เปดิ เลม่ ฉบบั ท่ี ๔๑ เดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๖๑
วารสารโพธยิ าลยั ประจำ� เดอื นตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๖๑ การโตว้ าทนี นั้ เปน็ วธิ กี ารประลองยทุ ธท์ างปญั ญา
น้ี เป็นฉบับ ‘คุณธรรมน�ำความรู้’ มาจากพระราช- ตามธรรมเนียมของพวกอารยัน ดังมีเร่ืองเล่าในพระ
นิพนธ์ ในล้นเกลา้ ฯ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ อรรถกถาธรรมบทกล่าวถึงภิกษุณีกุลฑลเกสีท่ีบวช
เจ้าอยูห่ ัว รัชกาลท่ี ๕ และวันที่ ๒๓ ตลุ าคม ของทุกปี เป็นปริพาชิกามาก่อน มีความช�ำนาญในการโต้วาที
เป็นวันปิยมหาราช หรือวันคล้ายวันสวรรคตของ เป็นอย่างย่ิง เท่ียวท้าประลองกับนักบวชในลัทธิอ่ืนๆ
พระองคท์ ่าน แตไ่ ม่มีใครเอาชนะนางได้ จนกระท่งั ไดม้ าประลองกับ
ในวันท่ี ๑๓ เดอื นเดยี วกนั นเ้ี อง เป็นวนั คลา้ ยวัน พระสารีบุตร พระอัครสาวกผู้เป็นธรรมเสนาบดีของ
สวรรคตของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพล- พระพทุ ธเจา้ นางพา่ ยแพ้ จงึ ยอมบวชเปน็ พระภกิ ษุณี
อดลุ ยเดชฯ บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ ซง่ึ ผา่ นพน้ ครบ ในพระพุทธศาสนา ละทิ้งการเป็นปริพาชิกา และได้
สองปใี นปีน้ี บรรลเุ ปน็ พระอรหนั ตใ์ นท่ีสุด
นับเป็นวาระอันควรที่พวกเราพสกนิกรไทย แตก่ ารโตว้ าทรี ะหวา่ งพระนาคเสนกบั พระยามลิ นิ ท์
ทั้งปวง จะได้น้อมร�ำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ นั้น แม้จะเกิดขึ้นหลังพุทธกาลถึง ๕ ศตวรรษ แต่ได้
ล้นเกล้าฯ ท้ังสองพระองค์ วารสารโพธิยาลัยฉบับนี้ กลายเป็นประวตั ศิ าสตร์ และไดม้ ีการบนั ทึกเปน็ คัมภีร์
จึงได้จัดท�ำให้สอดคล้องกัน มีท้ังบทกวีและบทความ ส�ำคญั อกี เลม่ หนึง่ ในประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนา
ย้อนรอยอดีต โดยเฉพาะอย่างย่ิง การน้อมร�ำลึก คมั ภรี ป์ ญั หาพระยามลิ นิ ท์ หรอื มลิ นิ ทปญั หา ไดร้ บั
ถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ การแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยหลายส�ำนวน
พ่อหลวงผู้เป็นท่ีรักย่ิงของลูกหลานไทย ที่มีชีวิตทัน และมกี ารตพี มิ พโ์ ดยหลายสำ� นกั พมิ พ์ แตท่ อี่ ยากใหห้ า
ในรัชกาลของพระองค์ ขอเชิญอ่านเรื่อง “พ่อ” กับ มาอ่านคือของส�ำนักพิมพ์มหาจุฬาฯ เพราะแปลเป็น
คุณธรรมท่ีเป็นแบบอย่าง เพ่ือเตือนว่า เรามี ‘พ่อ’ ส�ำนวนไทยได้สละสลวย น่าอา่ น
ที่ประเสริฐเพียงใด และเราโชคดีแค่ไหนท่ีได้เกิด อกี ครง้ั หนงึ่ ทส่ี ำ� คญั มากเกดิ ขนึ้ ทปี่ ระเทศศรลี งั กา
เป็นคนไทย ในพระบรมโพธสิ มภาร ได้รบั พระราชทาน ปีพ.ศ. ๒๔๑๔ กลา่ วคอื การโตว้ าทรี ะหวา่ งพระโมโหฏฏ-ิ
ความรกั และความดแู ลเอาใจใสจ่ าก ‘พอ่ ’ ตลอดรชั สมยั วตั เต คณุ านนั ทเถระ กบั บาทหลวงชาวครสิ ตถ์ งึ สองคน
สมดงั คำ� กลา่ วในเพลงสรรเสรญิ พระบารมวี า่ “เยน็ ศริ ะ เหตกุ ารณค์ รงั้ นเี้ กดิ ขนึ้ ทเ่ี มอื งปานะดรุ ะ พระคณุ านนั ทะ
เพราะพระบรบิ าล” น่นั แทเ้ ทียว มีชัยชนะอย่างงดงาม ข้อความในการโต้วาทีคร้ังน้ัน
เรม่ิ แลว้ ในฉบบั นี้ ผลงานคน้ ควา้ ของวเิ ทศทยั ย์ ได้ถูกบันทึกไว้เป็นหนังสือเผยแพร่ไปทั่วโลก ท�ำให้มี
เรอื่ ง พระนาคเสนเถระ ดงั ทไี่ ดเ้ กรน่ิ นำ� ไวใ้ นฉบบั เดอื น ผเู้ ลอ่ื มใสศรทั ธาเปลย่ี นมาเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชนจำ� นวนมาก
ทแี่ ลว้ วา่ พระนาคเสนนนั้ เปน็ พระภกิ ษทุ ม่ี คี วามสำ� คญั และหนง่ึ ในนน้ั คอื พนั เอกเฮนรี สตลี ออลคอตต์ ซงึ่ ตอ่ มา
รูปหน่ึง เพราะท่านได้กอบกู้พระพุทธศาสนาจากพวก ได้มาช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา
ลัทธิอื่น โดยการโต้วาทีกับพระยามิลินท์ กษัตริย์ลูก อย่างเต็มก�ำลังความสามารถ ท�ำให้พระพุทธศาสนามี
คร่ึงกรกี ทมี่ ปี ญั ญาเฉลยี วฉลาดย่ิงนัก แตไ่ มว่ ่าพระยา ความเข้มแข็งน่าช่ืนชมยิง่
มลิ นิ ทจ์ ะเฉลยี วฉลาดเพยี งใด ถามปญั หายากขนาดไหน ที่กล่าวมาเป็นการแนะน�ำบทความเรื่องล่าสุด
กไ็ มพ่ น้ ความสามารถของพระนาคเสนไปได้ ของวิเทศทัยย์ ว่าน่าอ่านเพียงใด นอกจากท่านจะได้
2 ๔๑ ประธานท่ปี รึกษา ส า ร บั ญ
รู้จักพระคัมภีร์ท่ีมีความลึกซ้ึงในหลัก พระครธู รรมธรสมุ นต์ นนฺทิโก
ธรรมค�ำสอนของพระพุทธศาสนา a ธรรมกถา : ปยิ มหาราชร�ำลึก
อันควรท่ีจะไปหามาอ่าน หลังจาก อคั คมหาบณั ฑิต พอจ.มหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร.................๓
อ่านบทความน้ีจบลง ท่านยังจะได้ บรรณาธิการอํานวยการ a กวีนพิ นธ์ : พาล บณั ฑิต
อรรถรสในการอา่ นเรอื่ งราวชวี ประวตั ิ พระมหาประนอม ธมมฺ าลงฺกาโร ปปญั จา...........................................................๖
บุคคล ที่สนุก มีสีสัน และให้แรง a ชวนอา่ น : คุณธรรมน�ำความรู้
บันดาลใจ ในการฝึกฝนตนเองว่า บรรณาธกิ ารบริหาร ภกิ ษรุ ูปหน่ึง....................................................๗
ไมว่ า่ จะศกึ ษาสงิ่ ใดตอ้ งรใู้ หจ้ รงิ ใหแ้ มน่ พนิตา อังจันทรเพญ็ a พระธรรมเทศนา : จิตเปน็ กลาง สร้างปัญญา
ใหช้ ำ� นาญ ใหล้ กึ ซงึ้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ [email protected] พระอาจารยช์ ยสาโร.....................................๑๒
หากเป็นพุทธสาวก ความรู้ต้องแม่น รองบรรณาธกิ าร a พระพทุ ธรูปส�ำคัญ : พระพุทธรปู ประจ�ำพระชนมวาร ร.๙
พอที่จะแก้ไขปรับวาทได้ จึงจะได้ช่ือ ทพญ. อจั ฉรา กล่นิ สวุ รรณ์ กองบรรณาธกิ าร..........................................๒๐
ว่า มีความสมบูรณ์แห่งการเป็นพุทธ [email protected] a ปัญญาภวิ ฒั น์ : มนุษย์ คอื อะไร
บริษทั ผู้ชว่ ยบรรณาธกิ าร ธีรปญั โญ......................................................๒๒
วารสารโพธิยาลัย ขอเป็นส่วน พนั ธร์ุ พี นพรัมภา a คิดถึง ‘พ่อ’ : ‘พ่อ’ กับคณุ ธรรมท่เี ปน็ แบบอย่าง
หนึ่งในการปกปักรักษา และสืบต่อ [email protected] ว.รัตตบรู ณินท์.............................................๒๕
อายุพระพุทธศาสนาไว้ให้แก่คนไทย a ใต้ฟ้าวัดจากแดง : งานสลากภตั
ทุกคน ยาวนานไปจนถึงอนุชนรุ่น ประสานงาน พอจ.มหาประนอม ธมมฺ าลงกฺ าโร ................๓๓
หลัง เพราะมั่นใจอย่างไม่มีข้อสงสัย พระครปู ระคุณสรกิจ a ธรรมจาริก : เสบยี งบุญ
ว่า พระพุทธศาสนา จะพาสังคมไป (พระมหาการณุ ย์ กสุ ลนนฺโท) ธรี ปัญโญ .....................................................๓๙
สู่สันติสุข ความสงบ ร่มเย็น ไร้ทุกข์ [email protected] a มองเทศ - มองไทย : พระนาคเสนเถระ (๑)
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งพระพุทธ- กองบรรณาธกิ าร วเิ ทศทยั ย.์ ....................................................๔๓
ศาสนา คณะสงฆ์วัดจากแดง
สำ�นกั งาน : วดั จากแดง หากท่านผู้อ่านมีความประสงค์จะติดต่อ
คณะผจู้ ัดทำ� ๑๖ หมู่ ๖ ถ.เพชรหงึ ษ์ ซ.เพชรหงึ ษ์ ๑๐ กองบรรณาธิการวารสารโพธิยาลัย หรือต้องการ
วารสารโพธิยาลัย จัดพิมพ์ด้วย ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง แสดงความเหน็ ตชิ ม หรอื ใหค้ ำ� แนะนำ� ใดๆ กรณุ า
ปัจจัยบริจาคของท่านผู้มีจิตศรัทธา จ.สมทุ รปราการ ๑๐๑๓๐ ติดต่อได้ที่อีเมล [email protected]
แจกเปน็ ธรรมทานและบรจิ าคไปตาม โทรศพั ท์. ๐๒-๔๖๔-๑๑๒๒ (พระครูประคุณสรกิจ หรือพระมหาการุณย์
ห้องสมุดต่างๆ เพ่ือให้เกิดประโยชน์ พิมพ์คร้ังท่ี ๑ : มกราคม ๒๕๖๒ กสุ ลนนโฺ ท) ขอขอบคณุ ทกุ ความคิดเห็น
ทางปัญญาอย่างกว้างขวางแก่ท่านผู้ จำ�นวน ๕,๐๐๐ เลม่
ใฝ่ธรรมต่อไป ขออนโุ มทนาทกุ ท่าน ภาพปก : อ.ปัญญา วิจนิ ธนสาร
ศลิ ปินแห่งชาติ สาขาทศั นศิลป์
วดั จากแดง ชมรมกัลยาณธรรม ออกแบบปก : อ.บัญชา หนงั สอื
เครดิตภาพ
ชาคโิ นภิกข,ุ True Little Monk
เขมา เขมะ และขอขอบคณุ
เจ้าของภาพ
จากทาง Internet ทุกท่าน
ศิลปกรรม
สหมิตรกรุ๊ปทมี
อุปถัมภอ ปุ กรณคอมพวิ เตอร
โดยคุณพัชรพมิ ล ยังประภากร
ประธานกรรมการ ‘สวุ มิ ล’
จดั พิมพโ์ ดย
สหมติ รพร้ินต้งิ แอนด์พับลชิ ช่ิง
โทร. ๐๒ ๙๐๓ ๘๒๕๗-๙
3
ธรรมกถา
ปิยมหาราชร�ำลึกพระอาจารยม์ หาประนอมธมฺมาลงฺกาโร
เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันปิยมหาราช หรือ นั่นก็คือสร้างอาคารเสร็จแล้ว มหามกุฏราช-
วนั ทเ่ี รามาน้อมระลกึ ถึงในหลวงรัชกาลท่ี ๕ ท่ไี ด้ วทิ ยาลยั และมหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั พรอ้ ม
ทรงท�ำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินไทย ได้รับการ ที่จะสอนพระไตรปิฎกช้ันสูง แต่หาครูท่ีจะสอน
ยกยอ่ งวา่ เปน็ “พระปยิ มหาราช” ใน ๑๐ รชั กาล พระไตรปิฎกชั้นสูงไม่ได้ เมื่อไม่มี ก็เอาเท่าที่จะ
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ มีสองพระองค์ท่ี สอนได้ ช่วงแรกก็เรียนพระไตรปิฎกเป็นหลัก
ประชาชนยกยอ่ งวา่ เปน็ พระปยิ มหาราช องคแ์ รก แต่อรรถกถา ฎีกา ก็ยังไปไม่ถึง เรียนพระไตร-
คือ รัชกาลที่ ๕ องค์ท่สี องคือ รชั กาลท่ี ๙ ปิฎกแปลภาษาไทย แล้วมีวิชาการทางโลกมา
รัชกาลท่ี ๕ ท่ีทรงเป็นพระปิยมหาราชนั้น เปน็ ของเสรมิ เรยี นพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั หลงั จากนนั้
ส่วนหน่ึงคนไทย ก็นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ ในช่วงแรกๆ วัดมหาธาตุฯ มีสมเด็จพระวันรัต
ทรงประกาศเลิกทาส ทรงท�ำกิจการน้อยใหญ่
พัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า แต่ที่ส�ำคัญ
กค็ ือ พระองคท์ รงหวงั เปน็ อย่างยิ่งว่าพระสงฆจ์ ะ
ช่วยประกาศเลิกทาสทางใจ พระองค์ได้ทรงช่วย
พัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ ทรงพระราชด�ำริ
ท่ีจะให้พระสงฆ์ได้เรียนธรรมะช้ันสูง สร้าง
มหาวิทยาลัยสงฆ์ข้ึนมา แต่สร้างเสร็จแล้ว ขาด
อะไร ? ท�ำไมถงึ ยงั ไม่กา้ วหนา้ ตง้ั แต่ยคุ สมัยนนั้ ?
เพราะขาดบคุ ลากรผทู้ จี่ ะสอนพระไตรปฎิ กชนั้ สงู
4 ๔๑
หลังจากน้ัน พอท�ำแล้ว แปลหนังสือได้ดี
แต่ตอนหลัง ประกาศยกเลิกเรียนบาลีใหญ่ ช่วง
แรกแปลหนังสือท่ีคล่องแคล่วเพราะพื้นฐานเดิม
ทไี่ ดเ้ รยี นบาลใี หญม่ า แตพ่ อตอ่ มา เรยี นบาลนี อ้ ย
อย่างเดยี ว ก็สอบได้เร็ว แต่หลงั จากนนั้ การเรียน
บาลกี อ็ อ่ นลงๆ ตามลำ� ดบั และการศกึ ษาวชิ าการ
ทางโลกของมหาธาตุวิทยาลัย ก็เพิ่มมากขึ้นๆ
เนื่องจากบาลีคือธรรมะมันลดลง ช่วงแรกๆ ที่มี
(เฮง เขมจารี) ในยุคนั้น วัดมหาธาตุฯ หรือ การเปลี่ยนแปลง ยังเน้นเรียนบาลีพื้นฐานก่อน
มหาธาตุวิทยาลัยตอนแรกยังไม่ใช้ค�ำว่า จะเขา้ มหาธาตุวทิ ยาลัย หรือมหาจุฬาฯ ต้องเป็น
จุฬาลงกรณ์ ใช้ค�ำว่ามหาธาตุวิทยาลัย ตั้งอยู่ที่ เปรียญ ๖ ต่อมากง็ ด แต่ช่วงหลงั ๆ ตอ่ มา ไมไ่ ด้
วัดมหาธาตุฯ และท่ีฝั่งวัดบวรฯ มหามกุฏราช- เรยี นบาลเี ลย กเ็ ขา้ มหาจุฬาฯ ได้ ววิ ัฒนาการมา
วิทยาลัยก็ได้ท�ำการเรียนการสอนกันพอสมควร จนกระท่ังมีบาลีเหลืออยู่เฉพาะเป็นคณะพุทธ-
แต่เรียนเป็นภาษาไทย แล้วก็มาเรียนบาลีแบบ ศาสตร์ ผู้สอนก็หายาก นักเรียนก็ไม่ค่อยมีอีก
สนามหลวง หลังจากน้ันก็มีการปรับปรุงบาลี ตอนนมี้ หาวทิ ยาลยั สงฆก์ เ็ ลยพฒั นาการเรอ่ื ยๆ ไป
ข้ึนยกใหญ่ เพื่อให้เรียนง่ายข้ึน จากบาลีใหญ่ ในด้านศาสนา ปรัชญา แต่ด้านพระไตรปิฎก
ท�ำอย่างไรให้เรียนง่าย ก็มาเปลี่ยนเป็นบาลีน้อย จริงๆ ก็ไม่ได้เป็นดังพระราชปณิธานของ
แต่เปล่ียนแล้วในช่วงแรกก็ดี จัดว่าแปลหนังสือ รัชกาลที่ ๕ ทท่ี รงตัง้ เอาไว้
ได้เร็ว เข้าใจความหมายได้ แต่ค่อยๆ ลืม จน พระองค์ทรงต้องการให้พระสงฆ์ได้เรียน
ตัดท้ิงบาลีใหญ่ไปเลย ช่วงแรกๆ บาลีน้อยก็ได้ พระไตรปฎิ กช้ันสงู เพ่ืออะไร ?
