The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารโพธิยาลัย 48

podhiyalai_48

๔๘ 99

ก็เท่ากับได้แต่พอกอัตตาของตนสูงขึ้นๆ ไป สมั พทุ ธะบทหนงึ่ วา่ ไปแลว้ คำ� แปลนเี้ ราเขา้ ใจกนั
อย่างน้ีไม่ชื่อว่าถึงธรรม คือมีธรรมอยู่แค่เปลือก แค่ไหน ความจริงจะกล่าวว่า น่ีคือสาระสุดยอด
นอก ถ้าปฏิบัติธรรมจริงๆ เป็นวิปัสสนาจริงๆ ก็ ของพระพทุ ธศาสนากไ็ มผ่ ดิ ถา้ เขา้ ใจและถงึ ธรรม
จะเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นสภาพของ คือแค่บท “นะโม” ก็ครอบคลุมทุกอย่างท่ีเป็น
ธรรมชาติที่แท้จริง ฉะน้ัน ค�ำว่า “ถึงธรรม” ก็ หัวใจของค�ำสอนในพระพุทธศาสนา เพื่อความ
คือ เห็นสักแต่ว่าเห็น กล่าวคือไม่เปิดโอกาสให้ กระจา่ ง จะขออธบิ ายไปทลี ะคำ� ทที่ า่ นอาจไมเ่ คย
กิเลสงอกเงย คิดมาก่อน ไม่ได้เป็นการอธิบายตามคัมภีร์ใดๆ
สรปุ ในประเดน็ ทวี่ า่ “รธู้ รรมมธี รรมถงึ ธรรม” แต่ตามความจริง โดยใช้หลักนิรุกติศาสตร์ช่วย
น้ัน การรู้หรือมีธรรมเฉยๆ หามีประโยชน์ไม่ “นะโม” แปลว่า น้อม รากศัพท์เดียว
หากรู้หรือมีธรรมแล้ว แต่ไม่ได้น�ำเอาไปใช้ กับค�ำว่า “นาม” คือใจ แต่ว่ามีความหมายว่า
ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ส่วนการถึงธรรม ไม่ เป็นอาการของจิตใจท่ีน้อมออกไปรู้อารมณ์ คือ
จ�ำเป็นต้องมีมากหรือรู้มาก แต่ผลของการถึง เรื่องท้ังหลาย ที่ไม่ได้หมายถึงอาการทางกายว่า
ธรรมจะแสดงออกมาให้เห็นได้เอง โดยเฉพาะ เอาตัวเองน้อมเข้าไปหา แต่หมายถึงน้อมปฏิบัติ
จากการด�ำรงชีวิตที่เปล่ียนไปในทางที่ดีขึ้น คือการเอามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
เช่น รู้จักพอ มีสุข จากธรรมปฏิบัตินั้นๆ เข้าหาธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม
“ตัสสะ” แปลว่า แด่ เป็นค�ำสรรพนาม
อ้างถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เข้าใจ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ให้ถูก “ภะคะวะโต”คำ� วา่ ภะคะวะโตมที มี่ าจาก
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา - ค�ำว่า “ภควา” ท่ีเราแปลทับค�ำบาลีว่า “พระผู้มี
สมั พทุ ธสั สะ ทสี่ วดกนั ไป ตง้ั “นะโมตสั สะ”๓ ครงั้ พระภาคเจ้า” มีความหมายหลายอย่าง ถ้าแปล
กันน้ัน จริงๆ แล้วคืออะไร เม่ือไม่เข้าใจจึงได้ ตามต�ำราให้เป็นพุทธคุณ ก็แปลกันว่า พระผู้
กลายเป็นคาถาศักดิ์สิทธ์ิ ไปๆ มาๆ พอกลัวผี จ�ำแนกแจกแจงแสดงธรรมะสั่งสอนประชุมชน
ขนึ้ มา กร็ บี ตงั้ นะโมเลย อา้ ว ถา้ ผมี จี รงิ ผจี ะรเู้ รอื่ ง แสดงถึงพระกรุณาคุณ “คุณ” คือพระกรุณา
“นะโม” หรอื ผจี ะกลวั คาถา “นะโม” หรอื นา่ คดิ แก่โลก แก่ชาวโลก จึงทรงแสดงธรรมะสั่งสอน
“นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา หรอื แสดงธรรมวนิ ยั สง่ั สอน ประดษิ ฐานพระพทุ ธ
สัมพุทธัสสะ” ท่ีมักแปลกันตามมาตรฐานก็คือ ศาสนา และพุทธบริษัทข้ึนในโลก ท�ำให้เรา
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจาก ทั้งหลายได้มีโอกาสเข้ามาเป็นพุทธศาสนิก
กิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ตามท่ีแปลนี้ ผู้นับถือพระพุทธศาสนา เป็นอุบาสกอุบาสิกา
ก็เป็นการแปลพระนามตามศัพท์บาลีทั้งหมด พุทธมามกะ พุทธมามิกา เป็นภิกษุเป็นสามเณร
ผู้ที่ไม่เข้าใจก็ย่อมจะไม่เข้าใจความ และบทบาลี ก็เพราะพระคุณข้อน้ี ท่ีทรงมีพระมหากรุณา
ที่เป็นพระนามในบทนะโม ๓ บทนี้ก็คือ “ภะคะ- จ�ำแนกแจกธรรมส่ังสอนประชุมชนดังกล่าว
วะโต” ที่แปลว่า พระผู้มีพระภาคบทหนึ่ง “อะ- จึงขอให้เราทั้งหลายได้น้อมจิต ระลึกพิจารณา
ระหะโต” ที่แปลว่าพระอรหันต์บทหน่ึง และ พระพุทธคุณ พระคุณของพระพุทธเจ้าบทน้ีเป็น
“สัมมาสัมพุทธัสสะ” ที่แปลว่าพระสัมมา- อารมณ์ เป็นเบื้องต้น

100 ๔๘

แตเ่ มอื่ วา่ โดยอรรถ การนอ้ มจติ ถงึ พระมหา เกิดข้ึนจากส่ิงน้ันจากส่ิงน้ี เป็นเร่ืองของสัมพันธ-
กรณุ าธคิ ณุ กค็ อื น�ำคณุ ธรรมวา่ ดว้ ยความกรณุ า ภาพ (relativism) ฉะนนั้ ให้ท�ำความเขา้ ใจตวั ตน
มาปฏิบัติเพิ่มพูนในชีวิตประจ�ำวันของเรา ท่ีแท้จริงว่า เรานี้เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในสังคมท่ี
“พระผู้มีพระภาค” โดยอรรถะก็คือ “การให้” กว้างใหญ่เท่านั้นเอง นี้คือความหมายเชิงปฏิบัติ
ในความหมายเดียวกันกับค�ำว่า “ภะคะวาน” ใน ตนของ “ภะคะวโต”
ภาษาอนิ เดีย ซึง่ มคี วามหมายคอื เทวดา ในความ
หมายของ“ผใู้ ห”้ ฉะนนั้ พระมหากรณุ าธคิ ณุ กค็ อื
การให้ การท�ำ การปฏิบัติ ไม่ใช่กรุณาอย่างที่ใน
ภาษาไทยแปลว่าได้โปรด (please) แต่หมายถึง
ให้เราท�ำความเข้าใจว่า เราเป็นเพียงส่วนเล็กๆ
ภาคเล็กๆ ของจักรวาลน้ีเท่าน้ัน เราไม่ได้เป็น
เจา้ โลก เราไมใ่ ชเ่ ปน็ ตวั ใหญ่ เราเปน็ แคเ่ ฟอื งเลก็ ๆ
ทท่ี �ำใหอ้ ะไรต่ออะไรมันเดินอยู่ เป็น “ภาค” กค็ อื
สว่ นเลก็ ๆ เทา่ นน้ั เพราะฉะนนั้ จะไปทไี่ หน จะทำ� ที่มา: https://www.dreamstime.com/buddhist-woman-man-
อะไร ใหร้ ะลกึ อยเู่ สมอวา่ เราเปน็ แคเ่ ศษเลก็ ๆ เปน็ pay-respect-to-monk-politely-faith-believe-silhouette-style-
ภาคเล็กๆ เป็นหน่วยเล็กๆ แค่น้ันเอง เป็นเฟือง illustration-buddhist-woman-man-image109252092

เล็กๆ ของสิ่งที่เราอยู่ด้วย เม่ือท�ำความเข้าใจได้ “อะระหะโต” คำ� วา่ อะระหะโตนก้ี ม็ าจาก
อย่างนี้แล้ว กรุณาก็จะเกิดข้ึนในใจ ก็คือ จะให้ ค�ำว่า “อรหันต์” หรืออรหัง ตามท่ีเราแปลว่า
ความส�ำคัญกับคนอ่ืนได้มากข้ึน แต่ปกติเราไม่ พระอรหนั ต์ มกี ารแสดงความหมายไวห้ ลายอยา่ ง
เห็นอย่างน้ัน ไปเห็นว่าเราตัวใหญ่เหลือเกิน แต่ ความหมายประการหน่ึงก็แปลว่า เป็นผู้ไกล
คนอน่ื เล็กไปหมดเลย ดงั นั้น ถ้าเราปฏบิ ตั ติ นใหม้ ี กิเลส อันหมายความว่าละกิเลสได้แล้ว สิ้นกิเลส
คุณของ “ภะคะวะโต” ข้ึนมาเมื่อใด เราก็จะเห็น แล้ว อะระหะโต แปลได้อย่างหนึ่งว่า ผู้ก�ำจัด
ว่า เราเป็นแค่เฟืองเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในสังคมท่ี ข้าศึกคือกิเลสได้แล้ว (อร + หนฺ + อนฺต)
ใหญ่ อัตตาของเราก็จะเล็กลงเม่ือนั้น เมื่ออัตตา ความหมายเชิงอรรถเพ่ือการปฏิบัติก็คือว่า
เล็กลง ก็เท่ากับว่าเราให้ความส�ำคัญกับส่ิง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมใหญ่ได้โดยไม่มี
แวดล้อมและกับคนอื่นมากข้ึน มีการแบ่งปันโดย ปัญหา ก็ต้องปฏิบัติตัวลดกิเลสให้น้อยลง ถึงจะ
กรณุ ามากขน้ึ เพราะความเปน็ ตวั ตนของเรา ลว้ น อยู่กับคนอ่ืนๆ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ ฉะนั้น
แต่เกิดขึ้นเพราะคนอ่ืน เช่น ท�ำไมอาตมาเป็นผู้ การจะ “นะโม” คือการปฏิบัติตน ควรต้องลด
บรรยายในที่น้ี ก็เพราะมีพวกท่านมาน่ังฟังอยู ่ หรือก�ำจัดความโลภ ความโกรธ ความไม่รู้ (หลง)
ถ้าไม่มีใครมาน่ังฟังอยู่ มีแต่เก้าอ้ี แล้วอาตมาก็ ให้ได้ ถ้าเราหล่อเล้ียงความโลภ โกรธ หลง เมื่อ
ยงั นงั่ บรรยาย คงไมเ่ รยี กวา่ องคบ์ รรยาย แตค่ งมี ไหร่ เท่ากับเราก�ำลังสร้างอริศัตรูในชีวิตมากมาย
คนจบั ไปอยู่โรงพยาบาลศรธี ญั ญาแทน ความจริง ตวั เรากจ็ ะใหญข่ น้ึ ๆ ทำ� ใหค้ บั ทค่ี บั ทางขน้ึ มาทนั ที
คอื ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งอยดู่ ว้ ยหลกั อทิ ปั ปจั จยตา มกี าร กลายเป็นคนมปี ัญหาในสงั คมข้ึนมา ฉะน้ัน ถ้าจะ

