รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว 21101
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ : สารและการจาแนกสาร
บทท่ี 2 การจาแนกและองค์ประกอบของสารบรสิ ุทธ์ิ
เรื่องท่ี 1 การจาแนกสารบริสทุ ธิ์
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
สมบตั ิของสสารกับโครงสรา้ งและแรงยึดเหนย่ี วระหว่างอนภุ าค หลัก
และธรรมชาติของการเปล่ียน แปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลายและการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด
สารบริสุทธ์ิแบ่งออกเป็นธาตุและสารประกอบ ธาตุมี
องค์ประกอบเพียงชนิดเดียว ส่วนสารประกอบมีองค์ประกอบต้ังแต่ 2
ชนดิ ขน้ึ ไป
อะตอมคืออนุภาคท่ีเล็กที่สุดที่ยังแสดงสมบัติของธาตุหนึ่ง ๆ
ตวั ชี้วดั /จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหวา่ งอะตอม ธาตุ
และสารประกอบ
จากภาพขา้ งต้น เพชรกับแกรไฟต์มี
ลกั ษณะเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
.เ.พ..ช..ร..แ..ล..ะ.แ..ก..ร..ไ.ฟ..ต..์เ.ป..น็..ข..อ..ง..แ.ข..็ง..เ.ห..ม..อื ..น..ก..นั ....
.เ.พ..ช..ร..แ..ล..ะ.แ..ก..ร..ไ.ฟ..ต..ม์..ีล..กั ..ษ..ณ...ะ.แ..ต..ก..ต..่า.ง..ก..นั ......
.ค..ือ...เ.พ..ช..ร..โ.ป..ร..ง่ .ใ.ส..แ..ล..ะ..ม..คี ..ว.า..ม..แ..ข..ง็ ..แ..ต..่.....
แกรไฟตท์ ึบแสงและเปราะ
ตารางธาตุ
•อนภุ าคทเี่ ลก็ ท่สี ดุ ของเพชรและแกรไฟตเ์ หมือนหรือแตกต่างกนั อย่างไร
ตอ......นัว......ขภุ......อา......คง....อท......นเี่....ล..ภุ ....็ก..า..ท..ค......ี่สแ....ดุ..ต....ขก......อต......งา่....เง....พ..ก....ชัน......ร....แ......ล......ะ....แ......ก......ร....ไ....ฟ......ต......เ์..ห......ม......อื......น......ก......นั..........แ......ต....่ม......ีก......า....ร......จ....ดั......เ....ร....ีย......ง........
•สารบริสทุ ธอิ์ ื่น ๆ ยังมอี ีกหรือไม่ และจะจาแนกสารบรสิ ุทธิเ์ หลา่ น้ันได้อยา่ งไร
...นห.....้าน.....ต.า....า.แ....ล.น......น่..น......า้........เ...ก.....ล.....ือ......แ......ก.....ง........จ.....า.....แ......น......ก.....ไ....ด.....้จ......า.....ก.....จ.....ดุ......เ...ด......อื.....ด......จ......ุด.....ห.......ล.....อ.....ม......เ...ห.......ล.....ว.........ค......ว.....า.....ม..............
