The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kataungtata, 2023-12-17 21:49:59

การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้

การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้

การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียน ในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) (School as Learning Community) นายกมล แขกระโทก ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ รวบรวม/เรียบเรียง โรงเรียนวิชากร สำนักงานเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร


การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) (School as Learning Community) นายกมล แขกระโทก ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ เรียบเรียง ................................................................................................................................................ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประมาณ 300 โรง ที่ใช้แนวทางของ SLC - School as Learning Community และมีการขยายเครือข่ายไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อาทิ เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย อินเดีย เม็กซิโก จนเกิดเป็นเครือข่ายนานาชาติในนาม The International Network for School as Learning Community แล้ว SLC คืออะไร SLC ไม่ใช่สูตรสำเร็จ SLC จะต้องมี 3 องค์ประกอบกันดังนี้ 1. วิสัยทัศน์ (vision) วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษา เราจะพัฒนาโรงเรียนและ ห้องเรียนให้เป็นแบบใด จะจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการใด หากไม่กำหนดวิสัยทัศน์เอาไว้ให้ชัดเจนจะเปล่า ประโยชน์ แล้วผู้สอนเองก็ต้องรับบทหนัก มีความยากลำบากในการสอนมากขึ้น วิสัยทัศน์ของ โรงเรียนใน ฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) สำหรับเด็กๆ คือโรงเรียนที่ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนรู้อย่างมี คุณภาพ และสำหรับครู โรงเรียนคือที่ที่ครูได้เรียนรู้จากชั้นเรียนของตนเองและเพื่อนครูด้วยกันจนเป็น ผู้เชี่ยวชาญในงานการศึกษา สำหรับผู้ปกครองและคนในชุมชนท้องถิ่น โรงเรียน คือ ที่ตนได้มีส่วนร่วมและให้ ความร่วมมือในการปฏิรูปโรงเรียน วิสัยทัศน์ของโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้จะช่วยสนับสนุนให้เด็กทุกคน ได้รับสิทธิในการเรียนรู้ และเข้าถึงคุณภาพการเรียนรู้ที่สูงขึ้น ตามแนวทางของการปกครองในระบอบ สังคมประชาธิปไตย (Social Democracy) 2. ปรัชญา (Philosophy) ของ SLC มี 3 ประการ คือ ปรัชญาว่าด้วยความเป็นสาธารณะ (Public Philosophy) ห้องเรียนและ โรงเรียนคือพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของเพียงลำพัง การเรียนรู้เป็นไป เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เปิดกว้างในการมีส่วนรวม


ปรัชญาว่าด้วยประชาธิปไตย (Democracy Philosophy) การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นอย่างเคารพ เข้าอกเข้าใจ รับฟังเสียงทุกเสียงจากทุกคน ทุกคนต้องได้รับการยอมรับ เพื่อจะทำให้ระบอบ ประชาธิปไตยในโรงเรียนและห้องเรียนเกิดขึ้นได้ระหว่างเด็กกับเด็ก เด็กกับครู ครูกับครู ต้องสร้าง “ความสัมพันธ์ในการรับฟังซึ่งกันและกัน” (Listening Relationship) ปรัชญาว่าด้วยความเป็นเลิศ (Excellence Philosophy) ความเป็นเลิศ ไม่ได้ หมายถึงความยอดเยี่ยมจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น เด็กทุกคนมีความแตกต่าง และมีสิทธิที่จะพัฒนาเต็มที่ ตามศักยภาพของเขา ความเป็นเลิศจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องมองให้ไกล เพื่อพัฒนาศักยภาพ แห่งการเรียนรู้ให้ยอดเยี่ยมที่สุดของทั้งครูและผู้เรียนเอง 3. ระบบกิจกรรม (Active System) ระบบกิจกรรมของ SLC ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อนำทฤษฎีไปปฏิบัติจริง และช่วยฝึกฝน ครูและนักเรียน ให้มีปรัชญาทั้ง 3 (ปรัชญาสำหรับส่วนรวมและความเป็นสาธารณะ ปรัชญาของระบอบ ประชาธิปไตย และปรัชญาของความเป็นเลิศ) อย่างเป็นธรรมชาติ มีโครงสร้างทั้งหมด 3 ส่วน 3.1 การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลังในห้องเรียน (Collaborative Learning) คือแก่นของการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือและการสื่อสารแบบพูดจาปฏิสัมพันธ์ ช่วยกระตุ้น และบังคับให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนรูปแบบอื่นๆ ช่วยฟื้นฟูความสามารถทางการเรียนของเด็ก เรียนช้าได้ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังในห้องเรียน ครูเพียงสนับสนุนให้เด็กๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกันแบบกลุ่มเล็กๆ ที่มี จำนวนไม่เกิน 4 คน สร้างการเรียนรู้แบบก้าวกระโดด ผ่าน Sharing Task และ Jumping Task ข้อควรระวัง การพูดคุยกัน กับ การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในห้องเรียนเราใช้เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อแยกความต่าง เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้


