The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา ระบบจัดการฐานข้อมูล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phakhanon Konthiang, 2022-08-16 12:15:35

วิชา ระบบจัดการฐานข้อมูล

วิชา ระบบจัดการฐานข้อมูล

1

2

วิชา ระบบจดั การฐานขอ้ มลู (Database System) รหสั วชิ า 30204-2002 (2-2-3)
จุดประสงคร์ ายวชิ า เพอื่ ให้
1. เขา้ ใจแนวคิดและการออกแบบระบบจดั การฐานขอ้ มูล
2. สามารถออกแบบระบบจดั การฐานขอ้ มลู
3. มีเจตคติและกิจนิสัยท่ีดีในการปฏิบตั ิงานดว้ ยความรับผิดชอบ ซ่ือสัตย์ ละเอียดรอบคอบ

สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรู้เก่ียวกบั หลกั การระบบจดั การฐานขอ้ มลู
2. ออกแบบฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธต์ ามหลกั การของการจดั รูปแบบบรรทดั ฐาน

3

คานา

คณะผจู้ ดั ทา ไดพ้ ฒั นาสื่อหนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) วิชา ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database System)
รหัสวิชา 30204-2002 ข้ึน ตรงตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคาอธิบายรายวิชา หลกั สูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 ของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ

เน้ือหาในหนงั สือเลม่ น้ีประกอบดว้ ย 9 หน่วย

1. หลกั การของระบบฐานข้อมูล 2. สถาปัตยกรรมฐานข้อมูล

3. ข้นั ตอนการพฒั นาระบบฐานข้อมูล 4. ฐานข้อมูลเชิงสัมพนั ธ์

5. รูปแบบบรรทัดฐานของรีเลชัน 6. ภาษามาตรฐานบนระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพนั ธ์

7. ปัญหาในการใช้ระบบฐานข้อมูล 8. การประยกุ ต์ใช้ฐานข้อมูลเพื่อพฒั นาระบบงาน

9. กรณีศึกษา

เพ่ือใหเ้ ป็นไปตามอุดมการณ์และหลกั การในการจดั การอาชีวศึกษา เน้ือหาสาระในหนงั สือเล่มน้ี ไดผ้ ่านการ
วเิ คราะห์ใหส้ อดคลอ้ งกบั ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ืองมาตรฐานการอาชีวศึกษา ที่มุง่ พฒั นากาลงั คนระดบั
ก่ึงฝี มือ ระดบั ฝี มือ ระดบั เทคนิค และระดบั เทคโนโลยี เพ่ือให้เกิดคุณภาพ ตามสมรรถนะอาชีพท่ีกาหนดไว้
แบบประเมินผลการเรียนรู้ จึงสร้างข้ึนเพอื่ เป็นแนวทางในการจดั การ เรียนรู้ต่อไป

หวงั วา่ ส่ือหนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Book) วิชา ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database System) รหัสวิชา 30204-
2002 เล่มน้ี จะเป็ นประโยชน์ต่อผูเ้ รียนและอาจารยผ์ ูส้ อน ไดใ้ ชเ้ ป็ นแนวทางในการจดั การเรียนการสอนตาม
อุดมการณ์ และหลกั การในการจดั การอาชีวศึกษา ใชเ้ ป็ นเกณฑ์การรับรองวิทยฐานะและมาตรฐานการศึกษา
ตามแนวทาง ประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา เน้นกระบวนการคิดอย่างมีคุณธรรมและจริยธร รม หากมี
ขอ้ เสนอแนะประการใด คณะผจู้ ดั ทา ยนิ ดีนอ้ มรับไวด้ ว้ ยความขอบคุณยงิ่

คณะผจู้ ดั ทา

4

กดเรียกเมนูสารบญั
เพ่อื เลือกดูเน้ือหาใน

แต่ละบท

สาหรับสมาร์ทโฟน
สามารถกดเรียกหนา้
สารบญั ไดบ้ ริเวณ

ดา้ นลา่ ง

สารบญั 5

หน่วยที่ 1 หลกั การของระบบจดั การฐานขอ้ มลู 1
ความเป็นมาของระบบจดั การฐานขอ้ มลู 2
ความรู้พ้นื ฐานเกี่ยวกบั ระบบจดั การฐานขอ้ มูล 3
นิยามและคาศพั ทพ์ ้ืนฐานเกี่ยวกบั ระบบฐานขอ้ มูล 3
ชนิดและรูปแบบลกั ษณะของขอ้ มลู 7
ความสาคญั ของการประมวลผลแบบระบบฐานขอ้ มูล 11
รูปแบบของระบบฐานขอ้ มูล 13
โปรแกรมฐานขอ้ มลู ที่นิยมใช้ 16

