0
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ (2563)
1
เอกสารประกอบการสอน
หลกั สตู รการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลสขุ ภาพจติ และจิตเวช รนุ่ ท่ี 21
โรงพยาบาลสวนปรุง
เรือ่ ง การให้การปรึกษา (Counseling)
------------------------------------------
โดย ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สวุ รรณยศ
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่
วัตถุประสงค์ : เมอื่ ผู้เรยี นเรียนจบหวั ขอ้ นีแ้ ลว้ ผเู้ รียนสามารถ
1. บอกความหมายของการใหก้ ารปรึกษาไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
2. อธิบายกระบวนการการให้การปรกึ ษาได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
3. อธบิ ายเทคนคิ การใหก้ ารปรกึ ษาได้อยา่ งถกู ต้อง
บทนา
การให้การปรึกษา เปน็ กระบวนการท่ผี ู้ใหก้ ารปรึกษาไดช้ ่วยให้ผู้ท่ีกาลงั เผชญิ กบั ความทกุ ข์ ความไม่
สบายใจ ความวติ กกงั วล หรอื ความเครียดต่าง ๆ ได้มองเหน็ ประเดน็ ปญั หาของตน มองเห็นส่งิ ทม่ี ากระทบ
ทาใหเ้ กิดปัญหา สามารถวางแผนหรอื เลือกวิธที ี่จะเผชญิ ปัญหาหรอื แก้ไขปัญหานนั้ ๆ ไดเ้ หมาะสม ซึง่ การ
ดาเนนิ กิจกรรมดงั กลา่ วจะเปน็ ไปตามข้นั ตอน เรมิ่ ต้งั แต่การสร้างสัมพนั ธภาพระหวา่ งผรู้ ับการปรกึ ษาและ
ผ้ใู หก้ ารปรกึ ษาจนถงึ การยุตกิ ารปรกึ ษา ได้มผี แู้ บ่งข้นั ตอนการให้การปรกึ ษาไวใ้ นหลายลักษณะด้วยกัน เช่น
บรามเมอร์ ชอสตรอม และ อาบรีโก้ (Brammer, Shostrom & Abrigo, 1989) ได้แบ่งกระบวนการใหก้ าร
ปรกึ ษาออกเปน็ 4 ขน้ั ตอนคอื การสร้างสมั พันธภาพเชงิ บาบดั (Establishing a therapeutic relationship)
การวิเคราะห์และประเมินปัญหา (Problem identification and assessment) การบาบัดชว่ ยเหลอื
(Facilitating change) การประเมนิ ผลและการยุตกิ ารให้การปรกึ ษา (Evaluation and termination)
ในขณะท่ี อีแกน (Egan, 1986) แบง่ ออกเปน็ 3 ขั้นตอนคือ การวเิ คราะหแ์ ละทาความกระจา่ งกบั สภาพปัญหา
(Identifying and clarifying problem situation) การตัง้ เป้าหมาย (Goal setting) และการลงมอื ปฏบิ ัติ
กระทา (Action) ซง่ึ เป็นขัน้ ตอนทีส่ ั้นและกระชับ ขน้ั ตอนในการให้การปรึกษา อาจจะมคี วามแตกตา่ งกนั ใน
รายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละขัน้ ตอน บางคนอาจจะแบง่ รายละเอียดเปน็ 5 ขน้ั ตอน หรือ 7 ข้นั ตอน
ความหมาย
การใหก้ ารปรึกษา เป็นกระบวนการปฎสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผใู้ หก้ ารปรกึ ษาและผูร้ บั การปรึกษา โดยอาศัย
การสือ่ สารแบบสองทาง ผูใ้ ห้การปรึกษาเปน็ ผู้เอ้ืออานวยให้ผู้รับการปรกึ ษาได้เข้าใจถึงปญั หาทางจิตใจ รับรู้
ถึงศกั ยภาพทแ่ี ท้จรงิ ของตนเอง เรียนร้กู ารจัดการแกไ้ ขปัญหา หรือสิ่งทรี่ บกวนจติ ใจดว้ ยตนเอง และสามารถ
หาทางแกไ้ ขปัญหาเหล่านัน้ ได้ดว้ ยตนเอง
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (2563)
2
วตั ถุประสงค์
เพอื่ มงุ่ ทจ่ี ะชว่ ยเหลือให้ผ้รู บั การปรึกษาใช้ศกั ยภาพของตนเองท่มี ีอย่อู ย่างเตม็ ท่ี ในการแก้ไขปญั หา
ทางจติ ใจของตนเองได้
คณุ สมบตั ขิ องผู้ให้การปรึกษา หรอื การเป็นผู้ใหก้ ารปรกึ ษาทด่ี ี (To be a good counselor) ที่สาคัญมดี งั นี้
1. รจู้ กั ตนเอง และยอมรบั ตนเอง (Self –understanding)
2. มีจติ เมตตา อยากช่วยเหลอื ผอู้ ืน่ ทีม่ คี วามทกุ ข์ (Desire to help)
3. เปน็ ผู้ฟังท่ีดี ชา่ งสังเกต และไวต้ ่อการรบั ร้คู วามรู้สึกของผู้อืน่
4. มองโลกในแงด่ ี มีทา่ ทางเป็นมติ ร ใจเย็น อดทน
5. มีความรู้ โดยเฉพาะความรูเ้ กีย่ วกบั การให้การปรกึ ษา
6. จริงใจ ไมเ่ ครียด มอี ารมณข์ ัน
กระบวนการใหก้ ารปรึกษา
กระบวนการใหก้ ารปรกึ ษา ประกอบด้วย 5 ขัน้ ตอนดงั นี้
ข้นั ตอนที่ 1 การสรา้ งสัมพนั ธภาพ
ขนั้ ตอนที่ 2 การสารวจและทาความเข้าใจกบั ปัญหา
ขั้นตอนท่ี 3 การวิเคราะห์สาเหตุของปญั หา
ขั้นตอนที่ 4 การวางแผนแกไ้ ขปญั หา
ขั้นตอนที่ 5 การประเมนิ ผลและยุติการปรึกษา
ขั้นตอนท่ี 1 การสร้างสมั พนั ธภาพ
การสร้างสัมพันธภาพ เปน็ ขัน้ ตอนแรกของกระบวนการในการใหก้ ารปรกึ ษา เปน็ ขน้ั ตอนที่สาคญั
และจาเปน็ โดยมเี ป้าหมายเพอื่ สรา้ งสัมพนั ธภาพทด่ี รี ะหวา่ งผูใ้ หแ้ ละผู้รับการปรึกษา ทาให้ผรู้ ับการปรกึ ษากล้า
เปิดเผยปัญหาของตน และรูส้ กึ มสี ่วนรว่ มในกระบวนการของการปรึกษา เหน็ ประโยชนแ์ ละเกิดแรงจงู ใจท่ีจะ
รับบรกิ าร
วธิ ีการ
1. การเลอื กสถานทไ่ี ด้เหมาะสม ควรมีหอ้ งหรอื บรเิ วณทเ่ี ปน็ สัดสว่ นและมิดชิดพอสมควร
เงยี บสงบ ไมม่ ีคนพลุกพลา่ น
2. การจดั ท่านัง่ ควรทามุม 90 องศา เพ่ือจะไดไ้ ม่รู้สึกต้องเผชิญหนา้ กันตรง ๆ จัดเกา้ อ้ีน่ังให้มี
