The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงาน IS+ เล่มรายงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kamol Saengphrom, 2024-06-21 04:17:48

test

โครงงาน IS+ เล่มรายงาน

โครงงานการศึกษาค้นคว้าอิสระ เรื่อง ไม้ขี้ใต้จุดไฟ จัดทำโดย นาย กฤตชวกร ชวลิตกิตติวงศ์เลขที่ 1 นาย เจษฎา กระทุ่มนอก เลขที่ 5 นาย ชยตพงศ์ กัญญาสุด เลขที่ 7 นาย ณัฐกิตติ์ กาญจนารัญ เลขที่ 9 นาย ยุทธการ ขำหินตั้ง เลขที่ 19 นางสาว ณัฐริกา แย้มชัยภูมิเลขที่27 นางสาว ดวงพร ชัยสงค์เลขที่ 29 นางสาว นิภาวรรณ กล้าสนาม เลขที่ 31 นางสาว พัชรพร ต่อชาติ เลขที่ 33 นางสาว วันเพ็ญ เนียนกุงกัง เลขที่ 37 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/6 โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาค้นคว้าอิสระ(IS) ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 30


ก เกี่ยวกับโครงงาน เรื่อง ไม้ขี้ใต้จุดไฟ ผู้จัดทำ 1.นาย กฤตชวกร ชวลิตกิตติวงศ์เลขที่ 1 2.นาย เจษฎา กระทุ่มนอก เลขที่ 5 3.นาย ชยตพงศ์ กัญญาสุด เลขที่ 7 4.นาย ณัฐกิตติ์ กาญจนารัญ เลขที่ 9 5.นาย ยุทธการ ขำหินตั้ง เลขที่ 19 6.นางสาว ณัฐริกา แย้มชัยภูมิ เลขที่ 27 7.นางสาว ดวงพร ชัยสงค์ เลขที่ 29 8.นางสาว นิภาวรรณ กล้าสนาม เลขที่ 31 9.นางสาว พัชรพร ต่อชาติ เลขที่ 33 10.นางสาว วันเพ็ญ เนียนกุงกัง เลขที่ 37 ครูที่ปรึกษา นางสาว มญช์สิการณ์ แสงพรม สถานศึกษา โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 30 ปีการศึกษา 2563


ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจากคุณครูมญช์สิการณ์ แสงพรม คุณครูที่ปรึกษาโครงงานที่ได้ให้ คำเสนอแนะ แนวคิด ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ มาโดยตลอด จนโครงงานเล่มนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้ศึกษาจึงขอก ราบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ปกครองที่ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ รวมทั้งเป็นกำลังใจที่ดี เสมอมา ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ช่วยให้คำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับโครงงานชิ้นนี้ ท้ายสุดนี้คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานนี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษา เรื่องขี้ใต้จุดไฟ ของผู้สนใจ ต่อไป คณะผู้จัดทำ


ค หัวข้อโครงงาน : ไม้ขี้ใต้จุดไฟ ครูที่ปรึกษาโครงงาน : นางสาว มญช์สิการณ์ แสงพรม ปีการศึกษา : 2563 บทคัดย่อ เนื่องจากปัจจุบันมีความนิยมในการรับประทานอาหารประเภทปิ้งย่าง หรือแม้แต่การจุดไฟใช้ในเตาเผาของ แต่ละครัวเรือน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหรือไม้แห้ง แต่หากจะจุดไฟให้ติดได้นั้น จำเป็นจะต้องมี แหล่งกำเนิดไฟจากเชื้อเพลิง ที่สามารถจุดไฟติดได้ง่าย คณะผู้จัดทำจึงได้พัฒนา ไม้ขี้ใต้จุดไฟขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่ใช้จุดไฟ ให้ความร้อนได้ จุดไฟได้ง่าย และทำจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เพื่อที่จะทำให้เกิดความสดวกยิ่งขึ้นในการจุดไฟ


สารบัญ เรื่อง หน้า เกี่ยวกับโครงงาน ก กิตติกรรมประกาศ ข บทคัดย่อ ค บทที่ 1 บทนำ 1 บทที่ 2 เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง 2 บทที่ 3 วิธีการจัดทำโครงงาน 4 บทที่ 4 ผลการศึกษา 5 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ 6 บรรณานุกรม 7