หน่วยที่ 2 สถาปัตยกรรมฐานขอ้ มูล 18
ระดบั ของขอ้ มูล 19
ความเป็นอิสระของขอ้ มูล 20
เคา้ ร่างของฐานขอ้ มูล 20
ภาษาท่ีใชใ้ นระบบจดั การฐานขอ้ มลู 22
ระบบจดั การฐานขอ้ มลู 23
ผบู้ ริหารฐานขอ้ มูล 24

หน่วยท่ี 3 ข้นั ตอนการพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู 25
วงจรพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู 26
การออกแบบฐานขอ้ มูล 26
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งค่าแอททริบิวตใ์ นแตล่ ะรีเลชนั 28
โมเดลจาลองความสมั พนั ธ์ระหวา่ งขอ้ มูล 31
สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นโมเดลแบบ E-R 33
การออกแบบฐานขอ้ มลู โดยใชโ้ มเดลแบบ E-R 35
การสร้างฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์จากโมเดลแบบ E-R 39

หน่วยท่ี 4 ฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธ์ 6
ศพั ทเ์ ทคนิคที่เกี่ยวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์
การจดั เกบ็ ขอ้ มูล 42
ประเภทของคีย์ (Key) 43
กฎที่เกี่ยวขอ้ งกบั คยี ์ 46
ชนิดของรีเลชนั

หน่วยท่ี 5 รูปแบบบรรทดั ฐานของรีเลชนั
การทารีเลชนั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบที่เป็นบรรทดั ฐาน
ภาษาท่ีใชใ้ นการออกแบบฐานขอ้ มูล

หน่วยท่ี 6 ภาษามาตรฐานบนระบบฐานขอ้ มลู เชิงสมั พนั ธ์
ภาษาสอบถามเชิงโครงสร้าง
คาสง่ั SQL ที่ใชส้ าหรับนิยามขอ้ มลู
คาสง่ั SQL ที่ใชส้ าหรับดาเนินการกบั ขอ้ มูล และควบคมุ ขอ้ มูล

หน่วยที่ 7 ปัญหาในการใชร้ ะบบฐานขอ้ มูล
รายการ
การเกิดภาวะขดั ขอ้ ง
ระบบการลงบนั ทึก
การกูค้ ืน
การเกิดภาวะพร้อมกนั
เทคนิคการปิ ดก้นั

7

หน่วยท่ี 8 การประยกุ ตใ์ ชฐ้ านขอ้ มลู เพอื่ พฒั นาระบบงาน
Microsoft Access 2010
การจดั การขอ้ มูลในตาราง
การใชง้ านการสืบคน้
การสร้างฟอร์ม
การสร้างรายงาน

หน่วยที่ 9 กรณีศึกษา
โปรแกรมฐานขอ้ มลู ตวั อยา่ ง
ภาษาท่ีใชใ้ นการออกแบบฐานขอ้ มูล

บรรณานุกรม

8

หน่วยท่ี 1 หลกั การของระบบฐานขอ้ มูล

สาระสาคญั

ฐานขอ้ มูลเป็ นการจดั เก็บขอ้ มูลอย่างเป็ นระบบ ทาให้ผูใ้ ชส้ ามารถใช้ขอ้ มูลที่เกี่ยวขอ้ งในระบบงานต่างๆ
ร่วมกนั ได้ โดยท่ีจะไม่เกิดความซ้าซอ้ นของขอ้ มูล และยงั สามารถหลีกเล่ียงความขดั แยง้ ของขอ้ มลู อีกท้งั ขอ้ มูล
ในระบบก็จะถูกตอ้ ง เช่ือถือได้ และเป็นมาตรฐานเดียวกนั โดยจะมีการกาหนดระบบความปลอดภยั ของขอ้ มูล
ข้นึ