ระยะหา่ งกนั พอสมควร หากนัง่ แลว้ รสู้ ึกใกล้หรือไกลเกินไป ก็ขยับใหเ้ หมาะสม
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ (2563)
3
3. การกลา่ วแสดงการตอ้ นรับและแนะนาตนเอง ผใู้ ห้การปรึกษาเร่ิมตน้ กล่าวทกั ทายก่อน เชิญให้
ผูร้ ับการปรึกษานั่งด้วยท่าทที ี่เปน็ มติ ร พร้อมกบั แนะนาตนเอง
ตัวอย่างคาพดู ทีผ่ ู้ใหก้ ารปรึกษาใช้ในการสนทนา เชน่
“สวัสดีคะ่ เชิญนั่งซคิ ะ”
“สวสั ดีคะ่ ดิฉนั ชอ่ื ……….. เปน็ พยาบาลท่ีดูแลคุณคะ่ ”
ในกรณที ผ่ี ูใ้ ห้และผรู้ บั การปรกึ ษารจู้ ักกนั แล้ว กไ็ ม่ต้องแนะนาตนเอง
4. การสรา้ งความคุน้ เคย โดยใชร้ ะยะเวลาเล็กนอ้ ย เรม่ิ ตน้ สนทนาดว้ ยการพูดคยุ เกยี่ วกับเร่อื งทั่ว
ๆ ไปกอ่ น เพื่อสรา้ งความคนุ้ เคยเป็นกันเอง และช่วยใหผ้ ู้รบั การปรึกษารู้สกึ ผอ่ นคลาย
ตัวอย่างคาพดู ทผ่ี ู้ใหก้ ารปรึกษาใช้ในการสนทนา เชน่
“เพ่งิ กลบั จากไปออกกาลังกายมาเหรอคะ”
“เปน็ ไงบ้างคะ เขา้ ร่วมกลุ่มวาดรูปเมอื่ ก้ี สนกุ ไหมคะ”
“มานงั่ รอนานไหมคะ”
การพูดคุยเกยี่ วกับเร่ืองทว่ั ๆ ไปนี้ ควรคานึงถงึ ความเหมาะสมของสถานการณ์
5. การแสดงความใส่ใจและความพร้อมที่จะช่วยเหลือ โดยการแสดงออกท้งั ทางสหี น้า ท่าทาง
และด้วยการพูด
ตัวอยา่ งคาพดู ที่ผู้ให้การปรกึ ษาใช้ในการสนทนา เชน่
“มอี ะไรทีท่ าให้คุณไมส่ บายใจ ก็ขอให้พดู ออกมาได้นะคะ ดิฉันยนิ ดีรบั ฟัง”
6. การทาความเข้าใจและตกลงเกี่ยวกับการใหก้ ารปรกึ ษาหลังจากไดเ้ ร่ิมต้นสรา้ งสัมพันธภาพ
แลว้ ควรให้ผรู้ ับการปรึกษาไดท้ าความเขา้ ใจและตกลงเก่ียวกับการให้การปรึกษา เพ่ือช่วยให้ผรู้ บั การปรกึ ษามี
ความเขา้ ใจบทบาทของตน ความคาดหวงั ต่อการให้การปรึกษา เห็นประโยชน์และเกดิ แรงจงู ใจทจ่ี ะรับการ
ปรกึ ษา อกี ทั้งรสู้ กึ ม่ันคง ปลอดภัยในการท่ผี ใู้ หก้ ารปรึกษาจะเกบ็ เร่อื งราวตา่ ง ๆ ทส่ี นทนากนั ไวเ้ ป็นความลับ
ตวั อยา่ งคาพดู ท่ีผู้ใหก้ ารปรึกษาใชใ้ นการสนทนา เช่น
“ในการสนทนาครงั้ นี้ เราจะใชเ้ วลาครั้งละ 45 นาที – 1 ช่วั โมง
“เราจะรว่ มมือกนั เพื่อชว่ ยใหค้ ุณมองเหน็ ปัญหาและแนวทางแก้ไข”
“ทุกเรือ่ งท่ีสนทนากนั ดิฉันจะเก็บไว้เปน็ ความลับ”
“ขณะสนทนา ดิฉันอาจจะตอ้ งถามคาถามบางอย่าง เพือ่ ใหเ้ ราสามารถเข้าใจปญั หา และหา
แนวทางแกไ้ ขได้เหมาะสม หากคุณร้สู กึ อดึ อดั ใจหรอื ไม่อยากตอบ ก็บอกได้นะคะ”
สิ่งท่ีผู้ให้การปรึกษาควรตระหนกั ถงึ ในข้นั ตอนนี้ ได้แก่
1. การมอง ควรมกี ารสบตากบั ผ้รู บั การปรกึ ษา เพอ่ื แสดงให้เหน็ วา่ ผู้ให้การปรึกษากาลังฟงั และ
ติดตามเรอื่ งราวท่ผี รู้ บั การปรกึ ษาพดู ในขณะนน้ั ไมค่ วรจะจ้องมากเกินไปจนทาใหผ้ ู้รับการปรึกษารู้สกึ อึด
อดั และไมค่ วรมองออกไปท่อี ่ืนนาน ๆ เพราะจะเป็นการแสดงถงึ ความไม่สนใจผ้รู ับการปรึกษา
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ (2563)
4
2. กริ ยิ าท่าทาง ควรมที ่าทีที่สุภาพ นั่งในทา่ ที่สบายและเหมาะสม มีการเคลอื่ นไหวอริ ิยาบทบ้าง
มีการแสดงสีหน้าให้สอดคล้องกบั สถานการณใ์ นบางคร้งั และฟังผรู้ บั การปรึกษาพดู อาจมีการโน้มตวั ไป
ข้างหนา้ เล็กน้อย พยกั หนา้ ซง่ึ แสดงถึงความสนใจและตง้ั ใจฟงั
3. การพูด พดู ภาษาที่สุภาพ น้าเสียงไมด่ ังหรอื เบาจนเกนิ ไป พดู ด้วยจังหวะเร็ว ช้าพอเหมาะ ใน
การแนะนาตัวไมพ่ ดู ต่อเน่ืองยาวเกินไป ควรมจี งั หวะหยดุ ให้ผรู้ บั การปรกึ ษาได้พูดตอบบา้ ง ควรใช้คาพูดงา่ ย
ๆ ท่ผี รู้ บั การปรึกษาสามารถเขา้ ใจได้
4. ในการใช้คาถามเพือ่ เปิดประเด็น ควรใช้คาถามกว้าง ๆ เพ่ือให้ผรู้ บั การปรกึ ษาได้เรมิ่ ตน้
สนทนา สว่ นคาถามปลายปดิ อาจใช้เมื่อผูใ้ หก้ ารปรกึ ษาต้องการขอ้ มลู ทีจ่ าเพาะเจาะจง เพอ่ื ช่วยให้เข้าใจ
ชัดเจนข้นึ หรือเมอ่ื ต้องการกาหนดขอบเขตของประเด็นใหช้ ดั เจนขึน้
การใช้คาถาม ไม่ว่าจะเป็นแบบปลายเปิดหรือปลายปดิ จะตอ้ งใชอ้ ยา่ งมเี ป้าหมายและ
เหมาะสมกับสถานการณ์
ในขนั้ ตอนน้ี ทักษะทใี่ ชบ้ ่อยคอื
- การสบตา การใชภ้ าษาท่าทางแสดงการต้อนรับ ยอมรับ
- การใช้คาถามเปดิ ประเดน็ และการฟงั อยา่ งตงั้ ใจ
ข้ันตอนท่ี 2 การสารวจและทาความเข้าใจกับปญั หา
เปน็ ขนั้ ตอนทผ่ี ใู้ หก้ ารปรกึ ษาเปดิ โอกาสให้ผูร้ บั การปรึกษาไดเ้ ล่าถงึ ปญั หาตา่ ง ๆ ของตนเอง ทาให้
ผใู้ ห้การปรกึ ษาได้รู้ขอ้ มูลรายละเอยี ดเก่ยี วกบั ผรู้ ับการปรกึ ษา ในขัน้ ตอนนม้ี เี ปา้ หมายเพือ่ ช่วยใหผ้ รู้ บั -การ
ปรกึ ษาได้สารวจทบทวนความคดิ และความรูส้ ึกของตนเอง ทาให้สามารถรบั รูแ้ ละเข้าใจปญั หาของตนเอง
ชัดเจนและเปน็ ระบบข้นึ
วิธกี าร
1. การช่วยให้ผ้รู บั การปรกึ ษาสามารถเปิดเผยตนเอง และแสดงความรู้สกึ ของตนออกมาได้
อย่างเต็มท่ี โดยผใู้ ห้การปรกึ ษากระตุ้นให้ผ้รู ับการปรึกษาไดพ้ ูดและแสดงความร้สู กึ ของตน ขณะเดยี วกันผ้ใู ห้
