คำนำ
แผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖5 ของ
สำนักงานวฒั นธรรมจังหวัดนราธิวาส จัดทำขึ้นเพื่อใชเ้ ปน็ กรอบทิศทางในการจัดทำโครงการ/กิจกรรม ดา้ น
ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ตามภารกจิ ของกระทรวงวัฒนธรรม ภารกิจของจงั หวัดนราธิวาสและภารกิจ
ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส ซึ่งสอดคล้อง เชื่อมโยง และตอบสนองนโยบายรัฐบาล
ยุทธศาสตร์กระทรวงวัฒนธรรม ยุทธศาสตร์จังหวัดนราธิวาสและยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสำนักงาน
วัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อภารกิจรัฐ และประโยชน์สุขของ
ประชาชนจังหวดั นราธิวาสเป็นสำคัญ
การจดั ทำแผนปฏิบัติการคร้ังน้ี สำเร็จลุลว่ งไปด้วยดี จากการร่วมมือวางแผนของกลุม่ งาน
ต่างๆ ตลอดจนบุคลากรที่เก่ียวข้อง หวังเป็นอย่างย่ิงว่าแผนปฏิบัติการฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการ
ขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในพ้ืนที่จังหวัดนราธิวาส ได้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์
ตอ่ ไป
สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดนราธิวาส
สารบัญ หนา้
คำนำ 1
สารบญั 1
บทท่ี 1 สภาพทว่ั ไปของจังหวดั นราธิวาส 2
2
1. ขอ้ มลู ทั่วไปของจังหวัด (ขอ้ มลู พ้นื ฐาน) 3
1.1 ความเปน็ มา 3
1.2 ตราสัญลกั ษณ์จงั หวัดนราธิวาส 4
1.3 คำขวญั จังหวดั นราธิวาส 4
1.4 ตน้ ไม้ประจำจังหวัด 4
1.5 ดอกไม้ประจำจังหวัด 5
1.7 ท่ตี ง้ั และสภาพทางภมู ิศาสตร์ 6
6
2. สภาพการเมอื ง การปกครอง 7
2.1 ประชากร 20
2.2 การปกครอง 26
2.3 โครงสรา้ งส่วนราชการ
2.4 การเมอื ง 2๗
2.5 ข้อมูลดา้ นศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม 2๗
2.6 สถานที่ทอ่ งเทยี่ ว 2๗
2๘
2.7 ของทรี่ ะลึกและสินค้าพนื้ เมือง 30
๓. ความเป็นมาและสภาพปจั จุบันของสำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั นราธิวาส 31
- ความเปน็ มา 32
- ท่ีต้งั 35
- พน้ื ท่ปี ฏิบัตงิ าน 41
- โครงสร้างภารกิจสำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัด 43
- บคุ ลากรสำนักงานวฒั นธรรมจังหวดั นราธิวาส 45
บทที่ ๒ นโยบายและทศิ ทางการดำเนินงานด้านศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม 47
รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ พ.ศ. 2560 – 2564
นโยบายรฐั บาล พลเอกประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชา
กรอบยุทธศาสตรช์ าติ 20 ปี พ.ศ. 2560 – 2579
หลักการ ปรชั ญา และกรอบแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียง
นโยบายหลัก ๔ ประการ (นายอทิ ธพิ ล คุณปล้ืม รฐั มนตรีว่าการกระทรวง
วฒั นธรรม)
ยทุ ธศาสตรก์ ระทรวงวัฒนธรรม
ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาภาคใต้ชายแดน 2560-2564 49
ยุทธศาสตรก์ ารพฒั นากลมุ่ จงั หวัดภาคใตช้ ายแดน ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 50
2579)
ยุทธศาสตรจ์ ังหวดั นราธวิ าส พ.ศ. 2561 - 2564 51
ยทุ ธศาสตรส์ ำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั นราธวิ าส 53
บทท่ี 3 แผนปฏิบตั ิการและแผนใช้จา่ ยงบประมาณ ประจำปี ๒๕63
- สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
- สำนกั งานปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
(แผนงานแก้ไขปญั หาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้)
- กรมการศาสนา
- กรมการศาสนา
(แผนงานแก้ไขปญั หาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้)
- กรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม
- ความสอดคลอ้ งกับนโยบายและยทุ ธศาสตร์
คณะผู้จัดทำ
1
บทท่ี 1
สภาพท่วั ไปของจงั หวัดนราธิวาส
1. ข้อมูลท่ัวไปของจังหวัด (ขอ้ มูลพน้ื ฐาน)
1.1 ความเป็นมา
นราธิวาส เดิมชื่อ "มะนาลอ" มีฐานะเป็นเพียงอำเภอหน่ึง เรียกว่า อำเภอบางนรา ข้ึนกับเมือง
สายบุรี ซ่ึงเป็นหน่ึงในเจ็ดหัวเมืองภาคใต้ ต่อมาได้โอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดหัวเมืองเช่นกัน
โดยประวัติความเป็นมาของนราธิวาสนน้ั มคี วามเช่ือมโยงกบั เรื่องราวของเมืองปตั ตานี เมอื งสายบุรี และเมือง
ระแงะ
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรง
รับสั่งให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ยกทพั หลวงลงมาปักษ์ใตเ้ พ่ือปราบปรามข้าศึกท่ีเข้ามาทางปักษ์ใต้
เม่ือข้าศึกแตกพ่ายหนีไปหมดแล้ว จึงเสด็จประทับ ณ เมืองสงขลา และได้มีรับสั่งออกไปถึงหัวเมืองมลายู
ท้ังหลาย ท่ีเคยข้ึนกับอยุธยามาก่อน ให้มาอ่อนน้อมดังเดิม โดยพระยาไทรบุรี และพระยาตรังกานูยอมอ่อน
น้อมแต่โดยดี แต่พระยาปัตตานีแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม จึงรับสั่งให้ยกทัพไปเมืองปัตตานีเม่ือ พ.ศ. 2332
เมือ่ ได้เมืองปัตตานีแล้ว ไดโ้ ปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานตราตั้งให้แก่พระยาสงขลา (บุญฮยุ ) เปน็ พระยาปตั ตานี
และใหอ้ ย่ใู นความกำกบั ดูแลของเมืองสงขลาต่อไป และตัง้ ใหเ้ ป็นเมืองมนตรีข้ึนอย่กู ับกรุงรัตนโกสินทร์โดยตรง
ในระหว่างทพี่ ระยาปัตตานี (ขวัญซ้าย) ว่าราชการเมืองปัตตานอี ยนู่ ั้น บ้านเมืองสงบเรียบร้อยปกติสุขตลอดมา
ครั้นเมอ่ื พระยาปัตตานีถึงแก่กรรม ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้นายพ่าย น้องชายพระยาหลวงสวสั ดิภักดีผู้ช่วยราชการ
เมอื งปัตตานี และไดย้ ้ายท่ีว่าการเมอื งปัตตานีจากบา้ นมะนา (อา่ วนาเกลือ) ไปตง้ั อยู่ที่บ้านยามู
ในระหว่างนน้ั พวกของซาเห็ดรัตนวงศ์ฯ และพวกโมเซฟได้เริ่มก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมือง โดย
คบคดิ กับปลน้ บ้านพระยาปตั ตานี และบา้ นหลวงสวัสดิภักดี แต่ก็ได้ถูกตถี อยหนไี ปหลบซ่อนตัวอยู่ท่ีบ้านกะลา
พอ แขวงเมืองสายบุรี นอกจากน้ันเมืองปัตตานีซ่ึงมีอาณาเขตกว้างขวาง และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม เท่ียวปล้น
บ้านเรือนราษฎรจนเหลือกำลงั ที่พระยาปัตตานีจะปราบใหร้ าบคาบได้ จึงแจ้งราชการไปยังเมอื งสงขลา พระยา
สงขลา (เถ้ยี นจ๋อง) ออกมาปราบปราม และจัดนโยบายแบง่ แยกเมืองปัตตานีออกเปน็ 7 เมือง ได้แก่ เมอื งปตั ตานี,
เมืองหนองจิก, เมืองยะลา, เมืองรามันห์, เมืองระแงะ, เมืองสายบุรี และเมืองยะหร่ิง ต่อมาในสมัย
พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีพระยาปัตตานี (ต่วนสุหลง), พระยาหนองจิก (ต่วนกะ
จิ), พระยายะลา (ต่วนบางกอก) และพระยาระแงะ (หนเิ ดะ) โดยเจา้ เมอื งท้ัง 4 ไดส้ มคบคิดกันเป็นกบฏข้ึน จึง
โปรดเกล้าให้พระยาเพชรบุรี และพระยาสงขลา (เถย้ี นเส้ง) ลงมาปราบ และพิจารณาเห็นว่า หนิบอสูชาวบ้าน
บางปูซ่ึงพระยายะหร่ิงแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองยะหริ่งได้เป็นกำลังสำคัญ และได้ทำการต่อสู้ด้วยความกล้า
หาญย่ิง ด้วยคุณงามความดีนี้จึงได้แต่งต้ังใหเ้ ป็นผู้รักษาราชการเมืองระแงะ สืบต่อจากพระยาระแงะ (หนิเดะ)
ทีห่ นไี ป และได้ย้ายทวี่ ่าราชการจากบา้ นระแงะมาต้งั ใหมท่ ี่ตำบลตนั หยงมสั
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ทรงให้ยกเลิกการปกครองแบบเก่า
เพราะการแบง่ เขตแขวงการปกครอง และตำแหน่งหน้าที่ราชการในหัวเมอื งทั้ง 7 ที่ยงั ทับซอ้ นกันอยู่หลายแห่ง
จงึ ได้วางระเบียบแผนการปกครองและตำแหน่งหน้าท่ีราชการให้เป็นระเบียบตามสมควรแก่กาลสมัย เมื่อวันท่ี
10 ธนั วาคม พ.ศ. 2444
2
ตอ่ มาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 มีประกาศพระบรมราชโองการให้แยกบริเวณ 7 หัวเมือง
ออกมาจากมณฑลเทศาภบิ าล เรียกวา่ มณฑลปัตตานี เพื่อสะดวกแก่ราชการ และทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญ
ขึ้นกว่าแต่ก่อน ในปี พ.ศ. 2458 ได้ย้ายที่ว่าราชการจากเมืองระแงะ ตำบลตันหยงมัส มาตั้งท่ีบ้านมะนาลอ
(บางมะนาวในปัจจบุ ัน) อำเภอบางนรา ส่วนท้องทีเ่ มืองระแงะ และไดย้ กฐานะอำเภอบางนราขึ้นเป็นเมืองบาง
นรา มีอำเภอในการปกครองได้แก่ อำเภอบางนรา, อำเภอตันหยงมัส, กิ่งอำเภอยะบะ, อำเภอสุไหงปาดี และ
ก่งิ อำเภอโตะ๊ โมะ
คร้ันต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้
เมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองบางนรา ทรงพระราชทานพระแสงศาสตราแก่เมืองบางนรา และทรงดำริว่าบางนรา
น้นั เป็นช่ือตำบลบ้าน และควรที่จะมีชื่อเมืองไว้เป็นหลักฐานสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ
เป็น "เมอื งนราธวิ าส" ซ่งึ หมายถงึ ทีอ่ ยขู่ องคนดี เม่อื วันท่ี 10 มิถนุ ายน พ.ศ. 2458
ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการปรับปรุงระเบียบบรหิ ารราชการส่วนภูมิภาคคร้ังย่ิงใหญ่ และให้เปลี่ยนช่ือ
เมอื งเป็นจงั หวัด เมอื งนราธวิ าส จงึ เปล่ียนเปน็ "จังหวัดนราธวิ าส" จากน้ันเป็นตน้ มา
คำว่า “นราธิวาส” มาจาก นร (คน, ประชาชน, คนท่ัวไป) + อธิ (ยิ่ง, ใหญ่) + วาส (ที่อยู่, ที่อาศัย,
บ้าน) เมื่อรวมความแล้ว “นราธิวาส” แปลตามรูปศัพท์ หมายความว่า “ที่อยู่อันย่ิงของคน, ที่อยู่อันย่ิงใหญ่
ของคน” ท้ังนี้ หากแปลโดยความ หมายความว่า “ท่ีอยู่อาศัยของประชาชน, ที่อยู่ประจำของประชาชน หรือ
ทอ่ี ยอู่ นั ยิง่ ใหญข่ องประชาชน
1.2 ตราสัญลักษณจ์ ังหวัดนราธวิ าส
รปู เรอื ใบแลน่ กางใบ ตรงกลางใบมีรูปช้างเผือกประดบั เครื่องคชาภรณ์อยูใ่ นวงกลม มีความหมายดงั นี้
รูปเรือใบแล่นกางใบ หมายถึง ท่ีต้ังอยู่ริมทะเล มีการค้าขาย การประมง และการติดต่อกับประเทศ
เพอ่ื นบ้านใกลเ้ คยี ง
ในเรือมรี ูปช้างเผือกประดับเครอื่ งคชาภรณ์อยู่ในวงกลม หมายถึง ช้างสำคญั คูบ่ ุญของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยหู่ ัว ชอ่ื วา่ “พระศรีนรารัฐราชกริ ิณ”ี
1.3 คำขวญั จงั หวัดนราธวิ าส ชนรกั ศาสนา
ทกั ษิณราชตาํ หนกั ปาโจตรงึ ใจ
นราทัศนเ์ พลินตา ลองกองหอมหวาน
แหล่งใหญแ่ รท่ อง
3
1.4 ตน้ ไม้ประจำจงั หวดั คือ ตะเคียนชันตาแมว (Balanocarpus heimit
King) เปน็ ไม้มงคลต้นขนาดใหญ่ เนอ้ื ไม้ ใช้ในการก่อสรา้ งอาคารบ้านเรือน เช่น
ทำเสา รอดตง ข่ือใชต้ ่อเรือ ทำหมอนรองรางรถไฟ เคร่ืองแตง่ บ้าน เสาเข่ือน ทำ
เรอื ใบเรือสำเภาเดนิ ทะเล เสากระโดงเรือ ชันของไมช้ นดิ น้ี มีราคาสูง ใชผ้ สม
นำ้ มันทาไม้ และน้ำมนั ชกั เงาอยา่ งดี ลักษณะเปน็ ไม้ยืนตน้ สูง ๓๐-๔๐ เมตร
เรือนยอดเป็นพุ่ม ลำต้นเปลาตรง เปลอื กสีน้ำตาลเขม้ ล่อนเปน็ สะเก็ด มชี ันสขี าว
ใบเดีย่ วเรยี งสลบั แผ่นใบรปู ใบหอกหรือรปู ดาบ กวา้ ง ๒-๔ เซนติเมตร ยาว ๘-๑๕
เซนติเมตรปลายแหลม โคนสอบ ดอกสขี าวกลิ่นหอม ออกเปน็ ชอ่ ตามง่ามใบและ
ปลายกิ่ง ออกดอกชว่ งเดือนเมษายน-มิถนุ ายน ผลเป็นรปู ขอบขนานปลายโค้ง กวา้ ง ๑.๕ เซนตเิ มตรยาว ๕-๗
เซนตเิ มตร มีกลบี เปน็ กระทง ๕ พู หมุ้ แนบอยู่ประมาณ ๑ ใน ๔ ของผลประโยชน์เนื้อไม้ ทนทาน แข็งแรง ใช้
ในการก่อสร้าง ทำเรือสำเภาเดนิ ทะเลเสา กระโดงเรอื ชัน มรี าคาสงู ใชผ้ สมน้ำมนั ทาไม้และน้ำมนั ชกั เงาอยา่ ดี
1 .5 ดอกไม้ป ระจำจังห วัด คือ ดอกบานบุรีเห ลือง (Allamanda
cathartica) ต้นเป็นพุ่ม โคนลำต้นแข็งปลายกิ่งอ่อนโค้ง ดอกสีเหลืองสด
ออกเป็นช่อ ลักษณะท่ัวไป เป็นไม้เถาเล็ก ใบยาวกว้างปลายแหลม ดอกคล้าย
ดอกผักบุง้ สีมว่ ง สีเหลือง หรอื สีแสดตามพนั ธุ์
1.6 แผนทจ่ี งั หวัดนราธิวาส
4
1.7 ทีต่ ัง้ และสภาพทางภูมศิ าสตร์
จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดชายแดน ต้ังอยู่บนฝ่ังทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายู ห่างจาก
กรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ ประมาณ ๑,๑๔๙ กิโลเมตร และทางรถไฟ ประมาณ ๑,๑๑๖ กิโลเมตร
สุดชายแดนไทย-มาเลเซยี ทีส่ ถานีรถไฟสุไหงโก-ลก
o ทศิ เหนอื จดจงั หวดปัตตานีและอา่ วไทย
o ทศิ ใต้ จดอา่ วไทยและประเทศมาเลเซยี
o ทศิ ตะวนั ออก จดประเทศมาเลเซีย
o ทศิ ตะวนั ตก จดจงั หวดั ยะลา
2. สภาพการเมือง การปกครอง
2.1 ประชากร
ประชากรจังหวัดนราธวิ าสนับถือศาสนาอิสลาม 82% นับถือศาสนาพุทธ 17% นับถือศาสนาคริสต์
และศาสนาอ่ืนๆ 1% มีมสั ยิด 675 แห่ง วัด/ท่ีพักสงฆ์ 99 แห่ง และโบสถ์คริสต์ 4 แหง่ ประชากรใช้ภาษา
พูดหลากหลาย เพราะมีหลายกลุ่มมาต้ังถ่ินฐานในจังหวัดนราธิวาส ท่ีมาจากภาคกลางก็จะใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน หากมาจากจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ จึงมีสำเนียงพูดหลายสำเนียง เช่น สำเนียงภาษาไทยใต้ตอนบน
ภาษาไทยใต้ตอนล่าง และยังมีภาษาพูดและสำเนียงที่แปลกไปจากภาษาไทยภาคใต้ในจังหวัดอื่น ๆ มากเป็น
พิเศษคือ สำเนียงภาษาเจ๊ะเห มีพูดกันมานานและมีอยู่ในกลุ่มคนไทยพุทธด้ังเดิมของ จังหวัดนราธิวาส เป็น
เอกลักษณ์ประจำถ่ินของอำเภอตากใบ สำหรับคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม จะใช้ภาษาซึ่งเรียกว่า "ภาษา
มลายูถ่ิน"หรือ "ภาษายาวี" ในชีวิตประจำวันคล้ายคลึงกับภาษามลายูในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และ
บรูไน โดยมีประชากรตามหลักฐานทะเบียนราษฎร์ ณ กันยายน 2564 จำนวนรวม ทั้งส้ิน 808,908 คน
จำแนกเปน็ ผชู้ าย 400,179 คน ผหู้ ญิง 408,729 คน รายละเอียดดงั น้ี
ลำดับท่ี อำเภอ จำนวนประชากร ณ ตุลาคม 2563 (คน)
ชาย หญงิ รวม
1 อำเภอเมืองนราธิวาส 62,914 63,383 126,297
2 อำเภอตากใบ
3 อำเภอบาเจาะ 36,436 37,700 74,136
4 อำเภอยง่ี อ
5 อำเภอระแงะ 27,474 28,373 55,847
6 อำเภอรือเสาะ
7 อำเภอศรสี าคร 23,331 23,999 47,330
8 อำเภอแว้ง
9 อำเภอสคุ ริ ิน 46,244 47,775 94,019
10 อำเภอสไุ หงโกลก
11 อำเภอสุไหงปาดี 36,981 37,359 74,340
12 อำเภอจะแนะ
13 อำเภอเจาะไอร้อง 21,215 20,587 41,802
รวม 13 อำเภอ 26,745 27,530 54,275
13,481 12,981 26,462
37,538 40,998 78,536
27,308 28,041 55,349
20,014 19,400 39,414
20,498 20,603 41,101
400,179 408,729 808,908
ท่มี า : https://stat.bora.dopa.go.th/ สำนกั บรหิ ารการทะเบียน กรมการปกครอง
5
2.2 การปกครอง
จังหวัดนราธิวาสแบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ 77 ตำบล 591 หมู่บ้าน และมีการจัดการ
ปกครองท้องถิ่นดงั น้ี
๑. รปู แบบองคก์ ารบริหารส่วนจังหวัดจำนวน ๑ แหง่ โดยใช้พ้นื ท่ีทั้งจังหวัด
๒. รูปแบบเทศบาลใช้พื้นที่ตำบลทั้งตำบลแต่เทศบาลบางแห่งใช้พื้นที่ไม่ครบท้ังพ้ืนที่ตำบล
ปัจจุบันมีจำนวน ๑๕ เทศบาลแยกเป็นเทศบาลเมอื งจำนวน ๓ แหง่ เทศบาลตำบลจำนวน ๑๒ แห่ง
๓. รูปแบบองค์การบริหารส่วนตำบลใช้พ้ืนท่ีตำบลทั้งตำบลและบางแห่งรวมพ้ืนที่ตำบลอื่น
หรือพ้นื ที่ติดเขตเทศบาลมีจำนวน ๗๓ แห่ง
ลำดบั ท่ี อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เทศบาล อบต.