ทบทวนความรู้ก่อนเรยี น 3
เขยี นเครอื่ งหมาย หน้าคาตอบท่เี ปน็ สารบรสิ ทุ ธิ์
NaCl น้าตCา1ล2H22O11
นา้ ปลา
เกลอื แกง แนก้า๊สไนHโ2OตรNเจ2 น
นแก้าเส๊ ชคอ่ื ามรบ์ CอOน2ไดออกไพซดรกิ์ กบั เแกกลส๊อื ออกOซ2 เิ จน
อากาศ นา้ ปลา (เป็นสารผสมของน้า และน้าหมกั ปลา)
นา้ เชื่อม (เป็นสารผสมของนา้ และ นา้ ตาลทราย)
พริกกบั เกลอื (เป็นสารผสมของพริก และเกลือแกง)
อากาศ (เป็นสารผสม)
กจิ กรรมท่ี 4 สารบรสิ ุทธ์มิ ีองค์ประกอบอะไรบ้าง
จดุ ประสงค์ : แยกนา้ ดว้ ยไฟฟา้ และอธิบายผลทไ่ี ดจ้ ากการแยกนา้ ด้วยไฟฟา้
วัสดุและอุปกรณ์
รายการ ปรมิ าณ/กลุม่
เบคกง้ิ โซดา 1-2 ช้อนเบอร์ 1
น้า ประมาณ 250 ลกู บาศก์เซนติเมตร
แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์
ไฟแช๊ก 1- 2 ก้อน
ธูป 1 อัน หรอื 1 กลัก
เครอื่ งแยกน้าด้วยไฟฟ้า
ช้อนตักสารเบอร์ 1 2 ดอก
สายไฟ 1 ชดุ
1 อัน
1 เสน้
วธิ กี ารทดลอง
1. ใส่นา้ ในถว้ ยพลาสตกิ ของเคร่ืองแยกน้าด้วยไฟฟา้ จนเตม็ เบคกิง้ โซดา 1
ช้อนเบอร์ 1 รอใหล้ ะลาย จนหมดแลว้ ปิดฝาครอบท่ีมีหลอดแก้วและ
ขัว้ ไฟฟ้า
2. ใช้ปลายน้วิ ปิดรูระบายอากาศที่ฝาครอบแลว้ ควา่ ถว้ ยพลาสตกิ
เพอ่ื ให้นา้ เขา้ ในหลอดแก้วจนเตม็ แล้วหงายถว้ ยพลาสตกิ ขึ้นโดยไมม่ ี
ฟองอากาศในหลอด
3. ตอ่ สายไฟจากแบตเตอรขี่ นาด 9 โวลต์ เขา้ กบั เครื่องแยกนา้ ด้วยไฟฟา้
ให้ครบวงจรสังเกตการเปลี่ยนแปลงในหลอดแกว้ ทั้งสอง บันทกึ ผล
4. เมอ่ื ระดบั น้าในหลอดใดหลอดหนึ่งลดลงเกอื บหมดหลอดถอดสายไฟ
ออก ทาเครื่องหมายแสดงระดับนา้ ที่เหลืออยู่ในแตล่ ะหลอดทดลองและ
แสดงว่าแต่ละหลอดมาจากขัว้ ใด
5. ระมดั ระวงั ให้ปากหลอดยังควา่ อยู่ใตน้ ้าตลอดเวลาจนกวา่ จะทดสอบ
สารทีอ่ ยู่ในหลอด คอ่ ยๆดันหลอดและจกุ ยางออกทางด้านล่างของฝา
ครอบ เก็บขวั้ ไฟฟ้า
6. ทดสอบสารในหลอดจากขว้ั บวก โดยใช้ปลายนวิ้ ช้ปี ิดปากหลอดใหแ้ นน่ ตัง้ แต่
ปากหลอดยงั อยู่ใตน้ ้าหงายมอื ขึน้ โดยยงั ไมเ่ ปดิ ปากหลอด แล้วใชธ้ ูปท่ลี ุกเปน็ เปลว
ไฟจ่อลงในปากหลอดทนั ทีทป่ี ลายนว้ิ ขยับเปิดปากหลอด สงั เกตการเปลย่ี นแปลง
บนั ทกึ ผล
7. ทดสอบสารในหลอดจากขว้ั ลบ โดยวิธีเดียวกันกับขอ้ 6 สงั เกตการเปล่ยี นแปลง
