือ
ความอิ่มใจเกิดข้ึน ปัสสัทธิ(ความสงบระงับ) กนเกิดตามมา จากนั้นกนเกิดความสุข เม่ือสุข
เกิดขึ้น สมาธคิ ือความแนว่ แน่แหง่ จติ กนเกิดขึน้ เมอ่ื สมาธเิ กดิ ยถาภูตญาณทัสสนะ(ความเหนน
ด้วยญาณตามความเป็นจริง) กเน กิด เมอื่ ความรู้ขัน้ นี้เกดิ ขน้ึ ทาให้มองเหนน สาเหตขุ องปัญหา จงึ
เกิดนิพพิทาคือความเบ่ือหน่าย เมื่อเกิดความเบ่ือหน่ายจิตกนคลายความกาหนัดนั่นคือเกิด
วริ าคะ เม่ือคลายกาหนัดจิตจึงหลุดพ้น เกิดขยญาณคือความรู้ข้ันดับทุกขห์ รือแก้ปัญหาท้ัง
มวลได้ จงึ เป็นภาวะเยนน คือถงึ นิพพาน
เมอ่ื มองสภาพปญั หาปจั จุบัน ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจึงเท่ากับเกิดทุกข์ เมื่อทกุ ข์
หรือปัญหาเกิดขึ้น จึงนาไปสู่การแสวงหาทฤษฎีหรือหลักในการแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ
หรือเป็นการระดมมันสมองของนกั วิชาการและนักอนุรักษ์ธรรมชาตทิ ั้งหลาย จนกระท่ังทุก
ฝ่ายได้ข้อสรุปว่าปัญหานั้นเกิดมาจากมนุษย์นั่นเอง เพราะมนุษย์มุ่งเอาชนะธรรมชาติ ใช้
ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดีเกินความจาเป็นจนเกิดปัญหาขึ้น ดังน้ันทุก

วารสารบณั ฑิตศกึ ษามหาจฬุ าขอนแกน่ 11
ปที ี่ 6 ฉบบั ที่ 4 ประจาเดือนตุลาคม – ธนั วาคม 2562

ฝ่ายจึงพยายามทาทุกวิถีทางที่จะรักษาส่ิงแวดล้อมท่ีสูญเสียไปให้กลับคืนมา โดยการใช้
มาตรการทางกฎหมายบ้าง กระตุ้นจิตสานึกด้วยหลักธรรมทางศาสนาบ้าง แต่กนยังนับว่า
ได้ผลน้อย เพราะยังมีมนุษย์ท่ีขาดความรู้ความรับผิดชอบเป็นจานวนมากต่อส่ิงแวดล้อม
อย่างไรกนตาม แม้ว่าจะไม่สามารถคงสภาพเดิมของสิ่งแวดลอ้ มไว้ไดก้ นยงั ดีกว่าการไมค่ ิดท่ีจะ
อนรุ กั ษ์เสียเลย

