สถานการณ์ 1
นักเรียนเป็นพนักงานในโรงงานทาโฟมฉนวนความร้อนแห่งหน่ึงท่ีได้รับมอบหมาย
ให้ปรับปรงุ การผลิตโฟม ฉนวนความร้อนโดยใชแ้ ก๊สชนดิ อ่นื แทน CFCs
สถานการณ์ 2
นักเรียนเป็นนักเคมีในบริษัทผลิตเครื่องสาอางแห่งหน่ึงที่ได้รับมอบหมายให้ผลิต
ครมี กันแดดที่สามารถปอ้ งกนั รังสี UVB ได้
2. เลอื กสถานการณ์ทีส่ นใจและระบปุ ญั หาและตง้ั คาถามโดยใช้ความร้ทู างเคมี
3. สืบค้นข้อมลู ทเี่ กีย่ วข้องแลว้ ตง้ั สมมติฐานและกาหนดตวั แปร
4. ออกแบบวิธีการตรวจสอบสมมติฐาน
5. นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหา
ผลการทากิจกรรม
สถานการณ์ 1
นกั เรยี นเปน็ พนักงานในโรงงานทาโฟมฉนวนความร้อนแหง่ หน่ึงทีไ่ ดร้ บั มอบหมายให้ปรบั ปรุงการ
ผลิตโฟม ฉนวนความรอ้ นโดยใชแ้ กส๊ ชนดิ อน่ื แทน CFCs
คาสาคัญ สาหรบั สบื ค้นขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ เช่น
- การเกดิ ปฏิกริ ยิ าของโอโซนกบั CFC
- สารทาโฟม (foam blowing agents)
- สารทดแทน CFC (CFC replacement)
- การทดสอบสมบตั ขิ องโฟมฉนวนความรอ้ น (thermal conductivity properties tests)
ปญั หา
………………ก…า…รใ…ช…้สา…ร…C…F…C…s…ใ…นก…า…ร…ผ…ลิต…โ…ฟ…ม…ฉน…ว…น…ค…ว…าม…ร…้อ…น…ท…า…ให…้เ…ก…ิดช…่อ…ง…โห…ว…่โอ…โ…ซ…น……………………
…คา…ถ…า…ม……แ…ก…๊สช…น…ดิ …ใ…ดส…า…ม…า…รถ…ใ…ช…แ้ ท…น…ส…า…ร…C…F…Cs……ใน…อ…ตุ …ส…าห…ก…ร…รม…ท…า…โฟ…ม…ฉ…น…ว…น…ค…วา…ม…ร…้อน…………………
การสบื คน้ ข้อมูล
…1.…ป…ฏ…ิก…ริ ยิ…า…ก…าร…ท…า…ล…าย…ช…นั้ …โอ…โ…ซ…น…โด…ย…ส…าร…C…F…C…s…(…ch…l…o…ro…fl…u…o…ro…c…a…rb…o…n…s)…เ…ช…น่ …ก…า…รท…า…ล…าย……………
…ชั้น…โ…อ…โซ…น…ข…อ…ง…C…C…l3…F…(t…ri…ch…l…o…ro…f…lu…o…ro…c…a…rb…o…n…) …ห…รือ……C…FC…-…11……ห…รือ……fr…e…on…-…1…1…ด…งั ส…ม…ก…า…รเ…ค…มี……
Cl อะตอมท่ีเกดิ ขน้ึ ในสมการเคมี (3) สามารถทาปฏกิ ริ ยิ ากบั O3 โมเลกุลอนื่ ๆ ได้อกี และปฏิกิริยา
จะเกิดต่อเน่ืองไปเรอ่ื ย ๆ นับจานวนคร้ังไม่ถว้ น
2. ตวั อย่างและสมบัตขิ อง Blowing agents ที่ใช้แทน CFCs เช่น - HCFCs (hydrochlorofluorocarbons)
ทาปฏิกิริยากับ O3 ได้แตม่ ีผลกระทบ ต่อบรรยากาศน้อยกวา่ CFCs อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้
ลดการใช้ แก๊สชนิดน้ี - CO2 ไม่ทาปฏิกิริยากับ O3 ไม่ไวไฟ แต่เป็นแก๊สเรือนกระจก - pentane และ