1 เมืองนราธิวาส
2 ตากใบ ๖ 63 ๒ ๕
3 บาเจาะ
4 ย่งี อ ๗ 52 ๑ ๗
5 ระแงะ
6 รอื เสาะ ๖ 47 ๒ ๖
7 ศรสี าคร
8 แวง้ ๖ 40 ๑ ๖
9 สุคิรนิ
10 สไุ หงโก-ลก ๗ 61 ๒ ๗
11 สุไหงปาดี
12 จะแนะ ๙ 72 ๑ ๙
13 เจาะไอร้อง
๖ 35 ๑ ๖
รวม
๖ 46 ๒ ๖
๕ 41 ๑ ๕
๓ 19 ๒ ๒
๖ 50 1 ๖
๔ 32 - ๔
๓ 33 - ๓
๗๗ ๕๙1 ๑6 ๗2
• ข้อมลู ระยะทางระหว่างอำเภอเมือง และอำเภอตา่ งๆ ภายในจงั หวัด
ลำดับที่ เส้นทาง ระยะทาง (กม.)
1 อำเภอเมือง - อำเภอตากใบ 34
2 อำเภอเมือง - อำเภอบาเจาะ 28
3 อำเภอเมือง - อำเภอยี่งอ 14
4 อำเภอเมือง - อำเภอระแงะ 20
5 อำเภอเมือง - อำเภอรอื เสาะ 47
6 อำเภอเมือง - อำเภอศรสี าคร 54
6
ลำดบั ท่ี เสน้ ทาง ระยะทาง (กม.)
7 อำเภอเมือง - อำเภอแว้ง 72
8 อำเภอเมือง - อำเภอสคุ ริ นิ 69
9 อำเภอเมือง - อำเภอสไุ หงโก-ลก 65
10 อำเภอเมือง - อำเภอสไุ หงปาดี 51
11 อำเภอเมือง - อำเภอจะแนะ 46
12 อำเภอเมือง - อำเภอเจาะไอร้อง 29
2.3 โครงสร้างส่วนราชการ
ในพ้ืนท่ีจังหวัดนราธิวาส มีส่วนราชการท่ีปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เป็นหน่วยงานระดับ
สำนัก กอง และอำเภอ 13 อำเภอ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่
แก้ไขเพมิ่ เติม ประกอบกบั พระราชบัญญัติปรับปรงุ กระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2545 คือ ราชการส่วนภูมิภาค
(ส่วนราชการประจำจังหวัดและอำเภอ) ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนท้องถ่ิน องค์กรมหาชน และรูปแบบ
องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รวมทั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ัง
ต่างๆดงั น้ี
(1) ราชการส่วนภมู ภิ าค (ส่วนราชการประจำจงั หวดั ) จำนวน 33 สว่ นราชการ
(2) ราชการส่วนภมู ภิ าค (อำเภอ) จำนวน 13 อำเภอ
(3) ราชการสว่ นกลาง จำนวน 106 หนว่ ยงาน
(4) ราชการส่วนท้องถ่ิน จำนวน 89 แห่งมีหน่วยงานส่วนภูมิภาค 33 หน่วยงาน หน่วยงาน
ส่วนกลาง 106 หน่วยงาน และมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 11 หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 90
แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลเมือง 3 แห่ง เทศบาลตำบล 1 3 แห่ง และ
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล 72 แห่ง
2.4 การเมือง
(1) ระดับชาติ
สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดประเภทของสมาชิกสภาผู้แทน
ประกอบด้วยสมาชิกซ่ึงมาจากการเลือกต้ังโดยตรงทั้งหมด 500 คน และแบ่งการได้มาออกเป็นการเลือกต้ัง
แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จำนวน 350 คน และแบบบัญชีรายช่ือของพรรคการเมือง โดยให้เขต
ประเทศเป็นเขตเลือกต้ัง จำนวน 150 คน ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม
รูปแบบน้ี เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ท้ังนี้อายุของสภา
ผแู้ ทนราษฎรมีกำหนดคราวละ 4 ปี นับแต่วนั เลือกต้ัง
จังหวัดนราธิวาส มีเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 เขต (สำหรับการเลือกตั้ง พ.ศ.
2562) และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 4 คน จากท้ังหมด 350 คนทั่วประเทศใน
สภาผูแ้ ทนราษฎรไทย
7
สมาชกิ วฒุ ิสภา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดประเภทของสมาชิกวุฒิสภาไว้
2 แบบคอื แบบสรรหาจากกลมุ่ ประเภทต่างๆ จงั หวัดนราธวิ าสมสี มาชิกวุฒสิ ภาแบบเลอื กตั้ง จำนวน 1 คน
(2) ระดับท้องถน่ิ
องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในพ้นื ท่จี งั หวดั นราธวิ าสจำนวน 90 แหง่ ประกอบดว้ ย
๑. องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ๑ แห่ง
๒. เทศบาล ๑๓ แหง่ แยกเปน็
เทศบาลเมือง ๓ แห่ง และเทศบาลตำบล ๑3 แหง่
๓. องคก์ ารบริหารส่วนตำบล ๗2 แหง่
2.5 ข้อมูลดา้ นศาสนา ศลิ ปะ และวัฒนธรรม
1) เครือขา่ ยสภาวัฒนธรรม
ลำดบั ที่ อำเภอ ประธานสภาวัฒนธรรม เลขานุการสภาวัฒนธรรม จำนวนสภา
อำเภอ อำเภอ วฒั นธรรม
ตำบล
สภาวัฒนธรรมจังหวัดนราธวิ าส
ประธานสภาวฒั นธรรมจงั หวดั นราธิวาส นายอดศิ ักดิ์ แวเตะ๊
เลขานกุ ารสภาวัฒนธรรมจงั หวดั นราธวิ าส นางฟ้าสุวรรณ ตรุระจิตต์
เจ้าหนา้ ที่มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม นางสาวนเู รยี นี อาแวหลง
1 เมอื งนราธิวาส ดาบตำรวจมโณ วารวี ะนชิ นางฟ้าสวุ รรณ์ ตรรุ ะจิตต์ 7
2 ตากใบ นายคง แดงเต้ีย นายฐติ ิ รตั นวงศ์ 8
3 บาเจาะ นายอูเซ็ง เจะ๊ มะ นายนรนิ ทร์ นิมอ 6
4 ยงี่ อ นายนูรเดน็ แวกือจิ นายอนตุ ร์ ลมี อปาแล 6
5 ระแงะ นายกจิ จา จนั ทสิโร นายอุทศิ อินทร์แกว้ 7
6 รือเสาะ นายอุสมาน สามะอะกา นายมานตุ ดาหะแม 9
7 ศรีสาคร นายไพศาล ไชยประเสริฐ นางนาดีเรา๊ ะ ฮาแว 6
8 แว้ง นายสมรรถ วาหลง นางฮไู มด๊ะ ดอื รอแม 6
9 สุคิริน นายนคิ ม จันทพงศ์ นางสาวจิรนันท์ เดิมหมวก 5
10 สุไหงโก-ลก นายอิสมาแอ ยูนหุ ์ นายอาแพนดี เจ๊ะอาแซ 4
11 สุไหงปาดี นางแก่นแกว้ จิตติ นางนรู ีซา สอเหรบ 6/ทต.1
12 จะแนะ นายอบั ดุลรอซัค บาโด นายอารมณ์ มะเจ๊ะเงา๊ ะ 4
13 เจาะไอรอ้ ง นายอับดลุ รอเซะ๊ มะรือสะ นางสาวนุรมา ดราแม 3
8
๒) ข้อมูลศนู ย์เฝ้าระวังในสถานศกึ ษา
ลำดับ สถานท่ี ตำบล อำเภอ
ท่ี
1 ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นตากใบ เจะ๊ เห ตากใบ
2 ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นเวยี งสวุ รรณวิทยาคม แวง้ แวง้
3 ศนู ยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนนราธิวาส บางนาค เมอื งนราธวิ าส
4 ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนรม่ เกลา้ ยี่งอ ยงี่ อ
5 ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนรอื เสาะชนปู ถัมภ์ รือเสาะออก รือเสาะ
6 ศนู ยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนบ้านคอลอกาแว ศรสี าคร ศรสี าคร
7 ศนู ยเ์ ฝา้ ระวังทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนสไุ หงโก-ลก สุไหงโก-ลก สไุ หงโก-ลก
8 ศนู ยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นแปะ๊ บุญ บาเจาะ บาเจาะ
9 ศนู ย์เฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นสุคริ นิ วิทยา สคุ ริ ิน สคุ ิรนิ
10 ศูนย์เฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนมัธยมสุไหงปาดี ปะลุรู สุไหงปาดี
11 ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นตนั หยงมัส ตนั หยงมัส ระแงะ
12 ศนู ย์เฝา้ ระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นสวนพระยาวิทยา ดุซงญอ จะแนะ
13 ศนู ย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นบกู ติ ประชาอปุ ถัมภ์ บูกิต เจาะไอร้อง
14 ศนู ย์เฝา้ ระวังทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นเทศบาล ๑ สไุ หงโก-ลก มโู นะ สไุ หงโก-ลก
15 ศนู ย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๒ บา้ นตนั หยงมะลิ สุไหงโก-ลก สไุ หงโก-ลก
16 ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๓ วิมุกตายน มูโนะ สไุ หงโก-ลก
17 ศูนยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนเทศบาล ๔ บ้านทรายทอง สไุ หงโก-ลก สุไหงโก-ลก
18 ศูนย์เฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนอัครศาสตรว์ ิทยา ยีง่ อ ยงี่ อ
๑๙ ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นไร่พญา กะลวุ อ เมอื งนราธิวาส
๒๐ ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นแคนา บางปอ เมืองนราธิวาส
๒๑ ศนู ยเ์ ฝา้ ระวังทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนวัดลำภู ลำภู เมอื งนราธิวาส
๒๒ ศนู ย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นเขาตนั หยง มติ รภาพที่ ๑๕๓ กะลวุ อเหนือ เมอื งนราธิวาส
๒๓ ศนู ยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนอตั ตัรกียะห์อิสลามมียะห์ บางนาค เมืองนราธวิ าส
๒๔ ศนู ย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษามหาวทิ ยาลยั นราธวิ าสราชนครินทร์ โคกเคยี น เมอื งนราธวิ าส
๒๕ ศนู ย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนนรู ุดดนิ (มูลนิธ)ิ เจ๊ะเห ตากใบ
๒๖ ศนู ย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นนราวิทย์อสิ ลาม บางนาค เมืองนราธวิ าส
๒๗ ศูนย์เฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนพฒั นศาสนว์ ทิ ยา โคกเคยี น เมืองนราธวิ าส
๒๘ ศูนยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นสมานมิตรวิทยา ละหาร ยี่งอ
๒๙ ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรียนบกู ิตอสิ ลามียะห์ บกู ิต เจาะไอรอ้ ง
๓๐ ศนู ย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนอัลอสิ ลามยี ะห์ มะรอื โบออก เจาะไอร้อง
๓๑ ศูนยเ์ ฝ้าระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๓๙ ตันหยงมสั ระแงะ
๓๒ ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนเจริญศาสตร์ ปะลุกาสาเมาะ บาเจาะ
๓๓ ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นธรรมสตมั ภว์ ทิ ยา บาเจาะ บาเจาะ
๓๔ ศนู ย์เฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านตอื มายู เอราวณั แว้ง
ลำดบั สถานท่ี 9
ที่
ตำบล อำเภอ
๓๕ ศนู ยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นเรยี งราษฎอ์ ุปถัมภ์
เรยี ง รือเสาะ
๓๖ ศูนยเ์ ฝ้าระวังทางวฒั นธรรมในสถานศึกษาโรงเรยี นอนรุ ักษ์อิสลาม ย่ีงอ ยี่งอ
ริโก๋ สุไหงปาดี
๓๗ ศูนย์เฝ้าระวงั ทางวฒั นธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรยี นอิสลามอนศุ าสน์ สากอ สุไหงปาดี
๓๘ ศูนยเ์ ฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรมในสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านกลูบี เมอื งนราธวิ าส
ยง่ี อ
๓๙ กศน.อำเภอเมืองนราธวิ าส บาเจาะ
๔๐ กศน.อำเภอย่ีงอ เจาะไอรอ้ ง
ระแงะ
๔๑ กศน.อำเภอบาเจาะ จะแนะ
สไุ หงปาดี
๔๒ กศน.อำเภอเจาะไอร้อง
สไุ หงโก-ลก
๔๓ กศน.อำเภอระแงะ ศรสี าคร
รือเสาะ
๔๔ กศน.อำเภอจะแนะ สคุ ิริน
45 กศน.อำเภอสไุ หงปาดี แว้ง
ตากใบ
46 กศน.อำเภอสไุ หงโก-ลก
อำเภอ
47 กศน.อำเภอศรสี าคร สุไหงปาดี
ตากใบ
48 กศน.อำเภอรือเสาะ สไุ หงปาดี
ระแงะ
49 กศน.อำเภอสุคริ นิ
แวง้
50 กศน.อำเภอแวง้ สคุ ิริน
เมอื งนราธวิ าส
51 กศน.อำเภอตากใบ ตากใบ
รือเสาะ
๓) จำนวนศาสนสถานโครงการลานธรรม ลานวิถไี ทย เมืองนราธวิ าส
สุไหงโก-ลก
ลำดบั ที่ สถานท่ี ตำบล สุไหงปาดี
1 วดั ประชุมชลธารา สไุ หงปาดี สไุ หงปาดี
2 วัดบุณณาราม บางขนุ ทอง ศรีสาคร
3 วัดรตั นานภุ าพ โต๊ะเดง็ สุคิรนิ
4 วัดชลธาราวาส ตันหยงมสั
5 วดั น้ำขาวยะกา กายูคละ
6 วัดสคุ ิรินประชาราม สคุ ิริน
7 มสั ยิดประจำจังหวัดนราธิวาส บางนาค
8 มัสยิดนุร์อมี าน เจะ๊ เห
9 มัสยดิ มฮู ำมาดยี ะห์ รือเสาะ
10 มสั ยิดดารุลคอยร์ (ยะกัง) บางนาค
11 มัสยดิ อสิ ละ ปาเสมัส
12 มัสยิดอาเยร์กูบู สุไหงปาดี
13 มสั ยิดอิสละ ปาเสมัส
14 วดั ศรสี าคร
15 วดั สุคริ นิ ประชาราม ซากอ
สุคิรนิ
10
4) ขอ้ มลู โครงการศูนยว์ ัฒนธรรมเฉลิมราช
ลำดบั ท่ี ชอ่ื ศูนยฯ์ ตำบล อำเภอ
ละหาร ยงี่ อ
1 ศูนย์วัฒนธรรมเฉลมิ ราชพิพิธภณั ฑ์ท้องถ่นิ ขุนละหาร ยีง่ อ ย่งี อ
2
ศนู ย์วฒั นธรรมเฉลมิ ราชพพิ ธิ ภัณฑย์ ้อนรอย
ประวัตศิ าสตร์เมืองยี่งอ
5) ข้อมูลสถานประกอบกจิ การตามพระราชบัญญัตภิ าพยนตรแ์ ละวีดทิ ศั น์ พ.ศ. 2551
(ขอ้ มูล ณ เดอื นตุลาคม 25๖4)
ลำดบั ที่ อำเภอ คาราโอเกะ เกมการเลน่ เชา่ /จำหนา่ ย
1 เมืองนราธิวาส 37 5 1
2 ตากใบ 11 5 1
3 บาเจาะ - 2 -
4 ยี่งอ - - -
5 ระแงะ - - -
6 รือเสาะ - 3 -
7 ศรสี าคร - - -
8 แวง้ - 1 -
9 สุคิรนิ - 2 -
10 สไุ หงโก-ลก 33 3 1
11 สไุ หงปาดี - - -
12 จะแนะ - - -
13 เจาะไอร้อง - 1 -
รวม 81 22 3
11
6) วฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณีสำคัญของจังหวัดนราธวิ าส
เดอื น กิจกรรม / สถานทีจ่ ัดงาน ตำบล อำเภอ
มกราคม
วันขึน้ ปีใหม่
ในอดตี วันขึน้ ปใี หม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ๔ ครัง้ คือ ครัง้ แรกถอื เอา
วันแรม ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม คร้ังท่ี ๒ กำหนดให้วัน
ขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน การ
กำหนดวันข้ึนปีใหม่ใน ๒ คร้ังนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติ
แทน โดยกำหนดให้วันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๒ เป็นต้นมา
อยา่ งไรกต็ าม ประชาชนสว่ นใหญโ่ ดยเฉพาะตามชนบทยงั คงยึดถอื เอาวันสงกรานต์ เป็นวัน
ขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทาง
ราชการเห็นว่าวันข้ึนปีใหม่วันที่ ๑ เมษายน ไม่สู้จะมีการร่ืนเริงอะไรมากนัก สมควรท่ีจะ
ฟ้ืนฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันข้ึนปีใหม่ในวันท่ี ๑ เมษายน ๒๔๗๗ ขึ้น
ใน กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกการจัดงานวันข้ึนปีใหม่ท่ีได้เร่ิมเม่ือวันที่ ๑ เมษายน ได้
แพร่หลายออกไปตา่ งจงั หวดั ในปตี ่อๆ มา และในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ก็ไดม้ ีการ จัดงานรนื่ เริงปี
ใหม่ท่ัวทุกจังหวัด วันข้ึนปีใหม่วันท่ี ๑ เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษ
สงกรานต์
ตอ่ มาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกคร้ังหน่ึง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง
คณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ท่ีประชุมมีมติเป็น
เอกฉันท์ใหเ้ ปลย่ี นวันขน้ึ ปีใหม่เป็นวันท่ี ๑ มกราคม โดยกำหนดให้วนั ท่ี ๑ มกราคม ๒๔๘๔
เปน็ วันขนึ้ ปใี หม่เป็นตน้ ไป
วันเดก็ แห่งชาติ
งานวันเด็กแห่งชาติ จัดข้ึนเป็นคร้ังแรกเมื่อวันจันทร์แรกของเดือน ต.ค. พ.ศ.
๒๔๙๘ ตามคำเชิญชวนของนายวี.เอ็ม.กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็ก
ระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญและความต้องการ
ของเด็ก และเพ่ือกระตุ้นให้เดก็ ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนในประเทศ โดยปลูกฝัง
ให้เด็กมีส่วนร่วมในสังคม เตรียมพร้อมให้ตนเองเป็นกำลังของชาติ รัฐบาลจัดให้มี
คณะกรรมการจัดงาน วันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหน่ึง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงาน
ต่างๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งใน
ส่วนกลางและสว่ นภูมิภาค จดุ ประสงคเ์ พ่ือให้เด็กทั่วประเทศท้ังในระบบโรงเรียนและนอก
ระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เก่ียวกับสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบ
วินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม มีความยึดม่ันในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตริยเ์ ปน็ ประมุข งานวันเด็กแห่งชาติ
จัดข้ึนทุกปี ในวันจันทร์แรกของเดือน ตุลาคม ถึงปี พ.ศ.๒๕๐๖ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ไม่
สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เร่ิมจัดอีกครั้งในปี ๒๕๐๘ โดยเปล่ียนเป็นวันเสาร์ท่ีสอง
เดือน 12
กมุ ภาพนั ธ์ กจิ กรรม / สถานท่จี ัดงาน ตำบล อำเภอ
มนี าคม
ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงหมดฤดูฝนและเป็นวันหยุดราชการ จนถึงทุก
วนั น้ี
วันเมาลิด
การย่อย่องวันประสูติของท่านนบีมุฮัมหมัด ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้ให้แบบอยา่ งในการ
ย่อย่องวันเกิดของท่าน ดังปรากฎในหะดีษ ซึ่งรายงาน โดยท่านอิมานมุสลิม ซึ่งได้หยิบยก
มากล่าวแล้วข้างต้น คือ การถือศีลอดในวันจันทร์ ขณะเดียวกัน ท่านหญิงอาอิซะฮ.
