51
52
53
54
มมี าณพหนึ่งนายเปน็ ชายร่นุ นิทานธรรมบท เร่ืองที่ ๒
อยเู่ มอื งสาวัตถีศรสี �ำราญ มัฏฐกุณฑลี
เขารกั บุตรสดุ ห่วงดังดวงจิต
เป็นต้มุ หูเกลีย้ งเกลาดวู าววบั มัฏฐกณุ ฑลพี ราหมณ์นามขนาน
ครนั้ บุตรชายวัยตกสิบหกขวบ เสยี แตท่ ่านบดิ าทตี่ ระหนี่ทรพั ย์
ไม่มีเนอื้ เหลือแต่หนงั ทงั้ ผอมแกร็น สู้ประดษิ ฐ์ทองค�ำท�ำประดบั
พราหมณไ์ ม่หาหมอมารักษาลกู มอบให้กบั บุตรใสไ่ ปตามแกน
เก็บแตย่ ากลางบ้านกันพงุ โร ไมอ่ ว้ นอวบรา่ งรปู ดซู ูบแสน
อาการของโรคผอมไม่ยอมหยดุ ดขู าแขนลบี ทวั่ จนหัวโต
จนมาณพนอนพับกบั ไสยา กลวั จะถูกเรยี กค่ารักษาโข
พราหมณ์เหน็ ลกู ไมห่ ายคงตายแน่ ทเ่ี พือ่ นโอ้อวดจ�ำจากต�ำรา
คนมาเยีย่ มเห็นของและทองเงนิ มันคอ่ ยทรดุ เพยี บหนักเกนิ รกั ษา
จงึ หามร่างลกู ออกมานอกหอ้ ง ไมอ่ าจสามารถนงั่ ทั้งยนื เดิน
มาณพหอบโหยอ่อนสะท้อนใจ ปลอ่ ยนอนแผ่อยูข่ า้ งในให้ขัดเขนิ
พทุ ธองคท์ ราบการณด์ ว้ ยญาณวเิ ศษ จะกลา่ วเกริน่ ยมื ขอกนั ตอ่ ไป
มาณพเหน็ รศั มที ีพ่ ุ่งมา ให้นอนกองทเ่ี ฉลียงระเบียงใหญ่
จงึ คิดว่าพ่อตนเปน็ คนเขลา ไมเ่ คลอ่ื นไหวไดแ้ ต่พริบกระหยิบตา
ไมข่ วนขวายถวายทานที่บรรจง จงึ เสด็จเลียบไปใกลเ้ คหา
บดั นยี้ กมือไหว้กไ็ ม่ขึ้น เขาหันหน้าเห็นพระพทุ ธองค์
จงึ ส่งจติ เลอ่ื มใสจดใจจ�ำ ไมเ่ ฝา้ ทลู กระหม่อมพระจอมสงฆ์
พอพระองค์ลบั คลองสองจักษ ุ ไม่ได้สง่ โสตรับสดับธรรม
ชพี มาณพดับเด็ดไมเ่ อด็ องึ ท�ำกิจอ่นื ก็ไม่ไดท้ ่ใี จหน�ำ
เปน็ เทพบุตรมีสถานวิมานใหญ่ ในองค์สมั พทุ ธเจ้าเฝา้ ค�ำนึง
เหน็ บดิ าร้องไหใ้ จประวิง จิตบรรลโุ สมนสั ประวัติถึง
ใหท้ �ำบญุ สนุ ทรท์ านการกุศล ไปดาวดึงสด์ ว้ ยใจเลอ่ื มใสจรงิ
ดอู ย่างตนใกลต้ ายอยูช่ ายเรือน รเู้ หตุในเมืองคนตนเคยสิง
พราหมณไ์ ด้ฟังยงั พะวงสงสัยจติ สุดจะนงิ่ เฉยได้จึงไปเตอื น
เขารบั ค�ำเทพบตุ รสุดการุญ เมื่อวายชนม์จะได้บญุ หนุนเปน็ เพอ่ื น
จึงนมิ นตพ์ ระมนุ ินทรช์ นิ สีห์ พระไปเยอื นจงึ ได้ยลซงึ่ ผลบุญ
พรอ้ มพระสงฆ์เหลา่ กอบริวาร เพียงแต่คดิ ไยยลกศุ ลหนนุ
จะท�ำบุญกุศลสร้างทางวิมาน
ไปฉนั ทนี่ ิเวศนเ์ ขตสถาน
จัดอาหารถวายเลยี้ งเรียงองค์ไป
55
ครั้นฉันเสรจ็ พราหมณ์เขา้ เฝ้าพระบาท ขอโอกาสทูลถามความสงสยั
คนไมเ่ คยใหท้ านประการใด ไมเ่ คยไดก้ อ่ กรรมท�ำบูชา
ไม่เคยได้สดบั ธรรมค�ำพระเจา้ ไมเ่ คยเอาอโุ บสถกฎรกั ษา
มหี รือเกดิ ในสวรรค์ช้นั กามา เพียงแต่วา่ มใี จเล่อื มใสกัน
พทุ ธองค์ทรงตอบให้ชอบท่ี วา่ ข้อน้ีท�ำไมพราหมณ์ถามขันขัน
มฏั ฐกณุ ฑลเี ขาเลา่ ร�ำพัน เรื่องไปสวรรคข์ องเขาควรเขา้ ใจ
ครัน้ ถกู พราหมณถ์ ามซกั ถึงหลักฐาน พระทรงญาณจงึ แจง้ แถลงไข
พราหมณไ์ ปที่ป่าชา้ ท�ำท่าไร พบกับใครก�ำลงั ยนื สะอนื้ ครวญ
ทรงอา้ งถงึ ค�ำของสองคนน้ัน ท่พี ดู กนั ต่างต่างอยา่ งถ่ถี ว้ น
แล้วย�้ำว่าอยา่ เอย่ เลยจ�ำนวน ในกระบวนผูใ้ จเลอ่ื มใสเรา
ไดไ้ ปเกดิ ในสวรรค์ท่หี รรษา คณนาไม่ถ้วนจ�ำนวนเขา
ไม่ใช่รอ้ ยสองรอ้ ยที่ยอ่ ยเยา เห็นเทียมเท่าเมด็ ทรายท่สี ายธาร
ทรงเหน็ ประชาชนฉงนอย่ ู บรมครูต้ังจติ อธิษฐาน
ให้มัฏฐกณุ ฑลีมาไม่ช้านาน พร้อมวมิ านทองอันพรรณราย
เทพบตุ รจึงมาปรากฏร่าง ในทา่ มกลางฝงู ชนคนท้งั หลาย
พร้อมวิมานงามเลศิ ดเู พรศิ พราย ยืนถวายอภวิ าทศาสดา
พระตรสั ตามเคา้ มลู บญุ กุศล ที่เปน็ ผลเกิดในไตรตรึงษา
อบุ ตั ิในวมิ านเทพเสพกามา จงึ เทวารับรองสอดคล้องกนั
วา่ มีใจเล่ือมใสในสมั พุทธ ์ จงึ เกิดผดุ ร่งุ เรอื งในเมอื งสวรรค์
ประชาชนท่ฟี งั อยู่ท้ังนน้ั อศั จรรยใ์ จสุดพทุ ธคณุ
จึงตรสั วา่ การท้งั ปวงนัน้ ดวงจติ เปน็ ต้นคดิ บงั คับสนับสนุน
