The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย - การศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัย - การศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

วิจัย - การศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั

การศกึ ษาเจตคตติ ่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาป�ที่ 3 โรงเรยี นบา้ นหว้ ยลึก
โดยใช้สอื่ การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

อมรรตั น์ ชยั เพชร

โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก

ตำบลชอ่ ง อำเภอนาโยง จงั หวัดตรัง
สงั กดั สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน
ป�การศึกษา 2563

รายงานการวิจยั ในชน้ั เรยี น (1)

ช่ืองานวจิ ยั : การศกึ ษาเจตคติตอ่ การเรียนกลุม่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษา
ปท� ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นหว้ ยลึก โดยใช้ส่ือการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

ชื่อผ้วู จิ ยั : นางอมรรตั น์ ชยั เพชร
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ : คณติ ศาสตร์
ป�ที่ทำการวิจยั : 2563

บทคดั ย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการ
เรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก ก่อนและหลังการใช้สื่อการ
เรียนการสอนคณิตศาสตร์ 2) ศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปท� ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใชส้ อื่ การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาป�ท่ี 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก ตำบลช่อง
อำเภอนาโยง จงั หวัดตรัง สงั กดั สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาตรงั เขต 1 ป�การศึกษา 2563 จำนวน
22 คน ใช้เวลาทดลองในภาคเรียนท่ี 2 ป�การศึกษา 2563 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย คือ สื่อการเรียนการสอน
คณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวน การบวก การลบ การคูณ และแบบสอบถามเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการ
เรียนรคู้ ณิตศาสตร์ สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู โดยใช้คา่ เฉล่ีย

ผลการวิจยั สรปุ ไดว้ า่
1. ผลการเปรียบเทียบเจตคติตอ่ การเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ของนกั เรยี นชัน้
ประถมศึกษาปท� ่ี 3 โรงเรยี นบ้านห้วยลกึ โดยใช้ส่อื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ หลังเรยี นสงู กว่ากอ่ น
เรยี น
2. เจตคติตอ่ การเรยี นกลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปท� ี่ 3
โรงเรียนบา้ นห้วยลกึ โดยใชส้ อ่ื การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ โดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมาก

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรียนกล่มุ สาระการเรียนร้คู ณิตศาสตรข์ องนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท� ่ี 3
โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใช้สือ่ การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ัยในชนั้ เรียน (2)

สารบัญ หนา้
(1)
บทคัดย่อ …………………………………………………………………………………………………………........…………
สารบัญ ……………………………………………………………………………….……………………………….......…….. (2)

บทท่ี 1 บทนำ ………………………………………………………………………..………………….........…….. 1
ความเป�นมาและความสำคญั ของป�ญหา ………………………………………………........………… 1

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย ………………………………………………………………….......….……..… 2
ขอบเขต/ตวั แปรในการวจิ ัย ...………………………………………...………………….…........…..… 2
ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ ับ ……………………………………..………………………………........……. 2

บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง …………………………..……………….……….……........…… 3
หลกั การสอนคณิตศาสตร์ ……………………………………..........................………..........……. 3
สือ่ การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ………………………...........…………...………..........………. 5
ความสำคัญของสอ่ื การเรยี นการสอน …………………………………………………...........……... 7
แนวคดิ ในการผลติ /ใช้ส่อื การสอนคณติ ศาสตร์ ……………………………………..........……….. 8
ข้อดขี องสอ่ื การสอน …………………….…………………………………………………........…….……. 9
เจตคติต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ …………….………………………………………........………. 10

บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั ………………………………………………………..…………….…......………. 14
กลมุ่ เปา้ หมาย ……………………………....……..….………………………………………......…..……… 14
เครอื่ งมือท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมูล ……………………………………..…………..…........….……… 14

การดำเนนิ การแกป้ �ญหา …………………………………….…......................……..…..........……… 14
การเก็บรวบรวมข้อมลู ………………………………………….……………….…...….….......….……… 15
การวเิ คราะห์ข้อมลู ………………………………………………………………………….…….......…….. 15

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล …………………………………………………………………….........……… 16
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ……………………………………………………………………….......………….. 16

บทที่ 5 สรปุ ผล และข้อเสนอแนะ …………………………….................….………………….......……… 19
สรปุ ผลการวิจัย ………………………………………………………………………..…………........……..… 19

การสะท้อนผลการวจิ ัย/ข้อเสนอแนะ …………………….…………………..…………........….…… 19

เอกสารอ้างอิง ………………………...……………………………………………….………………………...........…….. 20
ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………………........…………. 21

การศกึ ษาเจตคติต่อการเรยี นกลุม่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาป�ที่ 3
โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใช้สือ่ การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวจิ ยั ในชั้นเรียน 1

บทท่ี 1
บทนำ

ความเปน� มาและความสำคญั ของปญ� หา

การจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาถือว่าเป�นการศึกษาพื้นฐานท่ีประชาชนท่ัวไปพึงได้รับ โดยรัฐ
จะต้องให้การสนับสนุนส่งเสริม และพัฒนาเยาวชนของชาติให้เป�นผู้มีความสมบูรณ์ท้ังร่างกาย จิตใจ และ
สตปิ ญ� ญา โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์

คณติ ศาสตร์ถอื วา่ เปน� ทักษะหน่งึ ทเี่ ปน� เคร่ืองมือการเรยี นรู้ ทีจ่ ะนำไปใชแ้ ก้ป�ญหาในชีวติ ประจำวัน ช่วย
ฝ�กให้นักเรียนคิดเป�นข้ันตอนอย่างละเอียดถ่ีถ้วน ฝ�กการใช้เหตุผลเพ่ือประกอบการตัดสินใจ ส่งผลให้
กระบวนการคิดและปฏิบัติเป�นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ อีกทั้งเป�นกระบวนการที่สามารถตรวจสอบได้
ตามวธิ ีทางวทิ ยาศาสตร์ เพราะมีระเบยี บวิธี และหลกั เกณฑ์ที่แนน่ อนในการแก้ปญ� หา

ในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาป�ที่ 3 ที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนด กล่าวคือ ป�การศึกษา 2562 นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนระดับสถานศึกษา เฉล่ียร้อยละ 69.64 เกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดร้อยละ 70 ต่ำกว่าร้อยละ 0.36
ผลการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( NT: National Test) คะแนนระดับสถานศึกษา เฉล่ยี ร้อยละ
47.38 คะแนนระดับเขตพื้นท่ี เฉลี่ร้อยละ 49.17 ต่ำกว่าร้อยละ 1.79 จากการวิเคราะห์ป�ญหาในการจัดการ
เรียนรู้ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ อาจจะเน่ืองมาจากการจัดการเรียนรู้ไม่น่าสนใจ
นกั เรียนจึงไมช่ อบเรียนจึงสง่ ผลใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นต่ำกว่าเกณฑท์ ่ีกำหนด

ดังนั้นเพ่ือแก้ป�ญหานักเรียนไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ผู้วิจัยจึงหาแนวทางการแก้ไขป�ญหาโดยการสร้าง
ส่ือการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ มาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้กกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อ
ปรับเปล่ียนเจตคติของนักเรียนท่ีดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เพราะจากการศึกษาพบว่า สื่อการเรียนการสอน
คณิตศาสตร์ มีข้อดีมากมาย คือ ดังน้ี 1) ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียน 2) ช่วยกระตุ้นและสร้างความ
สนใจใหก้ ับผู้เรียน 3) ช่วยให้ผู้เรยี นมอี ารมณ์ร่วมและสนุกสนานได้มากขึ้น 4) ช่วยให้การส่ือสารระหว่างผู้สอนกับ
ผู้เรียนเข้าใจตรงกัน 5) ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 6) สามารถนำไปใช้กับการสอนในพ้ืนท่ี
ห่างไกล 7) ประหยัดค่าใช้จ่าย 8) ช่วยแบ่งเบาภาระในการเตรียมเนื้อหาของผู้สอน และ 9) ผู้เรียนทบทวน
ความรเู้ องได้งา่ ย

ซ่ึงผู้วิจัยคาดว่าหากนักเรียนได้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้สื่อการเรียนการสอน
คณิตศาสตร์ประกอบการจัดการเรียนรู้จะสามารถดึงดูดความสนใจ และสามารถปรับเปลี่ยนเจตคติที่มีต่อการ
เรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรยี นได้

การศกึ ษาเจตคติตอ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตรข์ องนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาป�ท่ี 3
โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจัยในชัน้ เรยี น 2

วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั

1. เพื่อศกึ ษาและเปรียบเทยี บเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นชั้น
ประถมศกึ ษาปท� ่ี 3 โรงเรียนบ้านหว้ ยลกึ ก่อนและหลงั การใชส้ ่ือการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

2. เพ่อื ศกึ ษาเจตคตติ อ่ การเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ท่ี 3
โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สอ่ื การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

ขอบเขต/ตวั แปรในการวจิ ัย

1. เนื้อหาการศึกษาครั้งน้ไี ดแ้ ก่กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ เรือ่ ง จำนวน การบวก การลบ การคูณ
ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาป�ท่ี 3

2. ตวั แปรทีใ่ ช้ในการศกึ ษา
2.1 ตัวแปรตน้ คอื การจดั การเรยี นรู้โดยใชส้ อ่ื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ เรื่อง จำนวน การ

บวก การลบ การคณู ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท� ่ี 3
2.2 ตวั แปรตาม คอื เจตคตติ อ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นช้นั

ประถมศึกษาป�ท่ี 3 โรงเรียนบ้านห้วยลกึ หลงั การจัดการเรียนรู้โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ บั

