The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kunawut praseatsang, 2023-09-19 05:31:45

นายคุณวุฒิ ประเสริฐสังข์ 6622610415

EA 105

Keywords: EA 105

นักทฤษฎี ทางจิตวิทยา เสนอ ดร.รอง ปัญสังกา


McClelland ประวัติ ชื่อ : David C. McClelland เกิด : วันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1917 ใน Mt เวอร์นอน รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แนวคิด/ทฤษฎี : McClelland’s Need theory ผลงานโดดเด่น : แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ The Achievement Motive (1953) เสียชีวิต : เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1998 ใน Lexington, Massachusetts, สหรัฐอเมริกา


การศึกษา - การทำ งาน ปี 1938 สำ เร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านศิลปศาสตร์จาก Wesleyan University ปี 1939 สำ เร็จการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี ปี 1941 สำ เร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านจิตวิทยา จาก มหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ปี 1942-1956 ศาสตราจารย์ ที่ Wesleyan University, ปี 1943-1945 Connecticut คณะกรรมการบริการของเพื่อน ๆ และอาจารย์วิทยาลัย Bryn Mawr, Pennsylvania, ปี 1952-53 หลักสูตรกรรมการ Ford Foundation ปี 1949-50, 1956-1987 ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Harvard University ปี 1962-1967 อาจารย์และกรมประธานความสัมพันธ์ทางสังคม ปี 1987-1998 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ปี 1963 ก่อตั้ง McBer and Company ปี 1987-1998 ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน และได้รับ รางวัลการมีส่วนร่วมทางวิทยาศาสตร์ดีเด่น จากสมาคมจิตวิทยา อเมริกัน


ผลงานตีพิมพ์ที่ เกี่ยวกับทฤษฎี แรงจูงใจ - แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ - สังคมบรรลุหรือสังคมแห่งความ สำ เร็จ - รากฐานของสติ - สู่ทฤษฎีการได้มาซึ่งแรงจูงใจ - พลัง : ประสบการณ์ภายใน - การจัดการแรงจูงใจเพื่อขยาย เสรีภาพของมนุษย์ - แรงจูงใจของมนุษย์


คือ ? ทฤษฎีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์


แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง แรงจูงใจที่เป็นแรงขับให้ บุคคลพยายามที่จะประกอบพฤติกรรมที่จะประสบสัมฤทธิผล ตามมาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Excellence) ที่ ตนตั้งไว้ บุคคลที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์จะไม่ทำ งานเพราะหวัง รางวัล แต่ทำ เพื่อจะประสบความสำ เร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้ง ไว้


การทดลอง วัดแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์


แม็คเคลแลนด์ ได้ใช้วิธีการที่เรียกว่า เทคนิคการฉายออก (Projective Technique) ของเมอร์เรย์ที่เรียกว่า แบบ ทดสอบทีมมาติค แอพเพอเซ็ปชั่น (Thematic Apperception Test) หรือเรียกย่อว่า ทีเอที (TAT) ซึ่งเป็น ภาพชุด แต่ละภาพจะมีรูปคนอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ภาพผู้ชายและผู้หญิง


โดยผู้ทดลองจะแสดงภาพให้ผู้ถูกทดลองดู และ ให้ตอบคำ ถาม 4 ข้อต่อไปนี้ 1.ภาพที่ท่านเห็นแสดงอะไรบ้าง ใครคือบุคคลที่ท่าน เห็นใจภาพ 2.ทำ ไมบุคคล นั้นจึงอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น มี เหตุการณ์อะไรที่เกิดก่อนหน้านี้ 3.บุคคลที่ท่านเห็นในรูปกำ ลังคิดอะไร หรือต้องการ อะไร 4.ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น


การตอบคำ ถามทั้ง 4 ข้อ ของผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงและแรง จูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ จะแตกต่างกันในการตั้งจุดประสงค์ของงาน ความ พยายาม ความรับผิดชอบในการทำ งาน และผลงานวิธีการวัดแรง จูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของแม็คเคลแลนด์ โดยใช้วิธีทีเอที (TAT) ไม่ได้ทำ เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ได้ใช้ในยุโรปและเอเซียด้วย ปรากฏ ว่า คำ ตอบของคนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงและต่ำ ของประเทศต่าง ๆ มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันมากแม็คเคลแลนด์ได้สรุปว่า


คนที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.เป็นผู้มีความรับผิดชอบพฤติกรรมของตนและตั้งมาตรฐานความเป็นเลิศ (Standard of Excellence) ในการทำ งาน 3.พยายามที่จะทำ งานอย่างๆไม่ท้อถอยจนถึงจุดหมายปลายทาง 2.เป็นผู้ที่ตั้งวัตถุประสงค์ที่จะมีโอกาสจะทำ ได้สำ เร็จ 50-50 หรือเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงปาน กลาง 4.เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการวางแผนระยะยาว 5.ต้องการข้อมูลผลย้อนกลับของผลงานที่ทำ 6.เมื่อประสบความสำ เร็จมักจะอ้างสาเหตุภายใน เช่น ความสามารถและความพยายาม


