บทที่ 2 ทรัพยากรสารสนเทศ
นำเสนอโดย
ภทรธร ภทรสกุลวงศ์
คำนำ
E-book เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชามัลติมีเดียสำหรับงาน
สารสนเทศจัดทำขึ้นเพื่อน้ พเสนอเนื้อหารายวิชาแหล่งสารสนเทศ
จัดทำโดย
นายภทรธร ภทรสกุลวงศ์
สารบัญ 1
ความหมายและความสำคัญของ 3
ทรัพยากรสารสนเทศ 13
21
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ 26
ส่วนต่าง ๆ ของสิ่งพิมพ์
ข้อดี ข้อจำกัด การใช้และการระวังรักษา
รายการอ้างอิง
สารสนเทศที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน ล้วนมีบทบาทและความสำคัญในด้านต่างๆ
ดังที่กล่าวไว้แล้วในบทที่ 1 ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมและจัดเก็บในรูปแบบต่างๆ
ในบทนี้จึงขอนำเสนอเนื้อหาในประเด็นทรัพยากรสารสนเทศ
ที่จะช่วยให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงลักษณะเฉพาะของทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภทเป็นเบื้องต้น
อีกทั้งการจำแนกประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ ตลอดจนองค์ประกอบของสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ
รวมถึงการใช้และระวังรักษาทรัพยากรสารสนเทศ
เพื่อให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่ตรงกับความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความหมายและความสำคัญของทรัพยากรสารสนเทศ
ปัจจุบันทรัพยากรสารสนเทศมีหลากหลายประเภทและอาจเรียกชื่อแตกต่างกันออกไป
เช่น ทรัพยากรห้องสมุด (Library resources) วัสดุสารสนเทศ (Information materials)
หรือวัสดุห้องสมุด (Library materials)
ดังนั้นจึงขอสรุปในประเด็นความหมายและความสำคัญของทรัพยากรสารสนเทศ ดังนี้
1. ความหมายของทรัพยากรสารสนเทศ
มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคำว่า “ทรัพยากรสารสนเทศ” หรือ
“ทรัพยากรสารนิเทศ” ไว้ ดังนี้
กฤษณา บุตรปาละ (2554 : 49) กล่าวไว้ว่า ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง บรรดาวัสดุ
ทั้งหลายที่บันทึกข้อมูล ข่าวสาร วิชาความรู้ ความคิด ประสบการณ์ที่เกิดจากปัญญา
ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกให้ปรากฏ โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ รหัส และอื่น ๆ
ที่สามารถสัมผัสได้
กลุ่มพัฒนาทรัพยากรห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ (ออนไลน์. 2553) ได้ระบุความหมาย
ของทรัพยากรสารสนเทศ (Information resources) ว่าหมายถึง วัสดุ หรือสื่อรูปแบบต่าง ๆ
ที่ได้บันทึกและถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด
และประสบการณ์ที่มีค่าที่ได้แสดงออกโดยใช้ภาษาสัญลักษณ์ ภาพ และอื่น ๆ
น้ำทิพย์ วิภาวิน (2548 : 85) กล่าวไว้ว่า ทรัพยากรสารสนเทศ (Information
resources) หมายถึง สารสนเทศประเภทต่าง ๆ ที่มีการบันทึกไว้ในสื่อประเภทต่าง ๆ
โดยนำเสนอด้วยตัวอักษร เสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว
สีปาน ทรัพย์ทอง (2556 : 1 – 4) กล่าวไว้ว่า ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง ข้อมูล
ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ที่ได้ผ่านกระบวนการคัดสรร กลั่นกรอง วิเคราะห์
และบันทึกไว้โดยใช้ภาษา ภาพ สัญลักษณ์ รหัส และอื่น ๆ ลงบนวัสดุและนำออกเผยแพร่
อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย (2553 : 21) กล่าวไว้ว่า ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่
ใช้บันทึกข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความคิด
ประสบการณ์ที่ได้กลั่นกรองเรียบเรียงและประมวลผลไว้ด้วยภาษา สัญลักษณ์ รหัส รูปภาพ และอื่น
ๆ รวมทั้งบันทึกบนวัสดุหลายชนิดด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่
ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้และเกิดปัญญา
จากความหมายที่นักวิชาการทั้งหลายได้กล่าวไว้ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า
ทรัพยากรสารสนเทศถือเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ที่มีความสำคัญต่อบุคคล ต่อสังคม
และต่อบริการสารสนเทศ ที่ได้ใช้ในการบันทึกสารสนเทศต่าง ๆ รวมไว้อย่างเป็นระบบ
ดังนั้นทรัพยากรสารสนเทศจึงหมายถึง วัสดุรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร
ข้อเท็จจริง และความคิดต่าง ๆ ไว้โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สารสนเทศได้
2. ความสำคัญของทรัพยากรสารสนเทศ
ทรัพยากรสารสนเทศมีความสำคัญในการศึกษาค้นคว้าที่ห้องสมุดแต่ละแห่ง จะต้องจัด
เตรียมเพื่อให้บริการ ดังในประกาศสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549
หมวดที่ 5 ทรัพยากรสารสนเทศ ที่กำหนดไว้ว่า
“ห้องสมุดควรกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์การจัดหา
เพื่อเพิ่มจำนวนทรัพยากรสารสนเทศอย่างมีระบบและต่อเนื่อง
สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายขององค์กรภายใต้บริบทของชุมชนและสังคม
ห้องสมุดต้องจัดหาและรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศหลากหลายรูปแบบทั้งสื่อสิ่งพิมพ์
สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้ครอบคลุมและทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี
และมีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถสืบค้นและเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างสะดวก รวดเร็ว”
(สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย. ออนไลน์. 2549)
ทรัพยากรสารสนเทศจึงเป็นบันทึกความรู้ที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสังคมไม่น้อยกว่าทรัพยากรอื่น ๆ
เพราะการที่ทรัพยากรสารสนเทศได้รับการบันทึกความรู้และสารสนเทศที่มีคุณค่าไว้นั้น
ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศมีความสำคัญทั้งต่อบุคคลและสังคม ดังนี้ (สีปาน ทรัพย์ทอง. 2556 : 1 – 4)
2.1 ความสำคัญของทรัพยากรสารสนเทศต่อบุคคล โดยให้ความรู้และสติปัญญา
เสริมสร้างประสบการณ์ และยังเสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งความรู้ ความคิด
ประสบการณ์ จินตนาการที่เป็นภูมิปัญญาของบุคคลนั้น
อาศัยทรัพยากรสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกและถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาไปยังคนรุ่น
ต่อ ๆ ไป ทำให้ความรู้ของมนุษย์พัฒนาต่อไปได้ไม่จบสิ้น
2.2 ความสำคัญของทรัพยากรสารสนเทศต่อสังคม ในฐานะที่เป็นเครื่องมือถ่ายทอด
ความรู้และสร้างความเข้าใจ ส่งต่อความรู้ ความคิด ประสบการณ์ที่จะช่วยชี้แนะ โน้มน้าวสังคม
และสร้างความเข้าใจ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม
และเป็นเครื่องมือสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มีภูมิปัญญาอันเกิดจากการศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง
เป็นสังคมที่มีความรู้เป็นพื้นฐานในการพัฒนา
นอกจากนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเสริมสร้างระบบการศึกษา
ที่เป็นสื่อกลางในกระบวนการการเรียนการสอน
ดังนั้น
ทรัพยากรสารสนเทศจึงเปรียบเสมือนตัวกลางที่ใช้ในการแพร่กระจายความรู้ของบุคคลหนึ่งไปยังคนอื่
น ๆ ที่ต้องการรับความรู้นั้น ซึ่งเป็นสื่อที่ห้องสมุดจำเป็นต้องจัดหามาให้บริการ
เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้โดยง่าย และเหมาะสมกับผู้ใช้ในทุกรูปแบบ
อีกทั้งต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริงด้วย
ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ
การจำแนกประเภทของทรัพยากรสารสนเทศนั้น
ห้องสมุดแต่ละแห่งอาจมีเกณฑ์การจำแนกที่แตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และนโยบายของห้องสมุดนั้น ๆ
แต่เดิมจะมีการจำแนกทรัพยากรสารสนเทศออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามรูปลักษณ์ที่ปรากฏ
คือ วัสดุตีพิมพ์ และวัสดุไม่ตีพิมพ์ (มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์.
