การพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์และกระบวนการ E-PLC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชน บ้านพงสตา The Development of Speaking Abilitity to Communicate in Real Life Situations by Using Creative-Based Learning(CBL) through Online teaching and E-PLC process of Primary 5 students at Chumchon Banpongsta School นางสาวตัสนิ่ม สาเมาะ Tasneem Samoh รายงานวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา1 สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี A Classroom Research Submitted for the Degree of Bachelor Of Education Program in Teaching English Faculty of Education, Fatoni University 2564/2021
ชื่อเรื่องวิจัย : The Development of Speaking Abilitity to Communicate in Real Life Situations by Using Creative-Based Learning(CBL) through Online teaching and E-PLC process of Primary 5 students at Chumchon Banpongsta School การพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ผู้วิจัย : นางสาวตัสนิ่ม สาเมาะ รหัสนักศึกษา : 602445039 สาขาวิชา : การสอนภาษาอังกฤษ ปีที่ศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ครูพี่เลี้ยง : นายมะสาลาฮูดิง สาและบิง อาจารย์นิเทศก์ : นางสาวนูรีย๊ะห์ แมกอง อนุมัติ ณ วันที่......../........../............ ........................................... ........................................... (ดร.นูรีหย๊ะ แมกอง) (อาจารย์มารีแย บาเน็ง) อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก หัวหน้าสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ ........................................... ........................................... (อาจารย์รอกีเยาะ มะดือเระ) (อาจารย์มาหามะรอสลี แมยู) อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม รองคณบดีฝ่ายวิชาการและประกันคุณภาพการศึกษา ..................................................... (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มูฮามัสสกรี มันยูนุ) คณบดีคณะศึกษาศาสตร์
ชื่อเรื่องวิจัย : The Development of Speaking Abilitity to Communicate in Real Life Situations by Using Creative-Based Learning(CBL) through Online teaching and E-PLC process of Primary 5 students at Chumchon Banpongsta School การพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ผู้วิจัย : นางสาวตัสนิ่ม สาเมาะ รหัสนักศึกษา : 602445039 สาขาวิชา : การสอนภาษาอังกฤษ ปีที่ศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 บทคัดย่อ งานวิจัยการพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคใน แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5/1 ก าลังศึกษาในภาคเรียน1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา อ าเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี จ านวน 8 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยได้ใช้ระยะเวลาในการด าเนินการจัด กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านออกเสียงเสียงสะกดค าภาษาอังกฤษโดยฝึกประสมค าด้วยเสียงพยัญชนะ (Phonics) 5 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมค าศัพท์ประกอบการสอนโดยใช้ กระบวนการ E-PLC จ านวน 3 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนเกี่ยวกับการใช้ ประโยคอย่าง่ายตามแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS จ านวน 1 ชุด 3. แบบ ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ CBL สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าดัชนีความเที่ยงตรง (Validity) ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลการ เรียนรู้โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องตรงตามความเป็นจริงที่ต้องการวัด โดยพิจารณาจากความเหมาะสมหาค่าดัชนี ความสอดคล้อง ( Index of item – Objective Congruence: IOC) ค านวณได้จากสูตร ค าส าคัญ : การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL, ทักษะการพูด, E-PLC
Title: The Development of Speaking Abilitity to Communicate in Real Life Situations by Using Creative-Based Learning (CBL) through Online Teaching and E-PLC process of Primary 5 students at Chumchon Banpongsta School Author: Miss. Tasneem Samoh Program: Teaching English Academic Year: 2021 ABSTRACT This research aims at 1)To compare the achievement of developing speaking skills for English communicationbefore and after using SCS (Simple sentences for Communicate in Real Life Situations) worksheet of Grade 5 students at Chumchon Banpongsta School 2) To study satisfaction of organizing Creative-Based Learning and SCS worksheet of Grade 5 students at Chumchon Banpongsta School The sample group in the research were grade 5/1 students studying in the first semester of Chumchon Banpongsta of academic year 2021. A total amount of 8 students were selected by purposive sampling by using the duration of the activity for learning. To develop speaking abilitity of English Language of the student grade 5 focused on Simple sentences for communication in real-life situation has conducted for 5 hours. In this research consisted of 1) Three plans for learning management through CBL classroom and the EPLC Process 2) Testing achievement of developing speaking skills for English communication before and after using SCS (Simple) worksheet of Grade 5. Statistic that used in data analysis are: Validity index for the content validity of the learning outcome test using the consistency index to be measured according to the reality. By considering the suitability to find the Index of item – Objective Congruence (IOC) calculated from the formula Keywords : CBL, SCS, speaking ability, E-PLC
กิตติกรรมประกาศ บิสมิลลาฮิรรอฮฺมานิรรอฮีม มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธ์ของอัลลอฮซุบฮานะฮูวาตาอาลาผู้ทรงอภิบาล แห่งสากลโลกผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอขอความสันติสุขและความโปรดปรานของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวาตา อาลาจงประสบแด่ท่านศาสนทูตของพระองค์มูฮัมหมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งเป็นผู้น าสาสน์แห่งพระองค์ มาเผยแพร่ให้แก่มวลมนุษย์ อัลฮัมดูลิลลาฮฺ ข้าพเจ้านางสาวตัสนิ่ม สาเมาะ ขอชูโกรต่อของอัลออฮฺ ซุบฮาเนาวาตาอาลา เนื่องจาก ข้าพเจ้าตระหนักเสมอว่าข้าพเจ้าไม่มีความสามารถใด ๆ ในการเขียนวิจัยเล่มนี้จนเสร็จสิ้นได้ หากปราศจากการ ช่วยเหลือพระองค์ และด้วยการอนุมัติของพระองค์เท่านั้นที่ท าให้ข้าเจ้าบรรลุการเขียนวิจัยในเล่มนี้ งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จลุล่วงได้ด้วยดีเพราะผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก ดร.นูรีหย๊ะ แมกอง อาจารย์ที่ปรึกษาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู อาจารย์มารีแย บาเน็ง หัวหน้าสาขาประจ าการสอนภาษาอังกฤษ และมะสาลาฮูดิง สาและบิง ครูที่ปรึกษาประจ าหน่วยฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ที่ได้กรุณาถ่ายทอดความรู้ แนวคิดวิธีการค าแนะน าค าปรึกษาและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่ยิ่งตลอดมาผู้วิจัย ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.มัฮซูม สะตีแม อาจารย์ฮูดา ฆอแด๊ะ ที่ได้ให้ความกรุณา ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยและให้ข้อเสนอแนะต่างๆตลอดจนผู้บริหารโรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาอาจารย์ครูและ นักเรียนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างดีจนงานวิจัยในครั้งนี้ส าเร็จได้อย่างดียิ่ง ขอขอบคุณคุณผศ.ดร.อิสมาแอ สาเมาะ ผู้เป็นบิดาและนางฮาลีเม๊าะ สาเมาะ ผู้เป็นมารดารวมถึงสมาชิกครอบครัว ทุกคนที่คอยห่วงใยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการศึกษาแก่ผู้วิจัยเสมอมาขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. มูฮามัสสกรีมันยูนุคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ศูนย์ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนีทุกท่านที่กรุณาให้ค าแนะน าและช่วยเหลือประสานงานให้งานวิจัยส าเร็จด้วยดี ขอขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ และเพื่อนนิสิตผู้เป็นที่รักจากสาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษทุกท่านที่ได้ให้ ค าแนะน าและส่งเสริมก าลังใจตลอดมาคุณประโยชน์ใด ๆ อันพึงมีจากวิจัยฉบับนี้ผู้วิจัยขอมอบแด่บิดามารดาครู อาจารย์และสถาบันการศึกษาที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชามีส่วนร่วมในการวางรากฐานการศึกษาอบรมให้การ สนับสนุนผู้วิจัยตลอดมาขอพระองค์ อัลลอฮฺทรงประทานอภัยความจ าเริญและความดีงามแก่เราทั้งโลกนี้และโลกหน้าอามีน ตัสนิ่ม สาเมาะ
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ จ Abstract ฉ กิตติกรรมประกาศ ช สารบัญ ซ สารบัญตาราง ญ บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความเป็นมาเเละความส าคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ 3 1.3 สมมติฐาน 3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.5 นิยามค าศัพท์ 5 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 1.7 กรอบแนวคิด 5 บทที่ 2 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.4 ความหมายการสอนออนไลน์13 2.5 กระบวนการ E-PLC 14 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 16 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 19 3.1 แบบแผนการวิจัย 20 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 20 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 21 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 21 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 22
สารบัญ (ต่อ ) หน้า บทที่ 4 ผลการการวิเคราะห์ข้อมูล 24 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายและข้อเสนอแนะ 28 5.1 สรุปผลการวิจัย 28 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 28 5.3 ข้อเสนอแนะ 29 บรรณานุกรม 31 ภาคผนวก 33 ภาคผนวก ก ผู้เชี่ยวชาญ 34 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 36 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 43 ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 49 ประวัติผู้วิจัย 54
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 3.1 แบบแผนการวิจัย 20 ตารางที่ 4.1 แสดงคะแนนความแตกต่างก่อนเรียนและหลังเรียนของการ ตารางที่ 4.2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนของ ตารางที่ 4.3 ตารางวิเคราะห์ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อนวัตกรรม
บทที่ 1 บทน า ชื่อเรื่องวิจัย : The Development of Speaking Abilitity to Communicate in Real Life Situations by Using Creative-Based Learning(CBL) through Online teaching and E-PLC process of Primary 5 students at Chumchon Banpongsta School การพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL)ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ผู้วิจัย : นางสาวตัสนิ่ม สาเมาะ สาขาวิชา : การสอนภาษาอังกฤษ ปีที่ศึกษา : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ครูพี่เลี้ยง : นายมะสาลาฮูดิง สาและบิง อาจารย์นิเทศก์ : นางสาวนูรีย๊ะห์ แมกอง 1.ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ในสังคมปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีความส าคัญและจ าเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจ าวัน เนื่องจาก ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือส าคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา และการแสวงหาความรู้การประกอบอาชีพ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่สามารถใช้ในการสื่อสารในทั่วโลก อีกทั้งวิชาภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในรายวิชา พื้นฐานที่ถูกจัดวางไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า 10 ปี วารสารสถาบันวิจัยญาณสังวร ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2559) หน้า 309 ระบุว่า ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลได้กลายเป็นเครื่องมือส าคัญใน การติดต่อสื่อสารผ่านทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งทางด้านการพูดและการเขียน โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษสามารถหาความรู้เพิ่มเติม โดยเข้าถึงแหล่งความรู้ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จ ากัดทั่วโลกด้วย ความสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งในปัจจุบันเป็นยุคที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ท าให้เข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น กล่าวคือ ผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษดีและสามารถใช้เทคโนโลยีได้ด้วยนั้นจะช่วย ส่งเสริมให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เสาวภาคย์ ศรีโยธา (2555, เจตน์สฤษฎ์สังขพันธ์และคณะ, 2558) กล่าวว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหา ด้านการเรียนภาษาอังกฤษเพราะนักเรียนมีพื้นฐานความรู้ภาษาอังกฤษน้อย ผู้เรียนไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ไม่ เห็นความส าคัญของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษและมีทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาอังกฤษน้อย ท าให้เป็น