การปรกึ ษาแสดงความสนใจรบั ฟงั ยอมรับ และทาความเขา้ ใจในตัวผ้มู ารบั การปรกึ ษา
2. การสารวจปญั หา ผู้ใหก้ ารปรกึ ษาชว่ ยให้ผู้รบั การปรึกษาได้ไตร่ตรองสารวจวา่ มีอะไรท่ีทาใหเ้ ขา
ร้สู ึกไมส่ บายใจ ลาบากในการตดั สนิ ใจ ส่ิงสาคัญในการสารวจปัญหาคอื การช่วยให้ผู้รบั การปรกึ ษาสามารถ
บอกถงึ ปัญหาของตน โดยผ้ใู ห้การปรกึ ษาไมด่ ว่ นสรุปความคิด ความรู้สกึ และพฤตกิ รรมทีแ่ สดงออกของผูร้ บั
การปรกึ ษา โดยอาศยั ความร้สู กึ สว่ นตัวหรอื ประสบการณ์เดมิ ของตน
3. การทาความเข้าใจกับปัญหา ผู้ใหก้ ารปรึกษาช่วยให้ผ้รู บั การปรกึ ษาทาความเข้าใจกับปัญหาท่ี
เกดิ ขนึ้ ปัญหาท่ีเขาเผชญิ อย่คู ืออะไร เนอ่ื งจากผ้รู บั การปรึกษาส่วนใหญ่มักจะมปี ญั หาหลายเรือ่ ง และรู้สึก
สบั สน ไม่รจู้ ะเริม่ ต้นทป่ี ญั หาใด ผู้ให้การปรึกษาจะตอ้ งชว่ ยใหผ้ ู้รับการปรกึ ษาสามารถแยกแยะ และจดั ลาดบั
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ (2563)
5
ความสาคญั ก่อนหลังของปัญหา โดยพิจารณาจากประเดน็ ที่จะนาไปส่กู ารแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาเร่งด่วน
หรอื เปน็ ปัญหาทีม่ ีความเปน็ ไปไดม้ ากทส่ี ุดที่จะนามาแกไ้ ข เพอื่ ผ้รู ับการปรึกษาจะได้สามารถตัดสนิ ใจเลอื ก
ปญั หาท่มี คี วามสาคัญที่สุด นามาวิเคราะหส์ าเหตุ และหาแนวทางแกไ้ ขต่อไป
ในขน้ั ตอนน้ี ทักษะท่ใี ชบ้ ่อยคือ - การฟัง
- การสังเกต - การถาม
- การใช้ความเงยี บ - การสะทอ้ นความรูส้ กึ
- การสรุปความ
ขั้นตอนท่ี 3 การวิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหา
เปา้ หมายของกระบวนการใหก้ ารปรึกษาในขัน้ น้ี เพื่อให้ผรู้ บั การปรึกษาสามารถวเิ คราะหป์ ญั หาของ
ตนได้ โดยหลังจากผู้รบั การปรกึ ษากาหนดปญั หาของตนเองได้แล้ว ผู้ใหก้ ารปรึกษาจะรว่ มมือกบั
ผรู้ บั การปรกึ ษาในการวเิ คราะห์หาสาเหตุของปญั หานน้ั ๆ ในบางครง้ั การวิเคราะห์สาเหตกุ จ็ ะทาไปพร้อม ๆ
กบั การสารวจและทาความเข้าใจปญั หาในข้นั ตอนที่ 2 ดว้ ย
วิธกี าร
1. การรวบรวมข้อมูลตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั สาเหตุของปญั หา ผใู้ ห้การปรกึ ษาจะตอ้ งช่วยให้
ผรู้ บั การปรกึ ษามีสว่ นรว่ มเตม็ ที่ในการรวบรวมเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ทกุ ด้าน ทุกปจั จยั ตามข้อเท็จจริง ท้ังจากบุคคล
อืน่ ท่เี ก่ยี วข้อง จากสภาพการณแ์ วดล้อม และจากตวั ผรู้ ับการปรกึ ษาเอง โดยมองเห็นความต่อเน่อื งและ
เหตกุ ารณ์เรอื่ งราวต่าง ๆ ต้งั แต่ก่อนเกิดปัญหา ขณะเกดิ ปัญหา และหลงั จากเกิดปัญหาแลว้ ข้อมลู ทีม่ าก
เพยี งพอจะทาใหส้ ามารถวเิ คราะห์สาเหตุได้ครอบคลุมและชดั เจนข้ึน
2. การวิเคราะหข์ อ้ มูลเพือ่ หาสาเหตขุ องปัญหา เป็นการนาข้อมลู ทีไ่ ด้มาวิเคราะหว์ ่าข้อมลู ใด
เกี่ยวข้องหรือทาใหเ้ กิดปัญหาน้ัน ๆ อย่างไร ผรู้ ับการปรกึ ษามกี ารตอบสนองหรอื โต้ตอบตอ่ ปัญหานน้ั อย่างไร
และผลเป็นอยา่ งไร
ในการวเิ คราะหส์ าเหตขุ องปญั หา ผู้ใหก้ ารปรึกษาควรตระหนักถงึ สง่ิ เหล่าน้ีคอื
1. ในการติดตามขอ้ มลู อยา่ งต่อเน่ือง เพือ่ การวิเคราะหส์ าเหตนุ ั้น ขณะทผ่ี รู้ บั การปรึกษากาลงั พูด
ถึงปัจจัยตา่ ง ๆ เพ่ือนามาวเิ คราะห์สาเหตุ ผใู้ หก้ ารปรึกษาควรใชค้ าพดู ที่แสดงถงึ การกระตุ้นให้ผ้รู บั การปรกึ ษา
ได้พูดเรื่องราวนนั้ ตอ่ เน่อื งกนั ไป เชน่
“ คณุ บอกวา่ เพื่อนบา้ นมกั จะส่งเสยี งดังตอนกลางคนื ทาให้คุณนอนไม่หลับ แล้วยังไงอกี คะ”
2. ในการตรวจสอบความเขา้ ใจใหต้ รงกนั เพือ่ วิเคราะห์ปัจจัยสาเหตุของปัญหานั้น บางคร้งั
ผใู้ หก้ ารปรกึ ษาอาจไมแ่ น่ใจว่าส่งิ ท่ตี นเขา้ ใจนนั้ ตรงกับความรุ้สกึ หรอื ความคดิ ของผู้รับการปรกึ ษาหรือไม่ จึง
จาเปน็ จะตอ้ งตรวจสอบความเข้าใจให้ตรงกัน เพอ่ื ใหก้ ารวเิ คราะห์ปญั หามคี วามชดั เจนและถกู ต้องมากขนึ้
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ (2563)
6
3. ในการใหข้ อ้ มูลและคาแนะนา ผู้ให้การปรึกษาควรคานึงถงึ การใหข้ ้อมูลท่ีเป็นการส่ือทาง
วาจา เพอ่ื ใหร้ ายละเอยี ดตา่ ง ๆ ท่ีจาเปน็ แกผ่ ู้รับการปรึกษา เพ่อื ชว่ ยให้เขาเข้าใจปัญหาของตนเอง และใช้
ประกอบการตดั สินใจในการวางแผนแก้ไขปญั หาในข้ันตอนที่ 4 ดว้ ย ซ่ึงการใหข้ ้อมูลเปน็ เพยี งบอกข้อมูล
เพ่อื ให้ผู้รับการปรึกษาเปน็ ผูต้ ัดสนิ ใจ สว่ นการให้คาแนะนา เป็นการช้ีแนวทางในการแสวงหาข้อมูลท่ีเก่ยี วข้อง
กบั สาเหตุของปัญหา และเปน็ แนวทางในการแก้ไขปัญหาในข้นั ตอนที่ 4 ด้วยเชน่ กนั โดยในที่สุดผู้รบั การ
ปรึกษาจะเปน็ ผู้เลอื กแนวทางในการแก้ไขเอง
หลังจากท่ีผใู้ ห้การปรึกษาและผรู้ บั การปรกึ ษาไดร้ ่วมกนั วเิ คราะหส์ าเหตุของปัญหาได้ครอบคลุม
และชดั เจนแล้ว ควรได้มีการสรุปความ เพื่อชว่ ยใหผ้ รู้ ับการปรกึ ษามีความชดั เจนในประเดน็ ตา่ ง ๆ ทไี่ ด้พดู