2548 : 12 ; อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย. 2553 : 21) แต่ในปัจจุบันลักษณะของทรัพยากรสารสนเทศ
มีการเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
และหากพิจารณาตามประกาศสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย
ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ.
2549 หมวดที่ 5 ทรัพยากรสารสนเทศ
ก็ได้กล่าวถึงรูปแบบของทรัพยากรสารสนเทศที่ห้องสมุดต้องจัดหาและรวบรวมมาให้บริการ
ซึ่งได้จำแนกประเภทของทรัพยากรสารสนเทศออกเป็น 3 ประเภท คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์
และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการหลายท่าน
ที่จำแนกประเภทของทรัพยากรสารสนเทศออกเป็น 3 ประเภทเช่นกันตามรูปแบบของการบันทึก
ดังนี้ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์. 2556 : 17 ; น้ำทิพย์
วิภาวิน. 2548 : 85 ; วัลลภ สวัสดิวัลลภ และคนอื่น ๆ. 2551 : 17 ;
สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย. ออนไลน์. 2549)
1. สื่อสิ่งพิมพ์
สื่อสิ่งพิมพ์ (Printed materials) หมายถึง วัสดุหรือสื่อที่ใช้ในการบันทึกสารสนเทศ
ความรู้ที่มีเนื้อหาสาระ โดยใช้กระบวนการพิมพ์ที่ผลิตออกมาเป็นหนังสือ
สิ่งพิมพ์หรือเอกสารรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า อ้างอิง หรือเพื่อความบันเทิง
ซึ่งสื่อสิ่งพิมพ์จะใช้งานได้ง่าย สะดวก และไม่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการอ่าน
แม้ว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยให้มีการบันทึกสารสนเทศได้หลากหลายชนิดขึ้นก็ตาม
แต่สื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังมีความสำคัญและเป็นที่นิยมผลิตขึ้นกันอย่างแพร่หลาย
สื่อสิ่งพิมพ์สามารถจำแนกออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ หนังสือ สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์
หรือปริญญานิพนธ์ รายงาน จุลสาร กฤตภาค และสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.1 หนังสือ (Books) จัดเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้บันทึกความรู้ ความคิด เหตุการณ์ ฯลฯ โดย
มีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องราวและความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ มีลักษณะเป็นรูปเล่ม มีความคงทน แข็งแรง
สะดวกต่อการอ่าน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภทตามเนื้อหา ได้แก่ สารคดี และบันเทิงคดี
โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.1.1 หนังสือสารคดี (Non - fiction) เป็นหนังสือที่มีเนื้อหามุ่งเน้นให้ความรู้
และสาระแก่ผู้อ่านในสาขาวิชาต่าง ๆ หนังสือประเภทนี้ ได้แก่ หนังสือความรู้ทั่วไป ตำราวิชาการ
หนังสืออ่านประกอบ และหนังสืออ้างอิง ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้
1.1.1.1 หนังสือความรู้ทั่วไป (General books) คือหนังสือที่รวบรวมความรู้
ในสาขาวิชาต่าง ๆ อย่างกว้าง ๆ เช่น สาขาปรัชญา ภาษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เป็นต้น
1.1.1.2 ตำราวิชาการ (Texts)
เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาความรู้ตามหลัก
วิชาการ ตามขอบเขตเนื้อหาในแต่ละหลักสูตร เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ
ที่สถานศึกษาเป็นผู้กําหนด มักใช้ในระดับอุดมศึกษา เช่น เอกสารประกอบการสอน เอกสารประกอบ
การบรรยาย หนังสือตำรา ส่วนที่ใช้ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เรียกว่า หนังสือแบบเรียน
และคู่มือครูที่ใช้ประกอบการสอน
1.1.1.3 หนังสืออ่านประกอบ (External reading books) หรือหนังสืออ่าน
เพิ่มเติม
เป็นหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในตำราวิชาต่าง
ๆ ให้ได้ความรู้ละเอียดลึกซึ้ง เช่น
หนังสืออ่านประกอบระดับมัธยมศึกษาที่จัดพิมพ์และเผยแพร่โดยกรมวิชาการ
หนังสืออ่านประกอบที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อเสริมความรู้ตามเนื้อหาของกลุ่มสาระ การเรียนรู้
เป็นต้น
1.1.1.4 หนังสืออ้างอิง (References) เป็นหนังสือที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้
ผู้อ่านค้นหาคำตอบเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ มุ่งให้ข้อเท็จจริงอย่างกะทัดรัด ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งเล่ม
ห้องสมุดจะรวบรวมหนังสืออ้างอิงไว้ที่เดียวกันโดยแยกจากหนังสือทั่วไปและสิ่งพิมพ์อื่นไม่อนุญาตใ
ห้นำออกไปใช้นอกห้องสมุด และมีข้อความประทับไว้ให้เห็นชัดเจนว่า “ใช้ในห้องสมุดเท่านั้น”
หรือมีคำว่า “LIB USE ONLY’ ปรากฏที่สถานะ (STATUS) ในฐานข้อมูลทรัพยากร ห้องสมุด
(OPAC) ลักษณะพิเศษของหนังสืออ้างอิงคือจะมีสัญลักษณ์ อ (ย่อมาจากหนังสืออ้างอิง หรือ R
หรือ Ref (ย่อมาจาก Referrence) ทั้งนี้หนังสืออ้างอิงเป็นหนังสือที่ไม่ต้องใช้เวลาในการศึกษามาก
เพราะเรื่องราวที่ค้นได้ในแต่ละครั้งจะเป็นข้อความที่ไม่ยาว
และเป็นหนังสือที่มีผู้ต้องการใช้อยู่เป็นประจำ อีกทั้งหนังสืออ้างอิงส่วนใหญ่จะมีราคาแพงมาก
มีคุณค่า และหายากหนังสืออ้างอิงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
หนังสืออ้างอิงที่ให้สารสนเทศโดยตรง ได้แก่ พจนานุกรม (Dictionary) สารานุกรม (Encyclopedia)
และหนังสืออ้างอิงที่ชี้แหล่งสารสนเทศ มีรายละเอียดดังนี้ (สุนีย์ เลิศแสวงกิจ และพิศิษฐ์
กาญจนพิมาย. 2550 : 61 – 73 ; เอื้อมพร ทัศนประสิทธิผล. 2542 : 173 - 198)
1) หนังสืออ้างอิงที่ให้คำตอบโดยตรง หรือบอกข้อความที่ต้องการ
ทราบ เมื่อผู้ใช้บริการห้องสมุดไปเลือกค้นหาหนังสืออ้างอิงกลุ่มนี้ ก็จะได้สารสนเทศที่ค้นหาทันที ได้แก่
พจนานุกรม (Dictionary) สารานุกรม (Encyclopedia) อักขรานุกรมชีวประวัติ (Biographical
dictionary) นามานุกรมหรือทำเนียบนาม (Directories) หนังสือคู่มือ (Handbook) หนังสือรายปี
(Yearbooks) หนังสืออ้างอิงทางภูมิศาสตร์ (Geographical sources) สิ่งพิมพ์รัฐบาล (Government
publication)
2) หนังสืออ้างอิงที่ชี้แหล่งสารสนเทศ คือ หนังสืออ้างอิงประเภทที่
บอกให้ทราบว่าจะหาสารสนเทศที่ต้องการได้จากแหล่งใดและจะไม่มีสารสนเทศที่ต้องการทันที
แต่จะบอกแหล่งให้ผู้ใช้บริการทราบว่ามีอยู่ในหนังสือหรือวารสารอะไร ฉบับใด แบ่งเป็น 2 ประเภท
ได้แก่ หนังสือบรรณานุกรม (Bibliography) และหนังสือดรรชนี (Index)
1.1.2 หนังสือบันเทิงคดี (Fiction) คือ หนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อนันทนาการ การพักผ่อน
หย่อนใจทำให้เกิดความเพลิดเพลิน และบางครั้งก็จะแฝงแง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตไว้ด้วย เช่น