สาระการเรียนรู้

1. ความเป็นมาของการจดั การฐานขอ้ มลู 4. ชนิดและรูปแบบลกั ษณะของขอ้ มลู

2. ความรู้พ้นื ฐานเกี่ยวกบั ระบบฐานขอ้ มูล 5. ความสาคญั ของการประมวลผลแบบระบบฐานขอ้ มลู

3. นิยามและคาศพั ทพ์ ้นื ฐานเก่ียวกบั ระบบ 6. รูปแบบของระบบฐานขอ้ มลู

ฐานขอ้ มูล 7. โปรแกรมฐานขอ้ มลู ที่นิยมใช้

สมรรถนะประจาหน่วย

แสดงความรู้พ้ืนฐานของระบบการจดั การฐานขอ้ มูล ในเรื่องของคาศพั ท์ รูปแบบ และโปรแกรมท่ีใช้กับ
ระบบฐานขอ้ มูล

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. บอกความเป็นมาของการจดั การฐานขอ้ มลู ได้ 5. อธิบายความสาคญั ของการประมวลผลแบบ

2. แสดงความรู้พ้นื ฐานเก่ียวกบั ระบบฐานขอ้ มูลได้ ระบบฐานขอ้ มลู ได้

3. อธิบายนิยามและคาศพั ทพ์ ้ืนฐานเก่ียวกบั 6. อธิบายรูปแบบของระบบฐานขอ้ มูลได้

ระบบฐานขอ้ มลู ได้ 7. แสดงความรู้เก่ียวกบั โปรแกรมฐานขอ้ มลู ท่ี

4. บอกชนิดและรูปแบบลกั ษณะของขอ้ มูลได้ นิยมใชไ้ ด้

2

9

ความเป็นมาของการจดั การฐานขอ้ มูล

เร่ืองของขอ้ มูลขา่ วสาร สารสนเทศ ในปัจจุบนั นบั วา่ มีความสาคญั กบั งานแทบทกุ ดา้ น ความจาเป็น ของ
การใชข้ อ้ มูลมีมากข้ึน การจดั เก็บขอ้ มูลจึงเป็ นเร่ืองสาคญั ขององค์กร การนาคอมพิวเตอร์มาใชเ้ ป็ น เคร่ืองมือ
ช่วยในการจดั เก็บขอ้ มูลในลกั ษณะของฐานขอ้ มูลจึงมีบทบาทอย่างมาก จึงควรท่ีจะตอ้ งทา ความเขา้ ใจกบั เรื่อง
ของฐานขอ้ มูลต้งั แตร่ ะดบั พ้นื ฐาน ตลอดจนการออกแบบและพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู ข้ึนใชใ้ นระบบงาน

ระบบฐานขอ้ มูลกาเนิดข้ึนจากโครงการอพอลโลของสหรัฐอเมริกา ท่ีส่งมนุษยอ์ วกาศไปลง ดวงจนั ทร์
เม่ือประมาณ 30 ปี ที่ผา่ นมา ซ่ึงขอ้ มูลที่ใชใ้ นโครงการดงั กล่าวจะตอ้ งมีจานวนมากมาย การจดั การระบบขอ้ มูล
ในโครงการดังกล่าวจึงเกิดข้ึน โดยบริษัท IBM ได้รับจ้างในการพัฒนาระบบข้อมูลข้ึน เรียกว่า GUAM
(Generalized Update Access Method) ต่อมาไดพ้ ฒั นาการจัดการขอ้ มูลข้ึน เพื่อใช้ในงานธุรกิจ ได้แก่ ระบบ
DL/I (Data Language ) และพัฒนาจนมาเป็ นระบบ IMS (Information Management System) ท่ีใช้กันจนถึง
ปัจจุบนั

นอกจากน้ียงั มีบริษทั GE (General Electric) ที่ไดพ้ ฒั นาระบบฐานขอ้ มูล IDS (Integrated Data Store)
โดย Charles Bachman และ IDS ถือเป็ นต้นกาเนิดระบบ CODASYL หรือ Network Model ที่นิยมใช้จนถึง
ปัจจุบนั

ต่อมา E.F. Codd ก็ได้เสนอโมเดลเชิงสัมพนั ธ์ ซ่ึงบริษทั IBM ไดน้ าแนวคิดของ Codd มาสร้างเป็ น
ระบบ R ซ่ึงต่อมาไดพ้ ฒั นาเป็นระบบ DB2 ข้นึ แทน

ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นตน้ มา ไดม้ ีซอฟตแ์ วร์เกิดข้นึ เพือ่ สนบั สนุนการทางานของระบบการจดั การ

ฐานขอ้ มลู มากมาย เช่น ซอฟตแ์ วร์ท่ีช่วยในการออกแบบ ตลอดจนภาษาท่ีใชใ้ นการเรียกใชข้ อ้ มลู รวมท้งั ความ
เจริญทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ตลอดจนซอฟต์แวร์ท่ีช่วยในการประมวลผลข้อมูลได้เกิดข้ึนอยู่
ตลอดเวลา ท้งั ภาษารุ่นท่ี 4 (4th Generation Language) หรือแม้แต่ CASE TOOL (Computer Aided Software
Engineering) จนนบั ไดว้ า่ เป็นยคุ ที่ระบบฐานขอ้ มลู ไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในงานคอมพิวเตอร์อยา่ งเต็มตวั

3

10

ความรู้พ้นื ฐานเก่ียวกบั ระบบฐานขอ้ มูล

ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง โครงสร้างสารสนเทศท่ีประกอบข้ึนจากขอ้ มูล ต่างๆ ที่
เก่ียวขอ้ งสัมพนั ธ์กนั และนามาใชใ้ นระบบงานตา่ งๆ ร่วมกนั

ระบบฐานขอ้ มูลจึงเป็นการจดั เก็บขอ้ มูลอยา่ งเป็นระบบ ผใู้ ชจ้ ะสามารถจดั การกบั ขอ้ มูลได้ ในลกั ษณะ
ต่างๆ ปัจจุบนั การจดั ทาระบบฐานขอ้ มูลส่วนใหญ่เป็ นการประยุกต์นาระบบคอมพิวเตอร์เขา้ มา ช่วยในการ
จดั การฐานขอ้ มูลอยา่ งเป็นระบบ ท้งั การเพม่ิ ขอ้ มลู การแกไ้ ขขอ้ มลู การลบขอ้ มลู และ การเรียกดูขอ้ มูล

นิยามและคาศพั ทพ์ ้ืนฐานเกี่ยวกบั ระบบฐานขอ้ มูล

ในหวั ขอ้ น้ีจะขอกล่าวถึงคาศพั ทต์ า่ งๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ระบบฐานขอ้ มูลดงั น้ี
1. บิต (Bit) หมายถึง หน่วยของขอ้ มูลท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุด บิต มาจากคาว่า Binary Digit เป็ นขอ้ มูล ที่
จดั เกบ็ อยใู่ นส่ือบนั ทึกขอ้ มลู ในลกั ษณะของเลขฐานสอง มีค่าเป็น 0 หรือ 1
2. ไบต์ (Byte) หมายถึง หน่วยของขอ้ มลู ท่ีเกิดจากการนาหลายๆ บิตมารวมกนั แลว้ มีความหมาย เป็นตวั
อกั ขระ (Character)
3. เขตข้อมูล (Field) หมายถึง หน่วยของขอ้ มูลท่ีประกอบข้ึนจากตวั อกั ขระต้งั แต่หน่ึงตวั ข้ึนไป เม่ือ
นามารวมกนั แลว้ จะหมายถึง ส่ิงใดส่ิงหน่ึง เช่น ชื่อ อายุ เพศ เป็นตน้

ตวั อยา่ ง

4

11

4. ระเบียน (Record) หมายถึง หน่วยของขอ้ มูลที่เกิดจากการนาเอาเขตขอ้ มูลต้งั แต่หน่ึงเขต ขอ้ มูลข้ึน
ไปมารวมกนั เกิดเป็ นขอ้ มูลเรื่องใดเร่ืองหน่ึง เช่น ขอ้ มูลของสินคา้ 1 ระเบียน (1 รายการ) จะประกอบดว้ ย
รหสั สินคา้ ชื่อสินคา้ ราคาต่อหน่วย เป็นตน้

