ก
คำนำ
ขา้ วสาลี เป็นพชื จาพวกธญั พชื ปลูกมากในแถบประเทศตะวนั ออกกลาง เหนือเสน้ ศูนย์สูตร
หรอื ในเขตอบอนุ่ หรอื เขตหนาวบางเขต เมลด็ ขา้ วสาลจี ะมแี ป้งเป็นสว่ นประกอบอย่ปู ระมาณ 70% และมแี ร่
ธาตุอ่นื ๆ อกี เป็นองคป์ ระกอบ 30% ตน้ ขา้ วสาลปี ระกอบไปดว้ ยธาตุอาหารมากกวา่ 100 ชนิด ซง่ึ รวมทงั้ แร่
ธาตุหลกั ๆ ทร่ี ่างกายต้องการทุกตวั แร่ธาตุรองทร่ี ่างกายต้องการในปรมิ าณเลก็ น้อย วติ ามนิ ในกลุ่มบคี อม
เพลก็ ซค์ รบถ้วน นอกจากน้ียงั เป็นหน่ึงในเร่อื งของแหล่งโปร – วติ ามนิ เอ ทส่ี งู ทส่ี ุดในบรรดาอาหารต่าง ๆ
รวมทงั้ มีวติ ามินซี อี และเค เป็นจานวนมาก น้าต้นข้าวสาลีมีโปรตีนอยู่ 25 % ซ่ึงเป็นเปอร์เซ็นต์ท่ีสูง
มากกว่าเม่อื เทยี บกบั เน้ือปลา ไข่ ผลติ ภณั ฑน์ ม หรอื ถวั่ ต่าง ๆ มากไปกว่าน้ียงั มสี ารต้าน เชอ้ื รา สารต้าน
พษิ จากเชอ้ื ราทเ่ี รยี กว่า laetrile อกี ดว้ ย
ข
สำรบญั
คำนำ............................................................................................................................................................... ก
สำรบญั ............................................................................................................................................................ ข
ลกั ษณะของขำ้ วสำลี .......................................................................................................................................... 1
ผลขำ้ วสำลี ............................................................................................................................................... 3
ตน้ ออ่ นขำ้ วสำลี......................................................................................................................................... 4
พนั ธขุ์ ำ้ วสำลี..................................................................................................................................................... 6
ขำ้ วสำลชี นิดแขง็ (hard wheat).................................................................................................................. 6
ขำ้ วสำลชี นิดอ่อน (soft wheat) .................................................................................................................. 7
สรรพคณุ ของขำ้ วสำลี ......................................................................................................................................... 7
วธิ ีกำรใช้ .................................................................................................................................................. 7
ขอ้ มลู ทำงเภสชั วิทยำของขำ้ วสำลี ......................................................................................................................... 7
รำยงำนผลกำรทดลองของขำ้ วสำลี ....................................................................................................................... 8
เมล็ดขำ้ วสำลี............................................................................................................................................ 8
ประโยชนข์ องขำ้ วสำลี....................................................................................................................................... 11
ผลติ ภณั ฑจ์ ำกขำ้ วสำลี : ตลำดในประเทศและตลำดสง่ ออกขยำยตวั ......................................................................... 13
บทสรุป .......................................................................................................................................................... 19
1
ขำ้ วสำลี ช่ือวิทยำศำสตร์ Triticum aestivum L. (ชอ่ื พอ้ งวิทยำศำสตร์ Triticum vulgare Vill.) จดั อย่ใู นวงศ์