นวนิยาย เรื่องสั้น และหนังสือสำหรับเด็ก
1.2 สิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (Serials) คือสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่สารสนเทศอย่างสม่ำเสมอติดต่อกัน
และต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ มีกำหนดออกตามระยะเวลา ได้แก่
1.2.1 วารสาร (Periodicals) เป็นสิ่งพิมพ์ที่ให้ข้อมูลเนื้อหาที่ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์
จัดพิมพ์ อย่างต่อเนื่องมีกำหนดออกแน่นอนเป็นวาระต่าง ๆ เช่น รายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน
ราย 2 เดือน ราย 3 เดือน วารสารแต่ละฉบับประกอบด้วย บทความ ข้อเขียนทางวิชาการ
จดหมายข่าวเกร็ดความรู้ มีเนื้อหาหลากหลายและผู้เขียนหลายคน วารสารมีทั้งที่เป็นวารสารวิชาการ
(Journal) วารสารกึ่งวิชาการ และวารสารปริทัศน์ (Review)
ห้องสมุดจัดเก็บวารสารไว้ในห้องอ่านวารสาร และแยกวารสารภาษาไทย
และภาษาต่างประเทศออกจากกันโดยเรียงตามลำดับอักษรของชื่อวารสาร
1.2.2 นิตยสาร (Magazines) เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องที่มีเนื้อหาเน้นความบันเทิง
มากกว่าวิชาการ เช่น สกุลไทย บ้านและสวน แม่และเด็ก ขวัญเรือน
1.2.3 หนังสือพิมพ์ (Newspapers) คือ สิ่งพิมพ์ที่มุ่งเสนอข่าวสาร ความรู้ที่ทันสมัย
และความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
เสนอข่าวทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเสนอเรื่องราวที่กำลังเป็นที่สนใจทั้งในด้านการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม ธุรกิจ การศึกษา อาชีพ กีฬา บันเทิง ฯลฯ
โดยทั่วไปหนังสือพิมพ์จะออกเป็นรายวันแต่ก็มีบางฉบับออกเป็นราย 3 วัน และรายสัปดาห์
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบางแห่งออกเป็นรายปักษ์
1.3 วิทยานิพนธ์ (Thesis หรือ dissertations) เป็นสิ่งพิมพ์ที่เป็นผลงานการค้นคว้า
วิจัยของนิสิต นักศึกษาของมหาวิทยาลัย
อันเป็นข้อกำหนดตามหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิตและปริญญาดุษฎีบัณฑิต
วิทยานิพนธ์จึงมีเนื้อหาหลายสาขาวิชา ห้องสมุดจัดเก็บวิทยานิพนธ์แยกต่างหาก
เพื่อความสะดวกในการค้นคว้า และส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ยืมออกนอกห้องสมุด
1.4 รายงาน (Reports) คือ สิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกสาขาวิชา มุ่งเน้นการรายงาน
ความก้าวหน้าของสาขาวิชา ผลการปฏิบัติงาน การค้นคว้า ทดลอง เช่น รายงานการประชุม
รายงานการอบรมหรือสัมมนาทางวิชาการ รายงานการวิจัย รายงานประจำปี
1.5 จุลสาร (Pamphlets) คือ สิ่งพิมพ์ที่กล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งจบสมบูรณ์ในเล่ม
มีความยาวประมาณ 5-60 หน้า โดยทั่วไปพิมพ์แจกเป็นอภินันทนาการ
เนื้อหาของจุลสารแตกต่างกันไป เช่น อาจเป็นบทความทางวิชาการสุนทรพจน์ของบุคคลสำคัญ
ระเบียบ ข้อบังคับของสมาคม คำแนะนำและ ประกาศของหน่วยราชการ
หรืออาจเป็นเรื่องที่พิมพ์เนื่องในพิธีการ หรือโอกาสสำคัญ
เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ในจุลสารจะเป็นที่สนใจในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
แต่มีประโยชน์มากเพราะเป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่ม
เก็บใส่แฟ้มในตู้จุลสารเรียงตามลำดับอักษรของหัวเรื่อง จัดเรียงบนชั้นหรือใส่กล่อง
แล้วเรียงตามหมายเลขของมาตรฐาน
2. สื่อโสตทัศน์
สื่อโสตทัศน์ (Audio visual materials) เป็นทรัพยากรสารสนเทศลักษณะพิเศษ
ที่มีในแหล่งทรัพยากรสารสนเทศ
และต้องใช้กับเครื่องมือหรืออุปกรณ์เฉพาะเพื่อเรียกข้อมูลที่มีการบันทึกให้ปรากฏในรูปของเสียง ภาพ
หรือข้อความ สารสนเทศที่นำไปใช้สามารถใช้ได้หลายลักษณะทั้งการค้นคว้าเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนได้ดีขึ้นหรือเพื่อความบันเทิง
โดยใช้ประสาทสัมผัสทางหูและตาในการดูและฟัง
สื่อโสตทัศน์สามารถแบ่งออกตามลักษณะการใช้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ ทัศนวัสดุ โสตวัสดุ
และโสตทัศนวัสดุ
2.1 ทัศนวัสดุ (Visual materials) หมายถึง วัสดุที่สื่อสารทางการมองเห็น ได้แก่
2.1.1 รูปภาพ (Pictures) หมายถึง รูปภาพต่าง ๆ อาจเป็น ภาพถ่าย ภาพวาด
ภาพเขียน หรือภาพพิมพ์ แสดงเนื้อหาให้เข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น
ภาพแสดงการแต่งกายของประเทศในอาเซียน ภาพแสดงวิถีชีวิตในคนในอดีต ภาพการแข่งขันกีฬา
เป็นต้น รูปภาพเหล่านี้อาจเก็บไว้เป็นสมุดภาพหรือจัดแสดงบนผนัง
2.1.2 ภาพนิ่ง (Slides) เป็นภาพนิ่งที่ทำจากฟิล์มสไลด์ ขนาด 2 x 2 นิ้ว มีกรอบ
ทำด้วยกระดาษหรือพลาสติก อาจเป็นแผ่นเดียวหรือเป็นชุดก็ได้ เวลาใช้ต้องใช้กับเครื่องฉายสไลด์
ปัจจุบันมีการใช้สไลด์ที่มีภาพและเสียงประกอบภาพ เรียกว่า สไลด์มัลติวิชั่น
2.1.3 วัสดุย่อส่วน (Microforms) หมายถึง
วัสดุที่ใช้ในการย่อส่วนข้อความ
ภาพจากหนังสือ วารสาร หรือเอกสารต่าง ๆ ให้มีขนาดเล็กลงและบันทึกลงบนฟิล์มถ่ายภาพ
เพื่อสะดวกในการจัดเก็บ เป็นการประหยัดเนื้อที่ของสถาบันบริการสารสนเทศ
และแก้ปัญหาเอกสารชำรุดเสียหาย วัสดุย่อส่วนที่นิยมจัดทำในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ได้แก่
2.1.3.1 ไมโครฟิล์ม (Microfilms)
เป็นม้วนฟิล์มที่ถ่ายสำเนาย่อส่วนจากสิ่งพิมพ์ต้นฉบับเรียงกรอบภาพตามยาวต่อกัน มีหลายขนาด
ที่นิยมใช้คือ ขนาด 16 ม.ม. และ 35 ม.ม. ความยาวประมาณ 100 ฟุต
ต้องใช้กับเครื่องอ่านไมโครฟิล์ม
เพราะในปัจจุบันการใช้สื่อดิจิทัลในการจัดการจัดเก็บข้อมูลอย่างเดียวไม่เพียงพอ
จึงหันกลับมานิยมสำรองข้อมูลในระบบไมโครฟิล์มเพิ่มขึ้น
2.1.3.2 ไมโครฟิช (Microfiche) เป็นฟิล์มโปร่งแสงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
มีขนาด 4x6 นิ้ว และ 5x8 นิ้ว ฟิล์มแต่ละแผ่นสามารถถ่ายย่อส่วนจากหน้ากระดาษหนังสือได้ประมาณ
98 หน้า ต้องใช้ควบคู่กับเครื่องอ่านไมโครฟิช
2.1.4 แผ่นโปร่งใสหรือแผ่นใส (Transparencies) เป็นแผ่นอาซีเตทที่ใช้บันทึก
สารสนเทศต่าง ๆ ด้วยการวาด การเขียน หรือถ่ายสำเนาภาพ
แล้วนำมาเข้ากรอบกระดาษแข็งหรือจัดเก็บไว้ในแฟ้ม ส่วนมากจะใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน
การใช้แผ่นใสต้องใช้กับเครื่องฉายข้ามศรีษะ (Overhead projection)
2.1.5 หุ่นจำลอง (Models)
เป็นวัสดุที่จำลองหรือเลียนแบบของจริงให้มีขนาดต่าง ๆ กัน อาจเท่าของจริง
ใหญ่หรือเล็กกว่าของจริง สามารถมองเห็นได้ทุกแง่ทุกมุมหรือถอดเป็นชิ้นเพื่อสะดวกต่อการศึกษา เช่น
หุ่นจำลองร่างกายของมนุษย์ หุ่นจำลองระบบขับเคลื่อนรถแทรกเตอร์
2.1.6 ของตัวอย่าง (Specimens) เป็นวัสดุที่เป็นตัวแทนหรือชิ้นส่วนใดส่วนหนึ่ง