คุณค่าของอิทัปปัจจยตาต่อสิง่ แวดล้อม
อทิ ัปปจั จยตาเป็นหลกั ธรรมท่ีมปี ระโยชน์ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม ดังน้ี
(1) การเกิดความเข้าใจและการปรับตัวในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ
สิง่ แวดล้อม
เมื่อมนษุ ย์เขา้ ใจกฎธรรมชาติทเี่ กิดขึ้นต้ังอยู่และสลายไปโดยความอาศยั กันเป็นเหตุ
เป็นผลแก่กันและกัน มีความสัมพันธ์กันในลักษณะเป็นลูกโซ่ ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ
สัมพันธ์และมีเงื่อนไขต่อกัน กล่าวคือสิ่งที่เกิดขึ้นใดๆ ย่อมถูกกาหนดโดยส่ิงท่ีเกิดข้ึนก่อน
เพราะส่ิงท้ังหลายไม่เที่ยงหรือมีลักษณะเป็นภาวะ(กาลังกลายเป็น) โลกท้ังโลกอยู่ในภาวะ
กระแสสืบต่อกนั ในรปู ของกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดน่ิง เม่ือทุกสิ่งต้องอาศยั กันใน
ลักษณะเช่นน้ี จึงทาให้เกิดจิตสานึกในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม เพราะมาสานึกว่าหาก
สิ่งแวดล้อมถกู ทาลายไปกนเท่ากับได้ทาลายชวี ิตของมนุษย์ไปด้วย เพราะเราไมส่ ามารถมชี วี ิต
อยโู่ ดยไมเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ธรรมชาตแิ วดลอ้ ม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่กนตาม เม่ือส่งิ แวดล้อม
อยู่ไดเ้ ราและเพอื่ นมนษุ ย์รวมท้ังสรรพสัตวก์ นสามารถดารงอยู่ได้
(2) เกดิ แนวคดิ ในการอยู่ร่วมกัน ไม่แบง่ แยกไม่เอาชนะ
ถ้ามนุษยเ์ ขา้ ใจกฎอทิ ปั ปัจจยตาอยา่ งดีแลว้ จะทาใหม้ นุษยล์ ะอตั ตาคอื ความยึดมั่นวา่
มตี ัวตน ตนเทา่ น้ันเป็นใหญ่ มนุษยเ์ ท่านั้นครองโลกสัตว์อ่ืนเป็นผู้ด้อยท้ังนั้น ความคิดความ
ยึดม่ันเหล่านน้ีจะหายไปได้อย่างแท้จริง เมื่อละอัตตาได้ จะมองเหนนวา่ ตนเองเป็นส่วนหน่ึง
ของธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติถกู ทาลายกนเท่ากับทาลายตนเองไปดว้ ย จึงถอื วา่ หลักธรรมน้ีช่วย
สร้างความเข้าใจอันดีต่อสิ่งแวดล้อม ทาให้มนุษย์รู้สาเหตุของปัญหา รู้วิธีแก้ปัญหาด้วย
ปัญญา เม่ือคุณธรรมขอ้ นี้มมี ากในมวลมนษุ ย์ กเน ชอ่ื วา่ ลมหายใจของส่ิงแวดลอ้ มยอ่ มได้รับการ
เยียวยาและคนื ชพี กลับมามีประโยชน์ตอ่ มนษุ ยแ์ ละสรรพสตั ว์อกี ครั้ง