ใจเป็นหวั หนา้ น�ำท�ำบาปบุญ คอยกระตนุ้ ให้ตามความคิดมัน
กรรมทที่ �ำด้วยใจใสสะอาด ไม่เคลือ่ นคลาดผูค้ รรไลไปสวรรค์
ดุจเงาตามคนไปไม่คลาดกนั แลว้ ทรงธรรม์เทศนาให้ถาวร
56
มโนปุพฺพงคฺ มา ธมฺมา นทิ านธรรมบท เรือ่ งที่ ๒
มนสา เจ ปสนฺเนน
ตโต นํ สขุ มเนฺวต ิ มฏั ฐกุณฑลี
ใจเปน็ หัวหนา้ น�ำให้ธรรมเกิด มโนเสฏฺา มโนมยา
เคร่อื งสมั ฤทธ์บิ ุญกรรมกลัมพร ภาสติ วา กโรติ วา
หากคนใจใสสะอาดปราศโทษกล้ำ� ฉายา ว อนปุ ายนิ ี ฯ
สุขยอ่ มตามเขาไปเพราะใจด ี แสนประเสรฐิ สดุ จรสั ประภสั สร
เปน็ อากรกจิ จาบรรดามี
มัฏฐกุณฑลศี รมี าณพ ยอ่ มพดู ท�ำเปน็ สง่ามีราศี
ดังเงาท่ีตามคนทุกหนไป ฯ
เมื่อจวนแจชวี ันจะบรรลยั ได้ประสบหนทางสว่างไสว
เป็นแบบอย่างถือกันทุกวันนี ้ เพราะมใี จยึดจุดพทุ ธองค์
พวกญาตมิ ิตรชดิ ลอ้ มเป็นป้อมวง คนเจบ็ ท่จี วนตายมกั ไหลหลง
วา่ พอ่ จ๋าปา้ เอย๋ อยา่ เลยละ ตา่ งพะวงพูดกรอกบอกหนทาง
อรหงั สัมมาอย่าละวาง นกึ ถงึ พระถงึ เจ้าเอาไว้บา้ ง
คนใกล้ตายใจร้หู สู ดับ บ้างเอ่ยอา้ งออกนามสัมพุทโธ
นึกถงึ พระธมั มงั พระสังโฆ สติกลับยึดหลกั มีอกั โข
น่าต�ำหนิพฤติกรรมของพราหมณพ์ ่อ นบั เปน็ โอกาสทองของคนตาย
ความตระหนี่หมักหมมท้งั งมงาย มัวร้งั รอเวลาเรยี กว่าสาย
ถ้ารบี หาหมอมารักษาลกู พอลกู ตายรูส้ ึกส�ำนกึ ตน
แลกชีวิตลกู ไวค้ งไมจ่ น จะแพงถูกเทา่ ไหรก่ ไ็ มบ่ ่น
พอเลือดเน้อื เชอ้ื ไขส้นิ ไปแล้ว น่เี ป็นคนรักเงนิ เกินลูกตัว
ต้องโทษที่ใจจดื แสนมดื มัว มานัง่ แกร่วตอี กและชกหัว
ควรถือว่าลูกท้งั หลายท้งั ชายหญงิ เป็นความช่ัวผลรา้ ยทุกรายไป
เปรียบเสมือนแก้วตาและดวงใจ มคี ่ายิง่ เงินทองแม้กองใหญ่
ต้องเลยี้ งชบุ อปุ ถมั ภ์บ�ำรุงรกั เป็นเชื้อไขสบื ต่อกอ่ สกุล
ทั้งอบรมบม่ นสิ ัยให้ใจบญุ ใหถ้ ูกหลักถกู จุดช่วยอดุ หนนุ
พอ่ บางคนจืดจางหา่ งลูกนอ้ ย ลกู อบอนุ่ กายใจในครอบครัว
คอยดุด่าสารพัดใหห้ วาดกลัว ลกู ไม่คอ่ ยเขา้ หามายิม้ หัว
เด็กยังอ่อนยังเยาว์เบาความคดิ กระท�ำตัวเปน็ ศตั รอู ย่ใู นเรอื น
คนอ่ืนใครเขาจะรกั คอยตักเตือน ก็ท�ำผิดคอยจะหลบไปคบเพอ่ื น
ต้องโทษพ่อเล้ยี งลกู ไมถ่ กู หลัก พอลกู เชอื นพอ่ ก็ชงั ดังศตั รู
พ่อตอ้ งเป็นดังเพื่อนเหมอื นดังคร ู ไม่รจู้ กั ปลอบปลุกให้ลกู อยู่
ใหล้ กู รดู้ ชี วั่ ครองตวั เอย ฯ
ค�ำ กลอนโดย พระพรหมจรยิ าจารย์ วัดเบญจมบพิตร
57
ปกิณกธรรม*
จกั ษุ ๕ ชนิด
๑. มังสจกั ขุ - ตาเน้ือพระพุทธเจ้า
คอื ทรงมพี ระเนตรอันงาม มีอ�ำ นาจเหน็ แจ่มใส ไว และเห็นไกล
๒. ทพิ พจักขุ - ตาทพิ ย์พระพุทธเจา้
คอื ทรงมพี ระญาณอันเห็นหมู่สัตวผ์ ูเ้ ปน็ ไปตา่ ง ๆ กัน ดว้ ยอ�ำ นาจกรรม
๓. ปญั ญาจกั ข/ุ ธมั มจกั ขุ - ตาปัญญา/ตาท่เี ห็นธรรม
คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณอันย่ิงใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้
อริยสจั ธรรม เปน็ ตน้
๔. พทุ ธจกั ขุ - ตาพระพทุ ธเจา้
คือ ทรงประกอบดว้ ยอินทริยปโรปรยิ ตั ตญาณ และอาสยานุสยญาณ เป็นเหตุให้
ทรงทราบอัธยาศัย และอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงส่ังสอนแนะนำ�ให้บรรลุ
คุณวเิ ศษต่าง ๆ ยงั พทุ ธกจิ ใหบ้ ริบรู ณ์
๕. สมันตจักขุ - ตาเหน็ รอบๆ
คอื ทรงประกอบดว้ ยสพั พญั ญุตญาณ อันหยงั่ รูธ้ รรมทกุ ประการ
จักษชุ นิดท่ี ๑ - ๓ ปุถุชนคนธรรมดาทว่ั ไปกม็ ไี ด้ ส่วนจักษุชนดิ ที่ ๔ และ ๕ มีเฉพาะ
พระพทุ ธเจ้าเทา่ นน้ั
* ความหมายเดียวกันกับค�ำบาลีทับศัพท์ค�ำว่า “ปกิณณกธรรม” ในภาษาไทยมีหลักการกร่อนอักษรที่
ซ้�ำกนั จึงยอ่ รูปเป็นค�ำวา่ ปกณิ กธรรม
58
นทิ านธรรมบท เรอื่ งที่ ๒
มฏั ฐกณุ ฑลี
กายสุจรติ ความประพฤตดิ ที างกาย ๓
๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี การงดเว้นจากการทำ�ชีวิตสัตว์ใหต้ กลว่ งไป
๒. อทนิ นาทานา เวรมณี การงดเวน้ จากการถอื เอาสง่ิ ของทเ่ี ขาไมไ่ ดใ้ หโ้ ดยอาการขโมย
๓. กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณี การงดเว้นจากความประพฤตผิ ิดในกาม
วจสี ุจริต ความประพฤติดีทางวาจา ๔
๑. มุสาวาทา เวรมณี การงดเวน้ จากพดู เทจ็
๒. ปิสณุ วาจา เวรมณี การงดเว้นจากพดู ส่อเสยี ด
๓. ผรุสวาจา เวรมณี การงดเว้นจากพดู ค�ำ หยาบ
๔. สมั ผปั ปลาปา เวรมณี การงดเวน้ จากพูดเพอ้ เจ้อ
มโนสุจรติ การประพฤตดิ ีทางใจ ๓
๑. อนภิชฌา ไมเ่ พ่งเล็งอยากได้ของเขา
๒. อัพยาบาท ไม่คิดร้ายตอ่ ผู้อนื่
๓. สมั มาทฏิ ฐิ เห็นถกู
กรรม ๓ อยา่ ง
๑. การกระทำ�ทางกายทวาร เรียกว่า กายกรรม ทำ�ในส่ิงท่ีดี = กายสุจริต,
ท�ำ ในสง่ิ ที่ไม่ดี = กายทุจริต
๒. การกระท�ำ ทางวจที วาร เรียกวา่ วจีกรรม พดู ในสง่ิ ที่ดี = วจสี ุจรติ ,
พูดในส่ิงท่ีไม่ดี = วจีทจุ รติ
๓. การกระทำ�ทางมโนทวาร เรียกว่า มโนกรรม คิดในส่ิงท่ีดี = มโนสุจริต,
คดิ ในสงิ่ ทไ่ี ม่ดี = มโนทุจริต
59
คาถาประจำ�เรื่อง
มโนปพุ พฺ งคฺ มา ธมมฺ า มโนเสฏฺ า มโนมยา,
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา,
ตโต นํ สขุ มเนวฺ ติ ฉายาว อนปุ ายิน.ี
แปลยกศพั ท์
ธมฺมา อ.เจตสิกธรรมท้ังหลายมีเวทนาเป็นต้น มโนปุพฺพงฺคมา มีใจเป็นไปก่อนหรือ
มีใจเป็นหัวหน้า มโนเสฏฺา มีใจเป็นใหญ่ มโนมยา สำ�เร็จแล้วด้วยใจหรือเกิดข้ึนเพราะใจ,
เจ หากว่า (โย ปุคฺคโล อ.บุคคลใด) มนสา มีใจ ปสนฺเนน อันผ่องใสแล้ว ภาสติ วา
พดู อยู่กด็ ี กโรติ วา ทำ�อยูก่ ็ดี (จนิ เฺ ตติ วา คดิ อย่กู ็ดี), สขุ ํ อ.ความสุขอเนวฺ ติ ย่อมตามหลงั
นํ (ปุคฺคล)ํ ซ่งึ บุคคลนัน้ ตโต (โยค ติวิธสจุ ริตโต) เพราะการพูด การทำ� การคดิ ดว้ ยจติ ท่ี
ผ่องใสเชน่ นนั้ , (ถามวา่ ) กิมิว เหมือนกบั อะไร? (ตอบวา่ ) ฉายา ว เหมอื น อ.เงา (อนปุ ายินี
ตามหลังอยู่)
ใจเปน็ ใหญ่ในการทำ�กรรมทุกอย่าง
ลำ�ดับน้ัน พระศาสดาตรัสแก่ชนเหล่านั้นว่า “ในการทำ�กรรมท่ีเป็นกุศลและ
อกุศล ใจเป็นใหญ่ เพราะว่า กรรมที่ทำ�ด้วยใจอันผ่องใสแล้ว ย่อมไม่ละบุคคลผู้ไปสู่
เทวโลก มนุษยโลก ดจุ เงาฉะนั้น” ครัน้ ตรสั เร่อื งนี้แล้วได้ตรสั พระคาถานีว้ ่า
ธรรมท้งั หลายมใี จเป็นหวั หน้า มใี จเป็นใหญ่ ส�ำ เร็จแลว้ ดว้ ยใจ
ถ้าบุคคลมใี จผอ่ งใสแลว้ พดู อยกู่ ด็ ี ท�ำ อยกู่ ็ดี
ความสุขยอ่ มไปตามเขา เพราะเหตนุ ัน้ เหมอื นเงาไปตามตวั
60
นิทานธรรมบท เรื่องท่ี ๒
มฏั ฐกณุ ฑลี
กรรมวา่ โดยพละก�ำ ลังที่สง่ ผล
กุศลกรรม หรอื อกุศลกรรม เมื่อจ�ำ แนกโดยพลงั ที่สง่ ผลแล้ว มี ๔ ชนดิ คอื
๑. ชนกกรรม พลังท่ีกรรมสง่ ใหเ้ กิด
๒. อปุ ัตถัมภกกรรม พลงั กรรมทค่ี อยอุปถัมภ์ช่วยเหลือ
๓. อุปปีฬกกรรม พลังกรรมที่เขา้ มาเบียดเบยี นขดั ขวาง
๔. อุปฆาตกกรรม พลังกรรมที่เขา้ ไปท�ำ ลาย
กรรมว่าโดยระยะกาลเวลาท่สี ง่ ผล
กุศลกรรม หรอื อกศุ ลกรรม จะส่งผลเม่อื ไร สง่ ผลไปนานกภี่ พกี่ชาติ มี ๔ ชนดิ คือ
๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ กรรมที่ส่งผลทันตาเห็นในชาตินี้ ฝ่ายดี เช่น
มหาทคุ ตะถวายทานแกพ่ ระพุทธเจ้า
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม คอื กรรมทสี่ ่งผลในชาตหิ น้า
๓. อปราปริยเวทนียกรรม คือ กรรมที่ส่งผลในภพหน้าต่อ ๆ ไป ติดต่อกันหลาย
ภพชาตจิ นกวา่ จะเขา้ ถึงพระนิพพาน
๔. อโหสกิ รรม คือ กรรมทไี่ ม่สง่ ผลแล้ว
กรรมวา่ โดยโอกาสท่ีให้ผล*
กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม เมื่อมีโอกาสให้ผล ก็ให้ผลไปตามโอกาสอันเหมาะสม