เรียน บาลีใหญก่ ็ไดเ้ รียน เพราะฉะนนั้ การเข้าถงึ ถ้าเข้าใจพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อย่าง
พระไตรปิฎกก็ชัดเจนพอสมควร แต่พอช่วงหลัง ละเอียดแล้ว ตนเองจะได้น้อมน�ำไปปฏิบัติอย่าง
อยากจะแปลหนังสือได้เร็วขึ้น จึงเหลือเฉพาะ ถูกต้อง อีกส่วนหนึ่งคือจะสามารถสั่งสอนให้
บาลีน้อย เคยมีหนังสือมูลใหญ่ คือกัจจายนมูล พุทธบริษัทชาวไทย ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส
เป็นของมูลเดิม ก็ปรับปรุงเป็นบาลีเล็ก เรียกว่า ตัณหา ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุนิยม ซึ่งเป็น
มูลน้อยอาศัยมูลใหญ่ พระราชประสงค์ทีพ่ ระองคไ์ ด้ตัง้ เอาไว้
5
เพราะฉะน้ัน ตอนนี้เรามีโอกาสได้กลับมา
รื้อฟื้นการเรียนบาลีใหญ่อีกครั้งหนึ่ง มีโอกาส
ไดเ้ รยี นพระไตรปิฎก มโี อกาสได้เรียนโน่นเรียนน่ี
โอกาสนนั้ เปิดมาถึงตอนนี้ ทง้ั บาลนี ้อย บาลใี หญ่
ฉะนัน้ เม่อื โอกาสมาถงึ แล้ว ขอให้พระเณรทุกรปู
ต้ังอกตัง้ ใจศกึ ษา ตอนนก้ี ม็ กี ารเรยี นพระไตรปิฎก
ช้ันสูง พระไตรปิฎกชั้นสูงคืออะไร คือเอาพระ-
ไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกามาเรียน น่ันก็เป็นการ
สบื สานพระราชปณธิ านทร่ี ชั กาลท่ี ๕ ไดท้ รงตง้ั ไว้
ถา้ เราเรยี นแลว้ เขา้ ใจจรงิ ๆ สงิ่ แรกเลยคอื เอา
มาใช้ได้อย่างถูกต้อง ต่อมาจะเทศน์โปรดญาติ เดียว ท้ิงมลู ใหญ่ไปเลย สดุ ทา้ ยบาลีกไ็ ปไมถ่ งึ ฝงั่
โปรดโยมกเ็ ทศน์ได้อย่างกระจ่างชดั เมอ่ื เทศนไ์ ด้ พระไตรปิฎกชัน้ สงู ก็ไปไมถ่ งึ ไหน
อย่างกระจ่างชัดแล้ว การท่ีจะปลดเปล้ืองจิตใจ ตอนนี้เรากลับมารื้อฟื้น เรียนบาลีใหญ่ด้วย
ของเราไม่ให้ตกเป็นทาสของวัตถุกามหรือกิเลส เรยี นบาลนี อ้ ยดว้ ยเพอ่ื เขา้ ใจงา่ ย เพอ่ื แปลหนงั สอื
กามก็สามารถที่จะท�ำได้ แต่ตอนน้ีองค์ความรู้ ได้ง่ายด้วย แล้วก็เข้าไปสู่พระอภิธรรม สุดท้าย
ไม่พอที่จะไปปลดเปล้ืองวัตถุกามหรือกิเลสกาม จึงเข้าไปสู่พระไตรปิฎก น่ันคือพระราชปณิธาน
ที่มาครอบง�ำจิตใจของเรา เราก็เลยยังตกเป็น ของรัชกาลท่ี ๕ ได้ทรงตั้งปณิธานเอาไว้ชัดเจน
ทาสของกิเลส ตกเป็นทาสของตัณหาอยู่เหมือน เมื่อชัดเจนแล้ว เราก็มาสืบสานต่อ ส่วนหน่ึง
เดมิ พระพทุ ธศาสนากล็ ่วงเลยมา ณ ปัจจบุ นั นี้ เพือ่ ให้ปณิธานของพระองค์เตม็ เปย่ี มขึน้ อกี ส่วน
มองในสว่ นหนง่ึ กค็ อื พระไปเรยี นทางโลกมากขน้ึ หนึ่งเราก็จะได้เรียนรู้พระธรรมค�ำสั่งสอนของ
แตท่ างพระศาสนากย็ งั ไมเ่ จรญิ กา้ วหนา้ เทา่ ทค่ี วร พระสัมมาสัมพุทธเจา้ อยา่ งกระจ่างชดั ด้วย
ไมส่ มดงั พระราชปณธิ านของรัชกาลท่ี ๕ ฉะนนั้ ตรงนข้ี อใหท้ กุ ทา่ นไดต้ งั้ อกตงั้ ใจศกึ ษา
ในหลวง ตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ พระองค์ก็ทรง เล่าเรียนพระธรรมค�ำส่ังสอน โดยเฉพาะบาลี
พฒั นาการศกึ ษาของคณะสงฆ์ จากการสอบ ๓ ชนั้ ชั้นสูง เพ่ือให้เกิดความเข้าอกเข้าใจในพุทธพจน์
แบง่ เป็น ๙ ช้นั ๓ ชัน้ มนั ยากมาก ต้องเรียนบาลี เมื่อเข้าใจในพุทธพจน์แล้ว เราจะได้น้อมน�ำไปใช้
ใหญ่ แล้วไปเรียนวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก ปฏิบัติส�ำหรับตนเอง เมื่อใช้กับตนเองได้แล้ว
อภธิ รรมปฎิ ก ทีละปฎิ กเลย กเ็ ปลีย่ นจาก ๓ ช้นั กน็ อ้ มนำ� พระธรรมนไ้ี ปบอกกลา่ วสง่ั สอนญาตโิ ยม
เป็น ๙ ช้ัน พอถึงรัชกาลท่ี ๔ ก็เริม่ จะพัฒนาอีก ชาวไทยเพือ่ ไมใ่ หต้ กเปน็ ทาสของตัณหาต่อไป
พอถึงรัชกาลท่ี ๕ ก็พัฒนาต่อไป บาลีใหญ่ยาก ขอให้ปณิธานของล้นเกล้า รัชกาลที่ ๕
ท�ำอย่างไร ก็แก้ไขโดยการท�ำเป็นบาลีน้อย เร่ิม พระปิยมหาราช ขอให้ปณิธานของพระองค์จง
เดิมทีก็ท�ำท่ีวัดมหาธาตุฯ น่ันแหละ เรียกว่า พลันส�ำเร็จ ขอให้ปณิธานของพระองค์จงพลัน
มูลน้อยอาศัยมูลใหญ่ ต่อมาเข้าใจง่ายขึ้น คนก็ ส�ำเร็จ ขอให้ปณิธานของพระองค์จงพลันส�ำเร็จ
เห็นว่าใช่เลย ก็เลยไปเอามูลน้อยมาเรียนอย่าง สมดงั มโนรถปรารถนาโดยเร็วพลนั เทอญ
6
กวีนิพนธ์
พาล - บัณฑติ
อะไรคือ ความต่าง พาล บณั ฑติ ? พาลผลติ พดู ไป มากกว่ารู้
บณั ฑิต รู้มากจริง ทา่ นนิ่งดู ไม่หนวกหู พดู นอ้ ย คอยเวลา
ถ้ารู้มาก พดู มาก กเ็ ป็น ‘ปราชญ์’ ไมฉ่ ลาด พูดกน็ ้อย เรยี กว่า ‘โง’่
รู้มาก แต่ พดู นอ้ ย เรยี ก ‘ตโป’ ถา้ ใครโง่ แต่พูดมาก เขาเรียก ‘พาล’
ถ้าพบพาล จงรบี ลี้ หนีใหห้ ่าง พบโงบ่ ้าง เขาไมร่ ้ ู ชว่ ยอยขู่ าน
พบคนหลบั จงปลกุ เขา เอาบุญทาน พบปราชญท์ า่ น ให้หยุดพล่าม ตามเขาไป ฯ
ปปญั จา
7
ชวนอ่าน
ภิกษรุ ปู หนง่ึ
คุณธรรมน�ำความรู้
ความรู้ (Knowledge) คอื สง่ิ ทส่ี ง่ั สมมาจากการศกึ ษาเลา่ เรยี น การคน้ ควา้ หรอื จากประสบการณ์
รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศท่ีได้รับมาจากประสบการณ์
องคว์ ิชาในแต่ละสาขา (จาก พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒)
ความรู้ คอื สงิ่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการเรยี น การคน้ ควา้ ความคนุ้ เคย ความเชย่ี วชาญ ประสบการณ์ เปน็ ตน้
ความรู้ คอื สงิ่ ทสี่ งั่ สมจากการฟงั การคดิ การปฏบิ ัติ การฝกึ ฝน ฯลฯ
ตามหลกั คำ� สอนในพระพุทธศาสนา ความรมู้ ี ๓ ประเภท คอื ความรู้
๑. สัญญา ร้จู ำ� (สัญญาเจตสิกปรมตั ถ์) เปน็ ได้ทง้ั กุศลและอกุศล คุณธรรม
๒. วิญญาณ รแู้ จง้ (จติ ปรมัตถ)์ เป็นได้ทั้งกศุ ลและอกศุ ล
๓. ปญั ญา รทู้ ัว่ / รูช้ ัด (ปัญญาเจตสิกปรมตั ถ)์ เปน็ กศุ ลเท่าน้ัน (วิ.,ก.ิ )
คณุ ธรรม หมายถึง ธรรมท่มี ีค่า เป็นธรรมฝ่ายดีงาม (โสภณธรรม) เป็นทีน่ ิยม เป็นทสี่ รรเสรญิ
ของบัณฑิตทั้งหลาย เป็นส่ิงที่ควรอบรม ควรเจริญ ควรท�ำให้เกิดข้ึน ควรท�ำให้แจ้ง มีผลท�ำให้เกิด
ประโยชน์สขุ แก่ตนและผอู้ น่ื
8 ๔๑
คุณธรรมมอี ะไรบ้าง ? โดยสตุ ตันตนยั
โดยอภธิ รรมนยั คุณธรรม ไดแ้ ก่ บญุ กริ ยิ าวัตถุ ๑๐ อุตตริ-
โสภณธรรม คือ กุศลจิต ๒๑ เจตสิก ๓๘ มนุสสธรรม ๑๐ สัปปุรสิ ธรรม ๗ อรยิ ทรพั ย์ ๗
(โสภณ ว.ิ ๒๑ เจ. ๓๘, โสภณ ก.ิ ๑๗ เจ. ๓๕) วตั รในกรณยี เมตตสตู ร ๑๕ คณุ ในสลั เลขสตู ร ๔๔
ก.ุ จ.ิ ๒๑ คอื มหา ก.ุ จิ. ๘ + รูปาวจรก.ุ จิ. (กุศลกรรมบถ ๑๐ + สัมมตั ตะ ๑๐ + ละนวิ รณ์
๕ + อรปู าวจรกุ. จ.ิ ๔ + โลกุตรก.ุ จ.ิ ๔ (๒๐) ๓ + ละอุปกิเลส ๑๓ + สัทธรรม ๗ + ไม่ลบู คลำ�
เจตสกิ ๓๘ คอื โสภณ เจ. ๒๕ + อญั ญสมา- ทฏิ ฐิ สละคนื ไดง้ ่าย ๑) กถาวตั ถุ ๑๐ ธรรมขันธ์
นาเจ. ๑๓ ๕ วิมุตติปริปาจนิยธรรม ๑๕ พรหมวิหาร ๔
โสภณ เจ. ๒๕ คือ โสภณสาธารณเจ. ๑๙ อธิษฐานธรรม ๔ คุณคือความเป็นพระอริยะ ๘
+ วริ ตเี จ. ๓ + อปั ป. เจ. ๒ + ปัญญาเจ. ๑ เสขปฏิปทา ๑๕ (อปัณณกปฏปิ ทา ๔ + สัปปุรสิ -
โสภณสาธารณเจ. ๑๙ คอื ศรทั ธา สต ิ หริ ิ ธรรม ๗ + ฌาน ๔) บารมี ๑๐ จกั ร ๔ โสตาปัตติ-
โอตตปั ปะ อโลภะ อโทสะ ตตั ตรมชั ฌตั ตตา กาย- ยังคะ ๔ โพธปิ กั ขยิ ธรรม ๓๗ วิชชา ๓ อภญิ ญา ๖
ปสั สัทธิ จติ ตปสั สทั ธิ กายลหตุ า จติ ตลหตุ า กาย- ปฏสิ มั ภทิ า ๔ โสเจยยะ ๓ สมั ปทา ๓ (สลี - จติ ต -
มทุ ตุ าจติ ตมทุ ตุ ากายกมั มญั ญตา จติ ตกมั มญั ญตา ทิฏฐ,ิ กมั มนั ต - อาชวี - ทฏิ ฐสิ ัมปทา) มงคลธรรม
กายปาคญุ ญตา จติ ตปาคญุ ญตา กายชุ กุ ตา จติ - ๓๘ สงั คหวัตถุ ๔
ตชุ กุ ตา นตฺถิ พาเล สหายตา คุณเคร่ืองความเป็น
วิรตีเจ. ๓ คอื สมั มาวาจา สัมมากมั มนั ตะ สหาย ๔๕ ไม่มีในคนพาล (จุลศีล มัชฌิมศีล
สัมมาอาชีวะ มหาศีล กถาวตั ถุ ๑๐ ธุดงคคณุ ๑๓ วปิ สั สนา-
อัปป. เจ. ๒ คอื กรุณา มทุ ติ า ญาณ มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖
อญั ญสมานา เจ. ๑๓ คอื สพั พจติ ตสาธารณ- อมตมหานิพพาน) ชอ่ื วา่ คณุ เครื่องเปน็ สหาย
เจ. ๗ + ปกณิ ณกเจ. ๖ (เรื่องสมั พหลุ ภิกษุ ข.ุ ธ. ๔๓/๒๕๘)
สพั พจติ ตสาธารณเจ. ๗ คือ ผัสสะ เวทนา ถามวา่ อยา่ งไร ชอื่ วา่ ญาณในสญั ญานโิ รธ-
สัญญา เจตนา เอกคั คตา ชวี ติ นิ ทรีย ์ มนสกิ าร สมาบตั ิ เพราะประกอบดว้ ยพละ ๒ เพราะสงบ
ปกณิ ณกเจ. ๖ คอื วติ ก วจิ าร อธโิ มกข์ วริ ยิ ะ ระงบั สงั ขาร ๓ เพราะญาณจรยิ า ๑๖ เพราะสมาธิ
ปตี ิ ฉนั ทะ จริยา ๙ เพราะความเป็นผู้เช่ียวชาญ ดังน้ีแล้ว
๔๑ 9
จึงกล่าวว่า บทว่า ทฺวีหิ พเลหิ ได้แก่ พละ ๒ พระนพิ พานดว้ ย เพราะเปน็ ธรรมทม่ี คี ณุ คา่ และใช้
คือ สมถพละ และวิปสั สนาพละ ค�ำวา่ ธรรมจริยา แปลว่า การประพฤตธิ รรม ซงึ่
ญาณจรยิ า ๑๖ คอื อนิจจานุปัสสนา ทุกขา- ก็คือคณุ ธรรมระดบั ต่างๆ ไม่ไดใ้ ชค้ ำ� ว่า จริยธรรม
นุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา ในพระไตรปฎิ ก
วิราคานุปัสสนา นโิ รธานปุ ัสสนา ปฏินิสสคั คาน-ุ
ปสั สนา วิวัฏฏานปุ ัสสนา มรรคญาณ ๔ ผลญาณ ควรจะใชค้ ำ� วา่ ธรรมจรยิ า แทนคำ� วา่ จรยิ ธรรม
๔ ด้วยสมาธิจรยิ า ๙ ได้แก่ สมาธิ ๘ มปี ฐมฌาน- อธรรมจริยา วสิ มจริยา ทางกาย ๓ อธรรม-
สมาธิ เป็นต้น และอุปจารสมาธิของสมาธิ ๘ นั้น จรยิ า วิสมจรยิ า ทางวาจา ๔ อธรรมจรยิ า วิสม-
ซง่ึ รวมเขา้ เป็นอันเดียว จริยา ทางใจ ๓ (ก็คอื อกุศลกรรมบถ ๑๐)
ธรรมจริยา สมจริยาทางกาย ๓ ธรรมจริยา
(มหากสั สปสตู ร ข.ุ อ.ุ ๔๔/๓๓๙) สมจริยาทางวาจา ๔ ธรรมจรยิ า สมจริยา ทางใจ
คุณธรรม กับ จริยธรรม ต่างกันอยา่ งไร ? ๓ (ก็คอื กศุ ลกรรมบถ ๑๐)
คณุ ธรรม แปลว่า ธรรมทม่ี คี ุณคา่ (สาเลยยกสูตร ม. มู. ๑๙/๒๔๗, ๒๕๐, ๒๖๐)
จริยธรรม แปลวา่ ธรรมที่ควรประพฤติ ความประพฤติอธรรม ชื่อว่า อธรรมจริยา
ความจรงิ แลว้ ไมต่ า่ งกนั เพราะถา้ เปน็ คณุ ธรรม หมายความว่า การกระท�ำท่ีไม่เป็นธรรมที่ช่ือว่า
ทมี่ คี ณุ คา่ แลว้ กเ็ ปน็ สง่ิ ทคี่ วรประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ าม วิสมจริยา เพราะประพฤติขรุขระหรือประพฤติ
แตค่ �ำว่าจริยธรรมนี้ ไมม่ แี สดงไว้ในพระไตรปิฎก ลุ่มๆ ดอนๆ ความประพฤติไม่เป็นธรรม และ
เป็นศัพท์ท่ีบัญญัติขึ้นใหม่ใช้ทางโลก หมายถึง ความประพฤตทิ ขี่ รขุ ระนน้ั เพราะเหตนุ น้ั จงึ ชอ่ื วา่
พฤตกิ รรมทแี่ สดงออกทางกาย วาจา สว่ นคณุ ธรรม ความประพฤติไม่เป็นธรรมและความประพฤติท่ี
หมายถึง ธรรมที่มีอยู่ในใจ แต่ในพระไตรปิฎก ไม่สม�่ำเสมอ พึงทราบความหมายในบทฝ่ายด�ำ
แสดงว่า ความดีงามทงั้ หมดเปน็ คุณธรรม รวมถึง และฝ่ายขาวทุกบทโดยอบุ ายนี้
10 ๔๑
ค�ำวา่ จริยา มคี วามหมายกวา้ งขวาง
ธรรมจรยิ า สมจรยิ า คอื กศุ ลกรรมบถ ๑๐
อาทิพรหมจรยิ า คือ การประพฤตปิ ระเสริฐ
ที่เปน็ เบื้องต้น
พรหมจริยา คือ มรรคมีองค์ ๘ เป็นความ
ประพฤตทิ ี่ประเสรฐิ ทสี่ ุด (องฺ. ติก. ๓๔/๑๐๒)
คมั ภรี ญาณจรยิ า คอื การประพฤตดิ ว้ ยญาณ
อันลึกซ้ึง
วมิ ุตตปิ รปิ าจรยิ า คือ ธรรมบ่มวิมตุ ติ ๑๕
ญาณจรยิ า ๑๖ คอื อนจิ จานปุ สั สนา ทกุ ขา-
นุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา พทุ ธตั ถจรยิ า คอื การประพฤตอิ นั เปน็ ธรรม-
วิราคานปุ ัสสนา นโิ รธานุปสั สนา ปฏินสิ สคั คาน-ุ เนยี มของพระพทุ ธเจ้า
ปสั สนา ววิ ฏั ฏานปุ สั สนา มรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ภิกขาจริยา, อุญฉาจริยา คือ ประพฤติใน
สมาธิจริยา ๙ คือ สมาธิ ๘ มปี ฐมฌานสมาธิ การขอ
เป็นต้น และอุปจารสมาธขิ องสมาธิ ๘ น้นั ซ่ึงรวม นัคคจรยิ า คอื ประพฤติเปน็ คนเปลอื ย
เขา้ เป็นอนั เดยี ว สมจริยา คอื ประพฤติระงับอกุศล
บพุ พจรยิ า คือ การประพฤตใิ นกาลกอ่ น วิญญาณจริยา คือ การประพฤติรู้แจ้งใน
ญาตัตถจริยา คือ การประพฤติเก้ือกูลแก่ อารมณ์ (อเหตกุ จติ ๑๘ ในทวาร ๖)
พระญาติ อญั ญาณจรยิ า คอื การประพฤติดว้ ยความ
โลกัตถจริยา คือ การประพฤติเก้ือกูลแก่ ไมร่ ู้ (อกศุ ลจติ ๑๒)
สตั วโ์ ลก ญาณจริยา คือ การประพฤติด้วยญาณ
(วิปัสสนา มรรค ผล ท�ำหน้าท่ีรู้
พเิ ศษ)
จรยิ าวมิ ตุ ติ คือ พน้ จากจรยิ า ๓
(กามาวจรโสภณจิต ๒๔ เว้นที่เป็น
ไปในวิปัสสนา และมหัคคตจิต ๒๗)
(ขุ. ปฏ.ิ ๖๘/๙๗๓, ๘๑๐)
จริยาปิฎก คือ คัมภีร์ท่ีแสดง
ความประพฤติ ด้วยคุณธรรมของ
พระพทุ ธเจา้ อันเปน็ บารมี
จริยา หรือ จริต คือ ความ
ประพฤติจนกลายเป็นนิสัย เป็น
อุปนิสยั ข้ามภพชาติก็ได้
๔๑ 11
คุณธรรมน�ำความรู้
๑ อันความรู ้ รู้กนั ได ้ หลายแขนง รจู้ ดจำ� รู้แจ้ง แถลงไข
รู้ทวั่ ชัด ไม่อดึ อัด มัดหวั ใจ ร้อู ยา่ งไร ไม่สู้ รูพ้ ระธรรม
๒ จะรู้ไป ในทุกศาสตร์ สามารถเหลอื หากใจเจือ ด้วยกเิ ลส ประเภทสาม
คอื ตณั หา มานะ ทฏิ ฐิตาม ไมง่ ดงาม ทรามใจ ไร้คณุ ธรรม
๓ ธรรมมีคณุ คณุ ธรรม ประจ�ำจติ ควรเพ่งพิศ ครวญใคร่ ไมผ่ ลีผลาม
หากรชู้ ดั สลัดถอย ปลอ่ ยจิตทราม จึงจะงาม ดูเด่น เปน็ มนตรี
๔ ทกุ ความรู้ ร้กู ระจ่าง แมอ้ ย่างเดียว แต่ให้เชย่ี ว ชาญเถิด บรรเจดิ ศร ี
พรงั่ พรอ้ มด้วย คุณธรรม มงุ่ ความด ี ใชช้ วี ี คมุ้ ค่า นา่ เทดิ ทนู
๕ อย่าหลงใหล ในความร้ ู ดปู ระมาท จนมิอาจ ย้ังใจ ใหเ้ สอ่ื มสูญ
คณุ ธรรม ไมจ่ �ำเริญ ให้เพ่ิมพูน จะอาดรู นำ้� ตารนิ คราสิน้ ใจ
๖ ปรยิ ัต ิ ปฏบิ ัติ ปฏเิ วธ พระองคเ์ ทศน์ ให้เหน็ เป็นหลักใหญ ่
สทั ธรรมสาม ศึกษาตาม ลำ� ดบั ไป มิชา้ ใย ไดส้ มั ฤทธ์ิ วสิ ิฐคณุ
๗ จงอย่าลืม คณุ ธรรม น�ำความร ู้ ไม่ลบหล ู่ คณุ ใคร ให้สาบสญู
กตัญญุตา เมตตาดว้ ย ชว่ ยค�ำ้ จุน หวังเพม่ิ พูน คุณธรรม ชื่นฉำ่� ใจ
๘ มเี ป้าหมาย ในใจ ใช้ชีวิต หวังพชิ ติ เหลา่ กเิ ลส สาเหตุใหญ่
ให้วกวน เวยี นว่าย ในวัฏฏไ์ ตร เวยี นเกดิ ตาย ว่ายวน ไมพ่ ้นกรรม
๙ หากต้องการ ออกจากวน พน้ วฏั ฏะ ตอ้ งสละ ตวั ตน้ เหต ุ กเิ ลสสาม
เจ้าราคะ โทสะ โมหะทราม อบรมสาม คณุ ธรรม ประจ�ำใจ
๑๐ อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นเหตลุ ะ อกศุ ล พน้ สงสยั
สิ้นกเิ ลส อันเปน็ เหต ุ อาเพศภยั แสนสุขใจ ไร้โรคา นพิ พานงั ฯ
อญญฺ ตโร ภิกขฺ ฺุ
12
ตอนท้ายเล่มจะมีเฉลยค�ำตอบให้ ครูจะตัดออก
เพ่ือที่จะไม่ให้อ่าน ปรากฏว่าเล่มน้ีมีค�ำตอบ
แบบฝึกหัด ครบหมดเลย โอ้ ดีใจเหมือนได้
แจ็คพ็อตเลย ปีน้ีถ้าเรียนฟิสิกส์ก็คงจะง่ายข้ึน
แสดงว่าไมส่ จุ ริตตลอดมาเนาะ (หวั เราะ)
ทีนี้ก็งงอยู่เหมือนกันว่า ท�ำไมครูประมาท
อย่างน้ี แต่พอเราเริ่มเรียน แล้วมีแบบฝึกหัด
อะไรต่างๆ ให้เราได้เขียน เราจึงเข้าใจ คือมี
ค�ำถาม แล้วมีค�ำตอบให้ก็จริง แต่ว่าเราต้อง
พิสูจน์ว่าเรารู้จักทาง จากค�ำถามไปหาค�ำตอบ
ถ้าเราไม่รู้จักทางแล้ว เหมือนกับค�ำตอบก็ไม่มี
ประโยชน์อะไร ซึ่งเราก็ต้องท�ำงานอยู่ดี ไม่เป็น
ทางลัด แต่ว่าในการปฏิบัติธรรม เรามีค�ำถาม
และมีค�ำตอบ แต่คำ� ตอบน่ีมปี ระโยชนม์ าก
ญาติโยมคงก�ำลังสับสนว่าพูดเร่ืองอะไร
ปัญหาคือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์คือสมุทัย ยัง
จติ เป็นกลางไม่มีนิโรธ ยังไม่มีมรรค อย่างน้อยที่สุด ในชีวิต
พระธรรมเทศนา
สรา้ งปัญญาพระอาจารยช์ ยสาโร
เรียนหนังสือส่วนมาก ก็มักจะขยันในวิชา ประจำ� วนั เรามอี รยิ สจั จส์ องขอ้ คอื ทกุ ข์ กบั สมทุ ยั
ท่เี ราชอบคร ู ถ้าวิชาไหนเรารสู้ กึ วา่ ครนู ่ารัก น่า ฉะน้ัน หากเราเป็นทุกข์เมื่อไหร่ เราก็รู้ค�ำตอบ
เคารพ ก็มักตั้งใจเรียน อาตมามีครูวิทยาศาสตร์ อยู่แล้วว่ามีสมุทัย น่ีเป็นประโยชน์ไหม ? เป็น
ไม่ค่อยน่ารัก ก็เลยไม่ค่อยเก่งวิทยาศาสตร์ โดย ประโยชน์มาก เพราะสัญชาตญาณของเราตาม
เฉพาะฟิสกิ ส์ จ�ำได้ว่าปีหนงึ่ ร้สู กึ จะเปน็ ม. ๓ ครู ความเคยชินก็คือ การโทษ โทษส่ิงแวดล้อม
