เรียนรูวัตถุทางวัฒนธรรม ผางประทีป โดยโครงการ การเชื่อมโยง นิเวศการเรียนรู เมืองเชียงใหม เพื่อการเรียนรู ตลอดชีวิต (ยอย 2)
ไดรับงบประมาณสนับสนุนวิจัยภายใตแผนงานสำคัญ (Flagship) ประจำปงบประมาณ 2565 ภายใตกรอบการวิจัย “การพัฒนาเมืองแหงการเรียนรู (Learning City)” จากหนวย บริหารและจัดการทุนดานการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตรวิจัยและ นวัตกรรมแหงชาติ (สอวช.) โดยดำเนินงานภายใตชุดโครงการ “กลไกการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม เพื่อยกระดับการเปนเครือขายเมืองแหงการเรียนรูของ UNESCO”
ผางประทีป หนังสือรวบรวมการเรียนรูวัตถุทางวัฒนธรรม จัดทำโดย โครงการ การเชื่อมโยงนิเวศการเรียนรูเมืองเชียงใหม เพื่อการเรียนรูตลอดชีวิต (ยอย 2) ภายใตชุดโครงการ “กลไกการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม เพื่อยกระดับการเปนเครือขายเมืองแหงการเรียนรูของ UNESCO” Follow us https://cmlearningcity.com https://www.facebook.com/CLC.CMU/
ที่มาและความสำคัญ โดยงานวิจัยชิ้นนี้จะเนนครอบคลุมและเขาไปศึกษา ถึงโครงสรางความสัมพันธและการทำงานดานโครงขาย พลเมืองเมืองเชื่อมโยงกับพื้นที่การเรียนรูในเมือง เชียงใหม เพื่อสรางกลไกการพัฒนาเมืองอยาง มีสวนรวม ภายใตแนวคิดการศึกษาเพื่อสรางพลเมืองโลก (Global Citizenship Education) ซึ่งไมไดหมายถึง ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนที่เปนคนอยูดั้งเดิม เทานั้นที่จะสามารถเขาไปเรียนรูและมีสวนรวมกับ เมืองเทานั้น แตหมายรวมถึงกลุมคนตาง ๆ ที่เขามา อยูอาศัยและขับเคลื่อนความเปนเมืองในหลากหลาย รูปแบบ ทั้งคนตางถิ่น ผูมีรายไดนอย คนเปราะบาง ผูสูงอายุ และเยาวชน เกิดเปนเครือขายและพื้นที่ แหงการเรียนรูเมืองเชียงใหมดวยตัวเองอยาง สรางสรรคเชื่อมโยง แนวคิดการพัฒนาเชียงใหมเมืองแหงการเรียนรู (Chiang Mai Learning City) ภายใตการศึกษา เรียนรูและรวบรวมขอมูลหรือการสกัดทรัพยากร ชุมชนเปนบทเรียนดานการเชื่อมโยงนิเวศเมือง ที่เปน สวนสำคัญอยางยิ่งตอการขับเคลื่อนเมืองแหงการเรียนรู โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหมที่เต็มไปดวยความหลากหลาย ของผูคนและความผสมผสานของวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สภาพแวดลอม ศิลปะ และผูคน กอตัวเปนเมืองที่มี เสนหทั้งในแงของระบบการวางผังเมืองในอดีตและ การผสมผสานของความรวมสมัยในปจจุบัน และการทำงานรวมกันในรูปแบบเชียงใหมเมืองแหง การเรียนรู (Chiang Mai’s Learning City) ตามแนวทางของ UNESCO โดยเฉพาะคุณลักษณะ สำคัญในประเด็นการสรางวัฒนธรรมแหงการเรียนรู ตลอดชีวิตอยางเขมแข็ง ระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ผานกิจกรรม การเรียนรูอยางมีสวนรวมของเยาวชนในสถาบันการ ศึกษาหลากหลายระดับ เพื่อสรางวัฒนธรรมพลเมือง ตื่นรูภาคีเครือขาย เวทีเชื่อมตอกับภาคธุรกิจ และ พื้นที่การเรียนรูตลอดชีวิตอยางเขมแข็ง และการทำงานรวมกันในรูปแบบเชียงใหมเมือง แหงการเรียนรู (Chiang Mai’s LearningCity) ตามแนวทางของ UNESCO โดยเฉพาะคุณลักษณะ สำคัญในประเด็นการสรางวัฒนธรรมแหงการ เรียนรูตลอดชีวิตอยางเขมแข็ง
ระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และ ประชาชนทั่วไป ผานกิจกรรมการเรียนรูอยางมี สวนรวมของเยาวชนในสถาบันการศึกษาหลากหลาย ระดับ เพื่อสรางวัฒนธรรมพลเมืองตื่นรูภาคีเครือขาย เวทีเชื่อมตอกับภาคธุรกิจ และพื้นที่การเรียนรูตลอดชีวิตอยางเขมแข็ง จากระบบ การขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการการเรียนรูเมือง (City Learning Administrator) และการเสริม อำนาจใหกับกลุมพลเมืองเชียงใหมที่มีประสิทธิภาพ เกิดเปนพลเมืองนักจัดการการออกแบบคูมือการเรียนรู เมืองเชียงใหม “บทเรียนเมืองจากวัตถุวัฒนธรรม” ใน เทศกาลยี่เปง (ลอยกระทง) ครั้งนี้ ระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ผานกิจกรรมการเรียนรู อยางมีสวนรวมของเยาวชนในสถาบันการศึกษา หลากหลายระดับ เพื่อสรางวัฒนธรรมพลเมืองตื่นรู ภาคีเครือขาย เวทีเชื่อมตอกับภาคธุรกิจ จึงเปนเหมือนตนแบบเนื้อหาการเรียนรูโดยอาศัยการ มีสวนรวมของเนื้อหาตัวขอมูลจากวางแผน สรางการ เรียนรูและเชื่อมโยงกับงานเทศกาลวัฒนธรรมประเพณี เมืองเชียงใหมที่สำคัญ คือ เทศกาลยี่เปง หรือวันเพ็ญ เดือนยี่ของชาวลานนาแลวจึงทำการสกัดขอมูลการ เรียนรูกับชุมชน หนวยงานภาครัฐ เครือขายสมาชิกเมือง แหงการเรียนรูและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจละแวกบาน ผานกิจกรรมการเรียนรูพื้นที่การเรียนรู และเครือขายพลเมืองเป้าหมายอยางเปนองครวม เริ่มจากขั้นตอนการอานและสำรวจเมืองและชุมชน การทดลองปฏิบัติและรูจักกับวัตถุดั้งเดิม และการพัฒนาตอยอดหรือประยุกตแนวทางใหมๆ ในการออกแบบอยาง สรางสรรค อันนำไปสูการรื้อฟนเชียงใหมศึกษา เชื่อมโยงการเรียนรูตามอัธยาศัย และพัฒนาสูการ เรียนรูตลอดชีวิต สรางแผนการขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการนิเวศการเรียนรูและเครือขายการดูแล ระบบนิเวศการเรียนรูอยางยั่งยืน ใหผูเรียนและผูสนใจไดนำไปใชประกอบการเรียนรูสรางความตระหนักถึง คุณคา และความสำคัญของการเรียนรูเมืองเชียงใหมตอไป