ตวั อยา่ ง

5. แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง หน่วยของขอ้ มูลท่ีเกิดจากการนาขอ้ มูลต้งั แต่หน่ึงระเบียนข้ึนไป ท่ีเป็ น
เรื่องเดียวกนั มารวมกนั เช่น แฟ้มขอ้ มูลสินคา้ แฟ้มขอ้ มูลผปู้ ่ วย แฟ้มขอ้ มูลนกั ศึกษา เป็นตน้

ตวั อยา่ ง

5

12

6. ฐานข้อมูล (Database) หน่วยของขอ้ มูลที่เกิดจากการนาแฟ้มขอ้ มูลหลายๆ แฟ้ม ขอ้ มูล ท่ีเกี่ยวขอ้ ง
สัมพนั ธ์กนั มารวมไวใ้ นระบบเดียวกนั

ในระบบฐานขอ้ มลู จึงมีคาศพั ทต์ ่างๆ ท่ีควรรู้จกั ดงั น้ี
เอนทิตี (Entity) เป็นชื่อของส่ิงหน่ึงส่ิงใดเปรียบเสมือนคานาม ไดแ้ ก่ คน ส่ิงของต่างๆ การกระทา ที่มี
การจดั เก็บขอ้ มูลไว้ เช่น เอนทิตีสินคา้ เอนทิตีนกั ศึกษา เป็นตน้
แอททริบิวต์ (Attribute) เป็นรายละเอียดของขอ้ มลู ท่ีแสดงลกั ษณะและคณุ สมบตั ิของเอนทิตี ใดๆ เช่น
เอนทิตีสินคา้ ประกอบดว้ ย แอททริบิวตร์ หสั สินคา้ ชื่อสินคา้ ราคาต่อหน่วย เป็นตน้
ความสัมพันธ์ (Relationships) เป็ นความสัมพนั ธ์ระหว่างเอนทิตีท่ีมีความเก่ียวขอ้ งสัมพนั ธ์กนั เช่น
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตีสินคา้ และเอนทิตีการส่ังซ้ือสินคา้ ในลกั ษณะวา่ ใบสั่งซ้ือสินคา้ แต่ละใบ อาจมีการ
สั่งซ้ือสินคา้ รายการใดรายการหน่ึง หรือหลายรายการ เป็นตน้
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตี แบ่งไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ คอื
1. ความสัมพันธ์แบบหน่ึงต่อหนึ่ง (One-to-One Relationships) เป็ นการแสดงความสัมพนั ธ์ ของ
ขอ้ มูลในเอนทิตีหน่ึงกบั ขอ้ มลู ในอีกเอนทิตีหน่ึง ในลกั ษณะหน่ึงต่อหน่ึง (1:1) ตวั อยา่ งเช่น

1:1

1:1

จากรูปข้างต้น จะพบว่า พนักงานแต่ละคนจะสังกัดอยู่แผนกใดก็ตามได้เพียงแผนกเดียวเท่าน้ัน
ความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูลในเอนทิตีพนักงานไปสู่เอนทิตีแผนก จึงเป็ นแบบหน่ึงต่อหน่ึง ขณะเดียวกันแต่ละ
แผนกกจ็ ะมีพนกั งานที่ทาหนา้ ที่เป็นผบู้ ริหารแผนก (หวั หนา้ แผนก) ไดเ้ พียงหน่ึงคน

6

13

2. ความสัมพันธ์แบบหน่ึงต่อกลุ่ม (One-to-Many Relationships) เป็ นการแสดงความสัมพนั ธ์ ของ
ขอ้ มูลในเอนทิตีหน่ึง ท่ีมีความสัมพนั ธ์กบั ขอ้ มูลหลายๆ ขอ้ มูลในอีกเอนทิตีหน่ึง ในลกั ษณะหน่ึงต่อกลุ่ม (1:m)
ตวั อยา่ งเช่น

จากรูปขา้ งตน้ พบว่า ขอ้ มูลในเอนทิตีพนักงานขายจะไปสัมพนั ธ์กบั ขอ้ มูลในเอนทิตีลูกคา้ ในลกั ษณะ
หน่ึงต่อกลุ่ม หมายความว่า พนักงานขายแต่ละคนจะสามารถมีลูกค้าในความดูแลได้หลายคน ในขณะท่ี
ความสัมพนั ธข์ องขอ้ มลู ในเอนทิตีลูกคา้ ไปยงั เอนทิตีพนกั งานขาย จะเป็นแบบหน่ึงต่อหน่ึง หมายความวา่ ลูกคา้
แต่ละคนจะติดต่อกบั พนกั งานขายท่ีดูแลตนไดเ้ พยี งหน่ึงคนเทา่ น้นั