1. นักเรยี นมเี จตคตทิ ่ีดตี ่อการเรียนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
2. มีสื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตรท์ ่ีหลากหลายที่ช่วยพัฒนาการเรยี นรขู้ องนกั เรียน
3. นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นกลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์สงู ขนึ้

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรียนกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตรข์ องนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปท� ี่ 3
โรงเรียนบา้ นหว้ ยลึก โดยใช้สื่อการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ัยในชนั้ เรียน 3

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง

การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเก่ียวกับเจตคติต่อการเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาป�ท่ี 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้ส่ือการเรียนการ
สอนคณิตศาสตร์ รายละเอยี ดการศกึ ษา นำเสนอตามหวั ข้อดงั ต่อไปน้ี

หลกั การสอนคณิตศาสตร์

หลักการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่ยึดผู้เรียนเป�นสำคัญ คือ การเป�ดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิด และ
แก้ป�ญหาด้วยตนเอง ได้ศึกษาค้นคว้าจากส่ือและเทคโนโลยีต่างๆโดยอิสระ ผู้สอนมีส่วนช่วยในการจัดเน้ือหา
สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัดของผเู้ รียน โดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
ผู้สอนทำหน้าท่ีเป�นท่ีปรึกษาให้คำแนะนำ และ ชี้แนะในข้อบกพร่องของผู้เรียน และ ในขั้นการดำเนินกิจกรรม
การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ สิ่งสำคัญท่ีผู้สอนควรคำนึงถึงคือความรู้พื้นฐานของผู้เรียนสำหรับการเรียนรู้
เนื้อหาใหม่ ข้ันเตรียมความพร้อม เพ่ือนำ เข้าสู่กิจกรรม ผู้สอนสามารถใช้คำถามเชื่อมโยงเนื้อหา หรือเร่ืองราวท่ี
เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่เน้ือหาใหม่หรือใช้ยุทธวิธีต่างๆ ในการทบทวนความรู้เดิม ในข้ันปฏิบัติกิจกรรมผู้สอนอาจใช้
ป�ญหาซ่ึงมีความเช่ือมโยงกับเร่ืองราวในข้ันเตรียมความพร้อม และใช้ยุทธวิธีต่างๆ ให้ผู้เรียนสามารถสรุปหรือ
เข้าใจ หลกั การ แนวคิด กฎ สูตร สัจพจน์ ทฤษฎีบท หรือบทนิยามด้วยตนเองในขณะท่ีผู้เรยี นปฏิบัติกจิ กรรม
ผูส้ อนควรให้อิสระทางความคิดกับผู้เรียนให้คำแนะนำตามความจำเป�น เนื่องจากลักษณะการเรียนรู้คณิตศาสตร์
จะต้องอาศัย ความรู้พ้ืนฐานที่ต่อเนื่องกันในการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์สำหรับเด็กเล็ก ผู้สอนควรให้ผู้เรียนมี
โอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติ/ทำกิจกรรมได้ฝ�กทักษะ/กระบวนการ โดยฝ�กการสังเกต ฝ�กการให้เหตุผล และ หา
ข้อสรุปจากส่ือรูปธรรมหรือแบบจำลองต่างๆ ก่อนและขยายวงความรู้สู่นามธรรมให้กว้างข้ึนสูงข้ึนตาม
ความสามารถของผู้เรียน ถ้าสาระเน้ือหาหรือกิจกรรมที่ผู้สอนจัดให้นั้นมีความยากเกินไป หรือต้องอาศัยความรู้
พ้ืนฐานที่สูงกว่าผู้เรียนมีอยู่ ผู้สอนจึงควรสร้างพ้ืนฐานความรู้ใหม่ อาจใช้วิธีลดรูปของป�ญหานั้นให้ง่ายกว่าเดิม
หรือจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ สรมิ เพม่ิ เติมให้อกี ก็ได้ (กรมวชิ าการ. 2545 : 188-189)

กลุ นนั ท์ กล่นิ สุวรรณ (2558) ได้รวบรวมข้อมูลเกยี่ วกับการจัดการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ไว้ว่า
การเรียนรู้ คือ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมจากการได้รับประสบการณ์และประสบการณ์น้ันทำให้
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิมซึ่งในการเรียนการสอนไม่ว่าจะเป�นวชิ าใดกต็ าม ครูจะต้องรจู้ ติ วิทยาในการสอน
เพือ่ ใหก้ ารสอนสมบูรณ์และมีประสทิ ธิภาพ ในการจัดการเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพื่อให้ผู้เรยี นเกิด
กระบวนการเรียนรู้ และสามารถนำ คณิตศาสตร์ไปประยุกต์เพ่ือพัฒนาคุณภาพของชีวิตและพัฒนาคุณภาพของ
สังคมไทยให้ดีน้ันผู้จัดควรคำนึงถึงความเหมาะสมและความจำ เป�นในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ ความพร้อมของ
สถานศึกษาในด้านบคุ ลากร ผู้บรหิ าร ผู้สอน ผ้เู รยี น และส่ิงอำนวยความสะดวก การจัดสาระการเรียนรจู้ ะต้องจัด

การศกึ ษาเจตคตติ ่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปท� ่ี 3
โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชน้ั เรยี น 4

ให้สอดคล้องกับสาระของกล่มุ คณิตศาสตร์ในหลักสูตรการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ที่กำหนดสาระการ
เรยี นร้ทู ่จี ำ เป�นสำหรับผเู้ รียนทุกคนไวด้ งั นี้

1. จำนวนและการดำเนนิ การ
2. การวัด
3. เรขาคณติ
4. พีชคณติ
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเปน�
6. ทักษะ/กระบวนการทางคณิตศาสตร์
หลกั และแนวการจดั การเรียนการสอนคณิตศาสตร์
1. สอนให้ผู้เรียนเกิดมโนทัศน์หรือได้ความรู้ทางคณิตศาสตร์จากการคิดและมีส่วนรวมในการทำ
กิจกรรมกับผู้อ่ืน ใช้ความคิดและคำถามที่นักเรียนสงสัยเป�นประเด็นในการอภิปราย เพ่ือให้ได้แนวคิดที่
หลากหลาย และเพ่อื นำไปสู่ข้อสรปุ
2. สอนให้ผู้เรียนเห็นโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ความสัมพันธ์และความต่อเน่ืองของเน้ือหา
คณิตศาสตร์
3. สอนโดยคำนึงว่าจะให้นักเรียนเรียนอะไร (What) และเรียนอย่างไร (How) นั่นคือต้องคำนึงถึงทั้ง
เน้อื หาวชิ าและกระบวนการเรยี น
4. สอนโดยการใช้สิ่งท่ีเป�นรูปธรรมอธิบายนามธรรม หรือการทำให้สิ่งที่เป�นนามธรรมมากๆ เป�น
นามธรรมท่งี ่ายข้ึนหรือพอท่ีจะจินตนาการไดม้ ากขึ้นเน่อื งจากมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์บางอย่างไม่สามารถหาสื่อ
มาอธิบายได้
5. จัดกิจกรรมการสอนโดยคำนงึ ถงึ ประสบการณแ์ ละความรูพ้ น้ื ฐานของนักเรยี น
6. สอนโดยใช้แบบฝ�กหัดให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ในการแก้ป�ญหาทางคณิตศาสตร์ ท้ังการฝ�ก
รายบุคคล การฝ�กเป�นกลุ่ม การฝ�กทักษะย่อยทางคณิตศาสตร์และการฝ�กทักษะรวม เพื่อแก้ป�ญหาท่ีซับซ้อนมาก
ขนึ้
7. สอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดวเิ คราะห์ เพ่ือแก้ป�ญหาสามารถให้เหตุผล เช่ือมโยงส่ือสาร และ
คิดอยา่ งสรา้ งสรรค์ตลอดจนเกดิ ความอยากร้อู ยากเหน็
8. สอนให้นกั เรยี นเห็นความสัมพนั ธร์ ะหว่างคณิตศาสตรใ์ นห้องเรยี นกบั คณติ ศาสตร์ในชีวติ ประจำวนั
9. ผสู้ อนควรศกึ ษาธรรมชาตแิ ละศักยภาพของผู้เรียน
10. สอนให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์รู้สึกว่าวิชาคณิตศาสตร์ไม่ยาก และมีความ
สนกุ สนานในการทำกิจกรรม
11. สังเกตและประเมินการเรียนรู้และความเข้าใจของผู้เรียนขณะเรียนในห้องโดยใช้คำถามสั้นๆ หรือ
การพูดคุยปกติ

การศกึ ษาเจตคติต่อการเรยี นกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตรข์ องนกั เรียนช้ันประถมศึกษาป�ที่ 3
โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สื่อการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชัน้ เรยี น 5