จาก การศึกษาทองถิ่น (Local Study) ไปสูการสรางบทเรียนเมือง การศึกษาทองถิ่น (Local Study) ที่ทำ ตอเนื่องในกรอบของการทำงานวิจัย เชียงใหม เมืองแหงการเรียนรูในปที่ 1 (พ.ศ.2564) และ ปที่ 2 (พ.ศ.2565) ในสวนของ “ทองถิ่นศึกษา” ซึ่งมีการ เก็บรวบรมขอมูลตางๆ จัดกลุมและระดมความคิดเห็น ในทีมวิจัยเล็งเห็นวา “ชุมชน” เปนหนึ่งในกลไกสำคัญ ที่สุดที่อยูภายใตเงื่อนไขหลายๆ อยางของการเปน เมืองเชียงใหม ที่มีตนทุนทางวัฒนธรรมที่งดงาม มีประวัติศาสตรที่ยาวนาน และรวมถึงการเกิดขึ้น และดำรงอยูของพื้นที่กายภาพของเมืองในหลายๆ จุดโดยเฉพาะอยางยิ่งในเขตเทศบาลนครเชียงใหม ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการคัดเลือกและกำหนดสราง “บทเรียนเมือง” ภายในกระบวนวิธีดำเนินงานในการสราง บทเรียนเมือง ทีมวิจัยเริ่มจากกรอบแนวคิดหลัก ทีมวิจัยทำการรวบรวมและแยกแยะขอมูลของ “ชุมชน” ซึ่งในปที่ 1 และ 2 ไดกำหนด “ชุมชน เป้าหมาย” โดยการจัดเปนชุดขอมูลตาง ๆ ออกเปน 4 กลุมใหญ ๆ ตั้งแต คน (people) ประกอบไปดวย ประวัติศาสตรชุมชน ประชากร และชาติพันธุของคนในชุมชน บุคคลที่มีความ สำคัญในชุมชน ปราชญพื้นบาน กรรมการชุมชน สถานที่ (place) ขอบเขตและพัฒนาการดาน พื้นที่ชุมชน ตำแหนงบานเรือนที่สำคัญ ตำแหนง ของสถานที่ที่สำคัญของชุมชน (object) วัตถุทางวัฒนธรรม หรือเปนสิ่งที่มีคุณคา ของชุมชน เชน ภาพวาดบนกำแพง อาหาร ผางประทีป ตุง ฯลฯ และเรื่องราว (memory) เรื่องเลา ความทรงจำ ดังนั้นจะสังเกตไดวา “บทเรียนเมือง” จะ ประกอบไปดวย เรื่องราวตางๆ ที่เกิดขึ้นและสั่งสม กันมาในชุมชน ไมวาจะเปนการตั้งถิ่นฐานบานเรือน ประวัติศาสตรประเพณีวัฒนธรรม รวมไปถึง ความเชื่อ และวัตถุวัฒนธรรมตาง ๆ สามารถ แบงออกเปน ชุดบทเรียนเมืองไดหลักๆ 2 ชุดบทเรียนเมือง
1) ขอมูลดานประวัติศาสตรศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและเรื่องเลา โดยลงรายละเอียดในเรื่อง วัตถุทางวัฒนธรรม 3 องคประกอบ ผานเทศกาล ยี่เปง (โคมประดับ ดอกไมปนดวง และผางประทีป) เกิดเปนกลไกการเชื่อมรอยระหวาง เศรษฐกิจละแวก บาน กับนิเวศการเรียนรู เชน การฟนฟูพื้นที่ตลาด มิ่งเมือง และหองสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม รวมกับภาคีเครือขายที่หลากหลายอยางมีสวนรวม ทีมวิจัยเชื่อวา “บทเรียนเมือง” สามารถสราง ใหเกิดการเรียนรูไดหลายระดับทั้งในระดับเด็ก และเยาวชน ผูใหญวัยทำงาน และคนสูงอายุ ในชุมชน รวมถึงสามารถออกแบบการเรียนรู ไดหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของการทำ กิจกรรม อาศัยศิลปะเปนตัวชวยสรางการเรียนรู