ท่านอบูฮุรอยเราะฮ. และท่านอุซามะฮอิบนุเซด ได้กล่าวว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) ชอบ
ถอื ศลี อดในวันจันทร์เม่ือท่านถูกถามเกี่ยวกับการน้ี ท่านกล่าวว่า “นั่นเป็นวันทฉี่ ันเกิด และ
ได้มีการ แต่งต้ังการเป็นนบีแก่ฉัน” นอกจากน้ันท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ยังได้รายงานหะดีษ
จากท่านรอซูล (ซ.ล.) ว่าท่านได้ถือศีลอดในวันจันทร์และวันพฤหัส เม่ือท่านได้ถูกถาม
เกี่ยวกับการนี้ ท่านกล่าวว่า “การงานจะถูกนำเสนอ ยังอัลลอฮฺ ในวันจันทร์และวันพฤหัส
ดังน้นั ฉันจงึ ชอบที่จะให้การงานของฉันถูกนำ เสนอขณะทฉี่ ันถอื ศลี อด” บันทึกโดย อัตตริ มี
ซยี ฺ และท่านกล่าววา่ เปน็ หะดษี หะซนั การใหเ้ กียรติและ การมคี วามรักต่อท่านนบีมุฮัมหมัด
(ซ.ล.) ท่านนบีมุฮัมหมัด (ซ.ล.) เป็นผู้ที่สมควรจะ ได้รับการให้เกียรติ ยกย่อง เนื่องจากว่า
ท่านเปน็ ศาสดา ท่มี ีความสำคัญของโลก ในขณะเดยี วกนั ท่านได้รบั การย่อยอ่ ง จากผู้ท่ีไมใ่ ช่
มุสลมิ วา่ เป็นผู้ทีม่ ีความยิ่งใหญ่ คนหนงึ่ ของโลก ดงั นัน้ หน้าทีข่ องมสุ ลมิ ก็จำเปน็ จะต้อง ให้
เกียรติยกย่องท่าน รำลึกคุณงามความดีของ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) และท่านนบี (ซ.ล.) ได้ให้
แบบอย่าง
วนั ตรษุ จีน
เทศกาลตรุษจีนจะเริ่มต้ังแต่วันท่ี ๒๓ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติของจีนไป
จนถึงวันข้ึน ๑๕ ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน ในช่วงน้ี คืนวันท่ี ๓๐ เดือน ๑๒
ซ่ึงเป็นวันส่งท้ายปีเก่า และวันท่ี ๑ เดือนอ้ายหรือวันชิวอิก จะเป็นวาระสำคัญที่สุดในช่วง
เทศกาลตรษุ จนี ซึ่งกินเวลาทั้งหมดประมาณ ๓ อาทิตย์ ตรุษจีนนั้นคลา้ ยคลงึ กับวันปีใหม่ใน
ประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลอง
ตรุษจนี น้ันมีมานานกวา่ ศตวรรษ จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มตน้ ฉลองมาตั้งแต่เม่ือไร
เป็นท่รี ู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานาน
ถึง ๑๕ วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเร่ิมหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน
คริสต์มาสของประเทศตะวนั ตก) เมื่อผู้คนเร่ิมซื้อของขวญั , สิ่งต่างๆ เพ่ือประดับบ้านเรือน,
อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก
ทำความสะอาดตั้งแตบ่ นลงลา่ งหน้าบา้ นยนั ทา้ ยบา้ น ซ่งึ หมายถงึ การ
พธิ ีเข้าสุนตั
สุนัต (ภาษาอาหรับ: ختان/คิตาน) คือการขรบิ หนังหุ้มปลายอวยั วะเพศชาย เป็น
คำท่ียืมจากภาษามลายู ซูนัต ซ่ึงมีความหมายเดียวกัน ยืมมาจากภาษาอาหรับ ซุนนะหฺ
แปลวา่ แนวทางศาสนทูต
บ่อยครั้งที่เรียกว่า เข้าสุนัต ซึ่งเป็นการยืมจากคำแรกของวลี มาซุก ญาวี (แปลว่า
เข้าญาว)ี ในภาษามลายู หมายถึง เข้า(ศาสนาของ) คนญาวี(มลายูมุสลมิ ) ด้วยการขรบิ หนัง
ทป่ี ลายอวัยวะเพศ
เดือน 13
เมษายน
กจิ กรรม / สถานที่จดั งาน ตำบล อำเภอ
พฤษภาคม
การขริบหนังอวัยวะเพศชายเป็นประเพณีของชาวมุสลิม ชาวยิว และชาวคริสต์
บางนิกาย เช่นเดียวกับเผ่าหลายเผ่าในแอฟริกา ผู้ท่ีนับถือศาสนาอ่ืนนิยมขริบเน่ืองจาก
เหตุผลทางสุขภาพผู้ที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามจะต้องทำสุนัต เร็วท่ีสุดเท่าที่จะเร็วได้
สว่ นเดก็ ชายมุสลิมจะทำสุนตั เม่อื แรกเกดิ แตจ่ ะตอ้ งก่อนทจี่ ะบรรลศุ าสนนติ ิภาวะ
พิธีเข้าสุนัต สามารถกระทำได้ตามความสะดวกของเจ้าภาพ มิได้บังคับระยะเวลา
ส่วนใหญน่ ยิ มทำในช่วงเวลาทบ่ี ตุ รหลานปดิ เทอม
วนั สงกรานต์
คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวข้ีน ย่างข้ึน
หรือก้าวข้ึน การย้ายท่ี เคลื่อนท่ี คือ พระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึง วันขึ้นปีใหม่
ซ่ึงตกอยู่ในวันท่ี ๑๓,๑๔,๑๕ เมษายนทุกปี แต่วันสงกรานต์น้ันคือ วันที่ ๑๓ เมษายน
เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก กิจกรรมส่วน
ใหญ่ที่ทำในเทศกาลนี้ก็มี การทำความสะอาดบ้านเรือน ทำบุญทำทาน สรงน้ำพระ รดน้ำ
ขอพรผู้ใหญ่ และเล่นสาดน้ำกัน เป็นต้น เดิมวันที่จัดเทศกาลกำหนดโดยการคำนวณทาง
ดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันระบุแน่นอนว่า ๑๓ ถึง ๑๕ เมษายน วันข้ึนปีใหม่ไทยเป็น
จดุ เร่ิมตน้ ของปปี ฏิทินในประเทศไทยจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ หลังจากนั้นวันท่ี ๑ เมษายน เป็น
วันข้ึนปีใหม่จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๓ สงกรานต์สืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมี
การเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปี
ใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี แต่ในปัจจุบันการเฉลิมฉลองในประเพณี
สงกรานต์น้ันได้ละทิ้งความงดงามของประเพณีในสมัยโบราณไปเกือบหมดสิ้น คงไว้
เพยี งแตภ่ าพลักษณ์แห่งความสนกุ สนาน
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดข้ึนในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้
เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มท่ีจะเปลี่ยนทัศนคติ
และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้
น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาท่ีพระอาทิตย์เคล่ือนเข้าสู่ราศี
เมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อ
บรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาล
สงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล
เพ่อื ให้เปน็ การเริม่ ตน้ ปีใหม่ทีม่ คี วามสุข ปัจจุบนั มีพฒั นาการและมีแนวโน้มว่าได้มกี ารเสริม
จนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water
Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการ
เลน่ น้ำ
วันวิสาขบูชา
ความหมายของวนั วสิ าขบูชา
คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญ
เดือนวสิ าขะ" ดังนน้ั วสิ าขบชู า จึงหมายถึง การบูชาในวนั เพ็ญเดือน ๖
การกำหนดวันวสิ าขบูชา
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่ง
เดือน 14
มถิ ุนายน
กจิ กรรม / สถานท่ีจัดงาน ตำบล อำเภอ
มักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็
เลอื่ นไปเปน็ วนั ข้ึน ๑๕ ค่ำ กลางเดอื น ๗ หรอื ราวเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ในบางปีของบางประเทศอาจกำหนด วันวิสาขบูชา ไม่ตรงกับของ
ไทย เน่ืองด้วยประเทศเหล่านั้นอยู่ในตำแหน่งท่ีต่างไปจากประเทศไทย ทำให้วันเวลา
คลาดเคลอ่ื นไปตามเวลาของประเทศน้นั ๆ
ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานว่าวัน
วิสาขบูชา เริ่มต้นคร้ังแรกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สันนิษฐานว่า
ไดร้ ับแบบแผนมาจากลังกา นน้ั คือ เมื่อประมาณ พ.ศ.๔๒๐ พระเจา้ ภาตกิ ุราช กษัตริยแ์ ห่ง
กรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา จากนั้นกษัตริย์ลังกา
พระองค์อ่ืนๆ ก็ปฏิบัติประเพณวี สิ าขบชู าน้ีสบื ทอดต่อกันมา
ส่วนการเผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยนั้น น่าจะเป็นเพราะประเทศไทยในสมัย
กรุงสุโขทัยมีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนากับประเทศลังกาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากมี
พระสงฆ์จากลังกาหลายรูปเดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และนำการประกอบพิธี
วิสาขบชู าเข้ามาปฏบิ ตั ิในประเทศไทยดว้ ย
สำหรับการปฏิบัติพิธีวิสาขบูชาในสมัยสุโขทัยนั้น ได้มีการบันทึกไว้ในหนังสือนาง
นพมาศ สรุปได้ว่า เม่ือถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และ
ฝ่ายใน ตลอดท้ังประชาชนชาวสุโขทัย จะช่วยกันประดับตกแต่งพระนคร ด้วยดอกไม้
พร้อมกับจดุ ประทีปโคมไฟให้ดูสว่างไสวไปท่ัวพระนคร เปน็ เวลา ๓ วนั ๓ คืน เพ่ือเป็นการ
บูชาพระรัตนตรัย ขณะท่ีพระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญ
พระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
และนางสนองพระโอษฐ์ตลอดจนข้าราชการท้ังฝ่ายหน้า และฝ่ายในไปยังพระอารามหลวง
เพ่ือทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน ส่วนชาวสุโขทัยจะรักษาศีล ฟังธรรม ถวายสลากภัต
สังฆทาน อาหารบิณฑบาตแด่พระภิกษุสามเณร บริจาคทานแก่คนยากจน ทำบุญไถ่ชีวิต
สัตว์ ฯลฯ
หลังจากสมัยสุโขทัย ประเทศไทยไดร้ ับอิทธพิ ลของศาสนาพราหมณ์มากข้ึน ทำให้
ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการ
ประกอบพิธีวิสาขบูชา จนกระท่ังมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงมีพระราชดำริท่ีจะให้ฟื้นฟูพิธี
วิสาขบูชาขึ้นมาใหม่ โดยสมเด็จพระสังฆราช(มี) สำนักวดั ราชบูรณะถวายพระพรให้ทรงทำ
ข้นึ เปน็ ครัง้ แรก ในวันขึน้ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวนั แรม ๑ ค่ำ เดอื น ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้
จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพ่ือให้ประชาชนได้ทำบุญ ทำกุศล โดยท่ัว
หน้ากัน การรื้อฟื้นพิธีวิสาขบูชาข้ึนมาในคราน้ี จึงถือเป็นแบบอย่างถือปฏิบัติในการ
ประกอบพิธี วันวสิ าขบูชา ต่อเนอ่ื งมาจวบจนกระทง่ั ปัจจบุ ัน
เดอื นรอมฎอน
รอมฎอน (อาหรับ: )رمضانหรอื สะกด รอมะฏอน หรอื รอมฎอน คือเดือนท่ี 9
ของปฏิทินฮจิ ญเ์ ราะหห์ รอื ปฏิทนิ อสิ ลาม เป็นเดือนที่มุสลิมถือศลี อดทัง้ เดอื น ดว้ ยเหตนุ ้จี ึง
เรียกกันอีกช่อื หน่ึงว่า เดือนบวช และถอื ว่าเปน็ เดือนทส่ี ำคัญทีส่ ดุ เดอื นหน่ึง มสุ ลมิ จะต้อง
เดอื น 15
กรกฎาคม
กจิ กรรม / สถานท่จี ัดงาน ตำบล อำเภอ
อดอาหารเพ่ือท่จี ะได้มคี วามรู้สึกถงึ คนที่ไม่ไดร้ บั การดูแลจากสงั คม เช่น คนยากจน เป็นต้น
และเดอื นน้ยี ังเป็นเดือนท่ีอัลกรุอานได้ถกู ประทานลงมาเป็นทางนำให้กับมนุษย์ มุสลมิ จึง
ตอ้ งอ่านอลั กรุอ่าน เพ่ือศกึ ษาถึงส่งิ ท่ีพระเจา้ ต้องการให้มนุษย์รวู้ ่าการเป็นอยู่ในโลกน้แี ละ
โลกหนา้ จะเป็นอย่างไร และจะตอ้ งทำตวั อย่างไรบา้ ง กิจกรรมพเิ ศษของมสุ ลมิ นิกาย
ซุนนะหฺ คือการละหมาดตะรอเวยี ะฮ์ในยามคำ่ ของเดือนน้ี วนั ที่ ๑ เดือนรอมฎอน ในการ
เรม่ิ วนั แรกของการถอื ศีลอด มุสลิมจะดูพระจันทรเ์ ป็นหลัก
วนั อาสาฬหบชู า
วนั อาสาฬหบชู า หมายถงึ การบชู าในวันเพญ็ ขนึ้ ๑๕ คำ่ เดอื น ๘ วันอาสาฬหบูชา
เป็นวันท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก โดยการแสดงปฐม
เทศนา โปรดพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุ
ธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้เป็นวันแรกที่มี
พระสงฆ์เกิดขนึ้ ครบองคพ์ ระรตั นตรัย
วันอาสาฬหบูชามีเหตุการณ์สำคัญในทางพระพุทธศาสนาอยู่ ๓ ประการคือ
๑. เป็นวันแรกท่ีพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา โดยทางแสดงพระปฐม
เทศนา คอื ธรรมจกั กัปปวัตนสูตร ประกาศสัจธรรมอันเป็นองค์แห่งพระอนตุ รสัมมาสัมโพธิ
ญาณท่ีพระองค์ตรัสรู้ ให้เปน็ ทีป่ ระจักษ์แก่ สรรพสตั ว์ท้งั หลาย
๒. เป็นวนั แรกที่บังเกิดพระอรยิ สงฆ์สาวกขน้ึ ในโลก คอื พระโกณฑัญญะ เม่ือไดฟ้ ัง
พระปฐมเทศนาจบ ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้ทูลขออุปสมบท และพระพุทธเจ้าได้ประทาน
อปุ สมบทใหด้ ้วยวธิ เี อหภิ กิ ษอุ ุปสมั ปทา ในวันนน้ั
๓. เป็นวันแรกท่ีบังเกิดพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตน และ
พระสงั ฆรัตนะ ขน้ึ ในโลกอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์
วนั เข้าพรรษา
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพัก
ประจำอยู่ ณ ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดท่หี น่ึง ตลอดระยะเวลาฤดฝู นท่ี
มกี ารกำหนดเป็นระยะ 3 เดือน ตามทีพ่ ระธรรมวนิ ัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อ่นื หรือ
ท่ีเรียกติดปากโดยทั่วกันว่า จำพรรษา (“พรรษา” แปลว่า ฤดูฝน, “จำ” แปลว่า อยู่)
พิธีเข้าพรรษาน้ีถือเป็นศาสนพิธีสำหรับพระภิกษุโดยตรง ละเว้นไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม
เร่ิมนับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี และสิ้นสุดลงในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑
หรอื วันออกพรรษา
การเข้าพรรษา เป็นวินัยอย่างหน่ึงที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติข้ึน คือ เป็นวันที่
พระภิกษุสงฆ์ในทาง พระพุทธศาสนา จะต้องอธิษฐานอยู่ประจำท่ีใดที่หน่ึง หรืออาวาสใด
อาวาสหนึ่ง ในช่วงฤดูฝนตลอดระยะเวลา ๓ เดือน จะเดินทางจาริกสัญจรรอนแรมไปค้าง
คืนท่ีไหนไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นตามท่ีพระวินัยบัญญัติไว้ วันเข้าพรรษาในทาง
พระพุทธศาสนา พระพทุ ธองค์ทรงอนญุ าตไว้ ๒ ประการ คือ
๑.ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาแรก เริ่มนับตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวัน
ขน้ึ ๑๕ คำ่ เดือน ๑๑ ของทกุ ปี
เดอื น 16
สงิ หาคม
กิจกรรม / สถานทจี่ ดั งาน ตำบล อำเภอ
๒.ปัจฉมิ พรรษา หรือวันเข้าพรรษาหลัง เร่ิมนับต้ังแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ถงึ วัน
ข้ึน ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี สาเหตุ ท่ีมีการจำพรรษาหลัง คือพระภิกษุมีเหตุท่ี
จำเป็นต้องเดินทางไกลไปทำธรุ ะทีอ่ ่นื กลับมาไมท่ นั
วนั แม่แหง่ ชาติ
วนั แม่แห่งชาติในประเทศไทย ปัจจุบันตรงกับวันท่ี ๑๒ สงิ หาคม ของทุกปี ซงึ่ ตรง
กับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเร่ิมใช้
วนั ดงั กลา่ วเปน็ วันแม่แห่งชาติเมือ่ พ.ศ. ๒๕๑๙ ก่อนหน้านน้ั เคยใช้
วันท่ี ๑๐ มนี าคม, ๑๕ เมษายน, และ ๔ ตุลาคม
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซ่ึงมีสีขาว ส่งกลิ่นหอมได้ไกลและได้นาน อีก
ทั้งยังออกดอกได้ตลอดท้ังปีโดยตีความเปรียบกับความรักบริสุทธิ์ของแม่ท่ีมีต่อลูกไม่เสื่อม
คลายงานวันแม่จัดข้ึนคร้ังแรกเมื่อวันท่ี ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ณ.สวนอัมพร โดย
กระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงน้ันเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป
เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ข้ึนมาอีก แต่ก็ไม่ประสบ
ผลสำเร็จเทา่ ที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวนั แม่ไปหลายครง้ั ต่อมาวันแมท่ ่ีรฐั บาลรบั รอง
คือวันท่ี ๑๕ เมษายน โดยเร่ิมจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา
เน่ืองจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซ่ึงรับหน้าท่ีจัดงาน
วนั แม่ขาดผูส้ นับสนนุ
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ข้ึนอีกคร้ัง ในวันท่ี ๔
ตุ ล าค ม พ .ศ . ๒ ๕ ๑ ๕ แ ต่ จั ด ได้ เพี ย งปี เดี ย ว เท่ านั้ น จ น ก ระ ท่ั งใน ปี พ .ศ .
