๑
๒ ชื่อผลงาน: การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ชื่อเจ้าของผลงาน: นายวัทนพร บุญชู ตำแหน่ง: ครูผู้ช่วย สถานศึกษา: โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ๑. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกลุ่มบุคคลที่ใช้ ภาษาเดียวกัน เป็นเครื่องมือสำหรับการแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อ พัฒนาตนเองให้สามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพที่มั่นคงได้ ภาษาไทยจึงมีความสำคัญเป็นอย่าง ยิ่งต่อการดำรงชีวิตของคนไทย ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้ภาษาไทยเป็นวิชาพื้นฐาน ที่เด็กและเยาวชนของชาติทุกคนต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญในการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสาร เป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การพูดและการดู ตลอดจน ต้องรู้จักลักษณะและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ จึงจะทำให้การสื่อสารและการนำภาษาไทยไปใช้ในบริบทต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำภาษาไทยไปใช้ในบริบทต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการเรียนรู้ในรายวิชา ต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานวิชาภาษาไทยด้านการอ่านเป็นสำคัญ หากนักเรียนไม่สามารถอ่านได้ก็ จะเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้เนื้อหาในวิชาอื่น ๆ สอดคล้องกับคำกล่าวของสถาบันภาษาไทย สำนัก วิชาการและมาตรฐานการศึกษา (๒๕๖๓: ๑) ว่า การอ่านและการรู้หนังสือ (Reading & Literacy) เป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตเนื่องจากการอ่านและการรู้หนังสือ ทำให้เกิดความรู้ ความสามารถ และส่งเสริมให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ ประยุกต์ใช้ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต หากผู้ใดมีความบกพร่องหรือขาดความสามารถในการอ่านก็จะส่งผลให้เกิด ความยากลำบากในการสื่อสารและเรียนรู้รวมทั้งจะเป็นปัญหาในการดำรงชีวิตต่อไปได้ การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านจึงเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยเน้นอ่านออกเสียงแบบแจกลูกสะกดคำหรือวิธีการประสมอักษรเพื่อให้นักเรียนเข้าใจหลักการ ประสมคำและตำแหน่งของพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ สามารถพัฒนาไปสู่การอ่านคำ อ่านประโยค อ่านข้อความ ตลอดจนอ่านเพื่อจับใจความสำคัญในระดับชั้นที่สูงขึ้น โดยปิตินันธ์ สุทธสาร (๒๕๕๙: ๙) กล่าวว่า การสอนอ่านโดยการแจกลูกสะกดคำหรือวิธีการประสมอักษรเป็นวิธีที่ มีมาตั้งแต่อดีตสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของครูยุคเก่าและวิธีการสอนแบบเก่าแต่สามารถทำให้ นักเรียนอ่านภาษาไทยได้อย่างแตกฉาน คือ การนำพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์มาประสมกันแล้ว
๓ ฝึกอ่านแบบแจกลูก ดังนั้น การอ่านแบบแจกลูกจึงเป็นการสอนอ่านที่เน้นการฟังเสียงของพยัญชนะ ต้น สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ที่นำมาประสมกันเป็นคำ เมื่อฝึกฝนบ่อย ๆ จนชินหูก็จะอ่านได้ ถูกต้องแม่นยำ จากผลการคัดกรองความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ พบว่า ความสามารถในการอ่านของนักเรียนอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ ๒๕ และอยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ ๗๕ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่านักเรียนจะต้องอยู่ในระดับ ดีขึ้นไป ร้อยละ ๘๐ (งานวิชาการ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา, ๒๕๖๕: ๔-๕) เมื่อพิจารณา ผลการคัดกรองความสามารถในการอ่านและเขียนของนักเรียนแล้วพบว่านักเรียนไม่สามารถอ่าน สะกดคำได้จึงส่งผลให้การอ่านออกเสียงคำผิด ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์ครูสุเมธ จันทะทัง ครูประจำชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ (๒๕๖๕: สัมภาษณ์) สามารถสรุปได้ว่า ปัญหาที่ส่งผลให้นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ การคัดกรองการอ่านอาจจะเกิดจากการขาดการฝึกฝน ยังไม่รู้หลักการอ่านสะกดคำที่ถูกต้อง รวมทั้ง ยังไม่มีนวัตกรรมและเทคนิคการสอนที่หลากหลาย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรนา ส่งผลให้นักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงสามารถ กลับมาเรียนได้ตามปกติก็ประสบปัญหาภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ (Learning Loss) อีกด้วย การสอนอ่านแบบแจกลูกสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จึงเป็นเรื่องที่ ค่อนข้างยากโดยจะต้องให้นักเรียนรู้จักพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ก่อนจึงจะสามารถอ่าน แบบแจกลูกสะกดคำได้ รวมทั้งการสอนอ่านแบบแจกลูกสะกดคำผ่านการอ่านซ้ำ ย้ำ และทวนจน นักเรียนเบื่อหน่าย ไม่สนใจเรียน ไม่มีสมาธิซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ดังนั้น การ ใช้นวัตกรรม วิธีการสอน หรือเทคนิคการสอนหลากหลายรูปแบบในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่าน แจกลูกสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จึงเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ครูจึงต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนให้มีความสนุกสนานสอดคล้องกับคำกล่าวของ นุชลี อุปภัย (๒๕๕๘: ๗๕) สรุปได้ว่า เมื่อนักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่าเนื้อหาของบทเรียน ไม่น่าสนใจ ไม่สำคัญและน่าเบื่อ ครูจึงต้องคิดอยู่เสมอว่าตนมีหน้าที่ที่ในการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความตื่นตัว และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ทุกครั้ง รวมทั้งยังต้องปลูกฝังลักษณะนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน เพื่อส่งเสริมให้ นักเรียนสามารถศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ครูจึงจำเป็นจะต้องสร้างแรงจูงใจในการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจใน การเรียน โดยจะต้องสร้างบรรยากาศในการเรียนมีความสนุกสนานซึ่งการสร้างแรงจูงใจในการเรียนมี หลากหลายวิธีแต่วิธีที่นิยมกันมากคือการใช้กระบวนการเล่น เนื่องจากนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ อยู่ในช่วงวัยที่ชอบความท้าทาย ชอบการแข่งขัน ชอบความสนุกสนาน อยากรู้อยากทดลอง ทำสิ่งต่าง ๆ สอดคล้องกับสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๒๕๖๐: ๒๗) สรุปได้ว่า สถาบันการศึกษาและครูควรส่งเสริมกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ
๔ เน้นการสำรวจ ค้นหาเพราะเด็กช่วงวัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบสำรวจสิ่งรอบตัว ชอบซักถาม มีความสนใจในระยะสั้น ๆ ไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง และจะต้องจัดการเรียนรู้ ผ่านการเล่น การพัฒนานวัตกรรมหรือวิธีการจัดการเรียนการสอนเรื่องการอ่านสะกดคำจึงจะต้องมี ลักษณะเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่นโดยอัจฉรา ชีวพันธ์ (๒๕๖๑: ๒๗) กล่าวไว้ว่า เกมช่วยพัฒนา ความคิดทักษะทางภาษา แสดงความสามารถของแต่ละบุคคล ช่วยให้เห็นพฤติกรรมของเด็กชัดเจน ยิ่งขึ้น ทั้งยังเกิดความเพลิดเพลิน และผ่อนคลายความตึงเครียดในการเรียนและเป็นการฝึก ความรับผิดชอบและฝึกให้เด็กรู้จักการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้ และช่วยพัฒนาทักษะในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะด้านสติปัญญาการเรียนรู้ กล่าวคือ เด็กได้รับการเรียนจากการเล่น โดยลงมือปฏิบัติจริง จากประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเองจากสื่ออุปกรณ์ของเล่นที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะช่วยพัฒนา ความพร้อมให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานทาง การเรียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ดังนั้น การนำกระบวนการเล่นมาประยุกต์กับการสอนการอ่านแจกลูก สะกดคำจะทำให้นักเรียนเข้าใจและเกิดการเรียนรู้จนสามารถพัฒนาทักษะการอ่านในระดับที่สูงขึ้นไป การพัฒนานวัตกรรมและวิธีการสอนอ่านแจกลูกสะกดคำผ่านกระบวนการเล่นทำได้ หลากหลายวิธีอาจจะใช้กระบวนการเกมหรือเทคนิคเกมิฟิเคชันมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ หรือการบูรณาการข้ามวิชาเพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมให้มีความน่าสนใจผ่านการสังเคราะห์ความรู้จาก การบูรณาการนั่นเอง ปัจจุบันวิชาวิทยาการคำนวณเป็นอีกหนึ่งวิชาที่สามารถนำมาบูรณาการกับวิชา ภาษาไทยได้ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเกมเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้กระบวนการ ทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์สอดคล้องกับคำกล่าวของวัทนพร บุญชู (๒๕๖๕: ๔) สามารถสรุป ได้ว่า การบูรณาการการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding กับวิชาภาษาไทยสามารถกระทำได้ทุกสาระเนื่องจากการเรียนรู้ภาษาไทยจะมีลักษณะเป็นระบบและ กระบวนการ รวมทั้งมีลำดับขั้นตอนในการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการการเรียนรู้ในวิชา วิทยาการคำนวณ สามารถใช้เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยได้เพื่อเป็นการฝึกทักษะ การคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบ และคิดอย่างมีขั้นตอนซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ระดับที่สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะเหล่านั้นล้วนแล้วมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ ที่เน้นเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนอีกด้วย จากสภาพปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การสะกดคำ รวมทั้งแนวคิดและ ผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้ผู้จัดทำสนใจที่จะศึกษา เรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน และการเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา เนื่องจากเนื้อหา เรื่อง การอ่าน และการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ จำเป็นต้องอาศัยหลักการฝึกซ้ำย้ำทวน
๕ จึงเหมาะสมที่จะใช้แนวคิดการออกแบบกิจกรรมด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding มากระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียน นอกจากนี้ยังช่วยให้ นักเรียนเกิดความสนุกสนาน มีความท้าทาย และมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียนผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อีกด้วย ๒. วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อพัฒนานวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ๒.๒ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ๒.๓ เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ๓. เป้าหมาย ๓.๑ เป้าหมายเชิงปริมาณ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๔ คนได้รับการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำ ๓.๒ เป้าหมายเชิงคุณภาพ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๔ คนมีความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำสูงขึ้น ๔. กระบวนการ/ ขั้นตอนการดำเนินงาน/ นวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จ ๔.๑ การออกแบบผลงาน/ นวัตกรรม นวัตกรรมที่เป็นวิธีสอน คือ วิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding มีขั้นตอนการออกแบบตามหลักการของ ADDIE Model โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ ๑ วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (Analysis) ๑) วิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การอ่านและการเขียน สะกดคำ ตลอดจนวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียน วัดราษฎร์ศรัทธา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ เพื่อนำข้อมูลมากำหนดวัตถุประสงค์สำหรับเป็นแนวทาง ในการพัฒนานวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding ๒) ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ป.๑/๑
๖ อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง และข้อความสั้น ๆ และสาระที่ ๔ มาตรฐาน ท ๔.๑ ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ป.๑/๒ เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ ตลอดจนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๒ ตัวชี้วัด ว ๔.๒ ป.๑/๒ รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์ หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีโรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา จังหวัดเพชรบุรี ๓) วิเคราะห์เนื้อหาและจัดหมวดหมู่เนื้อหาที่จำเป็นเพื่อนำมาพัฒนา นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมวิธีการสอนอ่าน และเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding โดยใช้ กระบวนการวงจรบริหารงานคุณภาพ (PDCA) ขั้นตอนที่ ๒ การออกแบบนวัตกรรม (Design) ๑) ผู้จัดทำออกแบบและพัฒนานวัตกรรมโดยใช้กระบวนการวงจร บริหารงานคุณภาพ (PDCA) มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ ๑ การวางแผน (Plan) ผู้จัดทำวิเคราะห์นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยการสังเกตพฤติกรรม ในชั้นเรียนขณะเรียนวิชาภาษาไทยพื้นฐาน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ตลอดจนสัมภาษณ์ อย่างไม่เป็นทางการหลังจากจบชั่วโมงเรียนแล้วโดยใช้เทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าใจเป้าหมาย และประเด็นที่ต้องการแก้ไข จากนั้นนำข้อมูลมาวางแผนการสร้างนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียน สะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding และกำหนดเวลา การปฏิบัติงาน ขั้นที่ ๒ การปฏิบัติตามแผน (Do) ผู้จัดทำลงมือสร้างนวัตกรรมวิธีสอน อ่านและการเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ตามแผนที่วางไว้ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ โรงเรียนอนุบาล วัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ขั้นที่ ๓ การตรวจสอบ (Check) ผู้จัดทำตรวจสอบความรู้และความเข้าใจ ในการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding ผ่านการสัมภาษณ์นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ โรงเรียนอนุบาล วัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ปีการศึกษา ๒๕๖๕ ที่ทดลองใช้นวัตกรรม ขั้นที่ ๔ การปรับปรุงการดำเนินการ (Act) ผู้จัดทำนำผลจากสัมภาษณ์ มาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนานวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง
๗ วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding จากนั้นเข้าสู่กระบวนการทดลองใช้อีกครั้งตามวงจร บริหารคุณภาพเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องและจุดผิดพลาด ขั้นตอนที่ ๓ การพัฒนานวัตกรรม (Development) ๑) เมื่อนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ไม่พบข้อผิดพลาดจึงนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน ๒ ท่านและด้านวัดและประเมินผล จำนวน ๑ ท่าน ประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของ นวัตกรรมด้วยแบบประเมินคุณภาพ หากมีข้อเสนอแนะ ผู้จัดทำจะนำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้นวัตกรรมมีคุณภาพและเหมาะสมก่อนนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่างจริง ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ได้ คือ ๐.๖๗ - ๑.๐๐ ๒) นำนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ไปหาค่าประสิทธิภาพ ดังนี้ ๒.๑) ทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Testing) โดย ทดลองกับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ โรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน ๓ คน แบบคละความสามารถ คือ เก่ง กลาง อ่อน อย่างละ ๑ คนเพื่อหาข้อบกพร่องของนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการ ทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ในด้านต่าง ๆ แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขพร้อมทั้ง หาประสิทธิภาพของนวัตกรรมตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ โดยคิดจากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนจากการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการ ทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ได้ค่าประสิทธิภาพ ๗๘.๖๗/๘๑.๖๗ ในการทดลอง ครั้งนี้มีข้อบกพร่องของนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ได้แก่ นักเรียนยังไม่เข้าใจขั้นตอนการทำกิจกรรมตามกระบวน การสอนส่งผลให้ใช้เวลาสอนมากกว่าปกติแนวทางการแก้ไข คือ การอธิบายพร้อมวาดภาพประกอบ บนกระดาน ตลอดจนแจกกระดาษให้นักเรียนลองปฏิบัติตามขั้นตอนที่ครูชี้แจง ๒.๒) ทดสอบกลุ่มเล็ก (Small Group Testing) โดยทดลองกับ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ โรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีที่ไม่ใช่กลุ่มในการทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จำนวน ๙ คน แบบคละความสามารถ คือ เก่ง กลาง อ่อน อย่างละ ๓ คน เพื่อหาข้อบกพร่องนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำ ด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ในด้านต่าง ๆ แล้วนำไปปรับปรุง แก้ไขพร้อมทั้งหาประสิทธิภาพของสื่อตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ โดยคิดจากการทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน และแบบทดสอบหลังเรียนจากการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ได้ค่าประสิทธิภาพ ๘๐.๒๒/๘๓.๓๓ ในการทดลอง
๘ ครั้งนี้มีข้อบกพร่องของนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ได้แก่ จำนวนนักเรียนต่อสื่อประกอบการเรียนรู้ไม่สมดุลกัน ทำให้นักเรียนบางคนไม่ได้ทำกิจกรรม แนวทางการแก้ไข คือ การเพิ่มจำนวนสื่อโดยนักเรียน ๓ คนต่อ สื่อการสอน ๑ ชุด ๒.๓) ทดสอบภาคสนาม นำนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียน สะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ที่ปรับปรุงแล้วไปเสนอ ครูวิชาการโรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาแล้วนำไปใช้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียน อนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่ไม่ใช่กลุ่มในการทดสอบแบบ หนึ่งต่อหนึ่งและไม่ใช่กลุ่มทดสอบกลุ่มเล็ก จำนวน ๓๐ คน หลังจากนั้นทำแบบทดสอบแล้วนำผล การทดลองมาวิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของสื่อตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ โดยคิดจากการทำแบบฝึกหัด ระหว่างเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนจากการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ได้ค่าประสิทธิภาพ ๘๑.๔๗/๘๓.๕๐ ขั้นตอนที่ ๔ การดำเนินการใช้นวัตกรรม (Implement) เมื่อพัฒนานวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding จนมีประสิทธิภาพแล้วจึงนำนวัตกรรมไปใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ปีการศึกษา ๒๕๖๕ จำนวน ๔ คน ขั้นตอนที่ ๕ การประเมินผล (Evaluation) การประเมินผลนักเรียนที่ได้รับการพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding คือ การทดสอบนักเรียนเป็นช่วง ๆ ตามการวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time Series Analysis) เพื่อดูผลการพัฒนาของนักเรียนในรูปแบบกราฟ และการเปรียบเทียบผลทดสอบ การอ่านและเขียนสะกดคำก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding จากขั้นตอนการออกแบบนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการ ทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สามารถสรุปเป็นผังการปฏิบัติงานได้ดังนี้
๙ ผังการทำงานขั้นตอนการออกแบบนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำ ด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ๔.๒ การดำเนินงานตามกิจกรรม ๑) ผู้จัดทำดำเนินการทดลองโดยให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทดสอบการอ่านและ การเขียนแจกลูกสะกดคำก่อนเรียน (Pre-Test) ซึ่งเป็นแบบวัดการอ่านคำ จำนวน ๒๐ ข้อ กำหนดเวลา ๒๐ นาทีและแบบวัดการเขียนสะกดคำ จำนวน ๑๐ ข้อ กำหนดเวลา ๒๐ นาที ๒) ผู้จัดทำดำเนินการให้กลุ่มตัวอย่างเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการเขียน แจกลูกสะกดคำโดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding เป็นเวลา ๓ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๕ ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น ๑๕ ชั่วโมง การปฏิบัติตามแผน (Do) การตรวจสอบ (Check) เริ่มต้น วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (Analysis) การออกแบบนวัตกรรม (Design) การวางแผน (Plan) พร้อมใช้งาน พร้อมใช้งาน ไม่พร้อมใช้งาน การปรับปรุงการดำเนินการ (Act) การพัฒนานวัตกรรม (Development) ทดสอบแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ทดสอบกลุ่มเล็ก ทดสอบภาคสนาม มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ การดำเนินการใช้นวัตกรรม (Implement) การประเมินผล (Evaluation) จบการทำงาน
๑๐ ๓) เมื่อจบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละชุดกิจกรรมจะมีการทดสอบการอ่าน และการเขียนแจกลูกสะกดคำซึ่งเป็นแบบวัดการอ่านคำ จำนวน ๑๐ ข้อ กำหนดเวลา ๑๐ นาที และ แบบวัดการเขียนสะกดคำ จำนวน ๑๐ ข้อ กำหนดเวลา ๑๐ นาที โดยจะมีการทดสอบจำนวน ๖ ครั้ง ๔) นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคำ หลังเรียน (Post-Test) ซึ่งเป็นแบบวัดการอ่านคำ จำนวน ๒๐ ข้อ กำหนดเวลา ๒๐ นาทีและ แบบวัดการเขียนสะกดคำ จำนวน ๑๐ ข้อ กำหนดเวลา ๒๐ นาที ๔.๓ ประสิทธิภาพของการดำเนินงาน ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ กิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน (๑๐ นาที) ๑. นักเรียนอ่านบัตรคำบนกระดานที่ครูกำหนดให้ จากนั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็น ว่าบัตรคำบนกระดานเหล่านั้นสามารถประสมคำเป็นคำอะไรได้บ้าง บัตรคำที่ใช้ในการทำกิจกรรม ๒. ครูสุ่มนักเรียนครั้งละ ๑ คนจำนวน ๕ คน ออกมาหน้าห้องเพื่อลากเส้นเชื่อม บัตรคำต่าง ๆ ให้เป็นคำตามลำดับ แนวคำตอบจากการทำกิจกรรม ๓. นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสะกดคำของนักเรียน ที่ได้รับการสุ่ม จากนั้นครูเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียนด้วยคำถามที่ว่า “ลักษณะการรวมกันของคำโดยเริ่ม จากพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ เรียกว่าอะไร”
๑๑ กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ (๔๐ นาที) ๔. ครูอธิบายหลักการแจกลูกสะกดคำพร้อมยกตัวอย่างประกอบ จากนั้นสุ่มถาม นักเรียนเป็นรายบุคคล คำถามที่ใช้ในการถามนักเรียน คำถาม แนวคำตอบ ๑. หลักการแจกลูกสะกดคำคืออะไร หลักการแจกลูกสะกดคำ คือ การเขียนสะกดคำ ตามลำดับโดยเริ่มตั้งแต่พยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์ สามารถใช้ในการอ่านได้เรียกว่า อ่านแจกลูกสะกดคำ ๒. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “กบ” กอ - โอะ – บอ – กบ ๓. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “โมโห” มอ - โอ - โม - หอ – โอ - โห - โมโห ๔. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “ข้าว” ขอ - อา - วอ – ขาว - ไม้โท - ข้าว ๕. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “เขียน” ขอ - เอีย - นอ - เขียน ๖. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “กิน” กอ - อิ - นอ - กิน ๗. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “เบื่อ” บอ - เอือ - เบือ - ไม้เอก - เบื่อ ๕. ครูทบทวนหลักการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้สื่อบัตรคำ “ซ้าย” “ขวา” “หน้า” และ “หลัง” จากนั้นสุ่มถามนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยครูกำหนดบัตรคำไว้บนกระดาน บัตรคำที่กำหนดไว้บนกระดาน คำถามที่ใช้ในการถามนักเรียน คำถาม แนวคำตอบ ๑. คำสั่งพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย มีอะไรบ้าง ซ้าย ขวา ขึ้น(บน) ลง(ล่าง) ๒. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “สาว” จะเดินทางได้อย่างไร ลง → ขวา → ขวา → ลง
๑๒ คำถาม แนวคำตอบ ๓. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “หิว” จะเดินทางได้อย่างไร ขึ้น → ขวา → ขวา → ขึ้น ๔. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “สูง” จะเดินทางได้อย่างไร ลง → ลง → ซ้าย → ลง → ซ้าย ๕. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “ยิง” จะเดินทางได้อย่างไร ลง → ลง → ลง ๖. นักเรียนทำกิจกรรม “นักสืบสะกดคำ” โดยใช้กระบวนการ Unplugged Coding มีขั้นตอนการทำกิจกรรมดังนี้ ๖.๑ ครูจัดเตรียมตารางขนาด ๑๖ ช่องโดยแต่ละช่องจะกำกับด้วยบัตร พยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์ช่องละ ๑ บัตรคำโดยแต่ละบัตรคำจะมีคะแนนประจำบัตรคำไม่เท่ากัน และจัดเตรียมบัตรคำสั่งลูกศรสำหรับทำกิจกรรมกลุ่มละ ๑๐ บัตรคำ ๖.๒ นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละเท่า ๆ กันจำนวน ๓ กลุ่ม จากนั้นกำหนด หมายเลขของสมาชิกในกลุ่ม ๖.๓ นักเรียนแต่ละคนวางแผนเส้นทางการสะกดคำเพื่อหาคำที่ได้คะแนน มากที่สุดสำหรับการสะสมในใบกิจกรรม “นักสืบสะกดคำ” ๖.๔ นักเรียนหมายเลข ๑ ทดลองเดินตามคำสั่งที่ตนเองเขียนไว้ ๖.๕ สมาชิกในกลุ่มร่วมกันพิจารณาคำสั่งของเพื่อนและการเดินตามคำสั่ง ของเพื่อนว่าถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องจะได้รับคะแนนสะสมตามจำนวนที่อยู่บนบัตรคำแต่ละบัตรคำ หากไม่ถูกต้องสมาชิกจะต้องช่วยกันแก้ไขและจะได้รับคะแนนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ๖.๖ สมาชิกหมายเลขอื่น ๆ ปฏิบัติกิจกรรมตั้งแต่ข้อ ๖.๔ - ๖.๕ ๖.๗ เมื่อหมดเวลาในการทำกิจกรรมนักเรียนคนใดได้คะแนนมากที่สุด ในแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ได้รับรางวัล ๖.๘ สมาชิกในกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเส้นทางและคำที่ค้นพบ จากนั้นนำไปเขียนแจกลูกสะกดคำในกระดาษที่เตรียมไว้ ๖.๙ นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง ๖.๑๐ นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเส้นทางและ การสะกดคำที่ค้นพบ ๗. ครูทดสอบนักเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ จากนั้นเฉลยบนกระดาน
๑๓ กิจกรรมรวบยอด (๑๐ นาที) ๘. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเนื้อหาและคำศัพท์ที่เรียนกันในวันนี้ผ่านผังมโนทัศน์ บนกระดาน ๙. นักเรียนตอบคำถามครูว่า “นักเรียนได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนเรื่อง การสะกดคำด้วยภาษา Coding” เป็นรายบุคคลโดยใช้เทคนิค Exit Ticket ก่อนออกจากห้องเรียน ๔.๔ การใช้ทรัพยากร การจัดการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สามารถใช้ทรัพยากรที่หาได้ตาม ห้องเรียน สามารถประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์ได้จากวัสดุรอบตัว ดังนี้ ๑) ตารางสำหรับดำเนินกิจกรรม สามารถสร้างจากแผ่นกระเบื้องที่ปูพื้นห้องเรียน หอประชุมหรือพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ดังภาพ ๒) หากไม่สามารถหาพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรมได้ สามารถสร้างตารางขนาด ๔x๔ บนกระดาษขนาด A๔ ได้ดังภาพ ๓) บัตรคำ สามารถสร้างได้จากแผ่นพลาสติกฟีเจอร์บอร์ด กระดาษแข็ง หรือ กระดาษลังจากลังนมโรงเรียนได้ดังภาพ
๑๔ ๕. ผลการดำเนินงาน/ ผลสัมฤทธิ์/ ประโยชน์ที่ได้รับ ๕.๑ ผลที่เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ ๑) ได้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ที่มีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการหาค่าประสิทธิภาพนวัตกรรม E1/E2 โดยใช้เกณฑ์ ๘๐/๘๐ ค่าที่ได้ คือ ๘๓.๕๔/๙๐.๘๓ สามารถสรุปเป็นตารางได้ดังนี้ ตารางที่ ๑ ค่าประสิทธิภาพของของนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการ ทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding จากการทดสอบประสิทธิภาพกลุ่มตัวอย่าง จำนวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ประสิทธิภาพ ระหว่างการเรียน (กระบวนการ) ๔ ๑๒๐ ๑๐๐.๒๕ ๔.๘๒ ๘๓.๕๔ หลังเรียน (ผลลัพธ์) ๔ ๓๐ ๒๗.๒๕ ๗.๕๘ ๙๐.๘๓ ๒) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ ทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding มีความสามารถด้านการอ่านและการเขียน สะกดคำสูงขึ้นโดยสังเกตจากการทดสอบหลังการใช้ชุดกิจกรรมแต่ละชุดกิจกรรม จำนวน ๖ ครั้งแล้ว วิเคราะห์ผลจากข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) สามารถสรุปข้อมูลรายบุคคลดังกราฟต่อไปนี้ ตารางที่ ๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) จากแบบทดสอบหลังจบชุดกิจกรรม ทั้งหมด ๖ ครั้ง ของเด็กชายอิทธิพล สุขเสน ทดสอบ ครั้งที่ ๑ ทดสอบ ครั้งที่ ๒ ทดสอบ ครั้งที่ ๓ ทดสอบ ครั้งที่ ๔ ทดสอบ ครั้งที่ ๕ ทดสอบ ครั้งที่ ๖ คะแนน เฉลี่ย แนวโน้ม การพัฒนา ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๘ ๑๖.๓๓ เพิ่มขึ้น จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและ การเขียนสะกดคำของเด็กชายอิทธิพล สุขเสนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ในอนาคต
๑๕ ตารางที่ ๓ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) จากแบบทดสอบหลังจบชุดกิจกรรม ทั้งหมด ๖ ครั้ง ของเด็กชายชุติเดช เทศนาม ทดสอบ ครั้งที่ ๑ ทดสอบ ครั้งที่ ๒ ทดสอบ ครั้งที่ ๓ ทดสอบ ครั้งที่ ๔ ทดสอบ ครั้งที่ ๕ ทดสอบ ครั้งที่ ๖ คะแนน เฉลี่ย แนวโน้ม การพัฒนา ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๔.๐๐ เพิ่มขึ้น จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและ การเขียนสะกดคำของเด็กชายชุติเดช เทศนามเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ในอนาคต ตารางที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) จากแบบทดสอบหลังจบชุดกิจกรรม ทั้งหมด ๖ ครั้ง ของเด็กหญิงกมลพร บัวน้อย ทดสอบ ครั้งที่ ๑ ทดสอบ ครั้งที่ ๒ ทดสอบ ครั้งที่ ๓ ทดสอบ ครั้งที่ ๔ ทดสอบ ครั้งที่ ๕ ทดสอบ ครั้งที่ ๖ คะแนน เฉลี่ย แนวโน้ม การพัฒนา ๑๖ ๑๗ ๑๗ ๑๘ ๑๘ ๑๙ ๑๗.๕๐ เพิ่มขึ้น จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและ การเขียนสะกดคำของเด็กหญิงกมลพร บัวน้อยเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เรื่อย ๆ ในอนาคต
๑๖ ตารางที่ ๕ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา (Time series) จากแบบทดสอบหลังจบชุดกิจกรรม ทั้งหมด ๖ ครั้ง ของเด็กหญิงนัชชา หุ่นละออง ทดสอบ ครั้งที่ ๑ ทดสอบ ครั้งที่ ๒ ทดสอบ ครั้งที่ ๓ ทดสอบ ครั้งที่ ๔ ทดสอบ ครั้งที่ ๕ ทดสอบ ครั้งที่ ๖ คะแนน เฉลี่ย แนวโน้ม การพัฒนา ๑๘ ๑๙ ๑๙ ๑๙ ๑๙ ๒๐ ๑๙.๐๐ เพิ่มขึ้น จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและ การเขียนสะกดคำของเด็กหญิงนัชชา หุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นลำดับและมีแนวโน้มที่จะเพิ่ม สูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต ๓) ผลการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ ๖ ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านคำ กลุ่มตัวอย่าง คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน t p ก่อนเรียน ๒๐ ๑๒.๕๐ ๗.๐๐ ๒.๓๕ ๐.๐๐๑๐ หลังเรียน ๒๐ ๑๙.๐๐ ๒.๐๐ ตารางที่ ๗ ผลการเปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนสะกดคำ กลุ่มตัวอย่าง คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน t p ก่อนเรียน ๑๐ ๔.๕๐ ๑.๖๗ ๒.๓๕ ๐.๐๐๐๓๒ หลังเรียน ๑๐ ๘.๒๕ ๒.๒๕ ๕.๒ ผลสัมฤทธิ์ของงาน การพัฒนาความสามารถของนักเรียนด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำด้วย กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding มีผลสัมฤทธิ์ของงานครอบคลุม วัตถุประสงค์และเป้าหมายโดยมีข้อมูลสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้
๑๗ ตารางที่ ๘ ผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบอ่านคำ ก่อนเรียนและหลังเรียน ชื่อ-สกุล คะแนน ก่อนเรียน คะแนน หลังเรียน ความต่าง ของคะแนน เด็กชายอิทธิพล สุขเสน ๑๒ ๑๙ +๗ เด็กชายชุติเดช เทศนาม ๙ ๑๗ +๘ เด็กหญิงกมลพร บัวน้อย ๑๔ ๒๐ +๖ เด็กหญิงนัชชา หุ่นละออง ๑๕ ๒๐ +๕ จากข้อมูลผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบอ่านคำ ก่อนเรียนและหลังเรียนแสดงให้เห็น ค่าความต่างที่เป็นคะแนนบวก หมายความว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถด้านการอ่านที่พัฒนา สูงขึ้น สามารถสรุปเป็นแผนภูมิแท่งได้ดังนี้ ตารางที่ ๙ ผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบเขียนสะกดคำ ก่อนเรียนและหลังเรียน ชื่อ-สกุล คะแนน ก่อนเรียน คะแนน หลังเรียน ความต่าง ของคะแนน เด็กชายอิทธิพล สุขเสน ๔ ๗ +๓ เด็กชายชุติเดช เทศนาม ๓ ๗ +๔ เด็กหญิงกมลพร บัวน้อย ๕ ๙ +๔ เด็กหญิงนัชชา หุ่นละออง ๖ ๑๐ +๔ ๐ ๕ ๑๐ ๑๕ ๒๐ ๒๕ เด็กชายอิทธิพล สุขเสน เด็กชายชุติเดช เทศนาม เด็กหญิงกมลพร บัวน้อย เด็กหญิงนัชชา หุ่นละออง ผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบอ่านค า ก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน
๑๘ จากข้อมูลผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบเขียนสะกดคำ ก่อนเรียนและหลังเรียนแสดงให้ เห็นค่าความต่างที่เป็นคะแนนบวก หมายความว่า นักเรียนทุกคนมีความสามารถด้านการอ่านที่พัฒนา สูงขึ้น สามารถสรุปเป็นแผนภูมิแท่งได้ดังนี้ ๕.๓ ประโยชน์ที่ได้รับ การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ก่อให้เกิด ผลประโยชน์ต่อนักเรียน ต่อครู ต่อโรงเรียนและต่อเครือข่ายผ่านการเรียนรู้ร่วมกันดังนี้ ๑) การใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ปัญหาสำคัญของผู้เรียนที่ต้องได้รับการแก้ปัญหา อย่างเร่งด่วนโดยปัญหาแรกที่สมควรได้รับการแก้ไขประการแรกสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา คือ การอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ ๒) การใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC : Professional Learning Community) เป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ผลการใช้และการหาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ๐ ๒ ๔ ๖ ๘ ๑๐ ๑๒ เด็กชายอิทธิพล สุขเสน เด็กชายชุติเดช เทศนาม เด็กหญิงกมลพร บัวน้อย เด็กหญิงนัชชา หุ่นละออง ผลการเปรียบเทียบคะแนนการสอบเขียนสะกดค า ก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน
๑๙ วิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ขณะทดลองใช้ที่โรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ๖. ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยความสำเร็จที่ส่งผลให้การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำ ด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๑ เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ๑) ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการดำเนินงาน ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำ และการตรวจสอบคุณภาพนวัตกรรม วิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ๑.๑) รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยยศ ไพวิทยศิริธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาพื้นฐานทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วุฒิการศึกษา ปริญญาเอก การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๑.๒) นางสาวกันทิมา เอมประเสริฐ ครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนอนุบาลเพชรบุรี วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ วุฒิการศึกษา ปริญญาโท ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร
๒๐ ๑.๓) นายธิติวัฒน์ ทองคำ ครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย วุฒิการศึกษา ปริญญาโท ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒) ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ที่มอบโอกาสและ สนับสนุนการหาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ๒.๑) นายภาณุพงศ์ เยี่ยมยงวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ๒.๒) นางเสาวลักษณ์ เลิศปรีดากร ครูประจำชั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๒ ๒.๓) นางสาววราภรณ์ เรียนรู้ ครูประจำชั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑/๑ ๓) ผู้บริหาร คณะครู และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างการใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ๓.๑) นางสาวชนิดา รักเจียม รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธา
๒๑ ๗. บทเรียนที่ได้รับ ๗.๑ ข้อเสนอแนะในการนำผลการดำเนินงานไปใช้ ๑) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำ ด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ครั้งนี้ผู้จัดทำใช้การจัดกิจกรรม แบบกลุ่มด้วยชุดกิจกรรมที่ใหญ่จึงต้องใช้พื้นห้องในการทำกิจกรรม แต่อย่างไรก็ตามหากนำไปปรับใช้ อาจจะใช้รูปแบบกิจกรรมแบบเดี่ยวในกรณีที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่า ๑๐ ขึ้นไปเพื่อให้นักเรียนทำ กิจกรรมตามนวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ได้อย่างทั่วถึง ๒) ครูอาจจะปรับกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำ ด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ในรูปแบบที่สร้างสรรค์ขึ้น กล่าวคือ เดิมผู้จัดทำไม่ได้กำหนดหมวดหมู่คำที่นักเรียนจะต้องฝึกอ่านและเขียนสะกดคำ หากมีการ กำหนดคำเป็นหมวดหมู่หรือสร้างเรื่องราวให้น่าสนใจก็สามารถกระตุ้นและดึงดูดความสนใจให้ นักเรียนฝึกอ่านและเขียนสะกดคำได้ ๗.๒ ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ๑) การใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding เป็นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นักเรียนได้ลงมือ ปฏิบัติและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลให้นักเรียนมีความสุขและความสนุก ในการเรียนรู้ สามารถฝึกฝนโดยไม่เกิดอาการเบื่อหน่าย ดังนั้น การวิจัยครั้งต่อไปควรศึกษา การจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการ คำนวณแบบ Unplugged Coding ไปใช้ในสาระอื่น ๆ เช่น หลักการใช้ภาษาไทย การเขียน วรรณคดี และวรรณกรรม เป็นต้น รวมทั้งสามารถนำไปปรับใช้กับวิชาอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น การบวกลบจำนวน ที่ไม่เกิน ๑๐ ในรายวิชาคณิตศาสตร์ การสะกดคำภาษาอังกฤษ เป็นต้น ๘. การเผยแพร่ ๘.๑ การเผยแพร่ ๑) การเผยแพร่นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ผ่านลงเว็บไซต์ InsKru ลิงก์ https://inskru.com/idea/-NAKzV66Ui8MuZxkIr_7
๒๒ ๒) การเผยแพร่นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ผ่านหนังสือพิมพ์เพชรภูมิคอลัมน์“เจาะการศึกษา” โดยคุณอุดมเดช เกตุแก้วและแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เพชรภูมิ ฮอตนิวส์” ๓) การเผยแพร่นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ผ่านเว็บไซต์ Obec Content Center ลิงก์ https://app.contentcenter.obec.go.th/#/detail/book/80933 ๔) การเผยแพร่นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ผ่านเฟซบุ๊ก “Limbo Silpakorn”
๒๓ ๕) การเผยแพร่นวัตกรรมวิธีสอนอ่านและเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทาง วิทยาการคำนวณแบบ Unplugged Coding ผ่านเฟซบุ๊ก “Inskru -พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน” ๘.๒ การได้รับการยอมรับ ๑) การบรรยาย Best Practice การจัดการเรียนการสอน หัวข้อ “อ่านเขียน แจกลูกสะกดคำด้วย Unplugged Coding” ให้กับคณะศึกษาดูงานจากโรงเรียนวัดใหม่ดงสัก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต ๓ ณ โรงเรียนอนุบาลวัดต้นสน (บุญมีโชติวิทยา) ๒) นำเสนอนวัตกรรม กิจกรรมการเรียนการสอนที่ดี (Best Practice) “การพัฒนา ทักษะการอ่านและการเขียนแจกลูกสะกดคำโดยใช้กระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑” ต่อคณะผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ท่านพีรศักดิ์รัตนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และท่านสาคร บุญเรืองศรีผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
๒๔ เนื่องในโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดี (Best Practice) โรงเรียน วัดราษฎร์ศรัทธา ๓) การบรรยายในหัวข้อ “Unplugged Coding: กิจกรรมการสอนยุคใหม่ กับวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านสะกดคำ” ให้กับคณะครูสังกัดเทศบาลเทศบาลนครปฐม ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๔) จัดนิทรรศการในหัวข้อ “การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่าน และการเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑” กิจกรรมโครงการเปิดโลกวิชาการ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ปลุกสมรรถนะผ่านการนำเสนอผลงานรูปแบบนิทรรศการ จัดโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเพชรบุรี เขต ๑ มีนายธรรมนูญ ศรีวรรธนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเปิดงาน
๒๕ ๕) ถ่ายทำรายการ “Cool Cru จารย์เจ๋ง” ของสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ถ่ายทำ กระบวนการจัดการเรียนการสอนในหัวข้อ “อ่านเขียนสะกดคำด้วยกระบวนการทางวิทยาการคำนวณ แบบ Unplugged Coding ๙. ภาคผนวก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยบูรณาการ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง นักสืบสะกดคำ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง การแจกลูกสะกดคำ รหัส-ชื่อรายวิชา ท๑๑๑๐๒ ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เวลา ๖๐ นาที ครูผู้สอน นายวัทนพร บุญชู สอนชั้น / วัน / เวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ วัน.................ที่.............เดือน.......................ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา .................น. ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ป.๑/๒ เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ ว ๔.๒ ป.๑/๒ แสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน หรือการแก้ปัญหาอย่างง่าย โดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ
๒๖ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ นักเรียนบอกหลักการเขียนสะกดคำได้(K) ๒.๓ นักเรียนอธิบายขั้นตอนการสะกดคำโดยใช้คำสั่งการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายได้ (K) ๒.๒ นักเรียนเขียนสะกดคำได้(P) ๒.๓ นักเรียนเขียนลำดับขั้นตอนเส้นทางการสะกดคำโดยใช้สัญลักษณ์ได้(P) ๒.๔ นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเรียนเรื่องการสะกดคำด้วยภาษา Coding ผ่านการถาม และการตอบ (A) ๓. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด การเขียนสะกดคำแบบแจกลูกสะกดคำเป็นการเขียนแยกส่วนประกอบเรียงกันไปตามลำดับ โดยเริ่มจากพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และการันต์ที่ประกอบเป็นคำคำหนึ่งโดยสอดคล้อง กับกระบวนการของ Unplugged Coding ที่มีลักษณะเป็นการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบไม่ใช้คอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบผ่านการใช้คำสั่งง่าย ๆ ตามลำดับขั้นตอน การเรียนรู้เรื่อง การเขียนสะกดคำผ่านกระบวนการของ Unplugged Coding จะทำให้นักเรียนเข้าใจหลักการเขียน สะกดคำ บอกขั้นตอนการสะกดคำโดยใช้คำสั่งการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายได้ ตลอดจนสามารถ เขียนสะกดคำและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้บัตรคำสั่งได้ รวมทั้งยังเห็นประโยชน์ของการเรียน เรื่องการสะกดคำด้วยภาษา Coding ๔. สาระการเรียนรู้ ๔.๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑) หลักการแจกลูกสะกดคำ ๔.๒ สาระการเรียนรู้บูรณาการ ๑) Decomposition (การแบ่งปัญหาใหญ่เป็นปัญหาย่อย) ๕. สมรรถนะสำคัญ ๕.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๕.๒ ความสามารถในการคิด ๖. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๖.๑ มีวินัย ๖.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๖.๓ มุ่งมั่นในการทำงาน ๗. ชิ้นงาน/ภาระงาน -
๒๗ ๘. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ด้าน จุดประสงค์ การเรียนรู้ วิธีการประเมิน เครื่องมือ การประเมิน เกณฑ์ การประเมิน ผู้ประเมิน ความรู้ (K) นักเรียนบอกหลักการเขียนสะกดคำ ได้ สังเกตการตอบ คำถามรายบุคคล แบบสังเกตการตอบ รายบุคคล ผ่านเกณฑ์อยู่ใน ระดับดีขึ้นไป - ผู้สอน - นักเรียน นักเรียนอธิบายขั้นตอน การสะกดคำโดยใช้คำสั่งการเขียน โปรแกรมอย่างง่ายได้ ทักษะ กระบวนการ (P) นักเรียนเขียนสะกดคำได้ ทดสอบ เขียนตามคำบอก แบบตรวจคำตอบ การเขียนตามคำบอก ผ่านเกณฑ์อยู่ใน ระดับดีขึ้นไป - ผู้สอน นักเรียนเขียนลำดับขั้นตอนเส้นทาง การสะกดคำโดยใช้สัญลักษณ์ได้ ประเมินใบกิจกรรม “นักสืบสะกดคำ ช่วยสัตว์ทะเล” แบบประเมินใบกิจกรรม “นักสืบสะกดคำ ช่วยสัตว์ทะเล” ผ่านเกณฑ์อยู่ใน ระดับดีขึ้นไป - ผู้สอน คุณลักษณะ (A) นักเรียนเห็นประโยชน์ของ การเรียนเรื่องการสะกดคำด้วย ภาษา Coding ผ่านการถามตอบ สังเกตการตอบ คำถามรายบุคคล แบบสังเกตการตอบ รายบุคคล ผ่านเกณฑ์อยู่ใน ระดับดีขึ้นไป - ผู้สอน ๙. กิจกรรมการเรียนรู้ (รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning) กิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน (๑๐ นาที) ๑. นักเรียนอ่านบัตรคำบนกระดานที่ครูกำหนดให้ จากนั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า บัตรคำบนกระดานเหล่านั้นสามารถประสมคำเป็นคำอะไรได้บ้าง บัตรคำที่ใช้ในการทำกิจกรรม ๒. ครูสุ่มนักเรียนครั้งละ ๑ คนจำนวน ๕ คน ออกมาหน้าห้องเพื่อลากเส้นเชื่อมบัตรคำต่าง ๆ ให้เป็นคำตามลำดับ แนวคำตอบจากการทำกิจกรรม
๒๘ ๓. นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสะกดคำของนักเรียนที่ได้รับการสุ่ม จากนั้นครูเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียนด้วยคำถามที่ว่า “ลักษณะการรวมกันของคำโดยเริ่มจากพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ เรียกว่าอะไร” กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ (๔๐ นาที) ๔. ครูอธิบายหลักการแจกลูกสะกดคำพร้อมยกตัวอย่างประกอบ จากนั้นสุ่มถามนักเรียนเป็น รายบุคคล คำถามที่ใช้ในการถามนักเรียน คำถาม แนวคำตอบ ๑. หลักการแจกลูกสะกดคำคืออะไร หลักการแจกลูกสะกดคำ คือ การเขียนสะกดคำ ตามลำดับโดยเริ่มตั้งแต่พยัญชนะ สระ ตัวสะกดและ วรรณยุกต์ สามารถใช้ในการอ่านได้เรียกว่าอ่านแจก ลูกสะกดคำ ๒. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “กบ” กอ - โอะ – บอ – กบ ๓. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “โมโห” มอ - โอ - โม - หอ – โอ - โห - โมโห ๔. จงเขียนแจกลูกสะกดคำของคำว่า “ข้าว” ขอ - อา - วอ – ขาว - ไม้โท - ข้าว ๕. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “เขียน” ขอ - เอีย - นอ - เขียน ๖. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “กิน” กอ - อิ - นอ - กิน ๗. จงอ่านแจกลูกสะกดคำของคำว่า “เบื่อ” บอ - เอือ - เบือ - ไม้เอก - เบื่อ ๕. ครูทบทวนหลักการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้สื่อบัตรคำ “ซ้าย” “ขวา” “หน้า” และ “หลัง” จากนั้นสุ่มถามนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยครูกำหนดบัตรคำไว้บนกระดาน บัตรคำที่กำหนดไว้บนกระดาน คำถามที่ใช้ในการถามนักเรียน คำถาม แนวคำตอบ ๑. คำสั่งพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายมี อะไรบ้าง ซ้าย ขวา ขึ้น(บน) ลง(ล่าง) ๒. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “สาว” จะเดินทางได้อย่างไร ลง → ขวา → ขวา → ลง
๒๙ คำถาม แนวคำตอบ ๓. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “หิว” จะ เดินทางได้อย่างไร ขึ้น → ขวา → ขวา → ขึ้น ๔. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “สูง” จะ เดินทางได้อย่างไร ลง → ลง → ซ้าย → ลง → ซ้าย ๕. หากจะให้หุ่นยนต์เดินทางเพื่อสะกดคำว่า “ยิง” จะ เดินทางได้อย่างไร ลง → ลง → ลง ๖. นักเรียนทำกิจกรรมด้วยสื่อบอร์ดเกม “นักสืบสะกดคำช่วยสัตว์ทะเล” โดยใช้กระบวนการ Unplugged Coding มีขั้นตอนการทำกิจกรรมดังนี้ ๖.๑ ครูจัดเตรียมตารางขนาด ๑๖ ช่องโดยแต่ละช่องจะกำกับด้วยบัตรพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกต์ช่องละ ๑ บัตรคำโดยแต่ละบัตรคำจะมีคะแนนประจำบัตรคำไม่เท่ากัน และ จัดเตรียมบัตรคำสั่งลูกศรสำหรับทำกิจกรรมกลุ่มละ ๑๐ บัตรคำ ๖.๒ นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละเท่า ๆ กันจำนวน ๓ กลุ่ม จากนั้นกำหนดหมายเลข ของสมาชิกในกลุ่ม ๖.๓ นักเรียนแต่ละคนวางแผนเส้นทางการสะกดคำเพื่อหาคำที่ได้คะแนนมาก สำหรับการสะสมในใบกิจกรรม “นักสืบสะกดคำ” ๖.๔ นักเรียนหมายเลข ๑ ทดลองเดินตามคำสั่งที่ตนเองเขียนไว้ ๖.๕ สมาชิกในกลุ่มร่วมกันพิจารณาคำสั่งของเพื่อนและการเดินตามคำสั่งของเพื่อน ว่าถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้องจะได้รับคะแนนสะสมตามจำนวนที่อยู่บนบัตรคำแต่ละบัตรคำ หากไม่ ถูกต้องสมาชิกจะต้องช่วยกันแก้ไขและจะได้รับคะแนนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ๖.๖ สมาชิกหมายเลขอื่น ๆ ปฏิบัติกิจกรรมตั้งแต่ข้อ ๖.๔ - ๖.๕ ๖.๗ เมื่อหมดเวลาในการทำกิจกรรมนักเรียนคนใดได้คะแนนมากที่สุดในกลุ่มจะเป็น ผู้ได้รับรางวัล ๖.๘ สมาชิกในกลุ่มร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเส้นทางและคำที่ค้นพบจากนั้น นำไปเขียนแจกลูกสะกดคำในกระดาษที่เตรียมไว้ ๖.๙ นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง ๖.๑๐ นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเส้นทางและการสะกดคำที่ ค้นพบ ๗. ครูทดสอบนักเรียนเรื่องการเขียนสะกดคำตามคำบอก จากนั้นเฉลยบนกระดาน กิจกรรมรวบยอด (๑๐ นาที) ๘. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเนื้อหาที่เรียนกันในวันนี้ผ่านผังมโนทัศน์บนกระดาน
๓๐ ๙. นักเรียนตอบคำถามครูว่า “นักเรียนได้ประโยชน์อะไรจากการเรียนเรื่องการสะกดคำด้วย ภาษา Coding” เป็นรายบุคคลโดยใช้เทคนิค Exit Ticket ก่อนออกจากห้องเรียน ๑๐. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๑ บัตรพยัญชนะ บัตรสระ บัตรวรรณยุกต์ ๑๐.๒ ใบกิจกรรม “นักสืบสะกดคำช่วยสัตว์ทะเล” ๑๐.๓ แทบสีสำหรับตีตาราง ๑๖ ช่อง ๑๐.๔ กระดานดำและชอล์ก