1 บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของโครงงาน มนุษย์มีการค้นพบและใช้ไฟ มาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งสืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทุกคนใช้ไฟในการ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การประกอบอาหาร การใช้ไฟในการทำอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ให้แสงสว่าง เพื่อให้มองเห็นยามกลางคืนหรือในพื้นที่มืด แต่การจุดไฟนั้นก็ย่อมต้องมีเชื้อเพลิงในการจุดไฟ ในปัจจุบัน มนุษย์ก็ยังมีการใช่ไฟในชีวิตประจำวันอยู่ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็ได้มีการ พัฒนาเชื้อเพลิง ที่ทำให้ การจุดไฟสะดวกยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือเชื้อที่เรียกกันว่า “ขี้ใต้ จุดไฟ” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ทำมาจาก วัสดุธรรมชาติ นั่นก็คือ น้ำมันจากต้นยางนา ขี้ใต้จุดไฟนั้นมีคุณสมบัติ เป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย ทำให้ช่วยในการจุดไฟได้ง่ายขึ้น ใช้ในปริมาณที่น้อย พกพาง่าย สามารถนำไปใช้จุดไฟในการประกอบอาหาร หรือพกพาเข้าป่าเพื่อเชื้อเพลิงในการจุดไฟให้สะดวกขึ้น วัตถุประสงค์ 1.เพื่อนำน้ำมันจากต้นยางนามาทำเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟ 2.เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น 3.เพื่อนำวัสดุในธรรมชาติมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ศึกษาเกี่ยวกับไม้ขี้ใต้จุดไฟ ที่บ้านชีลองใต้ ตำบลห้วยต้อน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นระยะเวลา 15วัน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.นำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 2.สามารถจุดไฟได้ง่ายขึ้น 3.ประยัดเงินในการซื้อเชื้อเพลิง


2 บทที่ 2 เอกสารและโครงงานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาไม้ขี้ใต้จุดไฟ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะทำไม้ขี้ใต้จุดไฟขึ้นมา ซึ่งคณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ เกี่ยวข้องดังนี้ ต้นยางพลวง หรือ ยางนา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Dipterovarpus tuberculstus Roxb. บางถิ่นเรียก กุง (อุบลราชธานี อุดรธานี ปราจีนบุรี) คลง (เขมร-บุรีรัมย์) คลอง(เขมร) ควง (พิษณุโลก สุโขทัย) ตึง (พายัพ) พลวง (ภาคกลาง) ยางพลวงเป็นไม้ต้น อาจสูงได้ถึง ๔๐ เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา แตกเป็นร่องลึก สีเทา กิ่งอ่อนอวบ เกลี้ยง มีรอยแผลใบ หูใบเกลี้ยง ใบเป็นใบเดี่ยว รูปไข่ปลายใบมนกว้าง โคนใบหยักเว้า แผ่นใบหนา เกลี้ยง ขอบใบ เรียบหรือเป็นคลื่น ดอกออกรวมเป็นช่อสั้นๆเหนือรอยแผลใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีแดงอมม่วง โคนกลีบเลี้ยง เปลี่ยนเป็นสันหรือพู ๕ พู โคนกลีบดอกเกยซ้อนเวียนเป็นรูปกังหัน ผลรูปกรวย ส่วนที่ติดอยู่กับปีเป็นพู ๕ พู แล้ว ค่อยๆตื้นขึ้น ไปทางขั้วผล มีปีกยาว ๒ ปีก ยาวได้ ๑๕ เซนติเมตร ปีกสั้น ๓ ปีก ยาวไม่เกินกึ่งหนึ่งของตัวผล น้ำมันยางเป็นของเหลวข้น สีน้ำตาลถึงดำปนเขียว หรือเทา มีกลิ่นเฉพาะ ได้จากการเจาะหลุมเข้าไปในต้นยางหลาย ชนิด แล้วเอาไฟลน น้ำยางจะไหลเข้ามาขังในแอ่งที่เจาะเอาไว้ ตักรวมกันแล้วใส่ไว้ในปี๊บ น้ำมันยางที่ได้มีชื่อสามัญว่า Gurjun balsam หรือ Gurjun oil เมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยง่ายในปริมาณสูง น้ำมันยางที่ได้จากต้น ยางนาให้น้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๗๐ น้ำมันยางที่ได้จากต้นยางแดงให้น้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๓๗ ถึง ๘๒ ส่วนน้ำมันยางที่ได้จากต้นยางพลวงให้น้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๓๓ น้ำมันระเหยง่ายนี้มีองค์ประกอบทางเคมีเป็น อัลฟา-เกอร์จูนีนและเบตา-เกอร์จูนีน การเจาะลำต้นของไม้ยาง เพื่อเก็บน้ำมันยางนั้น ต้องเลือกต้นที่โตขนาดวัดผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร โดยวัดขนาดที่ระดับสูงจาก พื้นดิน ๑๓๐ เซนติเมตร กำหนดจำนวนหลุมที่จะเจาะตามขนาดของลำต้น คือ ขนาดวัดผ่านศูนย์กลาง ๑๕๐-๒๕๐ เซนติเมตร จะได้ไม่เกิน ๑ หลุม ขนาด ๒๕๐-๓๕๐ เซนติเมตร จะได้ไม่เกิน ๒ หลุมและขนาดที่โตกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร จะได้ไม่เกิน ๓ หลุม หลุมที่จะต้องมีขนาดวัดผ่านศูนย์กลางไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร ลึกไม่เกิน ๒๐ เซนติเมตร และห่างกันไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตร โดยการโดยเจาะเป็นแอ่งหรือเป็นแนวลาดเฉียงลงเพื่อให้ก้นของ หลุมสามารถเก็บน้ำมันที่ไหลซึมออก มักเริ่มเจาะตอนปลายฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนตุลาคม ทั้งนี้ห้าม เผาหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้ต้นไม้เป็นอันตราย