ของ ๆ จริงที่ช่วยให้ผู้ดูเกิดความรู้และความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น แมลง โครงกระดูกมนุษย์ หิน แร่ธาตุต่าง ๆ
2.1.7 แผนที่ (Maps) เป็นวัสดุสารสนเทศที่แสดงลักษณะของพื้นผิวโลกที่เป็นอยู่ตาม
ธรรมชาติ มักแสดงข้อมูลเกี่ยวกับทำเลที่ตั้งของสถานที่ ทรัพยากร ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ
เส้นทางคมนาคม เช่น แผนที่ (map) หนังสือแผนที่ (Atlases) ลูกโลก (globes)
รวมถึงภาพถ่ายทางอากาศที่ได้จากการถ่ายภาพทางดาวเทียม
2.1.8 วัสดุกราฟิก (Graphic materials) หมายถึง วัสดุสารสนเทศที่อธิบายเนื้อหา
สารสนเทศโดยการใช้ภาพ ลายเส้น สัญลักษณ์ ตัวอักษร ตัวเลข ประกอบเข้าด้วยกันแทน
ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจและช่วยในการจำให้ง่ายขึ้น วัสดุกราฟิกแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แผนภูมิ
(charts) แผนภาพ (diagrams) แผนสถิติ (graphs)
2.2 โสตวัสดุ (Audio materials) หมายถึง วัสดุสารสนเทศที่สื่อสารโดยใช้การฟัง
2.2.1 แผ่นเสียงหรือจานเสียง (Discs)
เป็นวัสดุแผ่นวงกลมทำจากพลาสติกหรือไวนิล มีหลายขนาดแต่ที่นิยม คือ ขนาด 7 นิ้ว และ 16 นิ้ว
ใช้บันทึกเสียงลงในร่องเสียง มักใช้ประโยชน์ เพื่อความบันเทิงเป็นส่วนใหญ่
ใช้กับเครื่องเล่นเพื่อให้เกิดเสียงตามที่บันทึก เช่น แผ่นเสียงเพลง คำบรรยาย
ปัจจุบันการใช้งานแผ่นเสียงลดลงแต่ยังมีการอนุรักษ์ไว้
2.2.2 แถบบันทึกเสียงหรือเทปบันทึกเสียง (Audio tape / Tape cassette) เป็นวัสดุ
ที่ใช้บันทึกเสียงบนแถบแม่เหล็กที่มีการบรรจุในตลับหรือม้วน ใช้บันทึกความรู้ เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง
ๆ บางครั้งมีการบันทึกหนังสือเป็นเล่ม ที่เรียกว่า “หนังสือเสียง” (ปัจจุบันมีการใช้งานแถบบันทึก
เสียงลดน้อยลงมาก “หนังสือเสียง” จึงนำไปบันทึกลงบนแผ่นซีดี ดีวีดี และซีดีรอมแทน)
2.2.3 คอมแพกต์ดิสก์ (Compact discs : CD) เป็นแผ่นออพติคอลเก็บข้อมูล
ดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่งเดิมพัฒนาสำหรับเก็บเสียงดิจิทัล
ซีดีคือมาตรฐานรูปแบบการบันทึกเสียงทางการค้าในปัจจุบัน
โดยใช้เทคโนโลยีการบันทึกด้วยแสงเลเซอร์ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 120 ม.ม.
สามารถบรรจุข้อมูลได้ทุกประเภทมีความจุตั้งแต่ 650 – 700 เมกกะไบต์
แต่ปัจจุบันมีการใช้งานลดลงเนื่องจากความจุน้อยกว่าดีวีดีรอม
2.3 โสตทัศนวัสดุ (Audio – visual materials) หมายถึง วัสดุที่บันทึกสารสนเทศที่เป็น
ทั้งภาพและเสียง ได้แก่
2.3.1 ภาพยนตร์ (Motion pictures) คือ ภาพถ่ายที่บันทึกลงในฟิล์มขนาด 8 ม.ม.
16 ม.ม. 35 ม.ม. ที่มองเห็นความต่อเนื่อง ใช้นำเสนอสารสนเทศเพื่อการศึกษา สารคดี ความรู้ทั่วไป
เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงเพื่อความบันเทิง
2.3.2 แถบบันทึกภาพ / วีดิทัศน์ (Video tape)
เป็นวัสดุที่ใช้บันทึกภาพและเสียงลงบนแถบแม่เหล็ก บรรจุในตลับ
เวลาใช้ต้องใช้ร่วมกับเครื่องเล่นวีดิโอ
2.3.3 วีซีดี (Video compact discs : VCD)
เป็นรูปแบบมาตรฐานในการบันทึกข้อมูลภาพเคลื่อนไหวและเสียงหรือเรียกว่า วิดีโอ
โดยใช้รูปแบบการบีบอัดแบบ MPEG1 ลงสู่แผ่นซีดี ซึ่งรูปลักษณ์ของแผ่นวีซีดีเหมือนกับแผ่นซีดี
สามารถใช้ได้กับทั้งคอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นวีซีดีหรือดีวีดีทั่ว ๆ ไปได้
2.3.4 ซีดีรอม (Compact discs read only memory : CD - ROM)
เป็นวัสดุที่บันทึกข้อมูลด้วยระบบดิจิทัล ทำมาจากพลาสติกโพลีคาร์บอเนต
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.75 นิ้ว สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 650 – 700
เมกกะไบต์ หรือประมาณ 250,000 หน้า เป็นวัสดุบันทึกข้อมูลรูปแบบหนึ่ง
โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านมัลติมีเดีย ซึ่ง ต้องใช้สื่อเป็นองค์ประกอบจำนวนมาก เช่น ภาพ และ เสียง
สิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็น ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ข้อมูลที่บันทึกสามารถใช้งานหรืออ่านได้เพียงอย่างเดียว
ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลใด ๆ ได้
2.3.5 ดีวีดีรอม (Digital versatile disc read – only memory : DVD - ROM)
เป็นแผ่นข้อมูลแบบบันทึกด้วยแสง (Optical disc) สำหรับอ่านได้อย่างเดียว (Read-only)
ไม่สามารถทำการเพิ่มเข้าหรือลบข้อมูลออกได้ โดยทั่วไปใช้ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ
และโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ เช่น ภาพยนตร์ โดยให้คุณภาพของภาพและเสียงที่ดี
ดีวีดีรอมถูกพัฒนามาใช้แทนซีดีรอม สามารถบันทึกข้อมูลได้ถึง 4.7 – 17 กิกะไบต์
3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์
สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic media) หมายถึง
วัสดุที่นำเสนอข้อมูลในรูปดิจิทัล
อาศัยวัสดุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยในการนำเสนอข้อมูล
สังคมปัจจุบันเป็นสังคมยุคสารสนเทศที่มีการติดต่อสื่อสารกันเป็นไปอย่างรวดเร็ว
มีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ทำให้สารสนเทศแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น
สารสนเทศที่จัดเก็บในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์นี้สามารถจัดเก็บไว้ได้จำนวนมากค้นคืนได้รวดเร็ว ถูกต้อง
และสามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา และพัฒนารูปแบบการจัดเก็บเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์
สารสนเทศที่นำมาลงบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะออกมาในลักษณะของสื่อประสม หรือ มัลติมีเดีย
ที่แสดงออกมาหลายรูปแบบทั้งข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ทำให้สารสนเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น
เช่น สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ฐานข้อมูล
3.1 สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic publishing) เป็นการนำสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ
บทความในวารสาร เอกสาร แปลงจากไฟล์ที่พิมพ์ไว้มาสร้างเป็นไฟล์สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (PDF
document) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น Adobe acrobat
สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์มีคุณภาพตามเอกสารเดิมทุกประการ
นอกจากนี้ยังมีลักษณะโดดเด่นเพื่อเอื้อประโยชน์ในการใช้งานมากมาย เช่น
สะดวกในการค้นหาข้อความสำคัญได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