นอกจากน้ี ยพุ นิ พพิ ธิ กุล (2545 : 11 - 12) ใหห้ ลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ดังน้ี
1. ควรสอนจากเรื่องงา่ ยไปสเู่ ร่ืองยาก
2. เปลยี่ นจากรูปธรรมไปสูน่ ามธรรม
3. สอนให้สมั พนั ธค์ วามคิด
4. เปล่ียนวิธีการสอนไม่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ผู้สอนควรจะสอนให้สนุกสนาน น่าสนใจซึ่งอาจจะมี
กลอน เพลง เกม การเล่าเรื่อง การทำภาพประกอบ การ์ตูน ปริศนา ต้องรู้จักสอดแทรกส่ิงละอันพันละน้อยให้
บทเรยี นน่าสนใจ
5. ใช้ความสนใจของนักเรียนเป�นจุดเร่ิมต้นเป�นแรงดลใจที่จะเรียนด้วยเหตุนี้ ในการจัดการสอนจึงมี
การนำเข้าสบู่ ทเรยี นเรา้ ใจเสียกอ่ น
6. ควรจะคำนึงถึงประสบการณ์เดิม และทักษะเดิมที่นักเรียนมีอยู่ กิจกรรมใหม่ควรจะต่อเน่ืองกับ
กิจกรรมเดิม
7. เรื่องท่ีสัมพันธ์กันก็ควรสอนไปพร้อมๆกัน เช่นเซตท่ีเท่ากันกับเซตท่ีเทียบเท่ากันยูเนียนของเซต
กบั อนิ เตอร์เซกชนั ของเซต
8. ให้ผ้เู รียนมองเหน็ โครงสร้าง ไมใ่ ช่เนน้ แตเ่ นือ้ หา
9. ไม่ควรเป�นเร่ืองยากเกินไป ผู้สอนบางคนชอบให้โจทย์ยากๆ เกินสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ซ่ึง
อาจจะทำให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อน ท้อถอย แต่ถ้าผู้เรียนท่ีเรียนเก่งก็อาจจะชอบควรจะส่งเสริมเป�นรายไป ในการ
สอนต้องคำนงึ ถงึ หลกั สูตรและเลอื กเนื้อหาเพิ่มเติมให้เหมาะสมทั้งนเ้ี พอ่ื สง่ เสริมศกั ยภาพ
10. สอนให้นักเรียนสามารถหาข้อสรุปได้ด้วยตนเอง การยกตัวอย่างหลายๆ ตัวอย่างจนนักเรียนเห็น
รูปแบบจะชว่ ยใหน้ กั เรียนสรปุ ได้ อย่ารบี บอกเกนิ ไปควรเลือกวธิ กี ารตา่ งๆ ทสี่ อดคล้องกบั เนือ้ หา
11. ใหผ้ ูเ้ รยี นลงมอื ปฏิบตั ิในสิ่งท่ีทำได้ ลงมือปฏบิ ตั จิ ริงและประเมินการปฏิบัติจริง
12. ผู้สอนควรจะมีอารมณ์ขัน เพื่อช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนย่ิงขึ้นวิชาคณิตศาสตร์เป�นวิชา
ที่เรยี นหนัก ครูจงึ ไมค่ วรจะเคร่งเครยี ด ให้นกั เรียนเรียนด้วยความสนุกสนาน
13. ผสู้ อนควรจะมีความกระตอื รือร้น และต่นื ตัวอยู่เสมอ
14. ผู้สอนควรหม่ันแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพ่ือจะนำสิ่งแปลกและใหม่มาถ่ายทอดให้ผู้เรียนและผู้สอน
ควรจะเป�นผู้ที่มีศรทั ธาในอาชีพของตน จึงจะทำให้สอนไดด้ ี

ส่ือการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

คณิตศาสตร์เป�นเร่ืองท่ีเกี่ยวกับนามธรรมในการสร้างความเข้าใจระยะเร่ิมแรกของการสอนหากใช้ส่ิงท่ี
เป�นรูปธรรมช่วยอธิบายนามธรรมจะง่ายต่อการเรียนรู้ส่ือการเรียนการสอนจึงมีความสำคัญต่อการสร้าง
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์อย่างยิ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวไว้ว่า เด็กสามารถเรียนรู้และเข้าใจ
แนวคิดทางคณิตศาสตร์ได้ ถ้าครูจัดบทเรียนโดยใช้ส่ือการสอนคณิตศาสตร์ได้เหมาะกับวัย ระดับความรู้ และ
ความสามารถของผู้เรยี น หมายความวา่ สอื่ การสอนคณิตศาสตรจ์ ะช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ มีประสบการณม์ ี

การศกึ ษาเจตคติต่อการเรียนกลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาป�ที่ 3
โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวจิ ัยในช้ันเรียน 6

ความคิดที่เป�นเหตุผล กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีมีต่อส่ิงของ รูปภาพ ส่ิงที่แทนสิ่งของท่ีกล่าวถึงจะช่วยให้
ผู้เรียนสัมผัสกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนกระบวนการความคิดท่ีเป�นเหตุผล การพัฒนาป�ญญาของเด็ก มี
สว่ นเกีย่ วข้องกับวฒั นธรรมและภาษาของชุมชนนั้น ๆ ถ้าผเู้ รยี นมปี ระสบการณ์จากของจรงิ หรือสิ่งทีท่ ราบของ
จริงในเรือ่ งนน้ั บอ่ ย ๆ

Uraiwan Krutuktik (2553) ได้กลา่ วถึงสื่อการสอนไวด้ ังน้ี
สื่อการสอน คือ วสั ดุ อุปกรณ์ เครื่องมอื รวมท้ังวิธีการสอน ซ่ึงเป�นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ
และประสบการให้กับผูเ้ รยี นอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
กรมวิชาการ (2545 : 210 – 211) ได้กล่าวถึงลักษณะสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า ส่ิงท่ีอยู่รอบตัวถือเป�น ส่ือการ
เรียนรู้ได้ท้ังส้ิน ไม่ว่าส่ิงนั้นจะเป�นคน สัตว์ พืช สิ่งของ สถานท่ี เหตุการณ์ หรือกิจกรรม สื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชา
คณิตศาสตรจ์ ำแนกเป�นประเภทต่างๆ ตามลักษณะของสื่อดังนี้
1. วัสดุ แยกออกไดด้ งั น้ี

1.1 วัสดปุ ระกอบการสอนประเภทสิ่งพิมพ์ ได้แก่ หนงั สือเรียน คู่มอื ครเู อกสารประกอบการสอน
โครงการสอน วารสาร จลุ สาร หนังสอื อ่านประกอบ บทเรยี น โปรแกรม ฯลฯ

1.2 วัสดุประดิษฐ์ เป�นสิ่งท่ีครูทำด้วยตนเอง เช่น ไม้กระดาน พลาสติกและสิ่งอื่นๆ ท่ีครู
ประดิษฐ์เพ่ือนำมาประกอบการสอน เช่น แผนภูมิ บัตรคำ กระเป๋าผนัง แผ่นภาพพลิก กระดานตะปู
กระดานสำลี ฯลฯ

1.3 วัสดุถาวร ได้แก่ กระดานดำ กระดานนิเทศ กระดานกราฟ ของจริง ของจำลอง
ของตัวอยา่ ง โปสเตอร์ แผนท่ี แผน่ เสยี ง

1.4 วัสดสุ นิ้ เปลอื ง เชน่ ชอล์ก
2. อุปกรณ์น้ีเป�นสื่อการสอนประเภทเครื่องมือ เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ เคร่ืองฉายสไลด์
เครอื่ งบนั ทกึ เสยี ง เคร่อื งรบั วิทยุ เทปโทรทศั น์
3. กิจกรรม การจัดกิจกรรมต่างๆ ถือว่าเป�นสื่อการเรียนการสอนทั้งส้ินเช่น การทดลอง การสาธิต
การจัดนิทรรศการ การเล่นละคร การทำโครงการ การศึกษานอกสถานที่ บทบาทสมมุติ การเล่าเร่ือง การ
รอ้ งเพลง การใชเ้ กม ปรศิ นา การ์ตนู
4. สื่อการเรียนการสอนจากส่ิงแวดล้อม เป�นส่ือการเรียนการสอนที่หาง่าย เพราะอยู่รอบๆตัวเรา เช่น
กิ่งไม้ ใบไม้ ก้อนหิน กระป๋องนม
สื่อการเรียนรู้หรือส่ือการเรียนการสอน เป�นเป�นเครื่องมือของการเรียนรู้ ท้ังนี้เพราะส่ือเป�น ตัวกลางให้
ผู้สอนได้ถ่ายทอดความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความคิดเห็น และ เจตคติ ไปสู่ผู้เรียน รวมท้ังการใช้เป�นแหล่ง
เรียนรู้ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง การพัฒนาส่ือท่ีทําให้ผู้เรียน สามารถ เรียนรู้ด้วยตนเองเป�นส่ิงสําคัญ
เนื่องจากในยุคป�จจุบันข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ การใช้ เทคโนโลยีและการสื่อสารได้ทําให้ผู้คนจําเป�นต้องพัฒนา
ตนเองให้สามารถ รับรู้เร่ืองราวใหม่ ๆ ด้วยตนเองและพัฒนาศักยภาพทางความคิด ดังน้ันส่ือท่ีดีจึงควรเป�นสิ่งท่ี
ช่วยกระตนุ้ ให้ผู้เรียน รู้จักการแสวงหา ความรูด้ ว้ ยตนเองอกี ด้วย

การศึกษาเจตคติต่อการเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตรข์ องนักเรียนช้ันประถมศึกษาป�ท่ี 3
โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้ส่ือการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั ในช้นั เรยี น 7

ความสำคญั ของส่ือการเรยี นการสอน

ในการที่ครูจะถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนนั้นจะต้องอาศัยวิชาการหลาย ๆ อย่าง เพราะป�จจุบันครู
ไม่ใช่ผู้บอก ครูเป�นเพียงผู้แนะแนวทาง ที่จะไห้นักเรียนได้ค้นคิดด้วยตนเอง การท่ีใช้รูปธรรมเข้าขา่ ยนั้น จะทำ
ให้นักเรียนเขา้ ใจย่งิ ข้นึ สอ่ื การเรียนการสอนนน้ั จงึ มคี วามสำคญั