cyclopentane ไม่ทาปฏิกริ ยิ ากบั O3 แต่เป็นแก๊สเรอื นกระจก และเปน็ แกส๊ ทไ่ี วไฟ
3. การทดสอบสมบตั ิของโฟมฉนวนความร้อน จะทดสอบค่าตา่ ง ๆ ตามมาตรฐานของ Japanese Industrial
Standard หรือ JIS A 5905 โดยมีรายละเอยี ดดงั นี้
จากการสืบค้นข้อมูลจะเห็นว่า แก๊ส
CO2 pentane และ cyclopentane
ไม่ทา ปฏิกิริยากับ O3 แต่ CO2 เป็น
แก๊สที่ไม่ไวไฟ จึงอาจนามาใช้ในการ
ผลิตโฟมฉนวนความร้อน แทน CFCs
ได้ หลังการสืบค้นข้อมูลอาจตั้งคาถาม
ย่อย ตั้งสมมติฐาน ระบุตัวแปร และ
ออกแบบวิธี ตรวจสอบสมมติฐานได้
เช่น
คาถามยอ่ ย
…แก…ส๊ …C…O…2…ป…ร…ิม…า…ณ…เท…่า…ใด…ท…่สี …า…ม…าร…ถ…ใช…้ใ…น…ก…าร…ผ…ล…ติ โ…ฟ…ม…ฉ…น…วน…ค…ว…า…มร…อ้ …น…ให…ม้…ีส…ม…บ…ตั …ิ ใ…ก…ลเ้…ค…ยี ง………
…กับ…ท…่ผี …ล…ติ …โด…ย…ใช…้…C…FC…s…………………………………………………………………………………………………………
สมมติฐาน
ป…ร…มิ …า…ณ…ข…อ…งแ…ก…ส๊ …C…O…2…ท…ี่ใ…ชใ้…น…ก…ระ…บ…ว…น…ก…าร…ผ…ล…ติ ส…ง่…ผ…ล…ตอ่…ส…ม…บ…ตั …ขิ …อง…โ…ฟ…ม…ฉน…ว…น…ค…ว…าม…ร…อ้ …น…………
ตวั แปร
ตัวแปรตน้
• ปริมาณของแกส๊ CO2 ท่ีใชผ้ ลิตโฟมฉนวนความร้อน
ตวั แปรตาม
• สมบตั ิของโฟมฉนวนความร้อน
ตัวแปรที่ตอ้ งควบคุมใหค้ งท่ี
• วัสดุทใี่ ชท้ าโฟม ความหนาของโฟม วิธีทดสอบโฟม
ตรวจสอบสมมติฐาน
1. ผลติ โฟมฉนวนความรอ้ นโดยใชแ้ กส๊ CFCs เพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ
2. ผลิตโฟมฉนวนความรอ้ นทม่ี ีความหนาเทา่ กับโฟมในขอ้ 1 แต่ใช้แกส๊ CO2 ใน
ปรมิ าณต่าง ๆ กัน
3. ทดสอบสมบตั ิของโฟมฉนวนความร้อนในดา้ นความหนาแน่น ปริมาณความช้นื
ความแข็งแรงดัด การพองตวั เมอื่ แชน่ ้า และค่าความต้านทานความรอ้ นของโฟม
ในขอ้ 1 และ 2
4. เปรียบเทยี บสมบัติของโฟมฉนวนความรอ้ นในขอ้ 2 กบั ข้อ 1
สถานการณ์ 2
นักเรียนเป็นนักเคมีในบริษัทผลิตเครื่องสาอางแห่งหนึ่งท่ีได้รับมอบหมายให้ผลิตครีมกันแดดท่ี
สามารถป้องกนั รังสี UVB ได้
คาสาคญั สาหรบั สบื ค้นขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ เช่น
- ส่วนผสมในครมี กันแดด (sunblock or sunscreeningredients)
- สารป้องกันรังสี UVB (UVB protection)
- ประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVB
ป…ัญ……ห…า ……กา…ร…ได…้ร…บั …ร…งั ส…ี …U…VB……ท…าใ…ห…เ้ ป…็น…โ…รค…ม…ะ…เร…ง็ …ผวิ…ห…น…ัง………………………………………………………………