เพียงแค่คลิกเข้าไปยังหน้าที่ต้องการและยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่สารสนเทศอื่น ๆ
ที่สัมพันธ์กับเรื่องที่กำลังอ่านหรือค้นคว้าได้ เช่นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic books)
วารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic journals) หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic newspapers)
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic documents) และกฤตภาคออนไลน์ (Clipping online)
3.2 ฐานข้อมูล (Database)
เป็นการเก็บรวบรวมสารสนเทศที่มีความสัมพันธ์กันหรือเกี่ยวข้องกันมารวมไว้ในระบบการจัดการสาร
สนเทศ และสามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้ตามต้องการ
โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นสารสนเทศ ในฐานข้อมูลมี 2 ลักษณะ คือ
3.2.1 ฐานข้อมูลบรรณานุกรม
ซึ่งเป็นรายการบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่ในห้องสมุดนั้น ๆ
โดยสามารถสืบค้นได้จากคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า OPAC (Online Public Access Catalog)
หรือสืบค้นผ่านหน้าเว็บไซต์ของห้องสมุดก็ได้ซึ่งจะพบข้อมูล เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง ครั้งที่พิมพ์ ปีพิมพ์
3.2.2 ฐานข้อมูลเนื้อหาเต็มรูป (Full text databases)
ช่วยให้สารสนเทศมีความทันสมัยมากกว่าทรัพยากรประเภทอื่น ๆ
เนื่องจากมีการปรับปรุงสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา สามารถค้นคืนสารสนเทศได้สะดวก รวดเร็ว
มีทั้งฐานข้อมูลที่ห้องสมุดพัฒนาขึ้นใช้เองและฐานข้อมูลที่มาจากแหล่งอื่น
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานข้อมูลเพื่อการค้าที่จัดจำหน่ายโดยบริษัทต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลหนังสือ
ฐานข้อมูลวารสาร ฐานข้อมูลโสตทัศนวัสดุ ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ ฐานข้อมูลรายงานการวิจัย
จากทรัพยากรสารสนเทศทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสื่อประเภทอื่น ๆ
ที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการเรียนรู้ โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้ เช่น อี – เลิร์นนิ่ง (e–
Learning) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) และอินเทอร์เน็ต (Internet)
ส่วนต่าง ๆ ของสิ่งพิมพ์
สื่อสิ่งพิมพ์แต่ละประเภทมีรูปแบบที่เฉพาะ มีลักษณะที่โดดเด่น
และมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น
ในการเลือกและการใช้สิ่งพิมพ์จึงขอนำเสนอสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ วารสาร และหนังสือพิมพ์
ที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงลักษณะและองค์ประกอบให้เป็นอย่างดี
เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาและประเมินค่าของสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ๆ
ให้ได้สื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
ซึ่งส่วนประกอบของสื่อสิ่งพิมพ์มีความสำคัญที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อการพิจารณาดังจะกล่าวถึ
งต่อไปนี้
1. ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ
หนังสือแต่ละเล่มประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ 4 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนปก ส่วนประกอบตอนต้น
ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนประกอบตอนท้าย ดังนี้ (ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ์. 2548 : 39 – 46 ;
ลมุล รัตตากร. 2545 : 124 – 138 ; วัลลภ สวัสดิวัลลภ. 2551 : 27 – 31)
1.1 ส่วนปก ประกอบด้วย
1.1.1 ใบหุ้มปก (Book jacket or Dust jacket) เป็นกระดาษที่ใช้หุ้มปกนอก
ของหนังสือ พิมพ์ภาพสีสวยงาม ส่วนมากใช้กับหนังสือปกแข็ง ช่วยป้องกันไม่ให้ปกชำรุดเสียหายและ
สกปรกง่าย ใบหุ้มปกจะมีชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ สำนักพิมพ์ หมายเลข ISBN ราคาของหนังสือ
ส่วนพับด้านในและด้านหลังของใบหุ้มปก อาจจะมีเรื่องย่อ บทวิจารณ์หนังสือ
รูปภาพผู้แต่งพร้อมประวัติและผลงาน
สถาบันบริการสารสนเทศบางแห่งนิยมนำใบหุ้มปกไปจัดนิทรรศการเพื่อแนะนำหนังสือใหม่
1.1.2 ปกนอกหรือปกหนังสือ (Binding or Cover)
ปกจะช่วยป้องกันรักษาเล่มหนังสือให้คงรูปทรงและทนทาน อาจเป็นปกแข็งหรือปกอ่อน
ปกแข็งมักหุ้มด้วยกระดาษ ผ้า หนัง หรือแร็กซีนก็ได้ ปกหน้าจะมีชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง
สัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์ ปีพิมพ์ ส่วนปกหลังอาจมีประวัติผู้แต่ง วุฒิการศึกษา ผลงานของผู้เขียน
หรือระดับของผู้อ่านก็ได้
1.1.3 สันหนังสือ (Spine) คือ
ส่วนสูงของปกตรงความหนาของหนังสือทางด้านที่เย็บเล่ม สันปกจะกว้างถ้าหนังสือหนา
ทำให้สามารถพิมพ์รายการตามหน้าปกได้ เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง และสำนักพิมพ์
สถาบันบริการสารสนเทศจะเขียนเลขเรียกหนังสือไว้ที่สัน เพื่อความสะดวกในการจัดเรียงหนังสือขึ้นชั้น
และความรวดเร็วในการค้นหาหนังสือที่ต้องการ ยกเว้นหนังสือสันบางจึงจำเป็น
ต้องเขียนเลขเรียกหนังสือไว้บนปกหน้า
1.1.4 ใบรองปกหรือกระดาษยึดปก (End papers or Fly paper) ชิ้นส่วนนี้
เป็นองค์ประกอบของหนังสือปกแข็ง ทั้งใบรองปกและกระดาษยึดปกนั้น
แท้จริงเป็นกระดาษชิ้นเดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน จึงเรียกชื่อต่างกันออกไป
ใบรองปกอาจเป็นกระดาษเปล่าที่มีลวดลาย หรือเป็นแผนที่
และแผนภูมิประกอบเนื้อเรื่องของหนังสือก็ได้ มีความเหนียวทนต่อการฉีกขาด มีหน้าที่ยึดเล่ม
หนังสือกับปกหนังสือให้ติดกัน เรียกว่า ใบรองปกหน้าและปกหลัง
1.2 ส่วนประกอบตอนต้น ประกอบด้วย
1.2.1 หน้าชื่อเรื่อง (Half title page) จะอยู่ถัดไปจากใบรองปกเข้าไป
หน้านี้จะบอกเฉพาะชื่อเรื่อง และถ้ามีชื่อชุดหนังสือ (Series) ก็จะบอกไว้ด้วย นอกนั้นไม่มีข้อความอื่นอีก
หน้าชื่อเรื่องจะช่วยป้องกันการชำรุดของหน้าปกในและเป็นปกชั่วคราวแทนปกที่หลุดได้
ชื่อเรื่องที่อยู่บนหน้านี้เป็นชื่อเรื่องที่ไม่สมบูรณ์อาจมีการตัดทอนบางส่วนออกไป
ในปัจจุบันไม่ค่อยพบหน้าชื่อเรื่องมากนักเพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตขึ้นอีก
1.2.2 หน้าปกใน (Title page) เป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของส่วนประกอบตอนต้น
เพราะเป็นส่วนที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์
บรรณารักษ์ใช้ข้อมูลจากหน้านี้เพื่อบันทึกรายการบรรณานุกรมลงในฐานข้อมูลสืบค้น
และผู้ใช้นำข้อมูลไปเขียนบรรณานุกรมหรืออ้างอิง ได้แก่
1.2.2.1 ชื่อเรื่อง (Title) คือ ชื่อหนังสือเล่มนั้น และชื่อรอง (ถ้ามี)
