The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด เรื่องสั้นจากหนังสือ เรื่อง อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sirintra Boonkam, 2023-09-23 11:21:10

คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด

คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด เรื่องสั้นจากหนังสือ เรื่อง อาถรรพ์ภาพวาดเสือดำ และเรื่องราวอื่น ๆ

คนธรรพ์: เราจะกลับมาเมื่อธรรมชาตินั้นสมบูรณ์ “คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด” เป็นหนึ่งในรวมเรื่องสั้น อาถรรพ์ภาพวาดเสือด า ของ ก าพล นิรวรรณ ที่ ก่อนหน้าเคยได้รับรางวัลเรื่องสั้นยอดเยี่ยม รางวัล “กนกพงศ์ สงสมพันธ์” ประจ าปี 2562 และได้รวมเป็น เรื่องสั้นในครั้งนั้นชื่อเรื่องว่า “คนธรรพ์” ซึ่งในฉบับของอาถรรพ์ภาพวาดเสือด านั้น ก าพลได้มีการปรังปรุงใหม่ ก่อนจะน าเข้ามารวมเรื่องสั้นในเล่มนี้ และรวมเรื่องสั้นอาถรรพ์ภาพวาดเสือด ายังได้รับการพิจารณาและ ประกาศผล “Shortlist” จ านวน 8 เล่ม ของผลงานรวมเรื่องสั้นที่ส่งเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจ าปีพุทธศักราช 2563 อีกด้วย เมื่อสมบูรณ์...เรายังคงอยู่ คนธรรพ์แห่งภูบรรทัด เป็นเรื่องราวของของมือพิณแห่งวง ‘ภูบรรทัดปฏิวัติ’ ที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม ปฏิวัติในป่าและได้ผันตัวมาเป็นนายพรานล่าสัตว์ เขามักจะเข้าไปล่าสัตว์คนเดียวและไปทีละ 3-4 วัน ป่า ภายในหุบเขาบรรทัดนั้นอุดมไปด้วยความสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เก่งเรื่องของการใช้อาวุธแต่ก็สามารถจับ ปลากลับไปยังค่ายได้ ครั้งหนึ่งเขาไปหลงเข้าไปพบกับกลุ่มคนธรรพ์อย่ากลางหุบเขาที่ก าลังรื่นเริงไปกับการจัด งานฉลองการสิ้นอายุไข เขาหลงใหลไปกับเสียงดนตรีแห่งสุนทรีย แต่สุดท้ายเขาก็กลับออกมาสู่โลกของความ เป็นจริง เมื่อถึงคราวที่ค่ายปฏิวัติแตก ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสี่ สิบปี เขาได้กลับมายังค่ายเก่าอีกครั้ง แต่ธรรมชาติตรงหน้าเขาก็ไม่อาจเหมือนเดิมแล้ว จากธรรชาติที่เคยอุดม สมบูรณ์ก็กลับเต็มไปด้วยสวนยางและล าธารน้ าที่เหือดแห้งไป การเล่าเรื่องของอาถรรพ์ภาพวาดเสือด านั้นถูกเล่าผ่านมุมมองของตัวละครส าคัญเป็นผู้เล่าโดยการใช้ สรรพนามบุรุษที่ 1 คือ ข้าพเจ้า โดยการน าเข้าสู่การเปิดเรื่องนั้นเป็นการเปิดเรื่องด้วยค าคมให้ชวนได้คิดตาม ด้วยข้อความที่ว่า “ฝันหวานที่แวบเข้ามาเติมเต็มเสี้ยวหัวใจที่หายไปอาจทรมานเราได้นานวัน ฝันร้ายในชีวิต จริงบางฝันอาจตามหลอกหลอนเราได้นานปี แต่ความจริงที่งดงามดั่งความฝันอาจพันธนาการเราได้ชั่วนิรันดร์”