คาถาม
………………ค…รีม…ก…นั …แ…ดด…ท…ป่ี …อ้ …ง…กัน…ร…งั …ส…ี U…V…B…ค…ว…ร…มีส…ว่ …น…ผ…ส…ม…เป…็น…อ…ยา่…ง…ไร………………………………………………
การสบื ค้นขอ้ มลู
………1ผ.………ลอ………ติ ง………ภค………ัณ์ป………รฑะ………ค์ก………รอีม………บก………ในัน………แค………ดร………มีดกช………ันน………แิด………ดห………ดน………ง่ึ ………มีส………ว่ ………น………ป………ร………ะก………อ………บ………ด………ัง………แ………ส………ดง………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…2.…ส…า…ร…ที่ท…า…ห…น…า้ …ที่ป…อ้…ง…ก…ัน…รัง…ส…ี U…V…B…ใ…น…ค…รมี…ก…นั …แ…ด…ด…มีห…ล…า…ย…ช…น…ดิ ……………………………………………………
…เช…น่ …H…o…m……os…a…la…t…e,…O…c…t…oc…r…yl…e…n…e,…O…c…t…is…al…a…te…, …O…x…yb…e…n…z…o…ne…,………………………………………………
…Pa…d…im……a…te…O…,…E…n…s…ul…iz…o…le…,…T…it…a…ni…u…m…d…i…o…xi…d…e ………………………………………………………………………
(หรอื Titanium(IV) oxide), Zinc oxide ซง่ึ จากตารางองค์ประกอบของ
ครมี กันแดดในขอ้ 1 จะพบว่า Padimate O และ Oxybenzone ทาหน้าทเ่ี ป็นสาร
ปอ้ งกนั รงั สี
3. ประสทิ ธิภาพในการปกป้องรังสี UVB ประสทิ ธภิ าพในการปกป้องรงั สี UVB จะแสดงอยู่ในรปู ของคา่ SPF (Sun
Protection Factor) ซึ่งคานวณไดด้ ังนี้
เมื่อ MEDp แทน ปริมาณรงั สี UV ทน่ี ้อยทสี่ ดุ ทที่ าให้ผวิ หนังที่ทาครมี เกดิ ผน่ื แดง MEDu แทน ปริมาณรงั สี UV ที่
นอ้ ยทสี่ ดุ ทที่ าให้ผิวหนังท่ไี มไ่ ด้ทาครีมเกิดผน่ื แดง ค่า SPF ที่แตกตา่ งกันจะมีประสทิ ธิภาพการกรองรังสี UVB ได้
แตกตา่ งกัน ดงั แสดง ในตาราง
องคก์ ารอาหารและยาแหง่ สหรัฐอเมรกิ า (Food and Drug
Adminstration, FDA) ไดก้ าหนดให้ครีมกนั แดดท่ีมี SPF ตา่ กวา่ 15
ตอ้ งมขี ้อความเตือนวา่ “สามารถปกปอ้ งแดดเผาได้ แต่ไมป่ อ้ งกัน
มะเรง็ ผิวหนงั ”
จากการสืบค้นขอ้ มลู พบวา่ มสี ารหลายชนิดทสี่ ามารถป้องกันรังสี UVB ได้ หาก
ต้องการพัฒนาสูตรครีมกนั แดดทม่ี อี ยู่แลว้ ในทอ้ งตลาด อาจทาได้โดยเปลีย่ นชนดิ ของสาร
ป้องกันรงั สี UVB เช่น เปลยี่ นมาใช้ zinc oxide แทน ซึ่งเมอื่ สืบค้นขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ พบว่า
กระทรวงสาธารณสขุ กาหนดให้มี zinc oxide ในเครือ่ งสาอางได้ไม่เกนิ ร้อยละ 25 โดยมวล
หลังการสืบคน้ ขอ้ มลู อาจต้ังคาถามย่อย ตัง้ สมมติฐาน ระบตุ วั แปร และออกแบบวธิ ี