ออกมา และมองเหน็ ภาพในสว่ นรวมของปัญหา ช่วยใหเ้ ชอื่ มโยงปัญหาและสาเหตุได้ เพื่อจะนาไปส่กู าร
วางแผนแก้ไขปญั หาตอ่ ไป
ทักษะท่ีใชบ้ ่อยคือ
- การตรวจสอบ - การแปลความหมาย
- การสรปุ ความ - การสะทอ้ นความรสู้ ึก
- การตดิ ตามข้อมูลอย่างต่อเนอื่ ง
- การสรปุ ปญั หา
ข้นั ตอนที่ 4 การวางแผนแก้ไขปญั หา
เป็นขนั้ ตอนที่ผ้ใู หก้ ารปรึกษาช่วยใหผ้ รู้ ับการปรึกษาไดใ้ ช้ศักยภาพท่ีเขามีอยู่ ค้นหาแนวทางในการ
แกไ้ ขปัญหา เป้าหมายของขัน้ ตอนนีค้ อื เพ่อื ให้ผูร้ ับการปรกึ ษาสามารถตัดสินใจเลอื กทางออกทเี่ หมาะสมใน
การแกป้ ญั หา สามารถวางแผนปฏิบัติเพื่อดาเนนิ การใหบ้ รรลตุ ามเป้าหมาย
วธิ กี าร
1. ช่วยใหผ้ ้รู บั การปรกึ ษากาหนดเปา้ หมายท่ีชัดเจนในการแกป้ ัญหา เป้าหมายทกี่ าหนดควรมี
ลกั ษณะชัดเจนว่าจะทาอะไร ทาอยา่ งไร สอดคล้องกบั ความตอ้ งการของผรู้ ับการปรกึ ษา และมคี วามเปน็ ไป
ได้ตามสภาพความเป็นจรงิ
2. ชว่ ยให้ผู้รบั การปรกึ ษามองเหน็ ทางเลอื กต่าง ๆ ท่อี าจเปน็ ไปไดส้ าหรับแกป้ ัญหาน้นั ๆ โดยท่วั ไป
ผรู้ บั การปรึกษามกั จะมองไมเ่ หน็ ทางออกของการแก้ไขปญั หา หรือมองในวงจากัด ทาให้ไม่สามารถแก้ไข
ปญั หาได้ การช่วยใหผ้ รู้ ับการปรกึ ษามองเหน็ แนวทาง จะตอ้ งช่วยกระตนุ้ ใหผ้ ู้รับการปรึกษารูจ้ ักคิดใหก้ ว้างข้ึน
โดยใชค้ าถามและคาพูดให้ผู้รับการปรึกษาไดม้ องเห็นอกี ด้านหน่งึ มกี ารให้ข้อมูลหรอื
คาแนะนา รวมทั้งใหก้ าลังใจดว้ ย
3. ช่วยใหผ้ ูร้ บั การปรกึ ษาพิจารณาทางเลอื กที่เหมาะสม โดยพจิ ารณาขอ้ ดขี ้อเสยี หรอื จุดดจี ุดดอ้ ย
ของทางเลอื กแตล่ ะอย่าง รวมทั้งผลที่จะเกดิ ขน้ึ เพือ่ ให้ผูร้ ับการปรกึ ษาตดั สินใจเลือกทางเลอื กได้เหมาะสม
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (2563)
7
ผใู้ หก้ ารปรกึ ษาสามารถนากลยุทธแ์ นวทางการบาบดั ตา่ ง ๆ เช่น การปรบั ทศั นคติ การจัดการกับความเครียด
การปรบั พฤตกิ รรม หรอื การปรบั ปรงุ การสื่อสารเป็นต้น มาใช้ได้
4. วางแผนการปฏิบตั ิ เมื่อผูร้ บั การปรึกษาตดั สินใจไดแ้ ล้วว่าจะเลอื กทางแกป้ ัญหาอยา่ งไร ผู้ให้
การปรกึ ษาก็จะช่วยให้ผู้รบั การปรึกษาวางแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้ปฏิบตั ิได้จรงิ โดยพิจารณาว่าจะเรม่ิ ต้น
อย่างไร มขี ัน้ ตอนอยา่ งไร การปฏิบตั หิ รือการกระทาข้อใดที่ผู้รับการปรึกษามีความยากลาบาก หากปฏิบตั ิ
เช่นน้นั แล้วจะมีปัญหาหรอื อปุ สรรคอะไรบา้ ง และจะหาทางแก้ไขอยา่ งไร
ในขนั้ ตอนการวางแผนแก้ปญั หาน้ี ผูใ้ หก้ ารปรึกษาอาจตอ้ งลองใหผ้ ู้รบั การปรกึ ษาไดซ้ อ้ ม
ปฏบิ ตั กิ อ่ น โดยการแสดงบทบาทสมมติเพอ่ื ซักซอ้ มให้ผูร้ ับการปรึกษาได้ลองทา เพ่อื ให้เกดิ ความมั่นใจในบาง
ปญั หา ผู้ใหก้ ารปรึกษาอาจวางแผนและลงมือแกป้ ญั หาร่วมกบั ผ้รู ับการปรกึ ษา ปญั หาไดร้ ับการแกไ้ ขเสร็จสนิ้
บางปญั หาผู้รบั การปรึกษาอาจจะต้องนาแผนกลับไปลองปฏิบัติ ทัง้ น้ีข้ึนอยกู่ บั ลักษณะของปญั หาและแนว
ทางแกไ้ ข
ทกั ษะทใ่ี ช้บอ่ ยคอื
- การใหข้ อ้ มลู ความรู้ ให้ข้อเท็จจริงบางอย่างท่ผี ู้รับบริการรบั รู้หรือเข้าใจไมถ่ กู รวมทั้งการ
ช่วยเสนอทางเลือกของการแกป้ ญั หา
- ทกั ษะอนื่ ๆ ท่ีกล่าวมา ตามวตั ถุประสงค์การใช้ในขณะนั้น
ขน้ั ตอนท่ี 5 การประเมินผลและยตุ ิการปรึกษา โดยมี
การประเมินผลและยุตกิ ารปรกึ ษา เปน็ ข้ันตอนสุดท้ายของกระบวนการใหก้ ารปรกึ ษา
เปา้ หมายใหผ้ ู้รับการปรกึ ษาสามารถดาเนินตามแผนท่ีกาหนด และบรรลุเปา้ หมายทต่ี อ้ งการได้
วธิ กี าร
1. ในปัญหาทส่ี ามารถแก้ไขและจบในการปรกึ ษาคร้ังนน้ั เลย ผูใ้ หก้ ารปรึกษาควรมกี าร
ประเมนิ ว่า ปญั หาไดร้ ับการแก้ไขและผลเป็นอยา่ งไร โดยการสังเกตว่าผรู้ ับการปรกึ ษารู้สึกสลายใจขน้ึ หรอื ไม่
มที า่ ทางผ่อนคลายบ้างหรอื ไม่ อาจประเมนิ โดยใชค้ าถาม เช่น
“ตอนนีค้ ณุ ร้สู ึกอย่างไรบา้ ง”
“วิธีผ่อนคลายความเครยี ดที่เราพดู กนั นี้ คุณจะเอาไปใชไ้ ด้อย่างไรบา้ ง”
2. ในปญั หาทีย่ งั ไมไ่ ด้นาแนวทางแกไ้ ขไปปฏิบตั ิ แต่ผู้รบั การปรึกษาได้เลือกแนวทางแก้ไขไวแ้ ล้ว
และจะนาไปปฏบิ ัตติ อ่ ไป ผู้ให้การปรกึ ษาควรใหก้ าลงั ใจ ช่วยประคับประคองใจให้ผ้รู บั การปรกึ ษามกี าลังใจ
และมองเห็นผลสาเรจ็ ที่จะเกิดขึน้ และนาผลการปฏบิ ตั มิ าประเมินรว่ มกับผใู้ ห้การปรกึ ษาในครัง้ ต่อไป
3. การนดั หมายครงั้ ต่อไป สาหรับปัญหาท่ีสามารถแกไ้ ขและประเมินได้เสร็จส้ินในการ
ปรกึ ษาครั้งนั้น ก็ยตุ กิ ารให้การปรกึ ษาได้ แตป่ ัญหาบางอย่างยังไม่เสรจ็ สน้ิ จาเปน็ จะต้องมีการนัดในครง้ั ตอ่ ไป
ผใู้ ห้การปรกึ ษาและผ้รู บั การปรึกษาควรร่วมกันกาหนดวัน เวลา เพอ่ื ท่ีจะพบกันในคร้งั ต่อไป
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2563)
8