มี ๔ ชนดิ คอื
๑. ครุกกรรม คือ กรรมมพี ลังอันหนกั มาก มีโอกาสสง่ ผลกอ่ นกรรมอ่นื
๒. อาสนั นกรรม คอื กรรมอนั ทำ�ในเวลาใกลจ้ ะตาย มโี อกาสส่งผลเป็นกรรมท่ีสอง
รองจากครกุ กรรม
๓. อาจิณณกรรม คือ กรรมที่ทำ�เป็นอาจิณ ทำ�เป็นประจำ� มีโอกาสส่งผลเป็น
กรรมที่สาม
๔. กฏตั ตากรรม คอื กรรมธรรมดาสามญั ท่ัวไป (กรรมทีท่ �ำ แบบไม่ค่อยตั้งใจทำ�)
* จดั ล�ำดบั ตามคมั ภรี ์อภธิ มั มตั ถสังคหะ สว่ นในคมั ภรี ์วิสทุ ธมิ รรค จดั ล�ำดบั ให้ อาจณิ ณกรรม อยูก่ ่อน
อาสันนกรรม 61
๑. อธิบายครุกกรรม
คือ กรรมที่ให้ผลหนักย่ิง เม่ือสิ้นชีวิตจากภพชาตินี้แล้วให้ผลเป็นท่ีแน่นอนไม่มี
กรรมอนื่ ทจี่ ะเข้ามาขัดขวางได้
ในฝ่ายท่ีเปน็ กศุ ล คือ ฌานกุศล อนั ได้แก่ รูปาวจรกศุ ลกรรม ๕ อรปู าวจรกศุ ล ๔
๑. ปฐมฌานกุศล สง่ ให้เกดิ ในพรหมชนั้ ปฐมฌานภมู แิ น่นอน
๒. ทตุ ิยฌานกุศล สง่ ให้เกิดในพรหมช้ันทุตยิ ฌานภมู แิ น่นอน
๓. ตติยฌานกุศล ส่งให้เกิดในพรหมชัน้ ตตยิ ฌานภมู แิ น่นอน
๔. จตตุ ถฌานกศุ ล ส่งให้เกดิ ในพรหมชน้ั จตุตถฌานภมู ิแนน่ อน
อรูปาวจรกุศลฌาน ส่งให้เกิดในอรูปพรหมส่ีช้ันตามลำ�ดับ บุคคลผู้ได้ฌาน เมื่อส้ิน
ชวี ิตแล้ว ไดไ้ ปเกิดในพรหมโลกอยา่ งแน่นอน ตวั อย่าง เชน่ อาฬารดาบส และ อทุ กดาบส
ในฝ่ายท่เี ปน็ อกศุ ล คอื อนันตริยกรรม ๕ อยา่ ง บคุ คลผทู้ �ำ อนันตรยิ กรรมอยา่ งใด
อยา่ งหนงึ่ แลว้ เมอื่ สน้ิ ชวี ติ ตอ้ งตกนรกอยา่ งแนน่ อน (อนนั ตรยิ = น +อนั ตรยิ ะ = ไมม่ รี ะหวา่ ง
ค่นั กลาง)
๑. มาตุฆาตกกรรม คอื การฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาตกกรรม คอื การฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาตกกรรม คอื การฆ่าพระอรหันต์ เป็นกรรมทีห่ นกั กว่า
มาตฆุ าตกกรรม และปิตฆุ าตกกรรม
๔. โลหติ ุปปาทกกรรม คอื การท�ำ รา้ ยพระพุทธองค์จนถึงใหพ้ ระโลหติ ห้อขึน้ ไป
เปน็ กรรมทหี่ นักกวา่ อรหนั ตฆาตกกรรม
๕. สังฆเภทกกรรม คือ การทำ�ลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน เป็นกรรมที่หนักท่ีสุดใน
อนันตริยกรรมท้ังหมด ตัวอย่างเช่น พระเทวทัต ถูกแผ่นดินสูบ และ
ลงอเวจมี หานรกทนั ที
62
นิทานธรรมบท เรอื่ งท่ี ๒
มัฏฐกณุ ฑลี
๒. อธิบายอาสันนกรรม
คอื ถา้ ไมม่ คี รกุ กรรมทเี่ ปน็ กศุ ล หรอื อกศุ ล กรรมทที่ �ำ ในเวลาใกลจ้ ะตาย หรอื กรรม
ที่เคยท�ำ ไวใ้ นอดีต แตม่ าปรากฎในเวลาใกลจ้ ะตาย เรียกวา่ อาสนั นกรรม ให้ผลกอ่ นกรรม
ที่เหลอื อกี สองอยา่ ง
อาสันนกรรมฝ่ายกุศล คือในเวลาใกล้จะตาย ได้ฟังธรรม ฟังเทศน์ ฟังสวดมนต์
ถวายดอกไม้บูชาพระ หรือระลึกถึงบุญกุศลที่เคยทำ�ไว้ในอดีตให้มาปรากฎในเวลาน้ีอีก
แล้วส้ินลมหายใจไปอาสันนกรรมน้ีส่งผลให้ไปเกิดในกามสุคติภูมิทันที ตัวอย่างเช่น
มฏั ฐกณุ ฑลมี าณพ
อาสนั นกรรมฝา่ ยอกศุ ล คอื ในเวลาใกลจ้ ะตาย ไดท้ ะเลาะววิ าทกนั ท�ำ รา้ ยรา่ งกายกนั
และกัน จนถึงแก่ความตาย หรือ ในอดีตที่ผ่านมาเคยทำ�กรรมไม่ดีไว้ ในเวลาใกล้จะตาย
ได้หวนกลับไประลึกถึงกรรมน้ันอีก อาสันนกรรมฝ่ายอกุศลน้ีก็ส่งผลให้ไปเกิดใน
อบายภูมิ ๔ มนี รก-เปรต เปน็ ตน้ ทนั ทที ส่ี นิ้ ลมหายใจ เช่น พระนางมัลลิกาเทวี
๓. อธบิ ายอาจิณณกรรม
คอื กรรมท่ีกระท�ำ เป็นประจ�ำ อยทู่ ุก ๆ วนั ไมเ่ คยขาด เรยี กว่า อาจณิ ณกรรม สง่ ผล
ต่อจากอาสันนกรรมน้นั
อาจิณณกรรมท่ีเป็นฝ่ายอกุศล คือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วเล้ียงชีพเป็นนิจ,
การลักขโมยของผู้อ่ืนแล้วเล้ียงชีพเป็นนิจ หรือเคยทำ�กรรมท่ีไม่ดีอย่างใดอย่างหน่ึง
ไว้แลว้ กลับหวนคดิ ถึงกรรมนนั้ บ่อย ๆ แล้วไมส่ บายใจ