๔๘ 101
อยู่ในสังคมได้อย่างไร้ปัญหา ก็ต้องปฏิบัติตน คือ วิถีชีวิตของตนได้ ซ่ึงจะได้ความสุขสงบท้ังแก่ตน
นอ้ มจติ ใหม้ คี ณุ ของ “อะระหะโต” ใหจ้ งได ้ สว่ น และสังคมที่ตนอาศัยอยู่ด้วย
จะทำ� ไดอ้ ยา่ งไรนนั้ กอ็ ยทู่ คี่ ำ� วา่ “สมั มาสมั พทุ โธ” สรุปก็คือ “นะโม” คือค�ำเดียวกับ “นาม”
“สมั มาสมั พทุ โธ” แปลความตามคมั ภรี ว์ า่ คือใจ น้อมธรรมะเข้าสู่ใจ “ภะคะวะโต” ว่าเรา
“พระองค์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ” นอกจากจะเป็น ต่างเป็นภาคเป็นส่วนของกันและกัน และเป็น
พุทธคุณเชิงพระปัญญาธิคุณแล้ว ยังเป็นธรรม ภาคส่วนเล็กๆ ของจักรวาล “อะระหะโต” เรา
ปฏิบัติที่ทุกคนควรต้องพัฒนาเพื่อให้มีชีวิตท่ีมี จึงควรฝึกหัดขัดเกลากิเลส ให้พ้น โลภ โกรธ
คุณภาพในสังคม ลองมาดูตามค�ำท่ีประกอบกัน หลง (ตัวตนเล็กลงๆ) “สัมมาสัมพุทธัสสะ”
ขึน้ มา ซง่ึ มีอยู่ ๓ คำ� ดว้ ยกัน คือ “สมั มา” คอื ถูก ด้วยปัญญารู้แจ้ง เพียง นะโม บทเดียวน้ีก็รวม
ตอ้ ง “สมั ” คอื ดว้ ยตนเอง “พทุ โธ” คอื ตนื่ รู้ รวม ความหมายแห่งพุทธคุณ และธรรมปฏิบัติ
แลว้ กแ็ ปลวา่ “ศกึ ษาตน่ื รสู้ ง่ิ ทถี่ กู ตอ้ งดว้ ยตนเอง” ท้ังหมดในพระไตรปิฎกไว้ครบถ้วน และบท
ความหมายเชิงอรรถะในการน้อมจิตปฏิบัติ “นะโม” หาใช่ถ้อยค�ำศักด์ิสิทธ์ิเป็นเวทมนตร์
ในที่น้ีก็หมายถึงว่า การท่ีเราจะเข้าใจว่า ตนเป็น คาถาไม่
เพียงภาคเล็กๆ ของสังคม ต้องท�ำตัวให้กิเลส
น้อยลง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดข้ึน ก็ต้อง ศักดิ์สิทธิ์น้ันเป็นไฉน ?
ท�ำด้วยการศึกษาตระหนักรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เป็น ในบริบทของสังคมไทย ให้ความส�ำคัญกับ
การเรยี นรตู้ าม หรอื เชอื่ ตาม ตอ้ งเปน็ การตระหนกั คำ� วา่ “ศกั ดสิ์ ทิ ธ”ิ์ ในฐานะพเิ ศษยง่ิ เชน่ เราเชอ่ื วา่
รคู้ ดิ (cognitive) คอื เปน็ ความเขา้ ใจทต่ี งั้ อยบู่ นพน้ื บทว่า “นะโม ตัสสะฯ” มีความศักด์ิสิทธิ์ แต่เม่ือ
ฐานของปัญญา คอื รู้รอบ เป็นสจั ธรรม เหน็ ความ ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาอยา่ งถอ่ งแทแ้ ลว้ จะเขา้ ใจ
เป็นจริง เป็นประสบการณโ์ ดยตรงเฉพาะบุคคล ได้ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ตามความเข้าใจของคนไทย
ดังน้ัน บทว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโตฯ” น้ัน หาใช่สาระแห่งพระพุทธศาสนาไม่ ความ
ถ้าท�ำความเข้าใจได้เช่นน้ี เราก็ถึงพุทธศาสนา ศักด์ิสิทธ์ิล้วนมีฐานต้ังอยู่บนความผิดปกติของ
แล้ว ถึงธรรมแล้ว ถึงในแบบที่เรียกเกิดการ ธรรมชาติ ล�ำพังการท่อง “นะโม” จะเกิดความ
transformation (ปัญญาบ�ำบัด ในตอนท่ี ๑) ศักดิ์สิทธ์ิได้อย่างไร ฉะนั้น น่าคิดวิเคราะห์ว่า
คือการท�ำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพ่ือไป ค�ำว่าศักดิ์สิทธิ์ มีการใช้อยู่ในภาษาไทยอย่างไร
สู่การเปล่ียนแปลงลบล้างข้อมูลความรู้เดิมที่ เสียก่อน
ไม่ถูกต้องได้ ซ่ึงถือว่าเป็นการ “ศึกษา” อย่าง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้
แท้จริง แต่ศึกษาในท่ีน้ี ไม่ใช่การเรียนรู้ท่ีเป็นการ อธิบาย “ศักด์ิสิทธ์ิ” ไว้ว่า “ท่ีเช่ือถือว่ามีอ�ำนาจ
ท่องจ�ำได้เท่าน้ัน แต่หมายถึง เรียนรู้แล้วเอาไป อาจบนั ดาลใหส้ ำ� เรจ็ ไดด้ งั ประสงค ์ หรอื ขลงั ” จะ
สังเคราะห์วิเคราะห์ให้เกิดเป็นผล ซ่ึงตรงกับค�ำ เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นความหมายที่ออกไปในแนว
ในภาษาองั กฤษวา่ “education” ทม่ี รี ากมาจาก ไสยศาสตร์ที่ไร้เหตุผล เม่ือค้นดูพระไตรปิฎกก็มี
ภาษาละตินว่า “educare” ท่ีแปลว่า “น�ำออก” พดู ถงึ ความศกั ดสิ์ ทิ ธดิ์ ว้ ยคำ� วา่ “อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ”์
นนั่ เอง คอื สามารถนำ� สงิ่ ทเ่ี ปน็ บญุ กศุ ลออกมาจาก แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้ค�ำน้ีในความหมายท่ี

102 ๔๘
แตกต่างกับภาษาไทยอย่างส้ินเชิง ตามหลักฐาน ขณะนี้อาตมาก็ก�ำลังจะสร้างความศักดิ์สิทธิ์เป็น
ในปาฏิหาริยสูตร ได้ทรงตรัสไว้ว่า “เนกขัมมะ ครั้งท่ี ๒ ด้วยการอธิบายธรรมในหัวข้ออ่ืนๆ ตาม
ยอ่ มสำ� เรจ็ เพราะฉะนน้ั จงึ เปน็ อทิ ธิ ยอ่ มกำ� จดั กาม ล�ำดับ
ฉนั ทะได้เพราะฉะนน้ั จงึ เปน็ ปาฏิหารยิ ์ อทิ ธิและ
ปาฏิหาริย์น้ี ท่านเรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์” สรุป ศีล : ใช่ข้อห้ามหรือ?
ง่ายๆ ก็คือว่า อิทธิปาฏิหาริย์ หมายถึง ส่ิงที่ ชาวพุทธไทยหรือพุทธเถรวาทมีการขอศีล
ท�ำได้ และมผี ลเปน็ ทป่ี รากฏเมื่อท�ำลงไปนั่นเอง กันแทบทุกวัน เมื่อกี้น้ีเราก็รับศีลไปแล้ว มีการ
ไม่ได้มีความหมายเชิงศักดิ์สิทธ์ิตามภาษาไทย รับศีลกันเสมือนรับของกัน พระว่าอะไรก็ว่าตาม
ค�ำว่า “ศักด์ิสิทธิ์” เม่ือพิจารณาตามหลัก โดยไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง รับอะไรไปบ้าง
นิรุกติศาสตร์ ก็จะรู้ได้ว่าเป็นค�ำสองค�ำมารวมกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิง รับปากอะไรในท่ีสาธารณะ
คือ ค�ำว่า “ศักติ” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ไปบ้าง ถ้าจะให้เทียบกัน เถรวาทเรายังดีที่เป็น
“พลงั ” กบั คำ� วา่ “สทิ ธ”์ิ ซง่ึ เปน็ ภาษาบาลี มรี าก เพยี งกลา่ วโดยวาจากนั ไป แตถ่ า้ ทางฝา่ ยมหายาน
ศพั ทเ์ ดยี วกนั กบั พระนาม “สทิ ธตั ถะ” ทหี่ มายถงึ จะมีพิธีกรรมท่ีชัดเจน ในพิธีรับศีลฝ่ายมหายาน
ความส�ำเร็จ ดังน้ัน ความหมายที่แท้จริงของ น้ัน ญาติโยมเข้าแถวเข้าไปหาพระ และรับศีล
ค�ำวา่ “ศกั ดสิ์ ทิ ธ”ิ์ กค็ อื มพี ลงั อ�ำนาจทจี่ ะท�ำให้ กัน พระท่ีให้ศีลจะเอาผ้าแถบเล็กๆ คล้องคอให ้
เกดิ ความส�ำเรจ็ ได้ แตถ่ า้ อยเู่ ฉยๆ แลว้ แคม่ าสวด เป็นสัญลักษณ์ของการได้รับศีลจากพระ น่ันคือ
นะโม จะก่อให้เกิดความส�ำเร็จได้หรือ ความจริง การรับศีล ผู้ที่ได้ผ้ามาคล้องคอแสดงว่าเป็นคน
ก็คือ ถ้าต้องการความส�ำเร็จ ก็ต้องลงมือท�ำด้วย มีศลี แลว้ ดีท่ปี ระเทศไทยยงั ไม่มีการรับศีลแบบน้ี
ตนเอง เช่นถ้าอาตมภาพบรรยายในวันนี้จนถึง แตต่ อ่ ไปกไ็ มแ่ น่ เพราะปจั จบุ นั นเ้ี หน็ มสี ายสญิ จน์
๔ โมงเย็น แล้วญาติโยมเกิดความกระจ่างขึ้นมา กบั อะไรตอ่ มอิ ะไรเรมิ่ มบี ทบาทมากขน้ึ แลว้ คงอกี
ในธรรมได้ อาตมาก็ถือว่ามีความศักดิ์สิทธ์ิแล้ว ไม่นานอาจมีการแจกสายสิญจน์เป็นสัญลักษณ์
เพราะว่าในวันนี้ อาตมภาพได้รับมอบหมาย ของการให้ศีล สิ่งส�ำคัญก็คือ เราทราบไหมว่า เรา
หน้าท่ีจากท่านเจ้าคุณพระมงคลธีรคุณ ให้มา รับอะไรในการรับศีล หรือสมาทานศีล
สอนญาติโยมให้เกิดความเข้าใจในธรรมตาม น่าเสียดายที่พวกเราสร้างทุกอย่างเป็นพิธี
สมควรแก่เวลา พออาตมภาพมาท�ำหน้าที่เสร็จ กรรมไปเสียหมด ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ
ญาติโยมเกิดเข้าใจในธรรมท่ีอาตมาได้แสดงไป เรื่องพิธีกรรมมาโดยตลอด พระองค์ท�ำลายพิธี
อาตมากถ็ อื วา่ มคี วามศกั ดส์ิ ทิ ธแ์ิ ลว้ เพราะอาตมา กรรมต่างๆ ที่เหล่าพราหมณ์นิยมท�ำกัน แต่แล้ว
มอี ำ� นาจ คอื การสอ่ื สาร ทที่ ำ� ใหเ้ กดิ ความกระจา่ ง สมัยนี้พวกเราก็กลับไปท�ำเป็นพิธีกรรมกันเสีย
ในการบรรยาย ให้เกิดความส�ำเร็จในหน้าท่ีได้รับ หมด กเ็ ลยทำ� ใหท้ กุ ทา่ นตอ้ งมา “รบั ศลี ” กอ่ นจะ
มอบหมาย ว่าไปแล้ว ก่อนหน้าน้ีอาตมาก็สร้าง ท�ำอะไรที่เป็นกิจลักษณะ
ความศักด์ิสิทธ์ิไปแล้ว ๑ คร้ัง เมื่อตอบอธิบาย เคยทราบมาว่า ในสมัยโบราณเขาไม่เรยี กวา่
ในส่ิงท่ีโยมผู้ฟังต้ังค�ำถามเรื่อง มีธรรม รู้ธรรม “รับศีล” สมัยก่อนเขาใช้ค�ำว่า เข้าวัดไป “รักษา
ถึงธรรม มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ศีล” ไม่ใช่ไป “รับศีล” ถ้ารับศีลก็แสดงว่าเราเข้า