4. การส่งต่อ บางครั้งจาเป็นต้องมกี ารสง่ ต่อผูร้ ับการปรกึ ษาไปยงั ผ้เู ชยี่ วชาญ หรือหนว่ ยงาน
ต่าง ๆ ท่จี ะให้การชว่ ยเหลือต่อ เพ่ือให้การช่วยเหลอื บังเกดิ ผลดตี อ่ ผู้รบั บริการ กค็ วรมกี ารประสานงานตดิ ต่อ
ไปยงั แหล่งท่จี ะสง่ ต่อด้วย
สงิ่ สาคัญในข้นั ตอนนคี้ ือ ผ้ใู ห้การปรึกษาและผู้รบั การปรกึ ษาควรพิจารณาร่วมกันวา่ ได้
บรรลเุ ป้าหมายท่ตี ้งั ไว้หรือไม่ ประเดน็ หนง่ึ ที่มกั พบบอ่ ยซ่ึงผู้ใหก้ ารปรึกษาควรใส่ใจคือการท่ีผูร้ บั การปรกึ ษามี
ลกั ษณะพ่ึงพา (dependency) ผูใ้ หก้ ารปรกึ ษา ซึง่ ผู้ให้การปรกึ ษาจะต้องตระหนักถึงและหาทางช่วยเหลือ
โดยการช่วยเหลือจะตอ้ งกระทากอ่ นสนิ้ สุดการยุตกิ ารปรึกษา(Doyle, 1992)
ทักษะทใี่ ช้บอ่ ยคือ
-การสังเกต
-การถามความรูส้ ึก
- การพูดใหก้ าลงั ใจ และทกั ษะอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
สรุป
กระบวนการทัง้ 5 ขั้นตอนดงั กล่าวขา้ งตน้ เป็นการเสนอให้เหน็ ถงึ ภาพรวมของกระบวนการของ
การให้การปรึกษา ท่ผี ู้ใหก้ ารปรึกษาควรทาความเขา้ ใจ ในบางครัง้ การใหก้ ารปรกึ ษาในครั้งนัน้ อาจจะดาเนนิ
ถงึ ขัน้ วเิ คราะห์และหาสาเหตขุ องการแกป้ ญั หาไดเ้ ทา่ นน้ั จงึ อาจมกี ารนดั คร้ังต่อไป เพ่อื มาร่วมกันวางแผนใน
การแกป้ ญั หาก็สามารถกระทาได้ ซงึ่ ผ้ใู หก้ ารปรึกษาควรพจิ ารณาตามความเหมาะสม
ทกั ษะหรอื เทคนคิ การใหก้ ารปรึกษา
ทักษะหรือเทคนิคการให้การปรกึ ษาในกระบวนการการใหก้ ารปรึกษานนั้ ถอื วา่ เปน็ ส่ิง ท่ีสาคญั ท่ีจะ
ทาให้การใหก้ ารปรกึ ษาประสบผลสาเรจ็ เพราะจะทาให้การใหก้ ารปรึกษาบรรลเุ ป้าหมาย รวมทั้งทาให้เกิด
ความเขา้ ใจกนั ระหวา่ งผูใ้ หก้ ารปรึกษาและผู้รบั การปรกึ ษาอีกดว้ ย
ทักษะในการให้การปรกึ ษา ท่ีสาคัญมดี งั น้ี
1. ทักษะการใส่ใจ (Attending)
การใสใ่ จ หมายถงึ พฤตกิ รรม หรือการแสดงออกดว้ ยภาษาพูดหรือภาษาท่าทางของผูใ้ หก้ ารปรึกษา ที่
สะท้อนใหผ้ ้รู บั การปรกึ ษารับรวู้ ่าผู้ใหก้ ารปรึกษาพร้อม เตม็ ใจ และกระตอื รอื ล้นทจี่ ะให้การชว่ ยเหลือ การ
ใสใ่ จจะทาให้ผ้รู ับการปรึกษารับร้ถู ึง การยอมรบั และส่งผลให้ผู้ให้การปรึกษาได้เข้าใจสิง่ ทผ่ี ้รู ับการปรกึ ษา
พดู ถงึ
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ (2563)
9
พฤติกรรมการใสใ่ จ ไดแ้ ก่ การแสดงความสนใจ การเหน็ ความสาคัญและให้เกยี รติ
วัตถุประสงค์
1)เพอ่ื แสดงถงึ เห็นความสาคญั และให้เกียรตผิ รู้ ับการปรกึ ษา
2)เปน็ การแสดงความกระตอื รอื รน้ ท่ีจะชว่ ยผูร้ บั การปรึกษา
3)เพอ่ื ช่วยเพมิ่ พูนความอบอ่นุ ใจให้ผรู้ บั การปรึกษา ทาให้ไมร่ ูส้ กึ หา่ งเหิน
การใสใ่ จแบง่ เปน็ 2 ลกั ษณะ
1.1 การใส่ใจโดยภาษาพูด เปน็ การแสดงความตอ่ เนอ่ื งในเร่อื งเดียวกนั ของการสนทนาที่มีกับผู้รับการ
ปรึกษา โดยอาจจะแสดงออกโดยการตอบรับระหว่างการสนทนาหรอื เมื่อจบประโยคเชน่ “คะ่ ”
1.2. การใสใ่ จโดยภาษาท่าทาง เป็นการแสดงออกโดยเป็นพฤตกิ รรมตา่ งๆทไี่ ม่ใชค่ าพดู โดยจะเปน็ การสื่อ
ให้ผูร้ บั การปรกึ ษา รบั รู้ถึงความคดิ ความรูส้ ึก และทัศนคติทม่ี ตี อ่ ผู้รับการปรึกษาเชน่ การประสานสายตา
กิรยิ าทา่ ทาง น้าเสียง
2. ทักษะการฟัง (Listening)
ทักษะการฟังเปน็ พนื้ ฐานท่ชี ว่ ยใหก้ ารให้บริการปรกึ ษามปี ระสทิ ธภิ าพ โดยช่วยให้เกิดความเข้าใจถึง
การรบั รู้ เจตคติ ค่านยิ ม ของผู้รบั การปรึกษา ดังนนั้ ทักษะการฟงั เป็นทักษะทีต่ อ้ งฝกึ ฝน เพราะทักษะนเี้ ป็น
การรบั รู้ ฟังดว้ ยความเข้าใจ ไมส่ อดแทรก ประเมนิ ค่า หรือการแสดงว่าเห็นดว้ ยหรือไมเ่ หน็ ดว้ ย
เป็นการสอ่ื สารแบบ Two-way communication
การฟังตอ้ งเปน็ แบบ Active listening ( L-A-D-D-E-R)
L = Look
A = Ask
D = Don’t interrupt
D = Don’t change the subject
E = Emotion
R = Response
3. ทักษะการสงั เกต(Observation)
ทักษะการสังเกต เปน็ ทกั ษะเพอ่ื รบั รู้ในพฤติกรรมตา่ งๆท่ผี ู้รับการปรกึ ษาได้แสดงออกมา ไม่ว่าจะ
เปน็ การสงั เกตกริ ยิ าท่าทาง คาพูด ภาษาท่ใี ช้ รวมท้งั ความขดั แย้งท่เี กดิ ข้ึนทัง้ ความขดั แย้งในคาพูด และ
ความขัดแยง้ ระหว่างคาพูดกบั พฤตกิ รรมทีแ่ สดงออกมา
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ (2563)
10
ตัวอย่างคาพูด
- “ดิฉนั สังเกตว่า คุณกาลงั หยิกตวั เอง”
-“ดูทา่ ทางโกรธ เมอื่ พูดถงึ แม”่
-“วนั นด้ี ูคุณไมส่ ดชนื่ นะคะ”
-“หลังจากที่พดู ถงึ แม่แลว้ ดคู ุณหงดุ หงิด”
4. ทักษะการถาม (Questioning)
4.1 Close questioning
เปน็ การถามเพ่ือทราบข้อมูลเฉพาะที่เกยี่ วกับผู้รับการปรึกษา และเปน็ คาถามที่กาหนดทศิ ทางในการ
ตอบเรยี บร้อยแล้ว ผู้ตอบเพยี งแต่เลอื กทิศทางใดทศิ ทางหนึง่ เทา่ นน้ั การถามลกั ษณะนจี้ ะไดค้ าตอบเพียงส้นั ๆ
ตวั อยา่ งคาพดู
“คุณรู้สกึ โกรธไหมในตอนน้ี”