ปัญหาต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เจตน์สฤษฎ์ิ สังขพันธ์เก็ตถวาบุญปราการ และวันทนา ไกรฤกษ์(2558) ศึกษา สภาพ และปัญหาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของโรงเรียนระดบมัธยมศึกษาสงกัดเทศบาลในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน ภาคใต้พบปัญหาหลายประการ ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับนักเรียน เช่น นักเรียนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดหรือกล้าแสดงออกใน กิจกรรมการเรียนการ ซึ่งหนึ่งสาเหตุส าคัญที่ท าให้นักเรียนไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษคือ หลักสูตรการศึกษา รายวิชาภาษาอังกฤษโดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสารนั้นไม่เข้มแข็งในมากพอ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (2557) จึงมีนโยบายในการเสริมสร้างสมรรถนะและความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและถือ เป็นความจ าเป็นเร่งด่วนของประเทศไทย กล่าวคือ โดยทั่วไปทักษะการฟังและทักษะการพูดคือพื้นฐานหลักในการ เรียนทุกภาษา ในทางกลับกันหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษในระบบการศึกษาไทยนั้นให้ความส าคัญต่อทักษะ การอ่านและและทักษะการเขียนมากกว่า โดยเน้นการเรียนรู้เชิงโครงสร้างหรือไวยกรณ์มากกว่าด้านการสื่อสาร และอีกสาเหตุหนึ่งคือรายวิชาภาษาอังกฤษกลับถูกสอนเป็นภาษาไทย คุณครูพูดภาษาไทยมากกว่าพูดภาษาอังกฤษ ในรายวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งส่งผลให้นักเรียนเกิดการสื่อสารภาษาอังกฤษน้อยลงไปด้วย สิ่งเหล่านี้ท าให้นักเรียนมี สภาพแวดล้อมการพูดภาษาอังกฤษที่น้อยมาก ขาดสถานการณ์และแรงจูงใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษ นักเรียนมี โอกาสในการพัฒนาทักษะพูดภาษาอังกฤษที่น้อยลง นักเรียนขาดความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในรูปแบบที่น่าเบื่อ ไม่สร้างสรรค์ หรือการมีวิธีการประเมินทักษะการพูดของ นักเรียนที่ไม่ถูกต้อง ยิ่งท าให้การเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนมีประสิทธิภาพในการด้านการสื่อสารที่น้อยลงไป ด้วย ศรีนวล ลีสุวรรณ์ (2540) ด าเนินการวิจัยเรื่องปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 อ าเภอแม่ริม จังหวดเชียงใหม่ ได้ศึกษาสภาพปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 จ านวน 832 คน ซึ่งก าลังศึกษาอย่ิในโรงเรียนสังกัดส านักงานการประถมศึกษาอ าเภอแม่ริม จังหวดเชียงใหม่ จ านวน 46 โรงเรียน พบปัญหาการเรียนภาษาอังกฤษของ นักเรียนได้แก่ ปัญหาการฟัง การพูด การอ่าน และการ เขียนภาษาอังกฤษ ปัญหาความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการเรียนภาษาอังกฤษ รวมถึงปัญหาความรู้สึกขาดความมั่นใจพูด ภาษาอังกฤษ จากการทดลองสอนออนไลน์ในช่วงต้นของการเปิดเทอมเพื่อทดสอบทักษะการสื่อสารของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาพบว่า นักเรียนนั้นไม่กล้าโต้ตอบ สื่อสาร พูดคุยและขาดความมั่นใจ ในการพูดภาษาอังกฤษ อันเนื่องมาจากนักเรียนไม่สามารถเข้าใจและขาดทักษะการสื่อสารแม้ประโยคง่ายๆที่ สามารถใช้ในชีวิตประจ าวัน ดังนั้นผู้วิจัยจึงพยายามคิดค้นและหานวัตกรรมที่สามารถท าให้นักเรียนเรียนอย่างสนุก เสริมความมั่นใจและพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชน บ้านพงสตา โดยใช้วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน Creativity-based Learning (CBL) ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ ปลีกออกมาจาก Problem-based Learning (PBL) และเป็นการสอนแบบ Active Learning เน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง เป็นการจัดการสอนให้ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าแทนที่จะรอรับการบรรยายแบบเดิม ท าให้นักเรียนมี
ทักษะที่ส าคัญ ได้แก่ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการท างานเป็นทีม ทักษะการใช้เทคโนโลยีทักษะการคิด วิเคราะห์และทักษะความคิดสร้างสรรค์ (วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้:2558, หน้า 24 ) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ผลิตแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS (Simple sentences for Communicate in Real Life Situations) หรือประโยคอย่างง่ายเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงใน ชีวิตประจ าวัน ผู้วิจัยได้ใช้แอพลิเคชั่น Tik Tok เพื่อสรุปบทเรียนและใช้แอพลิเคชั่น Padlet ส าหรับสะสมผลงาน เพื่อประเมินสมรรถนะทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา 1.1 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ด้าน ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคในแบบฝึกพัฒนาทักษะ การพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึก พัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 1.2 สมมติฐานของการวิจัย(ถ้ามี) 1.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการสอนโดยใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาสูงกว่า ก่อนเรียน 1.2.2 การจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) และใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูด เพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ท าให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชน บ้านพงสตามีความพึงพอใจระดับดีมาก 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 จ านวน 20 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา จ านวน 8 คน ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการแบบเจาะจง (purposive sampling) เกณฑ์ที่ผู้วิจัยใช้ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างดังนี้ 1.นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา 2.นักเรียนที่มีปัญหาในการสื่อสารภาษาอังกฤษหรือมีทักษะการพูดที่อ่อนมาก
3.นักเรียนที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีหรือมีเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนออนไลน์ 2. เนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองเป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ตรง ตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 วิชาภาษาอังกฤษ โดยผู้วิจัยได้เลือกหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Food and Drinks โดยก าหนดเนื้อหา 3 หัวข้อ ได้แก่ My garden, Birthday party, My favorite dish รายละเอียดดังนี้ ตารางที่ 1 ประโยคเป้าหมายแยกตามหมวดหมู่ เรื่อง ประโยค หมวดหมู่ My garden What fruit do you like most? I like………. . I don’ like…………. . Fruit Birthday party Do you like…….? Yes, I do. No, I don’t. Fruit and Food My favorite dish What is your favorite food/drinks? My favorite food is…………………………. . My favorite drinks is…………………………. . Food and Drinks 1.3 ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรต้น : วิธีการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL)และแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อ การสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS 2. ตัวแปรตาม : 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวัน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ร้อยละ 80:80 2.2 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) และใช้แบบฝึก พัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน ชุมชนบ้านพงสตา
ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพ กรอบแนวคิดในงานวิจัย 1.4 ระยะเวลาด าเนินการ การวิจัยในชั้นเรียนนี้ ด าเนินการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.นักเรียน หมายถึง ผู้ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา 2.การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ผู้เรียนสนุก กับกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เน้นผู้เรียนเป็นหลัก และประเมินการเรียนจากสมรรถนะของผู้เรียน การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน หรือ Creativity-based Learning (CBL) เป็นรูปแบบการสอนที่ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะแห่งอนาคต การใช้รูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ ใช้เกม และเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีความสนุกสนานในการเรียน มีความสุขและสนใจในการ เรียนรู้ ทั้งนี้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานสามารถฝึกฝนทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสื่อสารและที่ ส าคัญคือฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์(ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์, 2563) 3.แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS (Simple sentences for Communicate in Real Life Situations) หมายถึง แบบฝึกที่ประกอบไปด้วยDialog การสื่อสารอย่างง่ายที่ สามารถสื่อสารและใช้ได้จริงในชีวิตประจ าวันจ านวน 3 หัวข้อและมีแบบฝึกให้นักเรียนอัดวิดิโอโต้ตอบโดยใช้ Short Dialog ที่ปรากฏในแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS การจัดการเรียนการสอน CBL กระตุ้นความสนใจ ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความ สนใจ ค้นคว้าและคิด น าเสนอผลงาน ประเมินผล แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสาร ในชีวิตประจ าวัน SCS ผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวัน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) และใช้แบบฝึกพัฒนา ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชน บ้านพงสตา
1. My garden : ประโยคการแสดงความคิดเห็นถึงผลไม้ที่ชอบ What fruit do you like most? I like………. ./I don’ like…………. . 2. Birthday Party : ประโยคการถามและตอบเกี่ยวกับอาหารและผลไม้ว่าชอบหรือไม่ชอบ Do you like…….? Yes, I do. /No, I don’t. 3. My favorite dish : ประโยคการถามอาหารและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ What is your favorite food/drinks? My favorite food/drinks is………. . 4.รูปแบบการจัดการการสอนที่ประกอบไปด้วยการเรียนแบบ On-line และการเรียนแบบ On-hand 1. Online รูปแบบการเรียนผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยอยู่ในรูปแบบของคอมพิวเตอร์หรือ โทรศัพท์มือถือ ใช้แอปพลิเคชั่นออนไลน์ในการน าเสนอ เช่น Google meet 2. On-hand หมายถึง การน าใบงานหรือแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวัน SCS โดยเป็นการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ด้านผู้วิจัย ผู้วิจัยทราบผลสัมฤทธิ์ทางการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริง ในชีวิตประจ าวันหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชน บ้านพงสตาสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 80:80 ผู้วิจัยทราบความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) และใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาอยู๋ในระดับที่ดีมาก ผู้วิจัยได้นวัตกรรมแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS 1.6.2 ด้านนักเรียน นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวัน SCS นักเรียนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ประโยคง่าย ๆ ได้สามารถประยุกต์ใช้เนื้อหา หรือประโยคที่เรียนมาพูดในชีวิตจริงได้ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ มากขึ้น มีความสุขในการเรียนและมีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ 1.6.3 ด้านครูและโรงเรียน
เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดเก็บหรือการพัฒนางานวิจัยในครั้งต่อ ๆ ไปเกี่ยวกับการ จัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน(CBL)
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยชั้นเรียนนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 2.1.1 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 2.1.2 มาตรฐาน/ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร 2.2.1 ความหมายของการพูดเพื่อสื่อสาร 2.2.2 แนวคิดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2.2.3 รูปแบบกิจกรรมการสอนด้านการพูด 2.2.4 ประเภทของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.3.1 ความหมายของการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.3.2 ความส าคัญของการใช้CBL ประกอบการสอน 2.3.3 การจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.3.4 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน 2.3.5 การใช้เกมประกอบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.4 การสอนออนไลน์ 2.4.1 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนยุคโควิท-19 2.4.2 รูปแบบการสอนออนไลน์(Online) 2.4.3 รูปแบบการสอน On-hand 2.4.4 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2.5 กระบวนการ E-PLC 2.5.1 นิยาม E-PLC 2.5.2 ความหมายของกระบวนการ E-PLC 2.5.3 การสร้างทีม E-PLC 2.5.4 ขั้นตอนของกระบวนการ E-PLC 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการสอนค าศัพท์ในประเทศและต่างประเทศ 2.3.1 งานวิจัยในประเทศ 2.3.2 งานวิจัยต่างประเทศ
2.2 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 2.1.1 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ได้ก าหนดสมรรถนะส าคัญของผู้เรียนเพื่อมุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 5 สมรรถนะ ได้แก่ 1.ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3.ความสามารถในการแก้ปัญหา 4.ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5.ความสามารถใน การใช้เทคโนโลยี ซึ่งหนึ่งในสมรรถนะส าคัญที่สุดที่ผู้เรียนพึงมีนั้นคือ ความสามารถในการสื่อสาร โดยระบุว่า เป็น ความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและ สังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2.1.2 มาตรฐาน/ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ได้ก าหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ โดยระบุดังนี้ สาระที่ 1 ว่าด้วยภาษาเพื่อการสื่อสาร ในมาตรฐาน ต 1.2 เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะ การสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร 2.3.2 ความหมายของการพูดเพื่อสื่อสาร การพูด หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูด เพื่อสื่อ ความหมายไปยังผู้ฟัง โดยใช้ถ้อยค าน้ าเสียงและอากัปกริยาท่าทางจนเป็นที่เข้าใจกันได้ (จุไรรัตน์ลักษณะ ศิริ และบาหยัน อิ่มส าราญ, 2550: 135) การพูด คือ การถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึกหรือความต้องการด้วยถ้อยค าน้ าเสียง และ กิริยาท่าทางให้ผู้ฟังรับรู้และตอบสนองตามที่ผู้พูดต้องการ (อ าไพ สุจริตกุลและธิดา โมสิกรัตน์, 2544: 397) วิรัช ลภิรัตนกุล ( 2546 : 159 ) กล่าวว่า การสื่อสาร คือ กระบวนการในการส่งผ่านหรือสื่อ ความหมายระหว่างบุคคล สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่สมาชิกสามารถใช้ความสามารถของตนสื่อความหมาย
ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ โดยแสดงออกในรูปของความต้องการ ความปรารถนา ความรู้สึกนึกคิดความรู้ และ ประสบการณ์ต่าง ๆ จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง กล่าวโดยสรุป การพูดเพื่อการสื่อสาร หมายถึง พฤติกรรมการถ่ายทอดความรู้ ความคิด หรือ ความต้องการของผู้พูดเพื่อสื่อความหมายไปยังผู้ฟังโดยใช้ภาษาและกิริยาท่าทาง เพื่อให้ผู้ฟังรับรู้เข้าใจ และสนองตอบต่อสารที่ผู้พูดได้สื่อไปยังผู้ฟัง 2.3.3 แนวคิดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สุมิตรา อังวัฒนกุล (2540, หน้า 34) ให้ความหมายการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารว่า เป็น การเรียนการสอนที่ไม่ได้ให้ผู้เรียนเรียนรู้เฉพาะรูปแบบหรือโครงสร้างทางภาษาเท่านั้น แต่เป็นการมุ่งเน้น ให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้ไปใช้ได้จริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน ทักษะการพูดเป็นการถ่ายทอดความคิดความเข้าใจ และความรู้สึกในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ในชีวิตประจ าวัน การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน ทั้งนี้ในการฝึกทักษะการพูดยังไม่ประสบผลส าเร็จ เท่าที่ควร เด็กไทยยังไม่สามารถน าภาษาอังกฤษไปใช้ในสถานการณ์จริงได้(กรมวิชาการ,2542: 108) สมยศ เม่นแย้ม (2543, หน้า 26) ได้กล่าวว่า การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เป็นการสอนที่เน้น การใช้ภาษาของผู้เรียนเป็นหลัก โดยอาศัยหลักการของภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistics) ซึ่งว่าด้วย เนื้อบริบท(Context) ภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละชุมชนอาจมีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไป ตามสภาพแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ (2544, หน้า132) ได้กล่าวว่าการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเป็นการจัดการ เรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญจัดล าดับการเรียนรู้เป็นขั้นตอนตาม กระบวนการใช้ความคิดของผู้เรียน โดยเริ่มจากการฟังไปสู่การพูด การอ่าน การจับใจความส าคัญ ท า ความเข้าใจ จดจ าแล้วน าสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จากแนวคิดของการสอนการสื่อสาร มีเป้าหมายให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการสื่อสารได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นหลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการ เรียนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญวิธีการสอนภาษาจะเน้นพัฒนาการความสามารถของผู้เรียนในการใช้ภาษา ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เป็นจริงมากที่สุด จากแนวคิดการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยสามารถอธิบายได้ว่าผู้สอนควรมุ่งให้ผู้ นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน โดยมีจุดมุ่งหมายส าคัญคือนักเรียนจะต้องสามารถสื่อสารในสถานการณ จริง การสอนภาษาเพื่อให้ผู้เรียนสื่อสารได้จริงนั้น ผู้เรียนเรียนตองมีความเขาใจในตัวภาษา รวมทั้งตองมีการ ฝึกปฏิบัติการสื่อสารที่เพียงพอ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้ในชีวิตประจ าวันหรือตามสถานการจริงที่ ประสบพบเจอ
2.2.3 รูปแบบกิจกรรมการสอนด้านการพูด รูปแบบการจัดกิจกรรมที่เน้นการสื่อสารและมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก การจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลายและน่าสนใจ จะท าให้นักเรียนมีพฤติกรรมด้านการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารดีขึ้นตามล าดับ ส่งผลให้เกิดมีพัฒนาการด้านความสามารถในการพูด ฮาร์เมอร์ (Harmer.1983:44-45)กล่าวว่าในการ จัด กิจกรรมเพื่อการสื่อสาร อาจารย์ผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่ท าให้นักเรียนเห็นความส าคัญในการใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสาร นักเรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ มีอิสระในการเลือกใช้ภาษา นอกจากนี้ กุสุมา ล่านุ้ย (2532: 22) ได้กล่าวสนับสนุนว่ากิจกรรมที่ดีต้องน่าสนใจและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน ไม่ง่ายจนเกินไปเพราะจะท าให้ นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายหรือกิจกรรมไม่ท้าทาย กิจกรรมที่ยากเกินไปท าให้นักเรียนไม่อยากท าเพราะท าแล้วไม่ ประสบความส าเร็จ เกิดความท้อแท้ กิจกรรมที่ใช้จึงควรเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียน ได้ใช้ภาษาในการ สื่อสารมากที่สุด มีความสนุกมีขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจง่ายส่งผลให้นักศึกษา กล้าคิดกล้าท ากล้าแสดงออก 2.2.4 ประเภทของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching - CLT) คือแนวคิดซึ่งเชื่อม ระหว่างความรู้ทางภาษา (linguistic knowledge) ทักษะทางภาษา (language skill) และความสามารถในการ สื่อสาร (communicative ability) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้โครงสร้างภาษาเพื่อสื่อสาร (Canale &Swain, 1980 ; Widdowson, 1978). คเนล และสเวน (1980) และเซวิกนอน (Savignon, 1982) ได้แยกองค์ประกอบ ของความสามารถในการสื่อสารไว้ 4 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. ความสามารถทางด้านไวยากรณ์หรือโครงสร้าง (grammatical competence) หมายถึง ความรู้ทางด้านภาษา ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับค าศัพท์ โครงสร้างของค า ประโยค ตลอดจนการสะกดและการออกเสียง 2. ความสามารถด้านสังคม (sociolinguistic competence) หมายถึง การใช้ค า และโครงสร้างประโยคได้เหมาะสมตามบริบทของสังคม เช่น การขอโทษ การ ขอบคุณ การถามทิศทางและข้อมูลต่าง ๆ และการใช้ประโยคค าสั่ง เป็นต้น 3. ความสามารถในการใช้โครงสร้างภาษาเพื่อสื่อความหมายด้านการพูดและเขียน (discourse competence) หมายถึง ความสามารถในการเชื่อมระหว่างโครงสร้างภาษา (grammatical form) กับ ความหมาย (meaning) ในการพูดและเขียนตามรูปแบบ และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน 4. ความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย (strategic competence)
หมายถึง การใช้เทคนิคเพื่อให้การติดต่อสื่อสารประสบความส าเร็จโดยเฉพาะการสื่อสารด้านการ พูด ถ้าผู้พูดมีกลวิธีในการที่จะไม่ท าให้การสนทนานั้นนั้นหยุดลงกลางคัน เช่นการใช้ภาษาท่าทาง (body language) การขยายความโดยใช้ค าศัพท์อื่นแทนค าที่ผู้พูดนึกไม่ออก เป็นต้น สรุปได้ว่าการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching - CLT) สามารถแยกความสามารถของการใช้ภาษาได้ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ความสามารถทางด้านการใช้ ไวยากรณ์ความสามารถด้านการใช้ให้เหมาะกับบริบทสังคม ความสามารถในการใช้โครงสร้างภาษาเพื่อ สื่อความหมายด้านการพูดและเขียน ความสามารถในการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย 2.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องการสอนโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL 2.2.1 ความหมายของการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน หรือ Creativity-based Learning (CBL) เป็นรูปแบบการสอนที่ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะแห่งอนาคต การใช้รูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์ ใช้เกม และเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีความสนุกสนานในการเรียน มีความสุขและสนใจในการ เรียนรู้ ทั้งนี้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานสามารถฝึกฝนทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการสื่อสารและที่ ส าคัญคือฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์(ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์, 2563) 2.2.2 ความส าคัญของการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL การสอนนี้ได้ท าการวิจัยต่อยอด มาจาก Problem-based Learning PBL ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสอน แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางซึ่งได้ผลดีในหลายประเทศ เป็นการสอนแบบ Active Learning คือการจัดการสอนให้ ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าแทนที่จะรอรับการบรรยายแบบเดิม ท าให้นักเรียนมีทักษะที่ส าคัญ ดังนี้ 1.ทักษะในการสื่อสาร 2.ทักษะในการท างานเป็นทีม 3.ทักษะการใช้เทคโนโลยี 4.ทักษะการคิดวิเคราะห์ 5.ทักษะความคิดสร้างสรรค์ เหล่านี้คือการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะแห่งอนาคตวารสารนวัตกรรมการเรียนรู้:2558, หน้า 24 ) 2.4.5 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL
รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน หรือ Creativity-Based Learning เป็นวิธีการจัดการเรียนการ สอนโดยมีผู้เรียนเป็นส าคัญ โครงสร้างหลักของการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานพัฒนามาจากโครงสร้างการเรียน การสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) และแนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แบบความคิดแนวขนาน (Parallel Thinking) ของ เอ็ดเวิร์ด เดอร์โบโน ซึ่งเป็นแนวทางการสอนแบบ Active learning คือการจัดการสอน ให้ผู้เรียนตื่นตัว การเรียนการสอนโดยระบบความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน จะช่วยให้ผู้เรียนได้ทักษะที่จ าเป็นต่อ อนาคตเพื่อเตรียมตัวก้าวสู่งานใหม่ที่จะมาถึงท าให้เกิดทักษะส าคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) ทักษะด้านการค้นคว้าหาความรู้ 3) ทักษะด้านการสื่อสาร และ 4) ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์ รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานประกอบด้วย กระบวนการ (Process) และบรรยากาศ (Context) โดยการสร้างแรงบันดาลใจที่ใช้สื่อมัลติมีเดีย ครูเป็นผู้อ านวยการเรียนรู้ การค้นคว้าเรียนรู้ เล่นเกม กระตุ้นความอยากรู้ การสอนและแนะน าแบบตัวต่อตัว การฝึกฝนการตั้งปัญหาและแก้ปัญหารายบุคคล การฝึก การท างานเป็นกลุ่มด้วยโครงงาน การฝึกน าเสนอและวิจารณ์แบบสร้างสรรค์โดยการแข่งขันหลากหลายรูปแบบ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนด้วยการประเมินที่สร้างสรรค์จากผลการวิจัยเรื่องการสอนแบบคิด สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) พบว่า ผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะในการคิด ทักษะในการ น าเสนอ ทักษะในการท างานเป็นกลุ่ม และทักษะในการบริหารเวลา (วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์, 2558: 32) 2.2.4 ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity – based learning) ในทางการ ปฏิบัติ จะประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ คือ ผู้สอนจะกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน โดยใช้สื่อรูปแบบต่าง ๆได้แก่ รูปภาพ คลิป วิดีโอ ข่าว เหตุการณ์ในชีวิตประจ าวัน สิ่งของ และเกมที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนเพื่อ กระตุ้นความคิดของผู้เรียนเกิดความอยากเรียน อยากรู้ อยากค้นหาค าตอบ ขั้นที่ 2 ขั้นตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ คือ ผู้เรียนจะช่วยกันตั้งปัญหาที่ตนเองสงสัยจากสื่อที่ผู้สอนน าเสนอ เมื่อผู้เรียนพบ ปัญหาที่สงสัยแล้วจึงท าการแบ่งกลุ่มตามความสนใจ จ านวนกลุ่มนั้นจะตั้งขึ้นตามจ านวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในเนื้อหาที่เรียน ขั้นที่ 3 ขั้นค้นคว้าและคิด คือ ผู้เรียนในแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดและค้นคว้าหาค าตอบ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้อง โดยผู้สอนจะเดินให้ค าปรึกษาเวลาที่ผู้เรียนมีปัญหาตามกลุ่ม ขั้นที่ 4 ขั้นน าเสนอผลงาน
คือ ผู้เรียนแต่ละกลุ่มน าเสนอชิ้นงานสิ่งที่ได้ไปค้นคว้ามาชั้นเรียน ซึ่งชิ้นงานที่น าเสนอจะมีรูปแบบที่หลากหลาย ตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละกลุ่ม ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล คือ ผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้โดยประเมินจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมการ ท างานกลุ่ม และชิ้นงาน สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 2 ตั้งปัญหาและแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ขั้นที่ 3 ค้นคว้าและคิด ขั้นที่ 4 น าเสนอ ผลงาน และขั้นที่ 5 ประเมินผล ซึ่งวิธีสอนนี้เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning คือ การจัดการ สอนให้ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าที่ผู้สอนต้องค านึงถึงกระบวนการเรียนรู้ บรรยากาศ และบทบาทของผู้เรียนด้วย วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2558ข: 39) 2.2.5 บทบาทการใช้เทคโนโลยีประกอบการสอนในยุคศตวรรษที่ 21 การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจต่อผู้เรียนและเป็น วิธีก ารสอนที่ ส ร้างส รรค์ อีกทั้งปั จจุบัน เทคโนโลยีส ารสนเท ศแล ะก ารสื่อส าร ( Information and Communication Technology : ICT) เข้ามามีบทบาทส าคัญในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการศึกษา ที่เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ ข่าวสารต่าง ๆ สู่ผู้เรียนในศตวรรษที่21 ดังนั้น จ าเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนต้องน าเทคโนโลยีเข้ามาในการจัดการเรียนการสอน เพราะ ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยี เป็นอีกหนึ่งสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน กล่าวคือ เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การ ท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ.2551) 2.2.6 การใช้เกมประกอบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL มงคล หมู่มาก (2548, หน้า 16) ได้สรุปความหมายของเกมด้านทักษะทางภาษา หมายถึง กิจกรรมที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางภาษา ด้วยความสนใจ มีความสนุกสนานในการท ากิจกรรม ร่วมกัน ตามกติกา เงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ก าหนดไว้ฝึกกระบวนการคิด และการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่ เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ สร้างความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน และฝึกความ ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหากครูผู้สอนรู้จักสอดแทรกคุณธรรมกับการเรียนรู้ด้วยเกม แล้วยอมที่จะช่วยส่งเสริม คุณลักษณะที่พึงประสงค์บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดได้
การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBLมีกระบวนการ 8 ข้อ หนึ่งในนั้นคือ การใช้เกมให้มีส่วนใน การเรียนรู้ในห้องเรียน (Game-based Learning) (วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้:2558, หน้า 33 ) รศ.ดร.ประหยัด จิระวรพงศ์ (2555) ได้กล่าวว่าการเรียนรู้โดยใช้เกม (GBL: Games Base Learning) เป็นสื่อในการเรียนรู้แบบหนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสนุกสนานไปพร้อมๆ กับการ ได้รับความรู้ โดยสอดแทรกเนื้อหาทั้งหมดของหลักสูตรนั้นๆ เอาไว้ในเกมและให้ผู้เรียนลงมือเล่นเกมโดยที่ ผู้เรียนจะได้รับความรู้ต่างๆ ของหลักสูตรนั้นผ่านการเล่นเกมนั้นด้วย เช่นเดียวกบ และ รศ ั.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสงได้กล่าวว่า Games BaseLearning ถือเป็ น E-Learning อีกรูปแบบหนึ่งที่ท าให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียนเองบนพื้นฐานแนวคิดที่จะท าให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่สนุกสนาน ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า (Game Based Learning หรือ GBL) เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนรู้ที่ ออกแบบและสอดแทรกเนื้อหาบทเรียนลงไปในเกม ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ลงมือเล่นและฝึก ปฏิบัติในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยในขณะที่ลงมือเล่นผู้เรียนจะได้รับทักษะ และความรู้จากเนื้อหา บทเรียนไปด้วย ขณะที่เล่นเกมมักมีสถานการณ์จ าลองเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน เพื่อให้นักเรียน รู้สึกท้าทายและอยากที่จะเล่น 2.5 การสอนออนไลน์ 2.5.1 รูปแบบการสอนในยุคโควิท-11 การจัดการเรียนการสอนรูปแบบปกติคือ นักเรียนและครูสามารถท าการเรียนการสอนในชั้นเรียน ได้ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)นั้นอยู่ใน ภาวะวิกฤต ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศจึงต้องจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ต่างจากเดิมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและทันต่อสถานการณ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้จ าแนกการ จัดการเรียนการสอนที่ภาวะวิกฤติ5 รูปแบบ ได้แก่ 1. On Site คือให้การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติ มาเรียนตามปกติได้แต่ต้อง ต้องปฏิบัติตามมาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา 2019 หรือกระทรวงสาธารณะสุขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างหรือ ลดจ านวนนักเรียนต่อห้องลง 2. On Air คือการจัดการเรียนการสอนด้วยระบบโทรทัศน์ ใช้สัญญานดาวเทียมของ มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยการออกอากาศผ่าน DLTV เป็นตัวหลักในการกระจายการสอน โดยใช้โรงเรียนวังไกลกังวลเป็นฐานในการ จัดการเรียนการสอน สามารถดูได้ทั้งรายการที่ออกตามตาราง และรายการที่ดูย้อนหลัง
3. Online ครูผู้สอนเป็นผู้จัดการเรียนการสอน ผ่านเครื่องมือที่ทางโรงเรียนกระจายไปสู่ นักเรียนหรืออุปกรณ์ของนักเรียนเอง โดยเป็นการเรียนรู้แบบถ่ายทอดสดผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ ในลักษณะการสื่อสาร 2 ทาง ระหว่างครูและนักเรียนสามารถโต้ตอบได้ ทั้งนี้นักเรียนและครูต้องมีความพร้อมทางด้านอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 4. On Demand การจัดการเรียนการสอนผ่านใช้สื่ออิเลคทรอนิกส์ เป็นการใช้งานผ่าน แอปพลิเคชั่นต่างๆโดยจะเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ที่ครูกับนักเรียนใช้ร่วมกัน อีกทั้งนักเรียน ส าม ารถเรียน รู้ห รือศึกษ าย้อนห ลังได้ต ามต้องก าร ผ่ านท างเว็บไซต์ DLTV (www.dltv.ac.th) ช่อง Youtube (DLTV Channel 1-15) และแอปพลิเคชั่น DLTV บนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เช่นคุณครูส่งลิงค์ยูทูปแก่นักเรียน 5. On Hand การจัดการเรียนการสอนด้วยการน าเอกสารส่งที่บ้าน เป็นการจัดการเรียน การสอนส าหรับนักเรียนที่ไม่มีความพร้อมอุปกรณ์ส าหรับการเรียนการสอนทางไกลใน รูปแบบอื่น โดยการน าหนังสือเรียน แบบฝึกหัด ใบงาน และสื่อการเรียนรู้อื่นๆ ให้แก่ นักเรียนได้เรียนรู้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลช่วยเหลือของผู้ปกครองในขณะเรียนรู้ ส านักงานคณะกรรมการขึ้นพื้นฐาน: 2564 ระบุในหนังสือคู่มือแนวทางการจัดการเรียน การสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2.5.2 รูปแบบการสอนออนไลน์(Online) Online ครูผู้สอนเป็นผู้จัดการเรียนการสอน ผ่านเครื่องมือที่ทางโรงเรียนกระจายไปสู่นักเรียน หรืออุปกรณ์ของนักเรียนเอง โดยเป็นการเรียนรู้แบบถ่ายทอดสดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ในลักษณะ การสื่อสาร 2 ทาง ระหว่างครูและนักเรียนสามารถโต้ตอบได้ ทั้งนี้นักเรียนและครูต้องมีความพร้อม ทางด้านอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจัดการสอนผ่านทางระบบ Video Conference หรือระบบ บริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) ของโรงเรียน (ส านักงานคณะกรรมการขึ้นพื้นฐาน: 2564) ส านักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับส านักงานปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อรองรับ “การศึกษาระบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning Space) และสร้างความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการเรียนการสอนออนไลน์ในระบบเปิด (MOOC) เกิดการ แบ่งปันทรัพยากรสื่อการเรียนรู้ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความหลากหลายสาขาวิชา และสร้างความ ร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาสาขาวิชาเกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาและจัดการเรียนการสอน ออนไลน์ระบบเปิดส าหรับมหาชน และร่วมกันในการพัฒนาระบบกลางในการจัดการเรียนการสอน กระบวนการวัดและประเมินผล มีการจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เข้าเรียนประวัติและผลการเรียน จ นวนหน่วยกิ ตรายวิชาพร้อมทั้งข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง และสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา พัฒนาไปสู่