ก็มาแจกต�ำรา หนาปึ๊กเลย โอย น่าเบื่อ แต่ก็ โทษคนรอบข้าง โทษคนนั้นคนนี้ โทษสีนั้นสีน้ี
พลิกๆ ดู ปกติต�ำราจะมีแบบฝึกหัดใช่ไหม แล้ว โทษอะไรกแ็ ลว้ แต่
๔๑ 13
แตพ่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั วา่ ถา้ ทกุ ข์ เราตอ้ งหยดุ เช่นวา่ เราสามารถแกไ้ ด้ไหม ควรจะแก้ตรง
สำ� นกึ ไวเ้ ลยวา่ มสี มทุ ยั สมทุ ยั อยตู่ รงไหน ? สมทุ ยั ไหน ถ้าเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ควรจะแก้จุดไหน
กค็ อื ตณั หา กามตัณหา ภวตณั หา วภิ วตัณหา ก่อน จดุ ไหนหลงั อยา่ งเช่น ถ้ามหี ลายเรอ่ื งทคี่ วร
ไม่ว่ามี trigger (ตัวเหนี่ยวไก) อะไรก็แล้วแต่ จะแกไ้ ข ถา้ เราใจรอ้ น ทนไมไ่ ด้ เราอาจจะแกอ้ นั ท่ี
มีเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ เราต้องสอนตัวเอง งา่ ยสดุ กอ่ น หรอื ทใ่ี กลต้ วั ทสี่ ดุ แตอ่ าจจะทำ� ใหเ้ รอ่ื ง
วา่ สง่ิ เหลา่ นน้ั เปน็ แคป่ ัจจยั เปน็ สงิ่ ชวนใหท้ ุกข์ อนื่ กำ� เรบิ กไ็ ด้ หรอื ทำ� ใหไ้ มส่ ามารถแกเ้ รอื่ งอนื่ ตอ่
แต่เหตุให้เกิดทุกข์อยู่ท่ีสมุทัยท่ีก�ำลังปรากฏ ไปได้ ดงั นน้ั จติ ทจี่ ะแกป้ ญั หาสลบั ซบั ซอ้ น ตอ้ ง
อย่ใู นใจของเรา มองการณไ์ กล ตอ้ งดคู วามละเอยี ดของเหตปุ จั จยั
อาตมาได้กล่าวถึงเร่ืองการมองการกระท�ำ และจิตที่จะมองจะเข้าใจในเรื่องละเอียดคือจิต
ของผู้อื่น ว่าให้เราดูที่กิเลส ไม่ให้ดูท่ีบุคคล แต่ ที่ละเอียด จิตหยาบก็เห็นอะไรหยาบไปหมด
บางทา่ นอาจจะเกดิ ความสงสยั วา่ ถา้ อยา่ งนน้ั เรา นอกจากน้ีต้องฝึกให้จิตเป็นกลาง ถ้าเราน้อยใจ
ก็มองว่าการล่วงเกินเกิดจากกิเลส ไม่ได้เกิดจาก เสียใจ โกรธแค้น จิตจะหยาบ จิตจะตกร่อง
อัตตาตัวตนเป็นต้นนั้น ช่วยให้เราท�ำใจได้ แล้ว ปญั ญาจะไม่เกิด
จบแค่นั้นหรือ ชาวพุทธมีหน้าที่ใช้ค�ำสอนของ การมองตัวเองก็เช่นเดียวกัน ท่ีเราเป็นทุกข์
พระพทุ ธเจา้ เพื่อไม่ให้เป็นทกุ ขก์ บั สิง่ ตา่ งๆ ที่เกิด ทุกข์ทางใจเกิดเพราะมีตัณหา ถ้าไม่มีตัณหา
ข้นึ อย่างน้ันหรือเปล่า ค�ำตอบกค็ ือไม่ใช่ แตก่ าร ก็ไมม่ ีทุกข์ ฉะน้ัน ประเด็นวา่ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนถกู ตอ้ ง
ใชป้ ญั ญาใหไ้ ดผ้ ล จะเปน็ ไดเ้ ฉพาะในจติ ใจทเี่ ปน็ หรือไม่ถูกต้อง วางไว้ก่อน สิ่งแรกก็คือ เราทุกข์
กลาง ไม่อคติ ฉะนั้น การมอง การพิจารณา ไหม ? นี่คือหนา้ ทโ่ี ดยตรง ทีไ่ มม่ ใี ครทำ� ใหเ้ ราได้
การฝึกจิต ไม่ให้โลภ ไม่ให้ เราทุกขไ์ หม ? ทกุ ขเ์ พราะ
โกรธ ไม่ให้หลง ให้ยอมรับ อะไร ? ทกุ ข์เพราะสมทุ ัย
ความจริงท่ีปรากฏ ไม่เป็น เรารู้ค�ำตอบอยู่แล้ว ดี
ทกุ ขก์ บั มนั อนั นเ้ี ปน็ ขน้ั แรก ไม่ต้องไปคิดมาก แต่ท่ีจะ
แต่เป็นแค่ขั้นหน่ึงเท่านั้น ตอ้ งใชค้ วามเพียร คอื การ
เอง เม่ือจิตใจของเราเป็น ก�ำหนดว่า สมุทัยข้อไหน
ปกติ ไม่ฝืน ไม่ปฏิเสธ หรือว่าตัณหาแบบไหน
ความจริง ยอมรับว่าเป็น เปน็ ตน้ อยา่ งเชน่ เราอยาก
อยา่ งนี้ เพราะมเี หตุ มปี จั จยั ได้อะไรสักอยา่ ง แล้วไม่ได้
อย่างนี้ แลว้ จิตใจทยี่ อมรับ คิดว่า มีส่ิงใดสิ่งหน่ึงควร
ความจริงที่เกิดข้ึน ตาม จะมี และมนั ไมม่ ี ส่ิงทด่ี ีท่ี
เหตุ ตามปัจจัย เป็นจิตท่ี ควรจะมี ขาดไป หรอื กำ� ลงั
สามารถหาทางออก หรือ ถกู ทำ� ลาย มนั ไมน่ า่ จะเปน็
เป็นจิตที่สามารถจะใช้ อย่างนี้ ไม่ควรจะเป็น
ปัญญาได้ อย่างนี้ พอมีความรู้สึก
14 ๔๑
ท่ไี ม่ชอบ ก็เปน็ ทกุ ข์ ดังนั้น เวลาหลวงพอ่ ชาท่าน
สอนลกู ศิษยล์ กู หา ทา่ นจะเนน้ ท่ีอริยสัจ ๔ และ
วิธีการของท่านก็คือ เห็นลูกศิษย์ลูกหาอยากได้
อะไร ท่านไม่ให้ ให้เราขาดสิ่งท่ีอยากได้ และ
ให้เราอยู่กับสิ่งที่ไม่อยากได้ เพื่อเราจะได้รู้ว่า
ขณะนี้เป็นทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะ
ความอยาก ตอ้ งฝืนความอยาก จึงจะเห็นได้ชดั
ตณั หาทลี่ ะเอยี ดกวา่ กามตณั หา คอื ภวตณั หา
อยากมีอยากเป็น วันน้ีก็ได้ฟังเรื่องท่ีเกิดขึ้นใน
จงั หวดั ยโสธร เดก็ กำ� พรา้ ทเี่ ปน็ HIV ๓ คน ถกู ลว่ ง
ขึ้นมาว่าไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ จิตใจก็ตกอยู่ใน ละเมิดอยู่ในห้องน�้ำท่ีโรงเรียน ต�ำรวจบอกว่า
หลมุ ของสมทุ ยั อยแู่ ลว้ ตอ้ งถามตวั เองวา่ เมอื่ เหตุ ดำ� เนนิ คดไี มไ่ ด้ เพราะเดก็ ไม่มพี ่อแม่ แตท่ สี่ �ำคญั
เปน็ อยา่ งนี้ ปจั จัยเปน็ อย่างน้ี คนเก่ยี วข้องก็เปน็ ไมว่ า่ จะทโี่ รงพยาบาลหรอื ทางราชการเอง กลวั วา่
อย่างน้ี ประวัติศาสตร์เป็นอย่างน้ี วัฒนธรรม ถ้ามีคดีข้ึนศาล เรื่องน้ีจะมีผลกระทบต่อช่ือเสียง
เป็นอย่างนี้ ครอบครัวเราเป็นอย่างน้ี นิสัยใจคอ ของจังหวัด แล้วจ�ำนวนนักท่องเที่ยวมางานบุญ
ของเราเป็นอย่างนี้ ท�ำไมถึงจะไม่เป็นอย่างน้ี บง้ั ไฟจะลดน้อยลง เรือ่ งนม้ี อี ยูท่ ว่ั ไป คอื ให้ความ
จะแปลกอะไร ฉะนั้น เรายอมรับวา่ ทเ่ี ปน็ อย่างนี้ ส�ำคัญกับภาพพจน์ ภาพลักษณ์ ช่ือเสียง มาก
เพราะมีเหตมุ ปี ัจจยั ถา้ ไมม่ ีเหตปุ จั จยั พรอ้ ม ก็ไม่ กวา่ ส�ำคญั กวา่ ความถกู ต้อง หรือความทุกข์ของ
เป็นอย่างน้ี เพ่ือนมนุษย์ จึงกลายเป็นว่า ความจริงเป็นยังไง
ตัวสมุทัยคือตัวที่ “รับไม่ได้ท่ีเป็นอย่างนี้” กไ็ ม่สำ� คัญ เท่ากับภาพท่เี ราสรา้ งขน้ึ มาได้เอง
รบั ไมไ่ ดว้ า่ บางสง่ิ นม้ี อี ยู่ ไมต่ อ้ งการใหม้ ี ไมอ่ ยาก ในตัวเราก็เหมือนกัน บางทีเราท�ำผิดพลาด
ให้มี น้ีก็คือตัวสมุทัย แต่ถ้าเราพิจารณาว่าส่ิงน้ี ควรจะยอมรบั ควรจะเปดิ เผย ควรจะต้งั อกตั้งใจ
ไม่ถูกต้อง การกระท�ำของคนน้ันคนน้ีไม่ถูกต้อง วา่ จะไมท่ ำ� อยา่ งนน้ั ตอ่ ไป แตไ่ มท่ ำ� เพราะอะไร ?
เปน็ ตน้ แตเ่ ราเขา้ ใจวา่ เปน็ ความถกู ตอ้ ง ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะกลัวเสยี หน้า กลวั คนจะมองเราในทางไม่ดี
เพราะความสกุ งอมของเหตุปจั จยั เม่ือเหตปุ ัจจยั กลัวคนจะเสียความเคารพในตัวเรา แล้วถ้าเป็น
เป็นอย่างน้ี เป็นอย่างอื่นไม่ได้ จิตใจเป็นกลาง ผใู้ หญ่ กต็ อ้ งรกั ษาภาพของผใู้ หญ่ เอาตำ� แหนง่ เอา
พอจิตใจเป็นกลางก็ยอมรับว่าเป็นอย่างน้ีแหละ ยห่ี อ้ เอาชอื่ ว่าเปน็ ทตี่ ง้ั ของการกระทำ� นเ่ี รยี กวา่
เราจึงสามารถคิดต่อไปว่าเราแก้ได้ไหม ต้องท�ำ เป็นภวตัณหา อยากมีช่ือเสียง ก็เป็นภวตัณหา
อยา่ งไร ทง้ั ในระยะสน้ั และระยะยาว แตถ่ า้ ใจรอ้ น อยากเป็นที่รู้จักของคน อยากมี Friends
โกรธแค้น ความคิด การกระท�ำ อะไรท่ีเกิดจาก Facebook เยอะๆ Friends จริงไม่มีไม่เป็นไร
ตัณหา กจ็ ะไม่ไดผ้ ลดี ขอใหม้ ี Friends เฟซบกุ๊ กพ็ อปลอบใจได้ ทกุ วนั นี้
กามตัณหา อยากได้ เม่ือไม่ได้สิ่งท่ีอยากได้ เปน็ ยุคใหม่ แตง่ เฟซบกุ๊ สร้างภาพอะไรสักอย่าง
กเ็ ปน็ ทกุ ข ์ หรอื ถา้ ไดส้ งิ่ ทไ่ี มอ่ ยากได ้ ตอ้ งอยกู่ บั สงิ่ ใหเ้ ป็นทรี่ ู้จักกนั ในสังคม เป็นเรอ่ื งของภวตณั หา
๔๑ 15
วภิ วตัณหา ไม่อยากให้มี อยากให้มนั หายไป รวู้ า่ นกี่ ค็ อื นวิ รณ์ เมอ่ื จติ ใจเปน็ กลางกบั การมนี วิ รณ์
ทันที อยากท�ำลายสิ่งทข่ี ัดใจ ในการภาวนา เรามี ปัญญาในการแก้นิวรณ์ก็เกิดขึ้น มีปัญหากับคน
โอกาสเรียนรู้เร่ืองตัณหาได้ดี ว่าทุกข์เกิดขึ้นใน รอบข้าง มีปัญหากับใคร ยอมรับว่าเป็นผลของ
การภาวนากเ็ หมอื นทกุ ขเ์ กดิ ขน้ึ ในชวี ติ ประจำ� วนั เหตปุ จั จยั จติ ใจเปน็ กลาง แลว้ ใชป้ ญั ญาแกป้ ญั หา
มันเกิดเพราะตัณหา เช่น อยากได้ในความสงบ ตอ่ ไป เกดิ นวิ รณ์ เกดิ ปญั หาในการปฏบิ ตั ิ มปี ญั หา
บางคนอยากได้ญาณวิเศษ หรือว่าพระบางท่าน เกดิ ขนึ้ แลว้ ไมต่ อ้ งวา่ ตวั เอง ไมต่ อ้ งนอ้ ยใจ ไมต่ อ้ ง
อยากได้เลข นั่งสมาธิอยากได้อะไรสักอย่าง นี่ก็ เสยี ใจ ไมต่ อ้ งวา่ เราแย่ เราไม่เก่ง เราไมด่ ี
เป็นตัณหา แทนที่จะเป็นทางไปสู่ความดับทุกข์ แล้วอย่าไปอ้างปฏิทินว่า โอ๊ย เราปฏิบัติมา
กก็ ลายเปน็ ทางสรา้ งทกุ ขห์ รอื เพมิ่ ทกุ ขใ์ หก้ บั ชวี ติ หลายปแี ลว้ มนั นา่ จะดกี วา่ นี้ หรือวา่ เราปฏิบตั ิมา
นั่งสมาธิเพ่ือแข่งขันกับคนอื่น นั่งสมาธิเพ่ือ หลายวันแล้ว มนั น่าจะดีกว่าน้ี อยา่ ไปอ้างปฏิทนิ
เปรียบเทยี บกบั คนอน่ื เลย เราก็รู้ว่ามันก็เป็นอย่างน้ีแหละ และที่มัน
เราต้องระวังการเปรียบเทียบ เพราะการ เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เพราะเจ้ากรรมนายเวร ไม่ใช่
เปรยี บเทยี บมกั จะเกดิ จากมานะ เกดิ จากกเิ ลส เกดิ เพราะดวงไม่ดี มันต้องมีเหตุมีปัจจัย บางคร้ัง
จากตณั หา ฉะนนั้ เราอยากไดอ้ ะไรสักอย่างจาก เราก็พอก�ำหนดเหตุปัจจัยได้ เราก็คอยดูไป รู้ไป
การภาวนา มีความคาดหวัง มีความต้องการ แต่บางคร้ังมันมองไม่เห็นเหมือนกัน แต่เรา
จิตใจก็ไมไ่ ด้ปลอ่ ยวาง เม่อื จติ เราไม่สงบ มีนิวรณ์ วางใจ ว่ามนั ตอ้ งมเี หตุปัจจัย มันจึงเปน็ อย่างนี้
เรารับไม่ได้ ทนไมไ่ ด้ทจี่ ะตอ้ งเจอกับนวิ รณ์ อยาก อยา่ ใหเ้ กดิ วภิ วตณั หา พอเกดิ วภิ วตณั หา เปน็
จะภาวนาแบบไม่มนี ิวรณ์ นวิ รณเ์ กิดข้ึนอยากจะ การเติมเช้ือของกิเลส ไม่ใช่ท�ำให้กิเลสหายไป
ไล่ออก บังคับไม่ให้เปน็ อยา่ งน้ัน จะเครยี ด เห็น ในสังคมไทย ก็มีหลักธรรมอยู่ในวัฒนธรรม
ไหม เรายง่ิ บังคับ มันกย็ ง่ิ ฟุ้งซา่ น ดังมีภาษิตว่า “เกลียดข้ี ขี้ตาม เกลียดความ
เราจะปฏิบัติอย่างไร เม่ือมีนิวรณ์เกิดข้ึน ? ความถึง” อันนี้ก็ใช่ พอเกลียดแล้ว ส่ิงที่เราไม่
ก็ยอมรับว่านิวรณ์เกิดข้ึนตามเหตุตามปัจจัย ไม่ ต้องการกจ็ ะเขา้ มาหา คิดวา่ เกลยี ดแล้ว มันจะไม่
รังเกียจนิวรณ์ แต่ไม่ได้หลงใหลอยู่กับนิวรณ์ ให้ เข้าใกล้ แตค่ วามเกลยี ดกเ็ ป็นความผกู พนั เหมือน
กนั นะ ผกู พนั ดว้ ยความเกลยี ด
น่ี ผูกพันมากกว่าด้วยความ
รกั ถา้ เราเกลยี ดใครน่ี คลา้ ยๆ
กับรักนะ หลับตาก็เห็น ! ได้
ยินเสียงก็สะดุ้ง ความรัก
ความชัง มันคล้ายกัน อันน้ี
ต้องระวังนะ ถ้าเกลียดใคร
มากๆ ระวังนะ เดี๋ยวต้องเจอ
ชาติหน้านะ ดังน้ัน เราต้อง
วางใจให้เป็นกลาง
ไมไ่ ด้ เพราะอะไร ? เพราะวา่ ตาเรา หเู รา มนั ไมใ่ ช่
กล้องถ่ายวีดีโอ ไม่ใช่เคร่ืองอัดเสียง มันมีการ
กล่ันกรอง มกี ารเซน็ เซ่อร์ มกี ารเลอื กที่รับ โดยไม่
ตงั้ ใจกม็ ี ตงั้ ใจกม็ ี หรอื สงิ่ ทเ่ี ราคาดวา่ จะไดย้ นิ เราก็
จะได้ยินง่าย ส่ิงท่ีไม่เคยคิดจะได้ยิน บางทีไม่ได้
ยนิ เลย เพราะแตล่ ะคนมคี วามตอ้ งการ มคี วามคดิ
มีความอยาก มีความกลวั มีความกงั วล มนี ิวรณ์
ไมเ่ หมือนกัน ข้อมลู ทร่ี ับมากไ็ มต่ รงกนั ดังน้นั สิง่
ที่เราได้สัมผสั มา เป็นของปรงุ แต่ง ไม่ใชข่ องจรงิ
จะเล่าเรือ่ งให้ฟังนะ ต้ังแตโ่ บราณ เร่อื งของ
และที่ส�ำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เราต้องระลึกอยู่ คนไปตดั ไมใ้ นปา่ เหนอื่ ยกพ็ กั ผอ่ น ตนื่ ขน้ึ มาขวาน
เสมอ ในสงิ่ ท่ีอาตมาพดู มาหลายครงั้ แล้ววา่ โลก หาย พอมองซา้ ยมองขวา เห็นเดก็ ผู้ชายก�ำลงั วิง่
ทเ่ี ปน็ จรงิ อยทู่ ไ่ี หน ? ตวั เราคือโลกทีเ่ ปน็ จรงิ คอื อยใู่ นปา่ พอเห็นเด็กผชู้ าย เหน็ กริ ิยาทา่ ทางแล้ว
ขันธ์ห้า ! โลกท่ีเป็นจริงไม่ใช่ว่าตอนน้ีอยู่ศูนย์ ดูว่าเป็นขโมยแน่ๆ ดูลักษณะการเดิน อะไรๆ
ปฏิบัติธรรมบ้านพอ อีกสองวันต้องกลับไปสู่โลก ทกุ อยา่ งน่ี ดเู ป็นขโมยหมดเลย กำ� ลงั จะลุกขน้ึ วง่ิ
ที่เป็นจริง ไม่ใช่ ! ตัวเราน่ีเองคือโลกท่ีเป็นจริง ตามเด็ก ก็สังเกตว่าขวานมันเหน็บอยู่ข้างหลัง
เรามสี ติ รตู้ วั อยใู่ นปจั จบุ นั สงิ่ ทป่ี รากฏเปน็ ประสบ- ตวั เอง เพราะเช่อื วา่ ขวานหาย เช่ือว่ามีคนเอาไป
การณ์ตรง น้ันคือโลกท่ีเป็นจริง แต่ในโลกทั่วไป เหน็ เดก็ คนนนั้ กแ็ ปลความหมายของกริ ยิ าอาการ
เราต้องเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่า ส่ิงท่ีรู้นั้นก็เป็น ท่าทางทกุ อย่าง กลายเปน็ กริ ิยาของขโมย เพราะ
ขอ้ มูล แต่เราไม่สามารถพิสจู น์ไดว้ า่ เป็นข้อมูลท่ี น่ันเป็นส่ิงท่ีคาดว่าจะเห็น พอเห็นขวานเหน็บ
ตรงตามความเปน็ จริงมากน้อยแค่ไหน อยู่ข้างหลังตัวเอง มาดูเด็กอีกที อ้าว ก็เป็นเด็ก
ทกุ วนั นเี้ รารโู้ ลกกวา้ งขนึ้ แตเ่ ปน็ โลกผา่ นสอื่ ธรรมดา กรณอี ยา่ งน้จี ะมบี ่อยมาก คือเราจะเอา
สื่อสีฟ้า ส่ือสีแดง สื่ออะไรก็แล้วแต่ น่ีก็เป็นส่ือ ความรู้เดิมของเรามาแปล โดยท่ีไม่รู้สึกว่าเป็น
ไม่ใช่ความจริง เราชอบใคร เราศรัทธาใคร เรา การแปลจากสญั ญาเดมิ ๆ
เกลียดใคร ไม่ได้เกลียดคนน้ัน ความจริงแล้ว เมอ่ื วานนอ้ี าตมามีแขก ก็คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ
เกลยี ดเขาผา่ นสอ่ื เป็นเรื่องของสัญญา สิ่งทีเ่ ป็น พดู ถงึ ทไี รจะข�ำ ตอนทอ่ี าตมาอย่วู ดั ป่านานาชาติ
จริงคือสัญญา เวลาคนสองคนเถยี งกนั เรื่องเหต-ุ หลายปีที่แล้ว รู้สึกตอนนั้นอาจารย์ปสันโนยังอยู่
การณ์ คนหน่ึงบอกว่าเมื่อวานน้ีเป็นอย่างน้ันๆ แต่ท่านไปไหนไม่ทราบ อาตมาน่ังรับแขกอยู่ใน
คนหน่ึงก็บอกว่าไม่ใช่ ! เป็นอย่างนั้นๆ เถียงไป ศาลา พอดีวันนั้นเป็นไข้ หน้าแดง อดทนๆ ทีนี้
เถยี งมา ตา่ งคนตา่ งยนื ยนั วา่ ตวั เองถกู อกี ฝา่ ยหนงึ่ โยมมา ก็เห็นว่าอาตมาไม่ค่อยสบาย แล้วเขาจะ
ผิด บางคร้ังก็เป็นแค่ว่า ท้ังสองคนไม่ได้สัมผัส ถวายพาราเซ็ตตามอล ทีนี้คนไทยน่ี เขาจะย่อ
โดยตรง ฟังจากคนอ่นื ที่เขาคิดวา่ น่าเช่อื ถอื แตถ่ งึ ค�ำว่าพาราเซ็ตตามอล เปน็ พาราฯ อาตมาไม่เคย
จะเป็นเรื่องทที่ ้ังสองคนไดส้ ัมผสั เอง เรากย็ งั ไว้ใจ ทราบ แลว้ ปกตคิ นอสี านเวลาพดู ล.ลงิ กม็ กั จะหาย
๔๑ 17
พออาตมาฟังว่าพารา แต่อาตมาไม่คุ้นเคย ดังน้ันเวลาเถียงกัน ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าตัวเอง
อาตมาก็ เอ๊ ค�ำนมี้ นั อะไร คำ� ท่ีทราบกค็ ือปลารา้ จ�ำถกู อีกฝ่ายหนงึ่ จำ� ผดิ นแ่ี ปลว่าอะไร ? แปลว่า
แล้วยิ่งถ้าพารา ไม่ออกเสยี งตัว ล.ลงิ น่ี คลา้ ยกนั ในขณะนน้ั ในโลกแหง่ ขนั ธห์ า้ สญั ญาผดุ ขนึ้ มาใน
มาก อาตมาก็ เอ๊ คงจะฟงั ไม่ถูก...ก็เลยเขา้ ใจเลย สมองชดั มาก ทเี่ ขาบอกวา่ แนใ่ จ แปลวา่ ในขณะนนั้
แปลความหมายของค�ำท่ีเขาพูดว่า เขาจะให้ ทพี่ ดู สญั ญาชดั เจน ไมใ่ ชว่ า่ พสิ จู นไ์ ดว้ า่ เปน็ จรงิ
อาตมาฉนั ปลารา้ อาตมากเ็ ออ เป็นไข้ กินน่ีหาย แตห่ มายถงึ วา่ ภาพทสี่ รา้ งขน้ึ มาในเวลาสมั ผสั เรอื่ ง
ด้วยเหรอ ไม่เคยไดย้ ิน โยมกบ็ อกว่า ท�ำไมไมเ่ คย นั้นเมื่อวันก่อน ปรากฏในสมองในขณะนี้ชัดเจน
ไดย้ นิ ใครๆ กก็ นิ กนั อาตมาก็ โอ้ นม่ี นั ความรใู้ หม่ จ�ำได้แม่นเลย ท่ีว่าจ�ำได้แม่น หมายถึงความจ�ำ
เลย แลว้ กินยงั ไงล่ะ “กินเปน็ เมด็ ๒ เมด็ ” โอ.้ .. ทปี่ รากฏชดั มนั คนละเรอื่ งกนั กบั ความจรงิ ในขณะ
เขาทำ� เปน็ เมด็ ดว้ ยเหรอ อยากเหน็ ปลารา้ เปน็ เมด็ ทเ่ี ราจำ� เราอคตหิ รอื เราคดิ เอาเอง เราคดิ วา่ พารา
กเ็ ปน็ เรอ่ื งตลกนะ แตเ่ พราะวา่ เราฟงั สง่ิ ทเี่ รา เปน็ ปลารา้ มนั ฝงั ไวใ้ นใจตอ่ มา…จำ� ได้ ! ถา้ หากวา่
ไม่คุ้น แต่เอาความรู้เดิมมาใช้ แล้วก็คิดเอาเอง วันน้ัน ไม่ได้ท�ำความเข้าใจกันอาตมาก็อาจจะ
ท้งั ทถ่ี ้าหยดุ สักนิดหน่งึ มันเปน็ ไปไม่ได้ ใชไ่ หม ? เล่าตอ่ นะว่า อ้อ แปลกดี โยมทีอ่ ุบลฯ เขาเป็นไข้
แตว่ า่ ไม่มเี วลาท่จี ะคิด มนั กเ็ ลยเกดิ การเข้าใจผิด ก็ยังกินปลาร้า แล้วกนิ เป็นเม็ดด้วยนะ !