4.2 Open questioning
เปน็ การถามทีไ่ ม่ได้กาหนดของการตอบ และเปิดโอกาสให้ผรู้ บั การปรึกษาตอบไดอ้ ยา่ งอสิ ระ ทาให้ได้
ข้อมูลรายละเอียดของผรู้ ับการปรกึ ษามากข้นึ ซ่ึงคาถามปลายเปดิ นจี้ ะช่วยให้ผรู้ ับการปรึกษามีโอกาสไดพ้ ดู ถงึ
ความคดิ ความรู้สกึ และสิง่ ทีเ่ ป็นปัญหาของตน การถามลกั ษณะนีผ้ ตู้ อบจะพดู อย่างเต็มท่ีและสะดวกใจ ทาให้
ทราบเรื่องราวตา่ งๆมากมาย
ตัวอย่างคาพูด
- “คณุ กินข้าวกับอะไร”
- “ตอนนค้ี ุณคดิ อยา่ งไรบ้าง”
5. ทกั ษะการเงียบ (Silence)
เปน็ ชว่ งเวลาระหว่างการสนทนาท่ีไมม่ กี ารสือ่ สารดว้ ยวาจาระหว่างผูร้ ับการปรกึ ษาและผู้ใหก้ าร
ปรึกษา โดยมวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ให้ผู้ปว่ ยมีเวลา รวบรวมรายละเอยี ด ประเดน็ ปญั หาต่างๆ อกี ทง้ั ยงั เปน็ การ
กระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษาไดพ้ ดู ถงึ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึกทีม่ ีต่อปัญหา และเปดิ โอกาสให้ผรู้ บั การปรึกษา
ไดร้ ะบายออก
6. ทักษะการทวนซ้า (Restatting)
เปน็ ทกั ษะในการทบทวนเน้ือหาใจความที่ผู้รบั การปรกึ ษาได้พูดออกมา เปรียบเสมอื นเสยี งสะทอ้ นให้
ผ้พู ดู ไดย้ นิ ในสิ่งที่เขาพูดทนั ที (เพราะบางคนมักพดู โดยไมไ่ ด้คิด หรอื ไปตามอารมณ์ ซง่ึ คาพูดเหล่านนั้ อาจจะ
ตรงหรือไม่ตรงกับความรู้สึกนกึ คดิ ที่แท้จรงิ ได้
ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2563)
11
เป็นการพดู ในสง่ิ ท่ี ผู้รบั การปรึกษา ไดบ้ อกเล่าอกี ครง้ั โดยไมม่ ีการเปลีย่ นแปลงไม่ว่าในแงข่ องภาษา
หรือความรู้สกึ ที่แสดงออกมา
วัตถปุ ระสงค์
ก) เพื่อสื่อให้ผ้พู ูดได้ทราบ ว่ามีผู้ที่กาลังรบั ฟังเขาอยู่ และผใู้ ห้การปรกึ ษาไดเ้ คียงข้างเขาใน
ขณะน้นั (แสดงความใสใ่ จ )
ข) ช่วยให้ผพู้ ูดไดพ้ ิจารณาส่ิงที่พดู ใหล้ กึ ซง้ึ ลงไป
ค) เพือ่ ทาความกระจ่างบางจุดของคาพูดที่ครมุ เครือใหช้ ัดเจนข้ึน
ตัวอย่างคาพูด
ผู้รบั การปรกึ ษา : “ผมนอนไมห่ ลับ ตืน่ ตลอดทงั้ คนื เลย”
ผู้ใหก้ ารปรกึ ษา : “คุณนอนไม่หลับ ต่นื ตลอดคืน”
7. ทักษะการสะท้อน (Reflecting)
7.1 Reflecting content
เปน็ การสะทอ้ นกลบั คาพูดของผรู้ บั การปรกึ ษาทัง้ ประโยค หรอื เฉพาะประเดน็ ทส่ี าคัญเทคนคิ น้เี ป็น
การชว่ ยใหผ้ ู้รบั การปรึกษา ทบทวนในสง่ิ ท่ีตนเองไดพ้ ดู ถงึ และกระตุน้ ใหอ้ ธบิ ายรายละเอยี ดในสง่ิ ที่พูดน้ัน
ตอ่ ไป
ตวั อย่างคาพดู
ผรู้ บั การปรกึ ษา : “ผมคดิ ว่าสถานการณ์ในครอบครัวผมจะดขี น้ึ ในไม่ชา้ นี้”
ผใู้ ห้การปรกึ ษา : “ คุณคิดวา่ เหตกุ ารณจ์ ะดีขน้ึ “
ผูร้ ับการปรกึ ษา : “ครับ เพราะวา่ ยังไงกค็ นกนั เอง น่าจะพดู คยุ กันได้ ไม่น่าจะมีอะไร”
7.2 Reflecting feeling
เปน็ เทคนิคที่ชว่ ยให้ผรู้ บั การปรึกษาทบทวน หรือประเมนิ ความร้สู ึกของตนเองอีกครงั้ หนง่ึ ทาให้
ยอมรับตนเองได้ เนอื่ งจากการสะท้อนความรู้สึกนจ้ี ะชว่ ยให้ผู้รับการปรึกษาคิดทบทวนความรสู้ กึ ที่คลุมเครือ
ให้ชัดเจนขึน้ ส่วนตัวผู้รบั การปรกึ ษาเองเปน็ การแสดงถึงการยอมรบั ความคิด การตดั สนิ ใจของผูร้ ับการปรกึ ษา
โดยผู้ใหก้ ารปรึกษาไมม่ กี ารตีความ หรอื ขยายความใดๆ
1) เปน็ ทกั ษะที่แสดงออกให้ผูร้ บั การปรกึ ษาทราบวา่ เราไม่เพยี งแต่ไดย้ ินส่ิงที่เขาพูดเทา่ น้ัน แตย่ งั ได้ยนิ สิ่ง
ที่อยูภ่ ายในใจเขาด้วย
2) เป็นการรบั รคู้ วามรสู้ กึ และอารมณต์ ่างๆที่ ผู้รับการปรกึ ษา ไดแ้ สดงออกมาไมว่ า่ ดว้ ยวาจา หรือกริ ยิ า
ทา่ ทาง และเปน็ การให้ขอ้ มูลย้อนกลบั อย่างชัดเจนด้วยภาษาพูด ให้ ผรู้ บั การปรึกษา ได้รบั ฟัง เพอ่ื
ชว่ ยใหเ้ กดิ ความเข้าใจในส่ิงทเี่ ปน็ ปญั หาที่แท้จริงของตน การสะท้อนความรสู้ กึ จะชว่ ยขยายขอบเขต
ในการมองสภาพการณข์ องตนเองไดช้ ดั เจนและเป็นจริงมากขึน้
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ (2563)
12
ตวั อย่างคาพูด
ผ้รู ับการปรึกษา : “ผมมาอยรู่ พ.มาต้ังหลายวันแลว้ แม่ยังไม่เคยมาหาผมเลย”
ผ้ใู หก้ ารปรกึ ษา : “ คณุ นอ้ ยใจแม่คุณ“
ผรู้ ับการปรึกษา : “ครับ แม่น่าจะมาหาผมบ้าง เหน็ แม่คนอน่ื มาหา ผมกอ็ ดน้อยใจไมไ่ ด้ เลยคดิ ไปวา่ แม่
คงจะไมร่ ักผมแลว้ มง้ั เอาผมมาทงิ้ ไว้แบบนีน้ ะ่ ”
8. ทักษะการใหก้ าลงั ใจ (Reassuring)
เปน็ การแสดงความสนใจ เข้าใจในสิ่งท่ีผู้รับการปรึกษาได้พูดมาแล้วและเปน็ การสนับสนนุ ให้ผรู้ บั การ
ปรึกษาไดพ้ ดู ต่อไป เช่น การพยักหน้า การตอบรบั การทวนซา้ การเงยี บ โดยประสานสายตา
ตัวอย่างคาพดู
“ ที่คุณบอกวา่ คุณมีความสามารถในวาดรูป และจะเอาความรู้นี้ไปหารายไดเ้ ลี้ยงคนในครอบครัวเม่ือคุณมี
อาการดขี น้ึ ซึ่งเปน็ สงิ่ ที่ดมี ากๆเลยคะ่ ดิฉันขอช่ืนชมนะคะ และเชอ่ื ว่าถา้ คุณตัง้ ใจจริง คณุ สามารถทาไดค้ ะ่ ”
9. ทกั ษะการตีความ (Interpreting)
