บทที่ 4
ดลุ ยภาพของตลาด
1. การกาหนดราคาและดุลยภาพตลาด
2. การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ
3. การเขา้ แทรกแซงราคาของรฐั บาล
4. ตลาดและการแข่งขัน
การกาหนดราคาและดลุ ยภาพตลาด
ดุลยภาพของตลาด (Market Equilibrium) คือ ภาวะท่ีปริมาณความต้องการเสนอซื้อเท่ากับ
ปริมาณความต้องการเสนอขาย ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง โดยท่ีเส้นอุปสงค์ตัดกับเส้นอุปทาน ซ่ึงเรียกว่า
จุดดุลยภาพ (Equilibrium Point) โดยระดับราคาดังกล่าว คือ ราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price) และ
ปริมาณนัน้ คอื ปรมิ าณดุลยภาพ (Equilibrium Quantity)
ราคาสินคา้ S1 จุด E1 คือ จดุ ดุลยภาพ
Q1 คือ ปริมาณดุลยภาพ
P1 E1 P1 คือ ราคาดุลยภาพ
P1
0 D1 ปริมาณสนิ ค้า (Q)
Q1
ราคาสนิ คา้ (P) บาท 2
E1 จุด E1 คือ จุดดุลยภาพ
100 S1 ปริมาณดุลยภาพ = 1000 หน่วย
ราคาดุลยภาพ = 100 บาท
0 D1 ปริมาณสินค้า (Q) หน่วย
Q1
อุปทานส่วนเกนิ (Excess Supply) หมายถงึ ปรมิ าณเสนอขายมากกวา่ ปริมาณเสนอซอื้
ราคาสนิ ค้า (P) บาท
เกดิ เส้นอุปทานส่วนเกิน
S1
120
ณ ราคา 120 บาท เกดิ อปุ ทานสว่ นเกิน
E1 โดย อุปทานสว่ นเกิน
100 = 1,400 – 600 = 800 หน่วย
อปุ ทานสว่ นเกนิ 800 หน่วย
D1
ปรมิ าณสินค้า (Q) หนว่ ย
600 1,000 1,400
3
อุปสงค์ส่วนเกนิ (Excess Demand) หมายถึง ปรมิ าณเสนอซือ้ มากกวา่ ปริมาณเสนอขาย
ราคาสินค้า (P) บาท
S1
E1 ณ ราคา = P3 เกิด อปุ สงค์
P1 สว่ นเกนิ โดยอุปสงค์ส่วนเกนิ
= cd
P3
เกิดเสน้ อุปสงคส์ ่วนเกนิ D1
c Q1 ปรมิ าณสนิ คา้ (Q) หนว่ ย
d
4
การเขียนกราฟแทนคา่ ตวั เลขราคาสินค้า
ราคาสนิ คา้ (P) บาท
S1
E1 ณ ราคา = 80 เกิด อุปสงค์
100 ส่วนเกนิ โดยอปุ สงคส์ ว่ นเกิน
= 1,300 – 700 = 600 หน่วย
80
เกิดเส้นอปุ สงค์สว่ นเกิน D1
ปริมาณสนิ คา้ (Q) หนว่ ย
700 1,000 1,300
5
การเปลย่ี นแปลงภาวะดุลยภาพ
ภาวะดุลยภาพของตลาดจะเปล่ียนแปลง กต็ อ่ เมอ่ื ปจั จยั โดยออ้ มของอปุ
สงค์หรอื อุปทานเปลีย่ นแปลงไป ทาให้เสน้ อุปสงคห์ รืออปุ ทานยา้ ยไปทง้ั เสน้ โดยการ
เปลยี่ นแปลงภาวะดลุ ยภาพของตลาดอาจเกิดข้นึ ไดใ้ น 3 กรณี คอื
1. อปุ สงค์เปลย่ี นแปลง โดยทอี่ ุปทานคงที่