12 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

กรรมกบั การอนุรักษส์ ิ่งแวดล้อม
กรรม ในท่ีน้ีตอ้ งการเน้นทคี่ วามเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมในพุทธศาสนาท่ีมีอิทธพิ ลต่อ
การดาเนินชีวติ ของชาวพุทธมานาน ไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธประเทศใดกนตามล้วนเชื่อเร่ืองกฎ
แห่งกรรมทั้งสิ้น โดยเฉพาะชาวพุทธในประเทศไทย ความเช่อื เร่ืองกฎแห่งกรรมน้ีได้สะทอ้ น
ออกมาหลายดา้ น เชน่ จติ กรรมฝาผนงั ปฏมิ ากรรม สุภาษติ คาพงั เพย ท่แี สดงเรื่องนรกและ
สวรรค์สาหรับคนทาดีและทาชั่วต้องไปเกิด ณ สถานท่ีนั้นตามผลแห่งกรรมท่ีตนกระทา
วรรณกรรมของไทย เช่น ไตรภูมิพระร่วง เป็นต้น นอกจากน้ีแล้วยังมีขนบธรรมเนียม
ประเพณีต่าง ๆ เช่น การทาบุญตามประเพณี 12 เดือน มีทาบุญขึ้นปีใหม่ บุญเข้าพรรษา
ออกพรรษา เป็นต้น ภาพสะท้อนเหล่านี้แสดงให้เหนนว่าความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมได้มี
อทิ ธิพลต่อวิถชี ีวติ ชาวพุทธอยา่ งมากมาย
ความเช่อื เร่อื งกฎแห่งกรรมมีประโยชน์ต่อการอนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มหลายอยา่ ง เช่น
1) การสเดาะเคราะห์ในประเพณีลอยกระทง (ผศ.สุเมธ เมธาวิทยกุล, 2532)
นอกจากชาวพุทธจะทาพิธีลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระบาทแล้ว กิจกรรมอย่างหนึ่งท่ีชาว
พุทธทาคือการสเดาะเคราะห์การขอขมาโทษต่อแม่น้าที่ตนเองทาความสกปรกลงในแม่น้า
และเพือ่ บชู าพระคุณของแม่น้าท่ีชว่ ยในการดาเนินชีวติ มกี ารทาเกษตรกรรม เป็นต้น เพราะ
ถา้ ไม่ทาการอย่างนั้นกนเกรงว่าจะได้รบั บาปกรรม กิจกรรมท่ีเนื่องอยู่กับประเพณีน้ีอีกอย่าง
หนึ่งคือการปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลา จงึ ถือวา่ ประเพณีน้ไี ด้ช่วยอนรุ กั ษแ์ ม่น้าลาคลอง ช่วยอนรุ กั ษ์
สัตว์บกและสัตว์น้าทางออ้ ม เป็นการสร้างจิตสานึกที่ดีต่อแม่นา้ อนั ถือว่าเป็นปัจจัยสาคัญใน
การดารงชีวิตของคนและสัตว์ ทั้งเป็นการปลกู ฝังจริยธรรมขั้นพื้นฐานคือความกตัญญูรู้คุณ
การมองเหนนคุณค่าของชีวิตท่ีเป็นเพ่ือนร่วมสุขร่วมทุกข์ในสังสารวัฏ ถ้ามีการประยุกต์
ประเพณีเพ่ืออนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมอย่างเอาจริงและมีเน้ือหาครอบคลุมชีวิตของสัต ว์ทุก
ประเภทแล้ว กนเช่อื วา่ ลมหายใจของสงิ่ แวดลอ้ มคงยดื เวลาและมีประโยชน์ตอ่ มวลมนษุ ยไ์ ปอกี
นาน
2) ทาให้เกดิ ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย การขนทรายเข้าวดั ส่วนมากประเพณีน้จี ะ
เนอ่ื งอยูก่ ับวันสงกรานต์ Sumeth Methawittayakul (1989) ชาวพุทธเชอื่ ว่าการท่ีตนเดิน
เขา้ ไปในวัดและเดินออกจากวัดแต่ละคร้ังไดน้ าดินออกมาด้วยจงึ คิดจะนาดินเข้าวัดเพื่อเป็น
การรบั ผิดชอบในสิง่ ท่ีทา อกี อย่างหนึ่งเป็นการบูชาพระพทุ ธเจา้ ในฐานะท่พี ระองคต์ รสั รทู้ ่ีอุรุ
เวลาอนั เป็นหาดทราย ในการก่อพระเจดีย์ทรายนั้นจะตอ้ งเอาทรายที่บรสิ ุทธ์แิ ละสะอาด จึง

วารสารบัณฑิตศึกษามหาจฬุ าขอนแกน่ 13
ปที ี่ 6 ฉบับท่ี 4 ประจาเดอื นตุลาคม – ธันวาคม 2562

จะเป็นการบูชาที่มีอานิสงสม์ าก ถือได้วา่ ประเพณีน้ีได้ช่วยอนรุ ักษ์ดนิ โดยอ้อม เพราะอย่าง
น้อยคนกนยงั เหนน ความสาคัญของดนิ อยู่บ้าง