หญำ้ (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
ข้ำวสำลี มชี ่อื เรยี กอน่ื วา่ "สำลี"
ลกั ษณะของขำ้ วสำลี
• ต้นขำ้ วสำลี มถี นิ่ กาเนิดและการกระจายพนั ธอุ์ ยใู่ นตะวนั ออกกลาง ผผู้ ลติ ขา้ วสาลที ่ี
สาคญั ของโลก ไดแ้ ก่ สหรฐั อเมรกิ า แคนาดา จนี และรสั เซยี ในประเทศไทยมกี ารปลกู
บา้ งบนพน้ื ทส่ี งู ทางภาคเหนือ แต่สว่ นใหญ่จะไดม้ าจากการนาเขา้ เสยี มากกวา่ จดั เป็น
ไมล้ ม้ ลกุ ทม่ี อี ายุราว 1 ปี มคี วามสงู ของตน้ ประมาณ 40-150 เซนตเิ มตร แตกขน้ึ เป็นกอ
แน่น ลาตน้ เรยี บ มขี อ้ และปลอ้ งประมาณ 4-7 ปลอ้ ง มขี นาดใหญข่ น้ึ จากโคนไปสปู่ ลาย
ขยายพนั ธดุ์ ว้ ยวธิ กี ารหวา่ นเมลด็
2
ใบข้ำวสำลี ใบเป็นใบเดย่ี ว ใบตดิ แบบเรยี งสลบั ลกั ษณะของใบเป็นรปู แถบผอมยาว มขี นาด
กวา้ งประมาณ 1-3 เซนตเิ มตร และยาวประมาณ 15-40 เซนตเิ มตร ใบเกลย้ี งหรอื มขี น เขย้ี วใบ
เป็นแผน่ หใู บบาง
ดอกข้ำวสำลี ออกดอกเป็นช่อ ชนิดดอกชอ่ เชงิ ลด เรยี งเป็นสองแถว แกนกลางช่อหยกั ไปมา
ยาวไดป้ ระมาณ 5-15 เซนตเิ มตร ช่อดอกยอ่ ยแบบ ซอ้ นทบั กนั เป็นแถวดา้ นขา้ งของแกนชอ่
ดอก ช่อดอกยอ่ ยประกอบไปดว้ ยดอกยอ่ ยประมาณ 3-9 ดอก ดอกเป็นดอกแบบสมบรู ณ์เพศ
ดอกจะมรี ปู รา่ ง ขนาด และความหนาแน่นแตกต่างกนั ออกไปตามสายพนั ธุ์ ตรงปลายกาบช่อ
3
ยอ่ ยเป็นสนั 1 สนั เกดิ จากเสน้ ใบยน่ื เป็นปีกแหลม สว่ นกาบล่างมรี ยางคแ์ ขง็ ยาวไดถ้ งึ 16
เซนตเิ มตร
ผลขา้ วสาลี ลกั ษณะของผลเป็นรปู ไขห่ รอื รปู กระสวย มรี ่องตามยาว สนี ้าตาลแดง เหลอื ง ขาว
หรอื มสี ปี นกนั [1],[3] โดยส่วนทน่ี ามารบั ประทานจะมอี ยู่ 3 สว่ น ไดแ้ ก่
o เมลด็ ขำ้ วสำลี (wheat kernel) จะประกอบไปดว้ ย เอนโดสเปิรม์ (endosperm),
คารโ์ บไฮเดรตทเ่ี ป็นสตารช์ (starch) ซง่ึ มี amylose และ amylopectin เป็นสว่ นประกอบ
หลกั อยรู่ วมเป็นเมด็ สตารช์ (starch granule)
o รำขำ้ วสำลี (wheat bran) ซง่ึ เป็นเปลอื กห่อหุม้ เมลด็ ไวห้ ลายชนั้ เป็นชนั้ ของรา (bran)
สว่ นชนั้ นอกสดุ เป็นแกลบ (husk)
o จมกู ขำ้ วสำลี (wheat germ) ซง่ึ เป็นแหล่งสะสมอาหารสาหรบั ตน้ อ่อน
4
o ตน้ อ่อนขา้ วสาลี (Wheatgrass) คอื สว่ นของเมลด็ ทน่ี ามาเพาะประมาณ 7-8 วนั จนเป็นตน้
ออ่ น (เช่นเดยี วกบั ถวั่ งอก) แลว้ นามาคนั้ เป็นน้าวที กราสหรอื น้าตน้ อ่อนขา้ วสาลี โดยจะมี
ขายทงั้ ในรปู แบบคนั้ สด ๆ แบบผงชงสาเรจ็ รปู และแบบทน่ี ามาแปรรปู เป็นสารสกดั บรรจุ
แคปซูลหรอื แบบอดั เมด็
5
6
พนั ธข์ุ ำ้ วสำลี
ขา้ วสาลีชนิดแขง็ (hard wheat)
o Wheat Hard white - เป็นขา้ วสาลเี มลด็ แขง็ สอี อ่ น มโี ปรตนี ปานกลาง ใชส้ าหรบั
การผลติ เป็นแป้งขา้ วสาลที ใ่ี ชท้ าขนมปังและใชผ้ ลติ เบยี ร์
o Wheat Hard red spring - เป็นขา้ วสาลเี มลด็ แขง็ สนี ้าตาล มโี ปรตนี และกลเู ตน
สงู ใชส้ าหรบั การผลติ เป็นแป้งขา้ วสาลี สาหรบั ใชท้ าขนมปังและขนมอบทข่ี น้ึ ฟู
ดว้ ยยสี ต์
o Wheat Hard red winter - เป็นขา้ วสาลเี มลด็ แขง็ สนี ้าตาล มโี ปรตนี และกลเู ตน
สงู ใชส้ าหรบั การผลติ เป็นแป้งขา้ วสาลี สาหรบั ใชท้ าขนมปังและขนมอบทข่ี น้ึ ฟู
ดว้ ยยสี ต์
o Wheat Durum - เป็นขา้ วสาลที ม่ี เี มลด็ แขง็ ใส สอี ่อน ใชส้ าหรบั การผลติ เป็นแป้ง
ขา้ วสาลชี นดิ ซาโมลนิ า (แป้งสาหรบั ผลติ พาสตา้ )
7
ขา้ วสาลีชนิดออ่ น (soft wheat)
o Wheat Soft white - เป็นขา้ วสาลเี มลด็ ออ่ น สอี ่อน มโี ปรตนี และกลเู ตนต่ามาก
ใชส้ าหรบั การผลติ เป็นแป้งขา้ วสาลี สาหรบั ใชท้ าพาย เพสตรี
o Wheat Soft red winter - เป็นขา้ วสาลเี มลด็ อ่อน สนี ้าตาล มโี ปรตนี และกลเู ตน
ต่า ใชส้ าหรบั การผลติ เป็นแป้งขา้ วสาลี สาหรบั ใชท้ าขนมเคก้ พาย มฟั ฟิน บสิ กติ
สรรพคณุ ของขำ้ วสำลี
1. ช่วยบารุงเสน้ ประสาท และช่วยใหน้ อนหลบั
2. ช่วยบารุงหวั ใจ และป้องกนั การเกดิ โรคหวั ใจ
3. ชว่ ยลดความดนั โลหติ สงู ช่วยขยายหลอดเลอื ด
4. ช่วยลดระดบั น้าตาลในเลอื ด ป้องกนั โรคเบาหวาน
5. ช่วยลดระดบั คอเลสเตรอลในเลอื ด ลดไขมนั ในเลอื ด