3 น้ำมันยางใช้ประโยชน์ได้มาก ใช้ทาไม้ ผสมชันอื่นๆ อุทยานแนวเรือ แนวรอยต่อไม้ ใช้ยาพรุที่ทำด้วยไม้ไผ่ สำหรับใช้บรรจุน้ำ ใช้ผสมกับน้ำมันตัง (tung oil) ทาฝาเรือน ตู้ โต๊ะ เครื่องเรือน ให้ขึ้นเงาดี ใช้ผสมกับขี้เลื่อยและ เศษใบไม้ผุ ที่บดละเอียด ห่อด้วยยางพลวงหรือเปลือกเสม็ดขาว ทำไตเสำหรับจุดไฟ ใช้ทาร่มเพื่อป้องกันน้ำในงาน หัตถกรรม เมื่อเอามากะได้น้ำมันระเหยง่าย ในใช้ในอุตสาหกรรมทำสี น้ำมันชักเงา หมึกพิมพ์ และอื่นๆ ตำรา สรรพคุณยาโบราณว่า น้ำมันยางมีรสร้อน เมาขื่น มีสรรพคุณห้ามหนอง และสมานแผล ใช้ทาแผลเน่าเปื่อย แผลมี หนอง แผลโรคเรื้อน แก้โรคหนองใน น้ำมันยางผสมกับเมล็ดกู๋ฉ่ายหรือกุยช่าย (Allium tuberosum Roxb.) คั่วให้ เกรียม บดให้ละเอียด ใช้อุดฟันแก้ฟันผุ น้ำมันยาง ๑ ส่วน ผสมกับแอลกอฮอล์ ๒ ส่วน กินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้แผล ในทางเดินปัสสาวะ แก้มุตกิบ (โรคระดูขาว) จิบเป็นยาขับเสมหะ ใบมะพร้าว ลักษณะทั่วไป ใบมะพร้าว เป็นใบประกอบ ออกอยู่ตามส่วนของลำต้น ประกอบด้วยก้านทาง ( rechis ) มี ขนาดใหญ่และยาว และมีใบย่อย ( leaflet ) บนก้านทางประมาณ 200 – 250 ใบ ใบมะพร้าว เป็นวัสดุที่คนทุกยุคทุกสมัย ได้นำมาทำสิ่งของเครื่องใช้มากมาย ใช้สานเป็นภาชนะใส่ของ ชั่วคราว ห่อขนม สานหมวกกันแดด สานเป็นเครื่องเล่นเด็ก ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกรูปสัตว์ต่างๆ ของที่ระลึกประดับ ตกแต่ง ไม้กวาด กระเช้า กระจาด และตะกร้า ต้นลาน ต้นลานเป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นตรง และแข็ง ไม่มีกิ่ง มีแต่ก้านออกรอบลำต้นเป็นชั้น ๆ มีหนาม เป็นฟันเลื่อยสั้น ๆ อยู่สองข้างริมขอบก้านใบ วงจรชีวิตของต้นลานค่อนข้างพิเศษกว่าไม้ตระกูลอื่น ๆคือเมื่อแก่ตั้งแต่ อายุ 20-80 ปี ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนจะออกดอกและผลแล้วตาย ใบยาวประมาณ 2-3 เมตร มี ลักษณะเป็นรูปพัด บางทีเรียกว่าปาล์มพัด ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่มีใบใหญ่ที่สุดในโลก ผลิตภัณฑ์จากใบลานทำจากใบลาน 100% โดยการตัดยอดลาน แล้วนำใบมาผึ่งแดด 3-5 ครั้ง เลาะก้านลานออกให้เหลือเฉพาะใบ จากนั้นนำใบลานมา เลียด (เลียดคือการผ่าใบตาลออกเป็นเส้น ๆ ในขนาดที่ต้องการ โดยใช้เครื่องมือที่ทำขึ้นเอง) เป็นเส้น ๆ สามขนาดคือ ใหญ่ กลาง เล็ก จากนั้นนำใบลานไปแช่ในสารฟอกขาว แล้วนำไปล้างน้ำ ตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้ง นำใบลานมาสาน ขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ตามลวดลายที่ต้องการ จากนั้นทาแลคเกอร์หรือน้ำยาเคลือบเงา เพื่อเพิ่มความสวยงาม ใบลานมี น้ำหนักเบา มีความเหนียวปานกลาง ถ้าขึ้นราให้ทำความสะอาดด้วยน้ำซาวข้าวหรือน้ำส้มสายชู มีลายสานหลายลาย เช่นลายทึบ ลายโปร่ง ลายสี่เหลี่ยม และมีสีให้เลือกหลายสี ทั้งสีเคมีและสีธรรมชาติ ใช้มุงหลังคา และนำมาจักสาน เป็นเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น กระติ๊บข้าว หมวก และสานเป็นงานของใช้ ของตกแต่งบ้าน เช่น โคมไฟ ตะกร้าใส่ของ