อาจิณณกรรมท่ีเป็นฝ่ายกศุ ล คือ การท�ำ ทาน รกั ษาศีล และเจรญิ ภาวนาอยู่เป็นนิจ
หรือในอดีตเคยทำ�กรรมดีอะไรไว้ ก็หวนกลับระลึกถึงกุศลกรรมน้ันบ่อย ๆ แล้วให้เกิด
ความปลมื้ ปตี ิในบุญกศุ ลนัน้
อาจิณณกรรม มีกำ�ลงั มากกวา่ อาสันนกรรมก็จรงิ แต่ถึงกระนัน้ ก็ตาม ในเวลาสง่ ผล
อาสันนกรรม ก็ส่งผลให้ก่อน เพราะอาสันนกรรมถูกทำ�ขึ้นหรือมีปรากฎข้ึนในเวลา
ใกล้จะตาย เปรียบเช่นกับ โคแก่ที่ชอบนอนใกล้ประตูคอก เพราะเม่ือถึงเวลาเปิดประตู
คอก มันจะออกจากคอกได้ก่อนตัวอื่น เนื่องจากมันรู้ตัวเองว่าชราภาพ จึงรอโอกาส
ทจี่ ะออกจากคอกกอ่ นตัวอ่ืน
63
แต่โดยมากแล้ว อาจิณณกรรม ก็เปล่ียนสภาพเป็น อาสันนกรรมได้ คือ บุญกุศลท่ี
เราทำ�เป็นประจำ� เช่น เคยสวดมนต์ไหว้พระอยู่เป็นนิจ ก็เป็นอาจิณณกรรม เมื่อทำ�
อยู่เช่นนี้จนเกิดทักษะ จิตใจก็มักน้อมไปในการไหว้พระสวดมนต์น้ัน เมื่อเวลาใกล้จะตาย
จิตก็จะน้อมไปจดจ่ออยู่ในเรื่องน้ัน เมื่อเป็นเช่นน้ี ก็เรียกว่า อาสันนกรรมได้ ตัวอย่างเช่น
ธัมมิกอุบาสก ผู้บำ�เพ็ญทาน ศีล และภาวนามาตลอด ในเวลาใกล้จะตาย ก็ได้นิมนต์
พระสงฆ์มาสวดมนต์ ด้วยจิตที่น้อมไปในเสียงสวดนั้น ธัมมิกอุบาสกสิ้นลมหายใจ ก็ไปเกิด
ในกามสคุ ตภิ พ หรอื บคุ คลผทู้ �ำ อกศุ ลกรรมมที จุ รติ ๓ คอื กายทจุ รติ วจที จุ รติ และมโนทจุ รติ
เป็นอาจิณเมื่อเวลาใกล้จะตาย กรรมนั้นก็มาปรากฎ แปรสภาพเป็นอาสันนกรรมแล้ว
ส่งผลให้ไปเกิดในทุคติภพอบายภูมิ ๔ ซ่ึงมีนรก - เปรต เป็นต้น ตัวอย่างเช่น นายนันทะ
ผูฆ้ า่ โคเป็นนิจ
๔. อธบิ ายกฏัตตากรรม
คอื กรรมทเี่ ผลอทำ�ไปแบบไม่ไดต้ ้งั ใจ เป็นกรรมธรรมดาสามญั ทั่วไป ไมย่ ิง่ ใหญ่อะไร
หากว่า กรรมสามอย่างขา้ งตน้ ไมม่ ีอยู่ กรรมนี้จงึ มีโอกาสใหผ้ ล แตไ่ มร่ ุนแรงอะไร.
64
ปทวิภาค
การแยกบท วเิ คราะหศ์ ัพท์
มโนปุพฺพงฺคมา [มน + ปุพฺพงฺคม] องค์ธรรมของ มน ศัพท์ในท่ีน้ี หมายเอา
กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวงเท่าน้ัน ตามเหตุการณ์เร่ืองราวท่ีเกิดขึ้น, และในจ�ำนวน
กุศลจิต ๘ ดวงนั้น ก็ควรเอามหากุศลจิตดวงแรกดวงเดียวเท่าน้ัน คือ มหากุศล
โสมนัสสสหคตญาณสัมปยุตอสังขาริกจิต เพราะเป็นกุศลจิตที่เกิดข้ึนโดยไม่มีการ
ชักชวน เกดิ ข้นึ เองกับมาณพ
มโนปพุ ฺพงคฺ มา [มน + ปพุ พฺ งฺคม] มโน ปุพพฺ งคฺ โม เอเตสนตฺ ิ มโนปพุ ฺพงฺคมา = ธมฺมา
ธรรมทั้งหลายที่มีผู้น�ำหน้าคือจิต, หลังจากลบวิภัติ, ลบ เอตศัพท์แล้ว ตั้งเป็น ปกติรูป
ว่า มน+ปุพฺพงฺคม ด้วยสูตรว่า ปกติ จสฺส สรนฺตสฺส, แล้วอาเทศ อ อันเป็นท่ีสุดของ
มน เป็นโอ ดว้ ย = เอเตสโม โลเป [กัจจายนะ ๑๘๓]
ปุพพฺ งคฺ ม [ปพุ ฺพ + คมุ + อ] ปพุ พฺ ํ คจฉฺ ตตี ิ ปพุ ฺพงคฺ โม = มโน, จติ ชอื่ ว่าเป็นหัวหน้า
เพราะความสามารถเปน็ ไปก่อน (ไมล่ บวภิ ตั ทิ ี่ ปพุ ฺพํ แลว้ แปลงนคิ คหิตเปน็ งฺ = ดว้ ยสตู รวา่
วคคฺ นฺตํ วา วคฺเค, คมุธาตุ - คตมิ ฺหิ ในการไป) (ภู.) [คจฉฺ ติ, คมติ ฆมมฺ ติ]
ปพุ พฺ ํ คจฉฺ ติ ปวตตฺ ตี ิ ปพุ พฺ งคฺ โม, ปพุ พฺ ํ ปพุ เฺ พ ปธานภาโว วา คจฉฺ ติ ปวตตฺ ตี ิ ปพุ พฺ งคฺ โม,
ปุพฺพํ ปพุ ฺพภาเวน ปธานภาเวน วา คจฺฉติ ปวตฺตีติ ปพุ ฺพงฺคโม, (ธม.ฺ มหาฏี. ๑๔)
ปุพฺพ [ปุพฺพ + อ] แปลว่า น�้ำหนอง, ก่อน, เบื้องแรก/เริ่มต้น, ประธาน, เป็น
ปงุ ลิงค์, ปุพพฺ ธาตุ ปรู เณ ในความใหเ้ ตม็ (ภู.) [ปพุ ฺพติ]
ธมฺมา [ธร + รมฺม] ธรติ เอเตนาติ ธมฺโม, สภาโว. (กัจจายนะ ๕๓๑) อปาเยสุ
อปตมาเน อธิคตมคฺคาทิเก สตฺเต ธาเรตีติ ธมฺโม มรรค, ผล, นิพพาน. ธรนฺติ เตนาติ
ธมฺโม, สภาวลักขณะ,สลกฺขณํ ธาเรตีติ วา ธมฺโม, ธรรมท่ีมีสภาวะลักขณะ. ปจฺจเยหิ
ธรียเตติ วา ธมฺโม, ธรรมที่มีสภาวะ. (รู. ๕๘๙) [ธร + ม] อาเทศ รฺ– ที่สุดธาตุเป็น มฺ.