2. อปุ ทานเปลี่ยนแปลง โดยทอี่ ุปสงคค์ งท่ี
3. ท้งั อุปสงคแ์ ละอปุ ทานเปลีย่ นแปลง
ตัวอย่าง
อปุ สงค์เปลยี่ นแปลง โดยท่อี ุปทานคงท่ี
ราคาสินคา้ (P) บาท
S1
E2 กรณี อปุ สงคเ์ พิม่ ข้นึ
P2
E1
P1
D2
D1
0 ปรมิ าณสนิ ค้า (Q) หน่วย
Q1 Q2
ราคาสินค้า (P) บาท 6
E1 S1
P1
กรณี อุปสงค์ลดลง
E3
P3 D2
D3
0
ปรมิ าณสินคา้ (Q) หนว่ ย
Q3 Q1
อปุ ทานเปลีย่ นแปลง โดยทอ่ี ุปสงค์คงที่
ราคาสินค้า (P) บาท
S1
E1 อุปทานจดุ ดลุ ยภาพ
P1
D1
0 ปริมาณสินคา้ (Q) หนว่ ย
Q1
7
ราคาสินค้า (P) บาท S1
S2
P1
P2 E1 กรณี อปุ ทานเพม่ิ ข้นึ
E2
D1
D3
0 ปรมิ าณสนิ คา้ (Q) หน่วย
Q1 Q2
ราคาสินค้า (P) บาท S3 S1
P3 E3 กรณี อปุ ทานลดลง
P1 E1
D1
0 ปริมาณสินค้า (Q) หน่วย
Q3 Q1
8
ท้งั อปุ สงคแ์ ละอุปทานเปลยี่ นแปลง
กรณี อุปสงค์เพ่ิม อปุ ทานเพิ่ม ทาใหป้ ริมาณเพ่มิ ขึน้ แต่ราคาเป็นได้
ทัง้ 3 แบบ คือ ทง้ั เพม่ิ ขึน้ คงที่ และลดง
ราคาสนิ คา้ (P) บาท
S1
S2
E3
P2 E2
P1 E1
D2
0 D1 ปริมาณสินค้า (Q) หนว่ ย
Q1 Q2
ราคาสินค้า (P) บาท
S1
S2
E3
E1 E2
P1
D2
0 D1 ปริมาณสนิ ค้า (Q) หน่วย
Q1 Q2
9
ราคาสนิ คา้ (P) บาท
S1
S2
E3
P1
E2
P2 E1
D2
0 D1 ปริมาณสนิ ค้า (Q) หน่วย
Q1 Q2
10
กรณี อปุ สงค์เพม่ิ อปุ ทานลด ทาใหร้ าคาเพมิ่ ข้นึ แตป่ ริมาณเป็นได้
ทงั้ 3 แบบ คอื ทงั้ เพิ่มข้ึน คงที่ และลดลง
ราคาสินค้า (P) บาท S2
S1
E2
P2
P1
E1
D2
D1 ปริมาณสินคา้ (Q) หนว่ ย
0
Q1 Q2
ราคาสินคา้ (P) บาท S2
S1
P2
P1 E2
E1
D2
0 D1 ปริมาณสนิ คา้ (Q) หน่วย
Q1 Q2
11
ราคาสนิ คา้ (P) บาท ปริมาณสนิ ค้า (Q) หนว่ ย
S2
S1
E2
P2
P1
E1
D2
D1
0
Q2 Q1
กรณี อปุ สงค์ลด อปุ ทานลด ทาใหป้ รมิ าณลดลง แต่ราคาเป็นไปได้
ท้ังสามแบบ คือ ทง้ั เพ่ิมขึน้ คงท่ี และลดลง
ราคาสนิ ค้า (P) บาท
S2
S1
E1 ปรมิ าณสนิ ค้า (Q) หน่วย
P1
P2 E2
D1
D2
0
Q2 Q1
12
ราคาสินค้า (P) บาท
S2
S1
E2 E1
P1
D2
0 D1 ปรมิ าณสินคา้ (Q) หนว่ ย
Q2 Q1
ราคาสนิ ค้า (P) บาท S2
S1
E2
P2 E1
P1
D2 D1
0
Q1 ปรมิ าณสินคา้ (Q) หนว่ ย
Q2
13
กรณี อุปสงคล์ ด อุปทานเพ่ิม ทาให้ราคาลดลง แตป่ ริมาณเป็นไปได้
ทั้ง 3 แบบ คอื ทงั้ เพ่ิมข้ึน คงท่ี และลดลง
ราคาสนิ ค้า (P) บาท
S2
S1
E1
P1
P2 E2
D1
D2
0 ปริมาณสินคา้ (Q) หนว่ ย
Q2 Q1
ราคาสนิ คา้ (P) บาท S1