ความร่วมมือในการเรียนการสอนในหลักสูตรที่มีหน่วยกิต การลงทะเบียนเรียนรายวิชาข้าม สถาบันอุดมศึกษา การถ่ายโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันอุดมศึกษา (โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย, 2559; ส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2563) 2.5.3 รูปแบบการสอน On-hand การจัดการเรียนการสอนด้วยการน าเอกสารส่งที่บ้าน เป็นการจัดการเรียนการสอนส าหรับ นักเรียนที่ไม่มีความพร้อมอุปกรณ์ส าหรับการเรียนการสอนทางไกลในรูปแบบอื่น โดยการน าหนังสือเรียน แบบฝึกหัด ใบงาน และสื่อการเรียนรู้อื่นๆ ให้แก่นักเรียนได้เรียนรู้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลช่วยเหลือของ ผู้ปกครองในขณะเรียนรู้กล่าวได้ว่าครูจัดใบงานให้กับนักเรียน เป็นลักษณะแบบเรียนส าเร็จรูป ให้ นักเรียนรับไปเป็นชุดไปเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน โดยมีครูออกไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว หรือให้ผู้ปกครองท า หน้าที่เป็นครูคอยช่วยเหลือ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้โรงเรียนจะปิดแต่ต้องไม่ หยุดการเรียนรู้โดยจัดการสอนผ่านทางระบบ Video Conference หรือระบบบริหารจัดการเรียนการ สอน (LMS) ของโรงเรียน (ส านักงานคณะกรรมการขึ้นพื้นฐาน: 2564) 2.5.4 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน(Blended learning) การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning สมาคมสโลน (Allen and Seaman, 2005) ได้ ให้ค าจัดความการเรียนแบบผสมผสาน คือ การเรียนที่ผสมการเรียนออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน โดย ที่เนื้อหาส่วนใหญ่ส่งผ่านระบบออนไลน์ ใช้การอภิปรายออนไลน์และมีการพบปะกันในชั้นเรียนบ้าง และมี ส่วนที่น่าสนใจว่าการจัดชั้นเรียนออนไลน์ถือเป็นการส่งผ่านเนื้อหาออนไลน์ เช่นกัน ส าหรับการเรียนในรูป อื่น ๆ อย่างเช่น การเรียนแบบปกติจะไม่มีการส่งผ่านเนื้อหาออนไลน์ การเรียนแบบใช้เว็บช่วยสอนจะมี การส่งผ่านเนื้อหาออนไลน์ร้อยละ 1 – 29 และการเรียนออนไลน์มีการส่งผ่านเนื้อหาร้อยละ 80 – 100 กล่าวได้ว่าการเรียนแบบผสมผสานเป็นการเรียนสองทาง ทั้งในชั้นเรียนและการเรียนในรูปแบบออนไลน์ จากนิยามข้างต้นอาจสรุปได้ว่า Blended leaning หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสาน รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอก ห้องเรียนที่ผู้เรียนผู้สอนไม่เผชิญหน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้ และกิจกรรมเกิดขึ้นจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบ เป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุ เป้าหมายการเรียนรู้เป็นส าคัญ
รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)หมายถึง การผสมผสานวิธีการเรียนการ สอนที่แตกต่างกันในการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน วิธีการ เรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ การเรียนรู้ตามแบบที่ผู้เรียนเลือกเอง การอภิปรายกลุ่มทั้งต่อ หน้าและผ่านเว็บไซต์ การเรียนการสอนด้วยโปรแกรมส าเร็จรูปผ่านระบบอินเทอร์เน็ตผสมผสานกับการ เรียนในชั้นเรียนแบบปกติโดยการใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานในการเรียนรู้อาจมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ สามารถท าให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เช่นเรียนจากเนื้อหาที่ส่งโดยผู้สอนทางอีเลิร์นนิง (e-learning) การ สัมมนาผ่านเว็บไซต์การประชุมทางโทรศัพท์การประชุมสดหรือออนไลน์ที่มีผู้สอนสื่อการสอน เป็นต้น จากการศึกษาวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานในประเทศไทยเช่นปรัชญ นันท์ นิลสุข และปณิตา วรรณพิรุณ (2556: 5-15)พลอยไพลิน ศรีอ่ าดี (2556: 112-115)พัชนี กุล ฑานันท์และคณะ (2554: 81-83) เป็นต้น พบว่า การจัดการเรียนการสอนโดยกระบวนการเรียนรู้แบบ ผสมผสาน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและมีความพึงพอใจในการเรียนเนื่องจากวิธีนี้สอดคล้องกับการ ด ารงชีวิตในปัจจุบัน รวมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้เรียนที่มีความถนัดในการเรียนต่างกันได้ดี การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) การเรียนแบบผสมผสาน (Blended Learning) ตามมโนทัศน์ (Concepts) ที่ก าหนดนั้นจะเป็น ลักษณะของการผสมผสานการเรียนรู้ใน 4 ลักษณะดังต่อไปนี้ (Oliver and Trigwell, 2005) 1. การผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนจากการเรียนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction) ให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ 2. การผสมผสานในรูปแบบหรือวิธีการที่เน้นเชิงวิชาการในการสร้างผลผลิตทางการเรียนรู้ให้ สูงขึ้นโดยปราศจากเทคโนโลยีเพื่อการสอนอื่น ๆ เข้ามาช่วย 3. การผสมผสานรูปแบบวิธีการทางเทคโนโลยีทางการสอนผ่านหลักสูตรเฉพาะและ/หรือการ ฝึกอบรม 4. การผสมผสานเทคโนโลยีการสอนเข้ากับงานปกติ หรือการเรียนตามปกติที่กระท าอยู่ จากบทความข้างต้น สรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานมิใช่การผสมระหว่าง รูปแบบการเรียนออนไลน์และออนแฮนด์หรือการน าแบบฝึกไปเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่เป็นรูปแบบการเรียน ที่ควบคู่ระหว่างการเรียนผ่านเครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์หรืออนไลน์และรูปแบบออนไซต์ On-site หรือการ เรียนในชั้นเรียนที่นักเรียนและครูผู้สอนเจอหน้ากัน 2.5 กระบวนการ E-PLC 2.5.1 นิยาม E-PLC
E” ย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Ethics หมายถึง จรรยาบรรณ หรือจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่ง เป็นมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ก าหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตนซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ผู้รับบริการและสังคมอันจะน ามาซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ “PLC” ย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Professional Learning Community คือ ชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การที่กลุ่มนักการศึกษาได้มาตกลงที่จะร่วมมือกันท างาน โดยใช้การสืบเสาะ และกระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อค้นหาวิธีการที่ดีที่สุดที่จะน ามาจัดให้กับผู้เรียน การท างานดังกล่าวอยู่ บนข้อตกลงเบื้องต้นที่ว่าจะกระท าอย่างต่อเนื่อง และท าให้นักการศึกษาเกิดการเรียนรู้และเชี่ยวชาญจาก การท างานครั้งนี้ร่วมกัน (Richard DuFour สรุปความโดย มนตรี แย้มกสิกร, 2564) ดังนั้น E-PLC จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยการรวมตัวและร่วมเรียนรู้ร่วมกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษาบนพื้นฐาน วัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความส าเร็จหรือประสิทธิผล ของผู้เรียนเป็นส าคัญ และความสุขของการท างานร่วมกันของสมาชิกในชุมชนด้วยความเชื่อว่าการเรียนรู้ ของครูน าไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน 2.5.2 ความหมายของกระบวนการ E-PLC ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์การด าเนินงานกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community : E-PLC) และเป็นโครงการที่จัดท าเพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรม และ"จรรยาบรรณวิชาชีพ"ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเตรียมเข้าสู่วิชาชีพ ทางการศึกษา ที่น าไปสู่การใช้ปฏิบัติในชีวิตประจ าวันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ส านักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2561 ระบุว่าโครงการเสริมสร้างกระบวนการชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (E-PLC) มีหลักการใน การออกแบบระบบปฏิบัติการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูโดยเน้นที่ ประเด็นการเสริมสร้างวินัยใน ตนเองของครูและนิสิตนักศึกษาครูรวมถึงการค านึงถึงการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ ลูกศิษย์คือการ อบรมให้ความรู้ลูกศิษย์ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความรักความเมตตาอดทนที่จะอธิบายให้ลูกศิษย์ที่อาจจะมี ความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันโดยใช้หลักการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพซึ่งมีลักษณะที่ ส าคัญ 5 ประการประกอบด้วย (1) การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน (2) การปฏิบัติที่มีเป้าหมาย ร่วมกันคือ การเรียนรู้ของผู้เรียน (3) การร่วมมือรวมพลังของสมาชิกชุมชนวิชาชีพ (4) การเปิดรับการ ชี้แนะการปฏิบัติและการร่วมเรียนรู้ ณ บริบทจริง (5) การสนทนาที่มุ่งสะท้อนผลการปฏิบัติงานโดยการ
ปฏิบัติการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยใช้ Google classroom application ที่มี บริการอยู่ในระบบ Google app for education 2.5.3 การสร้างทีม E-PLC การสร้างทีม E-PLC ส านักงานเลขาคุรุสภาธิการ : 2564 ระบุในหนังสือคู่มือการด าเนินงาน กิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบ เทคโนโลยีสาระสนเมศ ประกอบไปด้วย 6 บุคคล ได้แก่ครูผู้สอน ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ครูพี่เลี้ยง ผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้ชี่ยวชาญและครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ การสร้างทีม E-PLC โดยในแต่ละทีม มีรายละเอียดการประกอบทีมสมาชิกดังนี้ (1) ครูผู้สอน (Model Teacher) จ านวน ๑ คน ประกอบด้วย (1.1) ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต นักศึกษาครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาชั้นปีที่ 4 (กรณีหลักสูตร 4 ปี) หรือ ชั้นปีที่ 5 (กรณีหลักสูตร 5 ปี) หรือหลักสูตรประกาศนียบัตร บัณฑิตวิชาชีพครู หรือปริญญาโท หรือ (1.2) ครูผู้ช่วย (2) ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) จ านวน 1 – 2 คน ประกอบด้วย (2.1) ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต นักศึกษาครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา อาจจะ เป็นเพื่อนสถาบันเดียวกัน หรือต่างสถาบัน) (2.2) ครูผู้ช่วย (3) ครูพี่เลี้ยง (Mentor) จ านวน ๑ คน (4) ผู้บริหารสถานศึกษา (Administrator) จ านวน 1- 2 คน อาจจะเป็นหัวหน้าระดับชั้น หรือ หัวหน้ากลุ่มสาระ หรือครูอาวุโส หรือผู้อ านวยการ หรือรองผู้อ านวยการ (5) ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) จ านวน 2 – 3 คน ประกอบด้วย (5.1) อาจารย์นิเทศก์ จากสถาบันอุดมศึกษา จ านวน ๑ – ๒ คน (5.2) ศึกษานิเทศก์ จ านวน 1 คน (6) ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ (Inspirator) จ านวน 1 คน เช่น ครูผู้เคยได้รับรางวัลของคุรุสภา หรือครูต้นแบบ หรือครูผู้ได้รับรางวัลจากหน่วยงานอื่น ๆ 2.5.4 ขั้นตอนของกระบวนการ E-PLC ขั้นตอนในการด าเนินงานประกอบด้วย 9 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ก าหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ (Learning outcome) ในด้านการปฏิบัติตาม