การสำรวจเมืองในรูปแบบของ Walk Rally การนั่งรถชมเมือง การทำกิจกรรมการออกแบบ การสัมมนาทั้งในรูปแบบ Online หรือในหองประชุม Onsite ซึ่งการออกแบบกิจกรรมใหเหมาะสม กับการเรียนรูของแตละระดับชั้น 2) ขอมูลพื้นที่การเรียนรูของชุมชนตนแบบ เกิดเปนการสรางแผนที่พื้นที่การเรียนรู (Learning Space Map) ใหกับเมืองและผูคน ไดเรียนรูตอไป และกลุมผูเรียนนอกจากจะตองมีการจัดระบบ ขอมูล แยกแยะ บทเรียนเมืองเปนชุด ๆ แลว จำเปนตองนำเอาบทเรียนเมืองเหลานี้ทำงาน รวมกับชุมชนที่จะใหเกิดการเรียนรูทำงาน เชื่อมโยงดวยเครือขายทองถิ่นตางๆ เพื่อใหเกิด การสนับสนุนจากหลายภาคสวน รวมถึงสถาบัน การศึกษาเพื่อใหเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่อง การปรับใชบทเรียนเมืองใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเปนที่มาของการสรางชุดความรูเรื่อง บทเรียนเมืองวาดวยวัตถุวัฒนธรรมชุดนี้
ภาพ กระบวนวิธีการ “สกัดทรัพยากรและองคความรูชุมชน” เพื่อการเรียนรูที่นำไปใชในการทำงานในพื้นที่ ชุมชนเป้าหมาย คือ ชุมชนควรคามา ชุมชนชางมอย ชุมชนลามชาง และ ชุมชนป่าหา การจัดแสดงผลงานของนักเรียน และนักศึกษาการจากการเขารวมประชุมเชิง ปฏิบัติการ (Workshop) เกี่ยวกับวัตถุทางวัฒนธรรมที่ผานมา ณ หองสมุดประชาชนหรือ สำนักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) โดยนักเรียน และ นักศึกษาไดสรางสรรคผลงานขึ้นผานเรียนรูวิธีการทำจากวิทยากรและผูเชี่ยวชาญ, การเดิน ในชุมชน และพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อเก็บขอมูลทั้งหมด 3 ชุมชนไดแก ควรคามา, ลามชาง, และชางมอย
วัตถุทางวัฒนธรรม ผางประทีป ผางประทีป (อาน “ผางผะดี้ด หรือผางผะตี๊บ”) ผางปะติ๊ด (ในภาษาพื้นเมืองภาคเหนือ) หรือ ถวย ประทีป เปนเครื่องสักการะบูชาในพระพุทธศาสนา คำวา ผาง คือ ภาชนะดินเผาคลายถวยเล็กๆ ใชเปนถวยสำหรับใสขี้ผึ้งหรือน้ำมันและไส ของปะติ๊ดที่ทำมาจากเสนฝ้าย สวนคำวา ปะติ๊ด คือแสงสวาง ถวยประทีปทำดวยดินเผารูปลักษณะ แตกตางกันตามฝมือชางแตละยุคสมัย นอกจากถวยประทีปแลว สิ่งที่สำคัญคูกัน ก็คือน้ำมัน และตีนกาหรือสีสายซึ่งน้ำมัน ที่ใชเติมลงในถวยประทีปนั้น อาจเปนน้ำมันถั่ว น้ำมันมะพราว น้ำมันละหุง น้ำมันงา รวมถึง น้ำมันที่ไดจากสัตวอีกดวย ปจจุบันนิยมใชขี้ผึ้ง (พาราฟน) สวนสีสาย ซึ่งอาจอานเปน “สี้สาย” หรือ “ขี้สาย” นั้นทำจากดายฟนใหเปนเชือก โดยจัดสามชายแยกออกจากกันเปนสามแฉก เหมือนตีนกา ในชวงเทศการยี่เพง (อาน “ยี่เปง”) ตรงกับ วันเพ็ญเดือนสิบสอง จะมีการประดับประทีปใน โคมไฟกันทั่วไป