ตรวจสอบสมมตฐิ านได้ เชน่
คาถามยอ่ ย
……คว……ร……ใ……ช……้ z……i……n……c……o……x……id……e…………ใน……ค……ร……ีม……ก……ัน……แ……ด……ด…………ป……ริม……า……ณ…………เท……่า……ใ……ด……เ……พ……่ือ……แ……ท……น……P……a……d……im…………a……te…………O…………แ……ล……ะ………………………………………………
…O…x…yb…e…n…z…o…n…e……โด…ย…ย…ัง…ส…า…ม…าร…ถ…ป…้อ…ง…ก…นั …ร…งั …สี…U…V…B……ได…้ ………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สมมตฐิ าน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…ป…รมิ…า…ณ……ข…อง……z…in…c…o…x…i…d…e…ใ…น…ค…ร…ีม…กนั……แด…ด…ม…ผี…ล…ต…่อ…ป…ร…ะ…ส…ิท…ธ…ิภ…า…พ…ก…า…รป…้อ…ง…ก…ัน…ร…ัง…ส…ี U…V…B……………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ตัวแปร ………………ป…รมิ …า…ณ……zi…n…c …o.x.…id…e………………………………………………………………
ตัวแปรตน้ ………………ป…ระ…ส…ทิ …ธ…ิภา…พ…ก…า…รป…้อ..ง…ก…ัน…ร…ังส…ี …U…VB……………………………………………
ตวั แปรตาม
ตัวแปรทีต่ อ้ งควบคุมให้คงที่
………………………………………………………………………………………………………………อง……ค……์ป……ร……ะก……อ……บ……อ……่นื ……ๆ……ใ……น……ค……รีม……ก……ัน……แ……ด……ด……ย……ก……เว……้น……P……a……d……im…………at……e……O…………………………………………………………………………
………………………………………………………O…xy…b…e…n…z…on…e……แล…ะ…P…u…r…if…ie…d…w…a…te…r………………………………………………………………
………………………………………………………คณุ……ภ…าพ…ข…อ…ง…z…in…c…o…x…id…e…………………………………………………………………………………
นิยามเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร
- ใช้ zinc oxide แทนสดั ส่วนของ Padimate O Oxybenzone และ Purified water โดยสดั สว่ นของ
ปรมิ าณองค์ประกอบอืน่ คงท่ี
- ประสิทธิภาพการปอ้ งกนั รังสี UVB วัดจากคา่ SPF
ตรวจสอบสมมติฐาน
1. เตรยี มครมี กนั แดดตามสูตรท่มี ี Padimate O
และ Oxybenzone เพ่ือใช้เปน็ ตัวเปรียบเทียบ
2. เตรยี มครมี กนั แดดตามสตู รในข้อ 1 แต่ใช้ zinc
oxide แทน Padimate O Oxybenzone และ
Purified water ในปริมาณร้อยละ 10 15 20
และ 25 โดยมวล ตามลาดับ
3. หาคา่ SPF ของครีมกันแดดแต่ละสตู ร
คาชี้แจง ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ อา่ นข่าวทีก่ าหนดให้และเติมขอ้ ความลงในช่องว่างให้ถูกต้องและ
สมบูรณ์
แนะวธิ ปี ฏบิ ตั ติ วั เม่ือ "แอมโมเนีย" รวั่ ไหล ศึกษาไว้เพ่อื ความปลอดภัย
: ที่มา ขา่ วไทยรัฐออนไลน์ 10 ต.ค. 2563 14:25 น.