เป้าหมายจรรยาบรรณวิชาชีพครูโดยจะด าเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 วงรอบของกาปฏิบัติการด้วย กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) นิสิตนักศึกษาครูเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีการบูรณาการการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ วิชาชีพโดยจะต้องสะท้อนให้นิสิตนักศึกษาครูได้เข้าใจแนวการปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งมอบบริการที่ดีที่สุด ให้กับลูกศิษย์ 3) การวิพากษ์แผนการจัดการเรียนรู้โดยนิสิตจะต้องส่งแผนการจัดการเรียนรู้เข้าไปในระบบ Google Classroom จากนั้นสมาชิกทุกคนที่อยู่ในวงของ PLC ทุกคนจะต้องอ่านศึกษาท าความเข้าใจอย่าง ละเอียดแล้วสะท้อนคิดต่อแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวว่ามีร่องรอยของการที่จะน าไปสู่การปฏิบัติที่แสดง ถึงการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกศิษย์อย่างไรโดยทุกคนจะต้องเสนอแนะวิพากษ์ผ่านระบบ Google doc 4) การสรุปข้อเสนอแนะข้อวิพากษ์ต่อแผนการจัดการเรียนรู้ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องน ากลับไป ปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอให้สมาชิกในทีมทุกคนได้รับทราบอย่างทั่วถึง 5) การน าแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปปฏิบัติการสอนจริงในห้องเรียนโดยมีครูพี่ เลี้ยงอาจารย์นิเทศก์เพื่อนนิสิตนักศึกษาผู้บริหาร โรงเรียนอย่างน้อย 1-2 คนเข้าห้องสังเกตการจัดการ เรียนรู้. ระหว่างการสอนจริงในชั้นเรียนรวมถึงจะต้องมีเพื่อนถ่ายท าวิดีทัศน์ระหว่างการจัดการเรียนรู้ด้วย โดยการถ่ายท าจะต้องถ่ายภาพให้เห็นการปฏิบัติของนิสิตนักศึกษาครูและปฏิกิริยานักเรียนที่ส าคัญและ จะต้องสามารถใช้เป็นตัวแทนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมดของแผนนั้นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงที่ สะท้อนให้เห็นถึงการที่นิสิตนักศึกษาครูมีวินัยในตนเองของครูและการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกศิษย์ 6) การน าวิดีทัศน์การจัดการเรียนรู้ไป Post ในระบบ YouTube หรือน าเข้าสู่ Google driveแล้ว ให้น าLink ของวิดีทัศน์มาส่งในระบบ Google classroom ที่ Assignment 7) การสะท้อนผลการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ (1) สิ่งที่เป็นผลการเรียนรู้ที่คาดหวังสุดท้าย (2) นักเรียน เกิดการเรียนรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ (3) จะช่วยเหลือนักเรียนที่ยังไม่สามารถเรียนรู้หรือบรรลุตาม เป้าหมายการเรียนรู้ได้นั้นได้อย่างไรและ (4) นิสิตนักศึกษาครูได้แสดงออกถึงความพยายามในการส่งเสริม นักเรียนที่บรรลุเป้าหมายการเรียนรู้แล้วให้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ได้อย่างไรโดยต้องสะท้อนผลร่วมกัน ภายใต้หลักการแห่งวิชาชีพครูและน าเสนอการสะท้อนคิดแบบกัลยาณมิตร 8) นิสิตนักศึกษาครูจะต้องท าหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นที่สมาชิกในทีมได้ให้ความเห็นมาสรุปเป็น ภาพรวมของผลการสะท้อนคิดส าหรับการด าเนินการกระบวนการชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพวงรอบที่ 1 9) การด าเนินการปฏิบัติการใหม่วงรอบที่ 2 วงรอบที่ 3 กระท าซ้ าในลักษณะเดิมโดยน าข้อ ความเห็นที่ได้จากสมาชิกในทีมมาเป็นข้อมูลในการออกแบบแผนการปฏิบัติการรอบใหม่ (ส านักงาน เลขาธิการคุรุสภา, 2561) ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาปัจจัยที่ส่งเสริมและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อ
การด าเนินงานชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพฯ และประเมินประสิทธิผลของกระบวนการชุมชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชีพฯตลอดจนสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับการผลิตและพัฒนาครูสามารถใช้สารสนเทศที่ได้จากการวิจัยไปเป็นแนวทางในการด าเนินงานชุมชนแห่ง การเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพให้แก่นิสิตครูและครูประจ าการต่อไป 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการสอนค าศัพท์ในประเทศและต่างประเทศ 2.3.1 งานวิจัยในประเทศ งานวิจัยของมงคล เรียงณรงค์ (2557: 177) เรื่อง การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส21103 สังคมศึกษา2 ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักเรียนจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน นักเรียน ร้อยละ 83.33 ผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 78.00 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ เกษมณี ลาปะ (2559: 160) เรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดย ใช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สังคมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนร้อยละ 79.17 มี คะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ คิดเป็น ร้อยละ 79.17 ขึ้นไป และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนร้อยละ 83.33 มีคะแนนเฉลี่ยผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 73.75 ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2557ข: 39) ได้พัฒนารูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativitybased learning) จากผลการวิจัยเรื่องการสอนแบบคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) พบว่า ผู้เรียนมีการ พัฒนาทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ ทักษะในการคิด ทักษะในการน าเสนอ ทักษะในการท างานเป็นกลุ่ม และทักษะในการบริหารเวลา รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานประกอบด้วย กระบวนการและ บรรยากาศ โดยกระบวนการจะต้องมีการสร้างแรงบันดาลใจจากสื่อมัลติมีเดีย ผู้สอนต้องเป็นผู้อ านวยการ เรียนรู้ในการค้นคว้าเรียนรู้ และกระตุ้นความอยากรู้ สอนแบบแนะน าตัวต่อตัว ฝึกฝนการตั้งปัญหาและ แก้ปัญหารายบุคคล ฝึกการท างานเป็นกลุ่มด้วยโครงงานฝึกน าเสนอและวิจารณ์แบบสร้างสรรค์โดยการ แข่งขันหลากหลายรูปแบบ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการเรียนด้วยการประเมินที่สร้างสรรค์ มงคล หมู่มาก (2548, หน้า 16) ได้สรุปความหมายของเกมด้านทักษะทางภาษา หมายถึง กิจกรรมที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางภาษา ด้วยความสนใจ มีความสนุกสนานในการท ากิจกรรม ร่วมกัน ตามกติกา เงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ก าหนดไว้ฝึกกระบวนการคิด และการตัดสินใจในการแก้ปัญหาที่
เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ สร้างความมีระเบียบวินัย ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน และฝึกความ ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหากครูผู้สอนรู้จักสอดแทรกคุณธรรมกับการเรียนรู้ด้วยเกม แล้วยอมที่จะช่วยส่งเสริม คุณลักษณะที่พึงประสงค์บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ก าหนดได้ กระทรวงศึกษาธิการ (2544, หน้า132) ได้กล่าวว่าการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเป็นการจัดการ เรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญจัดล าดับการเรียนรู้เป็นขั้นตอนตาม กระบวนการใช้ความคิดของผู้เรียน โดยเริ่มจากการฟังไปสู่การพูด การอ่าน การจับใจความส าคัญ ท า ความเข้าใจ จดจ าแล้วน าสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จากแนวคิดของการสอนการสื่อสาร มีเป้าหมายให้ผู้เรียนมี ความสามารถในการสื่อสารได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นหลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการ เรียนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญวิธีการสอนภาษาจะเน้นพัฒนาการความสามารถของผู้เรียนในการใช้ภาษา ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่เป็นจริงมากที่สุด 2.3.2 งานวิจัยต่างประเทศ ฮาร์เมอร์ (Harmer.1983:44-45) กล่าวว่าในการ จัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร อาจารย์ผู้สอนควร จัดกิจกรรมที่ท าให้นักเรียนเห็นความส าคัญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร นักเรียนได้มีโอกาสใช้ภาษาได้ หลายรูปแบบ มีอิสระในการเลือกใช้ภาษา นอกจากนี้ กุสุมา ล่านุ้ย (2532: 22) ได้กล่าวสนับสนุนว่า กิจกรรมที่ดีต้องน่าสนใจและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน ไม่ง่ายจนเกินไปเพราะจะท าให้นักเรียนเกิด ความเบื่อหน่ายหรือกิจกรรมไม่ท้าทาย กิจกรรมที่ยากเกินไปท าให้นักเรียนไม่อยากท าเพราะท าแล้วไม่ ประสบความส าเร็จ เกิดความท้อแท้ กิจกรรมที่ใช้จึงควรเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียน ได้ใช้ภาษา ในการสื่อสารมากที่สุด มีความสนุกมีขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจง่ายส่งผลให้นักศึกษา กล้าคิดกล้าท า กล้าแสดงออก Chu (2006) ได้วิจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้จากองค์ประกอบส าคัญของสื่อ มัลติมีเดียที่มีผลต่อความจ าและความสามารถในแก้ไขปัญหาของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาภาควิชา MIS ชาวไต้หวัน จ านวน 224 คน โดยการแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ใช้ สื่อมัลติมีเดียที่มีข้อความตัวอักษรและภาพเคลื่อนไหวให้น าเสนอพร้อมกัน ส่วนกลุ่มที่ 2 ใช้สื่อมัลติมีเดียที่ ใช้ข้อความตัวอักษรและภาพเคลื่อนไหวน าเสนอแบบเรียงล าดับ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีผลความ แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ด้านความจ าและการแก้ไขปัญหา ซึ่งผลคือ การแยกสื่อข้อความ ตัวอักษรกับภาพเคลื่อนไหวน าเสนอแบบเรียงล าดับนั้น มีผลต่อความจ าใน การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ต่ าลง ส่วนกลุ่มที่ใช้สื่อมัลติมีเดียที่มีข้อความตัวอักษรและภาพเคลื่อนไหวให้น าเสนอพร้อมกันสามารถส่ง ผลสัมฤทธิ์ของความจ าและคะแนนการแก้ปัญหาของผู้เรียนได้ดีกว่า
Darrell and Paul (2008) ได้วิจัย เรื่อง การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มา ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาวิทยาลัย 2,000 คน โดยการสุ่มตัวอย่างจากฐานข้อมูลแบบสอบถามประสบการณ์นักศึกษาวิทยาลัยปี 2546 ผลการเรียนรู้ ของนักเรียนประกอบด้วยการวัดผล 4 แบบ ได้แก่ 1) การพัฒนาส่วนบุคคลและสังคม 2) การได้รับ การศึกษาโดยทั่วไป 3) การพัฒนาด้านสติปัญญา 4) ผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ การเตรียมอาชีพ หลังจากการควบคุมตัวแปรของนักเรียนแล้ว ผลการวิจัยพบว่า การใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ สามารถส่งเสริมการเรียนของผู้เรียนได้ดีกว่าตัวแปรพื้นฐานของนักเรียน นอกจากนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นการใช้เทคโนโลยีช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งตัวแปร ด้านเทคโนโลยีที่ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนดีขึ้นถึง 4-7 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ตัวแปรภูมิ หลังของผู้เรียนมีผลต่อการเรียนเพียง 0.03-2 เปอร์เซ็นต์ผลการวิจัยอาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ ชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียนในการศึกษา ขั้นสูงในชั้นเรียนเพื่อประสิทธิผลที่ดีที่สุด ควรให้สื่อมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือใช้สื่อเป็น เครื่องมือในการเรียนรู้ร่วมกับการเรียนแบบปกติ จากการศึกษางานวิจัยในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน แสดงให้เห็นว่า ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL มีบทบาทส าคัญต่อการ สอน ที่ผู้วิจัยหลายคนน ามาใช้สามารถพัฒนาให้ผู้เรียนตื่นตัวเกิดการเรียนรู้ อีกทั้งการสอนแบบออนไลน์ โดนใช้สื่อต่าง ๆยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนของนักเรียนให้เข้าใจบทเรียนที่เรียนนั้นได้ อย่างรวดเร็ว และจดจ าบทเรียนได้นานมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น สื่อมัลติมีเดียที่มีประสิทธิภาพจะน ามาใช้ได้จริงในห้องเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน และเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างดี นอกจากนี้จัดกิจกรรมที่หลากหลาย มี กิจกรรมที่สนุก ดึงดูดใจนักเรียนเพื่อส่งเสริมการสื่อสารและฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษยังสามารถเปิด โอกาสให้นักเรียน ได้ใช้ภาษาในการสื่อสารมากที่สุด มีความสนุกมีขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจง่ายส่งผล ให้นักเรียน กล้าคิดกล้าท ากล้าแสดงออก ผู้วิจัยจึงสนใจน ากิจกรรมฝึกทักษะการพูดต่าง ๆ และการสอน ในรูปแบบออนไลน์รวมถึงการใช้สื่อมัลติมิเดีย เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานเป็นหลัก
3.วิธีด าเนินการ การวิจัยนี้ผู้วิจัยมุ่งที่จะศึกษาการพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านรูปแบบการสอนแบบผสมผสานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ซึ่ง มีการด าเนินงานเป็นขั้นตอนตามกระบวนการ E-PLC ดังนี้ 1. มีการจัดตั้งทีม E-PLC โดยมีครูผู้สอน (Model Teacher) ครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูพี่ เลี้ยง (Mentor) ผู้บริหารสถานศึกษา (Administrator) และอาจารย์นิเทศก์ (Expert) 2. วิเคราะห์จากการทดลองสอนออนไลน์ครั้งแรกก่อนท ากระบวนการ E-PLC 3. การท างานร่วมกับทีมเพื่อออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง Food and drinks โดยใช้การจัดการ สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ซึ่งแผนแต่ละหน่วยประกอบด้วย 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3. สาระการเรียนรู้ 4. กิจกรรมการเรียนรู้ 5. สื่อการเรียนการสอน 6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตารางที่ 3.1 แบบแผนการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ ชั่วโมง หมวดค าศัพท์ ประโยค วงรอบที่ 1 เรื่องMy garden, 1 ทดสอบประโยคก่อนเรียน (Fruit, Food, Drinks) Hello, how are you? What fruit do you like most? Do you like……….? What is your favorite food/drinks? Nice to meet you 2 (Fruit) What fruit do you like most? I like………. /I don’ like………….