3.2 การสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงาน (Collegiality) และชุมชนแห่ง การเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community) การสร้างโรงเรียนที่ทำให้ครูทุกคนเติบโต ขึ้นได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการเติบโตของครูจะมี 2 ด้าน คือ การเติบโตในฐานะช่างฝีมือ (Craftsmanship) คือ การได้รับเทคนิค และสไตล์ ผ่านการลอกเลียนแบบ และการเติบโตในฐานะผู้เชี่ยวชาญ (Professional Development) คือการบูรณาการทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง ผ่านกรณีศึกษา ในการวิจัยในชั้นเรียน หรือการ วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ จะสนับสนุนงานวิจัยของครูแต่ละคนให้มีคุณภาพที่ สูงขึ้น ครูทุกคนจะต้องมีการนำเสนอชั้นเรียนแก่เพื่อนร่วมงาน ผ่านการเปิด ห้องเรียน (Open Classroom) เพื่อเปิดชั้นเรียนให้คุณครู เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของ เด็ก ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชั้นเรียนและ สังเกตการชั้นเรียนของเขา เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบเรียนรู้ซึ่งกัน และกันกับเพื่อนร่วมงานภายในโรงเรียน การเปิดห้องเรียน (Open Classroom) ครูผู้เปิดห้องเรียน ได้พัฒนาทักษะเรียนรู้ในเชิงความคิด ความรู้สึก อย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ในการใช้ชีวิตและความอ่อนไหวกับความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เพื่อที่จะรับรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นด้วย ครูผู้สังเกตห้องเรียน ได้ฝึกการคิดอย่างลึกซึ้งจากคำตอบหรือว่า แบบฝึกหัดของนักเรียน ผ่านการสังเกต การเปิดชั้นเรียนทำให้ครูได้สังเกตข้อเท็จจริงจากการเรียนรู้ของเด็กใน ห้องเรียน ที่ไม่ใช่ “การให้คำปรึกษา” และ “การประเมิน” การสอน แต่เป็นการสะท้อน (Reflection) การ เรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ หัวใจในการเรียนรู้ของครู