เรอ่ื งนม้ี นั เปน็ เรอ่ื งทช่ี วนหวั เราะได้ แตเ่ รอ่ื งทช่ี วน ฉะน้ันในการภาวนาต้องการให้เห็นว่าความ
ร้องไหก้ ม็ นี ะ แว้บเดียวนี่ จบั ความผดิ แปลความ คิดก็สักแต่ความคิด เม่ือเราภาวนาแล้ว ความคิด
หมายผิด ท�ำให้โกรธกนั ได้ ท�ำใหเ้ กลียดกนั ได้กม็ ี ลดน้อยลง จะเห็นว่าตัวเราชักจะหายไป คือตัว
การมีสติในเรื่องต่างๆ เร่ืองการฟังหูไว้หู เรา...เราคอื ใคร เราเป็นใคร มันเป็นสมมติท่ีสร้าง
การท่ีเราระมัดระวัง ทุกส่ิงทุกอย่างท่ีไม่ปรากฏ ข้ึนมากับความคิด พอไม่มีความคดิ ตวั เราท่เี ป็น
ในโลกที่เป็นจริง คือโลกที่ปรากฏในจิตใจท่ีไม่มี ผลลพั ธข์ องความคดิ กห็ ายไป นกี่ จ็ ะเปน็ สภาวะที่
นวิ รณ์ เราอยากจะรู้ว่าอะไรเปน็ จริง อะไรไม่เป็น ทำ� ใหเ้ กดิ ความกลวั ได้ แตถ่ า้ เรามสี มั มาทฏิ ฐิ ความ
จริง ฝึกให้จิตมีสติ มีสัมปชัญญะ อยู่ในปัจจุบัน เห็นชอบ เราจึงจะได้เห็นความเป็นสมมติของ
ไม่มนี ิวรณ์ อะไรจะปรากฏในเวลาน้นั ยงั พอไว้ใจ ความเปน็ บคุ ลกิ ของนสิ ยั ใจคอ วา่ เปน็ สง่ิ ทป่ี รากฏ
ไดบ้ า้ ง แตอ่ ยา่ งนอ้ ยเรากเ็ หน็ วา่ สญั ญาเปน็ สกั แต่ แล้วตามเหตุตามปัจจัย คือความคิด ความเชื่อ
วา่ สญั ญา น่คี ือความจ�ำ คอื การแปลความหมาย อะไร เป็นต้น
ดังน้นั การภาวนา
คือการก�ำหนดรู้ทุกข์
การละสมุทัย การ
ปฏิบัติไม่ได้จ�ำกัดอยู่
ท่ีสถานที่ใดสถานที่
หนึง่ หลวงพ่อชาทา่ น
กเ็ คยสอนวา่ ถา้ ไฟไหม้
บา้ นเราจะไปดบั ทไี่ หน
18 ๔๑
ไม่ใช่ว่าเราจะไปดับที่วัด ไฟไหม้ตรงไหน ก็ต้อง ถ้าเราดูจติ ใจของเราอยา่ งต่อเนอื่ ง เราก็จะ
ดบั ตรงนนั้ เราทกุ ขต์ รงไหน กต็ อ้ งดบั ทกุ ขต์ รงนนั้ สรุปได้เลยว่า ตราบใดท่ีเรายังมีกิเลสอยู่ในใจ
ดงั น้ัน การทำ� สมาธภิ าวนา เรามีโอกาสสร้าง จติ ใจของเราไมม่ ที างสงบ ไมม่ ที างเขา้ สคู่ วามสขุ
พลงั ดบั ทกุ ข์ เรยี กวา่ ดบั เพลงิ กเิ ลสได้ แตเ่ ราทกุ ข์ ที่แท้จริง ถ้าเราทุกคนต้องการความสุข เราต้อง
ท่ีไหน เราต้องไปดูตรงนั้น ว่าก�ำลังอยากอะไร เห็นว่างานที่ส�ำคัญที่สุดในชีวิตคืองานดับกิเลส
อยู่ไหม ต้องการอะไรไหม ก�ำลังอยากได้อะไร เราต้องการสร้างประโยชน์ต่อครอบครัว เราต้อง
สักอย่างแล้วไม่ได้ หรือว่าไม่ยอมรับ ก�ำลังฝืน เป็นกัลยาณมิตรต่อคนรอบข้าง ให้เขาได้พ้นจาก
ความจริงที่ปรากฏอยู่ ทนไม่ได้ต่อส่ิงที่เป็นจริง กิเลส ถ้าปัญญาที่แท้เกิดขึ้นแล้ว ความมุ่งมั่น
ในปัจจุบัน พยายามดูความอยากได้ อยากมี ในการปฏิบัติธรรมก็ต้องปรากฏ ไม่มีทางอื่นท่ี
อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น จะเขา้ สู่ชวี ติ อันประเสริฐ
แล้วพยายามแก้ตรงน้ันโดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงว่า อาตมาเคยมองว่า การส่งลูกหลานไปเรียน
แก้ตรงน้ันแล้ว จะเฉยๆ จะไม่อยากแกไ้ ข จะเปน็ หนังสือในต่างประเทศ เข้าไปในมหาวิทยาลัย
คนไม่เป็นประโยชน์ต่อใคร ไม่เป็นประโยชน์ต่อ มีช่ือของต่างประเทศ ต้ังร้อยกว่าปีแล้ว ไปทั้ง
สังคม ตรงกันข้าม คนที่มีจิตใจท่ีไม่ยึดมั่นถือม่ัน HAVARD, YALE, MIT, OXFORD, CAM-
ในสิ่งต่างๆ นี้ จติ มีศักยภาพสงู กเิ ลสท�ำใหจ้ ติ ใจ BRIDGE, อะไรต่ออะไรนี่ ไม่ค่อยประสบความ
เราแคบ ท�ำให้เรากลัว กลัวล�ำบาก กลัวความ ส�ำเรจ็ จะว่าล้มเหลวกค็ งไม่ผดิ เพราะว่าอะไร ?
พลัดพราก กลัวการเสียผลประโยชน์ เป็นต้น เพราะว่าผู้ที่จบด็อกเตอร์ จากฮาเวิร์ด, เยล,
ถา้ ยังมีกเิ ลสครอบงำ� จิตใจ ท�ำอะไรส่วนมาก อ็อกซ์ฟอร์ด, เคมบริดจ์ ท่ีกลับมาบวชพระยัง
ก็เพื่อประโยชน์สว่ นตวั แต่พอเราปล่อยวางกิเลส มีนอ้ ยมาก ถ้าในสถาบนั การศกึ ษาที่ว่าดีเลศิ แลว้
ไดบ้ า้ ง เหมอื นจติ ยอมเปดิ รบั ตอ่ ความทกุ ข์ ความ จบมา ก็ต้องออกบวชแน่นอน แต่แทบจะไม่มี
เดือดร้อนของคนอื่น พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วย แสดงว่ามันไม่ดีอย่างท่ีเขาว่ากัน คือถ้ามีวิชา
ปัญญา แต่หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้ว ๔๕ ความรู้จริง เป็นบัณฑิตจริง แล้วมีโอกาสจะ
ปีต่อมา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระธรรม ออกบวชแล้ว ท�ำไมจะไม่ออกบวชล่ะ จะอยู่ไป
วินัยด้วยความกรุณา ปัญญาย่อมปรากฏใน
รูปแบบของความเมตตากรุณา ปัญญากับ
ความกรุณาอยู่ด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อจิตใจเรา
ปล่อยวางความคิดผิด ความหลงผิดต่างๆ รู้
เห็นอะไรตามความเป็นจริง ความเมตตากรุณา
ความต้องการสร้างประโยชน์กับส่วนรวม การ
ดับทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ย่อมตามมา ดังนั้น
ความเมตตากรุณาเป็นเคร่ืองพิสูจน์ปัญญา
ปัญญาเป็นเคร่ืองพิสูจน์ความเมตตากรุณา
สรปุ วา่ ธรรมท้งั สองมีผลตอ่ กนั และกนั
19
ท�ำไม ถ้ามีบารมี มีศรัทธานะ ถ้า อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน อยู่ที่ท�ำงาน อยู่ที่ไหน เรา
การศึกษาน�ำไปสู่ปัญญาในชีวิต สามารถท�ำความเพียร อย่างน้อยข้อหนึ่งในสี่ข้อ
จริง ต้องเห็นว่าชีวิตพรหมจรรย์ นัน้ ได้
เป็นชีวติ อนั ประเสรฐิ แทๆ้ ท่ีว่าไมม่ ีเวลาภาวนา ไม่มีเวลาน่งั สมาธิ เดนิ
ถ้าเราเป็นพ่อแม่ อาตมา จงกรม เปน็ ไดเ้ หมอื นกัน เข้าใจ แต่ตราบใดทเ่ี รา
ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่ แต่ถ้าสมมติ มีชีวิตอยู่ เราก็สามารถท�ำความเพียรได้ข้อใด
ว่ามีอีกจักรวาลหน่ึงสมมติว่ามี ขอ้ หนึ่ง รกั ษาจิตให้เปน็ บุญเปน็ กศุ ล ลมื หลู มื ตา
Parallel Universe (จักรวาลคู่ เรียนรู้จากประสบการณ์ ท�ำยังไงจะไม่โลภ
ขนาน) มตี วั อาตมาทไ่ี มบ่ วชพระ แลว้ มลี กู อาตมา เมื่อมีส่ิงชวนให้โลภ ท�ำยังไงจะไม่โกรธในส่ิง
ตอ้ งอธษิ ฐานทกุ วนั วา่ ขอใหล้ กู เราไดบ้ วชพระ เปน็ ท่ีชวนให้โกรธ ท�ำยังไงจะไม่หลงในสิ่งท่ีชวนให้
พระอรหันต์ เพราะว่าอะไร ? เพราะถ้ามีลูก ก็ หลง ท�ำยังไงจะรักษาจิตใจไว้ให้มีความสุข ท้ังๆ
ตอ้ งการสงิ่ ที่ดที ่ีสุดสำ� หรับลกู และเรากร็ วู้ ่า สิง่ ทีด่ ี ที่คนรอบข้างเครียดเหลือเกิน น่ีคือความท้าทาย
ที่สดุ สำ� หรับมนษุ ย์คอื มรรคผลนพิ พาน ดังนัน้ ขอ ในชวี ติ ประจำ� วนั จะทำ� ใหง้ านทางโลกจบ มนั ไมจ่ บ
ให้ลูกเราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ขอให้มีบารมี หรอก จะให้เพอร์เฟ็ค (สมบูรณ์แบบ) มันก็ไม่
ได้เปน็ พระอรยิ เจา้ เพอรเ์ ฟค็ คำ� วา่ ทกุ ข์ แปลวา่ ไมเ่ พอรเ์ ฟค็ เรยี กวา่
แตถ่ ้าบารมีไมถ่ ึง ขอใหไ้ ด้วิชาการท่ดี หี น่อย โลกน้ีทุกขงั คำ� ว่า ทกุ ขัง กแ็ ปลวา่ โลกนี้มคี วาม
ขอใหเ้ ป็นหมอ เปน็ ทนาย เป็นวศิ วกร เป็นอะไร บกพรอ่ งเปน็ นิจ มคี วามไมเ่ พอรเ์ ฟ็คเปน็ นิจ
ตอ่ อะไร เป็นรางวัลชดเชย ยงั พอใชไ้ ด้ ถ้าไมเ่ กง่ ดังนั้น ถ้าจะพยายามท�ำสิ่งท่ีไม่สมบูรณ์
พอจะเปน็ พระ ดงั นนั้ อาตมาจงึ ผดิ หวงั ในโครงการ ให้มันสมบูรณ์ ก็เป็นการเหน่ือยเปล่า แต่เราท�ำ
ส่งลูกไปเรียนนอก ที่กลบั มาเปน็ พระอริยเจ้าของ เท่าท่ีเราท�ำได้ ท�ำด้วยสติ ท�ำด้วยปัญญา ด้วย
เราน่ี ยังไม่ค่อยคุ้มกบั ทเี่ ราลงทนุ มาหลายรอ้ ยคน การเรียนรู้ ชนะ...เราก็เรียนรู้จากการชนะ แพ้...
หลายพันคนแล้ว สังคมไทยถึงมีพวกด็อกเตอร์ เราก็เรียนรู้จากการแพ้ เรียนรู้ทุกอย่าง ได้ก�ำไร
เยอะแยะ แต่สงั คมเราไมด่ ีข้นึ เทา่ ไร คอื ปัญญา
สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเกิดข้ึน ในเร่ือง
ความสุข เร่ืองความทุกข์ เร่ืองความเจริญ เร่ือง ท่ีมา : พระธรรมเทศนา ท่สี ถานปฏิบัติธรรมบา้ นพอ
ความเส่ือม เราต้องฝกึ การบรหิ ารจิตใจ พูดซ�้ำอีก เชยี งใหม่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๗
ครั้งหน่ึง บริหารจิตใจ ฉลาด ขยัน ในการปอ้ งกนั
ไมใ่ ห้กเิ ลสครอบงำ� , ฉลาด ขยัน ในการละกิเลส
ทเ่ี กดิ ขนึ้ แลว้ , ฉลาด ขยนั ในการปลกู ฝงั คณุ ธรรม
ที่ยังไม่เกิดข้ึน ให้มีขึ้นมาในจิตใจเราได้, ฉลาด
ขยัน ในการดแู ล การบ�ำรุงสิ่งดงี ามทเ่ี กดิ ขึ้นแลว้
ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป อยู่ที่ความเพียรพยายาม เช่นนี้
ทำ� ได้ทุกเวลานาที ไมว่ ่าอยทู่ ี่ไหน ไมว่ ่าอยกู่ ับใคร
20
พระพุ ทธรูปสำ� คญั
พระพุทธรปู ประจ�ำพระชนมกองวบรรณาาธกิ ราร
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชฯ
ศลิ ปะ : แบบรตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๐
ขนาด : สูงเฉพาะองคพ์ ระ ๒๖.๘๐ เซนตเิ มตร สงู จากฐานถึงพระรัศมี ๓๑.๙๕ เซนตเิ มตร
วสั ดุ : เงิน กาไหลท่ อง
ปัจจบุ นั : ประดิษฐานภายในหอพระสลุ าลยั พิมาน ในหมพู่ ระมหามณเฑียร
๔๑ 21
พุทธลักษณะ : ห้ามญาติ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจ�ำวันจันทร์
พระพุทธรูปประจ�ำพระชนมวารของพระ- อันเป็นวันพระบรมราชสมภพ
บาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระพุทธรูปประจ�ำพระชนมวารนี้ นาย
เป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดง แก้ว หนองบัว เป็นผู้ปั้นหล่อ และหลังจากได้
ปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวา ทอดพระเนตรหุ่นปั้นและทรงแก้ไขตามพระ-
เพียงข้างเดียว ส่วนพระหัตถ์ซ้าย ทอดลงข้าง ราชประสงค์แล้ว ได้เสด็จพระราชด�ำเนินทรง
พระวรกาย พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะคล้าย เททองหลอ่ ณ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม เมอื่ วนั ที่
พระพุทธรปู แบบสโุ ขทัย โดยมีพระพกั ตร์เปน็ วงรี ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ ทรงพระ
พระนลาฏคอ่ นขา้ งแคบ พระขนงโกง่ พระนาสกิ กรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ต้ังการฉลอง
โด่ง พระโอษฐ์อมยม้ิ และมีพระกรรณยาว พระ สมโภช พระพทุ ธรปู ประจำ� พระชนมวาร ในวันที่
เศียรประดับด้วยขมวดพระเกศาเป็นก้นหอย มี ๔ ธันวาคม พทุ ธศักราช ๒๕๓๐ ณ พระอโุ บสถ
เกตุมาลาและรัศมีรูปเปลวไฟอยู่เบ้ืองบน องค์ วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม เมอื่ เสรจ็ การแลว้ ทรง
พระพทุ ธรปู มพี ระองั สาใหญ่ บน้ั พระองคเ์ ลก็ โดย พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้อัญเชิญ
ครองอตุ ราสงคเ์ รยี บ หม่ คลมุ พระองั สา ปลอ่ ยชาย พระพุทธรูปประจ�ำพระชนมวารประดิษฐานไว้
อุตราสงค์ให้ห้อยตกลงมา เป็นเส้นอ่อนโค้งด้าน กบั พระชยั วฒั นป์ ระจำ� รชั กาล ณ หอพระสลุ าลยั -
ขา้ งพระวรกายทง้ั สองขา้ ง อนั ตรวาสกทที่ รงเรยี บ พิมาน ในหมพู่ ระมหามณเฑียร
เช่นเดียวกับอุตราสงค์ คงปรากฏขอบสองช้ันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล-
บั้นพระองค์และจีบทบห้อยลงมาเบ้ืองหน้า ยาว อดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
เกอื บจรดข้อพระบาท รัชกาลท่ี ๙ มีพระบรมราชสมภพ วันจันทร์ที่
พระพทุ ธรปู ประทบั ยนื บนปทั มาสน ์ ประกอบ ๕ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๐ ตรงกบั ขนึ้ ๑๒ คำ่�
ด้วยกลีบบัวหงายและกลีบบัวคว่�ำ มีเกสรบัว เดอื นอา้ ย ปเี ถาะ จลุ ศกั ราช ๑๒๘๙ รตั นโกสนิ ทร์
ประดับ ปัทมาสน์นี้ วางซ้อนอยู่เหนือฐานเขียง ศก ๑๔๖
รปู แปดเหลย่ี มเบอื้ งลา่ ง บรมราชาภิเษก วันศุกร์ท่ี ๕ พฤษภาคม
พทุ ธศักราช ๒๔๙๓ ตรงกับแรม ๔ ค�ำ่ เดอื น ๖
ประวตั ิ : ปีขาล จุลศักราช ๑๓๑๒ รัตนโกสนิ ทรศก ๑๖๙
ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา- ปัจจุบัน อัญเชิญพระพุทธรูประจ�ำพระชนมวาร
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ เสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั ิ เมอ่ื พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย-
วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นต้น เดชฯ ในงานพระราชพิธีสงกรานต์
มานนั้ ยงั มิไดม้ ีการสรา้ งพระพทุ ธรูปประจำ� พระ
ชนมวารขึ้นในรัชกาลน้ีเลย ดังน้ัน ในวโรกาส ทม่ี า : จากปฏทิ นิ แขวน พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๘ “พระพทุ ธ-
มหามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา ๕ รอบ จึงทรง ปฏิมาในพระบรมมหาราชวัง” เรียบเรียงข้อมูลโดย
พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีการ ศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. สรุ ยิ วฒุ ิ สขุ สวสั ด ์ิ ลขิ สทิ ธภ์ิ าพ
สร้างพระพุทธรูปประจ�ำพระชนมวาร ปาง และคำ� บรรยายโดย สำ� นักราชเลขาธิการ จัดพิมพโ์ ดย
บริษทั อินเตอร์เนชั่นแนลคอสเมตคิ ส์ จำ� กัด (มหาชน)
22
มนุษย์ ปัญญาภวิ ัฒน์
คอื อะไรธรี ปัญโญ
ตลอดเวลาท่ีมีวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิตขึ้น จึงสามารถรวมเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมใหญ่ข้ึนๆ
มานั้น จากสิ่งมีชีวิตเกือบสิบล้านสายพันธ์ุบน มกี ารแบง่ หนา้ ทเี่ พอ่ื รว่ มมอื กนั ทำ� งานจนสามารถ
โลกน้ี มนุษย์ได้ผ่านการพัฒนาการจนสามารถ แข่งขัน เอาชนะสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืนๆ ได้ในที่สุด
ข้ึนมาอยู่บนยอดของปิรามิดได้ กลายเป็นผู้น�ำ และเม่อื ๑๒,๐๐๐ ปที ่ีผา่ นมา ได้เกดิ ปฏิวตั ทิ าง
ของสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืนๆ ปัจจัยที่ส�ำคัญอย่างหน่ึง การเกษตร มนุษยห์ นั มาปลกู พืชเอง ไมต่ ้องออก
ก็คือการท่ีมนุษย์เกิดการปฏิวัติทางความคิด ไปล่าสัตว์ เก็บผักผลไม้เหมือนแต่ก่อน ๕๐๐ ปี
ความเชื่อ เม่ือ ๗๐,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ท่ีท�ำให้ ท่ผี ่านมา กเ็ กิดปฏวิ ตั ิทางวิทยาศาสตรข์ ึน้ โดยมี
สามารถพัฒนาความเช่ือในเร่ืองเล่าอันเดียวกัน การค้นคว้าหาความรู้ โดยการต้ังสมมติฐาน
และพสิ จู น์ความจริงจากการทดลอง ตามมาดว้ ย
การปฏวิ ัตทิ างอุตสาหกรรม ในอีก ๓๐๐ ปีถัดมา
ปัจจุบันมีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ท่ีเป็นแบบ
พลกิ โฉมทยอยตามกนั ออกมาเร่อื ยๆ
จึงคาดการณ์ได้ว่าในอีกไม่ช้า งานที่มนุษย์
ท�ำอยู่ ท่ีมีรูปแบบคาดเดาได้ อันมีมูลค่าทาง
เศรษฐกิจหลายๆ อย่าง อาจจะค่อยๆ ถูกแทนท่ี
ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์และ
ระบบคอมพวิ เตอรอ์ นิ เตอรเ์ นตทส่ี ามารถเชอ่ื มโยง
และเรยี นรไู้ ดด้ ว้ ยตวั เอง ผา่ นอลั กอรธิ มึ ทจ่ี ะฉลาด
มากข้นึ ๆ แบบก้าวกระโดด โดยปญั ญาประดษิ ฐ์
(เอไอ) นี้สามารถดูข้อมูลการท�ำงานของมนุษย์
๔๑ 23
ที่มีก่อนหน้าท้ังหมด และเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เองเสยี อกี ไม่ตอ้ งไปถึงอนาคตหรอก แมป้ จั จุบัน
ดังนั้นส�ำหรับมนุษย์เอง ล�ำพังการศึกษาและ ก็เร่ิมเห็นแนวโน้มน้ีกันบ้างแล้ว ถ้าเราเคยใช้สื่อ
การฝึกทักษะให้มากขึ้น อาจจะไม่เพียงพอท่ีจะ โซเชียลกันมาบ้าง จะเร่ิมรู้สึกได้ว่า ข่าวที่
ท�ำให้อยู่รอดได้ในยุคต่อไป การปรับโครงสร้าง Facebook เลือกให้เรา ค�ำตอบท่ี Google
สังคมในระดับพื้นฐานคร้ังใหญ่ อาจจะมีข้ึน คัดสรรมาให้เรา หรือสินค้าทางอินเตอร์เนตท่ี
เมื่อเครื่องจักรได้เปลี่ยนสภาพจากเคร่ืองมือ Lazada น�ำมาเสนอขายให้เราบนจอนั้น ท�ำให้
มาเปน็ แรงงานเสยี เอง เราใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้นเร่ือยๆ หลายคร้ัง
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ทบทวี การ ดูเหมือนว่ามันจะรู้ใจของเรามากกว่าตัวเราเอง
ท่วมทับของกระแสข้อมูลข่าวสาร มีการพูดกัน เสยี อีก
มากถึงการศึกษาแบบใหม่เพื่อเตรียมมนุษย์ให้ ดังนั้นสาระส�ำคัญของการเป็นมนุษย์นั้น
พรอ้ มสำ� หรบั ความเปลยี่ นแปลงในอนาคต ปญั หา มันคืออะไรกันแน่ ความรู้ท่ีจะท�ำให้พ้นทุกข์ได้
การวา่ งงาน เมอ่ื หนุ่ ยนตแ์ ละเอไอสามารถทำ� งาน น้ันต้องมีคุณธรรมเป็นพ้ืนฐานซ่ึงก็คือไตรสิกขา
หลายๆ อยา่ งได้ เท่ากบั หรือดกี วา่ มนุษยเ์ สยี อีก ศลี สมาธิ ปญั ญา น่นั เอง หรอื วา่ ส่งิ นีอ้ าจจะเปน็
ทั้งนี้การตั้งเป้าหมายของชีวิตจะมีความ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงก็ได้ การ
ส�ำคัญขึ้นมาทันที อะไรกันแน่ที่เป็นสาระ แก่น ศึกษาคือการรวมความสนใจไปท่ีสิ่งใดสิ่งหน่ึง
สารทแ่ี ทจ้ รงิ ของชวี ติ มนษุ ย์ “จงรจู้ กั ตนเองใหด้ ”ี ที่มีความหมายส�ำหรับเราจึงเป็นเร่ืองท่ีส�ำคัญ
ค�ำแนะน�ำน้ีเราอาจจะได้ยินได้ฟังกันมาบ่อยแล้ว มากในยุคท่ีจะมาถึง การขาดจุดสนใจ จะท�ำให้
และเราทกุ คนกอ็ าจจะเคยผลดั การรจู้ กั ตวั เราเอง ความจรงิ ทเี่ ราไดร้ บั บดิ เบยี้ วไป วนั ๆ ผา่ นไปดว้ ย
ไปก่อนไดเ้ รอื่ ยๆ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ การรู้จัก ความพรา่ มวั ไมช่ ดั เจนวา่ เราตอ้ งการอะไร และเรา
ตนเองจะส�ำคัญมากข้ึน โดยเฉพาะตนเองในมุม ไดเ้ ขา้ ใกลเ้ ป้าหมายในชวี ติ ของเรามากขน้ึ หรอื ไม่
ที่เราไม่รู้จัก การได้มารู้จักมุมสงบของเราเอง ความจริงที่เราสนใจนั้น เราอาจจะต้องออก
ที่ไม่ต้องถูกกระตุ้นด้วยส่ิงท่ีเป็นปัจจัยมาจาก แรงคน้ หามนั ดว้ ยความใสใ่ จและจรงิ ใจ มนั อาจจะ
ภายนอก จะทำ� ใหเ้ ราเติบโตขน้ึ สามารถตัดใจ ไม่ได้เดินเข้ามาหาเราเอง เราอาจจะต้องออกไป
จากสิ่งที่ไม่จ�ำเป็นออกไปจากชีวิตของเราได้ คน้ หามนั อยา่ ใหว้ นั คนื ผา่ นไป โดยปลอ่ ยใจใหถ้ กู
เพราะส่งิ ทเี่ ปลีย่ นไปได้ ยอ่ มไมใ่ ชต่ ัวตนท่ีแทจ้ รงิ ทว่ มทบั ดว้ ยขอ้ มลู ขยะอนั ไรส้ าระ ทดี่ งึ ความสนใจ
ของเรา ของเราไปจากสิ่งท่ีมีความหมายต่อชีวิตกันเลย
ถ้าเราไม่รู้จักตัวเราเองดีพอ อัลกอริธึมท่ี ชีวิตมีเป้าหมาย ทุกข์เป็นของจริง และความ
สามารถเข้าถึงข้อมูลการแสดงออกของพวกเรา พ้นทุกข์ก็เป็นของจริงเช่นกัน ส�ำหรับคนที่
แต่ละคนอาจจะสามารถรู้จักเราได้ดีกว่าตัวเรา กลา้ มอง
24 ๔๑
คนเกง่ - คนดี
ไมก่ ี่ปี อาจสอน ให้ ‘เกง่ ’ ได ้ แต่ ‘ด’ี ใช้ ชว่ั ชวี ติ คดิ ฝกึ ฝน
คนเกง่ มี เกลือ่ นไป ในฝงู ชน คนดี ค้น หายากยิง่ ไรส้ ิ่งแทน
หนุ่ ยนต์
โลกยุคใหม่ อาจเต็มไป ด้วยโรบ๊อต พัฒนา แล้วก็กอ๊ ป ตามกรอบแผน
เก่งเกนิ คน หนอ หุ่นยนต์ ในเมอื งแมน แล้วแกน่ แกน ของมนุษย์ คอื อะไร ?