วธิ ีการใช้ : การใชต้ ามใหน้ าราขา้ วสาลมี าชงกบั น้ารอ้ นด่มื กอ่ นอาหารเชา้ และเยน็ หรอื นาเมลด็ มา
ใชป้ รุงเป็นอาหารในรปู ของธญั พชื
ข้อมลู ทำงเภสชั วิทยำของขำ้ วสำลี
• สารสาคญั ทพ่ี บ ไดแ้ ก่ aconiticc acid, adenine, alkyl resorcinol, allantoin,
benzoxazin-3(4H)-one-glycoside castasterone, choline, diazepam, esgostan-3-
one, ferulic acid, gibberllin A, gliadin, histidine, oleic acid, quercetin, triticum,
wheat germ agglutinin[1]
• ขา้ วสาลมี ฤี ทธลิ ์ ดระดบั น้าตาลในเลอื ด ยบั ยงั้ การดดู ซมึ ของกลโู คส ช่วยลดความดนั
โลหติ ขยายหลอดเลอื ด ช่วยลดระดบั คอเลสเตอรอลในเลอื ด ลดไขมนั ในเลอื ด ชว่ ยบารุง
เสน้ ประสาท เป็นยาระบาย เพราะ wheat bran, wheat germ มผี ลต่อการยอ่ ยและการ
ดดู ซมึ น้าตาลในลาไส้ ทาใหล้ ดระดบั น้าตาลในเลอื ดได้
8
รำยงำนผลกำรทดลองของขำ้ วสำลี
เมลด็ ขา้ วสาลี
• เมอ่ื ปี ค.ศ.1992 ทป่ี ระเทศอยี ปิ ต์ ไดท้ าการทดลองใชร้ าขา้ วสาลี แครร์ อต และเมลด็
ทานตะวนั กบั หนูทดลอง เพอ่ื ดวู ่าสามารถลดระดบั น้าตาลในเลอื ดและระดบั
คอเลสเตอรอลไดห้ รอื ไม่ ผลการทดลองพบวา่ ราขา้ วสาลสี ามารถลดระดบั น้าตาลใน
เลอื ดได[้ 2]
• เมอ่ื ปี ค.ศ.1992 ทป่ี ระเทศสหรฐั อเมรกิ า ขา้ วสาลสี ามารถทาใหร้ ะดบั น้าตาลในเลอื ด
ต่าลงได้
• เมอ่ื ปี ค.ศ.2003 ทป่ี ระเทศญป่ี ่นุ ไดท้ าการทดลองใหอ้ าหารในหนูทดลอง โดยอาหารจะ
ประกอบไปดว้ ย oligosaccharide และสารสกดั จากใบของบารเ์ ลย์ ขา้ วสาลี ขา้ วเรย์ และ
ขา้ วโอ๊ต ผลการทดลองพบว่า สามารถช่วยทาใหไ้ ขมนั ในเลอื ดของหนูทดลองลดลงได้[1]
• เมอ่ื ปี ค.ศ.2003 ทป่ี ระเทศบราซลิ ไดท้ าการศกึ ษาทดลองผลของเสน้ ใยไฟเบอรใ์ นขา้ ว
สาลใี นการชว่ ยลดความอว้ น โดยทาการทดลองกบั หนูวสิ ตรา้ จานวน 48 ตวั ขนาด
น้าหนกั 160 gm. โดยแบง่ หนูทดลองออกเป็น 8 กลมุ่ การทดลอง ใชเ้ วลาการทดลอง
นาน 63 วนั โดยกลมุ่ ท่ี 1-6 จะใหส้ ารไขมนั คอเลสเตอรอล 1% และใหข้ า้ วโอต๊ หรอื ขา้ ว
สาลี 5%, 10%, 15% ตามลาดบั สว่ นกลมุ่ ท่ี 7 จะใหส้ ารอาหารคอเลสเตอรอล 1% และ
9
ใยอาหาร 5% และกล่มุ ท่ี 8 คอื กล่มุ ควบคุม ภายหลงั การทดลองพบวา่ หนูกลมุ่ ท่ี 1-3 มี
ค่าระดบั คอเลสเตอรอลในเลอื ดลดลงทงั้ หมด แตก่ ลุม่ ทใ่ี หข้ า้ วโอต๊ ค่า HDL-C (ไขมนั ด)ี
ไมม่ กี ารเปลย่ี นแปลง คงมกี ารเปลย่ี นแปลงเฉพาะกล่มุ ทใ่ี หข้ า้ วสาล[ี1]
• เมอ่ื ปี ค.ศ.2005 ทป่ี ระเทศจนี ไดท้ าการศกึ ษาทดลองและไดพ้ บวา่ สารฟลาโวนอยดใ์ น
ขา้ วสาลี สามารถชว่ ยลดค่าเอนไซมใ์ นตบั และลดระดบั ไขมนั ในเลอื ดได้ โดย
ทาการศกึ ษาทดลองกบั หนู หลงั การทดลองพบว่าคา่ คอเลสเตอรอลและไตรกลเี ซอไรด์
ลดลง อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ (P[1]
• เมอ่ื ปี ค.ศ.2006 ทป่ี ระเทศอหิ รา่ น ไดท้ าการทดลองผลในการลดระดบั ไขมนั ในเลอื ดของ
ขา้ วสาลี โดยทาการทดลองกบั ผปู้ ่วยหญงิ จานวน 19 คน ทม่ี อี ายุระหวา่ ง 35-65 ปี และมี
ระดบั คอเลสเตอรอลในเลอื ด 240-300 mg./dl. โดยใหผ้ ปู้ ่วยกนิ ขา้ วสาลที ท่ี าในรปู cereal
ขนาด 40 gm. ทกุ วนั 4 สปั ดาห์ ภายหลงั การทดลองไดท้ าการตรวจสุขภาพของผปู้ ่วย
ดงั กล่าว ไมพ่ บว่าน้าหนกั ร่างกายและ body mass index แตกต่างกนั ใน 2 กลมุ่ การ
ทดลอง แตพ่ บวา่ ระดบั คอเลสเตอรอลรวมลดลง 11% และระดบั ไขมนั เลว (LDL-C)
ลดลง 21% แตค่ ่าไตรกลเี ซอไรดแ์ ละคา่ ไขมนั ดี (HDL-C) ไมเ่ ปลย่ี นแปลง[1]
• เม่อื ปี ค.ศ.2007 ท่ปี ระเทศญ่ีปุ่น ได้ทาการศึกษาทดลองพบว่า อาหารเสรมิ ในรูปของ
เคร่อื งด่มื (Skim milk) ท่มี สี ่วนผสมของขา้ วสาลี ขา้ วเจ้า ขา้ วโอ๊ต และ pcyllium husk
powder พบวา่ เป็นเคร่อื งดม่ื ทเ่ี หมาะสาหรบั ผปู้ ่วยทม่ี ไี ขมนั ในเลอื ดสูงและผทู้ ต่ี อ้ งการลด
น้าหนกั โดยนามาบดใหโ้ มเลกุลของขา้ วต่าง ๆ เลก็ ลงในขนาด 65 meshes และผสมกบั
psyllium husk powder ประมาณ 0.05-0.5%[1]
• เม่อื ปี ค.ศ.2007 ทป่ี ระเทศญป่ี ุ่น ไดท้ าการศกึ ษาพบว่า เสน้ บะหมห่ี รอื พาสตา้ ซง่ึ ทามา