S2
P1 E1
P2 E2
D1
0 D2 ปรมิ าณสินค้า (Q) หน่วย
Q1
ราคาสนิ ค้า (P) บาท S1 14
S2 ปริมาณสนิ ค้า (Q) หนว่ ย
E1
P1
P2 E2
D1
D2
0
Q1 Q2
การเข้าแทรกแซงราคาของรัฐบาล
การเข้าแทรกแซงราคาของรัฐบาล เนอ่ื งจากเมื่อกลไกราคาทางานเองแลว้ มี
ผลทาใหร้ าคาสนิ ค้าตา่ เกนิ ไป ไม่คุ้มกบั ต้นทนุ การผลิต หรอื บางครงั้ ราคาสูงเกินไป
กระทบทัง้ ผู้บรโิ ภค โดยการแทรกแซงราคาแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด
1. การประกนั ราคาขนั้ ตา่
2. การประกันราคาขัน้ สูง
1. การประกนั ราคาข้นั ต่าหรือการพยุงราคา (Price support) หมายถงึ วิธีการทรี่ ัฐบาลไป
ช่วยเหลอื ผู้ผลิตใหส้ ามารถขายสนิ คา้ ใหไ้ ดร้ าคาที่สงู ขึ้น โดยการแทรกแซงราคาสนิ คา้ ใหส้ งู กว่า
ราคาดุลยภาพในตลาด ซึง่ มวี ิธีการดงั นี้ คอื
1.1 กรณกี ารรับซื้ออุปทานส่วนเกนิ
เม่ือรฐั บาลทาการประกนั ราคาขนั้ ตา่ แล้ว รัฐบาลจะรับซ้อื สินคา้ ผู้ผลิตขายไมห่ มด
(อปุ ทานส่วนเกิน) เพอื่ ช่วยให้ผ้ผู ลติ สามารถขายสนิ คา้ ไดใ้ นราคาตอ่ หน่วยที่สงู ข้นึ ตามท่ีรฐั บาล
ประกนั ราคาขัน้ ต่าไว้
15
ราคาสินค้า (P) บาท
อุปทานส่วนเกิน (Excess Supply)
P2=18 A S1
รฐั บาลรับซอื้ อุปทานส่วนเกิน = AB
B ใช้งบประมาณ = พ.ท. ABQ3Q2
P2=14 E1 = 18 x (15 – 10)
= 18 x 5 = 90 บาท
D1 ปรมิ าณสินค้า (Q) หน่วย
0
Q2 = 10 Q1 = 12 Q3 = 15
1.2 กรณีการใช้เงินอุดหนนุ แกเ่ กษตร
กรณีท่รี ัฐบาลให้มีการซื้อขายสินค้าตามกลไกตลาด แลว้ รัฐบาลจ่ายเงนิ อดุ หนนุ ให้แก่
เกษตรกรเพ่ิมเติมให้ เพ่ือใหเ้ กษตรกรไดร้ ับเงนิ เทา่ กับราคาประกันขนั้ ตา่
ราคาสนิ คา้ (P) บาท
P2=18 A S1
รัฐบาลรบั ซือ้ อุปทานส่วนเกิน = AB
B ใชง้ บประมาณ = พ.ท. PsFE1P1
P2=14 E1 = (18 – 14) x 12
= 4 x 12 = 48 บาท
D1
0 ปรมิ าณสนิ ค้า (Q) หน่วย
Q1 = 12
16
1.3 กรณกี ารกาหนดอัตราคา่ จา้ งขน้ั ตา่ (Minimum Wage)
เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลอื คนงานในอุตสาหกรรม โดยมีวธิ ีการ
เชน่ เดยี วกบั การประกนั ราคาขน้ั ต่า โดยรัฐบาลกาหนดค่าจ้างขน้ั ต่าให้สูงกว่าค่าจ้างดุลยภาพ
คา่ จา้ ง : W อุปทานแรงงานสว่ นเกนิ
(Excess Labor Supply)
SL
Wm A B รัฐบาลตอ้ งหามาตรการในการ