นอกจากการประดับสวนนี้แลว ยังใชเปนจุดบูชาพระรัตนตรัย สวนหนึ่งตามอายุ ของแตละคน ในการตั้งธัมมหลวง หรือฟงเทศน มหาชาตินั้นเจาของกัณฑเทศนกัณฑใดใน หาเวสสันดรชาดกก็จะจุกประทีปตามจำนวน คาถาเชน กัณฑกุมาร 101 คาถา ก็จุดประทีบ 101 ดวง เปนตน ในลานนา ตามเรื่องเลาเกี่ยวกับที่มาของ ตีนกาที่ใชเปนไสจุดประทีปหรือดังปรากฏใน คัมภีรชื่อ อานิสงสผางประทีปเลาวาเมื่อครั้ง ดึกดำบรรพมีแมกาเผือกกำลังกกไขอยูบนตนไม ใกลแมน้ำแหงหนึ่ง เกิดมีลมพายุพัดรังกากระจัด กระจายไขก็ตกลงไปในแมน้ำแลวไหลไป แมกาก็ พลัดไปอีกทางหนึ่ง พอลมสงบแมกาก็หาไขไมพบ ก็รองไหจนขาดใจตายจากนั้นจึงไปเกิดเปนทาว พกาพรหมบนสวรรคสวนไข 5 ฟอง ก็ถูกแมไก แมนาค แมเตา แมโค และแมราชสีห(หรือบาง ตำราวาคนซักผานำเอาไปเลี้ยง)
เอาไขไปฟกตัวละฟอง พอโตขึ้นตางก็ออกบวช เปนฤาษีอยูในป่าวันหนึ่งฤาษีทั้ง 5 มาพบกัน ตางก็ถามถึงความเปนมาของกันและกัน แตก็ ไมมีใครรูจักแมที่แทจริงของตนเลยจึงพากัน อธิษฐานขอใหไดพบแมของตนรอนถึงทาว พกาพรหมตองลงมาพบเลาเรื่องอดีตใหฟง และบอกวาถาคิดถึงแมใหเอาดายดิบทำเปน รูปตีนกาแลวจุดไฟในประทีปในวันยี่เปง คือ วันเพ็ญเดือน 12 จากเรื่องเลาดังกลาวจึงมีการบูชาประทีป ในฤดูเทศกาลเดือนยี่เปง ชาวบานจะนำผาง ประทีปไปจุดตามวัดและฟงพระธรรมเทศนาอานิสงส และยังมีการตามประทีปและจุดบูชาตามรอบรั้วบาน หัวบันไดบาน บอน้ำ ครัวไฟโดยกำหนดวา พอพระเริ่มเทศนธัมมหรือคัมภีรอานิสงสผาง ประทีป ก็จะจุดประทีปที่บานของตนขึ้นพรอมกัน ในพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม เพื่อสืบอายุเมือง และตองการใหบานเมืองประสบความเจริญ รุงเรือง เพื่อใหเกิดความสวัสดีมงคลโดยทั่วกัน นอกจากนี้ผางประทีบยังใชจุดบูชาเพื่อตอบ แทนผูมีพระคุณ เพื่อสักการะตอสิ่งตางๆ ที่ได ใชประโยชน เชน ประตูบาน บอน้ำ ยุงขาว เตาไฟ บันไดฯลฯ และยังเปนการบูชาแสง สวางโดยเชื่อวาจะทำใหมีสติปญญาเฉลียว ฉลาดมีแสงสวางนำทางชีวิตใหโชติชวงชัชวาล
วัสดุ อุปกรณ ขั้นตอน และวิธีการทำ ผางประทีป
วัสดุ และ อุปกรณ 3 กาตมน้ำ 1 ฝาจีบน้ำอัดลม 2 ดินเหนียว 4 กาตมน้ำ 5 กระทะ 8 เตาแกส 9 ฐานปน ฝ้าย (สำหรับทำตีนกาใสเทียน) 6 น้ำมันมะพราว 7
ขั้นตอน และวิธีการทำ ผางประทีป
ขั้นตอน และวิธีการทำผางประทีป การทำผางประทีป เริ่มจากการเอาดินเหนียวมาตำใหละเอียด และผสมดินตำละเอียดแลวกับน้ำ นวดใหเขากัน ใหเหนียว จากนั้นนำไปผสมนำ้แลวนวดใหเขากันไดเปนดินกอนใหญๆ ขั้นตอมาคือการปนรูปทรงเปนผางประทีปมีทั้งแบบใหญและ แบบเล็กโดยนำดินมาวางบนแทนปนดิน แลวปนตามขนาด ลักษณะคลายถวย 1 2 การใสขอบลายหยักโดยจะใชฝากระป๋องน้ำอัดลม แบบจีบประกบกันทาบกับขอบผางประทีป 3