3.3 การเข้าร่วมเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปของผู้ปกครองและคนในชุมชน ท้องถิ่น เงื่อนไขที่จำเป็น ต้องสร้างความสัมพันธ์ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับผู้ปกครอง จนโรงเรียนกับ ผู้ปกครองมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน หากไม่ผลักดันการปฏิรูปโรงเรียนไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์ใน ความร่วมมือกับคณะกรรมการการศึกษาในพื้นที่ จะทำให้ยากต่อการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโรงเรียนจะทำ การปฏิรูปจากภายใน แต่ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากภายนอกแล้ว การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถเป็นไปได้ การทำให้ระบบกิจกรรมทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ต้อง เตรียมสิ่งหนึ่งเอาไว้ นั่นคือ การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Communication) โดยการสร้าง ความสัมพันธ์ที่รับฟังซึ่งกันและกัน ทั้งในห้องเรียน ห้องพักครู รวมถึงระหว่างโรงเรียนกับท้องถิ่น เมื่อมี ความสัมพันธ์ที่รับฟังซึ่งกันและกัน จะทำให้การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น ครูและเด็กเกิดการเรียนรู้ การ รับฟังเสียงของผู้อื่น เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย การขับเคลื่อนโรงเรียนด้วยการนำแนวคิด SLC ไปใช้ ตั้งเป้าสร้างคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมแก่ นักเรียนทุกคน หากเอ่ยถึงแนวคิด SLC (School as Learning Community) หรือ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่ง การเรียนรู้ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เพราะ ปัจจุบันแนวคิดนี้ ได้ขยายเครือข่ายจากจุดเริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่นไปสู่ เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เม็กซิโก และไทย รวมถึงเกิดเป็นเครือข่ายนานาชาติภายใต้ชื่อ “The International Network for School as Learning Community” โดย SLC เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบ กิจกรรมที่เด็ก ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ตลอดเวลา เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม อ.มาซาอากิ ซาโต อดีตครูใหญ่โรงเรียนประถมฮิโรมิ และโรงเรียนมัธยมต้นกักคุโย เมืองฟูจิ จังหวัด ชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SLC กล่าวว่า หลักการสำคัญของแนวคิด SLC คือทำ ให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้อย่างดีที่สุดผ่านปรัชญาทางการศึกษา 3 ด้าน คือ


1) Public Philosophy ปรัชญาว่าด้วยส่วนรวมและความเป็นสาธารณะ ห้องเรียนและ โรงเรียนคือพื้นที่ในการเรียนรู้ของทุกคนโดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพียงฝ่ายเดียว 2) Democracy Philosophy ปรัชญาว่าด้วยประชาธิปไตย เป็นการใช้ชีวิตอยู่กับผู้อื่น อย่างเคารพ รับฟังเสียงของทุกคน และไม่ทอดทิ้งใครให้อยู่เพียงลำพังในห้องเรียน 3) Excellence Philosophy ปรัชญาว่าด้วยความเป็นเลิศ เพราะเด็กทุกคนมีความ แตกต่างกันกัน ดังนั้น พวกเขามีสิทธิพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศตามแนวทางของตัวเอง “การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จะดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการจัดทำแผนการ จัดการเรียนรู้แล้วนำไปสอนจริงในห้องเรียน พร้อมทั้งเปิดห้องเรียนให้เพื่อนครู ผู้อำนวยการ ได้เข้ามา สังเกตการณ์ด้วยการบันทึกผ่านเอกสารหรือวิดีโอ หลังจากนั้น ครูผู้สอนและผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์จะมาพูดคุย กันเพื่อสะท้อนกลับถึงวิธีการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนว่าเป็นอย่างไรเมื่อครูจัดการเรียนการสอนในคาบดังกล่าว โดยครูนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งครูต้องให้ ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง ไม่ละเลยนักเรียนคนใดให้อยู่เพียงลำพัง หรือไม่มีส่วน ร่วมกับการเรียนรู้ในชั้นเรียน” ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีโรงเรียนหลายแห่งที่เริ่มนำแนวคิด SLC เข้าไปใช้ ผ่านการขับเคลื่อนของ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู (EDUCA)” ที่ทำงาน ร่วมกับกลุ่มผู้อำนวยการผู้นำ (Thailand Principal Forum) โดยหนึ่งในโรงเรียนที่เห็นผลลัพธ์แล้วคือ โรงเรียน วัดใหม่กระทุ่มล้ม ที่อยู่ในเขตหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครู 10 คน และนักเรียน 143 คน จำนวนนี้มีเด็กเรียนร่วม หรือนักเรียนที่เรียนช้า และสมาธิสั้น 17 คน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสามารถจัดการเรียนรู้แบบ SLC ได้เป็นอย่างดี และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูและนักเรียน อย่างชัดเจน อ.เพียงจิต สีดาสมุทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่กระทุ่มล้ม ให้ข้อมูลว่า เดิมการสอนของครูเป็น แบบทางเดียว ไม่ใช่การสื่อสารสองทาง ทำให้นักเรียนไม่มีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนเท่าที่ควร แต่เมื่อนำ แนวคิด SLC มาใช้นั้น ครูทุกคนได้ปรับวิธีการสอนใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการทำกิจกรรมที่ให้นักเรียนทุกคนได้มี ส่วนร่วมกับการเรียนรู้ ส่งผลให้บรรยากาศการเรียนในห้องเรียนดีขึ้น และอัตราการขาดเรียนของนักเรียน ลดลง ขณะเดียวกัน ได้กำหนดให้การเปิดห้องเรียนเป็นกิจกรรมสะท้อนคิดภายในโรงเรียน เพื่อให้ครูทุกคนได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการสอนระหว่างเพื่อนครูด้วยกัน