มนุษย์
ขอตอบให้ วา่ คอื ไตรสกิ ขา ศีล สมาธิ ปญั ญา พัฒนาไหม ?
พน้ จากคน เปน็ มนุษย์ ทีห่ ยดุ ใจ พ้นทกุ ขไ์ ด้ หลุดเวียนวา่ ย หมดตายเอยฯ
ไม่เรยี น ตายหมด - เรยี นจบ หมดตาย
25
‘พ่อ’คดิ ถงึ “พ่อ”
กับคุณธรรมว.รตั ตบูรณนิ ท์
ที่เป็นแบบอย่าง
ประชาชนคนไทยพสกนกิ รไทยแทนพระนาม
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ผ้เู สดจ็ สู่สวรรคาลัยวา่ ‘พอ่ ’
เหตผุ ลทใี่ ชท่ ส่ี ดุ นา่ จะเปน็ เพราะพวกเราทงั้ หลาย
รสู้ กึ วา่ ไดร้ บั ความรกั ความเอาใจใส่ ความเมตตา
กรุณา ความเอื้ออาทรห่วงใยจากพระองค์ท่าน
เสมอมา นบั ตง้ั แตท่ รงครองราชยจ์ นเสดจ็ สวรรคต
เป็นเวลายาวนานกว่าเจ็ดสิบปี นานกว่าอายุขัย
ของคนบางคน นานจนรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย ความ
รกั นน้ั คอ่ ยๆ เกดิ คอ่ ยๆ ผกู พนั แนบแนน่ อยแู่ กใ่ จ
โดยมิต้องอาศัยการชี้น�ำจากผู้ใด เป็นความรู้สึก
ทมี่ าจากใจของเรา มน่ั คง และแขง็ แรง ตามความ
ยงิ่ ใหญ่ของคณุ ธรรมที่ ‘พ่อ’ มีตอ่ พวกเรา
26
เล่าว่า ทุกคร้ังที่ไปถวายรายงานท่ี รพ. ศิริราช
โดยจะมากันทั้งทีมท่ีท�ำเรื่องนี้ ‘พ่อ’ จะมองทีม
ทันตแพทยด์ ว้ ยรอยแยม้ พระสรวล และสายตาท่ี
บอกทุกคนว่า “ขอบใจนะ” ทรงต้งั ช่อื โครงการน้ี
ให้ด้วย วา่ ‘ยิ้มสวย กบั กินอร่อย’
เป็นที่รู้กันว่า ‘พ่อ’ จะเสด็จไปทุกที่ๆ ที่มี
ปัญหา ไม่ว่าท่ีน้ันจะห่างไกล และทุรกันดารสัก
ปานไหน ทรงค้นคิดหาทางช่วยเหลือตลอดเวลา
สมกับท่ีท่านเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ของ
ใครเลา่ จะใจแขง็ พอทจี่ ะไมร่ กั ‘พอ่ ’ทง้ั ๆทเ่ี หน็ ไทย ทรงเป็นยอดวิศวกรและยอดนักประดิษฐ์
คุณงามความดีของ ‘พ่อ’ ชัดเจน และแจ่มชัด จริงๆ จนทรงเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการคิดค้น
อย่างน้ัน นวตั กรรมตา่ งๆ ถึง ๑๑ รายการ ดังน้ี
พ่อเพียรพยายามหาทางแก้ไขปัญหาของ ๑. สทิ ธบิ ตั รการประดษิ ฐเ์ ลขที่ ๓๑๒๗ ถวาย
ลูก คอยบ�ำบัดทกุ ข์ บำ� รุงสขุ อยา่ งไม่เคยอ่อนล้า การรบั จดทะเบยี นสทิ ธบิ ตั รเมอ่ื วนั ที่ ๒ กมุ ภาพนั ธ์
และเหนด็ เหนอื่ ย แมจ้ ะทรงพระประชวร กไ็ มเ่ คย ๒๕๓๖ เร่ือง เคร่ืองกลเติมอากาศท่ีผิวน้�ำหมุน
ทรงลืมประชาชน ทรงคิดเผื่อถึงลูกๆ ประชาชน ชา้ แบบทุ่นลอย หรอื (กงั หนั นำ�้ ชยั พัฒนา) เป็น
ของพระองคด์ ว้ ยเสมอ เคร่ืองกลเติมอากาศท่ีใช้ในการเติมออกซิเจนลง
ผู้เขียนได้เรียนรู้ความน่ารักของ ‘พ่อ’ จาก ในน้�ำทรี่ ะดบั ผวิ นำ้�
รายการสัมภาษณ์บุคคลผู้เก่ียวข้องในพระราช-
กรณียกจิ ที่ ‘พอ่ ’ มี รายการหนึง่ ยังจำ� ได้ไมล่ ืมวา่
คร้ังหน่ึง พระองค์ทรงรักษาพระทนต์ดว้ ยการท�ำ
รากพระทนต์เทียม ซ่ึงทรงทราบว่ามีราคาแพง
มาก ทรงถามทนั ตแพทยผ์ ถู้ วายการรกั ษาผนู้ น้ั วา่
ประชาชนท่ัวไปมีโอกาสได้ท�ำฟันอย่างพระองค์
ไหม ทันตแพทย์กราบทูลว่า ค่าใช้จ่ายสูงมาก
ไม่สามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ ทรงตรัสว่า
ท�ำให้ถูกลงไม่ได้หรือ ขอให้หาหนทางท่ีจะท�ำได้
ไหม เพ่ือให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนแก่
อย่างพระองค์ จะไดท้ านข้าวได้อรอ่ ยและสะดวก
ทันตแพทย์รบั สนองพระบรมราชดำ� รัส ไปจัดทมี
แพทยค์ น้ ควา้ วิจยั การท�ำรากฟันเทยี มให้มีราคา
ถูกลง พอที่คนท่ัวไปจะสัมผัสได้ และได้เปิดการ
รักษาให้กับประชาชนไดถ้ ึงสีแ่ สนคน ทันตแพทย์
๔๑ 27
๒. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขท่ี ๑๐๓๐๔ ๔. อนุสทิ ธิบตั รเลขท่ี ๘๔๑ ถวายการรบั จด
ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือวันท่ี ๑๙ ทะเบยี นอนสุ ทิ ธบิ ตั รเมอ่ื วนั ที่ ๑๑ ตลุ าคม ๒๕๔๕
เมษายน ๒๕๔๔ เร่ือง เคร่อื งกลเตมิ อากาศแบบ เร่อื ง การใช้น�้ำมนั ปาล์มกล่ันบริสุทธเ์ิ ปน็ น�ำ้ มนั
อัดอากาศและดูดน้�ำ เป็นเคร่ืองกลเติมอากาศ หล่อลื่นส�ำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ ทดแทน
ใช้ในการเติมออกซิเจนลงในน�้ำที่ระดับลึกลงไป นำ�้ มันหล่อลืน่ ที่ไดจ้ ากน�้ำมนั ปโิ ตรเลยี ม
ใต้ผิวน�้ำจนถึงด้าน
ลา่ งของแหล่งนำ้�
๓.สทิ ธบิ ตั รการประดษิ ฐเ์ ลขท่ี๑๐๗๖๔ถวาย
การรบั จดทะเบยี นสทิ ธบิ ตั รเมอื่ วนั ที่ ๒๖กรกฎาคม
๒๕๔๔ เรอ่ื ง การใชน้ ำ้� มนั ปาลม์ กลน่ั บรสิ ทุ ธเ์ิ ปน็
นำ้� มนั เชอ้ื เพลงิ สำ� หรบั เครอ่ื งยนตด์ เี ซล เปน็ การ
ใช้น�้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นเช้ือเพลิงส�ำหรับ ๕. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ ๑๓๘๙๘
เคร่ืองยนต์ดเี ซลแทนนำ้� มันดเี ซล ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือวันที่ ๒๙
พฤศจิกายน ๒๕๔๕ เรื่อง การดัดแปรสภาพ
อากาศเพ่ือให้เกิดฝน (ฝนหลวง) เป็นกรรมวิธี
การท�ำฝนหลวงท่ีมีการท�ำฝนทั้งในระดับเมฆอุ่น
ที่ระดับต�่ำกว่า ๑ หมื่นฟุต และเมฆเย็นท่ีระดับ
สูงกว่า ๑ หม่ืนฟุตพร้อมกัน ซึ่งทรงเรียกว่า
“ซเู ปอร์แซนด์วชิ ”
ต�ำราฝนหลวงพระราชทาน
28 ๔๑
๖. สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์เลขที่ ๙. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ ๒๙๑๖๒
๑๔๘๕๙ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือ ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือวันท่ี ๑๙
วันท่ี ๑๐ มิถนุ ายน ๒๕๔๖ เร่อื ง ภาชนะรองรับ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เร่ือง เครื่องก�ำเนิดไฟฟ้า
ของเสยี ทขี่ บั ออกจากรา่ งกาย เปน็ ภาชนะทที่ รง พลังงานจลน์
ออกแบบไวเ้ ปน็ การเฉพาะสำ� หรบั รองรบั ปสั สาวะ ๑๐. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขท่ี ๒๙๑๖๓
ของผ้ปู ว่ ย ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันท่ี ๑๙
พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรื่อง โครงสร้างเครื่อง
กำ� เนดิ ไฟฟา้ พลงั งานจลน์ และชดุ สำ� เรจ็ เครอื่ ง
ก�ำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ว่า “อุทกพลวัต” มี
ความหมายว่า กังหันผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้�ำไหล
สง่ิ ประดษิ ฐน์ ไี้ ดน้ ำ� ไปตดิ ตง้ั ทบ่ี รเิ วณคลองลดั โพธิ์
ส่งผลให้เมื่อน�้ำท่วมใหญ่ในปี ๒๕๕๔ มีผลท�ำให้
นำ�้ ไม่ทว่ มในบริเวณนนั้ ท้ังทีเ่ กือบทุกปีกอ่ นหนา้
นนี้ �้ำทว่ มตลอดมา
๑๑. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขท่ี ๒๙๐๙๑
ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเมื่อวันท่ี ๙
๗. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ ๑๖๑๐๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๓ เรอ่ื ง ระบบปรบั ปรงุ คณุ ภาพ
ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือวันท่ี ๒๗ น้�ำด้วยรางพืช ร่วมกับเคร่ืองกลเติมอากาศ
มกราคม ๒๕๔๗ เร่ือง อุปกรณ์ควบคุมการ เป็นการต่อยอดจากสทิ ธิบตั รฉบับท่ี ๑ และที่ ๒
ผลกั ดนั ของเหลว เปน็ เครอ่ื งยนตท์ ขี่ บั ดนั นำ้� เพอ่ื โดยมีพระราชด�ำริในการน�ำต้นพืชบางชนิดที่
ใช้ในการขับเคลือ่ นเรอื สามารถดูดซึมสารปนเปื้อนมาเป็นอาหารในการ
๘. สิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขท่ี ๒๒๖๓๗ เจรญิ เตบิ โตได้ เช่น ต้นกก ต้นเตย ตน้ พุทธรักษา
ถวายการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรเม่ือวันที่ ๕ เปน็ ตน้ ทำ� ใหส้ าหรา่ ยไมม่ อี าหารในการเจรญิ เตบิ โต
ตุลาคม ๒๕๕๐ เรื่อง กระบวนการปรับปรุง
สภาพดินเปร้ียวเพ่ือให้เหมาะแก่การเพาะปลูก
(โครงการแกล้งดิน) โดยใช้วิธีการเลียนแบบ
ธรรมชาติเพ่ือแกล้งให้ดินมีสภาพเปรี้ยวจัดก่อน
แลว้ ทำ� การชะลา้ งความเปรยี้ วของดนิ และทำ� การ
ปรบั สภาพดนิ ให้เหมาะแกก่ ารเพาะปลูกตอ่ ไป
๔๑ 29
ทรงเป็นต้นแบบของความพอเพียงอย่างแท้
จรงิ ทรงสอนอยา่ งไร ทรงทำ� อยา่ งนน้ั ไมเ่ คยดำ� รง
พระชนมช์ พี อยา่ งหรหู ราฟมุ่ เฟอื ย ฉลองพระบาท
ที่ทรงใช้ประจ�ำ ตัดโดยช่างคนไทย เมื่อฉลอง
พระองค์ ฉลองพระบาทขาดหรือชำ� รดุ ทรงส่งไป
ซอ่ ม มไิ ดท้ รงท้ิงไป และใช้สอยอนั ใหมท่ ดแทน
ทรงใช้สอยสิ่งใด ก็จะใช้สอยจนสุดขอบเขต
ที่จะใช้ได้แล้ว เช่น หลอดยาสีพระทนต์ ทรงรีด
นวัตกรรมต่างๆ ท่ีทรงคดิ ค้นขึ้นมา เพราะมี จนหลอดแบนราบ ไม่เหลือเนอื้ ยาติดค้าง ทรงใช้
พระราชประสงค์จะแก้ปัญหาท่ีราษฎรต้องเผชิญ ดินสอในการจดพระราชบันทึก หรือลงราย
อย่างหมดหนทางแก้ไข ทรงเพียรคิด เพียรท�ำ ละเอยี ดในแผนท่ี ทรงใช้ดินสอนั้นจนสน้ั กดุ แลว้
จนแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ส�ำเร็จเป็นรูปธรรม ทรง ทรงหาหวั มาต่อ ใหใ้ ช้ไดจ้ นหมดเกลีย้ ง
คิดค้นต่อเน่ือง จนโครงการในพระราชด�ำริ แมแ้ ตส่ ตั วท์ รงเลยี้ ง กไ็ มท่ รงแสวงหาสตั วท์ ม่ี ี
มมี ากกวา่ ส่ีพนั รายการ เพดดีกรี ราคาแพง คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง
ทน่ี า่ รกั มากๆ คอื ทรงมพี ระอารมณข์ นั ในการ เปน็ เพยี งลกู สนุ ขั จรจดั ทท่ี รงเรยี กวา่ Mid - road
ทรงงาน ทรงต้ังชื่อโครงการบางโครงการ อย่าง ทท่ี รงพบทศี่ นู ยก์ ารแพทยพ์ ฒั นา ถนนพระราม ๙
เรียบงา่ ย แต่แฝงดว้ ยพระอารมณข์ นั เชน่ แก้มลงิ ทรงมีความเมตตาต่อสัตว์อย่างมาก ทรง
แกล้งดิน ช่างหัวมนั ฯลฯ บริจาคเงินช่วยเหลือสุนัขจรจัดท่ี อ.หัวหิน ทรง
ทรงเปรยี บไดด้ งั เทวดา ทดี่ ลบนั ดาลการแกไ้ ข บรจิ าคสรา้ งสระนำ�้ รกั ษาสนุ ขั ปว่ ย ทมี่ หาวทิ ยาลยั
ปัญหาให้แกพ่ สกนิกรของพระองค์ ทใี่ ดแลง้ ทงุ่ ที่ เกษตรศาสตร์ และทรงบรจิ าคพระราชทรพั ยส์ ว่ น
เป็นดินดาน ปลูกอะไรไม่ขึ้น ภูเขาหัวโล้น ไม่มี พระองคซ์ อื้ เครอ่ื งมอื แพทยส์ ำ� หรบั รกั ษาสตั วป์ ว่ ย
ต้นไม้ข้ึน ก็ทรงคิดหาวิธี จนพ้ืนท่ีเหล่านั้นกลาย ที่ รพ.สัตว์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้ มีความเขียวขจี
จนนึกถึงสภาพเดิมแทบไม่ออก
ทรงมพี ระราชประสงคใ์ หล้ ูกๆ ของพระองค์
อยู่ดีกินดี มสี ุขภาพดี ทรงสง่ เสริมเกษตรอินทรีย์
ตามแนวพระราชดำ� ริ และสนบั สนนุ ใหน้ กั วชิ าการ
มาช่วยกันระดมความคิด คิดค้นวิธีการที่จะให้
มีการท�ำเกษตรอินทรีย์ตามแนวพระราชด�ำริ
ซ่ึงเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ประสบความส�ำเร็จ
ชาวนา ชาวสวน ในทุกระดับสามารถเข้าถึงได้
ด้วยการพึ่งตนเอง ค่อยเป็นค่อยไป จนในท่ีสุด
พวกเขากจ็ ะสามารถเล้ียงชพี ได้แบบพอเพียง
30
พึงทรงถอื ไว้เพอื่ การปกครองบา้ นเมอื ง ประกอบ
ด้วย ราชธรรม* ๑๐ หรือ ทศพิธราชธรรม
(ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดิน
ควรประพฤติ, คุณธรรมของผปู้ กครองบา้ นเมือง,
ผู้เขียนเป็นคนหน่ึงท่ีชอบดูข่าวในพระราช- ธรรมของนักปกครอง ๑๐ ประการ ไดแ้ ก่
สำ� นัก โดยเฉพาะขา่ วของ ‘พ่อ’ คนอ่ืนอาจชอบดู ๑. ทาน การให้ คือ สละทรพั ย์สงิ่ ของ บำ� รงุ
พระราชกรณียกิจมากที่สุด แต่ส�ำหรับผู้เขียน เลี้ยง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และบ�ำเพ็ญ
ชอบดขู า่ วเวลาพระองค์ทา่ นอยูก่ ับสตั ว์ตา่ งๆ จะ สาธารณประโยชน์
ทรงเปน็ ธรรมชาต ิ ดผู อ่ นคลาย และมคี วามสขุ มาก ๒. ศีล ความประพฤติดงี าม คอื สำ� รวมกาย
ครั้งหนึ่ง พระเศวตอดุลยเดชพาหน ช้างเผือก และวจที วาร ประกอบแตก่ ารสจุ รติ รกั ษากติ ตคิ ณุ
ประจ�ำรัชกาล ถูกน�ำมาไว้ท่ีวังไกลกังวล ‘พ่อ’ ให้ควรเป็นตัวอย่าง และเป็นที่เคารพนับถือของ
เสด็จไปประทับรอที่โรงช้าง ทรงแย้มพระสรวล ประชาราษฎร์ มิใหม้ ีขอ้ ทใ่ี ครจะดแู คลน
เล็กน้อยอย่างมีความสุข คล้ายว่า ได้พบเพ่ือนที่ ๓.ปรจิ จาคะ การบรจิ าคคอื เสยี สละความสขุ
ถูกใจ เช่ือไหมว่า ผู้เขียนกดรีโมตดูภาพน้ีแทบ สำ� ราญเปน็ ตน้ ตลอดจนชวี ติ ของตนเพอื่ ประโยชน์
ทุกช่องโทรทัศน์ เพื่อจะได้จดจ�ำภาพงดงาม สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของ
นน้ั ไวใ้ นความทรงจ�ำไปนานเท่านาน บา้ นเมือง
๔. อาชชวะ ความซ่ือตรง คอื ซ่อื ตรง ทรง
สัตย์ ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มีความ
จรงิ ใจ ไมห่ ลอกลวงประชาชน
๕. มัททวะ ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย
ไมเ่ ยอ่ หยง่ิ หยาบคาย กระดา้ งถอื องค์ มคี วามงาม
สงา่ เกดิ แตท่ ว่ งทกี ริ ยิ าสภุ าพนมุ่ นวล ละมนุ ละไม
ให้ไดค้ วามรกั ภักดี แตม่ ขิ าดย�ำเกรง
อีกภาพหน่ึงที่เคยเห็นทางโทรทัศน์ คือช่วง ราชธรรม* จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม :
ทเี่ สด็จไปยงั โครงการ ‘ชา่ งหัวมนั ’ ทน่ี ัน่ มคี อกวัว สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
‘พอ่ ’ จะเสดจ็ ไปทค่ี อกววั และใหห้ ญา้ ววั แตล่ ะตวั
ด้วยพระองคเ์ อง พระพกั ตร์สดชื่น แจ่มใส ผอ่ น
คลาย อย่างทเ่ี ราผู้เปน็ ลูกอยากจะเห็น
ในพระปฐมบรมราชโองการท่ีทรงให้ไว้แก่
พสกนกิ รไทยทว่ี า่ ‘เราจะครองแผน่ ดนิ โดยธรรม’
ซง่ึ หมายถงึ ‘ทศพธิ ราชธรรม’ ธรรมะทพ่ี ระราชา
๔๑ 31