เกื้อจิตต์ ฉิมทิม (2532) ได้เสนอแนะเกีย่ วกบั ความสำคญั ของสอ่ื การสอนทม่ี ีต่อวิชาคณติ ศาสตร์ ดังน้ี
1. ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้จาการได้รับประสบการณ์หลายรูปแบบซ่ึงช่วยให้นักเรียนเข้าใจสิ่งที่เป�น
นามธรรมยงิ่ ข้ึน
2. ช่วยให้นักเรียนเข้าใจและจดจำหลกั การและความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตรไ์ ด้นาน
3. เป�นการส่งเสริมการเรียนรูท้ ่ีเน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล บางคนเขา้ ใจหลักการและความคิดรวบ
ยอดทางคณิตศาสตร์จากการอธบิ าย บางคนจะเข้าใจไดจ้ ากการดูภาพหรอื สอื่ การสอนอนื่ ๆ
4. สง่ เสริมให้เกิดความคิดสรา้ งสรรค์ในการเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์
5. ส่งเสริมใหเ้ กดิ เจตคติทด่ี ีต่อวิชาคณติ ศาสตร์
6. ชว่ ยให้นักเรียนสนใจบทเรียน
7. ช่วยประหยัดเวลาในการสอน
ยุพิน พิพิธกุล และอรพรรณ ตันบรรจง (2531 : 17 - 20) ได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อการสอนและ
ประเภทส่อื การสอนคณิตศาสตร์ ไว้ดังนี้
1. สือ่ การเรียนการสอนช่วยให้นักเรยี นเขา้ ใจบทเรยี นไดแ้ จม่ แจง้ ยิง่ ขึ้น
2. ช่วยในการสอนนกั เรยี นทม่ี ีความแตกต่างกัน เชน่ นักเรียนบางคนซง่ึ จะเรียนออ่ น
อาจใชร้ ปู ภาพ สื่อรูปธรรมชุดการเรียนการสอนรายบคุ คลช่วยให้เขาบรรลุจดุ ประสงค์การเรียน
3. ช่วยเสรมิ สรา้ งความสนใจของนกั เรยี น
4. ประหยัดเวลาในการสอน
5. ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากส่ิงท่ีเป�นรูปธรรม ซ่ึงจะนำไปสู่นามธรรม และทำให้นักเรียนเกิดความ
เข้าใจแนน่ แฟน้ และจำได้นาน
6. ใช้ส่อื การสอนเพอื่ ช่วยอธิบายขยายขอ้ ความ และสรุปขอ้ ความก็ได้
7. เพ่ือเสริมสรา้ งเจคติท่ีดแี ก่นกั เรยี น
8. ส่งเสริมให้นกั เรียนเกดิ ความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์
นิ ภา แย้มวจี (2552) ได้กล่าวถึงป ระโยชน์ ของส่ือการเรียน การสอน คณิ ตศาสตร์ไว้ดังน้ี
1. ช่วยให้ครูกระต้นุ ให้นักเรยี นเกิดการตอบสนองตามทคี่ าดหวงั จะให้เกดิ ในตวั นกั เรยี น
2. ช่วยให้ครูจัดประสบการณ์ให้ นักเรียนได้หลายรูปแบบเช่น ใช้เทปเสียง วีดีทัศน์ การสาธิต หรือ
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป�นตน้
3. ชว่ ยครูในการเพิ่มพูนประสบการณ์ ความรู้ให้แก่นักเรียน เช่น ทำรายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ สไลด์
มาให้เด็กชม

การศกึ ษาเจตคติต่อการเรยี นกลุม่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท� ี่ 3
โรงเรยี นบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สือ่ การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชน้ั เรยี น 8

4. ช่วยครูจำลองของแทนของจริงท่ีไม่สามารถนำมาให้ดูได้ เช่นการเดินทางของดวงจันทร์หมุนรอบโลก
ลูกโลก

5. ช่วยครูสอ่ื ความหมายกับนกั เรียนได้ดีข้ึน

แนวคดิ ในการผลติ /ใช้ส่อื การสอนคณติ ศาสตร์

แนวคิดในการผลิตสอื่ การสอนคณติ ศาสตร์
แนวคิดในการผลิตสื่อการสอนคณิตศาสตร์น้ันนอกจากผู้ผลิตจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของการผลิต
แลว้ ยงั ควรคำนึงถงึ เกณฑใ์ นการผลิตสอ่ื คณิตศาสตรด์ ังนี้
1. เกณฑ์ดา้ นการสอน (Pedagogical Criteria)

- กระตุน้ ความสนใจ
- อธบิ ายมโนมติทางคณติ ศาสตร์
- เชอื่ มโยงนามธรรมและรปู ธรรม
- อเนกประสงค์
2. เกณฑด์ า้ นกายภาพ (Physical Criteria)
- ความสวยงาม
- ความเรียบง่าย
- ขนาดเหมาะสม
- ราคาไมแ่ พง
- ความคงทน

แนวคิดในการใช้สอ่ื การเรียนรู้
1. ต้องมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียน สื่อท่ีนํามาใช้ต้องสามารถ ช่วย ให้
นักเรียนเกดิ การเรียนรู้ตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ของบทเรียน
2. ตอ้ งเหมาะสมกับระดบั ช้นั และพ้ืนฐานความรู้ของนักเรียน
3. ขนาดและวิธีการนําเสนอเรื่องราวของสื่อมีความเหมาะสมกับจํานวนนักเรียน ต้องคํานึงว่าสื่อ ท่ีใช้
น้ันเป�นส่ือสําหรับให้นักเรียนศึกษาเป�นรายบุคคล เป�นกลุ่มย่อย เรียนรู้ร่วมกันเป�นกลุ่มใหญ่ หรือใช้ประกอบการ
สอนของครูทั้งชั้นเรียน
4. เน้นการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการใช้ส่ือ การมีส่วนร่วมครอบคลุมถึงการช่วยกระตุ้นให้เกิด
ความคิด การตอบสนองดว้ ยการตอบคาํ ถาม การอภิปรายร่วมกนั และการขยายฐานความคดิ
5. ครูต้องมีการเตรียมการก่อนการใช้ส่ือ ฝ�กการใช้สื่อเพ่ือให้มีความรู้ความเข้าใจและ มีทักษะ ในการ
ใช้สื่อนน้ั

การศึกษาเจตคตติ ่อการเรยี นกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาป�ท่ี 3
โรงเรยี นบ้านห้วยลึก โดยใช้ส่อื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวิจัยในชั้นเรยี น 9

6. การใช้สื่อต้องใช้ในจังหวะเวลาท่ีเหมาะสม ไม่จําเป�นต้องใช้มากเกินไป เม่ือนักเรียนมีความ เข้าใจ
บทเรยี นแล้ว ก็สามารถนําส่อื ออกไปจากกจิ กรรมการเรยี นการสอน

7. ต้องมีการสรปุ หลังจากการใชส้ ื่อ
8. หลังการใชส้ ื่อแล้ว ตอ้ งมกี ารประเมินและตดิ ตามผล เพอ่ื นาํ ผลมาปรับปรงุ ส่ือ และการนาํ สอื่ ไปใช้

ขอ้ ดขี องส่ือการสอน

1. ชว่ ยเสริมสรา้ งบรรยากาศในการเรียน สื่อการสอนนน้ั ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศภายในห้องเรียนและ
การเรียนให้ผ่อนคลายขึ้นได้ เนื่องจากรูปแบบของการสอนก็จะเปล่ียนแปลงไป ตามแต่รูปแบบของสื่อที่ถูก
นำมาใช้รวมกับการสอน ทำให้ผู้เรียนสนุกสนานกับการเรียนการสอนได้มากขึ้น ไม่ซ้ำอยู่กับแค่การบรรยายของ
ผสู้ อนเพียงอย่างเดยี วเท่านนั้

2. ช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ด้วยรูปแบบของส่ือที่สามารถนำมาใช้พลิกแพลง
เปล่ียนแปลงไปได้ตามวิธีการนำเสนอ รวมถึงมีรูปแบบหลากหลายจึงสามารถกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับ
ผเู้ รียนไดเ้ ปน� อยา่ งดี

3. ช่วยให้ผู้เรียนมีอารมณ์ร่วมและสนุกสนานได้มากข้ึน ด้วยรูปแบบที่มีหลากหลายของส่ือการสอน
ร่วมถึงสื่อการสอนบางรูปแบบสามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได้อย่างเช่นแอพพลิเคช่ันหรือเกมที่นำมาประยุกต์ใช้กับ
การเรียนกส็ ามารถชว่ ยให้ผเู้ รยี นไดส้ นกุ สนานกับการเรยี นไดม้ ากขึ้น

4. ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเข้าใจตรงกัน เนื่องจากบางคร้ังการบรรยายของผู้สอน
เพียงอย่างเดียวน้ันอาจไม่สามารถส่ือสารภาพหรือบางสิ่งบางอย่างออกมาได้เพียงพอท่ีจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจตรง
กบั สิ่งที่ผูส้ อนต้องการ แต่ส่ือการสอนสามารถเข้ามาช่วยในส่วนน้ีได้ โดยสามารถนำเสนอภาพตา่ งๆ ช่วยใหผ้ ู้เรยี น
เห็นภาพตา่ งๆประกอบการบรรยายไดอ้ ย่างชดั เจน ชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจตรงกบั ผสู้ อนอย่างมปี ระสิทธภิ าพทสี่ ดุ

5. ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน เนื่องจากส่ือการสอนน้ันทั้งช่วยกระตุ้น สร้าง
ความสนใจ ช่วยให้ผู้เรียนสนุกสนาน รวมถึงสร้างบรรยากาศที่ดีข้ึนในการเรียน ดังนั้นจึงทำให้การเรียนการสอนมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่าเม่ือผู้เรียนมีสมาธิจดจ่อร่วมกับการสอน การเรียนรู้ต่างๆย่อมต้องมีประสิทธิภาพ
มากขน้ึ ตามไปดว้ ย