ถ้าชื่อที่ปกหนังสือและที่หน้าปกในไม่เหมือนกัน ให้ถือชื่อหน้าปกในว่าถูกต้อง
1.2.2.2 ชื่อผู้แต่ง (Author) ประกอบด้วย ชื่อ สกุล คุณวุฒิ ตำแหน่งหน้าที่
การงานผู้แต่งร่วม (ถ้ามี) ชื่อผู้แปล (ถ้าเป็นหนังสือแปล) หนังสือบางเล่มอาจมีชื่อบรรณาธิการ ชื่อผู้เขียน
ภาพประกอบ ชื่อผู้เขียนบทนำ เป็นต้น
1.2.2.3 ครั้งที่พิมพ์ (Edition) คือ
จำนวนครั้งที่หนังสือได้รับการตีพิมพ์
หนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแสดงถึงความนิยมของผู้อ่าน
หนังสือบางเล่มจะแจ้งครั้งที่พิมพ์ไว้ด้านหลังของหน้าปก
และถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมในการจัดพิมพ์ครั้งใหม่ก็จะแจ้งไว้ด้วย
1.2.2.4 พิมพลักษณ์ (Imprint) คือรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดพิมพ์ ได้แก่
สถานที่พิมพ์ คือ ชื่อเมือง รัฐ จังหวัด ที่สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์นั้นตั้งอยู่ เช่น กรุงเทพฯ นนทบุรี
นครราชสีมา London Newyork สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ คือ ผู้จัดพิมพ์หรือผู้ทำหน้าที่ด้านการพิมพ์
เช่น โอเดียนสโตร์ สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพิมพ์คุรุสภา ส่วนปีที่พิมพ์ คือ
ปีที่จัดพิมพ์หนังสือ ซึ่งแสดงถึงความทันสมัยและคุณค่าของหนังสือ
1.2.3 หน้าลิขสิทธิ์ (Copyright page) ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิในทางวรรณกรรม
ศิลปกรรมและประดิษฐกรรม ซึ่งผู้เป็นต้นคิดได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
การจดทะเบียนลิขสิทธิ์และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ใดจะนำไปคัดลอก ตัดตอน ดัดแปลง
พิมพ์ซ้ำ หรือเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต มิฉะนั้นจะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
โดยปกติหน้าลิขสิทธิ์จะอยู่ด้านหลังของหน้าปกใน
บอกให้ทราบว่าหนังสือเล่มนั้นได้รับลิขสิทธิ์พิมพ์ในปีใดและผู้ใดเป็นผู้ขอลิขสิทธิ์
ถ้าหนังสือเล่มใดปีลิขสิทธิ์หลายครั้ง
แสดงว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาแล้วมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ใหม่ ในหนังสือภาษาไทยจะใช้คำว่า
“สงวนลิขสิทธิ์” ในหนังสือภาษาต่างประเทศจะใช้เครื่องหมาย © แทนลิขสิทธิ์
ตามด้วยปีที่ขอลิขสิทธิ์และผู้ขอ หนังสือภาษาอังกฤษทุกเล่มจะมีหน้าลิขสิทธิ์
แต่หนังสือไทยอาจไม่มีทุกเล่ม หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องลิขสิทธิ์ โดยปกติจะเป็นหอสมุดแห่งชาติ
ขณะนี้ประเทศไทยใช้พระราช บัญญัติลิขสิทธิ์พุทธศักราช 2537
ไม่ต้องนำหนังสือไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์เหมือนต่างประเทศ
โดยถือเอาปีที่หนังสือนั้นได้รับการตีพิมพ์ออกเผยแพร่เป็นปีลิขสิทธิ์
ซึ่งหนังสือเล่มนั้นจะมีลิขสิทธิ์ตลอดอายุ ผู้แต่งและมีอายุต่อไปอีกเป็นเวลา 50 ปี
นับตั้งแต่ผู้แต่งถึงแก่ความตาย
1.2.4 หน้าคำอุทิศ (Dedication page) มักอยู่ก่อนหน้าคำนำ เป็นหน้าที่มีข้อความ
ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นเขียนถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคน
เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ที่สนับสนุนช่วยเหลือและให้กำลังใจจนผลงานเขียนสำเร็จขึ้นได้
โดยเขียนเป็นคำอุทิศสั้น ๆ ไม่จำกัดว่าต้องเขียนอุทิศแก่ผู้ตายเท่านั้น อาจเขียนให้ใครก็ได้ เช่น
อุทิศให้บิดา มารดา อาจารย์ ผู้มีพระคุณ สถาบัน การศึกษา
หน้าคำอุทิศจะพบในหนังสือบางเล่มเท่านั้น
1.2.5 หน้าคำนำ (Preface หรือ Foreword) เป็นหน้าที่ผู้เขียนบอกวัตถุประสงค์ของ
การเขียน ความเป็นมา ขอบเขตของหนังสือ คำกล่าวขอบคุณผู้ให้การสนับสนุน
หรืออาจเป็นคำนิยมที่เขียนโดยบุคคลที่มีชื่อเสียง กล่าวยกย่องหรือแนะนำผู้อ่าน ฉะนั้น
ก่อนเริ่มต้นอ่านหนังสือควรอ่านส่วนนี้ก่อน
1.2.6 ประกาศคุณูปการ หรือกิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) จะอยู่หน้า
ถัดไปจากหน้าคำนำ คือ คำกล่าวขอบคุณ ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือ
โดยเฉพาะในกรณีที่จะต้องมีผู้ที่ขอบคุณมากมาย ซึ่งทำให้หนังสือนั้นสำเร็จลงด้วยดี
มักพบในวิทยานิพนธ์
1.2.7 หน้าสารบัญ (Contents หรือ Table of contents) หน้านี้จะบอกลำดับ
เรื่องในเล่มว่ามีอะไรบ้างตามลำดับความสำคัญของเนื้อหาแต่ละบท แต่ละตอน หรือแต่ละภาพ
ตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมกับบอกหมายเลขหน้าที่เรื่องนั้น ๆ ปรากฏอยู่
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านได้ทราบเนื้อหาโดยสังเขปและสามารถเลือกตอนที่ต้องการอ่านได้อย่างรวดเร็ว
1.2.8 สารบัญภาพและอื่น ๆ (List of illustrations material) ถ้าหนังสือเล่ม
นั้น ๆ มีภาพประกอบ แผนภูมิ แผนที่ หรือตาราง ภายในเล่มจำนวนมาก อาจจะสารบัญแยกตามประเภท
เช่น สารบัญภาพ สารบัญตาราง ให้อยู่ถัดจากหน้าสารบาญ
พร้อมแสดงรายชื่อและเลขหน้ากำกับเพื่อให้ค้นหาได้สะดวก
1.3 ส่วนเนื้อเรื่อง จะให้รายละเอียดของเรื่องราวตั้งแต่บทแรกจนถึงบทสุดท้ายเรียงลำดับ
ตามที่ปรากฏในสารบัญ ส่วนนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของหนังสือ ถ้าหนังสือมีความหนามาก
มีเนื้อเรื่องยาวก็จะแบ่งออกเป็นตอน ๆ แต่ละตอนจะมีหน้าบอกคั่นอยู่โดยมีส่วนประกอบต่าง ๆ ดังนี้
1.3.1 การอ้างอิง (Reference) คือ การระบุแหล่งที่มาของข้อความที่นำมาประกอบ
การเรียบเรียงอาจจะอยู่ตอนล่างสุดของหนังสือ หรือแทรกในข้อความหรือท้ายข้อความที่นำมาอ้างอิง
หนังสือบางเล่มอาจจะรวบรวมการอ้างอิงไว้ตอนท้ายบทหรือตอนท้ายเล่ม
1.3.2 เชิงอรรถเสริมความ (Content footnote) คือ ข้อความที่ผู้เขียนต้องการ
อธิบายหรือขยาย ความเพิ่มเติมเพื่อประกอบเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น คำศัพท์ ชื่อบุคคล
ชื่อสถานที่ หรือเหตุการณ์ ส่วนนี้มักอยู่ตอนล่างของหน้าที่ต้องการอธิบายนั้น
1.3.3 ตาราง (Tables) คือ การนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าโดยจัดเป็น
หมวดหมู่ให้เข้าใจง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น
1.3.4 ภาพประกอบ (Illustrations) คือ ส่วนที่ใช้ประกอบการอธิบาย เพื่อให้เนื้อหา
มีความสมบูรณ์เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ภาพประกอบอาจเป็นภาพถ่าย ภาพวาด แผนที่ แผนภูมิ ฯลฯ
แล้วแต่ความเหมาะสมของเนื้อหา
1.4 ส่วนประกอบตอนท้าย ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1.4.1 บรรณานุกรม (Bibliography) คือ รายชื่อหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศ
ทุกประเภท ที่ผู้เขียนใช้ค้นคว้าอ้างอิงในงานเขียนหนังสือเล่มนั้น