จากขา้ วสาล,ี ขา้ วเจ้า, gluten, psyllium husk powder เม่อื นาผงดงั กล่าวมาผสมกบั น้า
แล้วผสมไข่นวดให้ได้ท่ี ทาเป็นเส้น โดยผสม psyllium husk powder 0.01-0.5% และ
ส่วนผสมของขา้ วสาลี : ขา้ วเจ้า : gluten = 3 : 1 : 1 เป็นอาหารท่เี หมาะสาหรบั ผูป้ ่วย
เบาหวานและตอ้ งการควบคมุ น้าหนกั [1]
• มหาวทิ ยาลยั พอนดเิ ชอรี (Pondicherry University) ประเทศอนิ เดยี ไดท้ าการศกึ ษาโดย
ใหผ้ ูป้ ่วยเบาหวานชายและหญิงกนิ จมูกขา้ วสาลวี นั ละ 30 กรมั เป็นระยะเวลา 6 เดอื น
ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่ วยทุกคนมรี ะดบั น้าตาลในเลอื ดลดลงอย่างชดั เจน โดยระดบั
10
น้าตาลก่อนอาหารลดลงเฉลย่ี 22 มลิ ลกิ รมั ตอ่ เดซลิ ติ ร และระดบั น้าตาลหลงั อาหารลดลง
เฉลย่ี 41 มลิ ลกิ รมั ตอ่ เดซลิ ติ ร[7]
• จากการศกึ ษาฤทธกิ ์ ารต้านอนุมูลอสิ ระของต้นอ่อนขา้ วสาลใี นอาสาสมคั รท่ไี ด้สารก่อ
อนุมูลอิสระ biphenol-A ผ่านทางสงิ่ แวดล้อม เม่อื ด่มื น้าคนั้ จากต้นอ่อนข้าวสาลวี นั ละ
100 มลิ ลลิ ติ ร เป็นระยะเวลา 2 สปั ดาห์ พบว่าปรมิ าณของสาร biphenol-A ในปัสสาวะ
ลดลงอย่างมนี ัยสาคญั ซ่งึ แนวโน้มการลดลงของสารก่ออนุมูลอสิ ระมคี วามสมั พนั ธ์กบั
ระยะเวลาทด่ี ม่ื [6]
• มกี ารศกึ ษาวจิ ยั ฤทธกิ ์ ารเพม่ิ จานวนเมด็ เลอื ดแดงของตน้ อ่อนขา้ วสาลใี นผปู้ ่วยทม่ี ภี าวะ
โลหติ จาง โดยให้ผูป้ ่ วยรบั ประทานน้าคนั้ จากต้นอ่อนขา้ วสาลวี นั ละ 30-100 มลิ ลลิ ติ ร
หรอื ให้รบั ประทานสารสกดั จากตน้ อ่อนขา้ วสาลวี นั ละ 1,000 มลิ ลกิ รมั ตดิ ต่อกนั อย่าง
น้อย 6 เดอื นถงึ 1 ปี ผลการทดลองพบว่า ปรมิ าณของฮโี มโกลบนิ ในเลอื ดเพมิ่ ขน้ึ ลด
ปรมิ าณการใหเ้ มด็ เลือดแดงเขม้ ขน้ และลดจานวนครงั้ ในการถ่ายเป็นเลอื ดได้อย่างมี
นยั สาคญั ทงั้ ในเดก็ ทม่ี ภี าวะเป็นโรคโลหติ จางธาลสั ซเี มยี ผปู้ ่วยโรคโลหติ จางธาลสั ซเี มยี
ชนิดเบต้า และในผู้ป่ วย myelodysplastic syndrome (ผู้ป่ วยท่ีมีความผิดปกติของไข
กระดูก ส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถทาหน้าท่ีสรา้ งเซลล์เมด็ เลอื ดแดง เมด็ เลอื ดขาว
และเกลด็ เลอื ดไดอ้ ยา่ งเพยี งพอ และอาจก่อใหเ้ กดิ โรคมะเรง็ เมด็ เลอื ดขาวไดใ้ นอนาคต)[6]
• ผูป้ ่ วยมะเร็งเต้านมท่รี บั ประทานน้าคนั้ จากต้นอ่อนขา้ วสาลวี นั ละ 60 มลิ ลลิ ติ ร ตลอด
ระยะเวลาการทไ่ี ดร้ บั เคมบี าบดั ทงั้ 3 รอบ พบว่าสามารถช่วยป้องกนั การเกดิ ภาวะโลหติ
จางไดด้ ี ปรมิ าณของฮโี มโกลบนิ เพมิ่ ขน้ึ อย่างมนี ัยสาคญั โดยไม่มผี ลต่อการตอบสนอง
การไดร้ บั การรกั ษาจากเคมบี าบดั ในผปู้ ่วย และยงั มกี ารศกึ ษาอ่นื ในผปู้ ่วยทเ่ี ป็นมะเรง็ ท่ี
อวยั วะต่าง ๆ ทไ่ี ด้ด่มื น้าคนั้ จากตน้ อ่อนขา้ วสาลตี ดิ ต่อกนั เป็นเวลา 6 เดอื น (วนั ละ 30
มลิ ลลิ ติ ร) กพ็ บว่าปรมิ าณของฮโี มโกลบนิ เกลด็ เลอื ด และภูมติ า้ นทานในร่างกายเพมิ่ ขน้ึ
ทาใหผ้ ปู้ ่วยมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ยี ง่ิ ขน้ึ [6]
• เม่อื ทาการเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพระหว่างตน้ อ่อนขา้ วสาลแี ละสาหร่ายสไปรูรนิ ่า ซ่งึ
เป็นพชื ทอ่ี ุดมไปดว้ ยคลอโรฟิลล์เช่นเดยี วกนั พบว่าการรบั ประทานแคปซูลตน้ อ่อนขา้ ว
สาลี ในขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครัง้ ติดต่อกัน 1 เดือน สามารถช่วยเพิ่ม
ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มวิตามินซี เพ่ิมการทางานของเอนไซม์
11
superoxide dismutase และช่วยลดปรมิ าณ malondialdehyde ในเลอื ดของอาสาสมคั ร
ไดด้ กี ว่าการรบั ประทานสาหรา่ ยสไปรรู นิ ่าในขนาดเท่ากนั [6]
• น้าคนั้ จากตน้ อ่อนขา้ วสาลยี งั ช่วยบรรเทาอาการของโรคลาไสอ้ กั เสบไดเ้ ป็นอย่างดี โดย
พบว่า ผูป้ ่ วยท่รี บั ประทานน้าคนั้ จากตน้ อ่อนขา้ วสาลวี นั ละ 100 มลิ ลกิ รมั ตดิ ต่อกนั 1
เดอื น จะสามารถช่วยบรรเทาอาการโดยรวมของโรคใหด้ ขี น้ึ และช่วยลดการเคล่อื นไหว
ของลาไสแ้ ละความถใ่ี นการถ่ายเป็นเลอื ดไดอ้ ยา่ งมนี ยั สาคญั