คณุ คา่ ของกฎแห่งกรรมต่อสิ่งแวดลอ้ ม
กฎแห่งกรรมมปี ระโยชนต์ ่อสง่ิ แวดล้อมทง้ั โดยตรงและโดยออ้ มคอื
(1) คุณค่าโดยตรง คือ เม่ือมนุษย์เชื่อกฎแห่งกรรมย่อมทาให้มนุษย์ไม่กล้า
เบยี ดเบียนชีวติ คนและสตั ว์ ไมก่ ล้าทาลายชีวิตคนอ่ืน เพราะตระหนกั ดีว่าเมื่อตนทาชีวิตเขา
ให้ตกร่วงไป ในอนาคตตนเองกนจะถูกทาเช่นน้ันเหมือนกัน เมื่อไม่ทาลายชีวิตของคนอ่ืน
กนพ้ืนฐานทาให้มองครอบคลุมถึงสถานท่ีอยู่ของเขา มีส่ิงแวดล้อมที่เขาอาศัย เช่น ป่าไม้
แม่น้า ภูเขา เป็นต้น ของคนและสัตว์เหล่านั้น จึงเป็นเหตทุ าให้มนุษย์ไม่ทาลายที่อาศัยของ
เขา
(2) คุณค่าโดยอ้อม คือ เม่ือมนุษยเ์ ช่ือกฎแห่งกรรม มนุษย์ในสังคมย่อมมีกิจกรรม
และประเพณีต่างๆ ร่วมกัน ทาให้เกิดการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมโดยอ้อม เช่น ประเพณีลอย
กระทง ต้องรักษาน้าให้สะอาด ไม่ทาให้น้าสกปรก และ ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย โดยมี
ความเชื่อว่าเมื่อชาวพุทธเข้าไปวัดวาอารามย่อมเหยียบดินออกไปนอกวัดบ้าง อาจทาให้
ดินตา่ ดังนัน้ จงึ มีประเพณกี ่อพระเจดีย์ทรายเพอื่ เปน็ อบุ ายขนทรายเอาไปพนู ใหพ้ ้ืนดนิ ในวัด
สงู ข้ึน เป็นต้น วัฒนธรรมประเพณีเหล่าน้ีกกน ลายเป็นเกาะป้องกัน คุ้มครองผู้คนในชมุ ชนให้
อยู่รว่ มกนั อยา่ งผาสุก เป็นวัฏจักรแหง่ การอนรุ ักษ์
เมตตากับการอนุรกั ษส์ ่ิงแวดล้อม
เมตตา เป็นคุณธรรมที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งในพุทธศาสนาจัดวา่ เป็นคุณธรรมระดับ
สากลกนได้ เพราะสามารถปลูกฝังให้มนุษย์มีคุณธรรมข้อน้ีในจิตได้โดยไม่ถูกก้ันด้วยกาแพง
ทางศาสนา เมตตาเปน็ ธรรมกลาง ๆ กลางท้ังในแง่ผู้ควรมีเมตตาและในแง่ผคู้ วรไดร้ ับเมตตา
ควรมที ้งั ผู้น้อยและผูใ้ หญ่ เมตตา หมายถงึ ไมตรี ความรกั ความปรารถนาดี ความเหนนอกเหนน
ใจ ความเข้าใจดีต่อกัน ความใฝ่ใจหรอื ต้องการสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่เพื่อนมนุษย์และ
สัตว์ท้ังหลาย ด้วยความมีเมตตาเป็นพื้นฐานประจาจิต เราจะเหนนพระจริยาวัตรของ
พระพทุ ธเจ้าเม่ือคร้ังเปน็ พระโพธิสัตว์ ในชาดกและสมยั ทพี่ ระพุทธเจา้ ได้ตรัสรูแ้ ล้วพระองคก์ น
ทรงแผ่เมตตาท้ังศัตรูและผู้เป็นท่ีรกั เสมอกัน เช่น พระผ้มู ีพระภาคนั้นทรงมีพระทัยเสมอกัน
ท้งั ตอ่ นายขมังธนู ต่อพระเทวทัต ต่อองคุลิมาล ต่อช้างธนบาล และต่อพระราหลุ ท่ัวทกุ คน
(Thai Tipitaka 1/112.) และมีการแผ่เมตตาหลายระดับต้ังแต่ระดับเจาะจงจนถึงระดับ