๔๘ 103

ไปท่ีวัดโดยหวังจะรับอะไรสักอย่าง แต่ตามความ “สะมาทิยามิ” แปลว่า “สมาทาน” คือ
เป็นจริง คนส่วนใหญ่มีศีลอยู่แล้ว มีก่อนเข้าวัด การยอมรับ ยอมรับท่ีจะศึกษา
ด้วยซ�้ำ ถ้าเป็นคนทุศีลก็คงไม่ยอมเข้าวัดหรอก “สกิ ขาปะทงั ” คำ� วา่ “สกิ ขา” คอื ศกึ ษา,
คือ คนท่ีไม่มีศีล ไม่สามารถจะมาน่ังอย่างพวก “ปะทัง” คือ “บท” คือทางเดิน หมายถึงวิถ ี
ท่านได้หรอก คนท่ีไม่มีศีลอยู่ในคุกโน่น หรือไม่ก็ “สิกขาปะทัง” ศึกษาวิถีทางเดินชีวิต แบบไหน
อยู่ในโรงพยาบาลศรีธัญญาโน่น ความจริงเราจะ ล่ะ ก็คือแบบมีการละเว้น “เวระมะณี”
มารับหรือไม่รับศีลก็ตาม ทุกคนต้องมีศีลอยู่ใน “เวระมะณี” คือสิ่งท่ีควรละเว้น เช่น
ระดับหนึ่งแล้ว ศีลแปลตามศัพท์ว่า ปกติ คือ ละเว้นการตัดลมปราณ ซ่ึงคือค�ำว่า “ปาตะ” คือ
ปกตขิ องความเปน็ มนษุ ย์ ถา้ มนษุ ยไ์ มม่ ปี กตขิ อง ตัด และ “ปาณ” คือ ลมปราณ ก็คือละเว้นการ
ความเป็นมนุษย์ สมมติเอาวิญญาณสัตว์เข้ามา ตัดลมปราณ คือละเว้นการฆ่าหรือเบียดเบียน
สวมแทน เอาสัญชาตญาณสัตว์มาใช้แทน นั่นคือ ส่ิงมีชีวิตนั่นเอง
การแสดงความผดิ ปกติ เมอ่ื พฤตกิ รรมไมเ่ ปน็ ปกติ ดังนั้น ค�ำแปลของ “ปาณาติปาตา เวระ-
ของความเป็นคน แน่นอนว่า คนๆ นั้น ก็อยู่ในคุก มะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ” ท่ีจริงก็คือ การ
หรือไม่ก็เป็นบ้าไปแล้ว ถ้าตราบใดที่เรายังเดิน เปล่งวาจาว่า ยอมรับท่ีจะศึกษาวิถีทางด�ำเนิน
อยู่อย่างนี้ได้ ก็คือทุกคนมีศีลกันทั้งน้ัน แต่ใน ชวี ติ ทลี่ ะเวน้ การตดั ลมปราณ จะเหน็ วา่ ไมม่ คี ำ� วา่
โบราณกาลนั้น เขามีส�ำนวนว่า ศีลด่างพร้อย ศีล “หา้ ม” อยใู่ นประโยคนท้ี ไี่ หนเลย แตช่ ใ้ี หเ้ หน็ ขอ้ ดี
ทะลุ คือ รักษาศีลไว้ได้ไม่ครบถ้วนเต็ม ๑๐๐ และข้อเสีย คุณและโทษของการไปเบียดเบียน
เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่า ศีลไม่ขาดง่ายๆ ศีลมีความ หรอื ฆา่ สตั วม์ ชี วี ติ เมอื่ ศกึ ษาใหเ้ กดิ ความตระหนกั
เหนียวพอควร อย่างมากก็แค่ทะลุ พอทะลุก็ รู้แล้ว ก็ย่อมจะรู้ได้เองว่า ควรท�ำหรือไม่ควรท�ำ
เข้าวัด เพ่ือไปปิดซ่อม หรือเข้าวัดเพื่อไปซักตรง ไม่ต้องมาห้ามกัน เป็นความเข้าใจจากประสบ-
ท่ีด่างพร้อยให้เกิดความสะอาด การรับศีลแต่ การณ์ของตัวเอง และหลีกเล่ียงไม่ท�ำด้วยเหตุ
โบราณมีความหมายอย่างน้ี แต่พอมาถึงยุค และผล ไม่ใช่ด้วยข้อห้าม
ปัจจุบัน กลายเป็นว่า การขอศีล รับศีล เป็นพิธี สำ� หรบั ศลี ขอ้ ทสี่ ามทวี่ า่ “กาเมสมุ จิ ฉาจารา”
กรรมไปเสียแล้ว โดยไม่ทราบเจตจ�ำนงของการ มักจะอธิบายเป็นเรื่องทางเพศ ไม่ประพฤติผิด
รับศีลแต่ประการใด ทางกาม คือเพศ แต่อาตมาอยากจะให้มองกว้าง
“ศีล” เป็นบทแรกของหลักไตรสิกขา (ศีล กว่านั้น เพราะค�ำว่า “กาเมสุ” เป็นค�ำพหูพจน์
สมาธิ ปัญญา) ในการรับศีล ๕ จะเริ่มต้นด้วย แปลว่า กามทั้งหลาย แต่เวลาเราพูดภาษาไทยว่า
ค�ำว่า “ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง กามท้ังหลายน้ัน เราชอบคิดเพียงเรื่องทางเพศ
สะมาทยิ าม”ิ ซง่ึ มกั จะแปลโดยยอ่ วา่ หา้ มฆา่ สตั ว์ เท่าน้ัน ถ้าเรานิยามแคบๆ เช่นน้ัน แสดงว่าคนท่ี
แท้ท่ีจริงในบทเช่น “ปาณาติปาตา” น้ัน ไม่ได้มี อายมุ ากๆ ๘๐ - ๙๐ ปี ทเี่ ขาเตะปบ๊ี ไมด่ งั แลว้ กไ็ ม่
ค�ำว่า “ห้าม” อยู่เลย ค�ำแปลของศีล ๕ ก็คือว่า จ�ำเป็นต้องถือข้อสามนี้อีกต่อไป หรือเด็กๆ ท่ียัง
ข้าพเจ้าขอศึกษาบทท่ีว่าด้วยการงดเว้นน่ีนั่น ไม่มีความรู้ทางเพศ ก็ไม่จ�ำเป็นต้องให้เปล่งวาจา
เป็นต้น กล่าวคือ รับศีลข้อนี้ เพราะว่าเด็กเล็กเกินไปท่ีจะไปรู้เร่ือง

104 ๔๘
ทางเพศ แต่เวลาให้ศีลหรือรับศีลจะเห็นได้ว่า เพราะเขาเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค�ำนึงถึงคนอ่ืน
ไม่มีใครเว้นจากสิกขาบทท้ัง ๕ ข้อดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้ระวังอินทรีย์ท้ัง ๕ เม่ือ
ค�ำว่า “กาม” ในภาษาบาลีน้ัน นอกจากจะ อยู่ในที่สาธารณะ ระวังพฤติกรรมทาง ตา หู จมูก
เป็นเรื่องทางเพศแล้ว ยังหมายถึง “กามคุณท้ัง ล้ิน กาย ของเรา หรืออย่าให้กายกรรม วจีกรรม
๕” ด้วย (คือสิ่งพาใจให้ก�ำหนัดยินดี ๕ อย่าง คือ มโนกรรม ของเรา ไปล่วงเกินใครคนอื่นเขา เป็น
รปู รส กลนิ่ เสยี ง สมั ผสั ) ดงั นนั้ “กาเมสมุ จิ ฉา” การรักษา Human Rights
ก็คือ “สิทธิมนุษยชน” ในภาษาปัจจุบัน กล่าวคือ เพราะฉะน้ัน ศีล ๕ ก็คือ การท�ำตัวให้เป็น
ศึกษาบทเรียนที่จะเว้น “การล่วงละเมิดสิทธิ- ปกติในสังคม ไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาทั้งแก่ตน
มนุษยชน” โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ อย่าไปล่วงเกิน และผู้อ่ืน แต่ปัจจุบันนี้ เร่ืองการให้ศีลรับศีล
ใครทาง ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เพราะจะเป็น กลายเป็นเพียงพิธีกรรมเสียแล้ว ตามความเป็น
การละเมิดสิทธิโดยธรรมชาติของคนอ่ืนๆ ท่ีอยู่ จรงิ ในการสมาทานทแ่ี ทจ้ รงิ ไมต่ อ้ งมพี ระพทุ ธเจา้
ร่วมกันในสังคม สมัยก่อนยังไม่มีค�ำว่าสิทธิ- ไม่ต้องมีพระสงฆ์ก็ได้ ถ้าเข้าใจในเนื้อหาของศีล
มนษุ ยชนหรอื HumanRights ทางสหประชาชาติ แล้วรักษาตัวไว้ได้เป็น “ปกติ” ท�ำให้ชีวิตมี
เพ่ิงมาใช้ค�ำน้ีในปี ค.ศ. ๑๙๔๐ แต่ถ้าเราเข้าใจ คุณภาพ ให้เป็น “สุชีวิต” คือเป็นชีวิตที่ดี ท่ี
ความหมายทแี่ ทจ้ รงิ ของพระพทุ ธเจา้ พระองคไ์ ด้ สามารถทำ� ให้เรามีความสงบสขุ และท�ำใหค้ นอน่ื
ก�ำหนดให้คนในสังคมเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน มีความสงบสุขได้ด้วย
มาแต่ยุคของพระองค์แล้ว
การล่วงเกินสิทธิมนุษยชนตามพุทธศาสนา เมอื่ ไปขอพรจากพระ...แลว้ พระจะเหลอื อะไร ?
ก็คือ อย่าไปล่วงเกินใครทางตา อย่าไปล่วงเกิน ตามธรรมเนียมไทย เวลาท�ำบุญอะไร มักจะ
ใครทางหู อยา่ ไปลว่ งเกนิ ใครทางจมกู อยา่ ไปลว่ ง มีการให้พรและรับพรกัน ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่รู้ว่าถูก
เกินใครทางปาก อย่าไปล่วงเกินใครทางกาย หรือผิด เพราะตามหลักฐานทางพระพุทธศาสนา
ยกตวั อยา่ งเชน่ พวกทร่ี กั สวยรกั งาม ชอบฉดี ชโลม ปรากฏว่ามีผู้ไปทูลขอพรพระพุทธเจ้า พระองค์
น้�ำหอมกันมากๆ โดยไม่เคยค�ำนึงถึงคนอื่นที่ตน ตรสั วา่ ไดท้ รงลว่ งพรทงั้ หลายเสยี แลว้ คอื พระองค์
ต้องไปพบไปคุยด้วย บางท่านฉีดน้�ำหอมกล่ิน ไม่อาจให้พรได้ พรท่ีมีการพูดกันในพระพุทธ-
แรงๆ เข้าไปหาพระในวัด พอโยมกลับ พระปวด ศาสนา ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบค�ำส่ังสอนที่ต้อง
หัวไมเกรนไปเลย เพราะแพ้กลิ่นน้�ำหอมแรงๆ ท�ำเอาเอง การขอวิงวอนไม่ใช่วิถีพุทธ
การท�ำอะไรโดยไม่นึกถึงผู้อื่นที่มาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การจะพูดถึงเร่ืองการรับพร
กบั ตน คอื ไมค่ ำ� นงึ ถงึ สทิ ธขิ องคนอน่ื ถา้ อยใู่ นหอ้ ง หรอื ขอพร ควรทำ� ความเขา้ ใจกบั คำ� วา่ “พร” เสยี
ของตนคนเดยี วไมม่ ใี ครในหอ้ งนน้ั คงไมเ่ ปน็ ไร แต่ กอ่ น ความจรงิ ตามหลกั ภาษา คำ� วา่ “พร” กบั คำ�
เม่ือต้องไปเก่ียวข้องกับคนอื่น ก็ต้องมาพิจารณา ว่า “พระ” เป็นค�ำเดียวกัน ต่างกันแค่มี สระอะ
เร่ืองของสิทธ์ิทันที เพราะการพูดจาหรือท�ำอะไร กับไม่มี สระอะ เวลามีสระอะ หมายถึง ผู้มีพร
บางอย่าง อาจไปล่วงเกินสิทธิ์ของคนอื่น โดย อยู่ในตัว แต่ถ้าไม่มีสระอะ ก็เป็น “พร” แปลว่า
ตั้งใจหรือไม่ต้ังใจ อย่างน้ีเรียกว่า ผิดศีลข้อ กาเม ประเสรฐิ เปน็ คำ� คณุ ศพั ท์ (adjective) ทม่ี าขยาย