6. สามารถนำไปใช้กับการสอนในพ้ืนท่ีห่างไกล ในพ้ืนที่ห่างไกลท่ีบุคลากรครูไม่เพียงพอท่ีจะลงไปใน
พ้ืนที่เพ่ือทำการสอนได้ ส่ือการสอนไม่ว่าจะเป�นรูปแบบ สื่อวดิ ีโอหรือวิดีโอสอนทางไกลสามาถเขามาช่วยแบ่งเบา
ภาระในส่วนน้ีได้ ทำให้ผู้เรียนในพื้นท่ีห่างไกลสามารถเรียนรู้ความรู้ต่างๆ ได้ไม่แตกต่างจากคนในสังคมเมือง เป�น
การขยายโอกาสทางการศึกษาไปดว้ ยในตวั

7. ประหยัดค่าใช้จ่าย ถึงแม้ว่าความรู้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ส่ือการสอนก็ยังคงเป�นสื่อที่
สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ไม่มากก็น้อย ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในบางส่วน อย่างเช่นในสถานศึกษาท่ีมี
บุคลากรไม่เพียงพอกส็ ามารถนำสื่อการสอนมาใชท้ ดแทนช่ัวคราวก่อนไดเ้ ช่นกนั

การศกึ ษาเจตคตติ ่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปท� ่ี 3
โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ยั ในช้ันเรยี น 10

8. ช่วยแบ่งเบาภาระในการเตรียมเน้ือหาของผู้สอน ในบางคร้ังผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษาความรู้ได้
จากส่ือการสอน อย่างสื่อการสอนแบบออนไลน์ เว็บไซต์หรือแอพพลิเคช่ัน ช่วยให้แบ่งเบาระยะเวลาในการ
เตรียมการสอนและเนอื้ หาเหลา่ น้ันลงได้

9. ผู้เรียนทบทวนความรู้เองได้ง่าย จากการที่ส่ือการสอนสามารถนำมาเป�ดซ้ำได้ และไม่ได้จำเป�นที่
จะต้องเป�ดใช้แต่เพียงในห้องเรียนเท่าน้ัน ดังน้ันในบางคร้ังหากส่ือการสอนเป�นสื่อแบบออนไลน์ก็สามารถทำให้
ผู้เรียนไม่ว่าอยูท่ ี่ไหนก็สามารถทบทวนบทเรยี นตา่ งๆไดด้ ้วยตวั เองอย่างงา่ ยดาย
โดยรวมแล้วสื่อการสอนมีข้อดีและประโยชน์อยู่มากมาย สามารถนำมาพลิกแพลงใช้ได้หลากหลาย ช่วยให้การ
เรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงรูปแบบของสื่อก็มีให้เลือกใช้มากมาย ทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกเบื่อกับ
การเรยี นอกี ด้วย

เจตคตติ อ่ การเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์

ความหมายของเจตคติ
เจตคติ (Attitude) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อ่านว่า เจ-ตะ-คะ-ติ มี
ความหมายว่า ท่าทีหรอื ความรู้สกึ ของบคุ คลตอ่ ส่งิ ใดสิง่ หนึ่ง (ราชบณั ฑิตยสถาน. 2546 : 321)
นกั จิตวทิ ยาและนักการศึกษาหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของเจตคติ ไว้ดงั น้ี
สมิธ (Smith. 1960 : 246) เจตคติ เป�นสภาวะทางจิตและประสาทเก่ียวกับความพร้อมซึ่งเกิดโดยอาศัย
ประสบการณ์เป�นตัวนำ หรือมีอทิ ธิพลเหนือการตอบสนองของแต่ละบุคคลที่มีต่อวัตถุ และประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ี
เกี่ยวข้องสมั พนั ธก์ นั
กูด (Good. 1963 : 217) เจตคติ หมายถึง ความพร้อมท่ีจะแสดงออกในลักษณะหนึ่งต่อสถานการณ์
บางอยา่ ง บคุ คล หรือส่งิ ใด ๆ เช่น รัก เกลยี ด กลวั หรอื ความไมพ่ อใจมากนอ้ ยเพียงใดต่อส่ิงนน้ั
รวีวรรณ อังคนุรักษ์พันธุ์ (2533 : 12) เจตคติ หมายถึง สุขภาพทางจิตใจท่ีเกิดจากประสบการณ์อันทำให้บุคคลที่
มที ่าทีต่อสงิ่ ใดส่งิ หนงึ่ ในลักษณะใดลกั ษณะหนึง่ อาจแสดงทา่ ทีออกมาในทางทีพ่ อใจ เหน็ ด้วย หรอื ไมเ่ หน็ ด้วย
สุรางค์ โค้วตระกูล (2536 : 246) เจตคติเป�นอัชฌาสัย หรือความโน้มเอียงที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม
สนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือส่ิงเร้า ซึ่งอาจเป�นได้ทั้งคน วัตถุ ส่ิงของ หรือความคิด และอาจเป�นไปได้ทั้งทางบวก
และทางลบ คือถา้ มเี จตคตใิ นทางบวกกม็ ักจะเผชิญกบั ส่งิ น้ัน ถา้ มีเจตคตใิ นทางลบ ก็จะหลกี เล่ียง
จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า เจตคติ หมายถงึ ความพร้อมของประสาทร่างกาย และ จิตใจ
หรือความโน้มเอียงของจิตใจ หรือความรู้สึกอารมณ์ของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึง และแสดงออกมาในทิศทางใด
ทศิ ทางหนึ่ง ทั้งนีม้ ีผลมาจากการเรียนรู้หรอื ประสบการณ์

เจตคติกบั การเรยี นรู้
เจตคติมีอิทธิพลมาก พฤติกรรมของบุคคลจะโน้มเอียงไปตามเจตคติ ในแง่ของการเรียนการสอน เจตคติ
มีผลตอ่ การเรยี น ดงั น้ี กฤษณา ศกั ดิ์ศรี (2530 : 212)

การศกึ ษาเจตคตติ ่อการเรยี นกลุม่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาป�ท่ี 3
โรงเรียนบา้ นห้วยลึก โดยใช้สอ่ื การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจัยในชน้ั เรียน 11

1. เจตคติมีผลต่อวิชาเรียนและครู ถ้าชอบวิชาใดหรือครูคนใดก็จะไม่ขาดเรียนวิชาน้ัน หรือในชั่วโมงของ
ครูคนนัน้ จะพยายามเรียนให้ไดผ้ ลทส่ี ดุ

2. เจตคตมิ ีผลต่อการใส่ใจในการเรยี นและเข้าใจในบทเรยี น ถ้ามีเจตคติที่ไมด่ ีต่อวชิ า ครู โรงเรียน จิตใจก็
จะไมร่ องรับ จึงเรยี นไม่รูเ้ ร่อื ง

3. เจตคติมีผลต่อการรับรู้ ถ้าไม่ชอบครูเป�นทุนเดิมอยู่แล้ว ครูซักถามด้วยปรารถนาดี ก็เข้าใจว่าครู
เข้มงวด จับผิด

4. เจตคตมิ ีอิทธิพลต่อการต้ังความมงุ่ หมาย
จากข้อความดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า เจตคติกับการเรียนรู้มีความสัมพันธก์ ัน เพราะเมื่อนกั เรียนมีเจต
คติทดี่ ีต่อการเรียน กจ็ ะสามารถเรียนรู้ในเร่ืองน้นั ๆ หรือวิชานั้น ๆ ได้ดีเชน่ เดียวกัน ดังน้ันในการจัดการเรยี นการ
สอน ครจู งึ ควรสร้างเจตคติท่ดี ตี อ่ การเรยี นให้กับนกั เรียน เพื่อให้นักเรยี นเรยี นร้ไู ด้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

การวัดเจตคติ
การวัดเจตคติ เป�นการวัดคุณลักษณะภายในบุคคล ซ่ึงเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้ หรือเป�นลักษณะ
ของจิตใจ คุณลกั ษณะดังกลา่ วมีการเปลย่ี นแปลงไดง้ า่ ย ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม เจตคติของบคุ คลท่ีมตี ่อสง่ิ ใด
สง่ิ หน่งึ ก็สามารถวัดได้ ซึ่งต้องอาศัยหลักสำคญั ดงั ต่อไปน้ี (ไพศาล หวังพานชิ . 2533 : 221-223)
1. ตอ้ งยอมรับข้อตกลงเบอื้ งตน้ (Basic Assumptions) เกย่ี วกบั การวดั คอื

1.1 ความคิดเห็น ความรู้สึก หรือเจตคติของบุคคลน้ัน จะมีลักษณะคงที่หรือคงเส้นคงวาอยู่ช่วงเวลา
หนึ่ง น่ันคือความรู้สึกนึกคิดของคนเราไม่ได้เปลย่ี นแปลงหรือผันแปรอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยจะต้องมีช่วงเวลาใด
เวลาหน่งึ ทคี่ วามรูส้ กึ ของคนเราคงที่ ซ่ึงทำใหส้ ามารถวดั ได้

1.2 เจตคติของบุคคลไม่สามารถวัดหรือสังเกตได้โดยตรง การวัดจะเป�นแบบทางอ้อม โดยวัดจาก
แนวโนม้ ทีบ่ คุ คลจะแสดงออกหรอื ปฏบิ ัตอิ ยา่ งสมำ่ เสมอ