๘. อวหิ งิ สา ความไมเ่ บยี ดเบยี น คอื ไมบ่ บี คนั้
กดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์แรงงาน
เกินขนาด ไม่หลงระเริงอ�ำนาจ ขาดความกรุณา
หาเหตเุ บยี ดเบยี นลงโทษอาชญาแกป่ ระชาราษฎร์
ผใู้ ด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชัง
๙. ขันติ ความอดทน คือ อดทนต่องานท่ี
ตรากตรำ� ถงึ จะลำ� บากกายนา่ เหนอื่ ยหนา่ ยเพยี งไร
ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกย่ัวถูกหยัน ด้วยค�ำเสียดสี
ถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดก�ำลังใจ ไม่ยอมละท้ิง
กรณยี ท์ ี่บำ� เพ็ญโดยชอบธรรม
๖.ตปะ ความทรงเดชคอื แผดเผากเิ ลสตณั หา
มิให้เข้ามาครอบง�ำย่�ำยีจิต ระงับยับย้ังข่มใจได้
ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขส�ำราญ
และความปรนเปรอ มคี วามเปน็ อยสู่ มำ�่ เสมอ หรอื
อย่างสามัญ มุ่งม่ันแต่จะบ�ำเพ็ญเพียร ท�ำกิจให้
บรบิ ูรณ์
๗. อกั โกธะ ความไมโ่ กรธ คือ ไมก่ ร้วิ กราด
ลุอ�ำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความ
และกระท�ำกรรมต่างๆ ผิดพลาด เสียธรรม มี ๑๐. อวโิ รธนะ ความไมค่ ลาดธรรม คือ วาง
เมตตาประจ�ำใจไว้ ระงับความเคืองขุ่น วินิจฉัย องค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มีความ
ความและกระท�ำการด้วยจิตอันราบเรียบ เป็น เอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยค�ำท่ีดีร้าย ลาภ
ตวั ของตนเอง สกั การะ หรอื อิฏฐารมณ์ อนฏิ ฐารมณใ์ ดๆ สติมน่ั
ในธรรม ท้ังส่วนยุติธรรม คือความเที่ยงธรรม
ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการ
ปกครองตลอดจน ขนบธรรมเนียม
ประเพณีอันดีงามก็ดี ไม่ประพฤตใิ ห้
เคลอื่ นคลาดวิบตั ไิ ป
พิจารณาดใู หด้ ีเถดิ ก็จะ
ประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า ‘พ่อ’
ทรงถึงพร้อมด้วยทศพิธ-
ราชธรรมอยา่ งสมบรู ณ์
ทรงเป็นก�ำลังของ
32 ๔๑
แผ่นดิน สมดังพระปรมาภิไธยว่า ‘ภูมิพล’ ซึ่ง สงิ่ ท่ี‘พอ่ ’พระราชทานมาให้กร็ สู้ กึ แปลบๆทหี่ วั ใจ
แปลว่า ก�ำลังแผ่นดิน ทรงเป็นก�ำลังที่แข็งแกร่ง ดว้ ยความคิดถงึ
ท่ีสุดของประเทศไทยในทุกทิศทาง เป็นทั้ง ลกู ทราบดวี า่ ความคดิ ถงึ จะไมม่ คี วามหมาย
ก�ำลัง เป็นทั้งแบบอย่างท่ีดีท่ีสุด เพราะทรงท�ำ เลย หากเราไม่ท�ำตามค�ำพ่อสอน ไม่เจริญรอย
ให้เห็นชัดเจน แจ่มแจ้ง ไม่มีข้อสงสัย เป็นแบบ ตามคุณธรรมของพ่อ ที่เป็นการสร้างประโยชน์
อยา่ งทด่ี ีท่สี ดุ ท่ีเราพึงจดจ�ำไว้เป็นแบบอยา่ ง สุขให้กับลูกๆ เป็นประโยชน์สุขที่ย่ังยืน เพราะ
ปนี ี้เป็นวาระครบรอบ ๒ ปี ที่ ‘พอ่ ’ เสด็จสู่ แบบอย่างท้ังหลาย ลว้ นสร้างประโยชน์สุขให้แก่
สวรรคาลัย (ครบรอบ ๒ ปี ในวันที่ ๑๓ ตลุ าคม ตนเองและสังคม เป็นการพัฒนาชีวิตให้ด�ำเนิน
๒๕๖๑)‘พอ่ ’จะทรงทราบหรอื ไมห่ นอวา่ ลกู ๆ ของ ตามครรลองคลองธรรม อันจะช่วยใหส้ งั คมและ
‘พ่อ’ ยังคงคิดถงึ ‘พอ่ ’ และมนี ำ�้ ตาซึมอยเู่ สมอ โลก ได้ประสบกบั สันตสิ ขุ ในท่สี ุด
ทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานของ ‘พ่อ’ ได้ใช้สอย
33
ใต้ฟ้าวดั จากแดง
งานสลากภตัพระอาจารย์มหาประนอม ธมฺมาลงฺกาโร
ญาตโิ ยมหลายทา่ นคงเคยไดย้ นิ คำ� วา่ “สลาก” มนี อ้ ย กน็ อ้ มจติ ไปในสงฆท์ ง้ั วดั หรอื นอ้ มจติ ไปใน
สลากนี่ คนุ้ กับคนไทย ค้นุ มากๆ โดยเฉพาะ กอง สงฆ์ ไมจ่ ำ� เพาะเจาะจงรปู ใดรปู หนง่ึ แลว้ พระสงฆ์
สลาก มีออกล็อตเตอรี่ทุก ๑๕ วัน ทุกกึ่งเดือน ก็ใช้วินัยกรรมของพระ ก็เรียกว่าท�ำ “อปโลกน-
อันน้ันก็สลากที่ญาติโยมรู้จักกัน แต่สลากใน กรรม” การแบ่งของสงฆ์ แล้วก็ให้มีการแบ่ง
ทางพุทธศาสนา ก็คือทำ� บุญตามสลาก ที่เรียกว่า ตามพรรษา มกี ารแบง่ ตามสลาก บญุ นีก้ ็เปน็ บญุ
สลากภัต มีท่ีมาอย่างไร ซ่ึงในพระไตรปิฎก
เล่มท่ี ๗ มีกล่าวถึงไว้ แสดงเอาไว้เกี่ยวกับการ
ทำ� บญุ ตามสลาก ส่วนในพระสตู รกจ็ ะมีอยหู่ ลาย
เร่ืองท่ีปรารภเรื่องนี้ ในพระสูตรจะปรารภ
อย่างหน่ึง ในพระวินัยจะปรารภอีกอย่างหนึ่ง
นน้ั คอื เร่อื งการทำ� บญุ ตามสลาก
ในพระวนิ ยั ปฎิ กนนั้ ของทญ่ี าตโิ ยมจะทำ� บญุ
ทำ� กศุ ล ตอ้ งการถวายเปน็ สงั ฆทาน แต่ปจั จยั ก็มี
นอ้ ย อะไรทต่ี อ้ งการถวายเปน็ ของสงฆ์ อยา่ งนอ้ ย
ตอ้ งครบองค์สงฆ์ จะท�ำยงั ไงดี ของมนี อ้ ย ปัจจยั
34 ๔๑
ตามสลาก ก็เรียกว่าญาติโยมได้ถวายทานที่เป็น
สังฆทาน แต่สังฆทานน้ัน ไม่จ�ำเพาะเจาะจงแก่
พระสงฆ์รูปใด และพระสงฆ์ก็จะมีการวางแผน
ใช้พระวินัยปิฎก โดยเฉพาะการกระท�ำท่ีเรียกว่า
“สาธารณโภค”ี
สาธารณโภคี คือการบริโภคปัจจัยสี่ โดยท่ี
สาธารณะทั่วไปกับพระสงฆ์ พระสงฆ์มีสิทธิ์ใน
ทานทญ่ี าตโิ ยมถวายทกุ รปู แตพ่ ระสงฆจ์ ะแบง่ วา่
พระสงฆ์องค์นี้รับสลากนี้ องค์น้ันรับสลากน้ัน
พระสงฆ์ก็จัดการตามสลาก ญาติโยมได้ถวาย
รปู เดยี วกจ็ รงิ แตต่ ามวนิ ยั กรรม กถ็ อื วา่ ญาตโิ ยม รับสังฆทานได้เลย เป็นสังฆทานที่ถวายแก่สงฆ์
ได้ถวายแก่พระสงฆ์ที่มาจากทิศทั้งส่ี (จตุรทิศ) ทงั้ วัดเลย แต่พระสงฆ์กจ็ ะจัดสรรกันวา่ รปู ไหนๆ
ไม่จ�ำเพาะเจาะจงแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง อันนี้ก็ จะได้สลากอะไร อนั น้นั ก็เรือ่ งของพระสงฆ์
เปน็ สลากทญ่ี าตโิ ยมกำ� ลังจะทำ� บุญกัน ในสว่ นของพระสตู ร จะพดู ถงึ สลากภตั เยอะ
เลย แต่สลากภัตในพระสตู รนี้ บางคร้ัง เกดิ ในยคุ
ข้าวยากหมากแพง พระบิณฑบาตก็ไม่พอฉัน
บิณฑบาตแล้วก็ไม่ได้ฉัน จะท�ำยังไงดี วัดก็จะมี
โรงทานให้ แต่ต้องมาเข้าคิวจับสลาก เสร็จแล้ว
องค์น้ีมารับคิวน้ี องค์นี้บิณฑบาตแล้วไม่ได้ฉัน
ไปทโ่ี รงทาน ไปจบั สลาก แลว้ กร็ บั ตามสลาก นค้ี อื
ในสว่ นของพระสูตรที่แสดงการทำ� บุญตามสลาก
สลากภัตในพระสูตรอีกเรื่องหนึ่ง คือเร่ือง
ของพระแม่โพสพ เร่ืองของนางยักษิณีและ
ผหู้ ญงิ คนหนงึ่ ทจี่ องเวรกนั มาหลายภพหลายชาติ
ในส่วนของพระวินัยนั้น ญาติโยมก็จะเห็น ในชาติสุดท้ายนางยักษิณีก็จองอาฆาตกับผู้หญิง
วา่ ความเทา่ เทียมกันของพระภกิ ษุสงฆ์ คอื มีศีล คนน้วี ่า ถา้ เธอมีลกู และคลอดลูกเมื่อไร กจ็ ะจับ
เสมอกนั เปน็ อนั ดบั แรก แลว้ กม็ สี าธารณโภค ี มกี าร ลูกของเธอมากิน เป็นนางยักษิณีก็มีอ�ำนาจ
ใช้สอยปัจจัยสี่ท่ีเสมอภาคกัน แต่มีความเคารพ พอสมควร แต่ด้วยความรักลูก ผู้หญิงคนนี้ก็อุ้ม
กันตามล�ำดับพรรษา นี้คือเร่ืองวินัยของพระ ลูกของตนเอง วิ่งเข้าไปในวัดเชตวัน แลว้ กน็ �ำเอา
ภิกษุสงฆ์ ฉะนั้น ในเร่ืองของพระวินัย ญาติโยม ลูกน้อยน้ัน ไปวางแทบพระบาทขององค์
ก็พอเข้าใจนะ ถ้าจะถวายสังฆทาน ญาติโยมก็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกราบทูลพระองค์ว่า
เข้าใจว่าให้นิมนต์พระส่ีรูปขึ้นไปมารับสังฆทาน ลูกน้อยน้ี ขอถวายเป็นของพระพุทธองค์ ขอให้
แต่วันน้ีไม่ต้องนิมนต์พระสี่รูป พระรูปเดียวก็มา พระองค์จงประทานชีวิตใหแ้ ก่เขาด้วยเถิด
๔๑ 35
ขณะเดยี วกนั นางยกั ษณิ ี เตม็ เลย เฉพาะของกนิ ของใช้
ก็ตามมาถึง ตามมาทัน เมื่อ ส�ำหรับนาง ก็มากเกินความ
ตามมาถึง นางยักษิณีก็ไม่ จ�ำเป็นแล้ว นางก็เลยเอาไป
สามารถเข้าใกล้พระพุทธ- ท�ำบุญ ไปถวายเป็นสลากภัต
องค์ได้ พระพุทธองค์ก็เทศน์ แก่พระภิกษุสงฆ์ นี้ก็เป็นอีก
โปรด ให้เลิกจองเวรกัน ให้ หนง่ึ เรอ่ื งทกี่ ลา่ วไวใ้ นพระสตู ร
ทั้งสองตั้งใจสมาทานศีล ๕ อีกพระสูตรหน่ึง เร่ือง
นางยักษิณีน้ันต้องฆ่าแล้วกิน ของนายทุกขตะ ผู้ยากจน
ฉะน้นั เม่อื นางสมาทานศลี ๕ ขัดสนมากเหลือเกิน อยาก
แล้ว จึงไม่ได้ฆ่า นางยักษิณี จะท�ำบญุ กไ็ มม่ โี อกาส เกิดมา
จะมชี ีวิตอย่อู ยา่ งไร ยากจน ไม่พออยู่ไม่พอกิน
ผู้หญิงท่ีเป็นแม่ของเด็ก อยากท�ำบุญเหมือนชาวบ้าน
ซึ่งตอนนี้ไม่ได้อาฆาตจองเวร คนอ่ืนๆ แต่เนื่องด้วยปัจจัย
แล้ว จึงขอรับภาระท่ีจะเล้ียงดูนางยักษิณีเอง ไม่มี เงินทองก็ไม่มี อยากจะท�ำบุญ ก็ไปบอก
โดยสรา้ งทอ่ี ยใู่ หใ้ กลๆ้ บา้ นของตนเอง ซง่ึ ปจั จบุ นั เจา้ หนา้ ที่ ทเ่ี ขาจดั สรรใหพ้ ระมารบั ของกบั ตนเอง
เราเรียกว่า “ศาลพระภูม”ิ ตั้งศาลพระภูมิให้อยู่ เรียกว่า บุญสลากภัต เขาก็จะถามว่า ใครจะรับ
เอาเครอ่ื งเซน่ สงั เวยมา เอาของ เอาอาหารมาใหก้ นิ พระกี่องค์ๆ ทุกคนก็ไปขอจองพระไว้หมด
เราเรยี กของทเี่ อามาใหย้ กั ษ์ ใหเ้ ทวดาวา่ เครอ่ื งเซน่ เจ้าหน้าที่ก็จดชื่อของนายทุกขตะน้ีไว้เหมือนกัน
เครื่องสงั เวย จดช่อื เอาไวว้ ่าจองพระ แตไ่ มไ่ ดจ้ ัดพระไว้ให้
นางยักษณิ ีสำ� นกึ ในบุญคุณ โอ้ ผูห้ ญิงคนน้ดี ี พอถึงเวลาแล้ว ทุกคนก็ได้พระท่ีจะถวาย
กบั เราเหลอื เกนิ นางจะชว่ ยผหู้ ญงิ คนนไ้ี ดอ้ ยา่ งไร ภัตต์กันหมด ส่วนนายทุกขตะ กว่าจะได้อาหาร
นางยักษิณีรู้ว่า ปีไหนฝนแล้ง ปีไหนฝนดี ก็เอา มา ต้องไปรับจ้างผ่าฟืน รับจ้างโน้นรับจ้างนี่
ความรมู้ าบอกกบั ผหู้ ญงิ ทด่ี แู ลตนเองวา่ ปนี ถ้ี า้ เธอ ก็ได้ข้าวสาร ไปเก็บผัก หาโน้นหาน้ีมา เรียกว่า
จะทำ� นา ให้ท�ำนาในพ้ืนทลี่ มุ่ เพราะฝนไม่คอ่ ยดี กับข้าวก็ไม่ได้ประณีตหรอก เตรียมของจะถวาย
นำ�้ นอ้ ย ถา้ ปนี นี้ ำ้� มาก กใ็ หท้ ำ� นาบนทดี่ อน ผหู้ ญงิ ทุกอย่างเรียบร้อยหมด เกิดอะไรขึ้น ปรากฏว่า
คนน้ันก็ท�ำนาตามที่นางยักษิณีบอก ในที่สุด ไม่มีพระ คอื เจา้ หน้าทีจ่ ดไว้ บอกว่าจะจัดพระให้
ข้าวปลาอาหารก็สมบูรณ์ ชาวบ้านเห็นก็มาถาม
นาง ทราบความวา่ นางยกั ษณิ ที อ่ี ยทู่ ศี่ าลพระภมู ิ
เรยี กวา่ ภมุ เทวดา ทน่ี างสรา้ งศาลใหอ้ ยนู่ ี้ คอยบอก
นางว่าวันไหนจะเกดิ เหตกุ ารณอ์ ะไร เหมือนยุคนี้
มีการเข้าทรง แต่เข้าทรงสมัยนี้จะจริงไม่จริงก็ไม่
ทราบ แต่นางยักษิณีนีบ้ อกไดจ้ ริงๆ จากนั้น คนก็
เกิดความเลื่อมใสนางยักษิณี มีเคร่ืองบูชามา
36 ๔๑
จดรบั นะ แตว่ า่ พระทจ่ี ะใหน้ ไ่ี มม่ ี พอถงึ เวลานมิ นต์ ราชาบอกขอสทิ ธไ์ิ ดไ้ หม เขายนื ยนั วา่ ไมใ่ หเ้ ดด็ ขาด
พระแล้ว หาพระไม่ได้สักองค์เลย นายทุกขตะ เขาอยากจะท�ำบุญ แต่ของท่ีเขาเตรียมไว้ท�ำบุญ
กเ็ ลยเสยี ใจ ท�ำยงั ไงดี มอี ะไรละ่ กข็ ้าวนน่ั แหละ มนี ำ�้ พรกิ มผี กั มแี กง
กม็ เี หลอื เพยี งองคห์ นงึ่ ทไี่ มต่ อ้ งจบั สลาก กค็ อื ปลา ก็มอี ยูเ่ ทา่ นแ้ี หละ ของไม่มากหรอก แตเ่ ขา
พระพุทธเจ้าองค์เดียว เจา้ หน้าทท่ี ่จี ดั รายช่ือพระ มีความตง้ั ใจแรงกลา้ ทีจ่ ะท�ำบุญทำ� กศุ ล
ใหก้ บั ญาตโิ ยมกบ็ อก เหลอื พระพทุ ธเจา้ องคเ์ ดยี ว สุดท้าย ด้วยบญุ ฤทธ์ิ ด้วยเจตนาทเ่ี ขาตั้งใจ
ที่ไม่ได้จับสลาก เพราะฉะนั้น ถ้านายทุกขตะมี กระทำ� ในขณะทีเ่ ขาท�ำอาหาร อาหารนก่ี ็ดูพนื้ ๆ
บุญญาธิการ ก็ลองเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ดู ถ้า ธรรมดานะ แตต่ อนทเี่ ขาปรุงอาหารน่ี พระอนิ ทร์
พระพุทธองคร์ บั พระพุทธองคจ์ ะประทานบาตร เอาอาหารทพิ ยแ์ อบมาใสใ่ นอาหารทน่ี ายทกุ ขตะ
ให้ เมือ่ น้ันแหละ ถวายพระพทุ ธเจ้าได้ เนือ่ งจาก เตรียมถวายพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว พอ
วา่ ญาติโยมทุกคน ก็มพี ระจองกันหมดแล้ว รบั สลากเสรจ็ แลว้ น่ี ปกตเิ รามาถวายกันท่วี ดั แต่
นายทุกขตะไม่มีพระ ก็เลยไปเข้าเฝ้าพระ- สลากภัตท่ีนายทุกขตะรับเสร็จ ก็อุ้มบาตรของ
พุทธเจ้า พระพุทธองค์ก็ประทานบาตรให้ พอ พระพุทธเจ้าไปท่ีบ้านของตัวเอง แล้วบ้านของ
ประทานบาตรให้ เกดิ อะไรข้นึ ? พระราชา มหา- นายทกุ ขตะ เปน็ แบบ “เพงิ หมาแหงน” พดู อาจจะ
กษตั รยิ ก์ อ็ จิ ฉา อยากจะไดบ้ าตรของพระพทุ ธเจา้ ไมเ่ ขา้ ใจ คอื มแี คห่ ลงั คาฝง่ั เดยี ว เรยี กวา่ มหี ลงั คา
กเ็ ลยบอกนายทกุ ขตะวา่ ใหบ้ าตรพระพทุ ธเจา้ แก่ ไหลไปฝง่ั เดยี ว แลว้ จะใชเ้ พงิ แลว้ กอ็ ยกู่ นั แบบนน้ั
ฉนั ไหม แล้วเธอตอ้ งการเงนิ เท่าไร ฉันจะใหเ้ ลย แหละ พออยกู่ นั ได้สองคนสามภี รรยา แตพ่ ระพทุ ธ-
นายทุกขตะได้โอกาสดี ก็บอก โอ้ กว่าจะ เจ้าจะเสด็จไป พระพุทธเจ้าก็ต้องก้มเข้าไปตาม
หาพระได้ ยากเย็นแสนเข็ญ ตอนน้ีพระพุทธเจ้า ธรรมชาติ แต่ด้วยบุญฤทธ์ิ ตอนทพี่ ระพุทธเจ้าจะ
ประทานบาตรมา ถงึ อาหารของเขาจะไมป่ ระณตี เข้าไปรับบาตร ฉันภัตตาหารท่ีบ้านนายทุกขตะ
แตเ่ ขาจะไมไ่ ปเซง้ ตอ่ ไมข่ ายบาตรตอ่ ใหค้ นอน่ื ขอ เทวดาก็ได้ใช้อิทธิฤทธ์ิของตนเอง เนรมิตให้บ้าน
ท�ำบุญกับพระพุทธเจ้า ก็คือไม่ขายสิทธิ์ เศรษฐี ของนายทุกขตะใหญ่ข้ึน กว้างขึ้น พระพุทธองค์
คนไหนให้เงินมามากเท่าไร ก็บอกไม่ขาย พระ- จงึ เสด็จเขา้ ไปไดอ้ ยา่ งสะดวกสบาย
๔๑ 37
ดที สี่ ดุ กค็ อื สงั ฆทานถวายแกส่ งฆ ์ สามารถกรวดนำ�้
อุทิศส่วนกุศลได้
วันน้ีผู้มีศีลก็มที ั้งสามเณร ศีล ๑๐ พระสงฆ์
ศลี ๒๒๗ โดยเฉพาะคำ� วา่ “สงั ฆะ” คอื พระสงฆน์ นั้
โยมสามารถอุทิศส่วนกุศลไปถึงผู้วายชนม์ได้ด้วย
และท่ีส�ำคัญ “อิทํ ปุญฺญฺํ อาสวกฺขยาวหํ โหตุ
บุญน้ีของข้าพเจ้า ขอจงเป็นไปเพื่อการจบสิ้น
อาสวกิเลส เขา้ ถึงพระนิพพาน” บญุ นีจ้ ึงย่งิ ใหญ่
ถา้ ทำ� บญุ กับคนยากคนจน ท�ำบญุ กับพ่อแม่
ก่ีคร้ังก็ตาม เราไมเ่ คยปรารถนาพระนิพพาน เรา