วงรอบที่ 2 เรื่องBirthday party 3 (Fruit and Food) Do you like…….? Yes, I do. /No, I don’t วงรอบที่ 3 เรื่อง My favorite dish 4 (Food and Drinks) What is your favorite food/drinks? My favorite food is………………………… My favorite drinks is…………………………. 5 ทดสอบประโยคหลังเรียน (Fruit, Food, Drinks) Hello, how are you? What fruit do you like most? Do you like……….? What is your favorite food/drinks? Nice to meet you 4. น าแผนการสอนที่สร้างเรียบร้อยแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยมีครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูพี่เลี้ยง (Mentor) และอาจารย์นิเทศก์ (Expert) สังเกตตรวจสอบการสอนของครูผู้สอน (Model Teacher) เพื่อปรับปรุงแก้ไข 5. การประชุมสะท้อนคิดหลังเปิดชั้นเรียน โดยมีครูเพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูพี่เลี้ยง (Mentor) และ อาจารย์นิเทศก์ (Expert) เพื่อปรับปรุงครูผู้สอนให้ดีขึ้นและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วงรอบต่อไป 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยไปด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมค าศัพท์ประกอบการสอนโดยใช้กระบวนการ E-PLC จ านวน 3 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนเกี่ยวกับการใช้ประโยคอย่าง่ายตามแบบฝึกพัฒนา ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS จ านวน 1 ชุด มีทั้งหมด10 ข้อ โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนเรียนและหลังเรียนจะสอบถามเกี่ยวกับค าถามที่เป็น ประโยคอย่างง่ายที่สามารถ ประกอบไปด้วย 10 ประโยคค าถามหลัก คือ ลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า มี 3 ระดับซึ่งจะท าการวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษ แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาโดยมีความหมายของแต่ละระดับดังนี้ 3 หมายถึง ปฏิบัติระดับมากที่สุด
2 หมายถึง ปฏิบัติระดับปานกลาง 1 หมายถึง ปฏิบัติระดับน้อยที่สุด 3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ CBL จ านวน 1 ชุด มีทั้งหมด 10 ข้อ โดยแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ CBL แก่นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ด้านความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ด้านความสนุกและความสุขในการเรียน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า มี 5 ระดับซึ่งจะท าการวัดระดับ สภาพการด าเนินการจัดการ เรียนการสอนแบบ CBL แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตาโดยมี ความหมายของแต่ละระดับดังนี้ 5 หมายถึง ปฏิบัติระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ปฏิบัติระดับมากที่สุด 3 หมายถึง ปฏิบัติระดับปานกลาง 2 หมายถึง ปฏิบัติระดับน้อย 1 หมายถึง ปฏิบัติระดับน้อยที่สุด และมีข้อย่อย ตอนที่ 2 แบบสอบถามปลายเปิด เกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะอื่นๆต่อครูและ การจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ 4. แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS(Simple sentences for Communicate in Real Life Situations) 3.1.1 การพัฒนาและหาคุณภาพเครื่องมือ 1. ศึกษาหลักสูตรกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้
2. วิเคราะห์หลักสูตรและศึกษาเนื้อหา โดยท าความเข้าใจมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 รวมทั้งแนวคิด ขอบเขตของกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาเป็นกรอบ ในการท าแผนการจัดการเรียนรู้ 3. เขียนแผนการจัดการเรียนรู้จ านวน 3 แผน เรื่อง Food and Drinks และสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนเกี่ยวกับประโยคเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน สร้างแบบฝึกหัด ป ระโยคเพื่ อก า รสื่ อ ส า รใน ชี วิตป ระจ าวัน SCS(Simple sentences for Communicate in Real Life Situations)สร้างสื่อการสอนวิดีโอ จัดสรรเกมออนไลน์ Wheel of name , Crossword จัดหาวิดิโอในยูทูป ประกอบการสอน จัดท า Padlet เพื่อบันทึกผลงานการบ้านของนักเรียน จัดท าเนื้อหาสรุปบทเรียนการใช้ประโยค ทาง TikTok และสร้างแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เกมค าศัพท์ภาษาอังกฤษ 4. น าแผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ เกม สื่อการสอนวิดีโอ และแบบประเมินความพึงพอใจให้ สมาชิกทีม E-PLC ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย 5. ปรับปรุงนวัตกรรมตามข้อเสนอแนะของสมาชิกทีม E-PLC ให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง 6. ทดลองจัดการเรียนการสอนและใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นกับกลุ่มตัวอย่าง 7. ทดสอบหลังเรียนเมื่อได้จัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการและนวัตกรรมที่สร้างขึ้น 8. วิเคราะห์ผลโดยใช้สถิติพื้นฐาน 3.2 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ได้แบ่งการวิเคราะห์ตามล าดับ ดังนี้ 3.2.1 การทดสอบเปรียบเทียบคะแนนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังเรียนเกี่ยวกับการใช้ประโยคอย่าง่าย ตามแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS โดยใช้ Rubric Scoring และหาค่าที (ttest dependent) เปรียบเทียบคะแนนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้โดยก าหนดระดับนัยส าคัญที่ระดับ .05 3.2.2 การวิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอน แบบ CBL แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา 3.3 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.3.1 การทดสอบเปรียบเทียบคะแนนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังเรียนเกี่ยวกับการใช้ประโยคอย่าง่าย ตามแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS โดยใช้ Rubric Scoring และหาค่าที (t-
test dependent) เปรียบเทียบคะแนนของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้โดยก าหนดระดับนัยส าคัญที่ระดับ .05 ผู้วิจัยเลือกใช้Analytic Rubrics เป็นเกณฑ์การให้คะแนนที่แยกส่วนหรือองค์ประกอบคุณลักษณะของ ผลงานหรือกระบวนการ แล้วน าแต่ละส่วนหรือองค์ประกอบของคุณลักษณะมารวมกันเป็นคะแนนรวม ผู้วิจัยจะต้องตัดสินคุณภาพของผลงานหรือกระบวนการปฏิบัติงานของผู้เรียนแต่ละคนที่มีระดับที่แตกต่าง กันหลายระดับ ระดับที่แตกต่างกันอาจจะเป็นระดับคุณภาพของชิ้นงานที่ได้สร้างขึ้น หรือระดับของกระบวนการ ต่าง ๆ ที่ผู้เรียนแต่ละคนได้ใช้เพื่อให้เกิดผลงาน (ฉัตรศิริ ปิยะพิมลสิทธิ์. ออนไลน์) ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมค านวณการวิจัยชั้นเรียน โดยด าเนินการวิเคราะห์ดังนี้ สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1. ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนน โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด. 2545: 101) เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จ านวนคนในกลุ่ม 2. การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด. 2545:103) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จ านวนคะแนนในกลุ่ม แทน ผลรวม 3. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบ ค่าที (t – test) โดยใช้สูตร (ผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546 :179) เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤตเพื่อทราบนัยส าคัญ
D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่คะแนน แทน ผลรวม 3.2.2 การวิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอน แบบ CBL แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา แบบสอบถามตอนที่ 1 วิเคราะห์หาระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ ที่มีต่อสภาพการด าเนินการจัดการเรียน การสอนแบบ CBL แบบสอบถามตอนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้การวัดเชิง คุณภาพ เพื่อนน ามาประกอบการอภิปรายผลในการศึกษาค้นคว้า โดยค านวณหาค่าเฉลี่ย (μ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) ของข้อมูลเกี่ยวกับ แบบสอบถามความพึง พอใจเกี่ยวกับสภาพการด าเนินการจัดการเรียนการสอนแบบ CBL แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา ซึ่งสอบถามด้านต่าง ๆ 5 ด้าน โดยให้คะแนน ตามเกณฑ์ของครอนบาค (Cronbach, 1990 : 126-127 อ้างถึงในดลมนรรจน์ บากา และ เกษตรชัย และหีม, 2548 : 82 ) โดย แบ่งช่วงของค่าตัวกลางเลขคณิต 5 กลุ่ม ในการแปลความหมาย ดังนี้ คือ 0.00 -1.50 หมายถึง ปฏิบัติระดับ น้อยที่สุด 1.51 – 2.50 หมายถึง ปฏิบัติระดับ น้อย 2.51 – 3.50 หมายถึง ปฏิบัติระดับ ปานกลาง 3.51 – 4.50 หมายถึง ปฏิบัติระดับ มาก 4.51 – 5.00 หมายถึง ปฏิบัติระดับ มากที่สุด และแบบสอบถามข้อย่อยตอนที่ 2 แบบสอบถามปลายเปิด เกี่ยวกับ ข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะอื่นๆต่อ ครูและการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยวิธีการสังเคราะห์ความคิดเห็นที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน เพื่อน ามาประกอบการอภิปรายผล
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่องการพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้ง ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคใน แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอน แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งออกแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผล ก่อนเรียนและหลังเรียน มีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา จังหวัดปัตตานี จ านวน 8 คน ผู้วิจัยได้น าเสนอผลวิเคราะห์ข้อมูล ดังต่อไปนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยวิดีโอฝึกเสริมทักษะ ผู้วิจัยได้ใช้ สัญลักษณ์ต่าง ๆในการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย S.D แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน กลุ่มตัวอย่าง t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบ 4.2 ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 แสดงคะแนนความแตกต่างก่อนและหลังเรียน ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนความแตกต่างของนักเรียนชั้น ป.5/1โดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนและหลังเรียน ตารางที่ 3 ศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องมือเสริมทักษะทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวัน SCS ของผู้ทรงคุณวุฒิต่อนวัตกรรม ตารางที่ 4 ศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้ แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับดังต่อไปนี้ ตารางที่ 1 ตารางแสดงคะแนนความแตกต่างก่อนและหลังเรียน ตารางที่4.1 แสดงคะแนนความแตกต่างของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนและหลังเรียน ที่ ชื่อ-สกุล คะแนน สอบก่อน เรียน คะแนน สอบหลัง เรียน คะแนน ความก้าวหน้า สรุปผลการ ประเมิน 10 10 ผ่าน ไม่ผ่าน 1 เด็กหญิงนิฟาตีมะห์ บาเหะ 3 7 +4 2 เด็กหญิงนินัจวา ลาเต๊ะ 3 7 +4 3 เด็กหญิงนิตัสนิม กาหลง 5 10 +4 4 เด็กหญิงตัสนิม คางา 5 10 +5 5 เด็กหญิงนิอาแอเซาะห์ จ ารูญศิลป์ 4 9 +4 6 เด็กหญิงนูรอามาณีย์ดือระ 4 8 +4 7 เด็กหญิงนูรฟาชาร์เจ๊ะเหม 3 8 +5 8 เด็กหญิงซอลีฮะห์ สุหลง 4 9 +4 ̅ 3.8 8.5 +4.7 S.D. 0.68 1.19 จากตารางที่ 4.1 แสดงให้เห็นว่าผลการท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของการใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 เรื่อง Food and Drinks กลุ่มเป้าหมายมีคะแนนก่อนเรียนสูงสุด 5 คะแนน และคะแนนต่ าสุดคือ 3 คะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยจาก การท าแบบทดสอบก่อนเรียนอยู่ที่ 3.8 ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 0.68 และคะแนนเฉลี่ยจาก การท าแบบทดสอบหลังเรียนอยู่ที่ 8.5 ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 1.19 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5/1
ตารางที่ 4.2 ตารางแสดงคะแนนค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบนเบี่ยงมาตรฐาน t-test และค่า Sig. ที่ได้จากการท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการพูดก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 การทดสอบ N คะแนนเต็ม ̅ S.D. T-test Sig (2-detailed) ก่อนเรียน 8 10 3.8 0.68 0.0000 หลังเรียน 8 10 8.5 1.19 จากตารางที่ 4.2 แสดงให้เห็นว่าคะแนนแบบทดสอบวัดผลทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดย ทดสอบค่า (t-test Dependent sample) มีค่าเฉลี่ยหลังเรียน = 8.5 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนหลังเรียน คือ 1.19 ส่วนค่าเฉลี่ยก่อนเรียน = 3.8 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนคือ 0.68 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ พูดก่อนและหลังเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ที่ได้รับการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์ เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษในชีวิตประจ าวัน SCSหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐาน ตารางที่ 4.3 ตารางวิเคราะห์ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อนวัตกรรม จุดประสงค์ ผลการพิจารณาของ ผู้เชี่ยวชาญ (คนที่) รวม ดัชนีความ สอดคล้อง ผลการ พิจารณา 1 2 3 1. เนื้อหาความสอดคล้องเหมาะสมกับหลักสูตร 0 +1 +1 2 0.66 ใช้ได้ 2.ความสอดคล้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน +1 +1 0 2 0.66 ใช้ได้ 3.ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพ ปัจจุบันและปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4.ความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 5.ความเหมาะสมของเนื้อหา 0 +1 +1 2 0.66 ใช้ได้ 6.เครื่องมือสามารถพัฒนาการพูดภาษาอังกฤษ ได้ดียิ่งขึ้น +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7.สีสันสดใสน่าดึงดูดของสื่อ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้