๒๕๑๙ คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขนึ้ ใหมใ่ ห้เป็นวันท่ีแนน่ อน โดยถือเอาวันเสดจ็ พระราชสมภพ
ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
และกำหนดให้ดอกไม้สญั ลกั ษณข์ องวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับต้งั แตน่ ้ันเป็นต้นมา
วนั อฎี ลิ ลฟิฎรี
อีฎิลฟิฎรีเป็นวันแรกของการออกจากเทศกาลถือศลี อดของชาวมุสลมิ ตรงกับวันที่
๑ เดือนเซาวาล ตามปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นวนั แห่งรางวลั และการตอบแทนสำหรับผู้ที่ผ่าน
การทดสอบประจำปีในเดือนรอมฎอน ด้วยการบังคับ ตัวเองด้วยจิตศรัทธาท่ีมุ่งมั่น จาก
การกินดื่ม อยู่ในความสำรวมตน ลดละกิเลสตัณหา และยืนฟังการอ่าน อัลกรุอานใน
ละหมาดตะรอวีฮฺเป็นเวลาเกือบหนึ่งช่ัวโมงเต็มตลอดค่ำคืนของเดือนรอมฎอน ดังนั้น เมื่อ
เข้าถึงเทศกาลเฉลิมฉลองหลังการถือศีล-อด ทุกคนต่างตื่นรุ่งเช้าทันทีก่อนที่แสงอาทิตย์
แย้มโผล่ฉายแสง สาละวนอยู่กับการนำข้าวสารไปย่ืนซากาตฟิฏรอฮฺบริจาคทานแก่เด็ก
กำพร้า คนยาก ไร้คนท่อี ยู่อทุ ิศในหนทางแห่งอิสลามหรือใหแ้ ก่ มสั ยดิ
ตามหลกั อิสลาม รุ่งเชา้ ของวันอีฎิลฟฏิ รี ส่งเสรมิ ใหม้ ุสลิมอาบน้ำ ทำความสะอาด
ร่างกาย รับประทานอาหารก่อนร่วมไปละหมาด เป็นวันประเสรฐิ และวนั สำคัญทม่ี ุสลิมส่วน
ใหญ่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว เยย่ี มเยียนญาติพ่ีน้อง ให้อภัยซ่ึงกันและกัน
มกี ารเตรยี มอาหาร ขนมนมเนย ไว้ตอ้ นรบั แขกผมู้ าเยอื น
เดือน 17
กันยายน
กิจกรรม / สถานทจ่ี ัดงาน ตำบล อำเภอ
ตลุ าคม
ตามปฏิทินไทย วันท่ี ๑ เซาวาล ในกำหนดวันออกจากถือศีลอดต้องดูดวงจันทร์
เป็นหลกั
งานของดเี มืองนรา
งานของดีเมืองนรา ได้จัดขึ้นในเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นเดือนที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ บรมราชินีนาถ และพระบรมราช
วงค์ จะเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวดั นราธิวาส
เพ่ือทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเพื่อเป็นการสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้น
พ้นพสกนิกรชาวจังหวัดนราธิวาสจึงได้พร้อมใจกันจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ หน้าพระน่ัง เช่น
การแข่งเรือกอและ การแสดงผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ วันกระจูด ประชันเสียงนกเขาชวาเสียง
วันลองกอง
วนั ออกพรรษา
ตรงกับวันข้ึน ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นสำคัญวันหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ คือ เป็นวัน
ส้ินสุดการจำพรรษา หรือออกจากพรรษาท่ีได้อธิษฐานเข้าจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3
เดือน ในวันออกพรรษาในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลง
จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ หลังจากท่ีพระองค์ได้เสด็จไปจำพรรษา และแสดง
พระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา ซึ่งอยู่สวรรค์ช้ันดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรม
เทศนาทีช่ ้ันดาวดงึ ส์
วันออกพรรษา หมายถึงวันที่พ้นจากข้อกำหนดทางพระวินัยท่ีต้องอยู่ประจำท่ี
หรือในวัดแห่งเดียวตลอด ๓ เดือน ในฤดูฝน กล่าวคือ เมื่อพระภิกษุได้อธิษฐานอยู่จำ
พรรษาในวันแรม ๑ คำ่ เดือน ๘ แล้วอยู่ประจำที่หรอื วัดน้นั เรอ่ื ยไป จนส้ินสุดในวนั ขึน้ ๑๕
ค่ำ เดือน ๑๑ หลงั จากวันออกพรรษาแล้วกส็ ามารถจาริกไปค้างแรมที่อื่นได้
วันออกพรรษา เรียกว่าอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คือ
วันท่ีพระสงฆ์ทำปวารณากรรม คือเปิดโอกาสให้เพื่อนพระภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันด้วย
เมตตาจิตได้ เมือ่ ไดเ้ ห็นได้ทง้ั หรือสงสยั ในพฤติกรรมของกนั และกัน
ประวัตคิ วามเป็นมาของวันออกพรรษา
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตุวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มี
พระภิกษเุ หล่าน้ันเกรงจะเกดิ การขัดแย้งกันจนอยไู่ มส่ ุขตลอดพรรษา จึงไดต้ ั้งกติกาวา่ จะไม่
พูดจากนั (มูควตั ร) เม่ือถึงวนั ออกพรรษาพระภิกษเุ หลา่ นั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าท่ี
พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรอ่ื งทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิ แล้วทรงมี
พระบรมพุทธานุญาตใหพ้ ระภกิ ษุกระทำการปวารณาต่อกันวา่
“ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุท้ังหลายผู้จำพรรษาแล้วปวารณากันในสาม
ลักษณะ คือดว้ ยการเห็นกด็ ี ดว้ ยการไดย้ นิ ก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”
วนั อฎี ลิ อัฎฮา
ถัดจาก “วันอีด้ิลฟิตริ” ไปอีก ๒ เดือน ๑๐ วัน โดยอ้างอิงจากปฏิทินจันทรคติ
เดือน 18
พฤศจกิ ายน กิจกรรม / สถานที่จดั งาน ตำบล อำเภอ
ธนั วาคม
แบบเดิม จะมีงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่อีกคร้ัง เรียกว่า “วันอีดิ้ลอัฎฮา” ซ่ึงตรงกับวันท่ี ๑๐
เดือนซุลฮิจญะฮฺ ซ่ึงเป็นเดือนที่ ๑๒ ของปฏิทินอิสลาม โดยในวันดังกล่าวน้ีจะตรงกับ
ช่วงเวลาท่ีมุสลิมทั่วโลกเดินทางไปทำฮัจญ์ หรือแสวงบุญ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดu
อาระเบยี ชาวไทยมุสลมิ จงึ นิยมเรียกกันว่า “วันรายาฮจั ญี” “วันรายอฮจั ญี” “วันอีดใหญ่”
หรือ “ฮารีรายากุรบาน” ท้ังนี้ เน่ืองจากส่ิงสำคัญท่ีมุสลิมต้องทำเน่ืองใน “วันอีด้ิลอัฎฮา”
คือ การเชอื ดสัตว์เพ่ือเป็นพลที าน หรือทำ “กุรบาน” สำหรบั ผู้ที่มีกำลังความสามารถ หรือ
มที ุนทรพั ยม์ ากพอ
“กุรบาน” คอื การเชือดสัตว์ซ่ึงได้แก่ แพะ แกะ วัว หรืออูฐ แจกจ่ายแก่ครอบครัว
เครือญาติ ผู้ขัดสน หรือสังคม โดยสัตว์ท่ีนำมาเชือดจะต้องมีลักษณะสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่
พิการ หรือมีตำหนิท่ีน่ารังเกียจ ทั้งน้ี เพื่อเป็นการรำลึกถึงการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ของนบี
อิรอฮีม ซึ่งเป็นศาสดาที่สำคัญอีกท่านหน่ึงของศาสนาอิสลาม ผู้ซ่ึงเคยถูกพระองค์
อัลลอฮทดสอบจิตใจ และความศรทั ธาของพระองคโ์ ดยการใชใ้ หเ้ ชอื ดบุตรชายอนั เป็นท่รี ัก
-
วันวนั คล้ายวนั พระราชสมภพ ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ ๙
ความเปน็ มาวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวา
๕ ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหน่ึงวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย
ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือ
เปน็ วนั พ่อแห่งชาติ อกี วันหนึ่งดว้ ย วนั เฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระ
ราชสมภพเมื่อ วันท่ี ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาล เมาท์ออเบิร์น นครบอสตัน
สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลท่ี ๙ แห่งบรม จักรีวงศ์
กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นอเนก
ประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันท่ีสุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลาง
มหาสมาคมวนั พระราชพธิ พี ระบรมราชาภิเษก ทรงมกี ระแสพระราชดำรสั ทีพ่ สกนกิ รทุกคน
ยงั จดจำได้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" อันคำว่าโดย "ธรรม" นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอัน
ล้ำเลิศที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า "ราชธรรม ๑๐ ประการ"
ราชธรรม ๑๐ ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ทรงยึดม่ันทรงปฏิบัติโดยเคร่งครัด
และสง่ ผลถงึ พสกนิกรท่ัวพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรณุ าธคิ ุณเหนือเกลา้ ฯ
วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีข้ึนคร้ังแรกเมื่อวันท่ี ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ โดย
คุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเร่ิม
หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อ
ครอบครวั และสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู
และสมควรท่ีสังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวนั ที่ 5 ธันวาคม ของทุก
ปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ
19
เดือน กิจกรรม / สถานท่จี ัดงาน ตำบล อำเภอ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวทีท่ รงมตี ่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานปั การ ทรงเปน็ พระราช
บดิ าของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยต้ังแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน
รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทกุ พระองค์ต่างซาบซ้ึงและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคณุ อย่าง
มริ ู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา
ทรงหว่ งใยอยา่ งหาที่เปรียบมิได้
ส่งท้ายปเี ก่าวถิ ีไทย ตอ้ นรบั ปีใหม่วิถพี ุทธ
กิจกรรมท่ีส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้ครอบครัว พร้อมเป็นท่ีพ่ึงทางจิตใจของ
พุทธศาสนิกชนทกุ กลุ่มเป้าหมาย ทา่ มกลางความสบั สนว่นุ วายของสังคม จงึ เปน็ โอกาสทีจ่ ะ
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการพัฒนาจิตใจจากกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีพุทธ
ในปีนี้ ด้วยกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ซ่ึงจะเป็นการเริ่มต้นชีวิตที่ดีงามตามแนวทาง
พระพทุ ธศาสนา และเน้นความเรยี บง่ายในการจัดงาน ปีใหม่ ที่สามารถใช้เป็นแบบอยา่ งได้
อกี มติ ิหนงึ่
7) เอกลกั ษณ์ทางวฒั นธรรมประเพณีทส่ี ำคญั และมชี ื่อเสียงของจังหวดั ได้แก่
• ด้านหัตถกรรม/ช่างฝีมอื
ลำดับท่ี สถานที่ ตำบล อำเภอ
1 เรอื กอและจำลอง โคกเคียน เมอื งนราธวิ าส
2 กระจูด โคกเคียน เมอื งนราธิวาส
3 ผ้าปาเตะ๊ ผา้ บาติก สุไหงโก-ลก สไุ หงโก-ลก
4 เครอื่ งปัน้ ดินเผา กะลุวอเหนือ เมืองนราธวิ าส
5 ผ้าทอมือ พร่อน
ตากใบ
• ดา้ นอาหาร
ลำดับท่ี สถานท่ี ตำบล อำเภอ
1 ปลากุเลาเคม็ เจะ๊ เห ตากใบ
2 ข้าวเกรยี บปลา (กรือโป๊ะ) บางนาค เมอื งนราธวิ าส
3 ทเุ รยี นกวน บูกิต เจาะไอรอ้ ง
4 ขา้ วแกงเหลือง แกงแดง บางนาค เมอื งนราธิวาส
5 ขา้ วยำ ยาโง๊ะ ลูโบะบอื ซา ยง่ี อ
๖ โรตีสำเรจ็ รูป สไุ หงโก-ลก สุไหงโก-ลก
• ด้านขนบธรรมเนยี มประเพณี
ลำดบั ที่ สถานที่ ตำบล อำเภอ
บางนาค เมอื งนราธิวาส
1 แขง่ เรือกอและ เรือยอกอง
20
ลำดับที่ สถานท่ี ตำบล อำเภอ
2 สมโภชศาลเจ้าแมโ่ ต๊ะโม๊ะ สไุ หงโก-ลก สุไหงโก-ลก
3 บญุ บงั้ ไฟ ภูเขาทอง สคุ ริ นิ
2.6 สถานที่ทอ่ งเที่ยว
จังหวัดนราธิวาส เป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางด้านประเพณีวัฒนธรรมภาษาท้องถ่ินและ
ศาสนา โดยมีลักษณะเด่นทางด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสรุปได้ตามคำขวัญของจังหวัดนราธิวาสที่ว่า "
ทักษิณราชตำหนักชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจ ตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน"
ซ่ึงมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ โบราณสถาน โบราณวัตถุตลอดจนแหล่งท่องเท่ียวท่ีมนุษย์สร้างข้ึนเพ่ือ
ความสะดวกจงึ แบง่ สถานทท่ี ่องเทยี่ วทีน่ า่ สนใจตามอำเภอ ดงั ตอ่ ไปน้ี
¤ พุทธมณฑลจงั หวัดนราธิวาส (วดั เขากง - พระพุทธทักษณิ
มงิ่ มงคล)
มีเน้ือที่ ๑๔๒ ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลลำภู จากตัวเมืองใช้เส้นทาง
นราธิวาส- ระแงะ(ทางหลวงหมายเลข๔๐๕๕) ประมาณ ๙
กิโลเมตร จะมองเห็นวัดเขากงและพระพุทธรูปทักษิณมิ่งมงคลสี
ทอง ปางปฐมเทศนาขัดสมาธิ-เพชร อยู่บนยอดเขา เป็นศิลปะ
สกุลช่างอินเดียตอนใต้ เริม่ สร้างเมื่อปี พ. ศ. ๒๕๐๙ แล้วเสร็จใน
ปี พ.ศ.๒๕๑๒ องค์พระเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดบั ด้วยโมเสกสี-ทองหน้าตักกว้าง ๑๗ เมตร ความสูงวัด
จากพระเกศ-บัวตมู ถึงบัวใตพ้ ระเพลา ๒๔ เมตร จดั เปน็ พระพุทธรปู กลางแจง้ ที่งดงามและใหญท่ ี่สุดในภาคใต้
เนินเขาลูกถัดไปมีเจดีย์สิริมหามายา ซ่ึงเป็นทรงระฆัง เหนือซุ้มประตูท้ัง ๔ ทิศ มีเจดีย์รายประดับอยู่ ภายใน
ประดิษฐานพระพรหม บนยอดสุดบรรจุพระบรมสารรี ิกธาตุอันศักดิ์สิทธ์ิ เนินเขาถัดไปอีกลูกหน่ึงเป็นที่ตั้งของ
อุโบสถ ผนังด้านนอกท้ังส่ีด้านประดับด้วยกระเบ้ืองดินเผาแกะสลัก ด้านหลังเป็นรูปช้างหมอบถวายดอกบัว
หน้าบนั เป็นรูปนกั รบมีเทวดาถอื คนโทถวาย
¤ มัสยิดกลาง ( เก่า) หอนาฬิกา มัสยิดกลางหลังเก่าน้ี มีชื่อว่ามัสยิดยุมอียะห์
หรือมัสยิดรายอ ต้ังอยู่ทางเหนือของตัวเมืองห่างจากศาลากลางจังหวัดข้ึนไปตาม
ถนนพิชิตบำรุงก่อนถึงหอนาฬิกาเล็กน้อย เป็นมัสยิดไม้แบบสุมาตราสรา้ งข้ึนต้ังแต่ปี
พ. ศ. ๒๔๘๑ เป็นมัสยิดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนราธิวาส และเป็นท่ีต้ังของสุสานเจ้า
เมอื งเก่า คือ พระยาภผู าภกั ดี ตามปกติมัสยดิ กลางประจำจังหวัดจะมเี พียงแห่งเดยี ว
เท่านั้น แต่เนื่องจากมัสยิดแห่งนี้ค่อนข้างคับแคบ จึงได้มีการสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้น
บริเวณปากแม่น้ำบางนรา อย่างไรก็ตามประชาชนในพื้นท่ียังคงเล่ือมใสศรัทธาใน
มัสยิดหลังเก่าอยู่มัสยิดแห่งนี้จึงดำรงฐานะเป็นมัสยิดกลางสืบต่อไป และทำให้นราธิวาสมีมัสยิดกลางประจำ
จังหวดั ด้วยกันถงึ ๒ แห่ง
¤ มัสยิดกลาง ( ใหม่) ตั้งอยู่ท่ีบ้านบางนรา ก่อนถึงหาดนราทัศน์
เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม
มัสยิดกลางนราธิวาสน้ีสร้างข้ึนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นมัสยิดกลาง
21
ประจำจังหวัดแห่งท่ี ๒ สร้างเป็นอาคาร ๓ ช้ัน แบบอาหรับ ชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมใหญ่ ห้องทำละหมาดอยู่
๒ ชัน้ บน ยอดเปน็ โดมขนาดใหญ่ มหี อสูงสำหรับส่งสัญญาณอาซานเรยี กชาวมุสลมิ เข้ามาละหมาด
¤ ชายหาดนราทัศน์ เป็นหาดทรายขาวสะอาดยาวประมาณ
๕ กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่ปลายแหลมด้านปากแม่น้ำบางนรา ซ่ึงใช้เป็น
สถานท่ีจัดการแขง่ ขันเรอื กอและท่ีจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แนวสนทำให้
บรรยากาศริมทะเลร่มรื่นมากขึ้น ชาวบ้านนิยมมาพักผ่อนหย่อนใจกัน
ที่น่ี ใกล้ๆกันมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งกระจัดกระจายตามริมแม่น้ำบาง
นรา และบริเวณเว้ิงอ่าวมีเรือกอและ ของชาวประมงจอดอยู่มากมาย
อยู่เลยจากตัวเมืองนราธิวาสไปตามถนนสายพิชิตบำรุง ประมาณ ๑
กิโลเมตร นักท่องเท่ียวสามารถใช้บริการรถจักรยานยนต์ รถสามล้อถีบ หรือรถสองแถวเล็กจากตัวเมือง
นราธิวาสไปยงั หาด นราทศั นไ์ ด้สะดวก
¤ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ตั้งอยู่บนเขาตันหยง ตำบลกะลุวอ
เหนือ ด้านริมทะเลใกล้กับอ่าวมะนาว ห่างจากตัวจังหวัดนราธิวาส ตาม
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๐๘๔ (นราธิวาส-ตากใบ) เป็นระยะทาง ๘
กิโลเมตร มีเน้ือท่ีประมาณ ๓๐๐ ไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิ
พลอดุลยเดช ( รัชกาลที่ ๙) โปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างข้ึน เม่ือ พ.ศ.๒๕๑๖
ภายในเขตพระราชฐานประกอบด้วย พระตำหนักของพระบาท สมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และของพระบรม
วงศานุวงศ์ ตกแต่งด้วยพันธ์ุไม้นานาชนิดทำให้มีบรรยากาศร่มรื่น ยังมีศูนย์ศิลปาชีพ ซ่ึงเป็นแหล่งฝึกงานพร้อม
ทัง้ จำหน่ายเครื่องปั้นดินเผาและเซรามกิ เปิดให้นักทอ่ งเทย่ี วเขา้ ชมได้ทุกวันระหว่างเวลา ๐๘.๓๐–๑๖.๓๐ น.