อตฺตานํ ธาเรนฺเต อปาเย วฏฏทุกฺเข จ อปตมาเน กตฺวา ธาเรตีติ ธมฺโม ปริยตฺยาทิ.
65
ได้แก่ ปริยัติ เป็นต้น (โมค. ๗/๑๓๖) ในท่ีน้ี ธมฺม– ศัพท์องค์ธรรมได้แก่ เจตสิกขันธ์ ๓
เทา่ น้นั . ธร- ธารเณ ในการทรงไว้ (ภ.ู จุ.) [ธรต,ิ ธาเรต,ิ ธารยต]ิ
มโนเสฏา [มน + เสฏ] มโน เสฏโ เอเตสนฺติ มโนเสฏา, ธมฺมา. ความ
ประเสรฐิ คือจติ , ธรรมที่มจี ิตเปน็ ใหญ่.
เสฏ [ปสตฺถ + อิฏ] อติสเยน ปสตฺโถ. (กัจ.๒๖๔. รู.๓๙๒) อยมิเมสํ อติสเยน
ปสตฺโถติ เสฏโ, (สูจิ.โมคฺ. ปญฺจิกา. ๔/๑๓๖) อิยิฏเสุ ปสตฺถสฺส วุฑฺฒสฺส จ โส,
เสยฺโย เสฏโ, กฺวจาสวณฺณํ ลุตฺเตติ อิสฺเส. (ธาน.ฏี.๖๙๕) ควรสรรเสริญยิ่ง, ประเสริฐ,
เปน็ ประธาน, เป็นใหญ.่
ปสตฺถ [ป + สํส + ต] ปสํสิยิตฺถาติ ปสตฺโถ, (สูจิ.) เพราะควรสรรเสริญ เหตุน้ัน
ชื่อว่า ปสตฺถ สํส- กถน ถุติ หึสาสุ ในการกล่าว การสรรเสริญ และการเบียดเบียน
ท้ังหลาย (ภู.) [สํสติ] [ป + สํส + ถ] ปสํสนํ ปสํสียิตฺถาติ วา ปสตฺถํ, การสรรเสริญ,
อันถกู สรรเสรญิ . (โมค.ปญจฺ กิ า๕.๑๔๔) [ป + สฏฺ + ต] ปสฏ ยิตฺถาติ ปสตโฺ ถ, เพราะถกู
สรรเสริญ ชื่อว่า ปสตฺถ, สฏฺ- เกตวสิลาฆาลสฺย- สงฺขาร คติ อสมฺมาภาสเนสุ
ในการคิดหลอกลวง, การสรรเสริญ, ความเซ่ืองซึมเกียจคร้าน, การปรุงแต่ง, การไป,
การไม่สามารถพูดให้ถกู ตอ้ งดว้ ยด.ี [สติ, สเต,ิ สยติ]
มโนมยา [มน + มย] มนโต นปิ ฺผนฺนา มโนมยา, ธมมฺ า ธรรมทั้งหลายที่ส�ำเร็จแล้ว
จากใจ ไดแ้ ก่ เจตสกิ ขนั ธ์ ๓ คอื เวทนาขันธ์ สญั ญาขนั ธ์ สงั ขารขันธ์
มนสา [มน + อ] มนติ ชานาตีติ มโน, ช่ือว่า จิต เพราะสามารถรู้, เตน มนสา
[มน + นา] หลงั มน- ศพั ท์ ลงนาตตยิ าวิภตั ิ แปลง นาวิภัติ เป็น อา, ลง ส อาคม ส�ำเรจ็ รูป
เปน็ มนสา ตามรปู วเิ คราะหส์ ามารถเอาองคธ์ รรม คอื จติ ทง้ั หมด ๘๙ หรอื ๑๒๑ ดวงกต็ าม
แต่เม่ือดูปริบทคือ ปสนฺเนน แล้ว หมายเอาเฉพาะ โลกียกุศลจิต ๑๗, มน- ศัพท์เป็น
ปุงลิงค์ และ นปุงสกลิงค์, เป็นมโนคณะศัพท์, มนธาตุ- าเณ ในการรู้ (ภู.ทิ.)
[มนติ มญฺ ติ]
เจ สํสยตฺเถ จ นิปาโต เจกาโรติ ปกิตฺติโต. เจ-นิบาต เป็นไปในอรรถสังสยะ
(เอกกฺขรโกส.) เจ สเจ ยทีติ ตโย ยทฺยตฺเถ ศัพท์ ๓ ศัพท์ คือ เจ สเจ ยทิ เป็นไปใน
อรรถว่า สงสยั ค�ำแปล คอื ถ้าว่า (ธาน.ฏี.๑๑๔๗)
ปสนฺเนน [ป + สท + ต] ปสีทีติ ปสนฺโน, มโน. เพราะเหตุที่ผ่องใสแล้ว
จึงช่ือว่า ปสนฺน ได้แก่ จิต (ท่ีผ่องใส) (รูปสิทธิ. ๖๓๑) สท- วิสรณคตฺยาวสาทเนสุ
66
นทิ านธรรมบท เร่ืองที่ ๒
มัฏฐกณุ ฑลี
ในการเบียดเบียน, การไป, การจมท้ังหลาย (ภู.) ปปุพฺโพ นิมฺมเล วตฺตติ มี ป- เป็น
บทหนา้ เปน็ ไปในอรรถ ใสสะอาดปราศจากมลทิน [สที ต,ิ ปสที ต]ิ
ภาสติ [ภาส + อ + ติ] ยอ่ มกล่าว. องคธ์ รรมของ ภาส- ธาตุ ไดแ้ ก่ วจีสุจริต ๔.