ประโยชน์ของขำ้ วสำลี
1. ใชเ้ ป็นอาหารของมนุษย์ โดยมคี ุณค่าทางอาหารสงู และมกี ากอาหาร จงึ ช่วยในการ
ขบั ถ่ายของลาไสใ้ หญไ่ ดเ้ ป็นอยา่ งดี หรอื จะนาเมลด็ มาเพาะใหง้ อก ใชป้ ระกอบอาหาร
เช่นเดยี วกบั ถวั ่ งอก หรอื นาเมลด็ มาทาขา้ วน่ึง แลว้ นาไปทาเป็นอาหาร[4]
2. ขา้ วสาลเี ป็นอาหารทเ่ี หมาะสาหรบั ผปู้ ่วยเบาหวาน ผเู้ ป็นโรคกระเพาะ กระเพาะอาหาร
อกั เสบ ผทู้ ต่ี อ้ งการควบคุมน้าหนกั และผปู้ ่วยทอ่ี ยใู่ นชว่ งระหวา่ งการพกั ฟ้ืน[1]
3. ในปัจจบุ นั ไดม้ กี ารนาขา้ วสาลมี าแปรรปู ทาเป็นน้าคนั้ ตน้ ขา้ วสาลอี อ่ นและมอลตข์ า้ วสาลี
(การทาใหข้ า้ วสาลงี อกเป็นตน้ อ่อนแลว้ นามาคนั้ เอาน้า) ในตา่ งประเทศมกี ารใชน้ าคนั้
12
จากตน้ ออ่ นขา้ วสาลกี นั มานานแลว้ สาหรบั การทาความสะอาดระบบเลอื ด ชว่ ยทาให้
ระบบการทางานของรา่ งกายดขี น้ึ ชว่ ยในการยอ่ ยอาหาร ทาใหก้ ารแลกเปลย่ี นออกซเิ จน
เน่อื งจากในน้าของตน้ อ่อนขา้ วสาลจี ะมคี ลอโรฟิลลอ์ ยสู่ งู ถงึ 70% ซง่ึ คลอโรฟิลลเ์ ป็นสาร
ตา้ นอนุมลู อสิ ระทส่ี าคญั มอี งคป์ ระกอบคลา้ ยกบั เมด็ เลอื ดแดง จงึ ชว่ ยกระตุน้ การสร้าง
เมด็ เลอื ด ชว่ ยทาความสะอาดระบบหมุนเวยี นโลหติ ช่วยลดการดดู ซมึ ของสารกอ่ มะเรง็
นอกจากน้ยี งั มสี ารซาโปนนิ ทม่ี ฤี ทธกิ ์ าจดั สารพษิ ออกจากร่างกาย มแี รธ่ าตทุ ม่ี ปี ระโยชน์
ไมต่ ่ากว่า 90 ชนดิ ทช่ี ่วยเพมิ่ ความเป็นด่างใหแ้ ก่ร่างกายและมคี วามสามารถในการจบั
กรดทเ่ี ป็นพษิ ตอ่ รา่ งกาย มกี รดอะมโิ นไมต่ ่ากว่า 20 ชนิด และมเี อนไซมไ์ มต่ ่ากวา่ 30
ชนดิ ทม่ี ปี ระโยชน์ตอ่ รา่ งกาย ในดา้ นการช่วยชะลอความแก่ เป็นตน้
4. น้าคนั้ จากตน้ อ่อนขา้ วสาลี (Wheatgrass juice) สามารถช่วยเพม่ิ ปรมิ าณของเมด็ เลอื ด
แดงในผปู้ ่วยทม่ี ภี าวะโลหติ จาง ช่วยป้องกนั อนั ตรายจากอนุมูลอสิ ระต่าง ๆ และยงั ช่วย
รกั ษาอาการลาไสอ้ กั เสบ โดยไมพ่ บความเป็นพษิ หรอื ผลขา้ งเคยี งใด ๆ ในขนาด
รบั ประทานวนั ละ 30-100 มลิ ลลิ ติ ร หรอื ในแคปซูลขนาด 1,000 มลิ ลกิ รมั ในระช่วง
ระยะเวลาตงั้ แต่ 2 สปั ดาหจ์ นถงึ 1 ปี แต่อยา่ งไรกต็ ามควรจะระมดั ระวงั ในการใชก้ บั เดก็
อ่อนหรอื สตรมี คี รรภ์ เพราะยงั ไมม่ รี ายงานดา้ นความปลอดภยั อกี ทงั้ น้าคนั้ ของตน้ อ่อนก็
มกี ลนิ่ เหมน็ เขยี วคลา้ ยกบั หญา้ จงึ อาจไปกระตนุ้ ใหเ้ กดิ อาการคล่นื ไสอ้ าเจยี นในผทู้ ไ่ี ม่
ชอบกลน่ิ ดงั กล่าวได้
5. จมูกขำ้ วสำลี (wheat germ) คอื สว่ นทอ่ี ยตู่ รงปลายเมลด็ ขา้ ว เป็นแหล่งของสารอาหาร
สาคญั มหาวทิ ยาลยั แหง่ รฐั โอกลาโฮมา (Oklahoma State University) ของประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า ไดใ้ หข้ อ้ มลู ว่าจมกู ขา้ วสาลมี โี ปรตนี สงู กว่าแป้งสาลถี งึ 3 เทา่ มเี กลอื แรส่ งู
กว่า 6 เท่า และยงั อดุ มไปดว้ ยกรดอะมโิ นจาเป็นทร่ี า่ งกายไมส่ ามารถสรา้ งขน้ึ เองได้ อกี
ทงั้ ยงั มกี รดโฟลกิ และวติ ามนิ สงู จนวารสาร Food Research International ไดย้ กใหจ้ มกู
ขา้ วสาลเี ป็นแหลง่ อาหารทส่ี าคญั ของหญงิ ตงั้ ครรภเ์ พอ่ื ป้องกนั โรคโลหติ จางในแมแ่ ละ
ความพกิ ารทางระบบประสาทของเดก็ ทารก โดยพบวา่ จมกู ขา้ วสาลี 3 ชอ้ นโต๊ะ จะให้
ปรมิ าณของกรดโฟลกิ สงู ถงึ 20% ของความตอ้ งการใน 1 วนั นอกจากน้จี มกู ขา้ วสาลยี งั
ช่วยลดระดบั น้าตาลในเลอื ดของผปู้ ่วยเบาหวาน ชว่ ยป้องกนั โรคหวั ใจ ช่วยลดความ
เสย่ี งของการเกดิ โรคหลอดเลอื ดหวั ใจ โรคเสน้ เลอื ดในสมองแตก โรคตอ้ กระจก ชว่ ย
ป้องกนั โรคมะเรง็ ชว่ ยลดความอว้ น และช่วยในการชะลอวยั ไดอ้ กี ดว้ ย
13
6. รำขำ้ วสำลี (wheat bran) เป็นสว่ นทม่ี เี สน้ ใยอาหารสงู เมอ่ื รบั ประทานเขา้ ไปแลว้ จะ
ชว่ ยเพม่ิ ปรมิ าณของอุจจาระ อกี ทงั้ เสน้ ใยอาหารยงั มคี ุณสมบตั ใิ นการชว่ ยดดู น้าไดด้ มี าก
จงึ ชว่ ยทาใหอ้ ุจจาระนุ่ม ขบั ถ่ายไดง้ า่ ย ทาใหร้ ะบบขบั ถา่ ยทางานไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
นอกจากน้ยี งั ถูกนาไปใชใ้ นการผลติ อาหารเสรมิ สขุ ภาพและผสมในอาหารเลย้ี งสตั ว์