กรมการแพทย์ เตือนสาร "แอมโมเนีย" ที่พบเห็นทั่วไปในชีวิตประจาวันตามร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชา หากเกิดการร่ัวไหลอาจ
เกิดอนั ตรายได้ แนะวิธีปฏิบัตติ ัว เพ่ือความปลอดภยั ของตนเองและคนรอบขา้ ง
นายแพทยส์ มศักด์ิ อรรฆศลิ ป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า "แอมโมเนีย" เป็นสารเคมีที่เป็นอันตรายสูงต่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นสาร
กัดกร่อนผิวหนัง ดวงตา ปอด และระบบการหายใจ ซ่ึงแก๊สมีคุณสมบัติละลายน้าได้ดี เข้าสัมผัสหรือเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ
โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้รับอันตราย ซึ่งในกรณีที่ได้รับปริมาณน้อย จะมีอาการไอ หลอดลมตีบ แต่หากได้รับสารใน
ปริมาณมากหรือเป็นระยะเวลานาน จะมีอาการทางเดินหายใจส่วนบนบวม ไหม้ หรืออุดกั้น จนเกิดเสียงผิดปกติขณะหายใจเข้าได้ ซึ่งใน
บางกรณีอาจมคี วามรนุ แรงถึงข้นั ทาลายปอด
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายมักพบอาการอ่ืนๆ ร่วม ได้แก่ กล่องเสียงอักเสบ, หลอดลมอักเสบ, หายใจดังว้ีด, หอบเหนื่อย, เจบ็ หน้าอก,
น้าท่วมปอด, ปอดอักเสบ, ขาดออกซิเจน หากสัมผัสผิวหนัง จะทาใหร้ ะคายเคืองและไหม้ได้ หากสัมผัสตา จะทาให้เยื่อบุตาขาวอักเสบ
น้าตาไหล ระคายเคืองกระจกตา ตาบอดชั่วคราวหรือถาวรได้ อาการระยะยาว ผู้ท่ีสัมผัสแก๊สเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการไอเรื้อรัง
เหน่อื ย การทางานปอดผดิ ปกติ
หากเกิดการรั่วไหลของแก๊สแอมโมเนียในปริมาณน้อย เริ่มแรกให้แยกผู้คนออกห่างจากบริเวณท่ีรั่วไหลเป็นระยะทาง 30 เมตร ใน
เวลากลางวัน และ 100 เมตรในเวลากลางคืน หรือหากมีการรั่วไหลในปริมาณมาก ให้แยกผู้คนออกห่างจากบริเวณร่ัวไหลเป็นระยะทาง
150 เมตร ในเวลากลางวัน และ 800 เมตร ในเวลากลางคนื
ทางดา้ น นายแพทยส์ มบรู ณ์ ทศบวร ผอู้ านวยการโรงพยาบาลนพรตั นราชธานี กล่าวเพ่มิ เติม แนวทางการระงับเหตุฉุกเฉนิ การรับสาร
แอมโมเนีย เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ การกินหรือการซึมผ่านผิวหนัง อาจทาให้เสียชีวิต ไอระเหยอาจทาใหเ้ กิดการระคายเคืองและการ
กัดกร่อนอย่างรุนแรง การสัมผัสอาจทาให้เกิดแผลไหม้บาดเจ็บสาหัสหรือเน้ือตายจากความเย็นจัด หากสารลุกไหม้อาจทาให้เกิดก๊าซที่มี
ฤทธร์ิ ะคายเคือง/เป็นพิษ
สาหรับแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุก่อนถึงโรงพยาบาล มีดังน้ี ให้เคล่ือนย้ายผู้ประสบเหตุไปยังท่ีอากาศบริสุทธ์ิ
ให้คนไข้นอนราบกบั พื้น หายใจชา้ ๆ เปิดตาเทา่ ที่จาเปน็ ใช้ผ้าบางชุบนา้ เปยี กปดิ
ปากและจมกู ระหว่างขนยา้ ยออกจากพนื้ ที่ ให้ถอดเส้ือผ้าที่เปอื้ นแอมโมเนยี ออกทนั ที แตใ่ นกรณเี ส้ือผ้าที่เย็นแข็งติดผิวหนัง ต้องทาให้
ออ่ นตัวกอ่ นถอดล้างรา่ งกายด้วยนา้ อุน่ สะอาดอย่างน้อย 15 นาที
• กรณีที่แอมโมเนียสัมผัสตา ให้ล้างออกด้วยน้าปริมาณมากๆ โดยเปิดน้าไหลผ่านตา อย่างน้อย 15 นาที แล้วรีบไปพบแพทย์
โดยเร็ว
• กรณที ี่แอมโมเนียสัมผสั ผิวหนงั ให้ลา้ งออกด้วยนา้ สบู่
• กรณีหายใจเอาแอมโมเนียเข้าไป ควรรีบเคล่ือนย้ายจากท่ีเกิดเหตุไปไว้ในท่ีอากาศถ่ายเท ถ้าผู้ประสบเหตุหายใจอ่อนให้ใช้
ออกซเิ จนชว่ ยหายใจ นาน 2 นาที แตไ่ มเ่ กนิ 15 นาที แตห่ ากหัวใจหยุดเตน้ ใหป้ ั๊มหวั ใจทันที
• กรณกี ลนื กนิ แอมโมเนีย ให้บ้วนปากดว้ ยน้ามากๆ และด่มื น้า 1 แกว้ และทาให้อาเจียนโดยใช้ยาขับเสมหะหรือวิธีการล้วงคอ
อย่างไรก็ตาม ยกเว้นในรายที่หมดสติ ให้รีบนาส่งแพทย์ทันที และหากอยู่ในสถานที่ท่ีมีความเส่ียงต่อการร่ัวไหลของแอมโมเนีย ให้
เตรียมอปุ กรณแ์ ละสถานท่ีให้พร้อมใชง้ านเสมอ
ประเภทของข่าว ……………………………………………………………………ข……่า……ว……ส……ุข……ภ……า……พ………………………………………………………………………………
พาดหัวขา่ ว ……………………………………………………………………………………..…
เหตกุ ารณ์ที่ ………………แ……น……ะว……ธิ……ีป……ฏ……ิบ……ตั……ิต……ัว……เ……ม……อ่ื ……"……แ……อ……ม……โม……เ……น……ีย……"……ร……่ัว……ไห……ล…………ศ……กึ ……ษ……า…………
เกิดข้นึ ในขา่ ว ……………………………ไ…ว…เ้ พ……อ่ื ค…ว…า…ม…ป…ล…อ…ด…ภ…ยั ……………………………
……เ……ต……อื ……น……ส……า……ร……"……แ……อ……ม……โม……เ……น……ีย……" ……ท……พี่ ……บ……เ……ห……น็ ……ท……ัว่ ……ไป……ใ……น……ช……วี ……ติ ……ป……ร……ะ……จา……ว……ัน……ต……า……ม……ร……า้ ……น
…ส…ะ…ด…ว…ก…ซ…อื้ …ร…้า…น…ข…า…ย…ข…อ…ง…ช…า…ห…า…ก…เก…ิด…ก…า…ร…รั่ว…ไ…ห…ล…อ…า…จ…เก…ิด…อ…นั …ต…ร…า…ยไ…ด้
…แ…น…ะ…ว…ิธ…ีป…ฏ…ิบ…ัต…ติ …ัว…เ…พ…่อื …ค…ว…า…ม…ป…ล…อ…ด…ภ…ยั …ข…อ…งต…น…เ…อ…ง…แ…ละ…ค…น…ร…อ…บ…ข…า้ …ง…
………………………………………………………………………………………………………………
แบบทดสอบหลังเรียน
คาช้ีแจง แบบทดสอบฉบับนีต้ ้องการวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ใหน้ กั เรียนเขยี น
คาตอบลงในช่องว่าง
สถานการณท์ ี่ 1
บญุ ธรรมเปน็ ชาวไรก่ อ่ นปลูกพชื แตล่ ะครัง้ เขาจะทาการไถทด่ี ินโดยใชร้ ถขนาดใหญ่ ซึ่งสะดวกและรวดเร็วเม่ือปลูก