เมื่อปนและใสขอบลายเรียบรอยแลว สำหรับผางประทีสเล็ก ใหนำเขาเตาเผาไดเลย สวนผางประทีสขนาดใหญ ตองนำมาผึ่งแดด ใหแหงเสียกอน กอนนำเขาเตาเผา 4 เมื่อผางประทีปสุกไดที่ รอใหเย็นกอน แลวจึงนำออกจากเตา และนำมาลางฝุ่นขี้เถา และผึ่งใหแหง 5
ขั้นตอน และวิธีการทำตีนกา (ไสเทียน) 1 นำฝ้ายสีขาวมาลงขี้ผึ้งผสมน้ำมันมะพราว 2 จากนั้นนำฝ้ายมาตากลม โดยตองตากลมเทานั้นหามมีแดด เพราะถาตากแดดขี้ผึ้งจะละลายได 3 จากนั้นฟนฝ้ายทำใหเปนสามแฉก แบบตีนกา(ไสเทียน) ใหขนาดพอดี กับผางประทีป แบบตีนกาสามแฉก พรอมนำไปใชงาน
ขั้นตอน และวิธีการสวนเทียนที่ใชหยอดลง ผางประทีป ในอดีตจะนำขี้ผึ้งและเทียนที่จุดเหลือตอนชวงเขาพรรษา มาใชงานจากนั้นจะนำมาผสมน้ำมันมะพราว แลวใสปบตั้งไฟใหละลายเปนน้ำเหลว จากนั้นผึ่งในที่รมใหแหง ทิ้งไวจนแหงก็เปนอันเสร็จสิ้นเรียบรอย 1 ใสไสตีนกาวางลงตรงกลางถวย โดยใหฝ้ายสามแฉกเปนฐาน และฝ้ายแกนตั้งขึ้น หยอดเทียนเหลวลงในผางประทีป ใหเต็ม 2 3 4
การประยุกตใหมีความเปนปจจุบัน และการตอยอดของ ผางประทีป
ในปจจุบันผางประทีปถูกนำไปใชอยาง หลากหลาย เชน ตกแตง โรงแรม รีสอรท วัด หรือ สถานที่ราชการ และเอกชน เพื่อความสวยงามดูบรรยากาศสบายๆ แบบลานนา ซึ่งผางประทีปก็ไดรับความนิยม ทั้งใน และตางประเทศ จึงทำใหผางประทีปไดมีการพัฒนา ประยุกตตกแตงใหเกิดความเหมาะสม มีความสวยงามทันสมัย เพื่อใหตรงความ ตองการของผูใชงาน เทศกาล เพื่อนำมา ใชประดับ ตกแตงอาคารบานเรือนเพื่อความ สวยงามและทันสมัย อีกทั้งยังชวยสรางราย ไดอีกดวย
นำแมที่แกะสลักลายลงไปจุมในน้ำตาเทียน จากนั้นเอาไปใสน้ำสะอาด คอยๆ บรรจง แกะดอกเทียนออกมา และระวังขาดเพราะ เทียนจะลักษณะบาง 1 การประยุกต ตกแตงผางประทีป จากนั้นเอาไปใสน้ำสะอาด คอยๆ บรรจง แกะดอกเทียนออกมา และระวังขาดเพราะ เทียนจะลักษณะบาง ในขั้นตอนนี้จะไดเทียน ที่มีลักษณะเหมือนดอกได 2 จากนั้นนำเอาภาชนะที่เราเตรียมไวเพื่อที่จะนำ ไปใสดอกเทียน มาวาดภาพตกแตงตามที่เรา ตองการดวยปากกาเมจิก หรือสีชนิดตางๆ 3
จากนั้นนำดอกเทียนที่เตรียมไว (จำนวนดอกตามความตองการ) นำมาใสในภาชนะที่ไดตกแตงลวดลายแลว 4 จากนั้นนำเสนเทียนมาวางตรงกลางตำแหนง ของดอกเทียนแตละดอก ถือวาเปนอันเสร็จสิ้น พรอมนำไปตกแตง และใชงาน 5
บันทึก
โดยดำเนินงานโครงการ การเชื่อมโยงนิเวศการเรียนรูเมืองเชียงใหม เพื่อการเรียนรูตลอดชีวิต (ยอย 2) ภายใตชุดโครงการ “กลไกการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม เพื่อยกระดับการเปนเครือขายเมืองแหงการเรียนรูของ UNESCO”