๔๘ 105

ค�ำนาม คือความเป็นพระ ความเป็นพระนั้นเกิด ของเหลวที่ต้องลูบให้เข้าไปในร่างทางหัว แล้วก็
จากการมีพรอยู่ในตัว ฉะน้ัน ถ้าคิดกันเล่นๆ ไม่ได้ต้องทุบถึงจะเข้าตัวไปได้
เมื่ออาตมาให้พรกับญาติโยม อาตมาจะเหลือ บทสวดวา่ “อภวิ าทะนะสลี สิ สะฯ” เมอื่ แปล
อะไร คงเหลือไว้แต่ สระอะ เป็นภาษาไทย ก็แปลได้ความว่า “ผู้กราบไหว้
“พร” เปน็ คำ� เดยี วกนั กบั “วร” ในภาษาบาลี อ่อนน้อมถ่อมตัวต่อผู้ใหญ่เป็นนิจศีล ย่อมเจริญ
ท่ีแปลว่าประเสริฐ สูงสุด หรือภาวะท่ีมนุษย์ ด้วยคุณธรรมส่ีประการคือ อายุ วรรณะ สุข และ
ปรารถนา แต่ความประเสริฐน้ัน คงให้ซึ่งกันและ พละ” ซ่ึงก�ำลังบอกว่า ผู้ใดปรารถนาธรรมะ ๔
กันไม่ได้ ความดีความประเสริฐต้องท�ำเอาเอง ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงท�ำเหตุที่
ท้ังนั้น ฉะนั้น ส�ำนวนในภาษาไทยที่ว่า “รับพร” ได้มาซ่ึงธรรมทั้ง ๔ ประการนั้น เมื่อท�ำเหตุแล้ว
นั้น น่าจะผิด แต่กลายเป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว ธรรมทั้ง ๔ ประการก็จะเจริญแก่ผู้นั้น
การขอพรรับพรน้ันเป็นเพียงรูปแบบ ส่วน ในบทนี้ คำ� วา่ “อาย”ุ กไ็ มใ่ ชต่ วั เลขจำ� นวนปี
การจะได้รับพรจริงๆ น้ัน ต้องสร้างเอง ท�ำเอง อย่างท่ีเราใช้ในภาษาไทย อายุในภาษาบาลีแปล
ในค�ำให้พรท่ีพระสวด ท่านก็ไม่ได้บอกว่า โอม ว่า “พลัง” เป็นพลังงานท่ีสามารถจะให้เราท�ำดี
เพี้ยง . จงได้อย่างน้ันอย่างนี้ แต่ตอนหลังๆ มานี้ ท�ำชั่วในชีวิต ฉะนั้น การเจริญในอายุ ก็หมายถึง
พุทธศาสนาก็ไปใส่อะไรต่อมิอะไรเพิ่มเข้ามามาก มีพลังงานท�ำสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อจะได้สร้าง
เหมือนกัน ก็ไม่รู้จะท�ำอย่างไร เพราะญาติโยม ความดีเยอะๆ และไม่ควรใช้ค�ำว่า “ขอให้”
ชอบแบบนน้ั ญาตโิ ยมไปถนดั กบั วฒั นธรรมมามา่ เพราะถ้าอยากได้ก็ต้องท�ำเอาเอง เช่นเดียวกับ
ไวไวไปเสยี แลว้ ไมอ่ ยากทำ� อะไรเอง กข็ อเอาแบบ ค�ำว่า “วรรณะ” คือผิวพรรณ ได้มาจากการมี
ลวกๆ งา่ ยๆ ถา้ ดคู ำ� ทใี่ ชใ้ นสมยั พทุ ธกาล อยา่ งเชน่ สุขภาพดี “สุขะ” คือความสุข ก็ได้มาจากสภาพ
ในเร่ืองของอายุวัฒนราชกุมาร ที่เราสวดกันว่า หรือศักยภาพท่ีจะสามารถปรับตัวกับสิ่งรอบตัว
“อายุ วัณโณ สุขัง พลัง” นั้น จะเห็นได้ว่า ได้ง่าย เพราะ “สุข” แปลได้ง่ายๆ ว่า สภาพท่ีทน
พอได้ยินค�ำว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง พวกเรา ได้ง่าย เม่ือทนไดก้ เ็ ป็นสขุ เมอื่ ทนไม่ไดก้ เ็ ป็นทุกข์
รีบแสดงอาการรับพร บางคนก็ทุบหัว บางคน (ทุกข์ แปลว่า สภาพท่ีทนได้ยาก) การท่ีจะทนกับ
ก็ลูบตัว แต่พรน้ัน ไม่ได้มาในรูปของเจลหรือ ทุกข์ได้มากน้อยเพียงไหน ขึ้นอยู่กับทักษะของ
แต่ละคนว่าฝึกฝนมาอย่างไร ส่วน “พละ” คือ
ท่ีมา: http://www.horoguide.com/wp-content/up- ก�ำลังกายและก�ำลังใจ
loads/2011/11/20105311018251.jpg สิ่งประเสริฐเหล่านี้ ญาติโยมจะมาขอจาก
พระคงไม่ได้ เม่ือญาติโยมปรารถนา ก็ต้องรู้ว่า
อะไรเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งอายุ อะไรเป็นเหตุให้ได้
มาซ่ึงวรรณะ อะไรเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งความสุข
อะไรเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งพละ เมื่อทราบแล้วก็
ตั้งอกต้ังใจท�ำเหตุน้ันๆ ให้สมบูรณ์ ผลของความ
ประเสริฐ หรือ “พร” ท้ังหลาย ก็เกิดขึ้นตามเหตุ

106 ๔๘

ปัจจัยท่ีตนท�ำขึ้นเอง โดยไม่ต้องขอพรจากใคร วิญญาณ...ท่ีสุดของความสับสน
แตป่ ระการใด เพราะจะขอหรอื ไมข่ อ กเ็ กดิ ขนึ้ เอง อีกค�ำหน่ึงท่ีคนไทยมักสับสน และน�ำความ
ตามเหตุปัจจัยท่ีตนได้ท�ำลงไป เหมือนกับว่า คิดทางตะวันตกมาปน ก็คือค�ำว่า “วิญญาณ”
เวลาเราด่ืมน้�ำ ไม่ต้องไปขอพรว่า ขอให้หาย ทก่ี ลายเปน็ คำ� แปลของคำ� วา่ “soul” ในภาษาองั กฤษ
กระหาย ขอให้อิ่ม ตามธรรมชาติพอด่ืมน้�ำเข้าไป ความจริงในบริบทของพระพุทธศาสนา เราไม่มี
แล้ว ก็หายกระหาย เกิดอ่ิมขึ้นเอง น่ีคือวิธีการให้ มโนทัศน์ของ soul อย่างชาวตะวันตก แต่เราก็
พรของพระพุทธเจ้า ท่ีไม่ได้ให้อะไร แต่ว่าสอน มาแปล “soul” ด้วยค�ำว่า จิตวิญญาณ หรือ
หรอื เตอื นใหร้ ะลกึ ใหร้ จู้ กั ทำ� เหตทุ จี่ ะนำ� มาซงึ่ ผล วญิ ญาณ ซง่ึ เมอ่ื วา่ ตามรากภาษาในบาลสี นั สกฤต
ที่ปรารถนาน่ันเอง วิญญาณ แปลว่า รู้ รู้ท่ัว รู้อย่างยิ่ง รู้วิเศษ ดังเช่น
ในค�ำว่า จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ เป็นต้น
ศาสนาคืออะไรกันแน่ ? คำ� บญั ญตวิ า่ “จติ วญิ ญาณ” ซงึ่ มาจากภาษา
ในสังคมปัจจุบันมักมีทัศนคติเชิงลบต่อ บาลี ก็ถูกน�ำไปใช้ในความหมายที่ผิดเพี้ยน
ค�ำว่า “ศาสนา” เพราะเราใช้ค�ำว่าศาสนาใน ไปเพราะตามภาษาบาลี “จิต” แปลว่ารู้ และ
ความหมายของความงมงาย ศาสนาคืออะไรที่ “วิญญาณ” ก็แปลว่ารู้ เม่ือมาเรียงค�ำว่า รู้ สอง
ต้องไปเกี่ยวกับโลกหน้า ชาติหน้า เป็นต้น แม้ใน ครั้ง ก็เป็น “รู้รู้” ดังน้ัน ค�ำว่า จิตวิญญาณ ควร
ประเทศไทยก็คิดอย่างน้ัน ในพจนานุกรมราช- จะแปลว่าอย่างไร ส่ิงที่น่าแปลกคือ เราใช้ค�ำว่า
บัณฑิตยสถานทุกฉบับ รวมท้ังฉบับหลังสุดของ จิตวิญญาณ เสมือนเป็นค�ำของเราไปแล้ว แต่เป็น
ปี ๒๕๕๔ ก็ให้นิยามของค�ำว่าศาสนาไว้ว่า “ลัทธิ ค�ำท่ียังไม่มีการบรรจุในพจนานุกรมฉบับราช-
ความเชื่อถอื ของมนุษย์อันมีหลัก คือแสดงกำ� เนดิ บัณฑิตยสถานแต่อย่างใด
และความสนิ้ สดุ ของโลกเปน็ ตน้ อนั เปน็ ไปในฝา่ ย ในภาษาไทยปัจจุบัน นอกจากจะน�ำค�ำว่า
ปรมัตถ์ประการหน่ึง แสดงหลักธรรมเก่ียวกับ วิญญาณ ที่แปลว่ารู้ ไปใช้แปลค�ำว่า soul ท่ีไม่ได้
บุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหน่ึง มีความหมายว่ารู้แล้ว ยังน�ำไปใช้ในความหมาย
พร้อมท้ังลัทธิพิธีท่ีกระท�ำตามความเห็น หรือ ท่ีตรงกันข้ามอีกด้วยซ�้ำ อย่างค�ำว่า “ผี” ซึ่งเป็น
ตามค�ำส่ังสอนในความเชื่อถือนั้นๆ” ขนาด ภาวะของความลึกลับ ความไม่รู้ เป็นการน�ำไป
พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ยังแปลค�ำว่า ใช้ในความหมายที่ตรงกันข้ามจากความหมาย
ศาสนา ซงึ่ เปน็ คำ� สนั สกฤต ไปตามคำ� วา่ Religion เดิมท่ีแปลว่า รู้ท่ัว รู้อย่างยิ่ง รู้วิเศษ ได้อย่างไร
ในภาษาอังกฤษ ไปน�ำเอาความคิดทางเทวนิยม ดังน้ัน การจะเข้าใจพระพุทธศาสนา
มานิยาม ทั้งๆ ท่ีตามหลักภาษาบาลีสันสกฤต ให้ถูกต้องตามพุทธประสงค์ จ�ำเป็นต้องเข้าใจ
ค�ำว่า “ศาสนา” แปลตรงๆ ว่า “ค�ำส่ังสอนที่ การใช้ค�ำและภาษาตามบริบทที่พระพุทธเจ้า
เบียดเบียนกิเลส” (สาสติ กิเลเสติ สาสนํ) ทรงแสดง เม่ือไม่เป็นเช่นน้ันแล้ว ดีไม่ดี เราจะ
กล่าวคือเป็นค�ำสอนที่สามารถท�ำให้ทุเลาเร่ือง เข้าใจพุทธศาสตร์ในทางตรงกันข้าม และ
โลภ โกรธ หลง ได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของ กลายเป็นค�ำสอนท่ีเพ่ิมพูน โลภ โกรธ หลง
ค�ำว่า ศาสนา ไม่ใช่เป็นเรื่องของความเช่ือ หรือ แทนการก�ำจัดกิเลส ฉะนั้นจ�ำต้องระวังให้มาก
โลกหน้าแต่อย่างไร