พืชแล้วเขาจะบารงุ ดูแลรกั ษาพชื ไร่โดยใช้รถไถและอุปกรณ์ทท่ี นั สมยั เม่อื เข้าไปฉดี พ่นสารฆ่าแมลงรดนา้ และพรวน
ดินนอกจากนย้ี งั ใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตรเ์ พอ่ื ผลผลติ ทาให้ได้ผลผลติ จานวนมากและมีคุณภาพดเี ปน็ ท่ตี อ้ งการของตลาด
ต่อมาปรากฏวา่ คณุ ภาพดนิ ในทน่ี น้ั เสอ่ื มลงโดยดนิ มลี ักษณะแข็งและแน่นทดลองไถพรวนให้ลกึ กว่าเดมิ แต่เม่ือ
ปลกู พืชรดนา้ และใสป่ ุ๋ยวิทยาศาสตรต์ ามปกตแิ ลว้ 1-2 เดอื นต่อมาดินกจ็ ะแข็งและแน่นเชน่ เดิมเขาไดส้ งั เกตพบว่า
ปัญหาเช่นน้ีจะไม่เกิดกบั ชาวไร่ทใ่ี ชร้ ถไถขนาดเลก็ และใช้ป๋ยุ อินทรยี ์ในการบารุงดนิ
1. ข้ันระบุปัญหา (ปัญหาในสถานการณค์ อื อะไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ขนั้ วเิ คราะหป์ ญั หา (นักเรยี นจะคาดคะเนสาเหตุของปัญหาในสถานการณน์ ี้ไดว้ า่ อย่างไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ขัน้ กาหนดวิธีการ (เพ่ือการแกป้ ญั หาจากสถานการณด์ งั กลา่ วนกั เรยี นคดิ วา่ จะแก้ปัญหาในสถานการณน์ ไี้ ด้อยา่ งไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ข้นั การตรวจสอบผลลัพธ์ (จากการท่ีนกั เรยี นได้เสนอวิธีการแก้ปญั หาในสถานการณด์ ังกล่าวแล้วนกั เรยี นคดิ วา่ ผลทไ่ี ดจ้ ะเปน็
อยา่ งไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สถานการณ์ 2
มาลัยปลูกบา้ นอยู่ใกลก้ บั โรงงานถลงุ ถ่านหนิ ครอบครวั ของมาลยั รับจา้ งทางานในโรงงานนเ้ี ขาและคนในบ้าน
ด่ืมน้าจากน้าฝนท่ีรองใส่แท้งค์เก็บน้าเอาไว้ใช้ตลอดทั้งปี อยู่มาไม่นานมาลัยและคนในบ้านก็มีอาการอ่อนเพลีย
ปวดศีรษะเป็นไข้บ่อย ๆ และในทสี่ ดุ ต้องไปนอนรกั ษาตัวทโ่ี รงพยาบาลเลย
1. ขั้นระบุปัญหา (ปัญหาในสถานการณ์คืออะไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ขนั้ วิเคราะหป์ ัญหา (นกั เรียนจะคาดคะเนสาเหตุของปญั หาในสถานการณน์ ้ีได้วา่ อย่างไร)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ขั้นกาหนดวธิ กี าร (เพือ่ การแก้ปัญหาจากสถานการณด์ ังกลา่ วนักเรียนคิดวา่ จะแก้ปัญหาใน
สถานการณน์ ไ้ี ด้อย่างไร)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ขั้นการตรวจสอบผลลัพธ์ (จากการท่ีนกั เรียนได้เสนอวธิ กี ารแก้ปัญหาในสถานการณ์ดังกลา่ วแล้ว
นักเรยี นคดิ วา่ ผลท่ีไดจ้ ะเป็นอย่างไร)
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………