¤ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง จัดต้ังข้ึนเพ่ือสนองพระราชดำริใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะเป็นแหล่งรวมการศึกษาใน
สาขาวิชาต่างๆ ทั้งนี้ เพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนาท่ีดินทำกินแก่
ราษฎรในพ้ืนที่แบบเบด็ เสร็จ คือ วิเคราะห์ ทดลอง ทดสอบการปลกู พืช
เลี้ยงสัตว์ ให้ข้อมูลวิชาการ และฝึกอบรมการเกษตร เน้ือที่ศูนย์ท้ังหมด
๑,๗๔๐ ไร่ ถูกแบ่งเป็น อาคารสำนักงาน แปลงสาธิต และแปลงวิจัย
ทดลองในพื้นที่ป่าพรุ โครงการในพระราชดำริ เช่นโครงการแกล้งดิน คือการทดลองทำให้ดินในนาข้าวเปร้ียว
ท่ีสุด และหาวิธีแก้ไข เพ่ือที่จะนำไปปรับใช้กับดินเปร้ียวในพื้นที่ต่างๆได้ทุกท่ี โครงการอื่นๆของศูนย์ เช่น
โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่นำมาปรับใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นท่ีน้ีซ่ึงมีน้ำมากพออยู่แล้วการทดลองปลูกปาล์ม
นำ้ มันท่ีข้ึนในดินอนิ ทรียจ์ ัดมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเลก็ ครบวงจรโดยรว่ มกับมหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์ ที่
เข้ามาดูแลผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เช่น น้ำมันท่ีสกัดได้จากปาล์ม สบู่ เนย ส่วนหน่ึงขายให้คนงาน และส่วน
หนึ่งจำหน่ายภายนอก โรงงานปศสุ ัตวท์ ำบ่อก๊าซชีวภาพจากมลู ววั การทดลองนำระกำหวานมาปลกู เป็นพืชแซม
ในสวนยางพารา เป็นต้น และนอกจากนี้ศูนย์ฯยังเปิดศูนย์ฝึกอบรมงานหัตถกรรมจากกระจูดและใบปาหนันใน
วันเวลาราชการ การมาศึกษาหาความรู้ที่น่ียังได้ความเพลิดเพลินไปด้วย ดังพระราชดำริท่ีจะให้การมาดูงาน
22
ท่ีน่ีเหมือนการมาพักผ่อนหย่อนใจในสวนสาธารณะ โดยศูนย์ฯ ต้ังอยู่ระหว่างบ้านพิกุลทองและบ้านโคกสยา
ตำบลกะลุวอเหนือ ห่างจากพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ประมาณ ๑ กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองนราธวิ าส
ตามทางหลวงแผ่นดนิ หมายเลข ๔๐๘๔ นราธิวาส- ตากใบ ระยะทาง ๘ กิโลเมตร
¤ วดั ชลธาราสิงเห ตง้ั อยู่หมู่ ๓ ตำบลเจ๊ะเห รมิ ฝ่งั แม่น้ำ
ตากใบ จากตัวเมืองออกไปตามเส้นทางสาย นราธิวาส-
ตากใบ (ทางหลวงหมายเลข ๔๐๘๕) ถึงส่ีแยกตลาด
อำเภอตากใบแล้วเล้ียวซ้ายไปอีกประมาณ ๑๐๐ เมตร จะ
ถึงปากทางเขา้ วัด ท่านพระครูโอภาสพทุ ธคณุ (พุด) เป็นผู้
เร่ิมก่อตั้งวัดน้ีข้ึนและต้องไปขอที่ดินจากพระยากลันตัน
เพ่ือที่จะสร้างวัด เม่ือ พ. ศ. ๒๔๑๖ สมัยน้ันดินแดนตาก
ใบยังเป็นของ รัฐกลันตันอยู่ วัดน้ีมีส่วนเกี่ยวพันกับ
กรณีแบ่งแยกดินแดนตากใบ ประเทศสยามกับประเทศ
มลายู ซ่ึงเป็นเมืองข้ึนของประเทศอังกฤษในขณะน้ัน (
สมัยรัชกาลที่ ๕ พ. ศ. ๒๔๕๒) โดยฝ่ายไทยได้มีการยก
เอาพระพุทธศาสนา วัดและศิลปะในวัด เป็นเครื่อง
ต่อรองการแบง่ ปันเขตแดน อังกฤษจึงยอมรับเหตุผล โดยใหน้ ำเอาแมน่ ้ำ โก-ลก ตรงบรเิ วณท่ไี หลผา่ นเมืองตาก
ใบ ( แมน่ ้ำตากใบ) เป็นเส้นแบง่ เขตแดน วดั นจี้ งึ รู้จกั ในอีกนามหนึ่งว่า “วัดพิทกั ษ์แผ่นดินไทย ”
¤ เกาะยาว ต้ังอยู่ไม่ไกลจากวดั ชลธาราสิงเห จากสี่แยกตลาด
อำเภอตากใบเลยไปยังแม่น้ำตากใบ มสี ะพานไม้ชือ่ “ สะพานรอ
คอย ๑๐๐ ปี ” (ปจั จุบันเปล่ยี นเปน็ สะพานคอนกรีต) ยาว ๓๔๕
เมตร ทอดข้ามแม่น้ำตากใบไปยังเกาะยาว ซึ่งทางด้าน
ตะวันออกของเกาะจะติดกับทะเล มีหาดทรายละเอียดสีน้ำตาล
มีบรรยากาศที่เงียบสงบ ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
ประกอบอาชพี ประมงและสวนมะพรา้ ว
¤ ด่านสุไหงโก-ลก ตัวเมืองสุไหงโก- ลก ดูจะคึกคักกว่าตัว
เมืองนราธิวาส คงเพราะมีด่านการค้าชายแดนที่ใหญ่ท่ีสุดใน
จังหวัดและยังเดินทางข้ามไปมาได้สะดวกทั้งคนไทยและคน
มาเลย์ มีการสร้างสะพานเช่ือมระหว่างประเทศ เปิดต้ังแต่
๐๕.๐๐ – ๒๑.๐๐ น. ชาวไทยมักข้ามไปยังฝั่งรันตูปันยัง เพ่ือ
ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ของกินเล่น ส่วนคนมาเลย์จะข้ามมาซ้ือ
อาหาร และผลไม้ ด่านสุไหงโก- ลก อยู่ห่างจากสถานีรถไฟสุ
ไหงโก- ลก ประมาณ ๑ กิโลเมตร การเดินทางจากตัวเมือง
นราธิวาส สามารถเดินทางไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก ได้ ๒
23
เส้นทาง คือ จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข ๔๐๕๕ ( นราธิวาส- ระแงะ) แล้วแยกซ้ายก่อนถึงพุทธ
อทุ ยานเขากง ไปตามเส้นทางหมายเลข ๔๐๕๖ ผ่านอำเภอสุไหงปาดี เข้าสู่อำเภอสุไหงโก- ลก หรืออาจใช้ทาง
หลวงหมายเลข ๔๐๘๔ จากตวั เมืองนราธิวาสไปยังอำเภอตากใบ แล้วเล้ียวขวาเข้าสเู่ ส้นทางหมายเลข ๔๐๕๗
( ตากใบ- สไุ หงโกลก) เป็นระยะทาง ๖๖ กิโลเมตร จากดา่ นสไุ หงโก- ลก สามารถขบั รถยนต์ข้ามสะพานเข้าไป
เท่ียวเมืองโกตาบารู ของประเทศมาเลเซียได้ แต่รถที่จะเข้าไปต้องทำประกันรถยนต์ และการขอใบผ่านแดน
(Border Pass) เช่นเดียวกับอำเภอตากใบ โดยติดต่อท่ีสำนักงานอำเภอสุไหงโก-ลก หรือใช้หนังสือเดินทาง
(Passport)
¤ ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ตั้งอยู่ท่ีซอยภูธร ถนนเจริญเขต ในเขต
เทศบาลตำบลสุไหงโก-ลก เดิมทีเจ้าแม่โต๊ะโมะนี้ประดิษฐานอยู่
ที่บ้านโต๊ะโมะ อำเภอ สุคิริน ต่อมาชาวบ้านได้อัญเชิญมา
ประดิษฐานที่อำเภอสุไหงโก- ลก เป็นท่ีนับถือของชาวสุไหงโก-
ลก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมทัง้ ชาวจีนในประเทศมาเลเซีย
เป็นอย่างมาก ทุกๆ ปี จะมีการจัดงานประเพณีประจำปีที่
บริเวณศาลเจ้า ตรงกับวันที่ ๒๓ เดือนสามของจีน ( ประมาณ
เดือนเมษายน) ในงานจะมีกิจกรรมมากมาย เช่น มีการจัด
ขบวนแหเ่ จา้ แม่ ขบวนสงิ โต ขบวนเอ็งกอ ขบวนกลองยาว และยงั มกี ารลุยไฟดว้ ย
¤ ศูนย์วจิ ัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสริ ินธร (ป่าพรุโต๊ะ
แดง) ป่าพรุโต๊ะแดง ป่าพรุท่ีใหญ่ท่ีสุดของประเทศไทย ซ่ึง
คลุมพ้ืนท่ีของ ๓ อำเภอ คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโก-
ลกและอำเภอสุไหงปาดี มีพื้นที่ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ไร่ แต่
ส่วนท่ีสมบูรณ์โดย ประมาณมีเพียง ๕๐,๐๐๐ ไร่ เป็นป่าท่ี
ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยสัตว์ปา่ และพรรณไม้ พ้ืนท่ีป่าพรุ
มีลำน้ำสำคัญหลายสายไหลผ่าน คือ คลองสุไหงปาดี แม่น้ำ
บางนราและคลองโต๊ะแดง อันเป็นที่มาของ ช่ือป่า ภายใน
ศนู ย์ฯ ได้จัดให้มีทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติเพื่อประชาสัมพันธ์ความร้ดู ้านต่างๆ ที่เก่ียวกับธรรมชาติของป่าพรุ
เร่ิมท่ีบึงน้ำด้านหลังอาคารศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธรเป็นสะพานไม้ต่อลัดเลาะเข้าไปในป่าพรุ
ระยะทาง ๑,๒๐๐ เมตร บางช่วงเป็นสะพานไม้ร้อยลวดสลิง บางช่วงเป็นหอสูง สำหรับมองทิวทัศน์เบื้อง
ล่างท่ีชอุ่มไปด้วยไม้นานาพรรณในป่าพรุ จะมีป้ายชื่อต้นไม้ท่ีน่าสนใจ และซุ้มความรู้อยู่เป็นจุดๆ สำหรับให้
ความรู้แก่ผู้เดินชมด้วย โดยเปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา ๐๘. ๐๐-๑๖. ๐๐ น. ไม่เสียค่าเข้าชม และยังมีห้องจัด
นทิ รรศการให้ความร้แู กค่ นท่ีมาเท่ยี วชมอีกดว้ ย
¤ อุทยานแห่งชาติบูโด – สุไหงปาดี สมัยก่อนเขาบูโด -
สไุ หงปาดี เป็นส่วนหน่ึงของทิวเขาสันกาลาครี ีท่ีแบง่ เขตแดนไทย-
มาเลเซีย เคยเป็นที่ซอ่ งสุมของผ้กู ่อการร้าย จงึ ไม่คอ่ ยมีผใู้ ดเข้ามา
สัมผัสความมหัศจรรย์ของผืนป่าดงดิบแห่งนี้ เมื่อสถานการณ์
24
คล่ีคลายลง ในปี พ. ศ. ๒๕๑๗ กรมป่าไม้จึงจัดตั้งวนอุทยานน้ำตกปาโจ และกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติบู
โด-สุไหงปาดี ซ่ึงมีพ้ืนท่ีประมาณ ๒๙๔ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของนราธิวาส ยะลา และ
ปัตตานี เทือกเขาบูโดน้ี จัดเป็นส่วนหนึ่งของป่าดิบร้อนแบบอินโด - มาลายัน ป่าดิบช้ืนเขตร้อนซึ่งมีความชื้น
สูงเพราะมีน้ำฝนตกตลอดปี และเป็นป่าท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด ซ่ึงเม่ือเทียบกับป่าประเภท
อื่นในพื้นท่ีเท่าๆกัน ป่าเขตร้อนนี้จะพบเฉพาะแนวเส้นศูนย์สูตร คือ พื้นที่ระหว่างเส้น ทรอปิคออฟแคน
เซอร์ท่ี ๒๓ [ ๑/ ๒] องศาเหนือและใต้ ในประเทศไทยจะอยู่ในช่วงคอคอดกระจังหวัดระนองลงไป นัก
พฤกษศาสตร์แบ่งป่าเขตร้อนทั่วโลกออกเป็นสามเขตใหญ่ คือ ป่าฝนเขตร้อนทวีปอเมริกา ป่าฝนเขตร้อนแถบ
อินโด - มาลายนั และป่าเขตรอ้ นแถบทวีปแอฟริกา
พันธ์ุไม้เด่นของท่ีน่ีคือ “ใบไม้สีทอง” หรือ “ย่านดาโอ๊ะ”เม่ือปี พ. ศ.
๒๕๓๑ พันธุ์ไม้ชนิดน้ีถูกค้นพบเป็นคร้ังแรกในโลกที่น่ี ใบไม้สีทองเป็นไม้
เล้ือย มีลักษณะใบคล้ายใบชงโคหรือใบเส้ียวแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก บางใบ
ใหญ่กว่าฝ่ามือเสียอีก มีขอบหยักเว้าเข้าทั้งที่โคนใบ และปลายใบจะมี
ลักษณะคล้ายวงรีสองอันอยู่ติดกัน ทุกส่วนของใบจะปกคลุมด้วยขนกำมะหยี่
เนียนนุ่ม มีสีทองหรือสีทองแดงเหลือบรุ้งเป็นประกายงดงามยามต้อง
แสงอาทิตย์ สามารถ มองเห็นได้จากระยะไกล หากข้ึนในที่ท่ีมีความชื้นสูง
ลักษณะของใบจะย่ิงนุ่มหนาตามไปด้วย เมื่อใบใหญ่เต็มท่ีจึงเร่ิมเปล่ียนเป็นสีบรอนซ์เงิน หรือเขียวในท่ีสุดช่อ
ดอกสีขาวของยา่ นดาโอะ๊ กเ็ ตะตาไม่แพ้กัน
¤ น้ำตกฉัตรวาริน อยู่ท่ีตำบลโต๊ะเด็ง ไม่ไกลจากตัว
เมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๔๐๕๖ ถึง โรงพยาบาลสุ
ไหงปาดีแล้ว เล้ียวซ้ายไปตามถนนอีกประมาณ ๖
กิโลเมตร ทางเข้าลาดยางตลอด อยู่ในพ้ืนท่ีอุทยาน
แห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำตลอด
ท้งั ปี สภาพแวดล้อมร่มรื่นด้วยพันธ์ุไม้นานาชนิด มีตำนาน
พื้นบ้านเลา่ สืบต่อกันมาว่า ที่น้ำตกแห่งน้ีในคร้งั โบราณ วัน
ดีคืนดีมักได้ยินดนตรีมะโย่งแว่วดังมาจากน้ำตกเสมอ ๆ
เม่ือชาวบ้านพากันไปดูมากๆ ก็ไม่พบเห็นส่ิงใดเลย กระทั่ง
ผู้เฒ่ าคน หน่ึ งชื่อ “โต๊ะเด็ง” แอบขึ้นไป ดูขณ ะท่ี มี
เสียงดนตรีก็เห็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งออกมาร่ายรำทำนอง
มะโย่ง โดยมีรม่ ขนาดใหญ่หรือฉัตรกางอยู่ แล้วก็หายวบั ไป
จากเร่ืองที่พบเห็นน้ี ชาวบ้านจึงนำมาต้ังเป็นภาษาท้องถ่ิน
ว่า “ไอปายง” หรือน้ำตกฉัตร แปลว่า น้ำตกกางร่ม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๐ – ๒๕๑๑ อำเภอได้ทำการ
ปรับปรุงใหเ้ ป็นสถานทีท่ อ่ งเทย่ี วข้ึน จึงตั้งชอ่ื น้ำตกแหง่ นี้เป็นทางการจากความหมายเดิมว่า “นำ้ ตกฉตั รวาริน ”
25
¤ มัสยิด ๓๐๐ ปี ( มสั ยิดวาดีลฮเู ซน็ หรือ มัสยิดตะโละ มา
เนาะ) ต้ังอยู่ท่ีบ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ ห่างจาก
จังหวัดนราธิวาส เป็นระยะทาง ๒๕ กิโลเมตร ตามทางหลวง
แผ่นดิน หมายเลข ๔๒ แล้วแยกท่ีบ้านบือราแง นายวันฮูเซ็น
อัส - ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี
เป็นผู้สร้างเม่ือ พ. ศ. ๒๑๖๗ เร่ิมแรกสร้างหลังคามุงใบลาน
ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบ้ืองดินเผา ลักษณะของมัสยิดมีความแตกต่างจากมัสยิดท่ัวไป คือเป็นอาคาร ๒ หลัง
ติดต่อกัน สรา้ งด้วยไมต้ ะเคียนท้ังหลัง ลักษณะการสรา้ งจะใช้ไม้สลักแทนตะปู รูปทรงของอาคารเปน็ แบบไทย
พ้ืนเมืองประยุกต์เข้ากับศิลปะจีน และมลายูออกแบบได้ลงตัว ส่วนเด่นที่สุดของอาคาร คือ เหนือหลังคาจะมี
ฐานมารองรับจ่ัวบนหลังคาอยู่ชั้นหนึ่ง ส่วนหออาซานซึ่งมีลักษณะเป็นเก๋งจีน ก็ต้ังอยู่บนหลังคาส่วนหลัง ฝา
เรือนใช้ไม้ทั้งแผน่ แล้วเจาะหน้าต่าง ส่วนช่องลมแกะเปน็ ลวดลาย ใบไม้ ดอกไมส้ ลบั ลายจีน
ปัจจุบันมัสยิดน้ียังใช้เป็นสถานประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิม หากต้องการเข้าชมภายใน
ต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมูบ่ ้าน โดยท่ัวไปเข้าชมไดบ้ ริเวณภายนอกเท่านัน้ นอกจากนั้นหมู่บา้ น
ตะโละมาเนาะ ในอดตี ยังเปน็ แหล่งผลติ คัมภีร์อัลกุรอาน ท่ีเขียนด้วยมือ ดา้ นข้างมัสยดิ มีสสุ านชาวมสุ ลิม ถ้าเป็น
ของผชู้ ายหนิ ทป่ี ระดับอยบู่ นหลมุ ฝงั ศพจะมลี กั ษณะกลม ถ้าเปน็ ของผูห้ ญิงจะเป็นหินเพียงซกี เดยี ว
2.7 ของท่รี ะลึกและสินคา้ พ้ืนเมอื ง
ลองกองเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของจังหวัดนราธิวาสและเป็นผลไม้พื้นเมืองของ
จังหวัดนราธิวาสที่มีช่ือชนิดหนึ่งต้นลองกองที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ปลูกท่ีบ้านซีโป หมู่ที่ 3ตำบลเฉลิมอำเภอ
ระแงะ
ผลิตภณั ฑก์ ระจูดทำจากต้นกระจูดส่วนมากนำมาจกั สานเปน็ เส่อื แหลง่ ผลิตท่มี ีช่ือเสยี งอยทู่ ่ี
บา้ นทอน หมูท่ ่ี 5ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธวิ าส
เรือกอและจำลองเป็นเรือท่ีจำลองจากเรือกอและซึ่งเป็นเรือประมงพื้นบ้าน มีขนาดยาว
ประมาณ6-12นิ้ว และตกแต่งเขียนลายมีสีสันสวยงาม สะดุดตา ใช้สำหรับใส่ในตู้กระจกตั้งแสดงแหล่งผลิตที่
มชี อื่ เสยี งอย่ทู ีบ่ า้ นทอน หมู่ที่ 5ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส
ผลิตภัณฑ์เซรามิคส่วนมากทำเป็นรูปแจกัน ดอกไมแ้ ละสัตว์แหล่งผลิตท่มี ีชอ่ื เสยี งอยทู่ ี่ศูนย์
ศลิ ปาชพี ในบรเิ วณพระตำหนกั ทกั ษณิ ราชนิเวศน์
ผลิตภัณฑ์ย่านลิเภาทำจากต้นย่านลิเภาซ่ึงเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาไม้เล้ือย
ส่วนใหญใ่ ชท้ ำเปน็ กระเป๋าถอื ของสภุ าพสตรี
ผ้าบาติกแสดงออกถึงความมีศิลปะของทางภาคใต้ตอนล่าง โดยมีลวดลายต่าง ๆ มากมาย
ซงึ่ มีการผลติ ขึ้นหลายชนิด เช่า ผ้าโสร่ง ผา้ ปาเตะ๊ รวมท้ังผลติ ภัณฑอ์ ื่น ๆอกี มากมาย
ปลากุเราเค็มเป็นปลาเค็มที่มีรสชาติอร่อยทำจากปลาทะเลสด ๆ และมีกรรมวิธีการผลิตท่ี
พิถีพิถันเป็นพิเศษแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงอยู่ท่ี ร้านเจ๊เยาว์ บ้านเจ๊ะเห หมู่ที่ 3ตำบลเจ๊ะเหอำเภอตากใบ
ข้าวเกรียบปลาเป็นข้าวเกรียบท่ีมีส่วนผสมจากปลาทะเลสดเป็นสินค้าพ้ืนเมืองของอำเภอ
ตากใบและอำเภอเมืองนราธิวาสแหล่งผลิตท่ีมีช่ือเสียงอยู่ท่ี บ้านสะปอม หมู่ท่ี 5ตำบลกะลุวอเหนืออำเภอ
เมอื งนราธวิ าส
26
น้ำบูดูเป็นสินค้าพื้นเมืองมีลักษณะการผลิตคล้ายน้ำปลาทำจากปลาทะเลสดนำไปปรุ งกิน
กับผักสดหรือปรุงสำเร็จกินกับข้าวยำก็ได้แหล่งผลิตท่ีมีช่ือเสียงอยูท่ ี่ บ้านทอน หมู่ที่ 5ตำบลโคกเคียน อำเภอ
เมืองนราธิวาส
ใบไม้สีทองพบมากที่น้ำตกปาโจ ตำบลบาเจาะ อำเภอบาเจาะเป็นพืชพันธุ์ไม้เลื้อย
มีลักษณะใบเหมือนใบชงโคและท่ีบริเวณหลังใบมีลักษณะเป็นคล้ายกำมะหยี มีประกายสีทองใช้สำหรับใส่
กรอบรปู กระจกแขวนแสดง
ต้นหมากแดงเปน็ ปาล์มชนิดหนง่ึ พบอยูท่ ่วั ไปบริเวณป่าพรุซ่ึงมีกา้ นและกาบใบเป็นสีแดงสด
เหมาะสำหรับปลกู ประดบั สวนและบริเวณบ้าน
ปาล์มบังสูรย์เป็นปาล์มชนิดหนึ่งท่ีหายากในจำนวนหลายชนิดและมีแหล่งกำเนิดเพียงแห่ง
เดียวในประเทศไทยท่ีจังหวัดนราธิวาสเท่าน้ัน มีลักษณะเด่นใบกว้าง เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เป็นปาล์ม
กอเต้ีย มีใบสอดสลับข้ึนมารอบด้านก้านใบยาว ส่วนปลายโค้งมนเล็กน้อยตัวใบเป็นจีบพับคล้ายผ้าอัดจีบ
ละเอียดทอดยาวไปตามแนวติดกันเป็นผืนใหญ่สีเขียวสดสลับอ่อน - แก่ และเป็นมันต้นที่งดงามจะมีใบแน่นดู
เป็นกอใหญ่งามแปลกตาปาล์มบังสูรย์มีดอกสีขาวออกระหว่างก้านใบเม่ือต้นเจริญเติบโตเต็มท่ีจะคงสภาพอยู่
นานนับปี
27
ความเป็นมาและสภาพปัจจุบนั
ของสำนักงานวฒั นธรรมจังหวดั นราธิวาส
ความเป็นมา
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด จัดต้ังข้ึนตามตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
พ.ศ. ๒๕๔๕ และ คำสั่งสำนักงานปลดั กระทรวงวัฒนธรรมที่ สป ๕๘/๒๕๔๕ ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
เร่อื งการกำหนดใหม้ ีหน่วยงานภายในสำนักงานปลดั กระทรวงวฒั นธรรม มีอำนาจหนา้ ท่ี ดงั น้ี
๑. ประสานงานและปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของกระทรวงในส่วนภูมิภาค รวมทั้งดำเนินการ
ประสาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒ นธรรมในเขตพ้ืนท่ีจังหวัด
๒. ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในเขตพื้นท่ี
จังหวัด
๓. ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเบ่ียงเบนทางวัฒนธรรม โดยประสานหรือร่วมมือกับ
หน่วยงานท้ังภาครฐั หรือเอกชน
๔. จัดทำแผนยุทธศาสตร์เก่ียวกับงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในเขตพื้นที่จังหวัด
๕. ส่งเสริม สนับสนุนและประสานการดำเนินงานของสภาวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมอำเภอ
และสภาวัฒนธรรมตำบล รวมทั้งหน่วยงานอ่ืนที่ดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมในเขตพื้นท่ี
จงั หวดั
๖. ปฏิบัติตามกฎหมายในความรับผิดชอบของกระทรวงซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจห น้าที่ของ
ผู้วา่ ราชการจงั หวดั หรือตามที่ไดร้ ับมอบหมาย
๗. ปฏิบตั งิ านรว่ มกันหรอื สนบั สนนุ การปฏิบตั ิงานของหน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งหรือทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
สำนักงานวฒั นธรรมจังหวัด เปลี่ยนแปลงฐานะเปน็ ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ตามกฎกระทรวงแบ่ง
ส่วนราชการ สำนกั งานปลดั กระทรวงกระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๔๙
ท่ีต้ัง
ปัจจุบันสำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั นราธวิ าส จัดตง้ั สำนกั งาน ณ ศาลากลางจังหวดั นราธิวาสหลังเก่า
ถนนพิชติ บำรงุ ตำบลบางนาค อำเภอเมอื ง จงั หวัดนราธิวาส ต้งั แต่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ มพี นื้ ท่ใี ช้สอย
จำนวน 549.5 ตารางเมตร
พ้ืนท่ปี ฏิบัตงิ าน ๑๓ อำเภอ
พน้ื ที่อำเภอ ๗๗ ตำบล
พ้นื ทต่ี ำบล ๕91 หม่บู า้ น
พื้นที่หมบู่ า้ น
28
โครงสรา้ งภารกิจสำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั
โครงสร้างภารกิจสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ถูกกำหนดโดยบริบทของการพัฒนาประเทศท่ี
ปรับเปลี่ยนภารกิจ อำนาจ หน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม
ซ่ึงสามารถสรุปภารกิจการดำเนินงาน ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ของสำนักงานวัฒนธรรม
จงั หวัดไดเ้ ปน็ 4 กลมุ่ ๑ ฝา่ ย ดังน้ี
๑. กลุ่มยทุ ธศาสตร์และเฝา้ ระวังทางวฒั นธรรม
มีการแบง่ เป็น 2 งาน คือ
ก. งานยุทธศาสตรแ์ ละแผนงาน
- จัดทำแผนการตรวจ ตดิ ตาม และประเมินผลงานดา้ นศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรมของ
จงั หวัด
- จัดทำแผนปฏิบตั กิ ารตามแผนงาน โครงการและงบประมาณ เพ่ือให้สอดคล้องกบั นโยบาย
และยทุ ธศาสตร์
- รว่ มจัดทำตัวชีว้ ัดตามคำรับรองการปฏิบัตงิ านของจงั หวัด
- ตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และรายงานผลตามแผนงาน / โครงการ
- รว่ มจดั ทำแผนยทุ ธศาสตรจ์ ังหวดั / กลมุ่ จังหวัด
- จดั ทำแผนยทุ ธศาสตร์สำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั
- ร่วมจดั ทำแผนงาน / โครงการ เพอ่ื ขอรบั งบประมาณสนับสนุน
หรือสนับสนนุ การดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน
และองค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่
- งานตามนโยบายพิเศษ หรอื กจิ กรรมพเิ ศษ
- เปน็ ศนู ย์ข้อมูลสารสนเทศด้านศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรมและข้อมลู ด้านเฝา้ ระวัง
ทางวฒั นธรรม ของจังหวัด / กลุ่มจังหวดั
- งานอ่ืน ๆ ตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
ข. งานเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม
- งานเฝา้ ติดตาม ประเมินและวิเคราะหส์ ถานการณค์ วามเบ่ียงเบนทางวัฒนธรรมในพ้ืนท่ี
- งานปอ้ งปราม ใหค้ วามรู้และแก้ไขปัญหาความเบี่ยงเบนทางวฒั นธรรม
- เป็นศนู ย์กลางในการประสานงานเฝ้าระวงั ทางวัฒนธรรมของจงั หวดั
- งานสรา้ งเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ทางวัฒนธรรม
- งานตามกฎหมายภาพยนตร์ กฎหมายควบคุมกิจการเทปและวสั ดุโทรทศั น์
และกฎหมายอ่ืนทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
- งานอ่ืน ๆ ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย
๒. กล่มุ ส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
- ศกึ ษา ค้นคว้า วิเคราะหง์ านทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนา
องค์ความรู้ด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภมู ิปญั ญาท้องถิ่น
- ส่งเสริมพัฒนาแหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน
- ส่งเสรมิ สนับสนนุ ธำรงรกั ษาสบื ทอดการดำเนนิ การเกีย่ วกับงานพระราชพิธี
งานพระราชกุศล งานรัฐพิธี และงานศาสนพธิ ใี นเขตพ้นื ทจ่ี ังหวัด
29
- สง่ เสริม สนับสนุน พฒั นา เพ่ือดำเนินการด้านคุณธรรม จริยธรรม ของทุกศาสนา
และงานศาสนิกสัมพนั ธ์ เช่น โครงการครูพระสอนศลิ ธรรมในโรงเรียน
และสถาบนั การศึกษา
โครงการค่ายเยาวชนสมานฉนั ท์ เปน็ ตน้
- รณรงค์ สง่ เสริม พัฒนา และสร้างคา่ นยิ มท่ีพึงประสงค์ เพอื่ สร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม
- สร้างและพัฒนาเครอื ข่ายทางศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม เพ่อื เผยแพร่ ธำรงรักษา อนุรกั ษ์
สืบสานศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรมและประเพณี ทั้งในระดับชาตแิ ละระดับท้องถิ่น
เชน่ อส.มศ.