W1 E1 แก้ปัญหาอุปทานแรงงาน
ส่วนเกนิ = AB
0 DL จานวนแรงงาน
L2 L1 L3
การประกันราคา สมมุติรัฐบาล ประกนั ราคาข้าวท่ี 10,000 บาท
เกษตรกร ขายใหโ้ รงสไี ด้เงิน 6,000 บาท
รัฐบาลจา่ ยส่วนต่างให้ 4,000 บาท
คือ เกษตรกรได้เงนิ 10,000 บาท แบง่ ไดจ้ ากโรงสี 6,000 บาท ได้จากรัฐบาลอีก 4,000 บาท
17
การรับจานา
สมมุติรฐั บาลรบั จานาข้าวท่ี 10,000 บาท
เกษตรกร
ขายใหร้ ฐั บาลได้เงิน 10,000 บาท ขายให้โรงสีไดเ้ งิน 10,000 บาท
ส่งออก
คอื เกษตรกรไดเ้ งิน 10,000 บาท อาจโดยการขายให้รฐั บาล หรือ โรงสีก็ได้
2. การกาหนดราคาขนั้ สงู (Price ceiling; Pc) หรอื ควบคมุ ราคา (Price Control) หมายถงึ
วิธีการแทรกแซงราคาโดยรัฐบาลเพื่อแก้ไขปญั หาการขาดแคลนสนิ ค้า ทาใหร้ าคาสูงขน้ึ จนสร้าง
ความเดอื ดร้อนแกผ่ ู้บริโภค ดังน้นั รฐั บาลจึงเขา้ มากาหนดราคาขนั้ สงู โดยระดบั ราคาท่รี ัฐบาลเข้า
ไปควบคมุ น้ีจะอย่ตู ่ากว่าระดับระคาดุลยภาพของตลาด
ราคา : P S1 หากรัฐบาลกาหนดราคาขัน้ สูงไวท้ ี่
Pc = 12 บาท จะทาใหเ้ กดิ อุปสงค์
P2= 20 E1 สว่ นเกิน ซึง่ รฐั บาลตอ้ งจัดสรรสนิ ค้า
P1= 15 E1 ให้ดี ไม่อยา่ งน้ันอาจเกิด ตลาดมดื
Pc= 12 (Black Market) ซงึ่ ราคาอาจสงู ถึง
P2 เลยกไ็ ด้
อปุ สงค์ส่วนเกนิ (Excess demand)
D1 ปรมิ าณ
0
Q2=8 Q1=8 Q3=14
18
ตลาดและการแขง่ ขนั
ตลาด หมายถึง สถานที่แห่งใดแหง่ หน่งึ ซงึ่ มสี นิ คา้ วางจาหนา่ ยและมีผูซ้ ือ้ ผ้ขู ายต่อรองราคากัน ถา้
ตกลงกนั ได้ก็จะมกี ารส่งมอบสนิ ค้าให้แกก่ นั นอกจากนย้ี งั หมายถงึ การติดต่อซ้ือขายสินคา้ กันโดยท่ี
ผู้ซอ้ื และผขู้ ายไม่ตอ้ งมาพบกนั กไ็ ด้ แต่ตดิ ต่อกนั ไดโ้ ดยวธิ ีใดวิธีหนึง่ เช่น ทางโทรศัพท์ โทรสาน
อนิ เตอร์เนต็ เป็นต้น
การจัดประเภทของตลาดตามลักษณะของการแข่งขัน ออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1. ตลาดแขง่ ขันสมบูรณ์ (Perfect Competitive Market)
2. ตลาดแข่งขันไมส่ มบูรณ์ (Imperfect Competitive Market)
1. ตลาดแขง่ ขันสมบรู ณ์ (Perfect Competitive Market)
ลักษณะทส่ี าคัญของตลาด มดี งั น้ี
1.1 มีผูซ้ อ้ื ขายจานวนมาก
1.2 สนิ คา้ ทซ่ี ้อื ขายกันมลี ักษณะเหมือนกันทกุ ประการ (Homogeneous Product)