แม็คเคลแลนด์ เชื่อว่า การที่จะมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง มักจะมา จากการอบรมเลี้ยงดู ของครอบครัวที่พ่อแม่ตั้งมาตรฐานความเป็น เลิศในการทำ งานและบอกให้ลูกทราบว่าตนมีความสนใจในสัมฤทธิ์ ผลของลูก


คุณลักษณะของคนที่มี แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง มีความต้องการ 3 ประการ


1.แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive)หรือ ความต้องการความสำ เร็จ 2.แรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ (Affiliation Motive) หรือความต้องการความรักความผูกพัน 3.แรงจูงใจใฝ่อำ นาจ (Power Motive) หรือความต้องการอำ นาจบารมี


แรงจูงใจใฝ่อำนาจ แบ่งออกได้ 2 ทาง คือ ความปรารถนาอยากมีอำ นาจบารมี สามารถเชิญชวนและดลบันดาลใจผู้อื่นให้คล้อย ตามยอมรับได้ และมุ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์ส่วน รวมโดยทำ งานร่วมกับคนอื่น ในทางบวก คือ ความต้องการอำ นาจเพื่อให้มีอิทธิพล เหนือผู้อื่น ต้องการทำ งานให้เหนือกว่า บุคคลอื่น และมุ่งเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ส่วน ตัวมากกว่าองค์กร ในทางลบ 01 02


การพัฒนาจากการศึกษางาน สมรรถภาพ วิธีการและการประยุกต์ใช้เป็นวิธีการเชื่อมโยงความสามารถของ มนุษย์ไปสู่ประสิทธิภาพสมรรถนะ Competency คือ ความรู้ ทักษะ และ พฤตินิสัยที่จำ เป็นต่อการทำ งานของบุคคล ให้ประสบผลสำ เร็จสูงกว่า มาตรฐานทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการดังนี้


1. ความรู้ (Knowledge) คือสิ่งที่องค์กรต้องการให้ "รู้" เช่น ความรู้ความเข้าใจในกฎหมายปกครอง 2. ทักษะ (skill) คือสิ่งที่องค์กรต้องการให้ "ทำ " เช่นทักษะด้าน ICT ทักษะด้านเทคโนโลยีการบริหารสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการ เรียนรู้ และฝึกฝนเป็นประจำ จนเกิดเป็นความชำ นาญในการใช้งาน 3. พฤตินิสัยที่พึงปรารถนา (Attiributes) คือสิ่งที่องค์กร ต้องการให้ "เป็น" เช่น ความใฝ่รู้ ความซื่อสัตย์ ความรักในองค์กร และความมุ่งมั่นในความสำ เร็จ สิ่งเหล่านี้จะอยู่ลึกลงไปในจิตใจ ต้อง ปลูกฝัง สร้างยากกว่าความรู้และ ทักษะ แต่ถ้าหากมีอยู่แล้ว จะเป็น พลังผลักคันให้คนมีพฤติกรรมที่องค์กรต้องการ


สรุป จากการศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของแมคคลีแลนด์ พบว่า เป็นทฤษฎีที่เน้นการอธิบายการจูงใจ พฤติกรรมของบุคคลให้แสดงออก เพื่อความสำ เร็จตามที่วางไว้ซึ่งความต้องการความสำ เร็จนี้ในแง่ของการ ทำ งาน หมายถึงความต้องการที่จะทำ งานให้ดีที่สุดและทำ ให้สำ เร็จผลตาม ที่ตั้งใจไว้ เมื่อทำ อะไรสำ เร็จได้ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้ทำ งานอื่น สำ เร็จต่อ ไป


การนำ ไปประยุกต์ใช้ในด้านการเรียน และการสอน 1. สอนให้นักเรียนพิจารณาศึกษาตนเองว่ามีจุดเด่นหรือ ความสามารถ พิเศษอะไร 2. ให้นักเรียนตั้งจุดมุ่งหมายในการทำ งานให้เหมาะสมกับความสามารถ ของตน 3. ให้นักเรียนรู้จักวางแผนการทำ งานให้ประสบความสำ เร็จ 4. ให้นักเรียนรู้จักประเมินผลงานที่ทำ แล้วใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ เพื่อ ปรับปรุงให้ดีขึ้น


ขอจบการนำ เสนอแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณสำ หรับการรับฟัง ขอบคุณครับ


นายคุณวุฒิ ประเสริฐสังข์ รหัสนักศึกษา 6622610415 ห้องเรียนที่ 4


Click to View FlipBook Version