- สง่ เสรมิ สนบั สนุนและประสานการดำเนนิ งานของสภาวัฒนธรรมทุกระดบั ในเขตพ้นื ที่
- กำกับดูแล และดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศลิ ปวตั ถุ
และพพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาติ
- ดำเนินการตามกฎหมายวา่ ด้วยสมาคม มูลนธิ ิ และองค์กรทางวัฒนธรรมในเขตพื้นท่ีจงั หวดั
- สง่ เสริม และสนับสนุนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปญั ญาด้านวฒั นธรรม
- ดำเนินการดา้ นศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมร่วมกับหนว่ ยงานอื่นในจงั หวัด
และหรือระหว่างประเทศ
- งานอืน่ ๆ ตามท่ีได้รบั มอบหมาย
๓. กลุ่มพิธกี ารศพทไี่ ดร้ บั พระราชทาน
- ปฏบิ ตั ิในพธิ ีการศพท่ีไดร้ ับพระราชทาน นำ้ หลวงอาบศพ เพลงิ พระราชทาน ดนิ
พระราชทาน และเคร่อื งเกยี รติยศประกอบศพ (หบี โกศ)
- ปฏบิ ตั ิหนา้ ทจ่ี ัดเตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์ ลำเลยี ง เครอ่ื งประกอบเกียรตยิ ศสำหรับการ
ปฏบิ ตั ิงานในพิธกี ารศพ ท่ไี ดร้ บั พระราชทาน รวมท้งั ดแู ล บำรุงรกั ษา วสั ดุอุปกรณ์
- ปฏิบัติหน้าท่ีตั้งแต่ง และถอดเครื่องประกอบเกียรติยศประกอบศพ (หีบ โกศ) จิตกาธาน
ในพิธีการศพทไ่ี ดร้ ับพระราชทาน
- ปฏิบตั หิ น้าทกี่ ารสุกำศพลงหบี โกศ การนำศพ หีบ โกศ และการนำหีบศพเข้าเตาเผาศพ
- ปฏิบัติงานริ้วขบวนเวียนเมรุ ประกอบด้วย คนนำร้ิวขบวนฉัตรเบญจา เสลี่ยงพระ เสลี่ยง
โกศ สปั ทนพระ สปั ทนโกศ ในพธิ พี ระราชทานเพลิงศพ
- ปฏบิ ัตงิ านนมิ นต์พระสงฆ์ ดูแลพระพิธธี รรมสวดพระอภิธรรม และเชญิ ผ้าไตร
- ปฏิบัตงิ าน เป่าป่ี ตกี ลองชนะ
- ใหค้ ำปรึกษา แนะนำ เกี่ยวกับพธิ ีการศพทไ่ี ด้รับพระราชทาน แกห่ น่วยงานและบุคคลทัวไป
- จัดเก็บข้อมูลรายงานสถิติการปฏิบัติงาน รวมท้ังจัดทำรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานระดับ
จงั หวัด
- ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับ
มอบหมาย
- งานอ่ืน ๆ ตามทีไ่ ด้รับมอบหมาย
30
4. กลมุ่ กิจการพเิ ศษ
- ปฏิบตั งิ านตามนโยบายพเิ ศษ นโยบายเรง่ ดว่ นของรัฐบาลหรอื กระทรวงวฒั นธรรม
มตคิ ณะรัฐมนตรีและข้องส่งั การของนายกรัฐมนตรี
- ขบั เคล่ือนโครงการชุมชนคุณธรรมนอ้ มนำหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ขับเคล่ือนด้วยพลังบวร
- งานอ่นื ๆ ตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
5. ฝ่ายบรหิ ารงานท่ัวไป
- งานบรหิ ารทวั่ ไป
- งานบรหิ ารงานบคุ คล
- งานด้านวินยั อุทธรณ์ ร้องทุกข์
- งานดา้ นกฎหมายและระเบียบที่เก่ยี วข้อง
- งานการเงินและบัญชี
- งานพัสดุและอาคารสถานที่
- งานประชาสัมพนั ธ์
- งานสวัสดิการและนันทนาการ
- งานประสานราชการท่วั ไปและงานทม่ี ิได้กำหนดใหเ้ ป็นหน้าท่ีของกลุ่มใดกลมุ่ หนึ่ง
โดยเฉพาะ
- งานอ่ืน ๆ ตามท่ีได้รบั มอบหมาย
บคุ ลากรสำนกั งานวัฒนธรรมจังหวัดนราธวิ าส จำนวน 1 อตั รา
1. โครงการ้างอัตรากำลังข้าราชการจำนวน ทง้ั สิน้ จำนวน 3 อตั รา
อำนวยการระดบั สูง จำนวน 20 อตั รา
นกั วิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ จำนวน 2 อัตรา
นกั วิชาการวฒั นธรรมชำนาญการ/ปฏบิ ตั ิการ จำนวน 1 อตั รา
นกั จดั การงานทั่วไปชำนาญการ/ปฏบิ ตั กิ าร จำนวน 4 อัตรา
นกั วชิ าการเงนิ และบัญชี
พนกั งานราชการ
2. บุคลากรจ้างเหมาบรกิ าร ปฏบิ ัติงานจริงในหน้าที่ จำนวน 19 คน ประกอบด้วย
เจา้ หนา้ ที่พิธกี ารฯ (จา้ งเหมา) จำนวน 13 คน
เจ้าหน้าท่ีบนั ทึกข้อมูล จำนวน 1 คน
อาสาสมคั รวัฒนธรรมประจำสภาวัฒนธรรมจังหวดั จำนวน 1 คน
อาสาสมคั รวฒั นธรรมประจำอำเภอ จำนวน 1๓ คน
แม่บา้ น จำนวน 1 คน
ยาม จำนวน 2 คน
พนักงานขับรถ จำนวน 1 คน
31
บทที่ ๒
นโยบายและทิศทางการดำเนนิ งานดา้ นศาสนา ศิลปะ และวฒั นธรรม
๑. รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐
๒. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ พ.ศ. 2560 – 2564
๓. นโยบายรฐั บาล พลเอกประยุทธ์ จนั ทร์โอชา
๔. กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2560 – 2579
๕. หลกั การ ปรชั ญา และกรอบแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี ง
๖. นโยบายหลกั ๔ ประการ (นายอทิ ธพิ ล คณุ ปล้ืม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวฒั นธรรม)
๗. ยุทธศาสตร์กระทรวงวัฒนธรรม
๘. ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ชายแดน พ.ศ. 2560 - 2565
๙. ยุทธศาสตรก์ ารพฒั นากลุ่มจงั หวดั ภาคใต้ชายแดน พ.ศ. 2561 - 2565
๑๐.ยทุ ธศาสตรจ์ ังหวดั นราธิวาส พ.ศ. 2561 - 2565
๑๑.ยทุ ธศาสตรส์ ำนักงานวัฒนธรรมจงั หวดั นราธิวาส
๑. รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐
มาตรา ๕๒ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณา
เขตและเขตท่ีประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความ
สงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการน้ี รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองท่ีมี
ประสิทธภิ าพ
มาตรา ๕๗ รัฐตอ้ ง
(๑) อนุรักษ์ ฟ้ืนฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถ่ิน ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีต
ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพ้ืนท่ีสาธารณะสําหรับกิจกรรมที่เก่ียวข้อง รวมทั้ง
ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วม ในการ
ดําเนินการดว้ ย
(๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟ้ืนฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ ส่ิงแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และย่ังยืน
โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เก่ียวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ จากการ
ดาํ เนนิ การดงั กลา่ วดว้ ยตามท่ีกฎหมายบัญญตั ิ
มาตรา ๖๗ รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครอง
พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาท่ีประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือ มาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุน
การศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และ
ต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทําลาย พระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึง
สง่ เสรมิ ให้พทุ ธศาสนกิ ชนมีสว่ นร่วมในการดําเนนิ มาตรการหรอื กลไกดังกล่าวด้วย
32
๒. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ พ.ศ. 2560 – 2564
๒.1 วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายการพฒั นาในชว่ งแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๒
๒.๑.๑ เพ่ือวางรากฐานให้คนไทยเป็นคนที่สมบูรณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม มีระเบียบวินัย
ค่านิยมที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีความสุข โดยมีสุขภาวะและสุขภาพท่ีดี ครอบครัวอบอุ่น ตลอดจน เป็นคน
เกง่ ท่มี ีทกั ษะความร้คู วามสามารถและพฒั นาตนเองไดต้ ่อเนอ่ื งตลอดชีวิต
๒.๑.๒ เพ่ือให้คนไทยมีความม่ันคงทางเศรษฐกิจและสังคม ไดร้ ับความเป็นธรรมในการเข้าถึง
ทรัพยากรและบริการทางสังคมท่ีมีคุณภาพ ผู้ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งชุมชนมีความ
เข้มแข็งพง่ึ พาตนเองได้
๒.๑.๓ เพ่ือให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง แข่งขันได้ มีเสถียรภาพ และมีความย่ังยืน สร้างความ
เข้มแข็งของฐานการผลิตและบริการเดิมและขยายฐานใหม่โดยการใช้นวัตกรรมที่เข้มข้นมากข้ึน สร้างความ
เขม้ แขง็ ของเศรษฐกจิ ฐานราก และสร้างความมัน่ คงทางพลังงาน อาหาร และน้า
๒.๑.๔ เพื่อรักษาและฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้สามารถสนับสนุน
การเติบโตที่เปน็ มติ รกับส่ิงแวดล้อมและการมีคณุ ภาพชีวิตท่ีดีของประชาชน
๒.๑.๕ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และมีการทำงาน
เชงิ บรู ณาการของภาคกี ารพัฒนา
๒.๑.๖ เพ่ือให้มีการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคโดยการพัฒนาภาคและเมืองเพื่อรองรับ
การพฒั นายกระดับฐานการผลติ และบรกิ ารเดมิ และขยายฐานการผลติ และบริการใหม่
๒.๑.๗ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีความเชื่อมโยง (Connectivity) กับประเทศต่างๆ ท้ังใน
ระดับอนุภูมิภาค ภูมิภาค และนานาชาติได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ประเทศไทยมีบทบาท
นาและสร้างสรรค์ในด้านการค้า การบริการ และการลงทุนภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ท้ังในระดับอนุ
ภูมภิ าค ภูมิภาค และโลก
๒.๒ เป้าหมายรวม
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ได้กำหนดเป้าหมายรวมการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ
ฉบบั ที่ ๑๒ ประกอบดว้ ย
๒.๒.๑ คนไทยมีคณุ ลกั ษณะเปน็ คนไทยที่สมบรู ณ์
๒.๒.๒ ความเหลอื่ มลำ้ ทางดา้ นรายไดแ้ ละความยากจนลดลง
๒.๒.๓ ระบบเศรษฐกจิ มคี วามเข้มแข็งและแข่งขันได้
๒.๒.๔ ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพส่ิงแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตท่ีเป็นมิตรกับ
ส่ิงแวดล้อม มคี วามม่นั คงทางอาหาร พลงั งาน และนำ้
๒.๒.๕ มีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย สังคมปลอดภยั สามัคคี สรา้ งภาพลักษณ์ดี และ
เพ่ิมความเชอื่ มัน่ ของนานาชาติตอ่ ประเทศไทย
๒.๒.๖ มีระบบบรหิ ารจดั การภาครัฐท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ทันสมัย โปรง่ ใส ตรวจสอบได้ กระจาย
อำนาจและมสี ่วนร่วมจากประชาชน
33
๒.๓ ยุทธศาสตรก์ ารพฒั นาประเทศ
ยุทธศาสตร์ท่ี ๑ การเสริมสร้างและพฒั นาศักยภาพทนุ มนษุ ย์
- ปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย จิตสาธารณะ และ
พฤตกิ รรมที่ พงึ ประสงค์
- พัฒนาศักยภาพคนใหม้ ีทกั ษะความรู้ และความสามารถในการดารงชีวติ อย่างมีคณุ คา่
- ยกระดบั คุณภาพการศกึ ษาและการเรยี นรูต้ ลอดชีวติ
- ลดปจั จัยเสี่ยงทางสขุ ภาพและใหท้ ุกภาคส่วนคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อสขุ ภาพ
- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจดั การระบบสุขภาพภาครัฐและปรบั ระบบการเงินการคลัง
ดา้ นสขุ ภาพ
- พฒั นาระบบดูแลและสรา้ งสภาพแวดล้อมที่เหมาะกบั สังคมสูงวัย
- ผลกั ดนั ให้สถาบันทางสังคมมีสว่ นรว่ มพัฒนาประเทศอยา่ งเข้มแข็ง
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 2 การสร้างความเปน็ ธรรมและลดความเหลือ่ มลำ้ ในสงั คม
- เพ่ิมโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายประชากรร้อยละ 40 ท่ีมีรายได้ต่ำสุดให้สามารถเข้าถึง
บริการท่มี ีคณุ ภาพของรัฐ และมอี าชีพ
- กระจายการให้บริการภาครฐั ทงั้ ด้านการศกึ ษา สาธารณสุข และสวสั ดกิ ารท่ีมีคุณภาพให้
ครอบคลุมและทวั่ ถงึ
- เสริมสร้างศักยภาพชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความเข้มแข็งการเงินฐาน
รากตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีสิทธิ
ในการจดั การทุน ที่ดนิ และทรัพยากรภายในชมุ ชม
ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การสรา้ งความเขม้ แขง็ ทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อยา่ งยัง่ ยนื
- การบริหารจดั การเศรษฐกจิ สว่ นรวม
- การเสรมิ สรา้ งและพัฒนาขดี ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลติ และบริการ
ยุทธศาสตร์ท่ี 4 การเตบิ โตทเี่ ปน็ มิตรกับสงิ่ แวดลอ้ มเพือ่ การพฒั นาอย่างยัง่ ยนื
- การรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สร้างสมดุลของการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่าง
ยัง่ ยนื และเปน็ ธรรม
- เพ่ิมประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อให้เกิดความม่ันคง สมดุล และ
ยง่ั ยืน
- แก้ไขปญั หาวกิ ฤตสงิ่ แวดล้อม
- ส่งเสรมิ การผลิตและการบริโภคทีเ่ ป็นมติ รกับสิง่ แวดล้อม
- สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพ่ิมขีดความสามารถในการปรับตัวต่อ
การเปลยี่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ
- บรหิ ารจัดการเพ่อื ลดความเสีย่ งด้านภยั พบิ ตั ิ
- พั ฒ น าระบ บ ก ารบ ริห ารจั ด ก ารแ ล ะก ล ไก แ ก้ ไข ปั ญ ห าค ว าม ขั ด แ ย้ งด้ าน
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม
- การพฒั นาความร่วมมือดา้ นสิ่งแวดลอ้ มระหวา่ งประเทศ
34
ยุทธศาสตร์ท่ี 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพ่ือการพัฒนาประเทศสู่ความม่ังคั่งและ
ย่งั ยนื
- การรักษาความมั่นคงภายใน เพ่ือให้เกิดความสงบในสังคมและธำรงไว้ซ่ึงสถาบันหลัก
ของชาติ
- การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ เพ่ือเตรียมความพร้อมในการรับมือ
ภัยคุกคามทัง้ การทหารและภยั คกุ คามอ่ืนๆ
- การส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศดา้ นความม่ันคง เพ่ือบูรณาการความร่วมมือกับ
มติ รประเทศเพือ่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกจิ สงั คม และการปอ้ งกนั ภยั คุกคามข้ามชาติ
- การรกั ษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลเพ่ือคงไว้ซ่งึ อานาจอธิปไตยและ
สิทธอิ ธิปไตยในเขตทางทะเล
- การบริหารจัดการความมั่นคงเพ่ือการพัฒนา เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันระหว่าง
แผนงานที่เกี่ยวข้องกับความมัน่ คงกับแผนงานการพัฒนาอนื่ ๆ ภายใต้การมีสว่ นร่วมของ
ภาคประชาชน
ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรร
มาภิบาลในสงั คมไทย
- ปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงาน บทบาท ภารกิจ และคุณภาพบุคลากรภาครัฐ ให้มีความ
โปร่งใส ทนั สมัย คลอ่ งตวั มีขนาดทเ่ี หมาะสม เกดิ ความคมุ้ คา่
- ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการ
คลงั ภาครฐั
- เพ่มิ ประสทิ ธิภาพและยกระดับการใหบ้ รกิ ารสาธารณะให้ได้มาตรฐานสากล
- เพ่ิมประสทิ ธภิ าพการบรหิ ารจดั การใหแ้ ก่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่
- ปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตและประพฤตมิ ชิ อบ
- ปฏิรปู กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้มีความทันสมัย เป็นธรรม และสอดคล้องกับ
ขอ้ บังคับสากลหรอื ข้อตกลงระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐานและระบบโลจิสติกส์
- การพัฒนาโครงสร้างพ้นื ฐานดา้ นคมนาคมขนสง่