3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many Relationships) เป็ นการแสดงความสัมพนั ธ์ของ
ขอ้ มลู ในเอนทิตีหน่ึงกบั ขอ้ มูลในอีกเอนทิตีหน่ึง ในลกั ษณะกลมุ่ ตอ่ กลุ่ม (m:n) ตวั อยา่ งเช่น

จากรูปขา้ งตน้ จะพบวา่ ขอ้ มูลในเอนทิตีใบส่ังซ้ือแต่ละใบ จะสามารถสั่งซ้ือสินคา้ ในเอนทิตีสินคา้ ได้
มากกว่าหน่ึงชนิด ความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูลจากเอนทิตีใบสั่งซ้ือไปยงั เอนทิตีสินคา้ จึงเป็ นแบบหน่ึงต่อกลุ่ม
ในขณะท่ีสินคา้ แต่ละชนิด อาจจะไปปรากฏวา่ ถูกสั่งอยใู่ นใบสงั่ ซ้ือหลายใบ ความสัมพนั ธข์ องขอ้ มูลจาก เอนทิ
ตีสินคา้ ไปยงั เอนทิตีใบส่ังซ้ือ จึงเป็นแบบหน่ึงต่อกลุ่มเช่นกนั ดงั น้นั ความสัมพนั ธ์ของเอนทิตีท้งั สอง จากรูป
ขา้ งตน้ จึงเป็นแบบกลุ่มตอ่ กลมุ่

จึงอาจให้นิยามของฐานขอ้ มูลในอีกความหมายหน่ึงไดว้ า่ ฐานขอ้ มูลหมายถึง โครงสร้างสารสนเทศ ท่ี
ประกอบดว้ ยหลายๆ เอนทิตีที่มีความสมั พนั ธก์ นั

7

14

ชนิดและรูปแบบลกั ษณะของขอ้ มูล

ในการใชง้ านโปรแกรมฐานขอ้ มลู นอกเหนือจากการกาหนดชื่อของเขตขอ้ มูล (Field) ที่จะทาการจดั เก็บแลว้
การกาหนดชนิดของขอ้ มูลให้ถูกตอ้ งเหมาะสมก็มีความจาเป็นเช่นกนั ซ่ึงการกาหนดชนิดของขอ้ มูลน้นั อาจทา
ให้เกิดความสับสนข้ึนได้ ตวั อย่างเช่น หากกาหนดชนิดของ Field เป็ นแบบ Text ขอ้ มูลท่ีสามารถเก็บในเขต
ขอ้ มูลน้ีไดจ้ ะมีเพียงตวั อกั ษรและตวั เลขเท่าน้ัน ดงั น้นั จึงมีความจาเป็ นที่จะตอ้ ง ทาความเขา้ ใจเก่ียวกบั สมบตั ิ
ของขอ้ มลู แต่ละชนิด

- ชนิดขอ้ มลู ของแตล่ ะ Field สามารถบง่ บอกสมบตั ิท่ีสาคญั ของ Field น้นั ๆ ไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
- รูปแบบที่สามารถใชไ้ ดใ้ น Field น้นั ๆ
- ขนาดที่มากท่ีสุดที่สามารถเกบ็ ไดใ้ น Field น้นั
- การใช้ Expression กบั Field น้นั ๆ
- สามารถใช้ Field น้นั ๆ เป็นดชั นีไดห้ รือไม่

ชนิดและลกั ษณะของขอ้ มลู

ชนิดของขอ้ มลู ที่ใชป้ ระกอบไปดว้ ย
- Basic Types ขอ้ มลู รูปแบบพ้นื ฐาน
- Number ขอ้ มลู รูปแบบตวั เลข
- Date and Time ขอ้ มูลรูปแบบวนั และเวลา
- Yes/No ขอ้ มูลรูปแบบใช่หรือไมใ่ ช่ (Boolean)
- QuickStart ขอ้ มลู รูปแบบเร่ิมตน้ ใชง้ านด่วน