1.3 ผผู้ ลติ สามารถเขา้ ออกจากกจิ การได้อย่างเสรี (Free Entry and Free Exit)
1.4 สินค้าและปัจจยั การผลติ สามารถโยกย้ายไดอ้ ย่างเสรี (Free Mobility)
1.5 ผซู้ ื้อและผูข้ ายมีความรอบรู้เกี่ยวกบั สภาพของตลาดอยา่ งดี (Perfect
Knowledge)
2. ตลาดแขง่ ขนั ไม่สมบรู ณ์ (Imperfect Competitive Market)
เปน็ ตลาดท่ีมผี ู้ขายจานวนไมม่ าก แตป่ ริมาณการขายสินคา้ ของผ้ผู ลติ แต่ละรายเปน็ สัดสว่ น
ทีม่ ากในตลาด มีการกีดกนั ผู้ขายรายใหม่ไมใ่ หเ้ ขา้ สู่ตลาดด้วยวิธกี ารต่าง ๆ และสามารถกาหนด
ราคาได้บา้ ง อีกทง้ั ผูซ้ ือ้ และผขู้ ายไม่ทราบความเปน็ ไปของตลาดไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ โดยสามารถแบง่
ตลาดประเภทนอ้ี อกเป็น 3 ตลาด คอื
2.1 ตลาดผกู ขาด (Monopoly) มลี กั ษณะดงั นี้
1) มผี ู้ขายเพยี งรายเดียว ซงึ่ เรียกว่าผู้ผูกขาย (Monopolist)
2) สนิ ค้าทีผ่ ลิตไมเ่ หมือนใครหาสินคา้ อืน่ ทดแทนได้ยาก
3) ผขู้ ายเปน็ ผู้กาหนดราคาหรือปรมิ าณสนิ ค้า
4) ผู้ผูกขาดสามารถกีดกันไม่ให้ผู้อ่นื เข้ามาผลิตแข่งขนั ได้
19
2.2 ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) มลี ักษณะดังน้ี
1) มีผู้ขายต้ังแต่ 2 รายขนึ้ ไป โดยทัว่ ไปประมาณ 3-4 ราย การตดั สินใจของ
ผู้ขายรายใดรายหน่ึงมผี ลกระทบตอ่ ผขู้ ายรายอน่ื ๆ และผขู้ ายรายอื่น จะมีการโตต้ อบทันที
2) สินค้าที่ขายม่ี 2 ลกั ษณะ คอื
2.1) มลี ักษณะเหมือนกันทุกประการ (pure oligopoly) เชน่ นา้ มัน เป็นตน้
2.2) มีลักษณะแตกต่างกัน แต่ใชท้ ดแทนกันได้ (differentiated oligopoly)
เชน่ รถยนต์ เป็นต้น
3) ผู้ขายรายใหมเ่ ข้ามาดาเนินการแข่งขนั ไม่ได้ อาจโดยมกี ารโฆษณาซงึ่ ต้อใช้
เงินจานวนมากและบางกจิ การต้องเปน็ กจิ การขนาดใหญ่ จงึ จะเกดิ การประหยัดต่อขนาด
(Economies of Scale)
2.3 ตลาดกึ่งแขง่ ขนั กึ่งผกู ขาด (Monopolistic Competition) มีลกั ษณะของ
ตลาด ดงั นี้
1) มีจานวนผ้ขู ายมากราย แต่นอ้ ยกว่าตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์
2) ผูข้ ายแตล่ ะรายขายสนิ คา้ ทีค่ ล้ายกันแต่ไมเ่ หมือนกนั เนอ่ื งจากคุณภาพ
บริการ การโฆษณา การบรรจุหีบหอ่
3) ไมม่ ีส่ิงกดี ขวางการเขา้ ตลาดของผผู้ ลติ รายใหม่
4) ไมม่ กี ารรว่ มมือกันระหว่างผ้ซู ือ้ หรือผู้ผลติ