จาพวกหมแู ละกงุ้ อกี ดว้ ย
7. ฟางท่เี หลอื ใช้สาหรบั เล้ยี งสตั ว์กินหญ้า เช่น ววั ควาย หรอื นามาใช้ทาตุ๊กตาฟาง มุง
หลงั คา ทาไสเ้ บาะ เช้อื เพลงิ วสั ดุรองสงิ่ ของในการบรรจุหบี ห่อ กระดานอดั ตลอดจน
การนาไปใชเ้ ป็นวสั ดเุ พาะเหด็ เป็นตน้
8. ขา้ วสาลเี ป็นพชื อาหารทม่ี คี วามสาคญั ทส่ี ุดอย่างหน่ึงของประชากรโลก โดยผลติ ผลและ
ผลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ดจ้ ากแป้งขา้ วสาลี ไดแ้ ก่ แป้งสาลี ขนมปัง ขนมเคก้ ขนมอบ ซาลาเปา คุก้
ก้ี แครกเกอร์ เคก้ โดนัท โรตี พาย ปาท่องโก๋ บะหม่ี พาสตา้ สปาเกตตี มกั กะโรนี ฯลฯ
และยงั ถูกนาไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลติ กาว แอลกอฮอล์ น้ามนั และกลูเตนอกี ด้วย
[3] ส่วนเมล็ดท่นี ามาบดให้แตกด้วยโม่หนิ สามารถนามาใช้ทาโจ๊ก ทาขา้ วต้ม ถ้านามา
ลวกน้าเดอื ดประมาณ 20 นาที ก็นามาทายาสลดั และขา้ วผดั ได้ ส่วนขา้ วสาลตี ม้ สุกทงั้
เมลด็ สามารถนามาใชท้ าขนมประเภทขา้ วโพดคลุกและขา้ วเหนียวเปียก หรอื จะนาขา้ ว
สาลมี านวดเป็นกอ้ น แลว้ เอาไปล้างน้า กจ็ ะได้ "มก่ี งึ " (gluten) เม่อื เอาไปต้มสุกก็จะได้
เน้อื เทยี มซง่ึ เป็นโปรตนี จากพชื ทน่ี ามาใชท้ าอาหารเจ เชน่ แกงลกู ชน้ิ พะโล้ เป็นตน้
9. ส่วนประโยชน์ในด้านอ่นื ๆ ก็เช่น การนามาใช้ทาแบะแซ (น้าเช่อื มขน้ ) โดยการเพาะ
เมลด็ ขา้ วสาลใี นกระบะไมน้ าน 7 วนั แลว้ เอาตน้ กลา้ อ่อนไปโขลกคนั้ กรองเอาสว่ นทเ่ี ป็น
ของเหลว แลว้ นาไปเคย่ี วกบั ปลายขา้ วเหนียว หมกั ไวป้ ระมาณ 2 ชวั่ โมง แลว้ ค่อยคนั้
เอาน้าเช่อื มขน้ ออกมา, ใชเ้ มลด็ สุกหมกั กบั สา่ เพอ่ื กลนั่ เป็นเหลา้ , ใชท้ าซอี วิ๊ และเตา้ เจย้ี ว
ดว้ ยการใชเ้ มลด็ ขา้ วสาลแี ละเมลด็ ถวั่ เหลอื ง ควั่ แลว้ บดในอตั ราสว่ นเทา่ กนั และหมกั ดว้ ย
เช้อื Aspergillus sojae, ใช้สาหรบั ทาเชอ้ื เหด็ บางประเภท โดยการผสมเมลด็ ขา้ วสาลที ่ี
น่ึงสุกกบั ราละเอยี ด เอาไปบรรจใุ นขวดแบน แลว้ เขย่ี เชอ้ื จากอาหารวุน้ ใส
ผลิตภณั ฑจ์ ำกข้ำวสำลี : ตลำดในประเทศและตลำดส่งออกขยำยตวั
14
ประเทศไทยผลติ ขา้ วสาลไี ดน้ ้อยจงึ ไมเ่ พยี งพอกบั ความตอ้ งการใชใ้ นประเทศ โดยในปี 2547 ไทยมพี น้ื ท่ี
ปลกู ขา้ วสาลปี ระมาณ 8,125 ไร่ ใหผ้ ลผลติ ขา้ วสาลปี ระมาณ 800 ตนั ขณะทใ่ี นปี 2538 ผลติ ขา้ วสาลไี ด้
เพยี ง 639 ตนั เท่านนั้ จากปรมิ าณการผลติ ขา้ วสาลขี องไทยน้อยกว่าปรมิ าณความตอ้ งการขา้ วสาลที งั้ เพอ่ื
การบรโิ ภคในประเทศและการสง่ ออก ทาใหไ้ ทยตอ้ งพง่ึ พงิ การนาเขา้ โดยการนาเขา้ สว่ นใหญ่จะอยใู่ นรปู
ของเมลด็ ขา้ วสาลแี ละแป้งขา้ วสาลี ซง่ึ มลู ค่าการนาเขา้ นนั้ ขยายตวั อยา่ งมากในปี 2547 และคาดว่าจะ
ขยายตวั ต่อเน่อื งในปี 2548 เน่อื งจากความตอ้ งการทงั้ การบรโิ ภคผลติ ภณั ฑข์ า้ วสาลใี นประเทศและการ
สง่ ออกขยายตวั อย่างตอ่ เน่อื ง คาดวา่ มลู ค่าการนาเขา้ ขา้ วสาลแี ละผลติ ภณั ฑใ์ นปี 2548 เท่ากบั 9,500 ลา้ น
บาท ซง่ึ ใกลเ้ คยี งกบั ในปี 2547 โดยผลติ ภณั ฑท์ ม่ี กี ารขยายตวั ของการนาเขา้ อยใู่ นเกณฑส์ งู คอื ขา้ วสาลี
และแป้งขา้ วสาลี
เมลด็ ขา้ วสาลแี ละแป้งขา้ วสาลที น่ี าเขา้ จากแต่ละประเทศจะมคี ุณสมบตั ทิ แ่ี ตกตา่ งกนั และมเี อกลกั ษณ์ประจา
ของประเทศนัน้ ๆ แป้งขา้ วสาลที โ่ี ม่จากแต่ละแหล่งผลติ นัน้ ๆจะมคี ุณสมบตั ทิ แ่ี ตกต่างกัน โดยมจี ุดเด่นและ
จุดดอ้ ยทไ่ี ม่เหมอื นกนั ดงั นนั้ ขา้ วสาลจี งึ มหี ลายประเภท ซ่งึ ผปู้ ระกอบการตอ้ งทาการวเิ คราะหค์ ุณภาพของ
15
แป้งขา้ วสาลกี ่อนว่ามคี วามเหมาะสมจะนามาแปรรูปเป็นผลติ ภณั ฑป์ ระเภทใด คุณภาพของแป้งสาลจี ะแบ่ง
ออกเป็นโปรตนี สูงและโปรตนี ต่า และยงั แยกย่อยเป็นโปรตนี สูงมากและสูงน้อย โปรตนี ต่ามากและต่าน้อย
ถ้าต้องการนาไปผลิตขนมปังก็จะเลอื กแป้งท่มี โี ปรตนี สูง ทาบะหม่กี ็จะเลือกแป้งท่มี โี ปรตนี สูงน้อย ส่วน
ซาลาเปากจ็ ะเลอื กแป้งโปรตนี ต่า เป็นตน้
แหล่งนาเขา้ เมลด็ ขา้ วสาลขี องไทยคอื ออสเตรเลยี มสี ดั ส่วนตลาดรอ้ ยละ 57.5 ของมูลค่าการนาเขา้ ขา้ วสาลี