อาจอยู่ท้ายเล่มหรือท้ายบทแต่ละบทก็ได้
บรรณานุกรมจะทำให้ผู้อ่านทราบแหล่งที่มาของสิ่งอ้างอิงดังกล่าว
และเป็นแหล่งเสนอแนะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมด้วย
บรรณานุกรมจะเรียงลำดับตามตัวอักษรตัวแรกของชื่อผู้แต่ง ถ้าเป็นหนังสือภาษาต่างประเทศ
จะเรียงลำดับตามตัวอักษรตัวแรกของนามสกุลผู้แต่ง บรรณานุกรมอาจเรียกว่า เอกสารอ้างอิง
หนังสืออ้างอิง หนังสืออุเทศ หรือ รายชื่อประกอบการศึกษาค้นคว้าก็ได้
1.4.2 ภาคผนวก (Appendix) คือ ส่วนประกอบที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อความละเอียด
ยิ่งขึ้นของเนื้อหา หรืออาจเป็นส่วนที่ไม่สำคัญมากนัก
แต่ถ้าเพิ่มเติมขึ้นก็จะช่วยให้เนื้อหาของหนังสือได้เนื้อความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น มาตราต่าง ๆ
ทางคณิตศาสตร์ ลำดับวงศ์ตระกูล ซึ่งภาคผนวกจะอยู่ต่อจากบรรณานุกรม พบเป็นบางเล่มเท่านั้นที่มี
1.4.3 ดรรชนี (Index) หนังสือบางเล่มเรียกว่า สารบัญค้นเรื่อง ดรรชนีจะเรียง
ลำดับตัวอักษรของเรื่องสำคัญ ๆ ตลอดจนชื่อสถานที่หรือชื่อบุคคลสำคัญ ๆ
ที่กล่าวถึงในหนังสือเล่มนั้นพร้อมกับบอกเลขหน้าที่เรื่องนั้น ๆ ปรากฏในเล่ม
ซึ่งจะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วดรรชนีมีลักษณะคล้ายสารบัญ
แต่มีรายละเอียดมากกว่า
1.4.4 อภิธานศัพท์ (Glossary) คือ ส่วนที่เป็นบัญชีคำศัพท์เฉพาะ หรือคำศัพท์
หายากที่ใช้ในหนังสือเล่มนั้น เพื่อให้ค้นคว้าได้สะดวกและเข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น
ส่วนใหญ่จะมีในหนังสือที่ใช้ศัพท์ทางเทคนิคมาก เช่น หนังสือวิทยาศาสตร์การแพทย์
หนังสือวรรณคดี
ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือดังที่กล่าวมานี้ หนังสือแต่ละเล่มไม่จำเป็นต้องมีครบทุกส่วน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้จัดทำ และประเภทของหนังสือที่จัดทำเป็นส่วนสำคัญ เช่น
หนังสือนวนิยาย และหนังสือสำหรับเด็กไม่จำเป็นต้องมีสารบัญหรือดรรชนี
ส่วนหนังสือทางวิชาการสารบัญและดรรชนีเป็นส่วนที่สำคัญมาก ผู้ใช้หนังสือจึงควรเข้าใจส่วนต่าง ๆ
ของหนังสือและสามารถใช้แต่ละส่วนของหนังสือให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
2. ส่วนต่าง ๆ ของวารสาร
วารสารเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหาทันสมัย นำเสนอในประเด็นที่หลากหลาย อาจแบ่ง
ออกเป็น 3 ประเภท คือ วารสารทั่วไปหรือนิตยสาร (Magazine) ที่มุ่งเน้นให้ความบันเทิง
วารสารวิเคราะห์วิจารณ์ข่าว (Reviewed journal)
มุ่งเสนอข่าวที่น่าสนใจในขณะนั้นพร้อมทั้งวิเคราะห์วิจารณ์ในแง่มุมต่าง ๆ และวารสารวิชาการ
(Journal) มุ่งเน้นให้ความรู้ทางวิชาการทั้งแบบหลากหลายสาขา
วิชาหรือแบบเฉพาะสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งก็ได้ นำเสนอในรูปแบบบทความ
ซึ่งวารสารอาจมีรูปเล่มที่แตกต่างกัน ส่วนมากจะมีขนาดใหญ่กว่าหนังสือธรรมดา
และมีการจัดพิมพ์แบ่งเป็นคอลัมน์ตั้งแต่ 2 – 4 คอลัมน์ โดยประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญดังนี้
(ธาดาศักดิ์ วชิรปรีชาพงษ์. 2548 : 49 – 50 ; วิภา ศุภจาริรักษ์. 2542 : 35 – 37)
2.1 ปก ส่วนมากมักเป็นปกอ่อนแต่หนากว่าเนื้อกระดาษภายใน วารสารวิชาการมักจะ
ออกแบบให้มีลักษณะเคร่งขรึมเป็นทางการ ใช้สีเดียวหรือสองสีเป็นสีตัดกัน เช่น พื้นน้ำเงิน
ตัวอักษรขาว หรือพื้นขาว ตัวอักษรสีดำ และไม่นิยมใช้ภาพ
ส่วนใหญ่จะใช้เป็นตัวอักษรหรือการออกแบบลายเส้น
และบางฉบับจะพิมพ์ชื่อเรื่องลงในหน้าปกเป็นสารบัญแนะนำผู้อ่าน
แต่วารสารเพื่อความบันเทิงหรือนิตยสาร มักออกแบบปกให้มีภาพและสีสันสวยงามสะดุดตา
เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน บนปกวารสารจะให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับ วัน
เดือน ปี ที่ออกวารสารนั้น ๆ และเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN)
2.2 สารบัญ อยู่ถัดจากปกหน้ามีลักษณะคล้ายกับสารบัญของหนังสือ คือ
แจ้งชื่อบทความที่มีในเล่ม เลขหน้า ชื่อผู้เขียน และมีรายละเอียดคล้ายหน้าปก
แต่จะเพิ่มวัตถุประสงค์ กำหนดออก อัตราการบอกรับ สถานที่ติดต่อหรือสำนักงาน
รายชื่อคณะบรรณาธิการ และคณะผู้จัดทำวารสาร วิชาการมักออกแบบเคร่งขรึมเป็นทางการ
ทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าที่จะออกแบบให้หรูหราแบบนิตยสาร
ไม่นิยมนำภาพประกอบเรื่องจากเนื้อเรื่องมาใส่ไว้ในหน้าสารบัญอย่างที่นิตยสารนิยมทำ
2.3 บทบรรณาธิการ มักเขียนโดยบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้น ๆ เพื่อเป็นการทักทาย
กับผู้อ่านและแนะนำเรื่องเด่น ๆ ภายในฉบับนั้นเช่นเดียวกับบรรณาธิการนิตยสาร
แต่เนื่องจากวารสารส่วนใหญ่นำเสนอบทความเชิงวิชาการ
ในการแสดงความคิดเห็นซึ่งอาจมีผลเข้าข่ายละเมิดสิทธิ์ที่จะถูกฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย
จึงมักมีข้อความอีกลักษณะหนึ่งที่มักปรากฏในหน้าบทบรรณาธิการหรือหน้าสารบัญ
คือถ้อยแถลงของบรรณาธิการเกี่ยวกับความรับผิดชอบด้านกฎหมายที่มีต่อบทความและความเป็นเจ้า
ของลิขสิทธิ์ในผลงาน ซึ่งจะปรากฏอยู่ในหน้าบทบรรณาธิการนี้ด้วย
2.4 เนื้อหา เป็นส่วนให้รายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อเรื่องต่าง ๆ
ตามวัตถุประสงค์ของการจัดทำวารสารประเภทนั้น ๆ ซึ่งวารสารจะเน้นเนื้อหาไปทางด้านวิชาการ
ดังนั้นองค์ประกอบส่วนใหญ่จะเป็นบทความวิชาการ
ตอนท้ายของบทความแต่ละเรื่องมักจะมีบรรณานุกรมรายชื่อเอกสารที่ใช้อ้างอิงในการเขียน
บทความนั้น ๆ นอกจากนี้ชื่อผู้แต่งก็มักจะใช้ชื่อจริง
2.5 ภาพประกอบ ในวารสารอาจมีภาพประกอบเนื้อเรื่อง เพื่อประกอบความรู้ความเข้าใจ
และชวนอ่านยิ่งขึ้น
2.6 โฆษณาแจ้งความ วารสารมักมีการลงโฆษณาของบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ แทรกไว้
ในเล่มเพื่อจะได้ค่าโฆษณามาช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์วารสารฉบับนั้น ๆ
3. ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือพิมพ์
หนังสือพิมพ์ถือเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีความทันสมัยและได้รับความนิยมที่สุด
เพราะมี
การนำเสนอข่าวทั่วไปและเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันและอยู่ในความสนใจของผู้อ่าน
หนังสือพิมพ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ทั่วไป เป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าว
เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด คมชัดลึก
เป็นต้น และหนังสือพิมพ์เฉพาะเรื่อง เป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าว
เหตุการณ์หรือเรื่องราวที่มีเนื้อหาเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น ฐานเศรษฐกิจ ประชาชาติธุรกิจ