นอกจากนั้น ผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างใกล้ชิดผ่านการ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์สอนในชั้นเรียน โดยได้เห็นว่ากระบวนการสอนและการดูแลเด็กของครูเป็นอย่างไร แล้วสะท้อนมุมมองให้ครูฟังผ่านการประชุมกลุ่มว่าเขาเห็นลูกหลานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และต้องการให้ครู เพิ่มเติมวิธีการสอนในด้านใดบ้าง “โรงเรียนของเราใช้แนวคิด SLC ในการพัฒนาโรงเรียนมาแล้ว 1 ปี การศึกษา และดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ครูใส่ใจและมีความละเอียดในการ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้มากขึ้น มีความพลิกแพลงหรือคิดค้นสื่อการสอนที่หลากหลาย ให้ความสำคัญกับ การให้นักเรียนมีส่วนร่วมชั้นเรียน ส่งผลให้สามารถพัฒนานักเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ขณะที่ นักเรียนก็สนุกกับการเรียน ชอบทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ กล้าพูด กล้าแสดงออก และช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนตาม ไม่ทัน ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราวางนโยบายให้เป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ เมื่อหลาย ฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมก็ส่งผลให้การเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น” ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปิโกให้ความสำคัญและดำเนินงานเรื่องโรงเรียนแนวคิด SLC มาอย่างต่อเนื่อง เพราะ เล็งเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปฏิรูปการศึกษาไทยได้ โดยที่ผ่านมาปิโกได้จัดงาน SLC Symposium รวมถึง แปลและตีพิมพ์หนังสือด้าน SLC หลายเล่ม เช่น หนังสือเรียนรู้จากข้อเท็จจริงของเด็กและห้องเรียน: การ ปฏิรูปโรงเรียนด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้และการไตร่ตรอง และหนังสือการปฏิรูปโรงเรียน แนวความคิดชุมชน แห่งการเรียนรู้ กับการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง ตลอดจนยังเคยนำเรื่อง SLC มาเป็นแนวคิดหลักในการจัดงาน EDUCA อีกด้วย “ในส่วนของโรงเรียนวัดใหม่กระทุ่มล้มเป็นตัวอย่างที่ดีของโรงเรียนที่สามารถจัดการเรียนรู้แบบ SLC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน (School Visit) ของ นักการศึกษาจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ SLC ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้งาน EDUCA 2019 ในเดือน ตุลาคมนี้”


อ้างอิง - หนังสือเพื่อครู “การปฎิรูปโรงเรียน แนวความคิด “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” กับการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง ซา โต มานาบุ - บรรยายสาธารณะ เรื่อง เรียนรู้ร่วมกันตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) : ปรัชญา ความเป็นสาธารณะ ประชาธิปไตย และความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา โดย Prof.Manabu Sato, Ph D. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 - บรรยายสาธารณะ เรื่อง “Promoting School as Learning Community (SLC) in School” โดย โดย Eisuke Saito, Ph D. วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562 - บทความจากเพจ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครุฯ จุฬาฯ โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


Click to View FlipBook Version