ทงั้ หมด โดยไทยหนั ไปนาเขา้ เมลด็ ขา้ วสาลจี ากออสเตรเลยี มากขน้ึ ในปี 2548 ทาใหอ้ อสเตรเลยี แซงหน้า
สหรฐั ฯมาเป็นแหล่งนาเขา้ เมลด็ ขา้ วสาลที ่มี คี วามสาคญั มากเป็นอนั ดบั หน่ึงของไทย ในขณะทส่ี ดั ส่วนการ
นาเขา้ ของสหรฐั ฯลดลงเหลือเพียงร้อยละ 39.4 คาดว่ามูลค่าการนาเข้าเมล็ดขา้ วสาลีจากออสเตรเลียมี
แนวโน้มขยายตวั อย่างตอ่ เน่อื ง โดยไดอ้ านิสงสจ์ ากการเปิดเขตการคา้ เสรไี ทย-ออสเตรเลยี สว่ นแหล่งนาเขา้
ทม่ี คี วามสาคญั รองลงมาคอื แคนาดา จนี และอนิ เดยี โดยทจ่ี นี เรมิ่ เขา้ มามบี ทบาทสาคญั ในฐานะทเ่ี ป็นแหล่ง
นาเขา้ เมลด็ ขา้ วสาลขี องไทยตงั้ แต่ปี 2546 สาหรบั แหล่งนาเขา้ แป้งขา้ วสาลที ส่ี าคญั ของไทยคอื เวยี ดนามมี
สดั ส่วนตลาดรอ้ ยละ 21.0 ส่วนแหล่งนาเขา้ ทม่ี คี วามสาคญั รองลงมาคอื จนี สงิ คโปร์ ญ่ปี ุ่น และออสเตรเลยี
อย่างไรกต็ ามเป็นทน่ี ่าสงั เกตว่าทงั้ เวยี ดนามและจนี นนั้ สามารถแย่งสว่ นแบ่งตลาดนาเขา้ แป้งขา้ วสาลใี นไทย
ไปจากญป่ี ่นุ ไดต้ งั้ ปี 2546 เป็นตน้ มา
ปัจจบุ นั เมลด็ ขา้ วสาลแี ละแป้งสาลที น่ี าเขา้ มาราว 2 ใน 3 จะผลติ เป็นผลติ ภณั ฑเ์ พอ่ื การบรโิ ภค สว่ นทเ่ี หลอื
ราว 1 ใน 3 จะใชใ้ นการผลติ อาหารสตั วน์ ้า ซง่ึ สดั สว่ นการบรโิ ภคแป้งสาลเี พอ่ื การบรโิ ภคแยกออกไดเ้ ป็น
ขนมปังและผลติ ภณั ฑเ์ บเกอรร่ี อ้ ยละ 35.0 บะหมส่ี าเรจ็ รปู รอ้ ยละ 30.0 บสิ กติ รอ้ ยละ 10.0 และทเ่ี หลอื อกี
รอ้ ยละ 25.0 เป็นการใชใ้ นลกั ษณะอเนกประสงค์
ปัจจุบนั คนไทยเรมิ่ คุน้ เคยกบั ผลติ ภณั ฑจ์ ากแป้งสาลี ไม่วา่ จะเป็นขนมปัง บะหมส่ี าเรจ็ รปู ผลติ ภณั ฑเ์ บเกอร่ี
ตา่ งๆ โดยเฉพาะเคก้ คุกก้ี บสิ กติ ทาใหอ้ ตุ สาหกรรมผลติ ภณั ฑจ์ ากแป้งสาลใี นประเทศไทยมแี นวโน้ม
เตบิ โตอยา่ งตอ่ เน่อื ง โดยเฉพาะตงั้ แต่ช่วงหลงั ปี 2542 โดยอตั ราการขยายตวั ของตลาดเฉลย่ี ประมาณรอ้ ย
ละ 10-15 ตอ่ ปี ซง่ึ ปัจจยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ การขยายตวั ของตลาดผลติ ภณั ฑจ์ ากแป้งสาลคี อื การขยายตวั ของ
ประชากร อตุ สาหกรรมตอ่ เน่อื งต่างๆ และธรุ กจิ รา้ นอาหารประเภทฟาสตฟ์ ู้ดส์ อย่างไรกต็ ามไทยนนั้ นบั ว่า
เป็นประเทศทม่ี อี ตั ราการบรโิ ภคแป้งสาลอี ย่ใู นเกณฑต์ ่าในภูมภิ าคเอเชยี โดยมอี ตั ราการบรโิ ภคเฉลย่ี เพยี ง
10 กโิ ลกรมั ตอ่ คนตอ่ ปี สาหรบั แป้งสาลที ใ่ี ชอ้ ุตสาหกรรมอาหารสตั วน์ ้านนั้ ขน้ึ อย่กู บั การเตบิ โตของการ
เพาะเลย้ี งสตั วน์ ้าโดยเฉพาะการเลย้ี งกงุ้ ซ่งึ มแี นวโน้มจะมกี ารขยายตวั อยา่ งมากในปี 2549 อนั เป็นผลมา
จากการทส่ี หภาพยุโรปคนื สทิ ธพิ เิ ศษทางภาษศี ุลกากรเป็นการทวั่ ไปหรอื จเี อสพีใหก้ บั ไทย ทาใหก้ ารสง่ ออก
ผลติ ภณั ฑก์ งุ้ ไปยงั ตลาดสหภาพยุโรปมแี นวโน้มขยายตวั อย่างมาก
16
ตลาดผลติ ภณั ฑข์ า้ วสาลใี นประเทศทน่ี ่าจบั ตามองมภี าวะทน่ี ่าสนใจ ดงั น้ี
– ขนมปัง ปัจจุบนั คนไทยนิยมบรโิ ภคขนมปังมากขน้ึ เพราะขนมปังเป็นเมนูอาหารทห่ี ารบั ประทานไดง้ า่ ย
และสะดวกในการซอ้ื หา รวมทงั้ ยงั มรี าคาทไ่ี มแ่ พง และหาซอ้ื ไดง้ ่าย และธุรกจิ ขนมปังมอี ย่หู ลายแบรนด์มา
ทาตลาด เพอ่ื สรา้ งสสี นั และเพมิ่ ทางเลอื กใหก้ บั ผบู้ รโิ ภค ปัจจุบนั ตลาดขนมปังในเมอื งไทยทม่ี มี ลู คา่
ประมาณ 6,000 ลา้ นบาท มกี ารเตบิ โตรอ้ ยละ 20.0 ตอ่ ปี โดยขนมปังขาวมกี ารบรโิ ภคประมาณร้อยละ 70.0
ทเ่ี หลอื อกี รอ้ ยละ 30.0 เป็นขนมปังเพอ่ื สุขภาพ อยา่ งไรกต็ าม คาดว่าแนวโน้มการบรโิ ภคขนมปังของคน
ไทยจะมกี ารเปลย่ี นสดั สว่ นเช่นเดยี วกบั ประเทศอ่นื ๆ ทห่ี นั ไปนิยมรบั ประทานขนมปังเพอ่ื สขุ ภาพมากขน้ึ
ซง่ึ จะทาใหค้ นไทยใหค้ วามนิยมการบรโิ ภคขนมปังเพอ่ื สขุ ภาพสงู ขน้ึ ประมาณรอ้ ยละ 60 และขนมปังขาว
รอ้ ยละ 40.0 ในอนาคต
ปัจจุบนั ผู้ประกอบการในธุรกจิ ขนมปังรายใหญ่ใชก้ ลยุทธ์การตลาดในลกั ษณะการจบั มอื เป็นพนั ธมติ รทาง
ธรุ กจิ กบั ผลติ ภณั ฑท์ เ่ี ก่ยี วขอ้ ง เชน่ ผลติ ภณั ฑเ์ คร่อื งด่มื ผลติ ภณั ฑเ์ นย แยม นมขน้ หวาน เป็นตน้ ทงั้ น้เี พอ่ื