14 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

ทั่วไปไม่เจาะจง เป็นการแผ่ท่ัวไปให้แก่สรรพสัตว์ท่ัวหน้าไม่เลือกชั้นวรรณะ เช่น สัตว์
ท้ังหลายที่อยู่ในทุกทิศ หลักเมตตาในวิสุทธิมรรคน้ีเป็นการขยายเมตตาในพระไตรปิฎกให้
กว้างขวางอย่างละเอียดและเป็นรูปธรรม ในการบาเพนญบารมี 10 เพื่อตรัสรู้สัมโพธิญาณ
สุเมธดาบสไดต้ ้ังใจจะบาเพนญเมตตาบารมี ให้เตนมเปีย่ มตามพระโอวาทของพระทีปังกรพุทธ
เจา้ ดังขอ้ ความวา่ สุเมธบัณฑติ นบั จาเดมิ แตน่ ีไ้ ปทา่ นพึงบาเพญน เมตตาบารมีใหเ้ ตนมเปี่ยม ใน
สิ่งทีเ่ ปน็ ประโยชนเ์ ก้ือกูลและมิใช่ประโยชนเ์ กื้อกูลพึงมจี ิตเปน็ อยา่ งเดียวกัน เหมือนอย่างว่า
ธรรมดาว่า น้าย่อมกระทาให้เยนนแผ่ซ่านไปเช่นเดียวกัน ท้ังแก่คนชั่วท้ังแก่คนดี ฉันใด แม้
ท่านเม่ือเป็นผู้มีน้าใจเป็นอันเดียวกัน ด้วยเมตตาจิตในสัตว์ท้ังปวงจักเป็นพระพุทธเจ้าได้
(Thai Tipitaka 1/38) ข้อความที่น่าสนใจยิ่งคือข้อความที่ว่า “ธรรมดาว่า น้าย่อมทาให้
ความเยนนแผ่ซ่านไปเปน็ อันหนึ่งอันเดยี วกนั ทั้งแก่คนชวั่ และคนดี ฉันใด แม้ท่านเม่ือเปน็ ผู้มี
นา้ ใจเปน็ อันเดียวกนั ด้วยเมตตาจติ ในสตั ว์ทั้งปวงจกั เปน็ พระพุทธเจา้ ได้” ข้อความนีจ้ ะแสดง
ใหเ้ หนน ชัดวา่ เมตตาเปรยี บเสมอื นน้าเยนน ทจ่ี ะชโลมจิตของผูค้ นทัง้ หลายใหเ้ ยนน สงบทั้งผู้ทีเ่ ป็น
ใหญแ่ ละผูน้ ้อย พระคณุ อันเป็นการสร้างระบบจริยธรรมในครอบครวั เพอ่ื เป็นรากฐานทดี่ ีแก่
สงั คมต่อไป

เมตตานอกจากจะเป็นคุณธรรมสาหรับทุกคนแล้ว ยังเป็นคุณธรรมช่วยลดความ
ขัดแย้งและเป็นคุณธรรมสาหรับอยู่ร่วมกันท้ังพระบ้านและพระป่า โดยเฉพาะพระภิกษุผู้
ปฏิบตั ธิ รรมอยู่ในปา่ ยง่ิ มคี วามจาเปน็ ในการใช้คุณธรรมขอ้ นี้ เชน่ ภิกษุกลุ่มหนงึ่ ได้เข้าป่าเพ่ือ
ทาความเพียร พวกเธอได้สถานที่พักในป่าโดยการตัดต้นไม้มาทาท่ีพัก บังเอิญป่านั้นมเี ทวดา
อาศัยอยู่ เทวดาได้รับความลาบากจากการกระทาของพวกภิกษุจงึ ได้เที่ยวหลอกพวกภิกษุ
ด้วยการทาร่างกายบูดเน่า เป็นผีหัวขาด เป็นต้น พวกภิกษุไม่ได้รับความสบายใจในการ
ปฏิบัติธรรม บางรปู ได้เจนบป่วย จนในท่ีสุดต้องเข้าเฝา้ พระพุทธเจ้า พระองค์ได้มอบหลกั ใน
การอยู่ปา่ แก่ภิกษุเหล่าน้ันคอื ตรสั ให้ภิกษุเหล่านั้นประกอบด้วยเมตตาจิตในสรรพสัตว์ เมื่อ
ภกิ ษุเหล่านั้นกลบั ไปสถานที่เดิมโดยปฏิบัติตามพระดารัสของพระพุทธเจ้า เทวดาทั้งหลาย
ตา่ งกนรักใคร่ไม่ทารา้ ย ในท่ีสดุ กนไดบ้ รรลุธรรมตามความสามารถของแต่ละรูป