ภาส- วิยตตฺ ยิ ํ วาจายํ ในการพดู ท่ชี ดั เจน (ภู.) [ ภาสติ ]
กโรติ [กร + โอ + ติ] ย่อมกระท�ำ. องคธ์ รรมของ กร- ธาตุ ไดแ้ ก่ กายสุจรติ ๓
กร– กรเณ ในการกระท�ำ (ตนาทิ.) [กโรติ, กยิรติ, กุพฺพติ, กฺรุพฺพติ, ในกรรมรูป
กยิรเต,กรยิ ฺยเต, กยฺยต.ิ ]
วา ส่วนองค์ธรรมของ วา- ศพั ท์ ควรเอา มโนสจุ ริต ๓
สมจุ ฺจเย จปุ มาย ํ สสํ เย ปทปรู เณ
ววตฺถิตวภิ าสายํ วา วสฺสคฺเค วิกปฺปเน.
วา- ศัพท์ เป็นไปในอรรถ คือ รวบรวม, อุปมา, สงสัย/เข้าใจผิด, ปทปูรณ/
ท�ำให้เต็มบท, ก�ำหนดรูปพิเศษ, การตัดสิน, ความคิดโดยพิเศษ/วิกัปป์. ในท่ีนี้ เป็นไป
ในอรรถ วิกัปป.์ (ธาน.๑๑๙๐)
ตโต องค์ธรรมของบทว่า ตโต- เพราะการท�ำ การพูดท่ีดีนั้น ในคาถานี้ ได้แก่
โลกียกุศล ๑๗ ดวง ดังนั้น ท่านอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่า อิธ เตภูมิกมฺปิ กุสลํ
อธปิ เฺ ปต-ํ ซงึ่ แปลว่า ในที่น้หี มายเอากุศลทีเ่ ป็นไปในภูมิท้ังสาม.
นํ หมายถงึ บคุ คลผู้ท�ำกุศลกรรมน้นั สขุ ก็จะตดิ ตามเขาเหมือนเงาตามตวั
สขุ ํ [สุข + อ] สขุ ยี ตตี ิ สขุ ,ํ ยสฺส อุปปฺ ชชฺ ต,ิ ตํ สุขติ ํ กโรตีติ อตฺโถ- เพราะท�ำให้เกดิ
ความสบาย เหตุน้ัน จงึ ชอ่ื วา่ สุข, อธิบายวา่ ความสุขเกิดกับผใู้ ดก็ท�ำให้ผู้นน้ั เปน็ สุข.
สุข- ตํกฺริยายํ ในกิริยาความสุขน้ัน/ในการกระท�ำซึ่งความสุขน้ัน (ภู.จุ.) [สุขติ,
สเขติ, สขุ ยต]ิ
[สุ + ขาท + กฺวิ] สุฏุ ทุกฺขํ ขาทตีติปิ สุขํ, เพราะสามารถเค้ียวกินความทุกข์ได้
ด้วยดี แม้เพราะเหตุนน้ั ก็ช่ือวา่ สุข,
[สุ + ขนุ + กวฺ ]ิ สฏุ ุ ทุกฺขํ ขนตีตปิ ิ สขุ ,ํ เพราะสามารถขุดคุ้ยท�ำลายความทุกขไ์ ด้
ดว้ ยดี แม้เพราะเหตนุ ้นั ก็ช่อื ว่า สขุ .
67
สรปุ ธาตขุ อง สุข- ศัพท์ ตามมตขิ อง สัททนีต.ิ ธาต.ุ ๓๖๙. ดงั น-ี้
สุขธาตุวสาปจิ สปุ พุ พฺ ขาทโตปิ วา
สุปพุ พฺ ขนโต วาป ิ สุขสทฺทคตึ วเท.
[สุ + ข] สมาสปทวเสน สุกรํ ขํ อสฺสาติ สุขํ เพราะมีการอนุญาตอย่างง่ายดาย
จึงชอ่ื ว่าสุข. (นตี .ิ ธา.๑๑๓) เป็นจิตตาทคิ ณะ.
องค์ธรรมของสุข ได้แก่ โลกียวิบากกายิกสุข, เจตสิกสุข, แม้วิบากบางกลุ่ม
ท่ีเป็นอเุ บกขากน็ ับรวมลงในเจตสิกสุข.
อเนฺวติ [อนุ + อิ + อ + ติ] ยอ่ มตดิ ตาม, หมุนตาม. อ-ิ คตยิ ํ ในการไป (ภู.) [อติ ,ิ
เอต,ิ อยต]ิ
เย คตยฺ ตฺถา เต พทุ ธฺ ฺยตถฺ า ปวตตฺ ิ ปาปณุ ตถฺ กา. (ธาตฺวตถฺ )
ธาตเุ หล่าใด มีอรรถวา่ ไป, ธาตเุ หล่านัน้ มอี รรถว่า รู้ , เปน็ ไป, และ ถึงดว้ ย.
ฉายา [ฉา + ย + อา] เฉติ ฉินฺทติ ทรถํ สํสยนฺตีติ ฉายา, ปฏิพิมฺพา. ชื่อว่า เงา,
รูปปฏิมาเพราะตัดขาดความเร่าร้อน ความสงสัย. (โมค.๗/๑๔๐) เป็นอิตถีลิงค์,
อาการันต์, กัญญาทิคณะ. ฉา– ฉาทเน ในการปกปิด/ปกคลุม -เฉทเน จ ในการตัดด้วย
(ภู.ทิ.) [ฉาติ, เฉติ, ฉายติ] ในคัมภีร์โกตถุภสันสกฤตอภิธานกล่าวว่า ฉา-ธาตุ -เฉทเน,
ฉายา-เงา, รม่ เงา. [ฉา + ย + อา]
อวิ อิว-สทฺโท อุปมตฺถวาจโก. (ปาจิตฺยาทิโยชนา.๕๘๘) อิวาติ โอปมฺมวจนํ,
อิการสฺส โลปํ กตฺวาว อิจฺเจว วุตฺตํ. (สุตฺตนิ..๑/๑๑.) อิว-ศัพท์ กล่าวอรรถอุปมา คือ
เปน็ ค�ำแสดงการอปุ มา ถ้าลบออิ กั ษร กจ็ ะมีรปู เปน็ เชน่ นี้ วา่ “กตฺวา’ว”
ยถา ตถา, ยเถว ตเถว, เอวํ เอวเมว, เอวมปฺ ิ ยถาป,ิ เสยยฺ ถาปิ เสยยฺ ถาปิ นาม,
วิย อวิ , ยถริว ตถรวิ -อิจฺเจเต ปฏิภาคตเฺ ถ. (นตี .ิ สุตฺต.๓๘๔.)