บนั ทึกผล
8. ทาซ้าต้งั แต่ 1-5 แลว้ ทดสอบสารในหลอดจากข้วั บวกและขวั้ ลบทีละหลอด โดย
ใชธ้ ูปทเ่ี ปน็ ถา่ นแดงจอ่ ลงในหลอดทันทที ป่ี ลายน้ิวขยับเปดิ ปากหลอด สงั เกตการ
เปล่ยี นแปลง บันทกึ ผล
ภาพการแยกน้าดว้ ยไฟฟา้
การเกิดแกส๊ การเกิดแกส๊
ออกซิเจนที่ ไฮโดรเจนที่
ข้วั บวก ข้วั ลบ
ฟองออกซเิ จนมันจะเปน็ ฟองใหญๆ่ ขึน้ ช้าๆ ไม่
เหมือนฟองไฮโดรเจนเป็นฟองฝอยละเอียด
(ลองสังเกตดคู ่ะ)
การเกดิ แกส๊
ออกซเิ จนที่
ขั้วบวก
การเกิดแก๊สไฮโดรเจน
ทีข่ ้วั ลบ
การทดสอบสมบตั กิ ารติดไฟของแก๊สไฮโดรเจน
การทดสอบสมบัตกิ ารชว่ ยใหไ้ ฟติดของแกส๊ ออกซเิ จน
ข้ัวบวกทดสอบ ขั้วลบทดสอบแกส๊
แก๊สท่ี ที่ติดไฟ
ชว่ ยให้ไฟติด
ผลการทากจิ กรรม แก๊สออกซิเจน
สิ่งที่สงั เกตได้ การ ระดบั นา้ ที่ ปริมาณสาร ผลทดสอบ ผลทดสอบ
ชุดทดลอง เปลยี่ นแปลง เหลอื ใน ทีเ่ กิดขึน้ ใน ด้วยธปู ท่ีมี ด้วยธูปทต่ี ดิ
ทสี่ ังเกตได้ หลอด หลอด เปลวไฟ ถ่านแดง
สารในหลอดแกว้ มฟี องแกส๊ 6 cm 3 cm - ธูปจะวาบ
ทข่ี ้ัวบวก ไมม่ สี ขี นาด เปน็ เปลว
(เดาว่าเปน็ แกส๊ เล็กผุดข้นึ ไฟสว่าง
และสะสมที่
ออกซเิ จน) ปลาย
ด้านบนของ
หลอด
ผลการทากจิ กรรม แก๊สไฮโดรเจน
สิ่งท่สี ังเกตได้ การ ระดับน้าที่ ปริมาณสาร ผลทดสอบ ผลทดสอบ
ชุดทดลอง เปลี่ยนแปลง เหลอื ใน ที่เกิดขึน้ ใน ด้วยธูปท่มี ี ดว้ ยธูปท่ตี ดิ
ที่สงั เกตได้ หลอด หลอด เปลวไฟ ถ่านแดง
สารในหลอดแกว้ มฟี องแกส๊ 3 cm 6 cm สารที่อยใู่ น -
ท่ขี ้วั ลบ
(เดาวา่ เปน็ แกส๊ ไมม่ ีสีขนาด
หลอดตดิ ไฟ
ไฮโดรเจน) เล็กผดุ ข้นึ
จานวนมาก เกดิ เปลวไฟ
และสะสมที่ ลกุ ไหม้
ปลายด้าน และมี
บนของ เสยี ง
หลอด
คาถามท้ายการทดลอง
1. เม่อื ตอ่ สายไฟจากแบตเตอร่เี ข้ากบั เครื่องแยกน้า
ไฟฟ้าใหค้ รบวงจร ในหลอดแกว้ จากขั้วบวกและขว้ั
ลบมีการเปลี่ยนแปลงเหมอื นหรอื ต่างกนั อย่างไร
หลอดแก้วทั้งสองเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนกันโดยมีฟอง
แก๊สขนาดเล็กผุดขึ้นจากขดลวดขึ้นไปแทนที่น้าท่ีปลาย
ด้านบนของหลอดทดลองท้ังสอง ทาให้ระดับน้าในหลอด
ลดลง แต่ต่างกันตรงท่ีปริมาณแก๊สท่ีเกิดขึ้นในแต่ละหลอด