8

15

Basic Types ขอ้ มลู รูปแบบพ้ืนฐาน

ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั ตาราง

ชนิดของขอ้ มลู คาอธิบาย
Text ใช้สาหรับเก็บข้อมูลท่ีเป็ นตัวอักษรและตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคานวณ เช่น ชื่อ
นามสกุล และท่ีอยู่ เป็นตน้ โดยสามารถเกบ็ ไดส้ ูงสุด 255 ตวั อกั ษร
Number ใชส้ าหรับเกบ็ ขอ้ มูลที่เป็นตวั เลขท่ีใชใ้ นการคานวณ เช่น ระยะทาง น้าหนกั
Currency ใช้สาหรับเก็บขอ้ มูลท่ีเป็ นตวั เลขและเก่ียวขอ้ งกบั ค่าเงิน โดยสามารถเก็บขอ้ มูล ไดถ้ ึง
ทศนิยม 4 ตาแหน่ง
Yes/No ค่าทางดา้ น Boolean สามารถเลือกไดเ้ พยี ง Yes หรือ No เท่าน้นั
Date/Time ใชส้ าหรับเกบ็ ขอ้ มูลวนั ที่และเวลา ต้งั แต่ปี ค.ศ. 100-9999
Rich Text ใช้สาหรับเก็บขอ้ มูลท่ีเป็ นตวั อกั ษรหรือตวั อกั ษรผสมตวั เลขที่มีการใส่สีหรือ รูปแบบ
ใหก้ บั ขอ้ มูล
Calculated Field ใชแ้ สดงผลการคานวณจากขอ้ มลู ใน Field อื่นที่อยใู่ น Table เดียวกนั
Attachment ใช้สาหรับเก็บข้อมูลรูป ตารางคานวณ เอกสาร แผนภูมิต่างๆ ที่มีการแนบมา กับ
ฐานขอ้ มลู โดยมีลกั ษณะคลา้ ยกบั การแนบไฟลใ์ น e-mail
Hyperlink ใช้สาหรับเก็บข้อมูลตัวอักษรหรื อตัวอักษรผสมตัวเลขซ่ึ งใช้กับการบอกตาแหน่ง
hyperlink (hyperlink address)
Memo ใชส้ าหรับเก็บขอ้ มลู ตวั อกั ษร โดยทว่ั ไปจะเป็นรายละเอียดของผลิตภณั ฑ์
Lookup ใช้สาหรับแสดงรายการหรือค่าของขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากตารางหรือ query หรือ ค่าท่ีกาหนด
ในตอนสร้าง field

9

16

Number ขอ้ มลู แบบตวั เลข

ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั ตาราง

ชนิดของขอ้ มลู คาอธิบาย
General ตวั เลขท่ีจดั เกบ็ โดยไมม่ ีรูปแบบเพ่มิ เติม
Currency ใช้สาหรับเก็บขอ้ มูลที่เป็ นตวั เลขและเกี่ยวขอ้ งกบั ค่าเงิน โดยสามารถเก็บขอ้ มูล ไดถ้ ึง
ทศนิยม 4 ตาแหน่ง
Euro ใชส้ าหรับเก็บขอ้ มลู ที่เก่ียวขอ้ งกบั ค่าเงินในหน่วยยโู ร
Fixed ใชส้ าหรับเก็บขอ้ มลู ตวั เลขที่ใชใ้ นการคานวณ
Standard ใชส้ าหรับเกบ็ ขอ้ มลู เลขท่ีมีจุดทศนิยม
Percentage ใชส้ าหรับเกบ็ ขอ้ มูลในรูปร้อยละ
Scientific ใชส้ าหรับการคานวณ