หนา้ ตา่ งบาลี ตอนท่ี ๓

เรือ่ งการตอ่ สนธภิ าษาบาลีพระมหาสมปองมุทิโต
สุปภาตํ โว. (๑) หมวดสระ เรียกว่า สรสนธิ เช่น อิติ
อรุณสวัสด์ิ นักศึกษาบาลีใหญ่และพระ อปิ โส ต่อเป็น อิติปิ โส
ไตรปิฎกทุกท่าน (๒) หมวดพยัญชนะ เรียกว่า พยัญชนะสนธิ
เมอื่ ๒ วนั กอ่ น ตดิ ภารกจิ หลายอยา่ ง จงึ ไมไ่ ด้ เช่น อา ขาตํ ต่อเป็น อกฺขาตํ
โพสต์เร่ืองราวดีๆ ของภาษาบาลีเลย เช้าวันนี้จึง (๓) หมวดนิคคหิต เรียกว่า นิคคหิตสนธิ
ต้องรีบมาโพสต์ตอนท่ี ๓ ต่อไป เร่ืองจะน�ำเสนอ เช่น สํ ชาโต ต่อเป็น สญฺชาโต
วันนี้คือ เร่ืองการท�ำสนธิ โดยการต้ังเป็นค�ำถาม (๔) หมวดผสมกัน เรียกว่า โวมิสสกสนธ ิ
และค�ำตอบ ดังนี้ เช่น โพธิ องฺคา ต่อเป็น โพชฺฌงฺคา
ถาม สนธิ คืออะไร ถาม รู้หมวดและวิธีการต่อสนธิแล้ว ก็ยัง
ตอบ สนธิ คือ การต่อเนื่องเรียงติดกันของ ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าข้ันตอนการต่อนั้น ตัวอักษรมัน
อักษรภาษาบาลี เปล่ียนแปลงอย่างไร เพราะเห็นว่าอักษรบางตัว
ถาม ต่ออย่างไร หายไป บางตัวเปล่ียนไป บางตัวก็เพ่ิมเข้ามา
ตอบ ต่อ ๒ อย่าง คือ (๑) ต่อเพื่อให้อักษร ตอบ ถ้าอย่างนั้น ต้องน�ำวิธีท่ีใช้เช่ือมต่อ
มีการพิมพ์หรือเขียนให้ติดเน่ืองเป็นบทเดียวกัน การเปลี่ยนรูปและเสียงของอักษร มาแสดงด้วย
(๒) ตอ่ ใหม้ กี ารออกเสยี งอา่ นเปน็ คำ� เดยี วกนั จะได้เห็นชัดว่า หากสระ พยัญชนะ และนิคคหิต
เช่น ภควา อิติ ต่อกันเป็น ภควาติ (ลบ อิ) ตัวใด ไม่ตรงกับบทส�ำเร็จท่ีมีอยู่ในพระไตรปิฎก
ถาม อักษรท้ัง ๔๑ ตัว ต่อได้ทุกตัวหรือไม่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนอักษรตัวนั้น เพ่ือให้ตรงกับพระ
ตอบ เพอื่ ใหผ้ ศู้ กึ ษากำ� หนดจดจำ� ไดง้ า่ ย จงึ มี ไตรปิฎก มีวิธีปรับเปลี่ยน ๘ อย่างดังนี้
การจัดหมวดหมู่ของอักษรท้ังหมดออกเป็น ๔ (๑) ลบ คือ ท�ำให้หายไป
หมวด (๒) อาเทศ คอื ไมล่ บแตเ่ ปลยี่ นใหเ้ ปน็ อกั ษรอนื่
ถาม ๔ หมวด จัดอย่างไร (๓) อาคม คือ ไม่เคยมีอยู่ก่อนแต่เติมเข้ามา
ตอบ จัดอย่างน้ี คือ (๑) หมวดสระ เรียกว่า ให้มี
สรสนธิ (๒) หมวดพยัญชนะ เรียกว่า พยัญชนะ (๔) วิการ คือ ท�ำให้ผิดจากรูปเดิมไปเลย
สนธิ (๓) หมวดนิคคหิต เรียกว่า นิคคหิตสนธิ (๕) ปกติ คือ คงไว้ตามเดิม
(๔) หมวดผสมกัน เรียกว่า โวมิสสกสนธิ (๖) ทีฆะ คือ ท�ำเสียงส้ันให้เป็นเสียงยาว
ถาม มีตัวอย่างให้ดูไหม (๗) รัสสะ คือ ท�ำเสียงยาวให้ส้ัน
ตอบ มีตัวอย่างดังนี้ (๘) สังโยค คือ การรวมพยัญชนะ

ปในปรระะสบสการบณ์ การณ์สอบสนามบาลี ๓
พระมหาไพโรจน์ ญาณกุสโล เดียวกัน ต้องใช้หลักฝึกหัดไปเร่ือยๆ บ่อยๆ ทีละ

พระพทุ ธศาสนาคอื คำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ เล็กทีละน้อยเช่นกัน 
จะเกิดประโยชน์แก่มวลปาณชาติได้หรือไม่นั้น มีอยู่วันหน่ึง นาฬิกาตาย ก็ได้พูดภาษา
อยู่ท่ี มีการเรียน การสอน มีการเผยแผ่อยู่หรือไม่ เมียนมาผ่านส�ำนวนไทยๆ ของเราว่า หน่าหย่ี-
เท่านั้น ที่มีค�ำสอนของพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ เหต่แหน่แด่ ทุกรูปที่ได้ยินค�ำพูดเช่นนี้ ต่างก็ข�ำ
มาได้จนถึงทุกวันน้ี ก็เพราะว่าพระมหาเถระ ผ่านเสียงหัวเราะ แต่ไม่เชิงเยาะเย้ย พร้อมได้พูด
โบราณาจารยไ์ ดท้ ำ� การสอน สง่ ไมต้ อ่ ใหแ้ กอ่ นชุ น เชิงสอนหรือแนะน�ำให้ หรือ บอกถึงค�ำพูดที่ถูก
มาอย่างต่อเน่ือง น่ันเอง ต้องตรงตามส�ำนวน ว่า ต้องพูดว่า หน่าหย่ียัด-
ส�ำนวนของแต่ละภาษาน้ัน นับว่ามีความ เหน่แด่ แปลว่า นาฬิกา หยุดเดิน และยังได้ให้ค�ำ
ส�ำคัญต่อความเข้าใจถึงความหมายที่ถูกต้อง อธิบายถึงที่มาของส�ำนวนภาษาเมียนมา ท่ีใช้
เป็นอย่างยิ่ง ในวันแรกๆ ท่ีไปอยู่เรียนที่ประเทศ อย่างน้ันด้วยว่า หน่าหย่ีโส่ด่า แต๊ะแม๊ะวัตถุป่า
เมียนมา เนื่องจากวันหนึ่งหารองเท้าไม่พบ แต๊ะชิวัตถุ มหุ๊กภู ท่าจ้อง หน่าหยี่ฮ่า มะเหต่ต๋ัด
ก็เลย พูดเป็นภาษาเมียนมา เป็นส�ำนวน ป่า หน่าหยี่ ยั๊ดเหน่แด่โล๊ะ ปยอยะแด่ ซึ่งมีความ
เมยี นมาใหม ่ แบบเขา้ ใจเอาเองวา่ รองเทา้ ไปไหน หมายเป็นไทยว่า นาฬิกา เป็นส่ิงไร้ชีวิต ไม่ใช่ส่ิง
เป็นส�ำเนียงเมียนมา ว่า ผะนัด แหบ่ ตวาแล มีชีวิต ดังน้ัน จะใช้ค�ำพูดว่านาฬิกา ตายไม่ได้
ความจริง ต้องพูดว่า ผะนัดแหบ่ย๊อกตวาแล นาฬกิ าไมไ่ ดต้ าย นาฬกิ าหยดุ เดนิ เปน็ ตน้ เหลา่ นี้
พระเณรที่ได้ยิน ต่างก็ข�ำกันไปทั้งหมด ท�ำให้ได้เรียนรู้ได้ประสบการณ์ทางภาษาเมียนมา
แต่นับเป็นประสบการณ์ครั้งส�ำคัญ ท�ำให้ ได้มากขึ้นอีกระดับหน่ึงทีเดียว
ต้ังแต่วันน้ันเป็นต้นมา จ�ำประโยคน้ันได้เป็น และท�ำให้เข้าใจว่า ทุกภาษาย่อมมีส�ำนวน
อย่างดี สามารถน�ำไปใช้กับประโยคอื่นๆ ที่มี ของตนเอง เป็นเอกลักษณ์ อัตตลักษณ์ หาก
ความหมายใกล้เคียงกัน เช่น ประโยคว่า โก่เหย่ง ประสงค์จะเรียนเพ่ือเป็นผู้รู้ซึ่งภาษาต่างชาติ
แหบ่ย๊อกตวาแล - เณร หายไปไหน ไม่ว่า นั้นๆ จริง จ�ำต้องค�ำนึงถึงเรื่องส�ำนวนเป็นหลัก
การเรียนรู้ใดๆ ก็ต้องอาศัยหลักเก็บเล็กผสมน้อย ส�ำคัญ แม้ในพระวินัย ทั้งภิกขุและภิกขุณีปาติ-
ไปเร่ือยๆ เช่นน้ีท้ังสิ้น แม้การฝึกฝนฝึกหัดให้ โมกข์ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงได้มีการบัญญัติ
กุศลจิตเกิดข้ึนในจิตสันดานของตน ก็ท�ำนอง พระวินัยสิกขาบท โดยทรงใช้ส�ำนวน เช่นว่า

๔๘ 109

โย ปน ภิกฺขุ อทินฺนํ มุขทฺวารํ อาหารํ ผ่านไวยากรณ์บาลี และ พระไตรปิฎก อรรถกถา
อาหเรยฺย อญฺญฺตร อุทกทนฺตโปนา ปาจิตฺติยํ- ฎีกา เป็นต้น ท่ีเป็นต�ำราเก่าแก่โบราณๆ จึง
ภิกษุรูปใด ฉันอาหารที่ยังมิได้รับประเคน ภิกษุ จะเป็นการเรียนรู้ส�ำนวนโวหารของภาษาบาลี
รูปนั้นย่อมถึงซ่ึงอาบัติปาจิตตีย์ (การถึงซ่ึงอาบัติ ได้ถูกต้องบริบูรณ์ดีกว่าการเรียนรู้จากช่องทาง
ปาจิตตีย์ย่อมมีแก่ภิกษุรูปนั้น, อาบัติปาจิตตีย์ อ่ืนๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนใดๆ ก็จ�ำต้องอาศัย
พึงมีแก่ภิกษุรูปน้ัน) ยกเว้น น้�ำด่ืมธรรมดา และ ปัจจัยสี่ประการท้ังส้ิน
ยา ปน ภิกฺขุนี อตฺตานํ วธิตฺวา วธิตฺวา โรเทยฺย กล่าวคือ ๑. เรียนรู้จากครูอาจารย์ ๒. สร้าง
ปาจติ ตฺ ยิ ํ - ภกิ ษณุ รี ปู ใด ทำ� รา้ ยรา่ งกายตนเองแลว้ ความช�ำนาญด้วยตนเอง ๓. ไม่มีความเกรงใจใน
ร�่ำไห้ ภิกษุณีรูปนั้น เป็นอาบัติ ปาจิตตีย์ (การถึง การถามไถเ่ พอื่ นๆ และ ๔. ปลอ่ ยใหเ้ ปน็ เรอ่ื งของ
ซึ่งอาบัติปาจิตตีย์ย่อมมีแก่ภิกษุณีรูปนั้น, อาบัติ กาลเวลา
ปาจิตตีย์พึงมีแก่ภิกษุณีรูปนั้น) ดังนี้เป็นต้น เหมอื นดงั่ ทท่ี า่ นโบราณาจารย์ ไดก้ ลา่ วไวว้ า่
พระพุทธองค์ทรงใช้ส�ำนวนท่ีเป็นแบบอย่าง อาจริยา ปาทมาทตฺเต
ท่ีดีเยี่ยมในการต้ังกฎตั้งระเบียบในสถานท่ีใน ปาทํ สิสฺโส สชานนา
บังคับบัญชาของตนเอง โดยทรงใช้ถ้อยค�ำอย่าง ปาทํ สพฺรหฺมจารีหิ
เปน็ กลางๆ ไมแ่ สดงถงึ การใชอ้ ำ� นาจในการบงั คบั ปาทํ กาลกฺกเมน จ
ผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด ชวี ติ ตอ้ งมกี ารเรยี น ๒๕ เปอรเ์ ซน็ ต์ ชวี ติ ตอ้ ง
ท้ังสองสิกขาบทตัวอย่างท่ียกมาน้ี หากเป็น มีการเพียรทบทวนบทเรียนอีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์
บคุ คลอนื่ ๆ ทอ่ี ยใู่ นสถานะผบู้ งั คบั บญั ชา กอ็ าจจะ ชีวิตต้องมีการถามไถ่เพื่อไขปัญหา หรือปรึกษา
ใชส้ ำ� นวนวา่ ปรบั อาบตั ปิ าจติ ตยี ภ์ กิ ษทุ ฉ่ี นั ภตั ตา- กับเพื่อนๆ อีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และ ชีวิตต้องรอ
หารที่ยังมิได้ผ่านการรับประเคน, ปรับอาบัติ ใหก้ าลเวลาเปน็ ผตู้ ดั สนิ ชชี้ ะตาอกี ๒๕ เปอรเ์ ซน็ ต์
ปาจิตตีย์ภิกษุณีท่ีท�ำร้ายตนเองแล้วร้องไห้ ซึ่งกาลเวลาก็จะท�ำการตัดสินตามขั้นตอนของ
ซ่ึงสองส�ำนวนน้ี ถ้าน�ำมาเปรียบเทียบกันดู สามประการแรก
แล้ว ท่านจะพบเห็นถึงความแตกต่างท่ีซ่อนไว้ ถ้าใครสามารถปฏิบัติตามข้ันตอนข้างต้นได้
ด้วยความมีกรุณาเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของ บริบูรณ์ครบท้ังสาม กาลเวลาก็จะตัดสินโดยการ
ตนจากผู้บังคับบัญชา ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ให้คะแนนส�ำหรับกาลเวลาไปอีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์
เลยทีเดียว จึงพอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่า “ส�ำนวน รวมเป็นได้คะแนนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
และถ้อยค�ำวาจา พึงเรียนรู้จากเจ้าของภาษา” ขอให้ทุกท่านมีหลักการในการด�ำเนินชีวิต
สมยั น้ี การทจี่ ะเรยี นรภู้ าษาบาลจี ากเจา้ ของ ที่ดีตลอดกาล เทอญ
ภาษาได้นั้น เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง จึงควรเรียนรู้ สาธุ สาธุ สาธุ