- การสนับสนุน การพัฒนาระบบขนสง่
- การพฒั นาระบบ โลจสิ ตกิ ส์
- การพัฒนาด้านพลังงาน
- การพฒั นาเศรษฐกิจดจิ ิทลั
- การพัฒนาระบบน้ำประปา
ยุทธศาสตร์ท่ี 8 การพฒั นาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วจิ ัย และนวตั กรรม
- เรง่ ส่งเสริมการลงทนุ วิจยั และพัฒนาและผลักดนั สู่การใช้ประโยชน์ในเชงิ พาณิชย์และเชิง
สังคม
- พฒั นาผ้ปู ระกอบการให้เปน็ ผปู้ ระกอบการทางเทคโนโลยี (Technopreneur)
- พฒั นาสภาวะแวดลอ้ มของการพัฒนาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วจิ ยั และนวตั กรรม
35
ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมอื ง และพื้นทเี่ ศรษฐกิจ
- การพัฒนาภาคเพือ่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กระจายตัวอย่างทั่วถึง
- การพัฒนาเมือง
- การพัฒนาพน้ื ทีเ่ ศรษฐกิจ
ยทุ ธศาสตร์ที่ 10 ความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศเพอื่ การพฒั นา
- ขยายความร่วมมือทางการค้า และการลงทุนกับมิตรประเทศ และแสวงหาตลาดใหม่
สำหรับสนิ ค้าและบรกิ ารของไทย
- พฒั นาความเชือ่ มโยงดา้ นการคมนาคมขนสง่ โลจสิ ติกส์ และโทรคมนาคมในกรอบความ
ร่วมมืออนุภูมิภาคภายใต้แผนงาน GMS, ACMECS, IMT-GT, BIMSTEC และ JDS และ
ภมู ภิ าคอาเซยี นเพ่อื อา้ นวยความสะดวกและลดตน้ ทุนดา้ นโลจิสติกส์
- พัฒนาและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานของการประกอบธุรกิจ การบริการ และการลงทุนที่
โดดเดน่ ในภูมิภาค
- สง่ เสริมการลงทุนไทยในตา่ งประเทศ (Outward investment) ของผูป้ ระกอบการไทย
- เปิดประตูการค้าและพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะหุ้นส่วนทาง
ยทุ ธศาสตรท์ ้งั ในระดับอนภุ มู ภิ าค และภูมภิ าคท่มี คี วามเสมอภาคกนั
- สรา้ งความเปน็ หุน้ สว่ นการพฒั นากับประเทศในอนภุ มู ิภาค ภูมภิ าค และนานาประเทศ
- เขา้ ร่วมเปน็ ภาคคี วามรว่ มมือระหวา่ งประเทศโดยมีบทบาทที่สรา้ งสรรค์
- ส่งเสรมิ ความรว่ มมอื กบั ภมู ิภาคและนานาชาตใิ นการสรา้ งความมนั่ คง
- บูรณาการภารกิจด้านความร่วมมือระหว่างประเทศและด้านการตา่ งประเทศ
- สง่ เสริมใหเ้ กดิ การปรบั ตวั ภายในประเทศที่สำคัญ
๓. นโยบายรฐั บาล พลเอกประยทุ ธ์ จันทรโ์ อชา
วิสัยทัศน์ในการขับเคล่ือนประเทศของรัฐบาล คือ“มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว
ในศตวรรษที่ ๒๑” โดยรฐั บาลไดก้ ำหนดนโยบายในการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ ดงั นี้
นโยบายหลกั ๑๒ ด้าน
๑. การปกปอ้ งและเชิดชสู ถาบนั พระมหากษัตริย์
๑.๑ สืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัว มาเปน็ หลกั สำคญั
๑.๒ ต่อยอดการดำเนินการของหน่วยพระราชทานและประชาชนจิตอาสาพระราชทานตามแนว
พระราชดำริ
๑.๓ สร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็น
จริงเก่ียวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของ
พระมหากษัตริยท์ ุกพระองค์
๒. การสรา้ งความมนั่ คงและความปลอดภยั ของประเทศ และความสงบสขุ ของประเทศ
๒.๑ รกั ษาและป้องกันอธปิ ไตยและความมน่ั คงภายในของประเทศ
๒.๒ ปลูกจิตสำนึก เกยี รติภูมิ และศกั ดศิ์ รีความเป็นชาตไิ ทย การมีจติ สาธารณะและการมีส่วนร่วมทำ
ประโยชน์ให้ประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติความสามัคคีปรองดอง และความเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน
ของประชาชน
36
๒.๓ พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นประมขุ ทีม่ ธี รรมาภิบาลความรักชาตแิ ละความเปน็ นำ้ หน่ึงใจเดยี วกัน
๒.๔ สรา้ งความสงบและความปลอดภัยตงั้ แต่ระดับชมุ ชน
๒.๕ แกไ้ ขปัญหายาเสพตดิ อย่างจรงิ จงั ท้ังระบบ
๓. การทำนบุ ำรงุ ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรม
๓.๑ ส่งเสริมวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ
๓.๒ ปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมท่ีดีทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรมกตัญญู ความซื่อสัตย์ การมีวินัย
เคารพกฎหมาย มจี ิตสาธารณะและการมสี ว่ นรว่ มทำประโยชนใ์ ห้ประเทศ และเป็นพลเมืองทดี่ ี
๓.๓ ทำนุบำรงุ ศาสนาให้มคี วามเข้มแขง็
๓.๔ สร้างความรู้ ความเข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ของประเทศเพอื่ นบ้าน ยอมรับ
และเคารพในประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุ และชาวต่างชาติท่ีมีความหลากหลาย ในลักษณะ
พหุสงั คมทีอ่ ย่รู ว่ มกัน
๔. การสร้างบทบาทของไทยในเวทโี ลก
๔.๑ สร้างบทบาททส่ี รา้ งสรรคข์ องไทยในภูมภิ าคและเวทีโลก
๔.๒ เสรมิ สรา้ งความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน
๔.๓ ส่งเสรมิ ความสมั พันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
๔.๔ ส่งเสริมความรว่ มมือระหวา่ งประเทศด้านความมั่นคง
๔.๕ ขับเคลือ่ นงานการทตู เชิงรุกเพื่อประชาชน
๕. การพฒั นาเศรษฐกิจและความสามารถในการแขง่ ขนั ของไทย
๕.๑ เศรษฐกิจมหภาค การเงินและการคลัง
๕.๑.๑ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังเพ่ือให้เศรษฐกิจไทยสามารถตอบสนองต่อความผันผวน
ของเศรษฐกิจโลก
๕.๑.๒ กำกบั ดูแลวนิ ยั การเงินการคลงั
๕.๑.๓ ปฏริ ปู โครงสร้างรายได้ภาครฐั
๕.๑.๔ ปฏริ ปู ระบบการออม
๕.๑.๕ สร้างแพลตฟอร์มเพื่อใช้ในการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบาย
๕.๒ พฒั นาภาคอุตสาหกรรม
๕.๒.๑ พัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสี
เขียว [Bio-Circular-Green (BCG) Economy]
๕.๒.๒ พัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้สามารถตอบสนองการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีหรือแนวโน้ม
การค้าโลก
๕.๒.๓ สรา้ งกลไกสนับสนนุ การพัฒนาขีดความสามารถของผูป้ ระกอบการรายใหม่
๕.๒.๔ พัฒนาระบบและกลไกภาครัฐและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพในการสนับสนุน
ผปู้ ระกอบการ
๕.๓ พัฒนาภาคเกษตร
๕.๓.๑ รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ
ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพดโดยผ่านเครื่องมือและมาตรก ารท่ีเหมาะสม
มีประสิทธภิ าพ ไมเ่ ป็นภาระกับงบประมาณแผน่ ดินเกนิ สมควร
37
๕.๓.๒ ลดตน้ ทุนและเพิ่มประสทิ ธิภาพการผลติ ที่เหมาะสมและไม่ก่อใหเ้ กิดภาระทางการเงนิ การ
คลังของภาครัฐ
๕.๓.๓ พฒั นาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุน่ ใหม่
๕.๓.๔ สง่ เสริมการสร้างมลู คา่ เพ่ิมให้กบั สินคา้ เกษตร
๕.๓.๕ ดแู ลเกษตรกรผ้มู ีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถงึ และใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน
โครงสรา้ งพ้ืนฐาน และปจั จยั การผลติ ตา่ ง ๆ
๕.๓.๖ สง่ เสรมิ การปลูกไมม้ ีคา่ เป็นพืชเศรษฐกจิ
๕.๓.๗ สง่ เสรมิ การทำปศสุ ตั ว์ใหเ้ กษตรกรมีรายไดเ้ พม่ิ ขึน้
๕.๓.๘ ฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทำประมงให้เกิดความย่ังยืนบนพ้ืนฐานของการรักษา
ทรัพยากรทางการประมงและทรพั ยากรทางทะเลให้มคี วามสมบูรณ์อย่างตอ่ เน่อื ง
๕.๔ พัฒนาภาคการทอ่ งเทย่ี ว
๕.๔.๑ พัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของแหล่งท่องเทย่ี ว
๕.๔.๒ ดงึ ดูดนักท่องเทย่ี วทีม่ คี ุณภาพรายไดส้ ูง
๕.๔.๓ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานธุรกิจบรกิ ารทเ่ี กยี่ วเน่อื งกับการท่องเทยี่ ว
๕.๔.๔ ดูแลความปลอดภยั ของนกั ทอ่ งเท่ียวอยา่ งเข้มงวด
๕.๔.๕ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้จากธุรกิจทอ่ งเท่ยี วสชู่ มุ ชน
๕.๕ พัฒนาการคา้ การลงทุนเพือ่ มุง่ สกู่ ารเปน็ ชาติการค้า การบรกิ ารและการลงทนุ ในภมู ภิ าค
๕.๕.๑ ส่งเสรมิ การค้าชายแดนและแกไ้ ขปญั หาสนิ คา้ ชายแดน
๕.๕.๒ สง่ เสรมิ ธุรกจิ การคา้ ปลกี พาณิชยอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์(e-Commerce) ขา้ มพรมแดน
๕.๕.๓ ปรบั ปรุงระบบบริหารจัดการการนำเข้าสง่ ออกสนิ ค้าบริเวณดา่ นชายแดน
๕.๖ พฒั นาสาธารณปู โภคพ้ืนฐาน
๕.๖.๑ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและสามารถรองรับ
การขนส่งและการเดนิ ทางตอ่ เนอ่ื งหลายรูปแบบได้อย่างไรร้ อยต่อ
๕.๖.๒ แก้ไขปญั หาจราจรติดขัดในพน้ื ทีเ่ ขตเมือง
๕.๖.๓ เสรมิ สรา้ งความมน่ั คงทางดา้ นพลงั งานให้สามารถพงึ่ พาตนเองได้
๕.๖.๔ ยกระดับโครงข่ายระบบไฟฟ้าและพลังงานให้มีความทันสมัย ท่ัวถึง เพียงพอ ม่ันคง
และมีเสถยี รภาพ
๕.๖.๕ พัฒนาระบบบริหารจดั การน้ำประปา
๕.๖.๖ แก้ปัญหาระบบระบายนำ้ และระบบบำ บัดน้ำเสีย
๕.๗ พัฒนาโครงสร้างพ้นื ฐานดา้ นดจิ ทิ ลั และการมุง่ สู่การเปน็ ประเทศอจั ฉรยิ ะ
๕.๗.๑ รักษาคล่ืนความถ่ีและสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติให้เกิด
ประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และลงทุนในอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายใน
ระบบ 5G
๕.๗.๒ พัฒนาการอำนวยความสะดวกเพ่ือสนับสนุนธุรกิจการค้า การนำเข้าส่งออก
และโลจิสตกิ ส์ในรปู แบบดิจทิ ลั
๕.๗.๓ ส่งเสรมิ การค้าในรปู แบบพาณิชย์อเิ ล็กทรอนิกส์ เพื่อเพ่ิมโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย
ทั้งในภาคการผลิตและบริการในการเข้าถงึ ตลาด
38
๕.๘ พัฒนาโครงสรา้ งพ้นื ฐานด้านวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยีการวจิ ยั และพฒั นา และนวัตกรรม
๕.๘.๑ พัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศท่ีเอื้อต่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
การวจิ ยั และพฒั นา และนวัตกรรม
๕.๘.๒ สร้างระบบจดั การขอ้ มลู เพอ่ื รองรบั การบริหารจดั การงานวิจัยอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
๕.๘.๓ เสริมสร้างการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพ้ืนฐานทางดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มี
อยู่ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพสูงสดุ
๕.๘.๔ สนับสนุนการพัฒนาโรงงาน ห้องปฏิบัติการต้นแบบท่ีเป็นโครงสร้างพ้ืนฐานด้าน
วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจยั และนวัตกรรมในระดบั ตน้ นำ้
๕.๙ ขบั เคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
๕.๙.๑ พัฒนาระบบนเิ วศเพื่อรองรบั การขับเคลอ่ื นเศรษฐกจิ ยุคใหม่
๕.๙.๒ เร่งรัดพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมท้ังในภาคการผลิตและ
บรกิ ารใหส้ ามารถแขง่ ขนั ได้
๕.๙.๓ ส่งเสริมเยาวชน และบทบาทสตรใี นการเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุค
ใหม่
๕.๙.๔ ดึงดูดบุคลากรท่ีมีทักษะสูงเข้ามาช่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
ยคุ ใหม่ของไทย
๖. การพฒั นาพ้นื ท่เี ศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมภิ าค
๖.๑ สง่ เสริมพื้นทเี่ ศรษฐกจิ พเิ ศษเพื่อเปน็ ศนู ย์กลางทางเศรษฐกจิ ของเอเชีย
๖.๑.๑ พฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกอย่างตอ่ เน่ือง
๖.๑.๒ ส่งเสรมิ การพฒั นาพน้ื ที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการพฒั นาจังหวดั ชายแดนภาคใต้
๖.๑.๓ เพิม่ พ้นื ท่ขี ับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งใหมใ่ นภูมภิ าค
๖.๑.๔ เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพเิ ศษชายแดนอย่างต่อเนือ่ ง
๖.๒ ส่งเสริมและเร่งรดั การพฒั นาเมอื งอัจฉริยะน่าอย่ทู ่วั ประเทศ
๗. การพัฒนาสรา้ งความเขม้ แขง็ จากฐานราก
๗.๑ สง่ เสรมิ วสิ าหกิจชุมชนและผลติ ภณั ฑ์ชมุ ชน
๗.๑.๑ สร้างมลู ค่าเพ่ิมธุรกิจชมุ ชนผา่ นอตั ลกั ษณ์ของพน้ื ท่ี
๗.๑.๒ สนับสนนุ ความเขม้ แขง็ ของวิสาหกิจชมุ ชนผ่านเทคโนโลยี
๗.๑.๓ สร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารท่ีทันสมัยและบริการทางการเงินของ
วสิ าหกจิ ชุมชน
๗.๑.๔ สง่ เสรมิ การลงทนุ ในชุมชนเพือ่ สร้างงานในชุมชน
๗.๑.๕ สร้างสภาพแวดล้อมท่ีเอือ้ ต่อการดำ เนนิ ธุรกจิ ของวิสาหกจิ ชุมชน
๗.๒ สร้างความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน
๗.๒.๑ สร้างผู้นำชมุ ชน ยกยอ่ งปราชญช์ าวบ้าน
๗.๒.๒ ยกระดับคณุ ภาพตลาดชมุ ชน สถาบันการเงนิ ของชมุ ชน
สวัสดิการชุมชน สาธารณสุขชุมชน ป่าชุมชน ไม้มีค่า ท่องเที่ยวชุมชน และส่งเสริมการขยายตลาด
ออกสู่ตา่ งประเทศ
๗.๒.๓ แกไ้ ขปญั หาทอี่ ยอู่ าศัย ท่ดี นิ ทำกนิ สรา้ งชมุ ชนที่นา่ อยู่
๗.๒.๔ สรา้ งพลังในชุมชน
39
๗.๒.๕ สรา้ งเครอื ข่ายชุมชนทเี่ ขม้ แข็ง
๗.๓ ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการชว่ ยพัฒนาสังคมและเศรษฐกจิ ฐานราก
๘. การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพฒั นาศักยภาพของคนไทยทุกชว่ งวยั
๘.๑ สง่ เสรมิ การพฒั นาเด็กปฐมวัย
๘.๑.๑ จัดให้มีระบบพัฒนาเด็กแรกเกิดอย่างต่อเน่ืองจนถึงเด็กวัยเรียนให้มีโอกาสพัฒนา
ตามศักยภาพ
๘.๑.๒ สง่ เสริมการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
๘.๒ พัฒนาบัณฑิตพันธ์ใุ หม่
๘.๒.๑ ปรับรูปแบบการเรียนรู้และการสอนเพอ่ื พัฒนาทักษะและอาชีพของคนทุกชว่ งวยั สำหรับ
ศตวรรษที่ ๒๑
๘.๒.๒ จดั การศึกษาเชงิ บรู ณาการกบั การทำงานเพ่อื พัฒนาสมรรถนะของผเู้ รียน
๘.๓ พฒั นาอาชวี ะ พฒั นาคณุ ภาพวชิ าชีพ และพฒั นาแรงงานรองรบั อุตสาหกรรม ๔.๐
๘.๔ ดงึ ดูดคนเกง่ จากทัว่ โลกเข้ามาร่วมทำงานกับคนไทย และสง่ เสริมผมู้ คี วามสามารถสงู
๘.๕ วจิ ัยและพัฒนานวตั กรรมท่ตี อบโจทยก์ ารพัฒนาประเทศ
๘.๕.๑ สง่ เสริมการวจิ ยั และพัฒ นานวตั กรรมเพ่อื ขจัดความเหลอื่ มล้ำและความยากจน
๘.๕.๒ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวตั กรรมทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยขี ัน้ สูง
๘.๕.๓ สร้างเครือขา่ ยการทำวิจัยระหวา่ งภาคส่วนต่างๆ
๘.๖ ส่งเสริมการเรยี นร้แู ละพัฒนาทักษะทกุ ชว่ งวยั
๘.๖.๑ มงุ่ เนน้ การพัฒนาโรงเรียนควบคกู่ บั การพัฒนาครู
๘.๖.๒ พฒั นาแพลตฟอร์มการเรยี นรู้ผ่านระบบดจิ ทิ ลั
๘.๖.๓ ลดความเหลือ่ มล้ำ ทางการศึกษา
๘.๖.๔ พฒั นาทกั ษะอาชพี ทุกช่วงวัย
๘.๖.๕ สง่ เสรมิ หลักคิดท่ีถูกต้อง
๘.๗ จดั ทำระบบปริญญาชมุ ชนและการจดั อบรมหลักสูตรระยะสัน้
๙. การพฒั นาระบบสาธารณสุขและหลักประกนั ทางสังคม
๙.๑ พฒั นาระบบบรกิ ารสาธารณสขุ แพทยส์ มยั ใหม่ และแพทย์แผนไทย
๙.๒ สง่ เสรมิ การปอ้ งกนั และควบคุมปัจจัยเส่ยี งต่อสุขภาพ
๙.๓ พัฒนาและยกระดับความรู้อาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหมบู่ า้ น(อสม.)