คณุ ค่าของเมตตาตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม
เมตตามีประโยชน์ต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้ังโดยตรงและโดยอ้อม คือ 1) เป็น
คุณธรรมข้ันพ้ืนฐานทีแ่ ม้แต่พระพุทธเจ้ากทน รงมีประจาพระทัยของพระองค์เสมอและแผ่ไป
เพ่ือให้สรรพสัตว์ได้รบั ความสุขถ้วนหน้า เป็นคณุ ธรรมสาหรับทกุ คนท้ังผใู้ หญ่และผู้น้อยพึง

วารสารบัณฑติ ศกึ ษามหาจุฬาขอนแกน่ 15
ปที ี่ 6 ฉบบั ท่ี 4 ประจาเดอื นตลุ าคม – ธนั วาคม 2562

บาเพนญให้มีในจิต เมื่อบุคคลมีเมตตาเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานประจาจิตแล้วกนนาไปสู่การ
กระทาที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ และสัตวท์ ั้งหลายที่เกิดแก่เจนบตายด้วยกัน มีการให้ทานแบ่งปัน
สิ่งของ การให้อภัยทาน การให้ธรรมเป็นทาน การพูดจาอ่อนหวานสมานมิตร การกระทา
ประโยชนส์ ุขแก่เขา โดยการไมเ่ บยี ดเบียนชวี ิต เปน็ ต้น

2) เปน็ คณุ ธรรมที่ชว่ ยผลักดันไปสู่ภาคปฏิบัตกิ าร กล่าวคือเม่ือมนุษย์รกั ใคร่สงสาร
กันแล้วกนจะหาทางป้องกันช่วยเหลือ เช่น ถ้าเป็นระดับประเทศกนมีการออกกฎหมายช่วย
คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน การออกกฎหมายป้องกันการทาลายชีวิตสัตว์ป่า เช่น ในสมัย
พทุ ธกาล พระเจา้ พิมพสิ ารได้ถวายปา่ ไผใ่ หเ้ ปน็ วัดในพุทธศาสนาและเปน็ เขตอนรุ กั ษ์กระรอก
และสัตว์ป่านานาชนิดเหล่าอ่ืนด้วย ป่าอิสิปตนมฤคทายวันกนเป็นเขตอนุรักษ์สัตวป์ ่าที่ใหญ่
ท่สี ุดในพาราณสี โดยพระเจ้าพาราณสีทรงมีเมตตาต่อสัตว์ท้ังหลายที่จะตอ้ งถูกล่า พระองค์
จงึ ประกาศให้เปน็ เขตอนุรกั ษแ์ ละทรงอนญุ าตใหส้ ัตว์ทงั้ หลายมาอยู่อย่างปลอดภัย จะเหนนได้
วา่ นี้เป็นผลมาจากความมเี มตตาจนกอ่ ใหเ้ กดิ กระบวนการอนุรักษ์ดงั กล่าว

เมื่อกล่าวโดยสรุป หลักพุทธธรรมสาหรับอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม อิทัปปัจจยตาหรื
อปฏิจจสมุปบาทเปน็ หลักธรรมสาคัญท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงเกีย่ วกับกฎธรรมชาตหิ รือหลัก
ความจริงที่มีอยตู่ ามกฎธรรมชาติ ท่ีไมม่ ีใครสร้างหรือดลบันดาล เปน็ หลักหลักแห่งการพึ่งพา
คือ เมื่อสง่ิ น้มี ี สิ่งน้จี งึ มี เมื่อส่งิ นี้เกดิ ข้นึ ส่ิงจงึ เกดิ ขนึ้ เม่ือส่ิงนีไ้ มม่ ี ส่งิ นีจ้ งึ ไมม่ ี เพราะส่ิงน้ีดับ
ไป ส่ิงน้ีจึงดับไป ความเชือ่ กฎแห่งกรรมย่อมทาให้มนุษย์ไมก่ ล้าเบียดเบียนชีวิตคนและสัตว์
ไม่กล้าทาลายชีวติ คนอ่ืน เพราะตระหนักดวี ่าเม่อื ตนทาชวี ิตเขาใหต้ กร่วงไป ในอนาคตตนเอง
กนจะถกู ทาเช่นนั้นเหมือนกัน เม่ือไม่ทาลายชีวิตของคนอื่น กนพื้นฐานทาให้มองครอบคลุมถึง
สถานท่ีอยขู่ องเขา มีส่ิงแวดลอ้ มทีเ่ ขาอาศัย เช่น ปา่ ไม้ แมน่ า้ ภเู ขา เปน็ ตน้ ของคนและสตั ว์
เหล่านั้น จึงเป็นเหตุทาให้มนุษย์ไม่ทาลายท่ีอาศัยของเขา เม่ือเกิดจิตเมตตาจึงประกาศให้
เปน็ เขตอนุรักษแ์ ละอนุญาตใหส้ ัตวท์ ้ังหลายมาอยอู่ ย่างปลอดภยั จะเหนนไดว้ า่ นเี้ ปน็ ผลมาจาก
ความมเี มตตาจนกอ่ ใหเ้ กดิ กระบวนการอนุรักษด์ ังกลา่ ว