จากตารางที่ 4.3 พบว่าความเหมาะสมของการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ ในชีวิตประจ าวัน SCS ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสม ตารางที่ 4.4 ศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึก พัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้แบบ ประเมินความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระดับความพึงพอใจ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับความพึงพอใจ 4 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ระดับความพึงพอใจ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง ระดับความพึงพอใจ 2 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อย ระดับความพึงพอใจ 1 หมายถึง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด รายการประเมิน ระดับความเหมาะสม 5 4 3 2 1 ด้านการจัดการเรียนการสอน 1. รูปแบบการสอนน่าสนใจ กระตุ้นให้อยากพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น 2. ใช้สื่อเทคโนโลยี มีการแบ่งกลุ่ม ใช้เกมและกิจกรรมประกอบการสอน ด้านการพัฒนาทักษะการสื่อสาร 3. เรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ๆเพื่อใช้ในการสื่อสารและโต้ตอบได้ 4. เนื้อหาในกิจกรรมการฝึกพูดเป็นประโยคอย่างง่ายที่สามารน าไปใช้ใน ชีวิตประจ าวันได้จริง 5. ประโยคที่ใช้ในการสอนส่งเสริมให้เข้าใจในการพูดได้รวดเร็วขึ้น ด้านความมั่นใจในการพูด 6. มีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ด้านแบบฝึก 7. แบบฝึกที่ต้องอัดวิดิโอพูดช่วยให้พัฒนาพูดภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น 8.แบบฝึกมีการจัดวางเนื้อหาอย่างเหมาะสม ไม่ยากเกินไปและไม่ง่ายเกินไป ด้านความสนุกและความสุขในการเรียน 9. นักเรียนชอบภาษาอังกฤษมากขึ้นจากเดิมที่ไม่ชอบหรือกลัว 10. นักเรียนรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้เรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ตารางที่ 4.4 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความพึงพอใจของการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 เฉลี่ยในระดับที่ ดีมาก บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการพัฒนาการพูดเพื่อการสื่อสารตามสถานการณ์จริงใน ชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านรูปแบบการสอนออนไลน์ และกระบวนการ E-PLC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา จังหวัดมีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษา เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคในแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS 2.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการใช้แบบฝึกพัฒนา ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยกลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จ านวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ในการการวิจัยประกอบด้วย (1) แผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านกระบวนการ EPLC จ านวน 3 แผน (2) แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคในแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS (3) แบบ ฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS จ านวน 1 ชุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าดัชนีความเที่ยงตรง (Validity) ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้โดยใช้ดัชนีความ สอดคล้องตรงตามความเป็นจริงที่ต้องการวัด โดยพิจารณาจากความเหมาะสมหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item – Objective Congruence: IOC) ค านวณได้จากสูตร ผู้วิจัยได้สรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 1. แสดงให้เห็นว่าผลการท าแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการสื่อสารภาษาอังกฤษทั้ง ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคใน แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS กลุ่มเป้าหมายมีคะแนนก่อนเรียนสูงสุด 6 คะแนน และคะแนนต่ าสุดคือ 2 คะแนน ซึ่ง คะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบก่อนเรียนอยู่ที่ 3.8 ส่วนค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 0.68 และคะแนนเฉลี่ยจากการท าแบบทดสอบหลังเรียนอยู่ที่ 8.5 ส่วนค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนมีค่า เท่ากับ 1.19 สรุปได้ว่า ผลการวิเคราะห์คะแนนแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทักษะ การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ประโยคในแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการ
สื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา มีประการพัฒนาขึ้นตามเกณฑ์การประเมินในการจัดการ เรียนรู้ 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 1. การพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารให้กับนักเรียนชั้นป.5/1 โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา หลังจากมี การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและใช้โครงสร้างประโยคจากแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารใน ชีวิตประจ าวัน SCS ตามขั้นตอน พบว่าวิธีดังกล่าวท าให้กลุ่มเป้าหมายที่ผู้วิจัยได้ท าการทดลองในการท าวิจัยครั้งนี้ สามารถพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ดีขึ้น นักเรียนสามารถสื่อสารประโยคอย่างง่ายและ โต้ตอบในสถานการจริงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยังสามารถเรียนรู้ค าศัพท์เพื่อต่อยอดในการพูด เสมือนเป็นคลัง ค าศัพท์ที่น าไปใช้ในสถานการณ์ทั่วไปได้ซึ่งสอดคล้องสุมิตรา อังวัฒนกุล (2540, หน้า 34) การสอนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารเป็นการเรียนการสอนที่ไม่ได้ให้ผู้เรียนเรียนรู้เฉพาะรูปแบบหรือโครงสร้างทางภาษาเท่านั้น แต่เป็น การมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถน าความรู้ไปใช้ได้จริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน อีกด้วย กล่าวได้ว่า ความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกคน แสดงให้เห็นว่า วิธีการสอนควบคู่กับการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS สามารถส่งเสริมการ การพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ดีขึ้นโดยเฉพาะผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจการพูด ไม่สามารถสื่อสารประโยค เบื้องต้นอย่างง่าย เช่น What fruit do you like? เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ไม่สามารถสื่อสาร ประโยคอย่างง่ายที่ใช้ในชีวิตประจ าวันและมีทักษะการพูดโต้ตอบในระดับอ่อนมาก แต่เมื่อผ่านการจัดการเรียน การสอนควบคู่กับประโยคในแบบฝึกพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน SCS แล้วก็พบว่า นักเรียนสื่อสารได้ผ่านเกณฑ์ตามที่ได้ตั้งไว้ก่อน อีกทั้งหนึ่งวิธีการฝึกการสื่อสารที่ปรากกฏใน SCS นั้นคือ การอัดวิดิ โอสั้น ๆ ตามโครงสร้างประโยคในแบบฝึก ท าให้นักเรียนสามารถฝึกการออกเสียง อารมณ์ร่วมในขณะที่พูดและ ส่งเสริมความเข้าใจในประโยคที่พูด ฮาร์เมอร์ (Harmer.1983:44-45)กล่าวว่าในการ จัดกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร อาจารย์ผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่ท าให้นักเรียนเห็นความส าคัญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร นักเรียนได้มีโอกาสใช้ ภาษาได้หลายรูปแบบ ส าหรับกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมการวิจัย ในครั้งนี้มีปัญหาที่พบคือ นักเรียนไม่ส่งวิดิโอตามเวลาที่ ก าหนดไว้ แต่ครูผู้สอนต้องให้ก าลังใจและติดตาม คอยกระตุ้นผู้เรียนให้ส่งวิดิโออยู่เสมอ 2. การจัดการเรียนสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) เป็นวิธีการที่สามารถส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้ และทักษะส าคัญไปพร้อม ๆ กัน โดยรูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานมีกระบวนการ (Process) และ บรรยากาศ (Context) ที่ตอบโจทย์ต่อการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออน์ไลน์อีกทั้งสามารถสร้างเสริมทักษะ ด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์การค้นหาความรู้ และการใช้เกมหรือสื่อมัลติมีเดียเป็นแรงจูงใจ โดยมีครูเป็น เพียงผู้อ านวยการเรียนรู้ ผู้วิจัยสังเกตเห็นได้ชัดจากการท าวิจัยครั้งนี้ว่ารูปแบบการสอนสร้างสรรค์เป็นฐาน สามารถส่งเสริมความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษมากขึ้น นักเรียนเกิดแรงกระตุ้นและอยากเรียนรู้มากขึ้นเมื่อ
ใช้สื่อหรือแฟลตฟอร์มต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอน ทั้งเกมออนไลน์ สื่อวิดิโอ แฟลตฟอร์มTik-Tok Padlet และบัตรค าออนไลน์จากPPT จากที่นักเรียนขาดความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษ กลัวภาษาอังกฤษกลับ กลายเป็นวิชาที่นักเรียนสนุก อยากเรียนรู้และชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น อีกทั้งกระบวนการ CBL ที่ประเมิน นักเรียนจากสมรรถนของนักเรียนเอง ท าให้นักเรียนสามารถมองเห็นถึงพัฒนาการการพูดภาษาอังกฤษของตนเอง และกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งวิธีการสอนดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning ตามที่วิริยะ ฤๅชัยพาณิชย์ (2558ข: 39) ได้ระบุว่าการจัดการสอนสร้างสรรค์เป็นฐานต้องท าให้ ผู้เรียนตื่นตัวในการค้นคว้าที่ผู้สอนต้องค านึงถึงกระบวนการเรียนรู้ บรรยากาศ และบทบาทของผู้เรียน ผู้วิจัยจึง สรุปได้ว่าผู้เรียนการจัดการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานเป็นวิธีการสอนที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนา ผู้เรียนด้านการพูดและการสื่อสาร มีความมั่นใจในการโต้ตอบสื่อสาร กระตุ้นผู้เรียนในการศึกษาหาความรู้ มี บรรยากาศที่สนุก อีกทั้งตอบโจทย์ทักษะแห่งอนาคตหลาหลายด้าน อาทิ ทักษะในการท างานเป็นทีม ทักษะการใช้ เทคโนโลยีทักษะการคิดวิเคราะห์และทักษะความคิดสร้างสรรค์ 5.3 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย 1.ข้อเสนอแนะเพื่อน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ควรมีหัวข้อหรือเนื้อหาในการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์การสื่อสารในชีวิตประจ าวัน อาจเลือกสถานการณ์ที่มักเกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันของนักเรียน และควรใช้ประโยคภาษาอังกฤษที่มีความ ยืดหยุ่น ไม่จ ากัดการตอบความคิดของนักเรียนมากเกินไป เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงใน สถานการณ์ต่างๆ 1.2 การฝึกทักษะการพูดนั้นจ าเป็นต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ผู้วิจัยต้องคัดสรรกิจกกรมที่หลากหลายเพื่อเอื้อต่อ ผู้เรียนในการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยอาจจ าลองสถานการณ์ที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกการพูดมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรมีการท าจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการ E-PLC ที่มากกว่าเดิมหรือมากกว่า 3 ครั้ง เนื่องจากการ จัดการเรียนรู้ระยะสั้นอาจไม่สามารถสรุปผลการพัฒนาทักษะการพูดเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษของ นักเรียนได้อย่างชัดเจน 2. ควรเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่ต่างกันในการทดลองท าการวิจัยนี้ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้กระบวนการ จัดการเรียนการสอนเป็นฐาน CBL และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิธีการสอนแบบปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ที่ แน่ชัดถึงวิธีการสอนแบบ CBL สามารถส่งเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เพิ่มความมั่นใจการโต้ตอบ และผู้เรียนมีความพึงพอใจในวิธีการสอนแบบใดได้อย่างชัดเจน
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ผู้เชี่ยวชาญ – รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย
รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เรื่อง การวิจัยเรื่องการพัฒนาการพูดเพื่อ การสื่อสารตามสถานการณ์จริงในชีวิตประจ าวันโดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านรูปแบบการ สอนออนไลน์และกระบวนการ E-PLC ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา จังหวัดปัตตานี 1. ดร.นูรีหย๊ะ แมกอง อาจารย์ประจ าสาขาการสอนภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ าเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 2. นายมะสาลาฮูดิง สาและบิง ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา อ าเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2 3. นางสาวไมมูนะห์ ยาลา ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โรงเรียนชุมชนบ้านพงสตา อ าเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 2
ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ -แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ผ่านกระบวนการ EPLC ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล - การจัดการเรียนรู้ห้องเรียนออนไลน์ การสอนวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการพูดเพื่อการสื่อสาร ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรู