วารสารรัชต์ภาคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ นุ ายน 2559
ได้รบั การคดั เลือกเขา้ สฐู่ านขอ้ มลู TCI วารสารกลมุ่ ที่ 2 (มนุษย์ศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์)
การพัฒนาโจทยป์ ญั หาวิจัยแบบบรู ณาการตามอริยสัจ 4
Developing the research issues by integrating based on the Four Noble Truths
ดร.กรเอก กาญจนาโภคนิ 1
1เลขาอนุกรรมการฝกึ อบรม สมาคมนกั วิจัย
Training Subcommittee Secretary The Association of Researchers
E-mail address: [email protected]
บทคดั ย่อ
บทความน้ี เป็นการนาเสนอแนวทางการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัยซึ่งถือเป็น
ข้ันตอนสาคัญอย่างยิ่งในการดาเนนิ การวิจยั หากวิเคราะห์ปญั หาผิดพลาด หรือบิดเบือนจากความเป็นจริง ขาด
ทิศทางท่ชี ัดเจน ยากที่จะพฒั นาเปน็ โครงการวจิ ยั และนาไปสู่การปฏบิ ตั อิ ย่างเปน็ รปู ธรรม แนวทางในการกาหนด
โจทย์ปัญหาวิจัย ที่ผู้เขียนนาเสนอคือ กระบวนการพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัยอย่างบูรณาการตามอริยสัจ 4 แห่ง
หลักพระพทุ ธศาสนา
คาสาคัญ: อริยสจั 4, ทกุ ข์, สมุทัย, นโิ รจน์, มรรค, โจทย์วิจัย
Abstract
This article introduces the guideline to analyzing a research issue and improve the research objective
which is the crucial step for any research. If the problem of analysis is mistaken or is deviated from the
intended finding then the direction will not be clear and it will be almost impossible to develop the research
project that can direct to the solid operation. The paper will be the guideline to conclude research issues
which was introduced as “Developing the research issue by integrating based on the Four Noble Truths of
the Buddhism”
Keywords: The Four Noble Truths (Dukkha, Samudaya, Niroda, Magga), Research issues
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 179 ]
วารสารรชั ตภ์ าคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ไดร้ ับการคัดเลือกเขา้ สู่ฐานข้อมูล TCI วารสารกล่มุ ที่ 2 (มนษุ ย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์)
บทนา ปวง หรือความจริงที่ทาให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มี
แนวคิดการพัฒนาโจทย์วิจัยแบบบูรณาการ อยู่สี่ประการ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรจ มรรค
ซึง่ สามารถนามาประยุกตใ์ ชใ้ นการพฒั นาโจทย์ปญั หา
ตามอริยสัจ 4 ผู้เขียนได้หลอมรวมจากการศึกษา วจิ ยั ได้ถูกต้อง ชัดเจนมากขึ้น
ค้นคว้า และการให้คาปรึกษาด้านวิจัยของผู้เขียน
หลอมรวมกับความสนใจในทฤษฏีทางพุทธธรรม 1. อรยิ สัจ 4 ตามหลกั ธรรมพุทธศาสนา
ผู้เขียนพบว่า หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้น อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ 4
ภายหลังพุทธศาสนามีลักษณะที่ยึดหลักของเหตุผล
ในการศึกษา “สิ่งจริง” (Reality) ซึ่งคล้ายกับ อริยสัจ เป็นความจริงที่มีอยู่คู่โลก แต่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่ง
ในพุทธศาสนา แต่การรับรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือท้ังรู้ทั้งเห็น แล้วทรงช้ีให้ดู 4
ถูกรบั รู้กระจายไปอยา่ งกว้างขวางเปน็ สากล ในขณะที่ ประการประกอบด้วย ทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ ความดับ
อริยสัจ โดยทัว่ ไปมกี ารรบั รู้และเข้าถึง ตามความมาก ทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่าน้ี
น้อยแห่งเหตุและปัจจัยที่กระทา ผู้ที่เห็นอริยสัจ จะ เรียกว่า อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมที่สอนให้แก้ปัญหา
เห็นถึงสภาพที่แท้จริงของกฎแห่งความจริงตาม ด้วยปญั ญาและเหตผุ ลตามความเปน็ จริง
ธรรมชาติ
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ
ในการพัฒนาโจทย์วิจัย มีลักษณะคล้าย ภาวะที่ถูกบีบคั้น กดดัน เม่ือแยกองค์ประกอบของ
หลักการอริยสัจ แห่งพุทธศาสนา ดังที่สภาวิจัย ทุกข์ออกมาจะประกอบไปด้วย 2 ลักษณะคือ สภาว
แห่งชาติ ได้ให้ความหมายของการวิจัย หมายถึง ทุกข์ (ทุกข์ประจาหรือทุกจริง) คือ ความทุกข์ที่เกิด
การศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ ทดลองอย่างมีระบบ จากตัวเอง ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และ
โดยอาศัยอุปกรณ์ วิธีการ เพ่ือให้พบข้อเท็จจริง หรือ ความตาย ความทุกข์ประเภทน้ีไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
หลักการไปใช้ในการต้ังกฎ ทฤษฏี แนวทางในการ และ ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จริงหรือทุกข์ภาวะสมมุติฐาน)
ปฏบิ ตั ิ จุดเริ่มต้นของกระบวนการ วิจัยคือปัญหาวิจัย คือ ความทุกข์ที่เกิดจากเหตุภายนอก เม่ือกระทบตน
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นแม่บทของ แลว้ ทาให้เกิดอาการ เช่น น้อยใจ ท้อใจ กลุ้มใจ ความ
พทุ ธธรรมเป็นหลักการที่สามารถนามาเป็นตัวแบบใน เศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตก
การพฒั นาโจทย์ปัญหาวิจัยได้อย่างสอดคล้องกัน คือ กังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การ
อริยสจั 4 ซึ่งจะชว่ ยให้มีความเข้าใจความเป็นจริงของ พลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็น
ธรรมชาติ สภาพปัญหา การหาสาเหตุแห่งปัญหา ทุกข์ ความอยากมี อยากเป็น อยากได้ ความยึดมั่น
ก า ร ข จั ด ปั ญ ห า แ ล ะ วิ ธี ก า ร ที่ น า ม า ข จั ด ปั ญ ห า ถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์ ความ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ค้นพบหลักความจริงอัน ทกุ ข์ประเภทน้ี ผู้มีปัญญาสามารถหลีกเลี่ยงได้
ประเสริฐ 4 ประการ หรือ อริยสัจ 4 (จตุราริยสัจ) ซึ่ง
เป็นหลักธรรมหรือหลักความจริงแห่งการพ้นทุกข์ท้ัง หมวดธรรมที่ว่าด้วยทุกข์ คือ ขันธ์ 5 ที่แสดง
ถึงความเป็นอนัตตา (พระพรมหมคุณากรณ์, 2557)
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 179 ]
วารสารรัชต์ภาคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ นุ ายน 2559
ไดร้ บั การคดั เลือกเข้าสฐู่ านขอ้ มลู TCI วารสารกลุ่มที่ 2 (มนษุ ย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์)
ประกอบด้วย (1) รูป หมายถึง ร่างกาย (2) เวทนา 1. ปฏิจจสมุปบาท สภาพที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น
หมายถงึ อาการทีเ่ ป็นความสขุ ความทกุ ข์ (3) สัญญา หรือองิ อาศยั กันและกนั เกดิ ขนึ้ กล่าวโดยหลักการ คือ
หมายถงึ ความจาได้ (4) สังขาร หมายถึง การคิดปรุง เม่ือสิ่งเหล่าน้ีมี สิ่งเหล่าน้ันจึงมีเพราะสิ่งเหล่าน้ีเกิด
แต่งท้ังทางดี ทางช่ัว (5) วิญญาณ หมายถึง ความรู้ สิ่งเหลา่ น้ันจึงเกิดเมอ่ื ส่งิ เหลา่ นีไ้ มม่ ี สิง่ เหลา่ นั้นจึงไม่มี
แจ้งทางอารมณ์ในสิ่งต่างๆ ของใจ มี 6 ทาง คือ ตา เพราะสิง่ เหลา่ นดี้ บั สิ่งเหลา่ น้ันจึงดบั ดงั นั้นความทกุ ข์
(จักขุวิญญาณ) หู (โสตวิญญาณ) จมูก (ฆานะ หรือปัญหาท่เี กิดข้ึนกบั มนุษยต์ ามหลักปฏจิ จสมุปบาท
วญิ ญาณ) ลนิ้ (ชวิ หาวญิ ญาณ) กาย (กายะวิญญาณ) เกิดจากการกระทาเหตุหรือปัจจัยที่ไม่เหมาะสม เช่น
ใจ (มโนวิญญาณ) ความไม่ดี ความประมาท ความเกียจคร้าน เป็นต้น
ผลก็เป็นความทุกข์ เช่น ความเดือดร้อน ความไม่
สรปุ ทุกข์ เมือ่ เกิดข้ึนแลว้ เปน็ ส่งิ ที่ควรกาหนด เจรญิ ก้าวหนา้ ความวิบตั ิ เป็นต้น
รู้ ทาความเข้าใจสภาวะที่เป็นทุกข์ตรงตามความเป็น
จรงิ และแยกองค์ประกอบแห่งทกุ ข์นน้ั ออกมา 2. นิวรณ์ 5 หมายถึง กิเลสทั้ง 5 เป็นเครื่องก้ัน
เป็นเครื่องขัดขวาง เป็นเคร่ืองห้ามมิให้ ฌาน อภิญญา
สมุทัย คือ สาเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายท้ังปวง สมาบัติ มรรค ผล เกิดขึ้นได้ เป็นเครื่องกีดขวาง ปิดก้ัน
ความทุกข์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนน้ันย่อมเกิดจาก การกระทาความดี ได้แก่ (1) กามฉันทะ (2) พยาบาท
สาเหตุบางอย่าง มิใช่เกิดขึ้นลอยๆ สาเหตุของความ (3) ถีนมิทธะ (4) อุทธัจจกุกกุจจะ (5) วิจิกิจฉา เหล่าน้ี
ทกุ ข์นนั้ ตอ้ งแยกพิจารณาตามองค์ประกอบแห่งทุกข์ เม่ือเกิดขึ้นอยู่ในใจของผู้ใดแล้ว ย่อมขัดขวาง หรือขวาง
วา่ เป็น สภาวทุกข์ หรือ ปกิณกทุกข์ พระพุทธเจ้าทรง กั้นในการทาความดีหรือการปฏิบัติหน้าที่การงานท้ัง
ค้นความจริงว่า สาเหตุที่นามาสู่ความทุกข์เกิดจาก ทางโลกและทางธรรม มิให้เกิดความเจริญก้าวหน้า
ตัณหา (ความดิ้นรนทะยานอยากในใจ) และทรงแยก หรือประสบความสาเร็จ
สาเหตุออกเปน็ 3 ลักษณะดังนคี้ ือ
3. อุปาทาน 4 ความยึดมั่นถือม่ันในกาม (กาม
1. กามตัณหา คือ ความอยากได้ หรืออยาก คุณ 5 = รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ทิฏฐุปาทาน
ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เม่ือไม่ได้ก็เกิด ความยึดมั่นถือมั่นด้วยทิฏฐิ (ความเห็น) สีลัพพตุ
เป็นความทุกข์ ทง้ั กายและใจ ปาทาน ความยึดม่ันถือมั่นด้วยศีลวัตร (ข้อปฏิบัติ)
อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นถือม่ันวาทะว่าตน (การ
2. ภวตัณหา คือ ความอยากมีอยากเป็น เม่ือ แบ่งเราแบง่ เขา) อุปาทาน เป็นช่ือของกิเลสกลุ่มหน่ึง ที่
ใจเกิดความอยากมีอยากเป็นตามที่ตนปรารถนาแล้ว แสดงออกมาในลักษณะทีย่ ึดม่นั ถือมั่น ด้วยอานาจของ
ไมไ่ ด้ ความทุกข์กเ็ กิดข้ึนกบั กายและใจของผู้นน้ั กิเลสนน้ั ๆ โดยความหมายทั่วไป อุปาทาน คือ ความยึด
ม่ันถือมั่น แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ (1) กามุปาทาน
3. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากมีไม่อยาก (2) ทิฏฐุปาทาน (3) สีลัพพตุปาทาน (4) อัตตวาทุ
เป็น เม่ือต้องอยู่ในสภาพไม่พึงปรารถนา ความทุกข์ก็ ปาทาน อุปาทานท้ัง 4 ประการน้ี อยู่ในฐานะเป็น
เกิดข้ึนกบั กายและใจของผู้นนั้
หมวดธรรมที่ว่าด้วย สมุทัย ได้แก่ ปฏิจจสมุป
บาท, นวิ รณ์ 5 และอปุ าทาน
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 180 ]
วารสารรชั ต์ภาคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ได้รบั การคดั เลือกเขา้ ส่ฐู านข้อมูล TCI วารสารกลมุ่ ที่ 2 (มนษุ ย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์)
ปัจจุบันเหตุ ร่วมกับตัณหา และด้วยอุปาทานน้ีเอง ที่ หรือบางทีก็เรียกว่า “นิพพานธาตุ” เป็นลักษณะ
ทาให้เปน็ สาเหตแุ ห่งความทกุ ข์ตา่ งๆ นพิ พาน
สรุป สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เป็นสิ่งที่ควร สรุป นิโรธ (ความดับทุกข์) เป็นสิ่งที่ควรทาให้
พจิ ารณา มูลเหตทุ ีจ่ ะก่อให้เกิดทุกข์ ควร ลด ละ เลิก เกิดข้ึน โดยการดบั ที่สาเหตุ
นิโรจน์ คือ ความดับทุกข์ หรือดับปัญหาได้ มรรค คือ หนทางนาไปสู่ความดับทุกข์ หรือ
สิ้นเชิง หรือ ภาวะที่ไม่ความทุกข์ ภาวะที่ไม่มีปัญหา วิธีการปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิต
ห รื อ ภ า ว ะ ที่ เ ป็ น ค ว า ม สุ ข ส ง บ ห รื อ ภ า ว ะ ด้วยการปฏบิ ัตติ ามทางมัชฌมิ าปฏปิ ทา
เจริญก้าวหน้า หรือประสบความสาเร็จในชีวิต ความ
ทุกข์น้ันเม่ือเกิดได้ก็ดับได้ ความทุกข์เกิดขึ้นจาก หมวดธรรมทีว่ ่าดว้ ย มรรค ได้แก่ อริยมรรค 8
สาเหตุ ถ้าเราดับสาเหตุน้ันเสีย ความทุกข์นั้นก็ย่อม “ไตรสิกขา” เป็นแนวทางการปฏิบัติตามทาง
ดับไปด้วย ดังพุทธดารสั วา่ “เมอ่ื สิ่งน้ีไม่มี สิ่งน้ันก็ไม่มี มัชฌิมาปฏิปทาที่นาไปสู่ ความมีศิล สมาธิและ
เพราะสิง่ น้ีดับ สิ่งน้ันก็ดับ” ความทุกข์หรือปัญหาของ ปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และ
คนเรานั้น เม่ือเกิดแล้วก็จะไม่คงอยู่อย่างนั้นเป็นนิจนิ ความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนาไปสู่ความรู้ในสรรพสิ่ง
รันดร์ แต่อยู่ในวิสัย ที่เราสามารถจะแก้ไขได้ไม่ช้าก็ ทั้งหลายท้ังปวง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ หรือ
เร็ว ไม่มากก็น้อย และอยู่ที่ว่ามีความต้ังใจจริงที่จะ หมดปัญหาต่างๆ โดยสิ้นเชิง มีองค์ประกอบ 8
แก้ไขหรอื ไม่ ประการ ได้แก่
หมวดธรรมที่ว่าด้วยนิโรธ ได้แก่ นิพพาน 1. การเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) นาไปสู่ ปัญญา
แปลวา่ ดับเยน็ ภาวะนิพพานในพระพุทธศาสนา มีนัย คือเห็นส่งิ ตา่ งๆ ตามที่เป็นจริง
ที่ต้องพจิ ารณาอย่างละเอยี ดอยู่ 3 ประเดน็ คือ
2. การดาริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) นาไปสู่
1. การสิ้นกิเลส หรือการดับกิเลส เกิดขึ้น ปัญญา คือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมากับความสุขทางกาย ไม่
ชัว่ ขณะจิตเดียวหรือแวบเดียว เปน็ อาการนาม พยาบาทและไมค่ ิดทารา้ ยผู้อน่ื
2. ความที่ทุกข์ไม่มี เป็นผลที่เกิดขึ้นเป็นความ 3. การเจรจาชอบ (สัมมาวาจา) นาไปสู่ ศีล
สงบปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงตลอดชีวิตของ คือ การไม่พูดเทจ็ ไมพ่ ดู สอ่ เสียด ไม่พูดคาหยาบ และ
บุคคลผู้ลุถึงนิพพาน หรือกล่าวอีกอย่างหน่ึงก็คือ ไมพ่ ูดเพอ้ เจ้อ
ภาวะที่ปราศจากความทุกข์ อันเกิดจากการสิ้นกิเลส
น่นั เอง เป็นภาวะนาม 4. การกระทาชอบ (สัมมากัมมันตะ) นาไปสู่ ศีล
คือ ไมท่ าลายชวี ติ ไมล่ ักขโมย ไมป่ ระพฤตผิ ิดทางกาม
3. สภาพนิรันดร เป็นธรรมธาตุอย่างหน่ึง ซึ่ง
เป็นที่ดับของกิเลสและเป็นสภาพที่มีอยู่นิรันดร ไม่มี 5. การเลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ) นาไปสู่ ศีล
เกิดไม่มีดับ เม่ือใครปฏิบัติหรือลุถึง กิเลสของบุคคล คือการทามาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต ไม่คดโกง ไม่
นั้นก็ดับไป ธรรมธาตุอันน้ีถูกว่าจัดว่าเป็นนิพพาน หลอกลวง ไมท่ ากิจการในสิง่ ทีเ่ ปน็ ผลร้ายต่อคนทว่ั ไป
6. การพยายามชอบ (สัมมาวายามะ) นาไปสู่
สมาธิ คือความพยายามที่จะป้องกันมิให้ความช่ัว
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 181 ]
วารสารรัชต์ภาคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ได้รับการคดั เลือกเขา้ ส่ฐู านขอ้ มลู TCI วารสารกลุม่ ที่ 2 (มนุษย์ศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์)
เกิดข้ึน ความพยายามที่จะกาจัดความชวั่ ทีเ่ กิดขึ้นแล้ว กระบวนการวิจัย หากวิเคราะห์ปัญหาผิดพลาด หรือ
ให้หมดไป ความพยายามที่จะสร้างความดีที่ยังไม่เกิด บิดเบือนจากความเป็นจริง จะนาไปสู่การกาหนด
ให้เกิดขึ้นและความพยายามที่จะรักษาความดีที่ เป้าหมายในการแก้ปัญหาผิดพลาด ขาดวิธีการที่
เกิดข้ึนแลว้ ให้คงอยู่ตลอดไป เหมาะสม ยากท่ีจะพัฒนาโครงการวิจัยไปสู่การปฏิบัติ
อยา่ งเป็นรูปธรรมได้
7. การระลึกชอบ (สัมมาสติ) นาไปสู่ สมาธิ
ความหลงไม่ลืม รู้ตัวอยู่เสมอว่ากาลังเห็นสิ่งต่างๆ การพัฒนาโจทย์วิจัย เป็นคาที่รวมเอาคาว่า
ตามทีเ่ ป็นจริง “การพัฒนา”กบั “โจทย์วิจัย” มาต่อกัน ศ. ดร.เฉลียว
บุรีภกั ดี ให้นิยามความหมายของ “การพัฒนา”ไว้หนัง
8. การต้ังจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) นาไปสู่ หนังสือ รูปแบบความคิดหลากหลายในยุทธศาสตร์
สมาธิ คือการที่สามารถตั้งจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่ง การพัฒนา สรุปได้ว่า การพัฒนา ประกอบด้วย การ
หน่งึ ได้นาน แก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา การบารุงรักษาสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้
คงอยู่ต่อไปและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์
สรุป มรรค คือ ข้อปฏิบัติ วิธีการ ในการดับ ดังน้ัน การพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัยวิจัยที่ถูกต้อง
ทกุ ข์โดยสนิ้ เชงิ การปฏิบัติตามทางเพ่ือให้ถึงความดับ นาไปสู่การตอบปัญหาตามกรอบประเดน็ วจิ ัยที่ชัดเจน
แห่งทกุ ข์ ควรประกอบไปด้วย
2. การพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัย 1. เป้าหมายปลายทางที่ดี ในการทางานวิจัย
กระบวนการวิจัย (Research Process) สิ่งสาคัญที่สุดในการทางานวิจัยคือการมีเหตุผลที่
เหมาะสม เป้าหมายที่เด่นชดั กถ็ ือวา่ เราเดินมาถกู ทาง
ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ขั้ น ต อ น ย่ อ ย ที่ มี ค ว า ม เ ช่ื อ ม โ ย ง กั น แล้ว ก ารหา ค าตอบน้ีเราจ า เป็ นต้องบอก ถึ ง
ตามลาดับ ดังน้ีคือ (1) ประเด็นโจทย์ปัญหาการวิจัย ความสาคัญของงานวจิ ัย เรือ่ งน้ีให้ได้
(Research issue) (2) การทบทวนวรรณกรรม
(Literature reviews) (3) การจัดทากรอบความคิด 2. วิธีการที่ดี มีระบบทางานที่เหมาะสมกับ
(Conceptual framework) (4) การต้ังสมมติฐาน เป้าหมายในการแกป้ ญั หา
(Hypothesis) (5) การทาแผนดาเนินงาน (Operational
plan) (6) การออกแบบวิจัย (Research design) การพัฒนาโจทย์ปญั หาวิจัย คือปรากฏการณ์ที่
(7) การกาหนดตัวอย่าง (Sampling) และ (8) การ ต้องการคาตอบ สาหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์
เลือกวิธีวิจัย (Research methods) (9) การเก็บ ตอ้ งการข้อมูลเชงิ ประจักษ์ ทเ่ี กิดข้ึนจรงิ ๆ มีข้อมูลจริง
รวบรวมข้อมูล (Collecting data) (10) การประมวลผล สถานที่จริง ระยะเวลาที่เกิดปัญหา มีประชากรที่รับ
(Analysis of data) (11) การเขียนรายงานการวิจัย ผลกระทบของปัญหาจริง ดังนั้นปัญหาวิจัย จึงควรมี
(Research report) ขั้นตอนที่สาคัญที่สุดและสมควร หลักฐานที่เช่ือถือได้ ผู้วิจัยจะต้องคานึงว่า โจทย์วิจัย
พิจารณาเป็นพิเศษ คือ ข้ันตอนในการพัฒนาประเด็น จะต้องมีความชัดเจนและกระชับ มีความสาคัญที่
โจทย์ปัญหาในการวิจัย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของ ส่งผลกระทบอย่างไร การมีตัวเลขที่อ้างอิงได้ กราฟ
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 182 ]
วารสารรัชตภ์ าคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ไดร้ บั การคดั เลือกเขา้ สูฐ่ านข้อมูล TCI วารสารกลุม่ ที่ 2 (มนษุ ย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์)
แผนภูมิประกอบ แสดงภาพให้เห็นความเป็นไปได้จะ 1. การกาหนดปัญหาสาเหตุที่ส่งผลให้เกิด
ช่วยให้มองปัญหาวิจัยได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น ปัญหา คาถามวิจัยคือสาเหตุของปัญหาน้ันเกิดมา
เพอ่ื ให้สามารถวิเคราะห์ถงึ สาเหตุของปญั หาได้ชัดเจน จากสาเหตุใด การแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น เป็นการ
ในการสารวจตรวจสอบ มีนัยที่แสดงให้เห็นว่า กาหนดการเลือกสาเหตุของปัญหาเพ่ือนามากาหนด
สามารถดาเนินการเก็บข้อมูลในการวิจัยได้ และที่ เปน็ เป้าหมายในการแกป้ ญั หาให้หมดไป
สาคัญสามารถนาไปสู่การสรุปผลการวิจัยที่เป็นข้อ
ค้นพบทีเ่ ปน็ ประโยชนส์ าหรับการวจิ ยั 2. การกาหนดเป้าหมายที่ทาให้ปัญหาหมดไป
และ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา เป็นการอนุมาน
ดั ง น้ั น ก ร ะ บ ว น ก า ร ใ น ก า ร ด า เ นิ น ก า ร ก า ร จากการวิเคราะห์ปัญหาวิจัยและการเลือกปัญหา
พัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัย ประการแรก ได้แก่ การระบุ สาเหตุเป้าหมายที่ส่งผลให้เกิดปัญหามากาหนดเป็น
ปญั หาวิจยั ที่ชัดเจน การกาหนดปัญหาสาเหตุที่ส่งผล เป้าหมายสู่ภาวะหมดปัญหา จากนั้นจึงออกแบบวิธีที่
ให้เกิดปัญหา การกาหนดเป้าหมายที่ทาให้ปัญหา จะทาให้บรรลุถึงภาวะ การหมดปัญหา โดยใช้ทฤษฎี
หมดไป และ การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา การ หลักวิชา เทคนิควิธี ข้อมูลเชิงประจักษ์ มาต้ังเป็น
วิเคราะห์กรอบปัญหาวิจัยที่ชัดเจน จะเป็นการทาให้ กรอบแนวคิดตั้งต้น
ผู้วิจัยสามารถสร้างประเด็นอื่นๆ ที่เป็นกระบวนการที่
เกี่ยวข้องกับการวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการต้ังคาถามวิจัย 3. การพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัย แบบบูรณาการ
กาหนดวัตถุประสงค์ การทบทวนวรรณกรรม การ ตามอรยิ สัจ
ออกแบบวิจัย การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
ตลอดจนการสรุปผลที่ได้ข้อค้นพบใหม่จากการวิจัยได้ ในการวิจัยถึงปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับมนุษย์
ถูกต้อง ตรงประเด็น เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ห รื อ ก า ร อ ธิ บ า ย ห รื อ แ ส ด ง พ ฤ ติ ก ร ร ม เ กี่ ย ว กั บ
ทัว่ ไป ปรากฏการณ์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะใช้หลักการในการ
วิจัยแบบใด เรียกว่า เป็นการวิจัยสังคม ( social
การระบุปัญหาวิจัยที่ชัดเจน ปัญหาเป็นความ research) ดังน้ัน โดยหลักการแล้ว การวิจัยสังคม จึง
ทกุ ข์ คือสภาพอันไม่พึงประสงค์ มีกลุ่มประชากรและ เป็นการวิจัยที่เกีย่ วข้องกับมนุษย์ ไมว่ า่ จะเป็นการวิจัย
พ้ืนที่ ในระยะเวลาที่เป็นปัจจุบัน หรืออนาคต ที่ได้รับ ในสาขาสังคมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ หรือสุขภาพ
ความเดือนร้อนจากปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาน้ีถ้า หรือเทคโนโลยี
ไมไ่ ด้รบั การแก้ไขจะส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหาย
การระบุปัญหาที่ชัดเจน เป็นการจัดหมวดหมู่ อริยสัจคือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่
ความสาคัญ แสดงความเช่ือมโยงของปัญหา สาเหตุ เกีย่ วข้องกับมนษุ ย์ วิถีแหง่ อริยสัจมีลกั ษณะแห่งความ
และผลกระทบ แยกองค์ประกอบของปัญหาออกมา เป็นเหตุและผล โดยท่านพระพรหมคุณาภรณ์
ให้ชัดเจน (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้สรุปไว้ในหนังสือ วิธีคิดตาม
หลักพุทธธรรม สามารถแยกการวิเคราะห์อริยสัจ
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 183 ]
วารสารรชั ตภ์ าคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ไดร้ บั การคัดเลือกเขา้ สู่ฐานข้อมูล TCI วารสารกลมุ่ ที่ 2 (มนษุ ย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์)
ออกมาได้ 2 คู่ เพ่ือนามาบูรณาการให้สอดคล้องกับ การวิจัย เป็นการกระทาของมนุษย์เพ่ือค้นหา
การพฒั นาโจทย์ปญั หาวิจัยดังน้คี อื คาตอบ วิธีการในการแก้ปัญหา ความจริงในสิ่งใดสิ่ง
หน่ึงที่กระทาด้วยพ้ืนฐานของปัญญา ความมุ่งหมาย
คทู่ ี่ 1 หลักในการทาวิจัยได้แก่การค้นพบ ความจริงที่จะ
ทุกข์ คือผล ในการวิจัย ปัญหาวิจัย คือ นาไปสู่ทางแก้ปัญหา ด้วย การพัฒนากรรมวิธที่เป็น
สภาพการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ไม่เป็นที่ต้องการ เป็น ระบบ การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลความหมาย สู่
สิ่งที่นักวิจัยควรศึกษา ทาความเข้าใจ และแยก ความก้าวหนา้ ในความรู้ดา้ นตา่ งๆ
องคป์ ระกอบแห่งปัญหาออกมาให้ชดั เจน
สมุทัย คือสาเหตุ ในการวิจัย คือสาเหตุที่ อริยสัจคือความจรงิ 4 ประการทีเ่ ริ่มจากความ
ก่อให้เกิดปัญหา เป็นที่มาของปัญหาวิจัย เป็นสิ่งที่ ทุกข์ เช่นเดียวกับการวิจัยที่เริ่มจากสภาพปัญหาที่ไม่
ตอ้ งนามาแก้ไข พงึ ประสงค์ ส่งผลกระทบที่จาเป็นต้องได้รับการแก้ไข
คทู่ ี่ 2 ดังน้ันเม่ือเกิดความทุกข์หรือปัญหา ต้องเรียนรู้ ทา
นิโรจ เป็นผล คือภาวะที่สิ้นปัญหา การดับ ความเข้าใจ แยกองค์ประกอบแห่งทุกข์หรือปัญหา
ทุกข์ ในการวิจัย คือ“ตัวแปรตาม (Dependent ออกมาเป็นข้อๆ เพ่ือสามารถระบุปัญหาได้ชัดเจน
Variable)” เป้าหมายที่ต้องการให้สาเร็จ ในการทาให้ จากนั้นพิจารณาสาเหตุแห่งทุกข์ หรือ สาเหตุที่
ปญั หาวิจัยหมดไป ก่อให้เกิดปญั หา เม่อื ระบสุ าเหตทุ ีช่ ัดเจนได้
มรรค เป็นเหตุ คือวธิ ีการ ข้อปฏิบัติ เพ่ือให้ดับ
ทุ ก ข์ ไ ด้ สิ้ น เ ชิ ง ใ น ก า ร วิ จั ย คื อ “ ตั ว แ ป ร ต้ น
(Independent Variable)” หรือวิธีการที่ทาให้ประสบ
ความสาเรจ็ บรรลเุ ป้าหมาย
ตัวแบบ กระบวนการคิดในการพัฒนาโจทย์
ปัญหาวิจยั แบบบรู ณาการ ตามหลักอริยสจั
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 184 ]
วารสารรชั ตภ์ าคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ไดร้ บั การคัดเลือกเข้าส่ฐู านข้อมูล TCI วารสารกล่มุ ที่ 2 (มนุษย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์)
ดังนั้นกระบวนการพัฒนาโจทย์ปัญหาวิจัย “มรรค” คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เปรียบได้ดัง “ตัวแปรต้น (Independent Variable)” ใน
แบบบรู ณาการตามอริยสจั 4 ประกอบด้วย การวิจัยคือ วิธีการ สิ่งที่ควรทาให้ทาเกิดขึ้น เป็นทาง
“ทุกข์” เปรียบได้ดัง “ปัญหาวิจัย ” เป็นสิ่งที่ ที่จะนาไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา ในทางพุทธศาสนา
คือการฝึกปฏบิ ตั ติ ามทางเพือ่ ให้ถงึ ความดับแห่งทกุ ข์
ควรรู้ ทาความเข้าใจปัญหาตามความเป็นจริง และ
แยกองค์ประกอบแห่งปัญหานั้นออกมาให้ชัดเจน 4. สรุป
ประเด็นปัญหาวิจัยประกอบด้วย 2 ลักษณะคือ กระบวนการคิดในการพัฒนาโจทย์วิจัยแบบ
ปัญหาจริงๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสมัย ผลของปัญหา
เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งทางอริยสัจเรียกว่า สภาวทุกข์ เป็น บรู ณาการตามหลักอริยสจั คือกระบวนการคิดในการ
ความทกุ ข์ประเภทน้ีไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ และปัญหา แก้ปญั หาของพระพุทธเจ้า ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่ง