สนทนาภาษาบาลี
ภาษาธรรม นายธรรมดา เคร่ืองดนตรีได้ เพียงแค่จากการฟังค�ำอธิบาย

ทิวเส ทิวเส นิจฺจํ ปิฏกํ โสคตํ สุเณ วธิ เี ลน่ หรอื อา่ นตำ� รา หรอื ฟงั คนอนื่ เลน่ การเรยี น
อุโภ อตฺเถ สมาทาย ภิยฺโย ภิยฺโย วิโรจตํ. ภาษาใดๆ ในโลก ก็พึงทราบโดยนัยเดียวกัน
“บัณฑิตควรศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎก อัน ทักษะในการเรียนภาษา ย่อมเป็นที่ทราบ
เป็นค�ำสอนของพระสุคตเจ้าทุกๆ วัน เป็นประจ�ำ กันอยู่แล้วว่ามี ๔ อย่าง คือ อ่าน - เขียน - ฟัง
มิให้ขาด ควรถือเอาประโยชน์ ๒ อย่าง ท้ังโลกิยะ และพูด เบ้ืองต้น ครูควรสอนให้นักเรียนรู้จักพูด
และโลกุตตระ ทั้งประโยชน์โลกน้ีและประโยชน์ กอ่ น แลว้ คอ่ ยสอนอา่ น จากนนั้ คอ่ ยมาสอนทกั ษะ
ในโลกหน้า จงมีชีวิตรุ่งเรืองยิ่งๆ ตลอดไป” ในด้านการเขียน ส่วนทักษะในการฟังน้ัน ได้ใน
คาถาข้างต้นนี้ ผู้เขียนแต่งขึ้นมาส�ำหรับ เวลาสนทนากนั อยแู่ ลว้ จงึ อาจไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งสอน
กระตนุ้ นกั เรยี นบาล ี ในทกุ ๆ ทท่ี ไี่ ปสอน จะไดผ้ ล ต่างหาก
หรอื ไม่ ขนึ้ อยกู่ บั นกั เรยี นวา่ จะทำ� ตามไดม้ ากนอ้ ย การฝึกฝนจะต้องท�ำให้นักเรียนพูดได้ เข้าใจ
เพียงใด แต่อย่างน้อยๆ ผู้เขียนก็ได้ปลุกจิตส�ำนึก หลักภาษาหรือไวยากรณ์ โดยให้ซึมซาบและพูด
ให้ทุกท่านได้มีความรักภาษาประจ�ำพระพุทธ- ได้เองโดยธรรมชาติ คล้ายๆ กับเม่ือเราเป็นเด็ก
ศาสนา ถือว่าตนเองได้ท�ำหน้าท่ีท่ีผู้เป็นครูบาลี อายุยา่ ง ๒ - ๓ ขวบ ไม่วา่ จะเปน็ คนชาตใิ ด ภาษา
คนหน่ึงพึงกระท�ำ โดยจะพยายามรณรงค์ทุกวิถี ใด เด็กก็จะพูดภาษาของตนได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว
ทาง เพ่ือให้พุทธบริษัทหันมาสนใจในภาษาบาลี เด็กจะรู้ค�ำศัพท์ไม่ถึงหนึ่งร้อยค�ำด้วยซ�้ำ แต่พอ
และค�ำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาสามารถนำ� คำ� ทรี่ มู้ าพดู ไดห้ มดทกุ คำ� นกั เรยี น
พยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกฝนภาษา ภาษาบาลีเอง หากรู้ค�ำประมาณ ๕๐๐ ค�ำ ทั้ง
บาลี เหมอื นกบั การเรยี นวธิ เี ลน่ เครอ่ื งดนตรตี า่ งๆ ค�ำนามและค�ำกริยา ก็จะสามารถพูดภาษาบาลี
ผู้เรียนจะต้องฝึก ไม่มีใครสามารถเรียน การเล่น ได้อย่างแน่นอน

๔๘ 111

อนงึ่ สาเหตทุ เ่ี ราเรยี นบาลกี นั นาน บางทา่ น กฺริยา เป็นตัวควบคุมการกะ ดังนั้น โบราณา-
จบประโยคสูงๆ แต่กลับพูดบาลีไม่ได้น้ัน ไม่ใช่ จารย์ ท่านจึงตั้งสมญานามว่า “ราชตุลฺยา กฺริยา
เพราะไม่รู้ศัพท์ แต่เป็นเพราะไม่สามารถน�ำ นาม, อมจฺจา วิย การกา” “การกะ ดุจอ�ำมาตย์
ศัพท์ที่รู้นั้น ไปแต่งเป็นประโยคพูดได้ อาขยาต ดุจพระราชา” ซึ่งหมายความว่า ใน
จึงพอจะสรุปได้ว่า การสอนภาษาบาลีให้ได้ ประโยคหนึ่งๆ น้ัน จะมีอาขยาตได้เพียงแค่บท
ผลน้ัน จ�ำเป็นต้องหันเข้าหาธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่า เดียว ส่วนการกะมีได้มากกว่าหนึ่ง (แต่ไม่ควรมี
จะเปน็ ชาตใิ ด ภาษาใด คนในชาตนิ นั้ จะพดู ภาษา ถงึ ๖ การกะ เพราะจะทำ� ใหป้ ระโยคนน้ั ไมค่ อ่ ยสอ่ื
ของตนได้ ก่อนท่ีจะเรียนอ่านและเรียนเขียน ความหมาย จะอย่างไรก็ตาม ถ้าเราฝืนแต่ง
ดังนั้น เม่ือผู้เป็นครูจะสอนภาษาบาลี ครูนั้นจะ ประโยค ให้มีการกะครบท้ัง ๖ ก็ย่อมท�ำได้ เช่น
ต้องสอนให้ผู้เรียนพูดบาลีได้เสียก่อน แล้วจึง ประโยคว่า “ทายโก ถาลิยา หตฺเถน ภิกฺขํ เคเห
สอนอ่านและเขียนตามล�ำดับไป ภิกฺขุโน ททาติ. ทายกถวายภิกษาจากโถข้าวด้วย
อนึ่ง ส�ำหรับฉบับท่ี ๓ นี้ ผู้เขียนขอน�ำเสนอ มือแด่พระภิกษุท่ีบ้าน”
ประโยค (วากยฺ ) งา่ ยๆ สน้ั ๆ แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป เอาละครับ ส�ำหรับฉบับน้ี ขออธิบายเร่ือง
ผู้ปรารถนาจะพูดบาลีได้ ควรฝึกประโยคละ ประเภทกริยาพลางๆ ไปก่อนครับ ฉบับหน้าค่อย
๑๐๐ รอบเป็นอย่างน้อย หรืออาจถึง ๕๐๐ รอบ ว่ากันใหม่
ก็ควรท�ำ ช่วงท้ายนี้ ขอฝากประโยคส้ันๆ ไว้ ๔ - ๕
ในประโยคหนึ่งๆ จะต้องประกอบด้วยกลุ่ม ประโยค ดังน้ี
ค�ำอย่างน้อยๆ ๒ ชนิด คือ การกะ กับ กริยา และ ๑. เวลากล่าวค�ำขอโทษผู้อื่น ให้ใช้กริยา
หากเป็นประโยคยากหน่อย ก็อาจจะมี อการกะ ท่ีมาจาก ขมุ ธาตุ + ปัญจมีวิภัติ แล้วสัมพันธ์เข้า
และ นิปาตะ (นิบาต) เพิ่มเสริมเข้ามา ดังน้ัน กับสัมปทานการกะ เช่น ขมถ เม ภนฺเต. ขออภัย
ผเู้ รยี นพดู จำ� เปน็ ตอ้ งรวู้ ธิ กี ารใชก้ ารกะ, อการกะ, ครับท่าน, ขมาหิ เม อาวุโส ขอโทษครับคุณ
กรยิ า และนปิ าตะ พอสมควร จงึ จะสามารถนำ� คำ� ๒. ในกรณีที่มีผู้กล่าวค�ำขอโทษกับเรา เรา
แต่ละชนิดเหล่าน้ี มาผูกเป็นประโยคส่ือสารได้ อาจใช้ค�ำว่า มา จินฺตยิ. อย่าคิดมากน่ะ = ไม่
กริยา มาจากบาลีว่า กิริยา หรือ กฺริยา เป็นไร, โหตุ จงวางไว้ = ไม่เป็นไร, อหํ ขมามิ.
แปลว่า “การกระท�ำ” มี ๓ ประเภท คือ ๑. ผมทนได้ (ยกโทษให้) ครับ
อาขยาตกริยา เช่น ภวติ (เป็น), ๒. กิตกริยา เช่น ๓. ผทู้ ไ่ี ดร้ บั การใหอ้ ภยั ควรกลา่ วคำ� ขอบคณุ
ภูโต (เป็น), ๓. นิปาตกริยา เช่น สกฺกา (สามารถ) ว่า พหุปการา เม ภนฺเต. (พหูพจน์) ขอบพระคุณ
ดว้ ยเหตนุ ี้ ในการเขยี นประโยคทส่ี มบรู ณน์ นั้ ครับท่าน หรือ พหุปกาโร เม ภนฺเต. (เอกพจน์)
จ�ำเป็นต้องมีกริยาอย่างใดอย่างหน่ึงประกอบ หรือ พหุการา/พหุกาโร เม ภนฺเต. (ในท่ีนี้
อยู่ด้วยเสมอ ยกเว้นแต่เป็นนามวลี หรือท่ีเรียก อุปการ และ การ มีความหมายเท่ากัน)
ว่า ประโยคลิงคัตถะ เช่น โส เม สตฺถา. เขาคือ อลเมตฺตาวตา พอแค่นี้ก่อนนะครับ
ครูของฉัน, สา เม ปิยา. หล่อนคือคนรักของฉัน
ในบรรดากริยา ๓ ประเภทข้างต้นนั้น * สกฺกจฺจสวนํ สาสนสฺส สมฺปตฺติ.
อาขยาตกริยา จัดเป็นกริยาหลัก เรียกว่า ปธาน- ความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา มาพร้อมกับการ
ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนของพุทธศาสนิกชน

มองเทศ-มองไทย

พระมหนิ ทเถระวิเทศทัยย์

บรู พาจารย์ของพระธรรมทตู ตอนจบ
สามตอนท่ีผ่านมา ผู้อ่านทราบแล้วว่า พระ ความจริงก็จะเห็นว่า เป็นเพียงปัจจัยหน่ึงเท่าน้ัน
มหนิ ทเถระเปน็ ใคร ? เหตใุ ดจงึ ไดร้ บั มอบหมายให้ หาได้เป็นตัวชี้วัดถึงความส�ำเร็จท้ังหมดไม่
มาเผยแผ่พระศาสนาที่เกาะลังกา ? และผลจาก อีกประการหน่ึง พระมหินทเถระถือว่าเป็น
การประดิษฐานพระสัทธรรมค�ำสอนบนผืนเกาะ ศิษย์ใกล้ชิดพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ผู้เป็น
ลังกาเป็นเช่นไร ? บทน้ีเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ประธานสงฆ์ ในการสังคายนาคร้ังที่ ๓ หากจะ
เหตุใดการประดิษฐานพระพุทธศาสนาบนเกาะ บอกวา่ เป็นแขนขวาของพระเถระ กน็ า่ จะไม่เกิน
ลังกาจึงประสบความส�ำเร็จ ย่ิงเปรียบเทียบกับ ความเป็นจริงนัก เพราะหลักฐานช้ีบอกว่าพระ-
พระสมณทูตสายอื่นในสมัยเดียวกันแล้ว ยิ่งเห็น มหินทเถระเคยรั้งต�ำแหน่งแทนอาจารย์แห่งตน
ชัดเจนว่า สายของพระมหินทเถระน้ันโดดเด่น ด้วยการดูแลศิษย์ ขณะพระอุปัชฌาย์ปลีกวิเวก
เพียงไร ความส�ำเร็จดังกล่าว น่าจะมีหลักฐานให้ แต่ประเด็นนี้ ก็หาได้ลดทอนบทบาทความส�ำคัญ
เราหยิบยกมาวิเคราะห์กันบ้าง แม้จะมิได้ลึกซ้ึง ของพระมหินทเถระลงไม่ สังเกตได้จากหลักฐาน
แต่คงพอเห็นเป็นทางให้สังเกตได้บ้าง ล้วนไม่กล่าวถึงความเก่ียวข้องกันระหว่างอาจารย์
ย�้ำอีกครั้งว่า เป็นการวิเคราะห์เท่าน้ัน !!! กับศิษย์อีกเลย นับแต่มีการส่งพระสมณทูตเดิน
ความสำ� เรจ็ เบ้ืองต้นท่ีเราปฏิเสธมิไดค้ อื พระ ทางไปประกาศศาสนาตามอาณาจักรน้อยใหญ่
พระมหินทเถระเป็นเชื้อพระวงศ์ หากเปรียบ จึงพอสรุปได้ว่า ความส�ำเร็จในการเผยแผ่
เทียบกับสมณทูตสายอ่ืนสมัยน้ัน ถือว่าพระ- พระศาสนาจึงเป็นความสามารถของพระเถระ
มหินทเถระไดเ้ ปรยี บหลายแต้ม แตห่ ากพิจารณา ล้วนๆ

*ภาพ : โรงพยาบาล บริเวณมิหินตะเล

๔๘ 113

ประเด็นแรกที่เห็นควรวิเคราะห์คือ การ การเปลี่ยนถ่ายรัชกาลของกษัตริย์ลังกา
รู้จักกาล การรจู้ กั กาลอกี ครงั้ หนงึ่ คอื พระมหนิ ทเถระ
เริ่มต้นเหตุการณ์ นับจากพระอุปัชฌาย์และ และคณะเลือกที่จะไปพบพระเจ้าติสสะแห่งลงั กา
พระราชบิดาได้มอบหมายให้เป็นสมณทูต เดิน ในวนั เพญ็ เดอื น๗และfocusวา่ ตอ้ งเปน็ มสิ สก-
ทางไปประกาศพระศาสนาทเี่ กาะลงั กา พระเถระ บรรพตหรือมิหินตะเลเท่านั้น เพราะวันนั้นเป็น
ไดเ้ ตรยี มกนั ไวเ้ ปน็ ขน้ั ตอน ดว้ ยการชกั ชวนเพอ่ื น เทศกาลนักขัตฤกษ์ส�ำคัญของชาวเกาะลังกา
สหธรรมิกผู้ร่วมอาจารย์เดียวกัน ครั้นทราบข่าว และวันนั้น กษัตริย์ศรีลังกาพร้อมข้าทาสบริวาร
ว่า “บัดน้ี พระเจ้ามุฏสิวะแห่งเกาะลังกา ทรง จะพากันมาประพาสป่า ล่าสัตว์ บริเวณมิสสก-
ชราภาพมาก เราไม่อาจชักชวนพระองค์ให้เชิดชู บรรพตด้วย การรู้จักกาลดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้
พระศาสนาได้ แต่พระราชโอรสติสสะ ผู้จะข้ึน พระเถระและกษัตริย์ได้พบปะสนทนา จึงน�ำมา
ครองราชย์สืบต่อ สามารถชักชวนให้เชิดชูพระ ซึ่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา
ศาสนาของพระชินเจ้าได้” ประเด็นต่อมาคือ รู้จักธรรมเนียม
ดว้ ยเหตนุ นั้ พระเถระและคณะจงึ ชกั ชวนกนั พระมหินทเถระและคณะเห็นจะศึกษา
เดินทางไปพักอยทู่ ี่เมืองราชคฤหเ์ ปน็ เวลาครง่ึ ปี ธรรมเนียมของศรลี งั กามาอย่างถ่องแท้ สงั เกตได้
ผู้อ่านเห็นอะไรบ้าง ในประเด็นนี้ !!! จากการวางตัวกับกษัตริย์ลังกานั้น พระเถระ
เคยบอกแล้วว่า เมืองราชคฤห์สมัยนั้น เป็น ด�ำรงฐานะได้อย่างถูกต้องเหมาะสม มิใช่เอ้ือต่อ
ศูนย์กลางการค้าของอินเดียและชาววิเทศ หาก พระธรรมวินัยเท่านั้น แม้แต่ธรรมเนียมกษัตริย์ก็
ต้องการทราบความเป็นไปของบ้านเมืองของ ไม่เกินหน้า จนเป็นการก้าวล่วงพระราชอ�ำนาจ
ชาววเิ ทศ ตลอดจนคตคิ วามเชอื่ ของแวน่ แควน้ ใด จะทำ� สง่ิ ใด มักต้องได้รบั ราชานุญาต หรือปรกึ ษา
ต้องสอบถามกับบรรดาพ่อค้า ที่เดินทางมา กับกษัตริย์ลังกาก่อนทุกคราวไป
ค้าขายกับอินเดีย โดยผ่านเมืองราชคฤห์แห่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น กษัตริย์ลังกาโปรดให้เจ้า
จึงเป็นที่มาของประเด็นว่า พระมหินทเถระและ หน้าที่น�ำราชยานคานหามไปนิมนต์พระคุณเจ้า
คณะ ต้องเดินทางไปเมืองราชคฤห์ ขณะรอเวลา ทั้งหลายเข้าวัง เพื่อรับภัตตาหารหวานคาวและ
แสดงธรรมแก่ข้าราชบริพารฝ่ายใน พระเถระ
และคณะก็ปฏิเสธเสีย ต�ำนานบอกว่า พระเถระ
พากันเหาะมา ตรงนี้วิเคราะห์ได้ว่า แม้จะได้รับ
ความไว้วางใจจากกษัตริย์ แต่ข้าทาสบริวาร ผู้ยัง
ไม่ศรัทธา น่าจะระแวงแคลงใจ หากพระเถระ
และคณะตีตนเสมอกษัตริย์ ย่อมถือว่าเป็นการ
สร้างศัตรูแต่ต้นมือ
อกี ครงั้ หนึ่ง พระเถระและคณะปรารถนาจะ
อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามา
ปัญจวาสะ บริเวณส�ำนักอภัยคิรีวิหาร หน้า ประดิษฐานที่เกาะลังกา แต่เกรงว่า กษัตริย์ลังกา

114 ๔๘

ตรงน้ีผู้เขียนสันนิษฐานเอง ไม่ต้องกระซิบ
ถามกัน !!!
ไม่ทราบว่า ความคิดดังกล่าวเป็นของพระ
มหินทเถระหรือไม่ แต่ผลส�ำเร็จคือ คติความเชื่อ
เร่ืองต้นไม้ของชาวลังกา เปลี่ยนมาเป็นนับถือ
ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ ในฐานะเป็นสัญลักษณ์การ
ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พร้อมท้ังประกอบพิธี
กรรมบชู า และแตง่ ตำ� ราประกอบเปน็ จำ� นวนมาก
หอฉัน บริเวณมิหินตะเล จนปัจจุบันวันนี้ ชาวศรีลังกาลืมยักษ์ผู้อารักขา

และข้าทาสบริวารอาจไม่เห็นด้วย เพราะถือว่า ต้นไม้เสียสิ้น
เป็นธรรมเนียมใหม่ของชาวลังกา พระเถระก็ใช้ ประเด็นต่อมาคือ การรู้จักภาษา
อบุ ายเลยี่ ง ดว้ ยการอำ� ลาเดนิ ทางกลบั อนิ เดยี เพอ่ื ประเด็นน้ีส�ำคัญไม่แพ้ข้ออื่น เพราะหากไม่
ไปนมัสการสังเวชนียสถาน เป็นเหตุให้กษัตริย์ สามารถสอื่ สารกนั ได้ ยอ่ มไมส่ ามารถเทศนาธรรม
ลงั กามอบหมายใหค้ ณะราชทตู เดนิ ทางไปอญั เชญิ ใหท้ ราบถงึ พระสทั ธรรมคำ� สอนได้ หลกั ฐานยนื ยนั
พระบรมสารีริกธาตุจากพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าพระมหินทเถระและคณะ ประกาศศาสนา
มาประดิษฐานบนผืนเกาะลังกา “ดว้ ยภาษาสงิ หล” สง่ิ ทเ่ี ราตอ้ งทำ� ความเขา้ ใจ คอื
การรู้ธรรมเนียมเช่นนี้ เป็นเหตุให้เกิดมี ภาษาสิงหล มีความเป็นมาอย่างไร ?
พุทธสถานบนเกาะลังกา
ประเด็นต่อมาคือ การรู้จักคติความเชื่อ
พระมหินทเถระน่าจะทราบดีว่า ชาวเกาะ
ลังกาน้ัน เคารพกราบไหว้ต้นไม้เป็นปกติวิสัย
โดยเฉพาะต้นตาลและต้นไทร เพราะเช่ือว่าเป็น
สถานสถิตของวิญญาณของยักษ์ ผู้ทรงมเหศักดิ์
ยักษ์เหล่านี้ เป็นผู้สร้างคุณูปการแก่ชาวเกาะ
ลงั กา ดว้ ยเหตนุ นั้ ผคู้ นทกุ ชนชนั้ นบั ตง้ั แตก่ ษตั รยิ ์
จนถงึ สามญั ชนคนธรรมดา จงึ เซน่ ไหว้ และทำ� พธิ ี
พลียักษ์เป็นอย่างดี อารามภิกขุณี ใกล้ถูปารามเจดีย์

พระเถระคงมองเห็นว่า หากมีสิ่งหนึ่งส่ิงใด สรุปให้ส้ันกระชับว่า ชาวสิงหล ก็คือชาว
มาแทนความเชอื่ ตน้ ไมไ้ ด้ นา่ จะเปลย่ี นแนวความ อินเดียกลุ่มหน่ึง ซึ่งอพยพโยกย้ายมา หลายร้อย
คิดของชาวลังกา ให้หลุดออกจากที่มืดเข้า ปกี อ่ น เมอื่ เปน็ คนอนิ เดยี แมจ้ ะยา้ ยถนิ่ กย็ งั รกั ษา
สู่ท่ีสว่าง จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าอโศกมหาราช ความเป็นอินเดียอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม
ผู้เป็นพระราชบิดา ส่งหน่อพระศรีมหาโพธิ์มา ความเชื่อหรือแม้แต่ภาษา สมัยน้ัน ภาษาที่ทรง
ปลูกที่เกาะลังกา อิทธิพลของสังคมอินเดีย คือ ภาษาสันสกฤต

๔๘ 115

ประเดน็ สดุ ทา้ ยคอื การรจู้ กั เลอื กหวั ขอ้ ธรรม
ตรงนถี้ อื วา่ เปน็ highlight ของการเผยแผ่
พระศาสนา ซึ่งดูเหมือนว่า พระธรรมทูตในสมัย
ปัจจุบัน จะให้ความส�ำคัญค่อนข้างน้อย อาจเป็น
เพราะไม่แตกฉานด้วยอรรถด้วยธรรมตามพระ
ไตรปิฎก หรือว่า อาจจะไม่ทราบชัดถึงพ้ืนฐาน
ความเช่ือ หรือการศึกษาของผู้ฟังก็เป็นได้
เรือส�ำหรับใส่ภัตตาหาร บริเวณมิหินตะเล หากติดตามศึกษาการแสดงธรรมของพระ