สยามกีฬารายวัน เป็นต้น หนังสือพิมพ์จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้
3.1 พาดหัวข่าว เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสือพิมพ์ เป็นการคัดเลือกและตัดบางตอน
ของเนื้อเรื่องในข่าวหรือเรื่องราวในหนังสือพิมพ์มาเรียบเรียงใหม่ โดยใช้ข้อความสั้น ๆ แต่สะดุดตา
จะพิมพ์ไว้หน้าแรกด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่และขนาดลดหลั่นกันลงมาตามระดับความสำคัญของข่าว
เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน
3.2 เนื้อเรื่อง เมื่อผู้อ่านได้รับทราบข่าวนั้นจากพาดหัวข่าวแล้ว ถ้าสนใจก็จะอ่านเนื้อข่าว
ซึ่งเป็นส่วนที่ให้รายละเอียดของข่าว ทั้งข่าวการเมือง อุบัติเหตุ อาชญากรรม เศรษฐกิจ การศึกษา
สังคม บันเทิง เป็นต้น รวมถึงสอดแทรกบทความทางวิชาการ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์ต่าง ๆ
หนังสือพิมพ์บางฉบับอาจลงตีพิมพ์นวนิยาย เรื่องสั้น
ที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไปอีกด้วย
3.3 ภาพประกอบ เป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงเหตุการณ์
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อีกทั้งช่วยดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการรับข่าว
จึงมักใช้ภาพที่ถ่ายจากเหตุการณ์หรือสถานที่โดยตรงมาเป็นภาพประกอบในข่าว
3.4 โฆษณา แจ้งความ มีความสำคัญต่อหนังสือพิมพ์มากเพราะเป็นการลดค่าใช้จ่าย
ในการจัดทำหนังสือพิมพ์ ทำให้ราคาของหนังสือพิมพ์จึงไม่สูงมาก
ซึ่งในการโฆษณาแจ้งความในหนังสือพิมพ์นี้จะนิยมนำเสนอเกี่ยวกับ การซื้อหรือขายสินค้า
แหล่งงาน การขอความช่วยเหลือ การแจ้งกำหนดการต่าง ๆ
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านทราบว่ารายละเอียดประกอบการตัดสินใจ
ข้อดี ข้อจำกัด การใช้และการระวังรักษา
ทรัพยากรสารสนเทศทุกประเภทถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่า
และมีความสำคัญต่อการศึกษาค้นคว้าเพราะเป็นสมบัติส่วนรวมที่ต้องใช้ร่วมกัน
ดังนั้นเพื่อมิให้ทรัพยากรสารสนเทศชำรุดเสียหายและมีอายุการใช้ประโยชน์ได้ยาวนานมากขึ้น
ผู้ใช้จะต้องศึกษาข้อดี ข้อจำกัด การใช้และระวังรักษาทรัพยากรสารสนเทศที่ถูกต้อง โดยสรุปได้ดังนี้
(รุ่งฤดี อภิวัฒนศร และคนอื่น ๆ. 2550 : 57 – 58 ; เอื้อมพร ทัศนประสิทธิผล. 2542 : 116)
ตารางที่ 2.1 ข้อดี ข้อจำกัด การใช้และการระวังรักษา
จะเห็นได้ว่า ทรัพยากรสารสนเทศแต่ละประเภท ล้วนมีข้อดี ข้อจำกัด
การใช้และการระวังรักษาทรัพยากรสารสนเทศที่แตกต่างกัน
ถือเป็นการสร้างคุณค่าของสารสนเทศและเป็นทางเลือกที่หลากหลาย
ดังนั้นผู้ใช้ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความพร้อมในการเข้าถึงสารสนเทศด้วยสื่อแต่ละประเภ
ท เพื่อให้ได้สารสนเทศตรงตามที่ต้องการ
สรุป
ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง วัสดุรูปแบบต่าง ๆ ที่มีการบันทึกความรู้ ข้อมูล
ข่าวสาร ข้อเท็จจริง และความคิดต่าง ๆ ไว้โดยใช้ภาษา สัญลักษณ์ ภาพ และเสียง
เพื่อนำมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้สารสนเทศได้ ทรัพยากรสารสนเทศเป็นสิ่งบันทึกความรู้ที่มีค
วามสำคัญต่อมนุษย์และสังคมไม่น้อยกว่าทรัพยากรอื่น ๆ
เพราะการที่ทรัพยากรสารสนเทศได้บันทึกความรู้และสารสนเทศที่มีคุณค่าไว้นั้น
ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศมีความสำคัญทั้งต่อบุคคลและสังคม ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังมีสื่อประเภทอื่น ๆ เช่น
อีเลิร์นนิ่ง (e – Learning) คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) และอินเทอร์เน็ต (Internet)
ที่กำลังมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการเรียนรู้ โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการเรียนรู้
อย่างไรก็ตามหากต้องการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ได้แก่ หนังสือ วารสาร และหนังสือพิมพ์
ที่มีคุณภาพตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงลักษณะและองค์ประกอบให้เป็นอย่างดี
เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาและประเมินค่าของสิ่งพิมพ์นั้น ๆ ให้ได้
เพราะสิ่งพิมพ์แต่ละประเภทมีรูปแบบที่เฉพาะมีลักษณะที่โดดเด่น
และมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงทรัพยากรสารสนเทศประเภทอื่น ๆ ด้วย ล้วนมีข้อดี
ข้อจำกัด การใช้และระวังรักษาทรัพยากรสารสนเทศที่แตกต่างกัน
ถือเป็นการสร้างคุณค่าของสารสนเทศและเป็นทางเลือกที่หลากหลาย
ผู้ใช้ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความพร้อมในการเข้าถึงสารสนเทศด้วยสื่อแต่ละประเภท
เพื่อให้ได้สารสนเทศตรงตามที่ต้องการ
รายการอ้างอิง
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มหาวิทยาลัยบูรพา. คณาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์. (2548). สารสนเทศและการศึกษาค้นคว้า.
พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เลี่ยงเชียง.
รุ่งฤดี อภิวัฒนศร และคนอื่น ๆ. (2550). ห้องสมุดและสารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า.
กรุงเทพฯ : ทริปเพิ้ล เอ็ดดูเคชั่น.
ลมุล รัตตากร. (2545). การใช้ห้องสมุด. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
วัลลภ สวัสดิวัลลภ และคนอื่น ๆ. (2551). สารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้.
พิมพ์ครั้งที่ 2. นครปฐม : โปรแกรมวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
วิภา ศุภจาริรักษ์. (2542). สารนิเทศกับการจัดเก็บและการสืบค้น. นครศรีธรรมราช : สถาบันราชภัฏ
นครศรีธรรมราช.
สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย. (2549). ประกาศสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เรื่อง มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549.
[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.tla.or.th/about_us/ standard.htm [30 มีนาคม
2557].
สีปาน ทรัพย์ทอง. (2556). “ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพยากรสารสนเทศ.” ใน เอกสาร
การสอนชุดวิชา การพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ หน่วยที่ 1 - 8. หน้ า 1 – 4. นนทบุรี
: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สุนี เลิศแสวงกิจ และพิศิษฐ์ กาญจนพิมาย. (2550). ห้องสมุดกับการรู้สารสนเทศ.
กรุงเทพฯ : วังอักษร.
อำไพวรรณ ทัพเป็นไทย. (2553). สารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
เอื้อมพร ทัศนประสิทธิผล. (2542). สารนิเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.