โดยในหลอดทตี่ ่อกบั ข้ัวลบมมี ากกว่าในหลอดทต่ี อ่ กับขวั้ บวก
2. เม่ือเปรียบเทยี บปริมาณสารท่เี กดิ ข้ึนในหลอดจากขั้วบวกและขวั้
ลบ มีอตั ราส่วนประมาณเทา่ ใด อัตราสว่ นประมาณ 1:2
3. เม่ือทดสอบสารในหลอดจากขวั้ บวกและขวั้ ลบโดยใช้ธปู ท่ลี กุ เป็น
เปลวไฟ และธูปทีเ่ ปน็ ถ่านแดง สงั เกตเหน็ การเปลี่ยนแปลงแตกตา่ ง
กนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
แตกต่างกันเมอ่ื ทดสอบดว้ ยธปู ท่ลี ุกเปน็ เปลวไฟ ในหลอด
จากข้วั บวกมเี ปลวไฟสวา่ งจากเดมิ เพียงเลก็ น้อย ไม่มีเสียง
สว่ นในหลอดจากข้วั ลบเกดิ เปลวไฟลกุ ไหม้และมเี สยี ง เมื่อ
ทดสอบด้วยธปู ทตี่ ดิ ไฟเปน็ ถ่านแดง ในหลอดจากขัว้ บวกจะ
เกิดเปลวไฟลกุ สวา่ งขึน้ ส่วนในหลอดจากขว้ั ลบ จะไมม่ ีการ
เปล่ียนแปลง
4. สารในหลอดจากขัว้ บวกและขัว้ ลบเปน็ สารชนิดเดียวกนั หรือไม่
ทราบได้อย่างไร
แนวคาตอบ
สารในหลอดจากขัว้ บวกและขวั้ ลบเป็นไม่ใชส่ ารชนิด
เดยี วกนั ทราบได้จากผลการทดสอบดว้ ยธปู ซง่ึ ได้ผลต่างกนั
โดยแก๊สในหลอดจากข้วั บวกช่วยใหไ้ ฟติด ส่วนแกส๊ ในหลอด
จากขว้ั ลบตดิ ไฟไดแ้ ละสามารถทราบได้จากปริมาณแกส๊ ที่
เกิดข้นึ อีกดว้ ย โดยแก๊สที่หลอดจากขั้วบวกมปี รมิ าณน้อย
กว่าแก๊สทห่ี ลอดจากขัว้ ลบประมาณคร่ึงหนง่ึ
5. น้าเปน็ สารบริสทุ ธ์ิหรอื สารผสม ทราบไดอ้ ยา่ งไร
แนวคาตอบ
น้าเปน็ สารบรสิ ุทธิ์ ทราบไดจ้ ากสมบัติของน้า ซ่งึ มีจดุ เดอื ด
คงท่ี และอณุ หภมู ทิ ีน่ ้าเริ่มหลอมเหลวและหลอมเหลวจน
หมดเป็นอุณหภูมเิ ดยี วกัน
6.จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร
แนวคาตอบ
การผ่านกระแสไฟฟา้ ลงไปในน้าซึง่ เป็นสารบรสิ ุทธ์ิ ทา้ ใหน้ ้า
สลายตัวได้เปน็ แก๊สทีม่ สี มบัตแิ ตกตา่ งกัน 2 ชนิด คือ แก๊สที่
ชว่ ยให้ไฟติดและแก๊สทีต่ ดิ ไฟได้ ในอตั ราส่วน 1:2 ซึง่ แกส๊ ท้ัง
สองมสี มบตั แิ ตกต่างจากสมบัติของน้าซ่ึงเป็นของเหลว ไมม่ สี ี
สารบริสุทธิ์รอบตัวบางชนิดเป็นธาตุ เช่น
ทองคา เพชร ทองแดง ปรอท แก๊สไนโตรเจน
บางชนิดเป็นสารประกอบ เช่น เกลือแกง
น้าตาล โปรตีน คารโ์ บไฮเดรต
ในคาบเรียนต่อไป เราจะศกึ ษากนั ต่อไปเร่ืองท่ี 2 โครงสร้าง
อะตอม แล้วพบกันใหม่คะ่