4 บทที่ 3 วิธีการจัดทำโครงงาน วัสดุและอุปกรณ์ วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโครงงานได้แก่ 1.ขี้ยาง(น้ำมันยาง) 2.ตอก 3.ใบมะพร้าวหรือใบลาน 4.ไม้ผุ วิธีการทำขี้ใต้ 1.นำน้ำมันยางมาคลุกกับเศษไม้ผุหรือขี้เลื่อย 2.ปั้นให้เป็นก้อนๆ 3.ห่อไว้ด้วยใบลานหรือใบมะพร้าว 4.มัดไว้ด้วยตอก


5 บทที่ 4 ผลการศึกษา จากการศึกษาการทำ ไม้ขี้ใต้จุดไฟ ในโครงงานนี้ได้ผลดังนี้ 1.ได้สืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้าน 2.ได้เรียนรู้วิธีการประยุกต์ใช้น้ำมันจากต้นยาง 3.สมารถนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 4.สามารถทำขี้ใต้ได้สำเร็จตามเป้าหมาย 5.ขี้ใต้สามารถนำไปใช้ได้จริง


6 บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา จากการจัดทำโครงงานพบว่า น้ำมันยางนานั้นสามารถนำมาทำขี้ใต้ เพื่อนใช้ในการจุดไฟให้ความร้อนได้จริง เป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย วัสดุในการทำหาได้ตามท้องถิ่น มีขั้นตอนการทำที่ไม่ซับซ้อน ทำให้ง่ายต่อการผลิต ข้อเสนอแนะ 1.ในการหาน้ำมันยางควรหาจากตอไม้ที่พึ่งตัดใหม่ไม่เกิน2-3เดือน 2.หลังจากทำขี้ใต้เสร็จแล้วไม่ควรเก็บไว้ในที่ชื้นเพราะจะทำให้ขี้ใต้เสื่อมสภาพ


7 บรรณนานุกรม 1.วิธีการทำไม้ขี้ใต้จุดไฟจาก Youtube ช่อง วิถีอีสาน 2.วิธีการทำไม้ขี้ใต้จุดไฟจาก :http://www.kasetvirul.com/index.php?lay=show&ac=cat_show_pro_detail&pid=249669 (ไม่ระบุนามผู้แต่ง)


Click to View FlipBook Version