1.3 เจตคตินอกจากจะแสดงออกในรูปทิศทางของความรู้สึก เช่น สนับสนุนหรือคัดค้าน ยังมีขนาดหรื
อปริมาณของความคิด ความรู้สึกด้วย ดังน้ันการวัดเจตคติ นอกจากจะทำให้ทราบลักษณะหรือทิศทางแล้ว ยัง
สามารถบอกระดบั ความมากนอ้ ยหรอื ความเข้มขน้ ของเจตคตไิ ดอ้ ีกด้วย

2. การวัดเจตคติด้วยวิธีใดก็ตาม จะต้องมีส่ิงประกอบ 3 อย่าง คือ ตัวบุคคลท่ีถูกวัด มีสิ่งเร้า และสุดท้าย
คือต้องมีการตอบสนอง ดังน้ันในการวัดเจตคติเกี่ยวกับสิ่งใดของบุคคลก็สามารถวัดได้โดยนำส่ิงเร้า ซ่ึงส่วนใหญ่
เป�นข้อความเกี่ยวกับรายละเอียดในสิ่งน้ันไปเร้าให้บุคคลแสดงท่าที ความรู้สึกต่าง ๆ ท่ีมีต่อสิ่งนั้น ให้ออกมาเป�น
ระดบั หรือความเขม้ ข้นของความรสู้ ึกคล้อยตามหรือคดั ค้าน

3. สิ่งเร้าท่ีจะนำไปใช้เร้า หรือทำให้บุคคลแสดงเจตคติที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหน่ึงออกมา ท่ีนิยมใช้คือ ข้อความ
วัดเจตคติ (Attitude Statements) ซ่ึงเป�นสิ่งเร้าทางภาษาที่ใช้อธิบายถึงคุณค่า คุณลักษณะของสิ่งน้ันเพื่อให้
บคุ คลตอบสนองออกมาเปน� ระดับความรู้สกึ (Attitude Continued) เช่น มาก ปานกลาง น้อย เป�นตน้

4. การวัดเจตคติเพ่ือทราบทิศทางและระดับความรู้สึกของบุคคลน้ัน เป�นการสรุปผลจากการตอบสนอง
ของบุคคลจากรายละเอียดหรือแง่มุมต่าง ๆ ดังนั้นการวัดเจตคติของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องใดส่ิงใด จะต้องพยายาม

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรียนกล่มุ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาป�ที่ 3
โรงเรียนบา้ นห้วยลึก โดยใช้สอ่ื การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชนั้ เรยี น 12

ถามคุณค่าและลักษณะในแตล่ ะด้านของเร่ืองน้ันออกมา แล้วนำผลซึ่งเป�นส่วนประกอบหรือรายละเอียดปลีกย่อย
มาผสมผสานสรุปรวมเป�นเจตคติของบุคคลนั้น เพราะฉะน้ันจำเป�นอย่างยิ่งท่ีการวัดน้ัน ๆ จะต้องครอบคลุม
คุณลกั ษณะต่าง ๆ ครบถว้ นทุกลกั ษณะ เพอ่ื ให้การสรุปผลตรงตามความเป�นจริงมากที่สดุ

5. การวัดเจตคติต้องคำนึงถึงความเท่ียงตรง (Validity) ของผลการวัดเป�นพิเศษ กล่าวคือ ต้องพยายาม
ให้ผลการวัดทีไ่ ด้ตรงกับสภาพความเป�นจริงของบุคคล ท้งั ในแง่ทิศทางและระดับ หรอื ชว่ งของเจตคติ

มาตรวัดเจตคตติ ามวธิ ขี องลิเคิร์ท (Likert‘s Scale)
มาตราวัดเจตคติตามวิธีของลิเคิร์ท กำหนดช่วงความรู้สึกของคนเป�น 5 ช่วง หรือ 5 ระดับ คือ เห็นด้วย
อย่างย่ิง เห็นด้วย เฉย ๆ ไม่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ข้อความท่ีบรรจุลงในมาตราวัดประกอบด้วย
ข้อความท่ีแสดงความรู้สึกต่อสิ่งหนึ่งส่ิงใด ท้ังในทางท่ีดี (ทางบวก) และในทางที่ไม่ดี (ทางลบ) และมีจำนวนพอ ๆ
กัน ข้อความเหล่าน้ีก็อาจมีประมาณ 18 - 20 ข้อความ การกำหนดน้ำหนักคะแนนการตอบแต่ละตัวเลือก
กระทำภายหลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลมาแล้ว โดยกำหนดตามวิธี Arbitrary Weighting Method ซ่ึงเป�นวิธีที่
นยิ มใชม้ ากทีส่ ุด (พวงรัตน์ ทวีรตั น์. 2538 : 107-108)
การสร้างมาตราวดั เจตคตติ ามวิธีของลิเคิร์ท มีขน้ั ตอนดังนี้
1. ต้งั จุดมุ่งหมายของการศึกษาวา่ ตอ้ งการศกึ ษาเจตคตขิ องใครทมี่ ตี ่อส่ิงใด
2. ให้ความหมายของเจตคติต่อสิ่งท่ีจะศึกษานั้นให้แจ่มชัด เพ่ือให้ทราบว่าส่ิงที่เป�น Psychological
Object นน้ั ประกอบดว้ ยคณุ ลกั ษณะใดบา้ ง
3. สร้างข้อความให้ครอบคลุมคุณลักษณะท่ีสำคัญ ๆ ของส่ิงท่ีจะศึกษาให้ครบถ้วนทุกแง่มุม และต้องมี
ข้อความทเี่ ป�นไปในทางบวกและทางลบมากพอตอ่ การท่เี มอื่ นำไปวเิ คราะห์แล้ว เหลอื จำนวนข้อความท่ีต้องการ
4. ตรวจข้อความทสี่ ร้างข้ึนซ่ึงทำได้โดยผูส้ ร้างข้อความเองและนำไปให้ผู้มีความรใู้ นเรอ่ื งนั้น ๆ ตรวจสอบ
โดยพิจารณาในเร่ืองของความครบถ้วนของคุณลักษณะของสิ่งที่ศึกษา และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้
ตลอดจนลักษณะการตอบกับข้อความที่สร้าง ว่าสอดคล้องกันหรือไม่เพียงใด เช่น พิจารณาว่าควรจะให้ตอบว่า
“เห็นด้วยอย่างย่ิง เห็นด้วย เฉย ๆ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง” หรือ “ชอบมากที่สุด ชอบมาก ปาน
กลาง ชอบนอ้ ย ชอบน้อยทีส่ ดุ ” เป�นต้น
5. ทำการทดลองข้ันต้นก่อนท่ีจะนำไปใช้จริง โดยการนำข้อความที่ได้ตรวจสอบแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่างจำนวนหน่ึง เพื่อตรวจสอบความชัดเจนของข้อความและภาษาที่ใช้อีกครั้งหน่ึง และเพื่อตรวจสอบ
คณุ ภาพด้านอนื่ ๆ ได้แก่ ความเทีย่ งตรง คา่ อำนาจจำแนก และคา่ ความเชอื่ ม่นั ของมาตราวดั เจตคติท้งั ชุดด้วย
6. กำหนดการให้คะแนนการตอบของแต่ละตวั เลือก โดยทั่วไปที่นิยมใช้ คือ กำหนดคะแนนเป�น 5 4 3 2
1 (หรือ 4 3 2 1 0) สำหรับข้อความทางบวก และ 1 2 3 4 5 (หรือ 0 1 2 3 4) สำหรับข้อความทางลบ ซึ่งการ
กำหนดแบบนี้เรยี กวา่ Arbitrary Weighting Method ซึ่งเปน� วิธที ี่สะดวกมากในทางปฏบิ ัติ

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาป�ที่ 3
โรงเรยี นบา้ นหว้ ยลึก โดยใช้ส่ือการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ยั ในชัน้ เรียน 13

เจตคติต่อการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์
การเรยี นการสอนวชิ าคณติ ศาสตร์น้ีเปน� สงิ่ สำคญั ประการหนึ่งท่ีครูผูส้ อนควรคำนงึ ถึงและควบคูไ่ ปกับการ
ให้ความรู้ด้านเน้ือหาวิชา คือ เจตคติของนักเรียนที่มีในวิชาคณิตศาสตร์ ดังน้ัน ส่ิงสำคัญย่ิงท่ีครูคณิตศาสตร์ควร
สรา้ งข้นึ ตามแนวคิดของวิลสัน (Wilson. 1971 : 685-689) คือ
1. เจตคติ เป�นความคิดเห็นหรือความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ท้ังทางด้านดีและไม่ดี
เกีย่ วกบั ประโยชน์ ความสำคัญ และเนอื้ หาวิชาคณติ ศาสตร์
2. ความสนใจ เป�นการแสดงออกซงึ่ ความรสู้ กึ ชอบพอสิง่ หนึ่งส่ิงใดมากกว่าสิง่ อืน่
3. แรงจูงใจ เป�นความปรารถนาที่จะทำสิ่งหน่ึงส่ิงใดให้ลุล่วงไปโดยพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ และ
พยายามทำให้ดี บุคคลท่ีมีแรงจูงใจจะสบายใจเม่ือตนทำส่ิงนั้นสำเร็จ และจะมีความวิตกกังวล หากประสบความ
ลม้ เหลว
4. ความวิตกกังวล เป�นสภาวะจิตที่มีความตึงเครียด หวาดระแวง กลัว ทั้งหาสาเหตุได้และไม่ได้ และ
มักจะเก่ียวข้องกับความต้องการที่เกี่ยวเนื่องกันหลายประการ พฤติกรรมท่ีแสดงถึงความวิตกกังวล เช่น ความ
ต่ืนเตน้ ความหวาดกลัว ความตึงเครียด ความมีอารมณ์อ่อนไหว ความเหนยี มอาย และความรสู้ กึ ขดั แย้งสับสน
5. มโนภาพแห่งตน เป�นความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองในด้านค่านิยมทางวิชาการ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
การปรบั ตัวทางอารมณ์
ดังนั้นในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ครูจำเป�นต้องสร้างเจตคติท่ีดีต่อวิชาเป�นสิ่งท่ีพึงปรารถนาเป�น
อย่างย่ิง ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกครั้ง จึงต้องคำนึงถึงด้วยว่าจะเป�นทางนำนักเรียนไปสู่เจตคติท่ีดี
หรอื ไม่ดีตอ่ วชิ าคณติ ศาสตร์หรือไม่เพยี งไร ซึง่ การพฒั นาเจตคติมีดังน้ี
1. ครูจะต้องมีเจตคติท่ีดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ เพ่ือท่ีว่าจะได้มีแรงและกำลังใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่
นักเรียนได้
2. ครูจะต้องมีเจตคติที่จะศึกษานักเรียน ทั้งผู้ท่ีมีความสามารถในการเรียนสูง และผู้ที่มีความสามารถใน
การเรียนตำ่ เพ่อื ทจ่ี ะไดช้ ว่ ยคนเกง่ ใหเ้ กง่ ยิ่งข้ึน และพยุงคนทเ่ี รียนไม่เก่งให้สามารถเรียนต่อไปได้
3. การจัดห้องเรียนให้น่าสนใจและส่งเสริมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เช่น การจัดป้ายนิเทศ หนังสือ
ภาพ เกมตา่ ง ๆ และใชเ้ ทคโนโลยีประกอบการสอน