ในคัมภีรส์ ทั ทนตี ิสตุ ตมาลา กล่าวว่า นบิ าตเหลา่ น้ี คือ ยถา ตถา เปน็ ต้น ใช้ใน
อรรถปฏภิ าค/เหมือน/อุปมา
สพฺพนาเมสุ จ ตุมนฺตาทิวิรหิเตสุ จ นิปาเตสุ อุปสคฺเคสุ จ ธาตุจินฺตา นาม
นตฺถิ. ในคัมภีร์ (นีติ.ธา.๑๒๔) จะกล่าวไว้ว่า ไม่มีการคิดหาธาตุ ในบทสรรพนาม
ในนบิ าตทไี่ มม่ ี ตปุ จั จัย มนตฺ ปัจจัย เป็นตน้ และในอุปสคั ท้งั หลาย ในคมั ภีร์สัททนตี ิ
จะกล่าวไว้เช่นนี้ก็ตาม แต่บางบทได้น�ำเอามาจากสันสกฤตอภิธาน แล้วมาท�ำการ
68
นิทานธรรมบท เรื่องท่ี ๒
มัฏฐกณุ ฑลี
แยกธาตุ-ปัจจัยเพ่ือให้เกิดญาณวัฒนา/พัฒนาความคิด เช่น [อิ+ กฺวนฺ] (คัมภีร์
โกตถฺ ภุ ) กฺ และ นฺ เปน็ เพียงอนพุ นั ธ์ ฉะนั้น จึงถูกลบท้ิงส�ำเร็จรปู เปน็ (อิว)
อนปุ ายินี [อน-ุ ป- ปุพฺพ + อธิ าตุ + ณี + อินี] อนุปายติ สเี ลนาติ อนปุ ายนิ ี ชื่อว่า
อนุปายินเี พราะมปี กตติ ิดตามไปเสมอ, เป็นอกี ารนั ต์ อิตถลี ิงค์
[อนุปาย + อี + อินี] อนุปาโย เอติสฺสา อตฺถีติ อนุปายินี เพราะมีการติดตาม
โดยล�ำดบั จงึ ชื่อว่า อนปุ ายินี
อนปุ าย [อน-ุ ป-ปพุ พฺ + อธิ าตุ + อปจั จยั ] อนปุ ายนํ อนปุ าโย การไลต่ าม/การตดิ ตาม
69
ธรรมบรรณาการ เน่อื งในวนั บรรพชา-อุปสมบท
น.พ. สมพงษ์ โชตพิ นั ธุ์วิทยากลุ
(ส.บ. ๑๗, ต.อ. ๓๗, ศิรริ าช ๘๗)
๒๘ กนั ยายน ๒๕๕๗
ณ วดั จากแดง สมุทรปราการ
ขอนอบนอ้ มแดพ่ ระผมู้ ีพระภาคเจ้าพระองคน์ ั้น
2K1a/n0h1e/r2i 5C5a6ves,India
ขอเปน็ ฝนุ่ เม็ดน้อยใตร้ อยพระบาท
ขอเป็นทาสรบั ใชใ้ ต้พระศาสนศ์ รี
ขอเปน็ พุทธมามกะใตพ้ ระบารมี
ขอถงึ อริยสจั จส์ ี่ใต้พระโพธิญาณ
ห้วงนำ้� สงสาร
๑. ห้วงนำ�้ กว้าง เวงิ้ วา้ ง สดุ สายตา
ทับโถมโลม โลกา อ่วมทว่ มทน้
เหลา่ สตั ว์จม อมทกุ ข์ เวยี นว่ายวน
ยากจะพน้ จากหว้ งน�ำ้ คร�ำโลกีย์
๒. ด�ำผดุ เกิด ตายวา่ ย ในสงสาร
เนิ่นเนานาน ทุกขส์ ลับ สบั สขุ ี
ไม่เขด็ ขาม ย่ามใจ ในวารี
แม้นทกุ ข์ปร ี่ กเ็ ล่ียงหลบ คบโลกธรรม
๓. พุทธองค์ ทรงอบุ ตั ิ เหนือหว้ งนที
อรยิ สัจจ์ส ่ี ขีท้ าง อย่างลึกลำ้�
มรรคองคแ์ ปด ปฏบิ ตั ิ ชัดจัดน�ำ
พน้ น�ำ้ ด�ำ โศกสู ่ โลกอุดร
๔. พทุ ธองค์ ยืนสง่า เหนือหล้าภพ
ตรสั กล่าวครบ ธรรมลกึ ซึ้ง พงึ ส่งั สอน
เหลา่ มนษุ ย ์ ผดุ วา่ ยจม ลม้ มว้ ยมรณ์
ฤๅจักจร หว้ งน้ำ� พษิ อวชิ ชา ฯ
๑๑ พ.ย. ๒๕๕๔
กาลไหลไกลไปอกี หนึง่ วันแล้ว
โพธ์ิลกู แก้วทิ้งสิ่งใดไวบ้ า้ งหรอื
บารมีความดีสิบหยบิ ตดิ ฤๅ
พอได้ถือน�ำก้าวเข้านิพพาน
กาลนานแล้วลูกโพธแิ์ ก้วเคยผัดผอ่ น
อยา่ นงิ่ นอนจะออ่ นในภัยสงสาร
พายเถิดพายอย่าร้งั รอต่อเน่นิ นาน
มัจจมุ ารไมเ่ คยมีปรานใี คร
๑.๐๐ น ๑ ธ.ค. ๒๕๒๐
กจิ ในอรยิ สจั จ์ ๔
๑. ทกุ ข์ คอื สิง่ ทคี่ วรก�ำหนดรู้... ( ทกุ ขํ อริยสจจฺ ํ ปริญฺเยยฺ ํ)
๒. สมุทยั คือ สง่ิ ท่ีควรละ... ( ทกุ ฺขสมทุ โย อรยิ สจฺจํ ปหาตพฺพํ)
๓. นโิ รธ คือ สงิ่ ทคี่ วรท�ำให้แจง้ ... ( ทุกขฺ นโิ รโธ อริยสจจฺ ํ สจฉฺ กิ าตพพฺ ํ)
๔. มรรค คือ สง่ิ ที่ควรเจริญ... ( ทกุ ฺขนิโรธคามินี ปฏปิ ทา อรยิ สจจฺ ํ ภาเวตพฺพํ)
ขอขอบคุณภรรยาค่ชู ีวติ และบุตรท้ัง ๓ อนั เป็นทร่ี ักและเปน็ ก�ำลังใจ
ใหก้ นั เสมอมา ทอ่ี นญุ าตให้ออกบวช
ขอขอบพระคณุ ครูบาอาจารย์ พ่ีน้องญาติมิตร ผปู้ ว่ ยทง้ั หลาย ท่ไี ด้
ช่วยเหลอื เก้อื กลู อนุเคราะหเ์ มตตาตอ่ กระผม
กรรมอันใดท่ีกระผมได้กระท�ำผิดพลาดล่วงเกินต่อท่านทั้งหลาย
ท้งั กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทง้ั ต่อหน้าและลับหลงั ขออโหสิกรรม
ซึ่งกันและกัน ในกรรมนั้น
น.พ. สมพงษ์ โชติพนั ธุว์ ิทยากลุ