แล้วสุดท้าย พระพุทธองค์ก็ได้ไปรับบาตร นกึ ถงึ แคค่ วามกตญั ญู แตพ่ อมาทำ� บญุ กบั พระสงฆ์
แล้วก็ฉันภัตตาหารของนายทุกขตะ นี้ก็คือ เรานกึ ถึงอะไร ? นพิ พานสมบตั ิ ทำ� บญุ กับพ่อแม่
เรื่องจากพระสูตรที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล คือ ละ่ ? มนษุ ยส์ มบตั ิ กบั สวรรคส์ มบตั ิ แตพ่ อทำ� บญุ
ความจริง บางทีเราอยากจะถวายทาน อย่าง กับพระสงฆ์ เพ่ิมอีกหน่ึงสมบัติ คือ นิพพาน
นายทุกขตะน่ี อยากท�ำบุญให้ทาน แต่ไม่มี สมบตั ิ
โอกาส แตว่ นั น้ีนายทุกขตะมโี อกาส เชน่ เดียวกนั เพราะฉะนั้น เราท�ำบญุ ในครัง้ น้ี จะเปน็ เหตุ
ญาตโิ ยมเหน็ วา่ พระเณรมตี ง้ั ๗๐ - ๘๐ รปู โยมจะ เป็นปัจจัยในสังสารวัฏอันยาวนาน ตราบเท่าท่ี
ถวายสังฆทานยังไงให้ท่ัวถึง คงถวายไม่ไหว ยังเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ให้โยมท�ำ
หรอก วันนี้โยมจับสลากเพียงรูปเดียว แต่โยม ในใจวา่ ค�ำวา่ “ไมม่ ”ี ขออยา่ ใหข้ า้ พเจา้ ได้ยิน
ได้อานิสงส์เท่ากับถวายพระสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ ไม่ตอ้ งเอามาก เอาแค่ ค�ำวา่ “ไมม่ ี” ขออย่าให้
ณ สถานท่แี หง่ น้ี ข้าพเจ้าได้ยินก็พอ เพ่ืออะไร ? เพื่อเป็นเหตุ
ถามว่า สังฆทาน นี้มีผลมาก มีอานิสงส์มาก เปน็ ปจั จยั ใหล้ ะกเิ ลส จนกระทง่ั เขา้ ถงึ มรรคผล
จรงิ หรอื นิพพาน ใหต้ ้ังจิตอยา่ งน้ี
จริง แล้วมันมีผลอย่างไรล่ะ ประการแรก ฉะน้ัน การท�ำบุญกับพระสงฆ์ นอกจาก
ส่ิงแรกที่เราคิดไม่ถึงคือ เวลาท�ำบุญกับคนยาก มนุษยส์ มบัติ สวรรคส์ มบตั แิ ลว้ สุดท้ายคือจะส่ง
คนจน ไดบ้ ญุ ไหม ? ไดบ้ ญุ ทำ� บญุ กบั พอ่ แมไ่ ดบ้ ญุ ถึงนิพพานสมบัตินั่นแหละ และเป็นหลักประกัน
ไหม ? ไดบ้ ญุ แตก่ รวดนำ�้ ไดไ้ หม แบง่ บญุ ไดไ้ หม ? วา่ สังสารวัฏอนั ยาวนาน เราไม่รู้ว่าเราจะเกดิ อีก
ไม่ได้ จะกรวดน้�ำอุทิศส่วนกุศลได้ ต้องท�ำบุญ กภ่ี พกช่ี าติ แตพ่ อมโี อกาสทำ� บญุ กบั พระสงฆ์ เปน็
ผา่ นผู้มศี ลี ๘ เป็นตน้ ศลี ๘, ศลี ๑๐, ศีล ๒๒๗ เน้ือนาบุญ ท่ีเราสวดในบทสังฆคุณว่า “อนุตฺตรํ
38 ๔๑
ปญุ ญฺ กฺ ฺเขตตฺ ํ โลกสสฺ เปน็ เนอ้ื นาบุญของโลก ไม่มี จะท�ำน่ี ก็เพ่ือใหไ้ ดอ้ านิสงสม์ ากข้ึนๆ ตามล�ำดับ
นาบญุ อน่ื ยง่ิ กวา่ ” ดงั นคี้ อื พระสงฆ์ เปน็ เนอ้ื นาบญุ เพราะฉะนั้น ตำ่� สดุ แม้แต่สตั วเ์ ดรจั ฉานทีเ่ ป็นมด
คำ� วา่ “เนอ้ื นาบญุ ” นเ้ี ปรยี บเทียบงา่ ยๆ นะ เขี่ยเศษอาหารลงไป ยังได้บุญได้กุศลนับภพชาติ
โยมมีอาหารเหลือตดิ จาน เราจะทิ้งแลว้ ยงั ไม่ทง้ิ ไมถ่ ้วน อันนี้ขอฝากให้ญาติโยมเกบ็ ไปเป็นขอ้ คดิ
เหลือติดจานอยู่ห้าเม็ดสิบเม็ดน่ี เอาไปเขี่ยลงใน วันน้ีทางวัดก็มีอีกเรื่องหนึ่ง อาหารที่เหลือ
ขุยมด ขอให้มดเล็กมดน้อยคาบเอาเศษอาหาร ทั้งหมด เศษอาหาร เศษใบตอง เศษพลาสติก
น้ีไปประทังชีวิตเถิด มีพระภิกษุรูปหนึ่งฉันข้าว เศษอะไรท่ีเหลือทั้งหมด ให้ท�ำบุญกับวัดต่อด้วย
เสรจ็ กเ็ อามือไปลบู ขอบบาตรจะเทท้งิ แลไปเห็น ท�ำบญุ อะไรละ่ ? เศษอาหาร เศษผกั เศษผลไม้
มด เลยเอาข้าวไปโปรยลงท่ีขุยมด ขอให้มดเล็ก ทง้ั หมด ตอนนที้ ว่ี ดั มเี ครอ่ื งปน่ั บด แลว้ กท็ ำ� ปยุ๋ ทำ�
มดน้อย จงคาบเอาเศษอาหารนี้ไปประทังชีวิต แก๊ส ไดท้ ัง้ หมดเลย เพราะฉะนนั้ เศษอาหารตอน
เถิด ด้วยอานิสงส์ท่ีพระภิกษุรูปนี้เอาเศษอาหาร น้ี จะมพี ระคอยยนื ประกาศวา่ “โยม เศษอาหาร
ติดขอบบาตรไปเขี่ยลงในขุยมด ท�ำให้ท่านไม่ ใส่ถังน้ีนะ โฟมใส่ถังนี้นะ พลาสติกใส่ถังน้ีนะ”
อดอยาก ต้ังแต่ชาตินั้นจนถึงชาติสดุ ท้าย วัดเอาไปบดท�ำปุ๋ย ตอนน้ีสามารถรองรับอาหาร
ชาตสิ ดุ ทา้ ยเปน็ ภกิ ษหุ นง่ึ ในหา้ รอ้ ยรปู ทต่ี าม ได้วันละส่รี ้อยกิโล บดเสร็จแล้วก็ไปทำ� ปุย๋ เลย ใส่
เสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปไหนก็ตามเสด็จ ไปปบุ๊ กไ็ ดป้ ยุ๋ ไดแ้ กส๊ ในการหงุ ตม้ โยมลองไปดนู ะ
ดว้ ย มคี รงั้ หนง่ึ จะตอ้ งเดนิ ผา่ นไปทางไกลหลายวนั ที่วัดเราท�ำครบวงจร
กว่าจะไปถึง แต่ไม่ล�ำบากด้วยภัตตาหาร แต่ถ้า ทมี่ า : สัมโมทนยี กถา งานบุญสลากภัต
เดินทางลัดน่ี ไปวันเดียว แต่พระสงฆ์ห้าร้อยรูป วดั จากแดง อ. พระประแดง จ.สมทุ รปราการ
จะล�ำบากด้วยภัตตาหาร พระองค์ตรวจดูว่า ถ้า วันอาทิตย์ท่ี ๒๓ กันยายน ๒๕๖๑
วนั เดยี ว เดนิ ทางสะดวก แตอ่ าหารเพียงพอไหม
ดตู ามชาวบ้าน ไมพ่ อ แต่สำ� รวจดพู ระสงฆ์ มีพระ
ภิกษุรูปหน่ึงที่เคยเอาเศษอาหารให้มด และมด
เหลา่ นน้ั มาเกดิ เปน็ โยม (กเ็ รยี กวา่ โยมมดแลว้ กนั )
พอเห็นพระพุทธเจ้าก็เฉยๆ แต่พอเห็นพระรูปน้ี
เกิดศรัทธาแรงกล้า อาหารท่ีมีอยู่น่ี เอามาถวาย
ให้กับพระสงฆ์ห้าร้อยรูปฉันได้อย่างเพียงพอ
นตี้ วั อยา่ งนะ เศษอาหารทเ่ี หลอื ตดิ จาน กอ่ นจะทงิ้
เอาไปใหม้ ด ใหแ้ มว ให้สุนัข ก็ยงั ได้บุญไดก้ ศุ ล
ถา้ มากกวา่ น้นั ละ่ ? มากกวา่ มด ก็เป็นแมว
เป็นสุนัข มากกว่านั้นก็ให้คน คนยากคนจน
มากกวา่ นนั้ ละ่ ? กใ็ หญ้ าตๆิ ของเรา ถา้ มมี ากกวา่
น้ันล่ะ ? ก็ใหก้ บั พอ่ แม่ มากกวา่ น้นั ล่ะ ? กใ็ หก้ ับ
ผมู้ ศี ลี คอื ของที่ประเสริฐ หรือของท่ดี ี ตามทเ่ี รา
39
ธรรมจารกิ
เสบียงบุญที่วัดป่าบธีรปุญัญโญล้อม ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๑
เจริญพร ญาติโยมที่มาท�ำบุญในวันนี้ เป็น พรรษาที่ผ่านมา อาจได้ตั้งใจสมาทานศีลบางข้อ
ประเพณีของวดั ปา่ บุญลอ้ ม ที่ให้พระนวกะแสดง หรอื ทม่ี ศี ลี แล้วกท็ ำ� ให้เขม้ ขน้ ขน้ึ ครบข้ึน ไดเ้ ห็น
ธรรมในคนื วนั กอ่ นทอดกฐนิ กลบั มาครง้ั นอ้ี าตมา ประโยชน์ของการรักษาศีล ศีลเป็นเบ้ืองต้นของ
ได้เห็นความเปล่ียนแปลง มีญาติโยมมาช่วยงาน คณุ ธรรม ถา้ ไม่มีศลี กไ็ มม่ ีฐานรองรบั คุณธรรม
กันมากขึ้น พระเณรมากขึ้น มีธรรมฉันทะกันด ี ในประเทศตะวนั ตก คนไมเ่ ชอื่ อะไรงา่ ย ตอ้ ง
ศาสนาจะคงอยตู่ อ่ ไปได ้ กด็ ว้ ยการรว่ มมอื กนั ของ ทดลองดว้ ยตนเอง ตา่ งจากบา้ นเราทม่ี ศี รทั ธานำ�
พระและของญาตโิ ยม ซ่ึงบางทีก็เป็นเพียงความเชื่อที่ถือตามๆ กันไป
เปรยี บกบั ทางโลก มงี านรบั ปรญิ ญา งานกฐนิ ไมเ่ ข้าใจว่าต้องรักษาศีลไปท�ำไม
เหมอื นงานรบั ปรญิ ญาของพระนวกะ “ปรญิ ญา”
แปลวา่ ก�ำหนดรทู้ ุกข์ ทางโลกไมค่ อ่ ยได้ก�ำหนดรู้
ทุกขก์ นั กเ็ ลยไมค่ อ่ ยจะเหน็ ดว้ ยกบั การมศี ลี
เพราะมองว่าขัดความสุข แน่นอน การฝึก
ในเบื้องแรกก็ต้องมีการฝืนบ้าง น่าอนุโมทนา
ทก่ี ารจำ� พรรษาผ่านพ้นมาไดด้ ว้ ยด ี ซง่ึ ไม่ใช่เร่ือง
ง่ายเลย ในคืนน้ีพระหลายรูปจะได้แลกเปล่ียน
ประสบการณ์ในเร่ืองน้ี ในส่วนของญาติโยม ใน
40 ๔๑
การมศี ีลแปด ตดั ความกังวลเร่อื งกนิ บนั เทงิ
ตบแต่งร่างกาย ท�ำให้มีสมาธิได้ง่ายข้ึน ได้ฝึกใช้
ปญั ญา ฝกึ ใหม้ ีความสุขจากข้างใน พระโสดาบนั
สมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว แม้ว่าสมาธิและปัญญาอาจ
จะยังไม่สมบูรณ์เตม็ ที่ก็ตาม ส่วนผู้ทผี่ ิดศีลบอ่ ยๆ
ทิฏฐิกจ็ ะเพยี้ นตามกาย วาจา ใจไปด้วย
บางคนมาวัด ฟังพระเทศนธ์ รรมะทเี่ ก่ยี วกับ
ศลี หากตนเองมศี ลี ครบ จติ ใจกจ็ ะเบกิ บานผอ่ งใส
แต่หากไม่มีศีล ฟังแล้วกลับเศร้าหมอง หากเรา
เท่าท่ีอาตมาเคยสัมภาษณ์พระชาวต่าง รักษาศีลได้ เราจะละโทษได้ คนท่ีมีสมาธิ จิตใจ
ประเทศที่วัดป่านานาชาติ หลายคนเร่ิมจาก จะเย็น ละโทสะได้ ถ้ามปี ญั ญา จะเป็นเครื่องตดั
การอ่านหนังสือทางพุทธศาสนาแล้วมีค�ำถาม ทุกข์ได้ สรุปว่า เราละโทษ ละโทสะ ละทุกข์ได้
ส่วนใหญป่ ระทับใจค�ำสอนเรือ่ งอริยสัจสี่ คนไทย ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
เราบางคนไม่รู้จักอริยสัจส่ีด้วยซ�้ำ อริยสัจส่ี
เปน็ กรอบความคิด อะไรคอื ทุกข์ แล้วก็หาสาเหตุ
จะมีวิธีการพ้นทุกข์อย่างไร คล้ายกับการรักษา
ของแพทย์ ท่ตี อ้ งหาสาเหตขุ องการเจบ็ ป่วยให้ได้
เพอื่ ทจี่ ะรกั ษาใหห้ ายปว่ ย ชาวตะวนั ตกประทบั ใจ
อริยสัจส่ี แล้วกม็ าเร่มิ นงั่ สมาธิ นัง่ แบบจริงๆ จงั ๆ
นงั่ นานๆ เราลองดูก็ได้ หากเรานั่งสมาธินานๆ ได้
เม่ือเราข้ามพ้นทุกขเวทนาได้ ปล่อยวางได้ จะมี
ความสุขมาก
แต่สมาธิเหล่าน้ีจะคงอยู่ได้ต้องมีศีล ต้องมี
วิถีชีวิตท่ีเหมาะสมรองรับ พวกเขาจึงได้ข้อสรุป คนที่รกั ษาศีลจะเกิดปัญญาง่ายข้นึ เมอ่ื ไม่มี
ว่าศีลส�ำคัญอย่างไร แล้วบินข้ามน�้ำข้ามทะเลมา นิวรณ์ครอบง�ำ ก็จะเห็นนิวรณ์เป็นอุปสรรค แต่
บวช หลวงปชู่ าทา่ นบอกวา่ ชาวตะวันตกนี้แปลก พวกเรามักเรียนกันแต่ทฤษฎี เราก็เลยกลับมอง
ข้ึนต้นไม้จากปลายลงมา เร่ิมจากปัญญา สมาธิ มนั วา่ เปน็ สง่ิ ทเี่ ราอยากได้ นา่ รกั นา่ ใคร่ กลายเปน็
และศีล ข้อดีคือเขามีความต้ังใจมากกว่า และรู้ มองนิวรณ์ว่าเป็นเป้าหมายท่ีอยากได้ไป นั่นคือ
เหตุผลกอ่ น แล้วจงึ ท�ำ ต่างจากเรา ทเี่ ร่ิมจากศลี มองว่ามนั เปน็ กามวัตถุ น่าเอามาบ�ำรงุ ปรนเปรอ
สมาธิ ปัญญา ไปตามข้ันตอน ตัวเอง ไมไ่ ด้มองวา่ มันเปน็ ตวั กั้นเราจากความสุข
ใหล้ องสงั เกตดวู า่ วนั ๆ เราใชเ้ วลากบั เรอื่ งกนิ ทีแ่ ท้จรงิ
มากแค่ไหน เวลาอร่อยแค่แป๊บเดียว แต่ใช้เวลา เวลาปฏิบัติธรรม เราจะได้เห็นว่าความสุข
เตรียมทั้งวัน หากเราคิดแต่เร่ืองการเสพ จิตใจ จรงิ ๆ นนั้ ปราศจากนวิ รณ ์ ไมต่ อ้ งแขง่ ขนั แกง่ แยง่
กไ็ ม่สงบ
๔๑ 41
สมยั บวชทว่ี ดั ปา่ นานาชาติ อาตมาประทบั ใจ
พ่อออกแม่ออกท่ีน่ันมาก พ่อออกแม่ออกข้างๆ
วัดท�ำงานหนักท้ังวัน แล้วก็มาปฏิบัติเนสัชชิกอยู่
กบั พระทง้ั คนื (ไมเ่ อนหลังนอน) พอออกเนสชั ชิก
อาตมาเหน่ือยมาก อดนอนมาทั้งคนื หวังจะกลบั
ไปนอนพักให้เต็มอิ่ม ก็มีพ่อออกเดินตามไปส่ง
อาตมาถงึ กฏุ ิ อาสาตดั กงิ่ ไมท้ ร่ี กเกะกะใหท้ หี่ ลงั คา
ที่ทางเดินจงกรม เพราะเขารู้ว่าพระท�ำเองไม่ได้
ผิดวินัย ทั้งที่เขาท�ำงานหนักกว่าเรา แต่มีความ
อดทนและสามารถท�ำงานต่อไปได้ ไม่นอนพัก
อาตมาอยูใ่ นกุฏิ กเ็ ลยต้องนั่งสมาธิต่ออกี ไมก่ ล้า
เอามาครอบครอง เราต้องเห็นโทษ เห็นว่ากิเลส นอน อายโยม น่ีเป็นตัวอย่างของกัลยาณมิตรท่ี
ในวัตถุกามนนั้ มนั เป็นอปุ สรรค เหน็ ว่ามนั เปน็ สง่ิ ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั เปน็ ตวั อยา่ งกนั ในทางทด่ี ี
ท่ีต้องละ ไมใ่ ช่เปน็ ส่ิงทตี่ อ้ งเจรญิ ยงิ่ แกต่ วั เราจะเหน็ เวลาผา่ นไปรวดเรว็ คณุ คา่
การที่พระมาอยู่ในวัดร่วมกันสามเดือน ได้ ของเวลาของแตล่ ะคนไมเ่ ทา่ กนั พระพทุ ธเจา้ ตรสั
มาขัดเกลา ถ้าปฏบิ ตั ิรักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ว่าเวลากลนื กนิ สรรพสิ่งและตัวมนั เอง ใหเ้ ราดูว่า
จริงจัง ก็จะพอได้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างกาม ทศิ ทางขา้ งหน้าของเรา มุ่งหน้าไปทางไหน กเิ ลส
และศลี สมาธิ ปัญญาไดบ้ ้าง ไดเ้ หน็ ทางสงบ ทาง อนั เปน็ เหตขุ องทกุ ขล์ ดลงบา้ งหรอื เปลา่ อยา่ งนอ้ ย
ทจ่ี ะเกิดปัญญาชัดเจนข้นึ ในพรรษาได้ต้ังใจฝึกปีละอย่าง เช่น งดเหล้าเข้า
ค�ำสอนในพระไตรปิฎก เป็นสมบัติของ พรรษา หรอื รกั ษาศลี ๘ สปั ดาหล์ ะครงั้ สงิ่ เหลา่ น้ี
พระพุทธเจ้า เราตอ้ งน�ำมาปฏิบตั ิเอง เพ่ือให้เปน็ หากมคี วามสุข เราก็ท�ำต่อ ใหเ้ ป็นอสิ ระออกจาก
คุณสมบัติของตัวเรา ศีลต้องเว้นเอง สมาธิต้อง กาม เปน็ ความสขุ ทไี่ มต่ อ้ งพง่ึ สง่ิ ทมี่ าจากภายนอก
สร้างเอง ปัญญาต้องเจริญเอง การมาอยู่วัดก็ได้ แตเ่ ปน็ ความสขุ ทอ่ี ยกู่ บั กรรมฐาน ไมต่ อ้ งเลกิ เมอื่
ช่วยตรงนี้ คือได้ปัจจัยสี่ ได้กัลยาณมิตรคอย
ช่วยเหลือ เพราะยากท่ีจะปฏิบัติคนเดียว ถ้ามี
เพื่อนสักกลุ่มหน่ึงท่ีปฏิบัติเข้มแข็ง จะเป็นพลัง
ให้คนอ่ืนๆ ปฏิบัติตามไปด้วยกันได้ ทุกข์ที่เกิด
จากการพยายามออกจากกามนัน้ มคี วามหมาย
เพราะเปน็ ทกุ ขท์ ท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การดบั ทกุ ขไ์ ดใ้ นทสี่ ดุ
ส่วนทุกข์ท่ีจมอยู่ในกามนั้นไม่มีความหมาย
อะไร บางคนถึงกับหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
แต่ถ้าไม่ปฏิบัติ ตายแล้วก็ไม่ใช่จบนะ จะรู้จัก
ทุกขไ์ ด้ ต้องฝึก ตอ้ งฝืนกเิ ลส
42 ๔๑
เสยี งสงู เสียงต่�ำ ไดก้ นิ อาหารอร่อยๆ กันมาหมด
แลว้ นา่ จะมาฝกึ มาฝนื กนั บา้ งอาทติ ยล์ ะครงั้ กย็ งั ดี
ยง่ิ อายมุ ากขนึ้ หากฝากความสขุ ไวก้ บั กาม จะทกุ ข์
มาก ให้หาความสงบสุขทางใจควบคูไ่ ปด้วย เพมิ่
ความเข้มข้น มาอยู่วัด เตรียมตัว เตรียมเสบียง
เพราะชีวิตมันไม่แน่ เราได้เตรียมพร้อมรับ
ความตายบ้างหรอื ยงั เพราะเมอื่ เราตื่นมา กไ็ ม่
รู้วา่ จะเป็นวันใหม่หรือภพใหม่
สมัยน้ีมกี ารคมุ ก�ำเนดิ คนเกิดกันนอ้ ยลง เรา
อาจไปเกดิ เป็นไก่ก็ได้ เป็นอาหารของคน โอกาส
อาจจะมากกวา่ อยา่ คดิ วา่ เราจะเกดิ เปน็ มนษุ ยไ์ ด้
ทกุ ชาตินะ
ออกพรรษาแล้วก็ได้ การไดร้ กั ษาศลี ๘ เท่ากบั พระพุทธเจ้าตรัสว่า โอกาสจะเกิดในอบาย
ได้รกุ กิเลสคืนบ้าง การรักษาศีล ๕ เป็นการต้ังรับ มมี ากกวา่ เกดิ เปน็ คน การเกดิ ในอบายไมม่ โี อกาส
อยา่ งเดียวแต่ไม่รุก จงึ ยากท่ีจะออกจากกามได้ ได้ท�ำกุศล แมวจะรวมตัวมาท�ำบุญกฐินได้มั้ย ?