(หน้า 13) และยังได้ใส่เนื้อเพลงที่ดังขึ้นอยู่ในหัวของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นการเกริ่นก่อนน าเข้าสู่เหตุการณ์ของ ข้าพเจ้าที่หนีเข้าไปอยู่ในป่าจากเหตุการณ์ทางการเมืองในสมัยนั้นที่บังคับให้คนต่อต้านรัฐบาลต้องหลบหนีไป ซ่อนตัวและตั้งค่ายเพื่อต่อสู้ทวงคืนอิสรภาพอัน แต่การหนีเข้าป่านั้นก็มีบางส่วนที่หนีเข้าป่าก็เพราะจ ายอม กลัวถูกฆ่าทั้งที่เกลียดอุดมการณ์ของคนหนีเข้าป่า ซึ่งในส่วนของการเปิดเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปรากฏว่าข้าพเจ้าเข้าป่า มาด้วยเหตุผลใด (ซึ่งจะสามารถทราบได้จากการปิดเรื่อง) การเข้ามาร่วมค่ายปฏิวัตินี้ข้าพเจ้าได้ขอให้ตนเองได้ ท าหน้าที่เป็นนายพรานในการไปล่าเหยื่อ ถึงแม้ตอนแรกจะมีความไม่พอใจจะสหายในค่ายอยู่บ้าง แต่ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ได้เป็นนายพรานอย่างสมใจ เหตุที่เขาไม่ต้องการที่จะรอสู้รบในค่านั้นเพราะต้องการแต่หลีกหนีจาก ความอึดอัดและความตึงเครียดที่ไม่ว่าจะสู้กี่ครั้งก็เป็นฝ่ายแพ้เสมอ ซึ่งเหตุผลของการเข้าป่าของตัวข้าพเจ้านั้น ก็ได้ปรากฏขึ้นในการด าเนินเรื่องต่อไป โดยที่ไม่ได้บอกอย่างตรงไปตรงมา ตัวข้าพเจ้านี้เดิมที่เป็นมือพิณมาก ก่อน เมื่อเข้ามาอยู่กับค่ายปฏิวัติด้วยความที่ตนเองไม่ถนัดการสู้รบจึงพยายามหลีกเลี่ยงไปเป็นนายพราน ถึงแม้ในช่วงต้นจะมีการพูดถึงการไม่ยอมรับให้ข้าพเจ้าเป็นนายพราน เมื่อเข้าสู่การด าเนินเรื่อง ข้าพเจ้าก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ของการเข้าไปล่าสัตว์ว่าต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง และเมื่อผ่านไปยังสถานที่ใดก็เล่าถึงเรื่องที่คนแถบนั้นเล่าขนานกันเป็นเรื่องเล่ามา เช่น เรื่องหุบนรกที่กลืนกลุ่ม คนที่เข้ามาตัดไม้ในป่าลงไป ไม่มีผู้ใดพบเจอกลุ่มคนเหล่านั้นอีก แต่ข้าพเจ้าก็แย้งขึ้นภายในใจว่าหุบเขานี้เป็น หุบเขาสวรรค์มากกว่าเพราะเป็นน้ าตกที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก มีฝูงปลาหวดให้เขาได้ล่าไปเป็นอาหารอีกด้วย การผูกปมของเรื่อง เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นทิศทางของเรื่องว่าเรื่องนั้น ๆ จะมีจุดมุ่งหมายไปยังทิศทาง ใด และแท้จริงแล้วผู้แต่งต้องการสื่อถึงสิ่งใด ซึ่งการผูกปมนั้นเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นกับตัวละคร หรือเหตุการณ์ในเรื่อง โดยในเรื่องคนธรรพ์แห่งภูบรรทัดนี้มีปมขัดแย้งที่ส าคัญคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ กับธรรมชาติซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่ตลิดของทั้งเรื่องในสภาพที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ตลอดการ หนีเข้าป่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลังจากที่ค่ายแตกไปนานนับ 40 ปี ข้าพเจ้าและสหายกลับมาเยือนค่ายอีกครั้ง ก็ พบกับความเปลี่ยนแปลงต้นไม้ใหญ่ก็เหลือเพียงตอให้เห็น พื้นที่ที่เคยอุดมไปด้วยป่าก็ถูกแทนที่ด้วยต้นยาง น้ าตก ล าธารที่เคยมีอยู่ก็เหลือเพียงทางน้ าเล็ก ๆ ที่บ่งบอกว่า ณ ที่แห่งนี้เคยมีน้ าอยู่ ธรรมชาตที่เคยสวยงาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่เหลืออะไรเลย ดังข้อความที่ปรากฏในตอนท้ายมีใจความว่า “แต่อนิจจา! ล้าห้วยที่สายน้้าเคยฉอเลาะแก่งหิน ให้พวกเราได้ยินทั้งวันทั้งคืน บัดนี้แห้งสนิท ป่าที่เคย รกทึบภายใต้แมกไม้สูงเสียดฟ้าถูกแทนที่ด้วยสวนยาง ต้นไม้ยักษ์ที่ข้าพเจ้าเคยแวะนั่งฟังเสียงนกกายัง แล้วก็ ฉอเลาะกันบนเรือนยอดของมัน เหลือแต่ตอกับพูพอน ยางไม้สีน้้าตาลเข้มยังไหลเยิ้มออกมาจากรอยเลื่อย แม้แต่ภูสูงลูกที่พวกเราเคยขึ้นไปนั่งชมบ้านเมือง ณ ปลายขอบฟ้าและฝันถึงชัยชนะอันสวยหรูก็มีการตัดทาง โล่งเตียนพาดข้ามสันไปอีกฝั่ง...” (หน้า 38) จะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างข้าพเจ้ากับธรรมชาติที่เกิดขึ้นนี้เพราะข้าพเจ้าที่เคยชินกับสภาพผืน ป่าที่อุดมสมบูรณ์มาตลอดระยะเวลา 5 ปี เมื่อกลับมาอีกครั้งผืนป่าแห่งนี้ไม่อุดมสมบูรณ์อีกต่อไป มันจึงเป็น เรื่องเลวร้ายกับตัวข้าพเจ้าที่เขากลับมาที่นี่ เพราะการที่มีผืนป่าที่สมบูรณ์ท าให้เขาได้พบกับเหล่าคนธรรพ์กลาง หุบเขา ซึ่งจะน าไปสู่การความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ


ความเหนือธรรมชาติปรากฏอยู่ตลอดการด าเนินเรื่อง ทั้งเรื่องหุบนรกที่กลืนมนุษย์ที่ลักลอบเข้าไปตัด ต้นไม้ รวมไปทั้งกลุ่มคนธรรพ์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติอา จะไม่ได้บ่งบอกว่าสิ่งใดคือเหตุการณ์ของความขัดแย้งที่แท้จริงของปมนี้ แต่ทว่าสิ่งเหนือธรรมชาติของเรื่องนี้ ปรากฏขึ้นพร้อมกับธรรมชาติภายในเรื่อง เพราะเหล่าคนธรรพ์ตามการศึกษาของผู้แต่งนั้นอาจเป็นเทวดาที่ อาศัยอยู่ในป่าอย่างรักสงบ แต่เมื่อโยงกลับไปที่ความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติในตอนท้ายแล้วนั้น ตัวข้าพเจ้า เองก็ไม่ได้พบกับกลุ่มคนธรรพ์ที่ตั้งใจอยากจะพบอีกครั้ง อาจเป็นได้เพราะว่าคนธรรพ์อาศัยกันอยู่ในหุบเขาที่ สงบและสมบูรณ์แต่เมื่อถูกรบกวนจากเหล่ามนุษย์ที่เข้าไปท าลายป่า ท าให้เหล่าคนธรรพ์ไม่มีที่อยู่อาศัยและ หายไปในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังมีปมขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสังคม เพราะยังมีมนุษย์บางกลุ่มเลือกที่จะหนีเข้าป่าตั้ง ค่ายปฏิวัติกับสังคมการปกครองของรัฐบาลในชุดนั้น รวมทั้งปมขัดแย้งภายในใจของตัวข้าพเจ้าเองที่เกิดขึ้น ภายในเรื่องระหว่างการตัดสินใจกระท าในสิ่งต่าง ๆ ของตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อเรื่องด าเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงจุดสุดยอด ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ด าเนินไปเพียงสั้น ๆ ปรากฏในตอน ที่ข้าพเจ้าได้เจอกับกลุ่มคนธรรพ์ที่ก าลังเฉลิมฉลองงานสิ้นอายุขัย ต่างพากันรื่นเริงไปกับเสียงดนตรีที่บรรเลง จากคนธรรพ์ การร่ายร าหญิงสวยงามจากหญิงสาวท าให้ข้าพเจ้าหลงใหลไปกับความสุนทรียะนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ ได้แฝงสัญญะอย่างแยบยลเอาไว้ของคนธรรพ์ เพราะเมื่อสิ้นอายุขัยแล้วเหล่าคนธรรพ์จะไปเกิดใหม่ในโลกหน้า ก็คือการเกิดเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกงามในผืนป่า เรื่องด าเนินมาถึงยังจุดสุดยอด ก็น าไปสู่การคลายปมของความขัดแย้งต่าง ๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้บ่งบอกไว้ว่าจุดใดคือการคลายปมที่ชัดเจนและแท้จริง แต่ด้วยปมปัญหาที่เชื่อมกันอยู่จึงท าให้เหตุการณ์ที่ คลายปมปัญหานี้คือการที่เขาภูบรรทัดไม่เป็นเช่นเดิม ไร้ความอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ ามือของมนุษย์เอง ด้วยเหตุนี้ จึงน าไปสู่การหายไปของคนธรรพ์เช่นกัน การปิดเรื่องของคนธรรพ์แห่งภูบรรทัด ผู้แต่งได้ทิ้งท้ายไว้ให้เชื่อมโยงกับข้อความในตอนเปิดเรื่องว่า “ทั้งภาพทั้งเสียงและบทล้าน้าของเธอยังพันธนาการหัวใจของข้าพเจ้ามาจนบัดนี้ และคงจะพันธนาการไปชั่ว นิรันดร์” (หน้า 41) ท าให้ผู้อ่านสามารถตีความได้ว่าถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่ได้เจอเหล่าคนธรรพ์อีกครั้งแต่บท เพลงของเหล่าคนธรรพ์ก็ยังคงถูกจดจ าในความทรงจ าของตัวเข้าพเจ้า ซึ่งมันเป็นความทรงจ าที่ดีส าหรับเขาที่ จดจ าเอาไว้แม้ว่าในตอนจบของเรื่องจะไม่เหลือความสมบูรณ์ของธรรมชาติหรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยภายในเรื่องนี้แล้ว แต่ตอนจบของเรื่องก็สร้างทั้งความเศร้าและความประทับใจให้แก่ผู้อ่านได้ไม่ น้อยเลยทีเดียว คนธรรพ์ : เราจะกลับมาเมื่อธรรมชาตินั้นสมบูรณ์ แนวคิดหรือแก่นของเรื่อง คือ ทรรศนะของผู้แต่งที่ต้องการถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ ซึ่งแก่นเรื่องของ คนธรรพ์แห่งภูบรรทัดนั้น คือ ธรรมชาติกล่าวคือความโหดร้ายที่เราต้องพบเจอกับการสูญหายของผืนป่าแห่ง