การศกึ ษาเจตคตติ อ่ การเรียนกลุม่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาป�ที่ 3
โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชั้นเรยี น 14

บทท่ี 3
วิธดี ำเนินการวิจยั

กลมุ่ เป้าหมาย

นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปท� ี่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวดั ตรงั ปก� ารศกึ ษา
2563 จำนวน 22 คน

เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการรวบรวมข้อมูล

1. สอื่ การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ เรอ่ื ง จำนวน การบวก การลบ การคูณ ชั้นประถมศกึ ษาป�ท่ี 3 เปน� ส่ือ
การเรยี นการสอนทีผ่ ู้สอนเปน� ผสู้ ร้างขน้ึ โดยมขี ้ันตอนดงั น้ี

1.1 ศกึ ษาเอกสารหลกั สูตร แนวคดิ ทฤษฎีการเรียนการสอน การสรา้ ง/พัฒนาสอ่ื การเรียนการสอน
คณติ ศาสตร์

1.2 วเิ คราะห์ปญ� หาทีพ่ บจากการจดั การเรียนรู้ สังเคราะหป์ ญ� หา แนวทางแก้ไขให้ชัดเจน
1.3 สร้าง/พฒั นาสือ่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ เรื่อง จำนวน การบวก การลบ การคูณ ชั้น
ประถมศกึ ษาป�ท่ี 3 ใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญ (เพอ่ื นครทู ี่สอนคณติ สาสตร)์ ชว่ ยตรวจสอบความเหมาะสมและปรบั ปรงุ แกไ้ ข
1.4 นำไปทดลองกับกลุม่ เป้าหมาย
2. แบบสอบถามเจตคติตอ่ การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์
2.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ งกบั การวดั เจตคติของนักเรยี นท่ีมตี อ่ การเรียนกลมุ่ สาระ
การเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
2.2 ศึกษาเอกสารเกย่ี วกบั การสร้างแบบสอบถามเจตคติ
2.3 รวบรวมแบบสอบถามทเ่ี กี่ยวกับการวัดเจตคตติ ่อการเรยี นกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
แล้วเลือกแบบสอบถามทม่ี ลี กั ษณะตรงตามต้องการมา 1 ฉบบั
2.4 นำแบบสอบถามท่ีไดม้ าปรบั ปรุงแก้ไข
2.5 นำไปทดลองกบั กลมุ่ เป้าหมาย

การดำเนินการแกป้ ญ� หา

1. ศึกษาเอกสารหลกั สูตร แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
2. วเิ คราะห์ข้อมลู ทพ่ี บจากการจัดการเรียนรู้ ป�ญหา และแนวทางแก้ไขใหช้ ดั เจน
3. สร้างเครือ่ งมือ คือ สอื่ การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง จำนวน การบวก การลบ การคณู และ
แบบสอบถามเจตคติต่อการเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
4. หาคณุ ภาพเครือ่ งมอื โดยใหผ้ เู้ ช่ยี วชาญตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไข

การศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท� ่ี 3
โรงเรียนบา้ นห้วยลึก โดยใช้สือ่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชน้ั เรียน 15
5. กำหนดกล่มุ เป้าหมายในการทดลอง คือ นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาป�ท่ี 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก ป�
การศึกษา 2563
6. ดำเนินการจดั การเรียนรู้ โดยใชส้ ่อื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ เร่อื ง จำนวน การบวก การลบ การ
คูณ ดังนี้

6.1 สอบถามเจตคตติ ่อการเรียนกลมุ่ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ก่อนเรียน และบันทึกผล
6.2 จดั การเรยี นรู้โดยใช้ส่อื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง จำนวน การบวก การลบ การคูณ
6.3 สอบถามเจตคตติ อ่ การเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตรห์ ลงั เรียน และบนั ทกึ ผล

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู

เก็บรวบรวมข้อมูลในสถานการณ์จริง โดยใช้แบบสอบถามเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลงั เรียน โดยใชส้ อ่ื การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง จำนวน การบวก การลบ การคูณ

การวเิ คราะห์ข้อมลู

วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยจากการสอบถามเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการ
เรียนรคู้ ณิตศาสตร์ก่อนเรยี นและหลงั เรียน และผลต่างหน้าเปน� รายบคุ คล

การศกึ ษาเจตคติตอ่ การเรียนกล่มุ สาระการเรียนรู้คณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท� ่ี 3
โรงเรยี นบ้านหว้ ยลึก โดยใช้ส่ือการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวิจยั ในชน้ั เรียน 16

บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

การวิจัยครั้งน้ีเป�นการศึกษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาป�ที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เป�นการวิจัยเชิงทดลองแบบ
กลุ่มเดียว มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่ 3 โรงเรียนบ้านห้วยลกึ ก่อนและหลังการใช้ส่ือการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ผู้วิจัย
ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 ป�
การศกึ ษา 2563 โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก สำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาตรงั เขต 1 จำนวน 22 คน ซึง่
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ผู้วิจยั นำเสนอเป�น 2 ตอน ดงั นี้

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท� ี่ 3 โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก กอ่ นและหลังการใช้สือ่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาป�ท่ี 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใชส้ ่ือการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์

ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บเจตคตติ ่อการเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ของนักเรยี น
ชัน้ ประถมศึกษาป�ท่ี 3 โรงเรยี นบ้านหว้ ยลึก ก่อนและหลงั การใช้สื่อการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์

ผลการวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บเจตคตติ อ่ การเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์ของนกั เรียนชนั้
ประถมศึกษาปท� ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลกึ ก่อนและหลังการใช้สอ่ื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ รายละเอียดดงั
ตาราง 1 ดงั น้ี

ตาราง 1 ผลการเปรยี บเทียบเจตคตติ อ่ การเรียนกล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษา
ป�ท่ี 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก ก่อนและหลงั การใชส้ ่ือการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

นักเรียน คะแนนเฉลีย่ ของเจตคติตอ่ การเรยี นกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ หมายเหตุ
คนที่
1 ก่อนเรียน หลังเรยี น ผลตา่ ง

2 1.20 3.20 2.00

3 2.00 3.40 1.40
4
1.00 3.20 2.20
5
1.40 3.20 1.80

2.00 4.40 2.40

การศกึ ษาเจตคตติ อ่ การเรียนกลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตรข์ องนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาป�ที่ 3
โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้ส่อื การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวิจัยในชัน้ เรยี น 17

นักเรียน คะแนนเฉลยี่ ของเจตคตติ อ่ การเรยี นกลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
คนที่
6 กอ่ นเรียน หลังเรยี น ผลตา่ ง หมายเหตุ
7
8 1.00 3.00 2.00
9
10 2.50 4.10 1.60
11
12 1.60 3.60 2.00
13
14 1.80 4.10 2.30
15
16 2.40 4.60 2.20
17
18 3.00 4.60 1.60
19
20 1.50 3.60 2.10
21
22 1.50 3.40 1.90
เฉล่ยี รวม
2.50 4.30 1.80

2.50 4.90 2.40

2.00 4.40 2.40

2.00 4.40 2.40

2.00 4.30 2.30

2.40 4.30 1.90

4.00 5.00 1.00

3.50 4.90 1.40

2.00 4.10 2.10

2.08 4.05 1.97

จากตาราง 1 ผลการเปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท� ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก กอ่ นและหลังการใชส้ ื่อการเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์ พบวา่

นักเรียนช้ันประถมศึกษาป�ที่ 3 ป�การศึกษา 2563 จำนวน 22 คน คะแนนเฉลี่ยของเจตคติต่อการเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ก่อนเรียน มีค่าเฉล่ียก่อนเรียนต่ำสุด คือ 1.00 มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียนสูงสุด คือ
4.00 มคี า่ เฉลย่ี รวมเทา่ กบั 2.08

นักเรียนช้ันประถมศึกษาป�ท่ี 3 ป�การศึกษา 2563 จำนวน 22 คน คะแนนเฉล่ียของเจตคติต่อการเรียน
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตรห์ ลังเรยี น มีคา่ เฉลี่ยหลังเรยี นตำ่ สุด คือ 3.00 มคี า่ เฉลี่ยหลังเรยี นสงู สดุ คือ 5.00
มคี า่ เฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.05