ชาวพทุ ธสมยั กอ่ น รักษาศลี ๕ เปน็ ปกติ ไม่ ฉะน้ัน ได้โอกาสเกิดเป็นมนุษย์แล้วควรปฏิบัติ
ไดจ้ ำ� กดั เฉพาะวนั พระ เราไดเ้ หน็ สสี นั ตา่ งๆ ไดฟ้ งั ให้เตม็ ความสามารถ จะได้ไม่เสยี ใจภายหลงั
กรณยี เมตตสูตรแจก
ห นงั สอื
หนังสือ “กรณียเมตตสูตร” เป็นงานเรียบเรียง
ของพระอาจารย์มหากีรติ ธีรปัญโญ หน่ึงในก�ำลังหลักของ
กองบรรณาธิการ ที่มีเมตตาน�ำพระสูตรส�ำคัญ ที่อธิบายถึงสันตบท คือทางไปสู่
พระนพิ พานตามลำ� ดบั มาอธบิ ายขยายความใหน้ อ้ มนำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ ทง้ั ยงั แจกแจง
องคธ์ รรมตามหลกั พระอภธิ รรมอยา่ งแจม่ แจง้ ซงึ่ วารสารโพธยิ าลยั ยนิ ดมี อบหนงั สอื น้ี
ให้ท่านผู้อ่าน โดยมีกติกาง่ายๆ ดังน้ีคือ ขอให้ท่านแสดงความคิดเห็นที่มีต่อ
วารสารโพธยิ าลยั สนั้ ยาวไมก่ ำ� หนด เพอ่ื คณะผจู้ ดั ทำ� จะไดน้ ำ� ความคดิ เหน็ เหลา่ นนั้
มาปรับปรงุ คุณภาพของวารสารต่อไป ส่งความคิดเหน็ ของทา่ นมาที่ ทพญ.อจั ฉรา
กลิน่ สวุ รรณ์ email [email protected] หรือ เขียนเปน็ จดหมาย สง่
ไปรษณยี ม์ าท่ี ชมรมกัลยาณธรรม เลขท่ี ๑๐๐ ถนนประโคนชัย ตำ� บลปากน�ำ้
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั สมทุ รปราการ ๑๐๒๗๐ วงเลบ็ มมุ ซองวา่ (วารสารโพธยิ าลยั )
หนังสือมีจ�ำนวนจ�ำกัด กรุณาส่งด่วน ก่อนหนังสือจะหมด โปรดแจ้งชื่อและท่ีอยู่
ใหช้ ดั เจน ส�ำหรับส่งหนงั สอื ถงึ ทา่ นตามที่ขอมาด้วย
43
พระนาคเสนเถระ มองเทศ-มองไทย
พระนักเทศน์นามอุโฆษ ๑วิเทศทยั ย์
เคยต้ังค�ำถามกับคนหลายฝ่าย ทั้งพระและ พอเฉลยวา่ เรอื่ งราวของพระนาคเสนเถระ มี
ฆราวาสว่า “พระนาคเสนเถระเปน็ ใคร ?” ผู้อยู่ รายละเอยี ดในคัมภีรม์ ิลนิ ทปัญหา
ภายในกำ� แพงวดั สว่ นใหญต่ อบวา่ เปน็ พระรปู หนง่ึ เท่านัน้ เอง เหมือนงานวง่ิ มาราธอน ต่างคน
แตไ่ มร่ วู้ า่ เกดิ สมยั ไหน สว่ นผอู้ ยนู่ อกกำ� แพงวดั ตอบ ต่างแย่งกันอธบิ ายไปคนละทศิ ละทาง ตามความ
ว่าน่าจะเป็นพระบวชใหม่ ถา้ บวชนาน มีชื่อเสียง เข้าใจของตนเอง บางรายตอบว่ามาจากอินเดีย
นา่ จะพอไดย้ นิ ชอื่ บา้ ง หากถามถงึ รายละเอยี ดลกึ กพ็ อทำ� เนา แตบ่ างรายขา้ มทะเลไปถงึ จนี เปน็ หนงั
เข้าไปมากกวา่ นี้ แต่ละคนลว้ นแสดงหน้าตางุนงง ไซอ๋วิ พาพระถงั ซัมจัง๋ ข้ามทะเลทรายก็มี บางราย
สงสยั ประมาณวา่ ตง้ั ใจเดนิ ทางไปขอนแกน่ แตร่ ถ ตอบแบบไมต่ อ้ งคดิ มากวา่ แตง่ ในเมอื งไทยนแ้ี หละ
มาโผลท่ ่ีพระธาตุแชแ่ หง้ เมืองน่าน ที่ไหนสักแห่ง ระหว่างเมืองเหนือกับปักษ์ใต้
44 ๔๑
พวกหลังนี้เห็นจะไม่พ้นท่าหิรัญม้วนแผ่นดิน
จนต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน
เพื่อท�ำความรู้จักกับพระนาคเสนเถระอย่าง
ละเอยี ด ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ เราควรมาวเิ คราะหค์ มั ภรี ์
มิลินทปัญหากันก่อน เพราะว่าประวัติของ
พระนาคเสนเถระรูปนี้ ปรากฏมีเฉพาะในคัมภีร์
มลิ นิ ทปัญหาเล่มน้ีเทา่ น้นั หลกั ฐานอน่ื แมอ้ า้ งถงึ
ก็ล้วนคัดลอกมาจากคัมภีร์เล่มน้ี หากอ่านคัมภีร์
เลม่ นอ้ี ยา่ งละเอยี ด กจ็ ะไดค้ ำ� ตอบแจม่ แจง้ ชดั เจน อัฟกานิสถาน) หลักธรรมท่ีน�ำมาสนทนากันน้ัน
แต่ธรรมดาของคัมภีร์ชาวพุทธนั้น เนื้อเรื่อง ลุ่มลึกด้วยอรรถด้วยธรรม แม้จะเน้นหลักธรรม
ส่วนใหญ่ ไม่เน้นกล่าวถึงประวัติพระสาวกหรือ ค�ำสอนช้ันปรมัตถ์ แต่ก็ยังแทรกเสริมด้วย
ผู้แต่งมากนัก โดยยึดความส�ำคัญของพระธรรม ประวตั ิศาสตร์ ภูมศิ าสตร์ และจริยศาสตร์ ฯลฯ
ค�ำสอนเป็นที่ตั้ง ด้วยเหตุดังกล่าว ประวัติของ เหตทุ สี่ ายเถรวาทเรยี กคมั ภรี ว์ า่ มลิ นิ ทปญั หา
พระนาคเสนเถระ จึงมีตรงนั้นนิดตรงน้ีหน่อย สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการยกย่องกษัตริย์เป็น
ไม่ปะติดปะต่อเป็นเนื้อเดียว บางครั้งขาดความ หลกั เพราะตามลักษณะของเถรวาทนน้ั สถาบัน
ชดั เจน ตอ้ งมานั่งตคี วามหรือวิเคราะหโ์ ดยอาศยั กษัตริย์ท�ำหน้าที่เป็นราชูปถัมภ์ จึงได้รับการ
ขอ้ มลู อนื่ มาประกอบ ยกย่องจากพระสงฆ์เป็นธรรมดาวิสัย ส่วนสาย
บอกไดอ้ ยา่ งเดียววา่ คัมภีร์เลม่ นี้ มใิ ชพ่ ระ- มหายาน ทตี่ งั้ ชอ่ื วา่ นาคเสนภกิ ษสุ ตู รนน้ั นา่ จะเปน็
ไตรปิฎก การยกความเป็นปราชญ์ของพระนาคเสนเถระ
ชอ่ื วา่ มลิ นิ ทปญั หานน้ั เปน็ ทร่ี จู้ กั ของพระสงฆ์ เปน็ ตวั ตงั้ ซงึ่ เปน็ ธรรมเนยี มของมหายาน ซงึ่ นยิ ม
สายเถรวาท แต่สายมหายานเรยี กชอ่ื ว่านาคเสน- ยกอาจารย์แห่งตนเปน็ บรู พาจารย์
ภกิ ษสุ ตู ร เนอื้ หาของคมั ภรี ์ วา่ ดว้ ยการโตเ้ ถยี งกนั เนื่องจากการสนทนาระหว่างพระนาคเสน
ด้วยหลักธรรมค�ำสอน ระหวา่ งพระนาคเสนเถระ เถระกับพระเจ้ามิลินท์ เกิดขึ้นทางอินเดียตอน
กับพระเจ้ามิลินท์ ผู้เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักร เหนือ หรือเมืองปัญจาบในปัจจุบัน นักวิชาการ
บากเตรีย (บริเวณตอนเหนือของอินเดียจนถึง สว่ นใหญจ่ งึ สนั นษิ ฐานวา่ คมั ภรี ฉ์ บบั ดง้ั เดมิ นา่ จะ
แต่งที่นั้น และน่าจะเขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์
สนทนากนั ไมน่ าน อาจจะแตง่ เปน็ ภาษาสนั สกฤต
หรือภาษาปรากฤต ตามความนิยมของผู้คนทาง
เมืองเหนือ
ผู้เขียนเหน็ ดว้ ยกับความคิดเชน่ น้ี เพราะ ๑)
เน้ือหาส่วนใหญ่ เน้นกล่าวถึงหลักธรรมค�ำสอน
สำ� คญั เหมอื นในพระไตรปฎิ ก โดยไมม่ แี นวคดิ หรอื
อคตอิ นื่ ใดแทรกเข้าไป และ ๒) ส่วนใหญ่อ้างถึง
๔๑ 45
หัวเมืองหรือสถานที่ส�ำคัญบริเวณหัวเมืองเหนือ หรือใครพบขอ้ มลู ใหม่ช่วยบอกที จะไดแ้ ถม
ของอินเดีย แม้จะอ้างถึงสถานท่ีทางภาคใต้บ้าง ซองผ้าป่าเปน็ รางวัลตอบแทน !!
แต่ก็น้อยนัก แสดงว่าผู้แต่งคัมภีร์เล่มนี้ ช�ำนาญ ส่วนส�ำนักของท่านนั้นยากท่ีจะวินิจฉัย
เฉพาะถ่ินทางเมอื งเหนอื ความจริงสมัยนั้น ส�ำนักของพระสงฆ์ศรีลังกามี
เป็นที่น่าเสียดายว่าต้นฉบับคัมภีร์มิลินท- ๒ กลมุ่ ใหญ่ กลา่ วคอื สำ� นกั มหาวหิ าร ผเู้ ครง่ ครดั
ปัญหาสญู หายไป มาปรากฏเห็นอีกทใี นประเทศ ในค�ำสอนเถรวาท และส�ำนักอภัยคิรีวิหาร
ศรีลังกา โดยระบุว่าพระตริปิฎกจูฬาภัยเถระ ผู้ฝักใฝ่ค�ำสอนมหายาน แม้ทั้งสองส�ำนักน้ีจะมี
แต่งใหมเ่ ป็นภาษาบาลี เอกลกั ษณท์ แี่ ตกตา่ งกนั แตก่ ย็ ดึ มน่ั ในคำ� สอนของ
พระพทุ ธเจ้าเช่นเดยี วกัน
ผู้เขียนเชื่อว่าพระตริปิฎกจูฬาภัยเถระรูปนี้
น่าจะสังกัด ส�ำนักอภัยคิรีวิหาร เพราะหลักฐาน
ระบวุ า่ พระเถระชาวตา่ งประเทศผชู้ นื่ ชอบมหายาน
เวลาเดนิ ทางมาเกาะลงั กา มกั แวะพักส�ำนกั อภยั -
คริ วี ิหาร อาจเปน็ ไปไดว้ า่ พระสงฆ์เมืองปัญจาบ
มกี ารตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ บั ศรลี งั กานบั แตเ่ รม่ิ ตน้ การ
ตรงนม้ี เี ครอ่ื งหมาย question mark เกดิ ขน้ึ เดนิ ทางไปมาหาสกู่ นั ยอ่ มเปน็ ธรรมดาทจี่ ะมกี าร
ว่า พระตริปิฎกจูฬาภัยเถระเป็นใคร ? สังกัด แลกเปลยี่ นความรกู้ นั และกนั คมั ภรี ม์ ลิ นิ ทปญั หา
ส�ำนักไหน ? เก่ียวข้องกับคัมภีร์มิลินทปัญหาได้ นั้น เดิมแต่งเป็นภาษาสันสกฤต พอมาถึงเกาะ
อยา่ งไร ? ลังกา พระตริปฎิ กจูฬาภัยเถระ คงเหน็ วา่ ไมเ่ ปน็
หลกั ฐานฝา่ ยศรีลังการะบวุ ่า พระเถระรปู น้ี ที่รจู้ ักของชาวสิงหล จึงปริวรรตใหมใ่ ห้เป็นภาษา
เป็นผู้แตกฉานพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา บาลเี สยี
ปญั ญาของทา่ นไมเ่ ปน็ สองรองใคร วา่ กนั วา่ ทา่ นให้ ใครเหน็ นอกจากนี้ ขอใหต้ ง้ั ธรรมาสนด์ ว่ น !!!
ปดิ ประตเู มอื งทงั้ หมด แลว้ ใหผ้ คู้ นออกประตเู ดยี ว อกี ประการหนงึ่ คอื เนอ้ื หาตน้ ฉบบั ของเมอื ง
พระเถระจะถามช่ือเสียงเรียงนามของผู้เข้าออก ปญั จาบนนั้ มเี พยี ง๓ปรจิ เฉท/กณั ฑ ์ ขณะทเี่ นอื้ หา
นับแต่เช้าจรดเย็น และ คมั ภรี ม์ ที งั้ หมด ๖ ปรจิ เฉท /
สามารถจดจ�ำช่ือท้ังหมด กัณฑ์ ตรงน้ีไดม้ า
ได้อย่างไม่ผิดเพ้ียน ผู้เขียน จากการแสดงความเห็น
เช่อื วา่ เหน็ จะเปน็ พระเถระ ของนักวิชาการ กล่าวคือ
รูปน้ีแหละ ท่ีแต่งคัมภีร์ ธรรมดาของผู้แต่งหนังสือ
มลิ นิ ทปญั หา เพราะนอกนนั้ คร้นั จบเลม่ แลว้ มักไม่มกี าร
ยังไม่สามารถหาหลักฐาน ยกค�ำพูดเดิมข้ึนมากล่าวซ้�ำ
มายืนยนั ได้ แต่คัมภีร์มิลินทปัญหาฉบับ
ปจั จุบัน มคี ำ� พูดเสรมิ ขึ้นมา
46 ๔๑
อกี รอบ ถอื วา่ ผดิ วสิ ยั ของการ ส่ิงที่เราควรสนใจเป็น
แต่งหนังสือ กรณพี เิ ศษคือ หลกั ธรรมคำ�
หลกั ฐานอกี สว่ นหนงึ่ คอื สอนท่ีนักปราชญ์ Grade
คัมภีร์มิลินทปัญหาฉบับภาษา A ท้ังสองทา่ นน�ำมาโต้เถียง
จนี กม็ เี พยี ง ๓ ปรจิ เฉท เชน่ กนั กัน นอกจากจะลุ่มลึกด้วย
กลา่ วกนั วา่ พระภทั รคณุ เถระ อรรถรสแล้ว ยงั งดงามด้วย
เป็นผู้น�ำคัมภีร์มิลินทปัญหา ภาษา และโดดเด่นด้วยค�ำ
ไปเมอื งจนี และถอดแปลออก อปุ มาอปุ ไมย จนนกั ปราชญ์
เป็นภาษาจีนประมาณพุทธ- ต่างยกย่องว่า นี้คือผลงาน
ศักราช ๘๖๐ หลักฐานตรงนี้ Masterpiece ของวงการ
สอดรับกนั อย่างลงตวั วรรณกรรมพระพทุ ธศาสนา
และหลกั ฐานสดุ ทา้ ยคอื ยุคหลังสังคายนา แต่แปลก
พระพุทธโฆษาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ชาว ใจไม่น้อยคือ แม้นักวิชาการทั่วโลกจะยกย่อง
อนิ เดยี ผเู้ ดนิ ทางมาเกาะลงั กา เพอ่ื ปรวิ รรตคมั ภรี ์ คัมภรี ์เล่มนี้อย่างสูงส่ง แต่นักปราชญ์ไทยกลบั ให้
อรรถกถาภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีก็อ้างเนื้อหา ความสนใจน้อยมาก น่าอัศจรรยย์ ่ิงนัก !!!
คัมภีร์มิลินทปัญหา เพยี ง ๓ ปรจิ เฉทเช่นกัน คัมภีร์มิลินทปัญหา ฉบับภาษาไทย มีการ
หากเป็นดังนี้ ก็พอสรุปได้ว่า คัมภีร์มิลินท- คดั ลอกและตพี มิ พห์ ลายครงั้ ปจั จบุ นั มหาวทิ ยาลยั
ปญั หาทปี่ รวิ รรตเปน็ ภาษาบาลี โดยพระตรปิ ฎิ ก- มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้ตีพิมพ์เป็นเล่ม
จูฬาภัยเถระนั้น มีเน้ือหาเฉพาะ ๓ ปริจเฉท เรียบร้อย ชื่อว่าคัมภีร์มิลินทปัญหาภาษาไทย
เท่านั้น อีก ๓ ปรจิ เฉท น่าจะมกี ารแตง่ เสริมใน พทุ ธศักราช ๒๕๕๙ แบ่งเนอื้ หาออกเป็น ๖ กัณฑ์
ภายหลงั ประมาณวา่ หลงั จากพทุ ธศกั ราช ๑๐๐๐ กลา่ วคอื ๑) ปพุ พโยคกณั ฑ์ ๒) มลิ นิ ทปญั หากณั ฑ์
แล้ว แต่จะเปน็ ใครแตง่ นั้น ก็จนด้วยปัญญา เอา ๓) ลักขณปัญหากัณฑ์ ๔) เมณฑกปัญหากัณฑ์
เปน็ วา่ คา้ งไวเ้ พยี งเทา่ นก้ี อ่ น หากไดค้ วามอยา่ งไร
คราวหน้าคอ่ ยมาวา่ กันอกี ที
มาถึงตรงนี้ เดาเอาว่าผู้อ่านคงเมาวิชาการ
กันแล้ว
เอาละ สรปุ แบบยอ่ วา่ คมั ภรี เ์ ลม่ นี้ แตง่ ขนึ้ ที่
เมอื งปญั จาบ ประเทศอนิ เดยี แลว้ มคี นนำ� มาเกาะ
ลงั กา จากนนั้ พระศรลี งั กาแตง่ ใหมเ่ ปน็ ภาษาบาลี
ตามตน้ ฉบบั เดมิ สดุ ทา้ ยคงเหน็ วา่ เนอื้ หาตามฉบบั
เดิมน้อยไป จึงแต่งเสริมข้ึนอีก กลายเป็นคัมภีร์
เล่มใหญ่เหมือนเราเหน็ ในปัจจุบนั
๔๑ 47
เหน็ แบบน้ี ผเู้ ขยี นคงตอ้ งรบี อธษิ ฐานบา้ งแลว้
ส่วนพระเถระก็เดินตามสามเณรไปยังท่าน้�ำ
พอได้ยินค�ำอธิษฐานของสามเณร เช่นน้ัน ก็ตั้ง
ความปรารถนาบ้างว่า “ตราบใดถ้ายังไม่บรรลุ
นิพพาน ขอใหข้ ้าพเจา้ มปี ฏภิ าณไหวพริบเหมือน
ระลอกคลื่นน�้ำ และสามารถแก้ปัญหาของสามเณร
รูปนี้ไดท้ กุ ขอ้ เทอญ”
เนอื้ หาของคมั ภรี พ์ รรณนาตอ่ ไปวา่ “พระพทุ ธ-
๕) อนุมานปัญหากัณฑ์ และ ๖) โอปัมมปัญหา เจ้าโคดมของชาวเราทั้งหลาย ก็ทรงพยากรณ์ว่า
กัณฑ์ ทั้งพระเถระและสามเณร จักบังเกิดในกาลอัน
แตล่ ะกณั ฑม์ รี ายละเอยี ดเยอะมาก เหมาะสม เหมือนพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
ผเู้ ขยี นยกกณั ฑแ์ รกมาวเิ คราะห์ พอเปน็ นำ้� ยอ่ ย หลังพุทธกาลล่วงแล้ว ๕๐๐ ปี สามเณรจะมา
ส่วนใครสนใจตามไปซอื้ หาหนังสอื อา่ นเอาเอง บงั เกิดเปน็ พระเจา้ มิลินท์ แห่งเมอื งสาคละ สว่ น
กัณฑ์แรกช่ือว่า ปุพพโยคกัณฑ์ หมายถึง พระเถระ จะมาเกิดเป็นพระนาคเสนเถระ”
เร่ืองราวท่ีเกิดข้ึนในอดีตกาล กล่าวถึงเหตุการณ์ มาถึงตรงน้ี ผอู้ ่านเห็นอะไรน่าสนใจบา้ ง ?
ในสมยั พระพทุ ธเจ้าพระนามว่ากสั สปะ ตวั ละคร เรื่องอดีตชาติของพระนาคเสนเถระและ
มีพระเถระและสามเณร ไม่บอกว่าอยู่วัดไหน พระเจ้ามิลินท์ ไม่น่าจะเป็นการผิดปกติ เพราะ
ระบุเพียงว่าอยู่ใกล้แม่น�้ำคงคา วันหน่ึงสามเณร ธรรมดาของการแต่งคัมภีร์สมัยนั้น มักอ้างอิง
ไมย่ อมกวาดวหิ ารลานเจดยี ์ ยอ้ นถอยหลงั ไปไกลถงึ บรุ พ-
พระเถระจึงตีเณรด้วยด้าม ชาติ ไม่ต่างจากชาดกกถา
ไมก้ วาด ดว้ ยความเจบ็ ปวด ของพระพุทธเจ้า เร่ืองราว
สามเณรจึงร้องไห้ไปด้วย น้ัน ยากท่ีจะพิสูจน์ได้
กวาดลานวัดไปด้วย และ หากจะตีความสมัยใหม่
ด้วยความโกรธ จึงตั้งจิต น่าจะหมายถึงเป็นวิธีการ
ปรารถนาวา่ “ตราบใดถา้ ยงั แ ต ่ ง เ พื่ อ ใ ห ้ เ รื่ อ ง ร า ว น ่ า
ไม่บรรลุนิพพาน ก็ขอให้ เชื่อถือ ประเทศไทยเราเอง
มีเดชเหมือนพระอาทิตย์ ก็มีหลายคัมภีร์ที่แต่งอ้าง
ยามทิวากร” ครั้นพอไปถึง อดีตชาติของกษัตริย์ไทย
ท่าน้�ำ เห็นระลอกคลื่นน�้ำ ว ่ า เ ค ย เ กิ ด ร ่ ว ม ส มั ย กั บ
ก็อธิษฐานอีกว่า “ขอให้ พระพทุ ธเจา้
มีปฏิภาณไหวพริบไม่จบสิ้น พระสงฆเ์ ราเองหลายรปู
เหมอื นคล่นื นำ�้ นแี้ ล” ก็อ้างว่า เคยเกิดร่วมสมัย
พระพทุ ธเจ้าโคดมเช่นกนั
48 ๔๑
ประเด็นน่าสงสัยคือ พระพุทธศาสนาเถรวาท
การพยากรณข์ องพระพทุ ธ- การยกอาจารย์แห่งตนขึ้น
เจ้าโคดมเกี่ยวกับพระนาค- เช่นน้ี แสดงว่าให้ความ
เสนเถระ และพระเจา้ มลิ นิ ท์ เคารพมากกว่าพระนาค-
ด้วยพระพุทธเจ้าตรัสพระ- เสนเถระ และคนท่ีแต่ง
ธรรมค�ำสอนทั้งหมดไว้ใน น่าจะเป็นพระสงฆ์รูปอ่ืน
พระไตรปิฎก ค�ำพยากรณ์ มิใช่พระตริปิฎกจูฬาภัย-
เชน่ นี้ ไมพ่ บเหน็ ในพระไตร- เถระ เพราะพระเถระรูปน้ี
ปฎิ กเลย อยา่ งนนี้ กั แตง่ ตำ� รา สังกัดคณะสงฆ์ส�ำนักอภัย-
เขาเรียกว่า “ยัดค�ำพูดใส่ คิรีวิหาร ผู้ฝักใฝ่ค�ำสอน
พระพุทธโอษฐ์” (Putting มหายาน แต่นา่ จะเปน็ พระ
words in the Buddha’s เถระรูปหน่ึง ผู้สังกัดส�ำนัก
mouth.) มหาวิหาร และน่าจะเป็น
การแต่งเชิงพยากรณ์ ผู้แต่งเสริมเนื้อหาให้ครบ
เช่นนี้ ปรากฏพบเห็นในยุคหลังพุทธกาล เช่ือว่า ๖ กณั ฑน์ นั้ เอง
เกดิ จากธรรมเนยี มของพระสงฆส์ ายมหายานกอ่ น (ตอนหน้ามาว่ากันต่อด้วยเรื่องประวัติของ
แล้วจึงแพร่หลายมาถึงพระสงฆ์สายเถรวาทอีก พระนาคเสนเถระ)
ทอดหนง่ึ หากตรวจสอบเนอ้ื หาทงั้ หมดของคมั ภรี ์
มลิ นิ ทปญั หา ผู้เขียนเชื่อวา่ ข้อความตรงนนี้ า่ จะ ทา่ นสามารถตดิ ตามอา่ นวารสารโพธยิ าลยั ทกุ ฉบบั ยอ้ นหลงั
แต่งเสริมทีหลัง โดยพระสงฆ์ศรีลังกา หลักฐาน ไดท้ าง เวบ็ ไซตว์ ดั จากแดง www.watchakdaeng.com
คอื การอา้ งชอ่ื พระโมคคลั ลีบุตรติสสเถระ และเว็บไซต์ชมรมกัลยาณธรรม
อยา่ ลมื วา่ พระตสิ สเถระรปู นี้ เปน็ บรู พาจารย์ www.kanlayanatam.com,
ของพระสงฆช์ าวศรลี ังกา ในฐานะเป็นต้นก�ำเนดิ Line Official id : @kanlayanatam
Facebook Page : Kanlayanatam
ขออนุโมทนาบุญผู้ร่วมจัดพมิ พว์ ารสารฉบบั น้ี
๑. ชมรมกัลยาณธรรม
๒. คุณจิรวรรณ ศิริจิตร และครอบครัว
๓. คุณสุวพร หทัยสุทธิธรรม และครอบครัว
๔. คุณพอ่ วชั ระ - คุณแม่ทองสกุ โลทารักษพ์ งศ์
๕. คุณณรงค์ฤทธ์ิ อุปถัมภ์ และครอบครัว
๖. ครอบครัวคงสวัสดิ์ศักด์ิ - ตรรกวาณิช
๗. พล.อ.ต.สมโภค - คุณสุจิตรา หงสไกร