แล้วแห่งเล่า ป่าที่เขาภูบรรทัดที่เต็มไปด้วยผืนป่าสีเขียว แหล่งน้ าขนาดใหญ่ ต้นผึ้งขนาดยักษ์ที่อยู่กลางป่า แต่ เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์เข้าไปบุกรุกผืนป่า ไร้การรับผิดชอบในการใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติผืนป่าถูกแทนที่ ด้วยสวนยางบ้าง น้ าที่เคยเต็มล าธารก็เหือดแห้งเพราะไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรของมันเอง ซึ่งอาจหมายความได้ ว่าสัญญะของคนธรรพ์ในเรื่องก็คือความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อ เมื่อไม่มีธรรมชาติที่ สมบูรณ์แล้วก็ย่อมไม่มีคนธรรพ์มาบรรเลงเพลงในยามค่ าคืนเช่นกัน อาจจะหมายได้ว่าเรื่องของคนธรรพ์อาจ ถูกเลือนหายไปกับเด็กรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนรุ่นต่อไปจะไม่ได้เห็นความสวยงามของ ธรรมชาติอีก การกลับไปของข้าพเจ้านั้นจึงที่กลับไปหาคนธรรพ์ด้วยก็เพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าธรรมชาติยังคง สมบูรณ์อยู่ แต่สุดท้ายข้าพเจ้าก็ได้แต่เพียงเก็บความทรงจ าเมื่อครั้งหนีเข้าไปในป่าไว้เป็นความทรงจ าว่าพื้นที่ แห่งนี้เคยสมบูรณ์มากเพียงใด เพราะถ้าอยากให้คนธรรพ์หวนคืนกลับมาผืนป่าแห่งนั้นก็น่าจะกลับมาอุดม สมบูรณ์ดังเดิม นางสาวสิรินทรา บุญค่ า รหัสนักศึกษา 610113115025 ชั้นปีที่ 3 หมู่ 1 สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์


Click to View FlipBook Version