ทกั ษะการใหเ้ ปน็ การนาเอาสิง่ ท่ีผู้รับการปรึกษาพดู หรอื พฤติกรรมที่ผ้ปู รบั การปรึกษาแสดงออก มา
ตคี วามใหม่ใหล้ ึกซึ้งมากกวา่ ทีเ่ ขาพดู เพื่อให้เกิดความกระจ่างอย่างลึกซึงมากขึน้ กว่าเดิม
เป็นการใหค้ วามเห็นเชิงวนิ จิ ฉยั และเปน็ ความพยายามท่ีจะสอ่ื ความหมายของคาพดู ทีซ่ ่อนเรน้ อย่ใู ห้
ผู้รับการปรึกษาทราบ รวมท้งั เป็นการมองและเขา้ ใจปัญหาของผู้รับการปรึกษาในประเดน็ ตา่ งๆ
เป็นการบอกถึงสง่ิ ที่กาลงั เกิดขึ้นในขณะนัน้ เพอื่ เป็นขอ้ มูลยอ้ นกลับให้ผู้รบั การปรกึ ษาทราบ จะชว่ ย
ให้ผ้รู ับการปรกึ ษารับร้เู ก่ียวกบั ตนเอง
วตั ถุประสงค์
-ชว่ ยใหผ้ รู้ ับการปรึกษาสารวจความคิด ความรู้สกึ และการกระทาของตนในแง่มุมต่างๆ
-ช่วยให้ผู้รับการปรกึ ษาตระหนักถึงสาเหตุหรอื แรงผลักดนั พฤตกิ รรมของเขา
-เปน็ แรงจูงใจใหผ้ ้รู บั การปรกึ ษามองภาพพจน์ใหม่ของตนเอง
10. ข้อมลู และแนะนา (Information and Suggestion)
การให้ขอ้ มูล
เป็นการสื่อสารทางวาจา เพือ่ ให้รายละเอยี ดต่างๆทจ่ี าเป็นแก่ผูร้ บั การปรกึ ษา อนั จะเป็นประโยชนใ์ น
การเขา้ ใจถงึ ปัญหาของตนเอง และใชป้ ระกอบการตัดสนิ ใจ จะทาใหผ้ ูร้ ับการปรึกษามีทางเลอื กในการปฏิบตั ิ
มากย่งิ ขึ้น ข้อมลู ที่ให้ควรชดั เจน ถูกต้อง ครบถ้วน ใช้ภาษาง่ายๆ
หลงั ให้ขอ้ มูลแลว้ ควรตรวจสอบวา่ ข้อมูลทใ่ี ห้นั้นเข้าใจถูกตอ้ งหรือไม่
คาแนะนา
เปน็ การชี้แนะแนวทางปฏบิ ัตใิ นการแก้ไขปัญหาใหแ้ ก่ผูร้ ับการปรึกษา
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ (2563)
13
ควรให้โอกาสผรู้ ับการปรึกษาพจิ ารณาว่าวิธปี ฏบิ ตั ินั้นเป็นที่พอใจ เหมาะสม และสามารถนาไปปฏิบัติ
จรงิ ไดห้ รือไม่
11. การขอความกระจา่ ง (Clarifying)
เปน็ การทาให้ขอ้ มูลท่ยี งั คลมุ เครือ มีความกระจา่ งชัดเจนมากขึ้น
เพ่ือให้เขา้ ใจสง่ิ ท่ีผรู้ บั การปรกึ ษาบอกได้มากขนึ้ เกย่ี วกับความคดิ ความรสู้ ึกของตนเอง ทาให้
ตระหนักร้ใู นตนเองมากขึน้
วตั ถปุ ระสงค์
-เพอ่ื ขอใหผ้ รู้ ับการปรกึ ษาอธิบายเพ่มิ เตมิ ในสิ่งทผี่ ู้ให้การปรึกษายังไม่เข้าใจ หรอื ในประโยคที่มีความหมาย
คลุมเครือ เพื่อใหเ้ กดิ ความกระจา่ งชดั ข้นึ
ตวั อยา่ งคาพดู
ผรู้ ับการปรึกษา : “ผมไม่ชอบเขาเลย เขาคอยจะชวนทะเลาะอยู่เรอ่ื ยเลย”
ผ้ใู ห้การปรกึ ษา : “ เขา ท่ีคุณพดู หมายถงึ ใครค่ะ “
ผรู้ บั การปรกึ ษา : “ ก็ พ่ีชายผมน่ะครบั ทช่ี อ่ื เอก”
12. การดงึ เขา้ สูป่ ระเด็น (Focusing)
เป็นการท่ีผรู้ ับการปรึกษาพดู สง่ิ ต่างๆอยา่ งสบั สน ผใู้ หก้ ารปรกึ ษาจะนาเข้าสู่ประเดน็ เพ่ือลดความ
สับสนคลมุ เครอื และสนับสนนุ ให้ผูร้ ับการปรึกษาพดู ถงึ ความร้สู ึกและประสบการณ์ขอตนเองยิง่ ข้นึ
ตวั อยา่ งคาพดู
- “คณุ ไดพ้ ดู มาหลายเรอื่ ง ลองกลบั มาคุยเรื่อง.......”
-“เรื่องนีส้ าคญั มาก เราลองกลับมาพูดคุยกนั ตอ่ นะคะ”
- “เราลองกลบั มาพูดถึงเรอ่ื งทคี่ ุณทะเลาะกับพ่อคุณซิคะ่ ว่าเปน็ อย่างไร”
13. ทกั ษะการตรวจสอบ (Validating)
ใชเ้ มอ่ื ผู้ให้การปรึกษาจะตรวจสอบจากผรู้ บั การปรกึ ษาว่าทผี่ ใู้ หก้ ารปรึกษารับรหู้ รือเขา้ ใจนัน้ ตรงกบั ที่
ผรู้ บั การปรึกษารับรูห้ รือเข้าใจหรือไม่
ตัวอยา่ งคาพดู
“เทา่ ทคี่ ุณเลา่ มา คุณคิดวา่ สามีของคณุ นอกใจคุณ คุณอยากจะเลิกกับเขา แตย่ งั ตัดสินใจไม่ได้ ดิฉันเข้าใจ
ตรงกับคุณไหมคะ่ ”
14. ทักษะการติดตามประเดน็ (Tracking)
เปน็ การตดิ ตามประเด็นและความรู้สกึ ของผู้รบั การปรกึ ษา โดยผู้ให้การปรึกษาไม่พยายามเปล่ยี น
ประเด็น แตต่ ดิ ตามข้อมลู ต่างๆทีผ่ รู้ ับการปรึกษาไดเ้ ล่าและแสดงความรู้สึกใหเ้ หน็ ในระหว่างการปรึกษา
ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สุวรรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ (2563)
14
ตวั อยา่ งคาพดู
15. ทกั ษะการสรปุ ความ (Summarizing)
เป็นการรวบรวมสงิ่ ท่เี กิดขึ้นในกระบวนการใหก้ ารปรกึ ษาโดยใช้คาพดู สั้นๆ ให้ได้ใช้ใจความทง้ั หมด
ซึง่ มีการสรุปเนื้อหา ความรูส้ ึกและกระบวนการ
เปน็ การดึงเอาใจความสาคญั ของการสนทนาออกมา และเสนอ ออกไปด้วยคาพดู ท่กี ระชบั
- เพ่อื รวบรวมเร่ืองราวความคิด ความรสู้ กึ ทก่ี ระจัดกระจาย ก่อนท่จี ะจบการสนทนาแต่ละเรือ่ ง หรือ
แต่ละคร้งั ของการใหก้ ารปรึกษา
วัตถปุ ระสงค์
- ช่วยให้ผู้รับการปรกึ ษาได้สารวจความคิด ความรู้ต่างๆของตนอยา่ งกวา้ งขวางตอ่ ไป
- ทาให้ผ้รู บั การปรึกษาตระหนกั ถงึ ความกา้ วหน้าในการเรยี นรู้ของตน และไดพ้ ิจารณาเรอื่ งท่ไี ดพ้ ดู กนั ไปแล้ว
ตวั อยา่ งคาพดู
- “วนั นเ้ี ราได้คุยกนั ถงึ เรือ่ งไม่สบายใจของคณุ วา่ ทาให้คุณร้สู ึกเครยี ด และคุณหาทางผอ่ นคลายความเครียด
ทเ่ี กดิ ข้นึ ไดอ้ ยา่ งไรบ้าง”
-“ในหน่งึ ชั่งโมงที่ผา่ นมา คณุ ไดพ้ ดู เร่ือง....”