ที่เกิดจากการปรุงแต่ง หรือ ปกิณกทุกข์ คือ ความ วิธีคิดน้ีพระพุทธเจ้าทรงค้นพบมา กว่า 2,500 ปี
ทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิต ที่รับมาจากเหตุ ในขณะทีร่ ะเบียบวธิ ีวิจัยทางสังคมศาตร์ ที่ใช้กันอยู่ใน
ภายนอก เม่ือกระทบตนแล้วทาให้เกิดอาการจาก ปัจจุบัน เป็นเพียงการค้นพบทาง “โลกียธรรม” ของ
ความยึดม่ันถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ท้ัง 5 ความ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น ซึ่งเป็นการ
ทุกข์ประเภทน้ี ผู้มีปัญญาสามารถหลีกเลี่ยงได้ แก้ปัญหาที่ผิวเผินมาก เพราะเม่ือปัญหาเดิมถูกแก้ไข
ดังน้ันการพัฒนาโจทย์วิจัยที่ดี ต้องพัฒนามาจาก ไป ก็จะนาไปสู่เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ได้
สภาวะทกุ ข์ ซึ่งเปน็ ปัญหาจริงๆ ตลอดเวลา เป็นสังสารวัฏ หรือการเวียนว่าย ตายเกิด
แห่งปัญหาท่ดี เู หมอื นไมจ่ บส้นิ ยังไม่มีระเบียบวิธีวิจัย
“สมุทัย” เหตุแห่งทุกข์ เปรียบได้ดัง “สาเหตุ ทางสังคมศาตร์ใดท่ีสามารถ แก้ปัญหาเข้าไปได้ถึงข้ัน
ของปัญหาวิจัย ” ในการวิจัยเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา “โลกุตรธรรม” ซึ่งจะนาพาไปสู่การสิ้นสุดของปัญหา
มูลเหตทุ ีจ่ ะก่อให้เกิดทุกข์ หรอื ปัญหา โดยแยกสาเหตุ ไมต่ อ้ งวนกลับมาสู่สงั สารวฏั อีกตอ่ ไป
ยอ่ ยๆ ออกมา
“นิโรธ” ความดับทุกข์ เปรียบได้ดัง “ตัวแปร
ตาม (Dependent Variable)” ในการวิจัย เป็นสภาวะ
หมดปัญหาต่างๆ โดยสิ้นเชิง โดยการดับที่เป็นสาเหตุ
ที่ทาให้เกิดปัญหา เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยใช้
ทฤษฏีที่เกีย่ วข้องมาเป็นสมมุตฐิ านของตัวแปรตาม
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 185 ]
วารสารรชั ต์ภาคย์ ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 19 มกราคม – มถิ ุนายน 2559
ไดร้ ับการคัดเลือกเขา้ สู่ฐานขอ้ มลู TCI วารสารกลมุ่ ที่ 2 (มนุษย์ศาสตร์และสงั คมศาสตร์)
เอกสารอา้ งอิง
เฉลียว บุรีภักดี. (2550). รูปแบบความคิดหลากหลายในยุทธศาสตร์การพัฒนา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
เพชรบุรี. หนา้ 2-3
จุมพล สวัสดิยากร. (2520) หลักและวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ . สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.
หนา้ 9
พลศักดิ์ จิรไกรศิริ .(2558). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ : เทคนิคแผนที่นาทางการวิจัย .พิมพ์คร้ังที่ 8.
กรุงเทพมหานคร :มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง . หนา้ 2 – 3
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). (2558). วิธีคิดตามหลักพุทธรรม. กรุงเทพมหานคร: ธรรมมะอินเทรนด์.
หนา้ 28 – 29
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยทุ ธ์ ปยตุ โฺ ต), (2557) .พทุ ธธรรม. ฉบับข้อมูลคอมพวิ เตอร์คร้ังที่ 8.กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณ.์
http://www.ebooks.in.th/dhammaintrend/
https://th.wikipedia.org/wiki/ การวจิ ยั
Name: Dr. Korneak Kanchanapokin
Address: 8 th Association of reaches Building 2 nd Floor 196 Phahonyathin Road
Ladyao Chatuchak Bangkok, Thailand
Education: Doctor of Public of Administration (DPA)
Work: Committee secretary training Researchers Association
Rajapark Journal Vol.10 No. 19 January - June 2016 [ 187 ]