ขยายปรมิ าณการบรโิ ภคขนมปังของคนไทย รวมทงั้ การขยายแฟรนไชสอ์ าหารเชา้ ประเภทแซนวชิ ซง่ึ นบั ว่า
เป็นหน่งึ ในอาหารเชา้ ยอดนิยมของคนไทย
17
– ผลติ ภณั ฑเ์ บเกอร่ี คาดวา่ ตลาดเบเกอรใ่ี นปัจจุบนั มมี ลู ค่าประมาณ 30,000 ลา้ นบาท มอี ตั ราการขยายตวั
รอ้ ยละ 7-8 ตอ่ ปี โดยอตั ราการขยายตวั ของผลติ ภณั ฑเ์ บเกอรน่ี นั้ มาจากการทบ่ี รรดาผปู้ ระกอบการมกี าร
พฒั นาผลติ ภณั ฑใ์ หม่ออกมาเพม่ิ ทางเลอื กและตอบสนองความตอ้ งการใหก้ บั ผบู้ รโิ ภค รวมทงั้ จานวนรา้ น
จาหน่ายสนิ คา้ ผลติ ภณั ฑเ์ บเกอรม่ี จี านวนมากขน้ึ ทาใหส้ ามารถเขา้ ถงึ กลุม่ ผบู้ รโิ ภคไดอ้ ยา่ งทวั่ ถงึ มากยง่ิ ขน้ึ
และการคาดการณ์ถงึ การเพมิ่ ขน้ึ ของปรมิ าณการบรโิ ภคผลติ ภณั ฑเ์ บเกอรเ่ี ฉลย่ี ต่อคนของผบู้ รโิ ภคตามเมอื ง
ใหญ่ๆ
– บะหมส่ี าเรจ็ รปู มลู คา่ ตลาดบะหมส่ี าเรจ็ รูปในปี 2548 เทา่ กบั 9,000 ลา้ นบาท โดยมอี ตั ราการขยายตวั
รอ้ ยละ 5-6 โดยไดร้ บั อานิสงสจ์ ากราคาน้ามนั ทส่ี งู ขน้ึ สง่ ผลใหก้ าลงั ซอ้ื ลดลงและผบู้ รโิ ภคระมดั ระวงั การ
จบั จา่ ยใชส้ อยมากขน้ึ ทาใหบ้ ะหมก่ี ง่ึ สาเรจ็ รูปราคา 5 บาท/ซอง เป็นอาหารทางเลอื กยอดนยิ มอกี ประเภท
หน่งึ
18
เมล็ดขา้ วสาลแี ละแป้งขา้ วสาลที ่นี าเขา้ ส่วนหน่ึงจะแปรรูปเป็นผลติ ภณั ฑเ์ พ่อื ส่งออก โดยคาดว่ามูลค่าการ
ส่งออกขา้ วสาลแี ละผลติ ภณั ฑใ์ นปี 2548 ประมาณ 20,000 ลา้ นบาท เม่อื เทยี บกบั ในปี 2547 แล้วเพม่ิ ข้นึ
ร้อยละ 37.2 มูลค่าการส่งออกท่มี กี ารขยายตวั อย่างมากคอื ผลติ ภณั ฑ์จากข้าวสาลี โดยเฉพาะบะหม่กี ่งึ
สาเรจ็ รูป รองลงมาคอื ผลติ ภณั ฑเ์ บเกอร่ี โดยมลู ค่าการสง่ ออกบะหมก่ี ง่ึ สาเรจ็ รปู นัน้ คดิ เป็นสดั ส่วนถงึ รอ้ ย
ละ 84.0 ของมลู ค่าการสง่ ออกขา้ วสาลแี ละผลติ ภณั ฑข์ องไทย ซง่ึ เทา่ กบั วา่ ไทยนาเขา้ เมลด็ ขา้ วสาลแี ละแป้ง
สาลเี พอ่ื แปรรปู เป็นผลติ ภณั ฑส์ ง่ ออก นับว่าเป็นการสรา้ งมูลค่าเพมิ่ ใหก้ บั อุตสาหกรรมทเ่ี ก่ยี วเน่ืองกับขา้ ว
สาลใี นประเทศไทย
19
สาหรบั การสง่ ออกบะหมก่ี ง่ึ สาเรจ็ รูปในปัจจุบนั พกิ ดั ศลุ กากรยงั รวมอย่กู บั อาหารสาเรจ็ รูปอ่นื ๆ โดยประมาณ
ว่ามูลค่าการส่งออกบะหมก่ี ่งึ สาเร็จรูปคดิ เป็นประมาณรอ้ ยละ 60.0 ของมูลค่าการส่งออกอาหารสาเร็จรูป
อ่นื ๆ ตลาดสง่ ออกทส่ี าคญั คอื ฟิลปิ ปินส์ ตุรกี ญป่ี ่นุ สหรฐั ฯ และฮ่องกง ซง่ึ การสง่ ออกน้ียงั ไม่รวมมลู ค่าการ
ส่งออกตามแนวชายแดนไปยงั ประเทศเพ่อื นบ้าน โดยตลาดส่งออกท่ีจบั ตามองเป็นอย่างมากคือ ตุรกี
เน่ืองจากตัง้ แต่ปี 2546 เป็นต้นมามีอัตราการขยายตัวของการส่งออกเพ่ิมข้ึนอย่างมาก ส่วนตลาด
ผลติ ภณั ฑเ์ บเกอร่ที ไ่ี ทยส่งออก คอื ลาว กมั พชู า และสงิ คโปร์ อย่างไรกต็ ามตลาดท่นี ่าจบั ตามองคอื ญ่ปี ุ่น
สหรฐั ฯ และออสเตรเลยี ซง่ึ การสง่ ออกมแี นวโน้มขยายตวั อยา่ งมากตงั้ แต่ปี 2547 เป็นตน้ มา
บทสรปุ
20
ผลติ ภณั ฑข์ า้ วสาลที งั้ ตลาดในประเทศและตลาดส่งออกมอี ตั ราการขยายตวั ท่นี ่าจบั ตามอง และคาดว่าจะ
ยงั คงมอี ตั ราการขยายตวั อยู่ในเกณฑ์สูงอย่างต่อเน่ือง อนั เป็นผลมาจากการท่คี นไทยหนั มานิยมบรโิ ภค
ผลิตภณั ฑ์จากข้าวสาลีมากข้นึ อนั เป็นผลเน่ืองจากผู้ประกอบการหนั มาใช้กลยุทธ์การตลาดเพ่อื ขยาย
ปรมิ าณการบรโิ ภคผลติ ภณั ฑข์ า้ วสาลขี องคนไทย รวมทงั้ การขยายตวั ของธุรกจิ การเพาะเล้ยี งกุ้งทก่ี ลบั มา
ฟ้ืนตวั จากการทอ่ี ยี คู นื สทิ ธพิ เิ ศษทางภาษศี ลุ ากรเป็นการทวั่ ไปหรอื จเี อสพี ทาใหค้ าดหมายกนั ว่าการส่งออก
ผลติ ภณั ฑก์ ุง้ ไปยงั อยี จู ะขยายตวั เพม่ิ ขน้ึ อย่างมากตงั้ แต่ชว่ งไตรมาสสุดทา้ ยของปี 2548 ทาใหค้ วามตอ้ งการ
อาหารกุง้ ซง่ึ มขี า้ วสาลเี ป็นสว่ นประกอบอย่ดู ว้ ยนนั้ มแี นวโน้มเพมิ่ ขน้ึ ตามไปดว้ ย สว่ นการส่งออกผลติ ภณั ฑ์
ขา้ วสาลโี ดยเฉพาะบะหม่กี ่งึ สาเรจ็ รูป และผลติ ภณั ฑเ์ บเกอร่กี ม็ แี นวโน้มขยายตวั อย่างต่อเน่ือง นับว่าเป็น
การสรา้ งมลู ค่าเพม่ิ ใหก้ บั อตุ สาหกรรมทเ่ี กย่ี วเน่อื งกบั ขา้ วสาลใี นประเทศไทยไม่น้อยเลย
21