16. ทกั ษะการชผี้ ลท่ีตามมา (Logical consequence)
เปน็ การชวนใหผ้ รู้ ับการปรกึ ษาคิดหรอื มองเหน็ ผลของการวางแผนและการปฎบิ ตั ติ ามแผนทีเ่ ขาเป็นผู้
เลือกทง้ั ในทางท่ีดีและไม่ดี ซง่ึ ผลที่ตามมาเปน็ ได้ทั้งสถานการณ์ ประสบการณแ์ ละความรสู้ กึ ทเ่ี กิดขึ้นภายใน
จิตใจของผรู้ บั การปรึกษา รวมท้ังเหตุการณ์ที่อาจเกดิ ขนึ้ ภายนอกจิตใจ ผลทต่ี ามมาอาจจะเปน็ ไปได้ท้งั
ทางบวกและทาง
17. ทกั ษะการใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลับ (Feedback)
เป็นการพดู เพ่อื ใหผ้ ้รู ับการปรกึ ษาได้ทราบขอ้ มลู ท่ีชดั เจนเกี่ยวกบั การประพฤติปฎบิ ตั ิของตนเอง
เพอ่ื ให้ไดร้ วู้ า่ ผู้อื่นมองเขาอยา่ งไร
วตั ถุประสงค์
คอื การท่ีผ้รู บั การปรกึ ษาสามารถมองเห็นหรือรบั รตู้ นเองได้เหมอื นกับท่ีผู้อื่นมอง
18. ทกั ษะการเผชิญหน้า (Confronting)
เป็นการสงั เกตและช้ีใหเ้ หน็ อย่างตรงไปตรงมา เพอ่ื ให้ผู้รบั การปรกึ ษาไดท้ ราบวา่ อะไรกาลงั เกดิ ขึน้ อยู่
จรงิ ๆ เปน็ การแสดงออกดว้ ยวาจาให้ผู้รับการปรกึ ษาได้เห็นความขดั แยง้ ความไม่สอดคลอ้ ง ความสับสน
ระหว่างพฤตกิ รรม ความคิด ความรูส้ กึ และความหมายของการกระทาของตนเอง
วัตถปุ ระสงค์
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ (2563)
15
-ใหผ้ ูร้ บั การปรกึ ษาตระหนัก หรอื ยอมรบั ในประเดน็ ใดประเด็นหน่งึ
-แสดงความคดิ ที่ไม่สอดคล้องกับผรู้ ับการปรึกษา
-เพ่ือใหผ้ ู้รับการปรึกษาเข้าใจ สามารถจัดการให้เกดิ ความสอดคลอ้ งในตนเอง นาไปสู่ชีวติ ท่ีมีศักยภาพมากข้ึน
ตวั อยา่ งคาพดู
- “คุณบอกวา่ คุณอยากหายและอยากกลับไปทางานได้อีก แตค่ ุณไม่ยอมทานยาทห่ี มอสง่ั ให้คุณเลย”
19. ทกั ษะการเปดิ เผยตนเอง
เปน็ การท่ีผู้ให้การปรกึ ษาเล่าถงึ ข้อมูลเกีย่ วกับตนเองใหผ้ ูร้ บั การปรกึ ษารู้
อาจเปน็ ข้อมลู ทเ่ี ปน็ ข้อสงั เกต ความคิด ความรสู้ ึกและประสบการณ์ การเปิดเผยตนเองอาจเป็นทาง
ลบหรือทางบวก
ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลินี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ (2563)
16
บรรณานุกรม
กรรณกิ าร์ นลราชสุวจั น์. (2551). ทฤษฎีและแนวปฏิบตั ใิ นการใหก้ ารปรกึ ษา (หน่วยท่ี 9-15).
(พมิ พค์ รง้ั ท่ี 3). นนทบุรี: ส านกั พิมพ์มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช.
จนี แบรี่. (2549). การใหก้ ารปรกึ ษา. (พมิ พ์คร้ังที่ 5). กรงุ เทพฯ: เจรญิ วทิ ยก์ ารพิมพ
ปรชี า คมั ภีรปกรณ์. (2552). เอกสารการสอนชดุ วิชาเทคนิคการปรึกษาเบ้ืองต้น (หน่วยที่ 7-15).
(พมิ พค์ รัง้ ที่ 6). นนทบรุ ี: ส านกั พมิ พ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
พงษ์พันธ์ พงษโ์ สภา และวิไลลักษณ์ พงษโ์ สภา. (2556). ทฤษฎแี ละเทคนิคการใหบ้ ริการปรกึ ษา.
กรงุ เทพฯ: ส านักพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วัชรี ทรพั ยม์ ี. (2556ก). ทฤษฎีใหบ้ รกิ ารปรกึ ษา. (พิมพค์ ร้ังที่ 7). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
วชั รี ทรพั ยม์ ี. (2556ข). กระบวนการปรกึ ษา: ขัน้ ตอน สายสมั พันธ์ ทกั ษะ = The counseling
process: stages, rapport, skills. (พิมพ์คร้งั ท่ี 3). กรงุ เทพฯ:โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
วชั รี ธุวธรรม. (2552). เอกสารการสอนชุดวชิ าเทคนคิ การปรกึ ษาเบ้ืองต้น (หนว่ ยที่ 7-15).
(พิมพ์ครัง้ ที่ 6). นนทบรุ ี: ส านกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ศิริบรู ณ์ สายโกสมุ . (2552). เอกสารการสอนชดุ วิชาเทคนคิ การปรึกษาเบ้อื งตน้ (หน่วยท่ี 7-15).
(พิมพ์ครง้ั ท่ี 6). นนทบรุ ี: ส านักพิมพม์ หาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช.
สรุ นิ ทร์ สุทธธิ าทิพย์. (2545). ทกั ษะการปรกึ ษา. กรุงเทพฯ: ภาควชิ าแนะแนวและจติ วทิ ยาการศึกษา คณะ
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บรู พา.
อาภา จนั ทรสกุล. (2544). การปรกึ ษาแบบจลุ ภาค. กรุงเทพฯ: ภาควิชาจิตวิทยาการศกึ ษาและ
การแนะแนว คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์.
อาภา จนั ทรสกุล. (2545). ทฤษฎีและเทคนคิ การปรึกษาในสถาบนั การศกึ ษา. กรงุ เทพฯ:
ภาควิชาจิตวทิ ยาการศึกษาและการแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
Brammer, L. Ml., Shostrom, E. L. & Abrego, P. J. (1989). Therapeutic psychology:
Fundamentals of Counseling and psychotherapy, 5th ed. New Jersey: Prentice-Hall.
Corey, G. (2013). Theory and practice of counseling and psychotherapy.
(9th ed.). Pacific Grove, Calif: Brooks/Cole.
Doyle, R.E. (1992). Essential skills and strategies in the helping process. California:
Brooks/Cole.
Egan, G. (1986). The skilled helper. 4th ed. California: Brooks/Cole.
ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชาลนิ ี สวุ รรณยศ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ (2563)