๙.๔ สร้างหลักประกันทางสังคมท่ีครอบคลุมด้านการศึกษา สุขภาพ การมีงานทำที่เหมาะสมกับ
ประชากรทกุ กลุ่ม
๑๐. การฟืน้ ฟูทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการรกั ษาสิ่งแวดล้อมเพอื่ สร้างการเติบโตอย่างยัง่ ยนื
๑๐.๑ ปกปอ้ ง รกั ษา ฟนื้ ฟทู รพั ยากรปา่ ไมแ้ ละสัตว์ป่า
๑๐.๒ ปรบั ปรงุ ระบบทดี่ นิ ทำกนิ และลดความเหล่อื มลำ้ ดา้ นการถือครองทีด่ ิน
๑๐.๓ สง่ เสรมิ การบรหิ ารจดั การน้ำทงั้ ระบบ แหล่งนำ้ ชมุ ชน และทะเล
๑๐.๔ สร้างความม่ันคงของฐานทรัพยากรแร่ และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อการพัฒนา
ประเทศและเพ่มิ ขีดความสามารถในการแข่งขัน
๑๐.๕ แกไ้ ขปญั หากา๊ ซเรอื นกระจกและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภมู ิอากาศ
๑๐.๖ พัฒนาระบบการจดั การสง่ิ แวดลอ้ มภายใต้แนวคิดเศรษฐกจิ หมนุ เวียน
40
๑๐.๗ พฒั นากลไกแก้ไขปญั หาความขดั แย้งดา้ นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
๑๐.๘ แกไ้ ขปัญหาการจดั การขยะและของเสยี อย่างเปน็ ระบบ
๑๑. การปฏริ ปู การบริหารจดั การภาครัฐ
๑๑.๑ พัฒนาโครงสรา้ งและระบบการบรหิ ารจดั การภาครัฐสมัยใหม่
๑๑.๒ ปรับเปลี่ยนกระบวนการอนุมัติ อนุญาตของทางราชการท่ีมีความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจ
และดำเนนิ ชีวติ ของประชาชนใหเ้ ป็นระบบดจิ ทิ ัล
๑๑.๓ พฒั นาระบบขอ้ มูลขนาดใหญ่ในการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน
๑๑.๔ เปิดเผยข้อมูลภาครฐั ส่สู าธารณะ
๑๑.๕ ส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในการบริหารจดั การภาครฐั
๑๑.๖ พฒั นากลไกใหป้ ระชาชนมีสว่ นรว่ มในการพัฒนาบริการสาธารณะและการตรวจสอบภาครัฐ
๑๑.๗ ปรับปรงุ ระเบยี บ กฎหมาย เพอ่ื เอื้อตอ่ การทำธรุ กิจและการใชช้ วี ิตประจำวนั
๑๑.๗.๑ ปรับปรุงขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ การอำนวยความสะดวก ต้นทุน
คา่ ใช้จ่าย กฎหมาย กฎ และระเบยี บตา่ ง ๆ ของภาครฐั
๑๑.๗.๒ ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐจัดให้มีสนามทดลองแนวคิดทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือ
นวัตกรรมใหมภ่ ายใตก้ ารกำกับดแู ลของหนว่ ยงาน
๑๑.๗.๓ สง่ เสริมการแขง่ ขนั ทางการค้าท่ีเสรีและเป็นธรรม
๑๑.๘ กระจายอำนาจ ความรบั ผิดชอบ และเพ่ิมบทบาทการปกครองขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น
และส่งเสริมบทบาทของเอกชนและชมุ ชนในการให้บริการสาธารณะ
๑๒. การปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบ และกระบวนการยุตธิ รรม
๑๒.๑ แกไ้ ขปัญหาทุจรติ และประพฤตมิ ชิ อบ
๑๒.๒ ปฏริ ปู กระบวนการยตุ ิธรรม
นโยบายเร่งดว่ น ๑๒ เร่ือง
๑. การแก้ไขปญั หาในการดำรงชวี ิตของประชาชน
๒. การปรับปรงุ ระบบสวสั ดิการและพฒั นาคุณภาพชีวิตของประชาชน
๓. มาตรการเศรษฐกจิ เพ่อื รองรบั ความผันผวนของเศรษฐกจิ โลก
๔. การใหค้ วามช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม
๕. การยกระดบั ศักยภาพของแรงงาน
๖. การวางรากฐานระบบเศรษฐกจิ ของประเทศสูอ่ นาคต
๗. การเตรียมคนไทยสศู่ ตวรรษที่ ๒๑
๘. การแกไ้ ขปญั หาทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการทัง้ ฝา่ ยการเมืองและฝา่ ยราชการประจำ
๙. การแก้ไขปญั หายาเสพติดและสรา้ งความสงบสขุ ในพ้ืนทช่ี ายแดนภาคใต้
๑๐. การพัฒนาระบบการใหบ้ รกิ ารประชาชน
๑๑. การจดั เตรยี มมาตรการรองรับภัยแลง้ และอทุ กภัย
๑๒. การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไข
เพิ่มเตมิ รฐั ธรรมนูญ
41
๔. กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579)
ในการท่ีจะบรรลุวิสัยทัศน์และทาให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่อนาคตท่ีพึงประสงค์น้ัน จาเป็นจะต้องมี
การวางแผนและกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว และกำหนดแนวทางการพัฒนาของทุกภาคสว่ นให้
ขับเคล่ือนไปในทิศทางเดียวกัน ดังน้ัน จึงจาเป็นจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ชาติในระยะยาว เพ่ือถ่ายทอดแนว
ทางการพฒั นาสกู่ ารปฏิบัติในแตล่ ะช่วงเวลาอย่างต่อเนื่องและมีการบูรณาการ และสร้างความเข้าใจถึงอนาคต
ของประเทศไทยร่วมกัน และเกิดการรวมพลังของทุกภาคส่วนในสังคมท้ังประชาชน เอกชน ประชาสังคมใน
การขับเคลอ่ื นการพัฒนาเพ่ือการสร้างและรักษาไวซ้ ่ึงผลประโยชนแ์ ห่งชาตแิ ละบรรลุวสิ ยั ทศั น์ “ประเทศไทยมี
ความมั่นคง มั่งค่ัง ยั่งยืน เปน็ ประเทศพัฒนาแลว้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง”
หรือคติพจน์ประจาชาติ “ม่ันคง ม่ังคั่ง ยั่งยืน” เพ่ือให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน มีรายได้สูง
อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คนไทยมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความม่ันคงเสมอภาคและเป็นธรรม ซึ่ง
ยุทธศาสตร์ชาติท่ีจะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ ๒๐ ปีต่อจากน้ีไป จะประกอบด้วย ๖
ยทุ ธศาสตร์ โดยมีสาระสำคญั ของแต่ละยุทธศาสตร์ สรุปได้ ดังนี้
๔.๑ ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีเป้าหมายท้ังในการสร้างเสถียรภาพภายในประเทศและ
ช่วยลดและป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก รวมท้ังสร้างความเช่ือม่ันในกลุ่มประเทศอาเซียนและประชาคม
โลกที่มีต่อประเทศไทย กรอบแนวทางท่ีต้องให้ความสำคญั อาทิ
(๑) การเสริมสร้างความม่ันคงของสถาบันหลักและการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
(๒) การปฏิรูปกลไกการบริหารประเทศและพัฒนาความม่ันคงทางการเมือง ขจัด
คอรร์ ัปช่ัน สรา้ งความเช่อื มน่ั ในกระบวนการยตุ ธิ รรม
(๓) การรักษาความม่ันคงภายในและความสงบเรียบร้อยภายใน ตลอดจนการบริหาร
จัดการความมน่ั คงชายแดนและชายฝั่งทะเล
(๔) การพัฒนาระบบ กลไก มาตรการและความร่วมมือระหว่างประเทศทุกระดับ และ
รกั ษาดุลยภาพความสัมพนั ธ์กับประเทศมหาอำนาจ เพ่อื ปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาความมัน่ คงรปู แบบใหม่
(๕) การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการผนึกกำลังป้องกันประเทศ การรักษาความสงบ
เรียบร้อยภายในประเทศสร้างความร่วมมือกบั ประเทศเพื่อนบา้ นและมติ รประเทศ
(๖) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ รักษา
ความมนั่ คงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ สิง่ แวดล้อม
(๗) การปรับกระบวนการทำงานของกลไกทเ่ี ก่ยี วข้องจากแนวด่ิงสู่แนวระนาบมากขึ้น
๔.๒ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพ่ือให้ประเทศไทยสามารถ
พัฒนาไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจาเป็นต้องยกระดับผลิตภาพการผลิตและการใช้นวัตกรรมในการ
เพ่ิมความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างย่ังยืนท้ังในสาขาอุตสาหกรรม เกษตรและบริการ การ
สร้างความมั่นคงและปลอดภัยด้านอาหาร การเพ่ิมขีดความสามารถทางการค้าและการเป็นผู้ประกอบการ
รวมทั้งการพัฒนาฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต ท้ังนี้ภายใต้กรอบการปฏิรูปและพัฒนาปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ทุก
ด้าน อันได้แก่โครงสร้างพ้ืนฐานและระบบโลจิสติกส์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาทุน
มนุษย์ และการบริหารจัดการท้งั ในภาครฐั และภาคธุรกจิ เอกชน กรอบแนวทางทต่ี อ้ งใหค้ วามสำคญั อาทิ
(๑) การพัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและสร้าง
ความเชื่อม่ัน การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่อยู่บนการแข่งขันท่ีเป็นธรรมและรับผิดชอบต่อสังคม
42
ตลอดจนการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นชาติการคา้ เพ่ือให้ได้ประโยชน์จากห่วงโซ่มลู คา่ ในภูมภิ าค และเปน็ การ
ยกระดับไปสู่สว่ นบนของหว่ งโซม่ ูลค่ามากขึน้
(๒) การพัฒนาภาคการผลิตและบริการ บนฐานของการพัฒนานวัตกรรมและมีความ
เปน็ มิตรตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม โดยมีการใช้ดจิ ิทัลและการค้าท่เี ขม้ ขน้ เพ่ือสรา้ งมลู ค่าเพ่ิมและขยายกิจกรรม
การผลติ และบริการ โดยมุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับโลกและในระดบั ภมู ภิ าคในอตุ สาหกรรมหลายสาขา และใน
ภาคบริการที่หลากหลายตามรูปแบบการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป รวมท้ังเปน็ แหล่งอาหาร
คุณภาพ สะอาดและปลอดภยั ของโลก
(๓) การพัฒนาผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน พฒั นาทักษะผู้ประกอบการ ยกระดับ
ผลิตภาพแรงงานและพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สู่สากล และพัฒนาวิสาหกิจชุมชน
และสถาบันเกษตรกร
(๔) การพัฒนาพ้ืนท่ีเศรษฐกิจพิเศษและเมืองพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และ
พัฒนาระบบเมืองศูนย์กลางความเจริญ จัดระบบผังเมืองท่ีมีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วม มีการจัดการ
สง่ิ แวดลอ้ มเมือง และโครงสร้างพ้ืนฐานทางสงั คมและเศรษฐกจิ ทีส่ อดคล้องกับศกั ยภาพ
(๕) การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในด้านการขนส่ง ด้านพลังงาน ระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารและการวิจัยและพฒั นา
(๖) การเช่ือมโยงกับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกสร้างความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนากับ
นานาประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติในการสร้างความม่ันคงด้านต่างๆ เพ่ิมบทบาทของไทยใน
องคก์ รระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างองคค์ วามรู้ด้านการตา่ งประเทศ
๔.๓ ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาคนและ
สังคมไทยให้เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศมีความพร้อมทางกาย ใจ สติปัญญา มีความเป็นสากล
มีทักษะการคิดวเิ คราะหอ์ ย่างมีเหตุผล มรี ะเบยี บวินัย เคารพกฎหมาย มีคณุ ธรรม จริยธรรม รู้คุณค่าความเป็น
ไทย มีครอบครวั ทมี่ น่ั คง กรอบแนวทางท่ีต้องใหค้ วามสำคญั อาทิ
(๑) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดชว่ งชีวิตใหส้ นบั สนนุ การเจรญิ เติบโตของประเทศ
(๒) การยกระดับคณุ ภาพการศึกษาและการเรยี นรู้ให้มคี ุณภาพ เท่าเทยี ม และทัว่ ถึง
(๓) การปลกู ฝงั ระเบยี บวนิ ัย คุณธรรม จรยิ ธรรมคา่ นยิ มทีพ่ ึงประสงค์
(๔) การสรา้ งเสริมให้คนมีสขุ ภาวะทดี่ ี
(๕) การสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทยเสริมสร้างบทบาทของสถาบันครอบครัว
ในการบม่ เพาะจิตใจให้เข้มแขง็
๔.๔ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เพ่อื เร่งกระจายโอกาส
การพัฒนาและสรา้ งความมั่นคงให้ทั่วถึง ลดความเหล่ือมลา้ ไปสสู่ ังคมท่เี สมอภาคและเป็นธรรม กรอบแนวทาง
ท่ีตอ้ งใหค้ วามสำคัญ อาทิ
(๑) การสรา้ งความม่นั คงและการลดความเหลอื่ มล้าทางด้านเศรษฐกจิ และสังคม
(๒) การพฒั นาระบบบริการและระบบบริหารจดั การสุขภาพ
(๓) การสร้างสภาพแวดล้อมและนวตั กรรมทีเ่ อื้อต่อการดารงชวี ติ ในสังคมสงู วยั
(๔) การสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมทุนทางวัฒนธรรมและความเข้มแข็ง
ของชมุ ชน
(๕) การพฒั นาการส่อื สารมวลชนใหเ้ ปน็ กลไกในการสนบั สนนุ การพัฒนา
43
๔.๕ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพ ชีวิตที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม เพื่อ
เร่งอนุรักษ์ฟื้นฟูและสร้างความม่ันคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และมีความมั่นคงด้านน้า รวมท้ังมี
ความสามารถในการป้องกันผลกระทบและปรับตัวตอ่ การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติธรรมชาติ
และพฒั นามุง่ สูก่ ารเปน็ สงั คมสีเขยี ว กรอบแนวทางท่ตี ้องใหค้ วามสำคัญ อาทิ
(๑) การจดั ระบบอนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟแู ละป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
(๒) การวางระบบบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพท้ัง ๒๕ ลุ่มน้า เน้นการปรับระบบ
การบรหิ ารจดั การอทุ กภัยอยา่ งบรู ณาการ
(๓) การพัฒนาและใชพ้ ลงั งานที่เปน็ มติ รกบั สง่ิ แวดล้อม
(๔) การพัฒนาเมอื งอตุ สาหกรรมเชงิ นิเวศและเมืองที่เปน็ มิตรกับสง่ิ แวดล้อม
(๕) การร่วมลดปัญหาโลกร้อนและปรบั ตวั ให้พร้อมกับการเปลีย่ นแปลงสภาพภมู ิอากาศ
(๖) การใช้เครอ่ื งมอื ทางเศรษฐศาสตรแ์ ละนโยบายการคลงั เพื่อส่ิงแวดลอ้ ม
๔.๖ ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ เพ่ือให้
หนว่ ยงานภาครัฐมีขนาดท่ีเหมาะสมกับบทบาทภารกิจ มีสมรรถนะสูง มีประสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลกระจาย
บทบาทภารกิจไปสู่ท้องถน่ิ อยา่ งเหมาะสม มธี รรมาภิบาลกรอบแนวทางที่ตอ้ งให้ความสำคัญ อาทิ
(๑) การปรบั ปรงุ โครงสร้าง บทบาท ภารกจิ ของหนว่ ยงานภาครฐั ให้มขี นาดทีเ่ หมาะสม
(๒) การวางระบบบริหารราชการแบบบรู ณาการ
(๓) การพฒั นาระบบบริหารจดั การกำลังคนและพัฒนาบุคลากรภาครฐั
(๔) การตอ่ ต้านการทจุ รติ และประพฤตมิ ิชอบ
(๕) การปรบั ปรุงกฎหมายและระเบยี บตา่ ง ๆ ให้ทนั สมัย เปน็ ธรรมและเปน็ สากล
5. หลักการ ปรชั ญา และกรอบแนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียง
หลกั การของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. การพ่ึงพาตนเอง เปน็ การยดึ หลกั ตนเองเป็นทพี่ ่ึงแห่งตน รู้จักนำเอาทรพั ยากรที่มอี ย่มู าใช้
ให้เกิดประโยชน์ รู้จักผลิตพืชให้เพียงพอกับความต้องการในการบริโภคของครัวเรือนก่อนหลังจากนั้นจึงผลิต
เพื่อการค้า
2. การพึ่งพากันเอง จะให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มกันของชาวบ้าน เพื่อดำเนินกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น การเกษตรแบบผสมผสาน การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น การแปรรูปอาหาร เป็นต้น ใน
ปัจจุบันมีการดำเนินงานเพอ่ื สร้างรายได้ตามนโยบาย “หน่งึ ตำบล หนึ่งผลติ ภัณฑ์” เป็นการพัฒนาชุมชน และ
พฒั นาระบบเศรษฐกิจของประเทศใหเ้ ติบโต
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง แนวทางการดำเนินชีวิต และการปฏิบัติตนของ
ประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ
ให้ดำเนนิ ไปในทางสายกลาง ประกอบดว้ ย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมภี ูมคิ ุ้มกันท่ีดี โดยมีเง่อื นไข
พ้ืนฐาน คือ ความรู้ และคุณธรรม ซ่ึงนำไปสู่การดำเนินชีวิตท่ีสมดุล ยั่งยืน สามารถรับการเปล่ียนแปลงท้ัง
ภายนอกและภายในได้เป็นอย่างดี ไมว่ ่าเป็นด้านเศรษฐกิจ สงั คม สงิ่ แวดลอ้ ม และวัฒนธรรม หลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี ง มีหลกั พจิ ารณาอยู่ 5 สว่ น ดังน้ี
44
1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาทช่ี ี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะ
เปน็ โดยมีพื้นฐานมาจากวถิ ีชวี ิตดั้งเดมิ ของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกตใ์ ช้ไดต้ ลอดเวลา และเป็นการมอง
โลกเชิงระบบที่มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความม่ันคง และ
ความยัง่ ยืนของการพัฒนา
2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพยี งสามารถนำมาประยกุ ต์ใชก้ ับการปฏิบัตติ นได้ทุกระดับ
โดยเนน้ การปฏิบัตบิ นทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเปน็ ขั้นตอน
3. คำนิยาม ความพอเพยี งจะต้องประกอบดว้ ย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กนั ดังน้ี
(1) ความพอประมาณ (Moderation) มีสองนัย คือ ความพอดี ไม่สุดโต่ง และการ
ยืนได้บนขาของตนเอง (self-reliant) เป็นการดำเนินชีวิตอย่างทางสายกลาง โดยมีการกระทำไม่มากเกินไป
ไมน่ ้อยเกนิ ไปในมิติต่างๆ เช่น การบริโภค การผลิตอยู่ในระดับสมดลุ การใชจ้ ่าย การออมอยใู่ นระดับท่ไี ม่สร้าง
ความเดือดร้อนให้ตนเอง เป็นสิ่งท่ีทำให้เราทำอะไรเต็มตามศักยภาพไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เพ่ือเป็น
การยนื ได้โดยลำแข้งของตนเอง
(2) ความมีเหตุผล (Reasonableness) หมายความว่า การตัดสินใจเก่ียวกับ
พฤติกรรมต่างๆ ท่ีมีความพอประมาณในมิติต่าง ๆ จะต้องมีสติรอบรู้คิดถึงระยะยาว ต้องมีเป้าหมาย และ
วธิ กี ารท่ีเหมาะสม มีความรใู้ นการดำเนินการ มกี ารพิจารณาจากเหตุ ปัจจัยและข้อมูลทเี่ กีย่ วขอ้ ง ต้องเป็นการ
มองระยะยาว ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบของการกระทำและความเสี่ยง จะทำให้มีความพอประมาณ ทั้งใน
ปัจจุบนั และอนาคต
ความมีเหตุผลในทางปรัชญานี้ความหมายและนัยยะต่างกับ ความมีเหตุผลทาง
เศรษฐศาสตร์ เพราะความมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ เป็นมโนทัศน์เพ่ือการวิเคราะห์ ท่ีสมมติว่า ผู้บริโภครู้
ความพอใจของตนเองและมีพฤติกรรมการบริโภคท่ีมีความคงเส้นคงวา เช่น ถ้าชอบส้มมากกว่าเงาะ และชอบ
เงาะมากกว่ามังคุด ก็จะชอบส้มมากกว่ามังคุดด้วย นอกจากนี้ยังสมมติว่าผู้บริโภครู้วัตถุประสงค์ของตนเอง
และจะดำเนนิ การให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ตามข้อจำกัดของงบประมาณ มคี วามเขา้ ใจวา่ เศรษฐศาสตร์ทำใหค้ นมี
ความโลภ เพราะบอกว่าผู้บริโภคมีความต้องการไม่จำกัด และความพอใจได้จากการบริโภคสินค้าเท่านั้น การ
สรุปเช่นน้ีไม่ถูกต้องนัก เพราะความต้องการท่ีไม่จำกัดนั้นเป็นการเปรียบเทียบกับทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างจำกัด
เป็นข้อสมมติแสดงถึงความขาดแคลน (Scarcity) ของทรัพยากร ทำให้ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรท่ีมี
ประสิทธิภาพ ส่วนการวเิ คราะห์ท่ีสมมติให้ผ้บู ริโภคท่มี ีเหตุผลตอ้ งการความพอใจสูงสดุ จากการ
บรโิ ภคสินคา้ และบริการตามงบประมาณท่ีจำกดั นั้น เปน็ ข้อสมมติเบ้อื งตน้ เพ่อื หาอุป
สงคข์ องการบริโภคสินค้านนั้ จงึ ต้องกำหนดความพอใจมากจากการบรโิ ภคสินค้า การวเิ คราะห์น้ีสามารถขยาย
ไปถึงความพอใจของผู้บริโภคไม่ได้อยู่กบั การบริโภคสินคา้ และบริการ แต่ข้ึนอยู่กับอย่างอ่ืนด้วย เช่น ความเท่า
เทียมกันในสังคม สภาพแวดล้อมท่ีดี การเป็นที่ยอมรับในสังคม น้ันคือวัตถุประสงค์ของผู้บริโภคจะเป็นการ
สรา้ งความพอใจที่ครอบคลุมมากกวา่ การวิเคราะหเ์ บ้ืองตน้
(3) การมีภูมิคุ้มกันท่ีดีในตัว (Self-immunity) พลวัตในมิติต่าง ๆ ทำให้มีการ
เปลีย่ นแปลงในสภาวะตา่ ง ๆ อยา่ งรวดเร็วข้ึน จงึ ตอ้ งมีการเตรียมตัวพรอ้ มรบั ผลกระทบทีค่ าดวา่ จะเกดิ ขึ้นจาก
การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ การกระทำท่ีเรียกได้ว่าพอเพียงไม่คำนึงถึงเหตุการณ์และผลในปัจจุบัน แต่
จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนในอนาคต ภายใต้ข้อจำกดั ของข้อมูลท่ีมีอยู่
และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันพรอ้ มรบั การเปลี่ยนแปลง และการมภี ูมิคุม้ กันจะทำให้มีความพอเพียงแมเ้ มื่อมีการ
เปลีย่ นแปลง หรือมเี หตกุ ารณ์ท่ีแย่ท่สี ดุ ก็จะรบั มอื ได้