ผลตา่ งของนกั เรยี นตำ่ สดุ คือ 1.00 ผลตา่ งของนักเรยี นสงู สุดคอื 2.40 มีคา่ เฉลี่ยรวมเทา่ กับ 1.97

การศึกษาเจตคติตอ่ การเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตรข์ องนักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ที่ 3
โรงเรียนบ้านห้วยลึก โดยใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์

รายงานการวจิ ยั ในช้นั เรยี น 18

ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู เจตคตติ ่อการเรียนกลมุ่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์ของนกั เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปท� ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นหว้ ยลกึ โดยใชส้ อื่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู เจตคตติ อ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาป�
ท่ี 3 โรงเรียนบา้ นห้วยลึก โดยใชส้ ่ือการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ รายละเอียดดังตาราง 2 ดังน้ี

ตาราง 2 ผลการศกึ ษาเจตคตติ อ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตรข์ องนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาป�ที่ 3
โรงเรียนบา้ นห้วยลกึ โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

ท่ี รายการประเมิน ระดับความคดิ เหน็
1 นกั เรียนตั้งใจ และเอาใจใส่ในการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์
2 บรรยากาศการเรยี นสนุกสนาน ไมเ่ คร่งเครยี ด ค่าเฉล่ยี ( Χ ) ระดบั
3 ได้ท้ังความรูเ้ นอ้ื หา และทักษะการคิด
4 ได้ร่วมคดิ รว่ มทำงานกับเพือ่ น ๆ 3.82 มาก
5 นกั เรียนมปี ฏิสมั พันธ์ทด่ี ีกับครผู ู้สอน 4.00 มาก
6 ไดแ้ ลกเปลย่ี นความคิดเห็นกันและกัน 4.14 มาก
7 สามารถนำความรู้ ทกั ษะ ไปใช้ประโยชนไ์ ด้ 3.77 มาก
8 ต้องการใหส้ อนดว้ ยวธิ สี อนลักษณะน้ี 4.00 มาก
9 นักเรียนชอบเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ 3.91 มาก
10 นกั เรียนมคี วามสุขเมื่อไดเ้ รยี นวิชาคณติ ศาสตร์ 4.64 มากท่ีสุด
4.45 มาก
เฉลีย่ 3.86 มาก
3.86 มาก
4.05 มาก

จากตาราง 2 ผลการศกึ ษาเจตคติต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ของนักเรยี นช้ัน
ประถมศกึ ษาปท� ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นห้วยลึก โดยใช้สือ่ การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ พบวา่ ภาพรวมอยใู่ นระดับมาก
มีคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.05 เม่ือพจิ ารณารายขอ้ พบวา่ อยู่ในระดบั มากขน้ึ ไปทุกข้อ

เรยี งตามลำดับจากมากทส่ี ดุ ลงมา 2 อันดับ ได้แก่ สามารถนำความรู้ ทักษะ ไปใช้ประโยชน์ได้ ค่าเฉลี่ย
เท่ากบั 4.64 รองลงมาคอื ต้องการใหส้ อนดว้ ยวิธสี อนลกั ษณะนี้ คา่ เฉลย่ี เทา่ กบั 4.45

เรยี งตามลำดบั จากจากนอ้ ยที่สดุ ขึ้นไป 2 อนั ดบั ได้แก่ ไดร้ ว่ มคดิ ร่วมทำงานกับเพ่ือน ๆ คา่ เฉล่ียเท่ากบั
3.77 นกั เรยี นตั้งใจ และเอาใจใส่ในการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.82 ซึ่งควรทีจ่ ะปรบั ปรงุ หรือ
พฒั นาต่อไป

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรียนกลุ่มสาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปท� ่ี 3
โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สือ่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ัยในชัน้ เรียน 19

บทที่ 5
บทท่ี 5 สรปุ ผล และขอ้ เสนอแนะ

การศึกษาวิจัยเรอื่ งการศึกษาเจตคตติ ่อการเรียนกลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปท� ี่ 3 โรงเรียนบ้านหว้ ยลกึ โดยใช้ส่อื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ ผวู้ ิจัยขอนำเสนอสรุป
ผลการวจิ ัย และข้อเสนอแนะตามลำดับดงั น้ี

สรปุ ผลการวจิ ยั

จากผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ผวู้ ิจัยสรุปผลการวิจยั ดงั ต่อไปนี้
1. ผลการเปรยี บเทียบเจตคตติ อ่ การเรยี นกล่มุ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นช้ันประถมศึกษา
ปท� ี่ 3 โรงเรียนบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สือ่ การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ หลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี น
2. เจตคตติ ่อการเรียนกลุม่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตรข์ องนักเรียนชั้นประถมศึกษาป�ท่ี 3 โรงเรยี นบา้ น
หว้ ยลึก โดยใช้ส่อื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดบั มาก

การสะท้อนผลการวจิ ัย/ขอ้ เสนอแนะ

1. ผลการวิจยั พบว่าการจดั การเรียนรู้ใช้ส่อื การเรยี นการสอนประกอบการจดั การเรยี นรู้ สามารถ
แกป้ ญ� หานักเรยี นไม่ชอบเรียนคณติ ศาสตร์ได้ เพราะส่ือการเรยี นการสอนสามารถเสรมิ บรรยากาศในการเรียนรู้
ดึงดดู ความสนใจของนักเรยี นได้

2. สามารถนำวิธีดังกลา่ วไปประยุกต์ใชก้ บั การจดั การเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรอู้ น่ื ๆ ตอ่ ไป
3. ควรศึกษากบั กลมุ่ ตวั อย่างหรอื นักเรียนระดับช้ันอ่นื ๆ ตอ่ ไป

การศึกษาเจตคตติ ่อการเรยี นกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตรข์ องนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปท� ี่ 3
โรงเรยี นบ้านห้วยลึก โดยใช้สอื่ การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวจิ ัยในชั้นเรียน 20

เอกสารอา้ งอิง

“หลักการสอนคณิตศาสตร”์ (online). จาก http://siwarin-kenthawi.blogspot.com/2011/09/blog-
post_16.html. [เขา้ ถงึ เมื่อ 20 เมษายน 64]

“การศึกษาเจตคตติ อ่ วชิ าคณติ ศาสตรข์ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท� ่ี 3/5”(online). จาก http://www.
thaischool1.in.th/_files_school/44100437/workteacher/44100437_1_20200823-
154829.pdf . [เข้าถึงเมื่อ 22 เมษายน 64]

“ส่ือและนวัตกรรมการจัดการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์”(online). จาก http://thanarueda046.blogspot.com/
2018/08/blog-post.html . [เข้าถึงเมื่อ 25 เมษายน 64]

“นวัตกรรมและสอ่ื การเรยี นการสอนคณิตศาสตร์”(online). จาก http://064winitakaeokham.blogspot.com/
2018/08/064-winita.html . [เข้าถึงเม่ือ 25 เมษายน 64]

“นวตั กรรมและสือ่ การเรียนการสอนคณิตศาสตร์”(online). จาก http://059natthamontheppon.
blogspot.com/2018/09/blog-post.html. [เข้าถงึ เม่อื 25 เมษายน 64]

“เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง”(online). จาก http://race.nstru.ac.th/nstru_portal/race/resources/
documents/11688329912.doc . [เขา้ ถงึ เม่อื 25 เมษายน 64]

การศกึ ษาเจตคติตอ่ การเรยี นกลุ่มสาระการเรยี นร้คู ณิตศาสตร์ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท� ่ี 3
โรงเรยี นบ้านหว้ ยลึก โดยใช้สอ่ื การเรยี นการสอนคณติ ศาสตร์

รายงานการวิจยั ในช้ันเรยี น 21

ภาคผนวก

แบบสอบถามเจตคตติ ่อการเรยี นกลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์

คำช้ีแจง
1. แบบสอบถามน้ี ไม่มผี ลตอ่ คะแนนกลมุ่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์
2. ให้นักเรยี นตอบตามความคิดเหน็ ทีเ่ ป�นจรงิ
3. ผลจากแบบสอบถาม จะนำไปเปน� ขอ้ มลู การพฒั นาการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้

คณิตศาสตร์ต่อไป

ที่ รายการประเมนิ มากทส่ี ุด ระดบั ความคดิ เหน็ นอ้ ยท่สี ุด
5 มาก ปานกลาง นอ้ ย 1
43 2

1 นักเรยี นต้งั ใจ และเอาใจใสใ่ นการเรียนวชิ า
คณติ ศาสตร์

2 บรรยากาศการเรียนสนกุ สนาน ไม่
เครง่ เครยี ด

3 ได้ทัง้ ความรเู้ นื้อหา และทกั ษะการคิด

4 ได้รว่ มคดิ รว่ มทำงานกับเพ่ือน ๆ

5 นักเรยี นมปี ฏสิ ัมพันธท์ ่ีดกี ับครผู ้สู อน

6 ได้แลกเปล่ยี นความคิดเห็นกนั และกนั

7 สามารถนำความรู้ ทักษะ ไปใช้ประโยชน์ได้

8 ต้องการให้สอนด้วยวธิ ีสอนลักษณะนี้

9 นักเรยี นชอบเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์

10 นกั เรยี นมีความสขุ เมือ่ ได้เรียนวชิ า
คณิตศาสตร์

เฉลี่ย

ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................

การศึกษาเจตคตติ อ่ การเรยี นกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปท� ี่ 3
โรงเรยี นบ้านห้วยลึก โดยใช้ส่อื การเรียนการสอนคณติ ศาสตร์


Click to View FlipBook Version