สรปุ

จากที่ผู้เขียนได้เขียนบทความเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดวิถีพุทธ จึงสรุปได้ว่า
สิง่ แวดล้อม (Environment) หมายถึง ทกุ ส่งิ ทุกอย่างทีอ่ ยรู่ อบ ๆ ตัวมนุษย์ ทั้งทีม่ ีชีวิตและ
ไม่มีชวี ิต ท้ังท่ีเป็นรปู ธรรมและนามธรรม ซ่ึงมีท้ังสิ่งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น ดนิ น้า

16 Journal of Graduate MCU KhonKaen Campus

Vol. 6 No. 4 October - December 2019

อากาศ ต้นไม้ แร่ธาตุต่าง ๆ ฯลฯ และส่ิงท่ีมนุษย์สร้างข้ึน เช่น บ้านเรือน วัดวาอาราม
ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ฯลฯ ดังนั้นส่ิงแวดล้อมจึงมีความสาคัญต่อมนุษย์ท้ัง
โดยตรงและโดยอ้อม มนุษย์มีความสัมพันธก์ ับสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิดนับต้ังแต่สมัยดึกดา
บรรพ์จนถึงสมัยปัจจุบัน โดยแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความเสียหายต่อ
สภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้นมากอย่างเหนน ไดช้ ดั ร้ายแรงและหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ ปฏิกริ ยิ าจงึ รนุ แรงและ
กว้างขวางซึ่งได้ก่อให้เกิดขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเวลาต่อมา ในตอน
ปลายศตวรรษที่ 19 แนวคิดในการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมได้เกิดข้ึนในทวีปอเมริกาเหนืออย่าง
เขม้ ข้นและกว้างขวาง เพราะผลจากการทาลายฝูงควายป่าทีท่ ุ่งหญ้าอเมริกัน การทาลายป่า
ไม้ การเผาป่า ผลกระทบครั้งน้ีได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง พายุฝุ่น เป็นต้น ประชาชนเริ่ม
ตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรเหล่าน้ี จึงเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพ่ือปกป้อง
สภาพแวดลอ้ ม คาวา่ อนุรักษ์ (Conservation)

สาหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดวิถีพุทธน้ัน หมายถึง การรักษาสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง
พระพทุ ธศาสนา เพราะพุทธศาสนาได้สร้างระบบจริยธรรมตั้งแต่พน้ื ฐานจนถึงโลกตุ รธรรม
ทาให้มนษุ ยม์ องสง่ิ แวดล้อม มองสรรพสัตวว์ ่าเปน็ เหมือนเพอ่ื นร่วมสขุ ร่วมทุกข์ ทาให้มนุษย์
มองเหนนคุณคา่ ของชีวิตทุกชีวิต ทัศนะของพุทธศาสนาจึงเน้นให้มนษุ ย์อยู่กับโลกอย่างพึ่งพา
ไม่สนับสนุนการเอาชนะธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมหรอื เอาชนะโลกด้วยการทาลาย ซ่ึงหลัก
พุทธธรรมสาหรับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีดังนี้ 1. อิทัปปัจจยตาเป็นหลักธรรมเกี่ยวกับกฎ
ธรรมชาติ ท่ีเกิดขึ้นตั้งอยู่และสลายไปโดยความอาศัยกันเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน มี
ความสมั พันธ์กันในลักษณะเป็นลูกโซ่ ทุกส่ิงทุกอย่างมีลักษณะสัมพันธ์และมีเง่ือนไขต่อกัน
โลกทง้ั โลกอยู่ในภาวะกระแสสบื ตอ่ กันในรูปของกระบวนการเคล่ือนไหวอย่างไม่หยุดน่งิ เม่ือ
ทกุ สิ่งต้องอาศัยกันในลักษณะเช่นน้ี จึงทาให้เกิดจติ สานึกในการอนุรักษ์ส่งิ แวดล้อม คุณค่า
ของอิทปั ปัจจยตาตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม คือ 1) การเกิดความเขา้ ใจและการปรบั ตวั ในการอยู่ร่วมกัน
ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 2) เกิดแนวคิดในการอยู่ร่วมกัน ไม่แบ่งแยกไม่เอาชนะ 2.
กรรม เป็นหลักความเชือ่ ในพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของชาวพุทธเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะการได้รับผลของกรรมซึ่งมีประเภทต่าง ๆ จนทาให้คิดอุบายเพ่ือบรรเทาชดใช้
กรรมช่ัวหรือวธิ ีการที่จะลดกรรมหนักให้เป็นเบา ด้วยการขอขมาโทษหรือสารภาพความผิด
ของตนต่อส่ิงน้ัน ๆ จนเกิดมีกิจกรรมร่วมแฝงอยู่ในประเพณีต่างๆ มีประเพณีลอยกระทง
ประเพณกี ่อพระเจดยี ท์ ราย การบวชตน้ ไม้ เป็นต้น และมกี ารปลอ่ ยนกปลอ่ ยปลาในเทศกาล

วารสารบณั ฑติ ศกึ ษามหาจุฬาขอนแกน่ 17
ปที ่ี 6 ฉบบั ท่ี 4 ประจาเดอื นตลุ าคม – ธนั วาคม 2562

ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้ังโดยตรงและโดยอ้อม คุณค่าของกฎแห่งกรรมต่อ
สิ่งแวดล้อม คือ 1) คุณค่าโดยตรง คือ เมื่อมนุษย์เช่ือกฎแห่งกรรมย่อมทาให้มนุษย์ไม่กล้า
เบียดเบียนชีวิตคนและสัตว์ 2) คุณค่าโดยอ้อม คือ เม่ือมนุษย์เชื่อกฎแห่งกรรม มนุษย์ใน
สงั คมยอ่ มมีกิจกรรมและประเพณตี ่างๆ ร่วมกนั 3. เมตตา เป็นคณุ ธรรมขั้นพืน้ ฐานอยา่ งหน่ึง
ทีส่ ัมพันธ์กับกฎแห่งกรรม เพราะถา้ มนุษย์ปราศจากเมตตาจิต กนไม่สามารถให้อภัยชีวิตคน
และสตั ว์อนื่ ได้ ด้วยจิตเมตตาจึงก่อให้เกิดการอนุรักษ์เพ่ือรักษาฟ้นื ฟูส่งิ แวดล้อมเพือ่ ความอยู่
รอดปลอดภยั ของคนและสัตว์ทัง้ หลายสืบไป คณุ ค่าของเมตตาตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม คือ การใหท้ าน
แบ่งปันสิ่งของ การให้อภัยทาน การกระทาประโยชน์สุขแก่เขา โดยการไม่เบียดเบียนชีวิต
เปน็ ต้น

References

Chatchapol Songsunthornwong. ( 2 0 0 3 ) . Royal forest department. Online.
Retrieved February 3, 2019. from: http://www.forest.go.th.

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. ( 1 9 9 6 ) . Thai Tipitaka Version
of Mahachulalongkorn Ratchawitthayalai Queen Sirikit Memorial.
Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Somporn Thepsithar. ( 1994) . Religion and environment. In the environment:
impact on Thai society. Academic meeting of the Royal Institute On
the occasion of the founding day Royal Academy, 60th Anniversary.

Sumeth Methawittayakul. (1989). Sangkon Ritual. ( 1st ed.) . Bangkok :
Odean Store.


Click to View FlipBook Version