และภาษาปรากฤต ภาษาสันสกฤต นิยมเฉพาะ มหินทเถระและคณะ ต้ังแต่เร่ิมต้น จะเห็นได้ว่า
คนชั้นสูง ส่วนคนชั้นล่างมักใช้ภาษาปรากฤต มิใช่การเทศนาเรื่อยเปื่อย แต่เป็นการเตรียม
หรอื ภาษาชาวบ้านพดู คยุ กัน แมช้ าวบา้ นสนทนา หัวข้อธรรมไว้เป็นอย่างดี ภาษาสมัยใหม่เรียก
กับคนช้ันสูง ก็ใช้ภาษาปรากฤตเช่นกัน ว่า well plan
ภาษาสิงหล เป็นภาษาปรากฤตแขนงหน่ึง เร่ิมต้นจากพระธรรมเทศนาแรก ชื่อว่า
ส�ำหรับพระมหินทเถระและคณะ น่าจะมิใช่ จฬู หตั ถปิ โทปมสตู ร ซงึ่ แสดงโปรดพระเจา้ ตสิ สะ
เป็นเร่ืองยาก เพราะนอกจากพระเถระจะมาจาก ผู้เป็นกษัตริย์ลังกา เนื้อหากล่าวถึงค�ำสอนและ
คนชั้นสูง ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตแล้ว ขณะ ธรรมเนียมของพระพุทธศาสนา จากพ้ืนฐานไป
เป็นพระสงฆ์เดินทางจาริกแสดงธรรมตามคาม จนถงึ ชนั้ สงู สดุ พระสตู รน้ี ท�ำใหก้ ษตั รยิ ล์ งั การซู้ ง้ึ
นิคมเขต ย่อมมีโอกาสได้ใช้ภาษาปรากฤตตาม ถึงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะ
ถ่ินฐานต่างๆ ซึ่งภาษาปรากฤตก็มีโครงสร้าง พระองค์รู้จักค�ำสอนพระพุทธศาสนามาก่อน
ภาษาไม่แตกต่างกันมากนัก เห็นจะมีผิดแผกบ้าง เพราะทรงเป็นสหายธรรมกับพระเจ้าอโศก-
ก็ส�ำเนียงเท่านั้น มหาราช ครน้ั ไดพ้ บพระสงฆต์ วั จรงิ เสยี งจรงิ ครนั้
ผลจากการใช้ภาษาอย่างดีเยี่ยม วัดผลได้ ฟังธรรมจบแล้ว จึงเกิดความซาบซึ้งเป็นอย่างดี
จากการเทศนาธรรมแต่ละคร้ัง มีผู้ศรัทธา
ประกาศตนเป็นชาวพุทธมามกะเป็นจ�ำนวนมาก
เสริมอีกนิด ภาษาจะเกิดข้ึนได้ต้องเกิดจาก
การศึกษาเล่าเรียนหรือฝึกฝนเท่านั้น มิสามารถ
พูดเขียนได้ เพียงเพราะการติดต่อกับเทพองค์ใด
หากเรียนรู้หรือฝึกฝนจากเทพองค์ใดองค์หนึ่ง
ป่านน้ีเราก็มีผู้สามารถพูดได้ทุกภาษาท่ัวโลก จะ
มีก็แต่ภาษาเทพท่ีคุยกันเองในโลกของร่างทรง
แต่สุดท้าย ก็หันมาคุยกันเป็นภาษาไทยอยู่ดี
ไม่เห็นจะมีร่างทรงคนไหน บัญญัติใช้ภาษาเทพ
เป็น official language ศิลาจารึกของพระเจ้ามหินทะที่ ๔ บริเวณมิหินตะเล

116 ๔๘

การเทศนาครั้งท่ีสอง ประกอบด้วยเปตวัตถุ ต้องการช้ีให้เห็นว่า ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนสรุป
วิมานวัตถุ และสัจจสังยุต คราวนี้แสดงแก่สตรี ลงตรงความไม่ประมาท ซึ่งเป็นหัวใจส�ำคัญของ
ฝ่ายใน หากมองถึงเนื้อหาของพระสูตรเหล่าน้ี พระพุทธศาสนา
จะเหน็ วา่ สตรเี หลา่ นมี้ คี วามเชอื่ เรอ่ื งวญิ ญาณตาม อาจเกิดค�ำถามว่า เหตุใดพระเถระไม่แสดง
คตนิ ยิ มสมยั นน้ั การยกพระสตู รดงั กลา่ วขน้ึ แสดง ธรรมชน้ั สงู ? ประเดน็ นผี้ เู้ ขยี นคดิ เองวา่ ผคู้ นบน
ก็เสมือนการปูพ้ืนฐานความเชื่อตามแนวพุทธ- เกาะลังกาสมัยน้ัน คละเคล้ากันไป ระหว่าง
ศาสนา ครั้นสรุปจบด้วยสัจจสังยุต ย่อมจะเห็น ปัญญาชนกับชาวบ้าน ซึ่งความจริง ผู้มีการศึกษา
ความเป็นจริงตามหลักธรรมค�ำสอนของพระ มกั จะเปน็ เชอ้ื พระวงศห์ รอื เหลา่ ขนุ นาง คนเหลา่ น้ี
พทุ ธศาสนาอยา่ งถอ่ งแท ้ จงึ มใิ ชเ่ รอ่ื งแปลกอนั ใด เพยี งแตแ่ นะนำ� กส็ ามารถเขา้ ใจแกน่ แทพ้ ระพทุ ธ
ที่สตรีฝ่ายในเหล่าน้ันจะบรรลุโสดาปัตติผล ศาสนาได้ ส่วนอีกกลุ่มหน่ึงคือชาวบ้าน การจะ
แสดงธรรมชั้นสูง ย่อมเป็นเร่ืองยาก พระมหินท-
เถระและคณะ จึงใช้บุคลาธิษฐานเป็นตัวครอง
ศรัทธา จึงเป็นท่ีมาของการสร้างเจดีย์บรรจุพระ
บรมสารีริกธาตุ หรือการปลูกต้นพระศรีมหาโพธ์ิ
ซ่ึงเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความส�ำเร็จของการหยั่งรากฝังลึกพระพุทธ
ศาสนาบนผนื เกาะลงั กา จงึ เกดิ จากการวางแผนไว้
ตง้ั แตต่ น้ มใิ ชเ่ กดิ จากการเดนิ ลยุ นำ�้ เขา้ ไปหากลมุ่
อารามส�ำหรับพระสงฆ์ ภายในมิหินตะเล เป้าหมายแต่อย่างใด จะเห็นได้ว่าแม้พระมหินท-

พระสูตรต่อมาชื่อว่าเทวทูตสูตร แสดงแก่ เถระและคณะ จะมี back ดกี วา่ พระสมณทตู สาย
ชาวเมืองที่เดินทางมาห้อมล้อมพระเถระและ อ่ืน แต่คุณสมบัติดังกล่าว เป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง
คณะ จากพระสตู รน้ี สงั เกตไดว้ า่ แมเ้ นอื้ หาจะชว้ี า่ เท่าน้ัน หาได้เป็นผลส�ำเร็จทุกสิ่งอย่างไม่ การ
ชาวเมืองก็มีความเช่ือคล้ายกับสตรีชาววัง แต่ เตรียมตัว และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ให้เข้ากับ
หากลงลึกในรายละเอียด กลับแตกต่างกันอย่าง กลุ่มคน หรือแว่นแคว้นที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น
เห็นได้ชัด สตรีชาววังอาจเช่ือฝังแน่นในเรื่อง จึงจะถือว่าเป็นผลส�ำเร็จอย่างแท้จริง
วิญญาณ ขณะที่ชาวบ้านเช่ือเร่ืองนรกสวรรค์ พระมหินทเถระนั้นได้รับการยกย่องเชิดชู
จึงเป็นเหตุให้เถระเลือกพระสูตรท่ีแตกต่างกัน ว่าเป็นปฐมบูรพาจารย์แห่งเกาะลังกา ชาวศรี
ถัดมาพระมหินทเถระและคณะได้มีโอกาส ลงั กาทกุ รปู นามตา่ งจดจำ� คณุ ูปการของพระเถระ
แสดงพระธรรมเทศนาอีกหลายสูตร เช่น พาล- โดยไม่ลืมเลือน ครั้นย่างเข้าวันเพ็ญเดือน ๗ ของ
ปัณฑิตสูตร อาสีวิโสปมสูตร อนมตัคคิยสูตร ทกุ ปี ชาวพทุ ธศรลี งั กาจะพากนั จดั พธิ เี ฉลมิ ฉลอง
อัคคิขันโธปมสูตร และอัปปมาทสูตร การแสดง ตลอดเกาะลังกา เพราะเห็นว่า พระเถระเป็น
แต่ละคร้ัง กต็ า่ งกรรมต่างวาระ แต่ไฮไลท์มาจบที่ ผู้สร้างคุณเอนกอนันต์ต่อเกาะลังกา และยังถือ
สูตรสุดท้ายคือ อัปปมาทสูตร เหมือนพระเถระ เสมอว่าพระเถระเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒
(จบบริบูรณ์)



v ประวตั ยิ ่อ หลวงพ่อพระครูธรรมธรสมุ นต์ นนฺทิโก v กราบบชู าคุณ : ระลกึ ถึงหลวงพ่อสมุ นต์ขอให้ชว่ ยกันเรยี น
v พินยั กรรมของหลวงพ่อ v มหาบชู า : แดท่ ่านอาจารยส์ ุมนต์ ครใู นใจตลอดไป
v รอยธรรม : ผลงานหนังสอื และงานเขียนร่วมของหลวงพ่อ v อาจริยาภวิ าท : หลวงพ่อสุมนต์
v คำ� ครู : ความสำ� คัญของพระปริยัติธรรม เสาหลักวิชาการด้านพระพทุ ธศาสนา
v มหาเถรปชู า : พระอาจารยส์ มุ นต์ นันทโิ ก ครผู ู้เปน็ แบบอยา่ ง v กวีนิพนธ์ : มหาเถรานุสสฺ ติ
v พระธรรมเทศนา:สบื สานปณิธานของหลวงพ่อ v กวีนพิ นธ์ : นนฺทกิ ตเฺ ถราภติ ถฺ ตุ ิคาถา
สบื ต่อปริยัติ – ปฏบิ ตั ิ พระสทั ธรรม v นอ้ มเศียรเกลา้ : หลวงพอ่ สุมนตใ์ นความทรงจำ�
v บูชาครู : พินยั กรรมขอ้ สุดท้ายของหลวงพอ่ สุมนต์ v บูชาครู : หลวงพ่อสุมนต์ ประทปี แห่งธรรม
v อาจรยิ บชู า : หลวงพอ่ สมุ นต์ นกั เรยี นตัวอย่าง v เล่าไว้ดว้ ยใจบชู า : ความทรงจำ� จากโยมอุปัฏฐาก
v วิเทศบชู า : จากศิษย์แดนไกล v นอ้ มบชู าคุณ : หลวงพ่อสุมนต์ พระผูต้ ามรอยพระศาสดา
v ปัญญาภวิ ฒั น์ : ถึงเวลาเอาสตู รหลกั กลับคืนมาเปน็ หลักสูตร v ประสบการณ์ธรรม : ความเข้าใจศัพท์พทุ ธของคนไทย
v มหาเถราภิวาท : ในความทรงจ�ำ หลวงพ่อพระครูธรรมธรสมุ นต์ ท่ีหา่ งไกลจากความหมายเดมิ
v อาจรยิ บชู า : ผู้ทรงธรรม เคารพพระวนิ ยั หาได้ยากในยุคปัจจบุ นั v หนา้ ตา่ งบาลี : ตอน ๓ เรือ่ งการตอ่ สนธภิ าษาบาลี
v คาถาบชู าหลวงพอ่ v ในประสบการณ:์ ประสบการณ์สอบสนามบาลี (๓)
v น้อมบชู า : ขอตอบแทนเมตตาของหลวงพ่อสุมนต์ v ภาษาธรรม : สนทนาภาษาบาลี
v รำ� ลึกคณุ : วนั เกา่ ทีเ่ ราสัญญาไวก้ บั หลวงพอ่ สุมนต์ v มองเทศ-มองไทย : พระมหินทเถระ ตอนจบ


Click to View FlipBook Version