Date and Time ขอ้ มลู รูปแบบวนั ละเวลา

ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั ตาราง

ชนิดของขอ้ มลู คาอธิบาย
Short Date
ใช้สาหรับแสดงวนั ที่ในรูปแบบส้ัน โดยข้ึนกับการต้งั ค่าในแต่ละพ้ืนท่ี ตวั อย่างเช่น
Medium Date 3/14/2001 สาหรับสหรัฐอเมริกา
ใชส้ าหรับแสดงวนั ท่ีในรูปแบบกลาง โดยข้ึนกบั การต้งั ค่าในแต่ละพ้ืนที่ ตวั อยา่ งเช่น
Long Date 3-Apr-09 สาหรับสหรัฐอเมริกา
ใช้สาหรับแสดงวนั ที่ในรูปแบบยาว โดยข้ึนกบั การต้งั ค่าในแต่ละพ้ืนท่ี ตวั อย่างเช่น
Time am/pm Wednesday, March 14, 2001 สาหรับสหรัฐอเมริกา
ใช้สาหรับแสดงเวลาเท่าน้ัน โดยจะใช้รูปแบบ 12 ชว่ั โมง และมีการเปล่ียนแปลงตาม
Medium Time การต้งั คา่ วนั และเวลาในแต่ละพ้นื ท่ี
Time 24 hour ใชส้ าหรับแสดงเวลาและตามดว้ ย AM/PM

ใช้สาหรับแสดงเวลาเท่าน้นั โดยจะใชร้ ูปแบบ 24 ชว่ั โมง และมีการเปล่ียนแปลงตาม
การต้งั คา่ วนั และเวลาในแต่ละพ้นื ท่ี

10

17

Yes/No ขอ้ มลู รูปแบบใช่หรือไม่ (Boolean)

ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั ตาราง

ชนิดของขอ้ มูล คาอธิบาย
Check Box ใชส้ าหรับแสดง Check Box
Yes/No ใชส้ าหรับแสดงตวั เลือก Yes หรือ No
True/False ใชส้ าหรับแสดงตวั เลือก True หรือ False
On/Off ใชส้ าหรับแสดงตวั เลือก On หรือ Off

QuickStart ขอ้ มลู รูปแบบเริ่มตน้ ใชง้ านด่วน

ประกอบดว้ ยรายละเอียดดงั ตาราง

ชนิดของขอ้ มลู คาอธิบาย
Address ใชส้ าหรับแสดงที่อยู่
Phone ใชส้ าหรับแสดงหมายเลขโทรศพั ท์
Priority ใชส้ าหรับแสดงกล่อง drop-down เพ่ือเลือกลาดบั ความสาคญั โดยมีความสาคัญแบบ
Low, Medium และ High
Status ใชส้ าหรับแสดงกล่อง drop-down โดยจะมีตวั เลือกแสดงสถานะ Not Started (ยงั ไม่เร่ิม
ทางาน) In Progress (อยู่ในข้นั ตอนปฏิบตั ิงาน) Completed (เสร็จเรียบร้อย) Cancelled
Tags (ยกเลิกการทางาน)
ใชส้ าหรับแสดง Tags โดยจะมีไดส้ ูงสุด 3 Tags

11

18

ความสาคญั ของการประมวลผลแบบระบบฐานขอ้ มูล

การจดั เกบ็ ขอ้ มูลในรูปแบบของฐานขอ้ มลู ทาใหเ้ กิดประโยชน์กบั ขอ้ มลู ในระบบฐานขอ้ มลู ดงั น้ี

1. สามารถลดความซ้าซ้อนของข้อมูลได้

การจดั เก็บขอ้ มูลในแฟ้มขอ้ มลู ธรรมดาน้นั อาจจาเป็นที่ผใู้ ชแ้ ต่ละคนจะตอ้ งมีแฟ้มขอ้ มูล ของตนไว้
เป็นส่วนตวั จึงอาจเป็นเหตุให้มีการเก็บขอ้ มูลชนิดเดียวกนั ไวห้ ลายๆ ที่ ทาใหเ้ กิดความซ้าซ้อน (Redundancy)
การนาขอ้ มูลมารวมเก็บไวใ้ นฐานขอ้ มูล จะช่วยลดปัญหาการเกิดความซ้าซ้อนของขอ้ มูลได้ โดยระบบจดั การ
ฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) จะช่วยควบคุมความซ้าซ้อนได้ เนื่องจากระบบจดั การ
ฐานขอ้ มลู จะทราบไดต้ ลอดเวลาวา่ มีขอ้ มลู ซ้าซอ้ นกนั อยทู่ ี่ใดบา้ ง

2. ช่วยให้สามารถหลกี เลยี่ งความขดั แย้งของข้อมูล

หากมีการเก็บขอ้ มูลชนิดเดียวกนั ไวห้ ลายๆ ท่ีในลกั ษณะท่ีทาใหเ้ กิดความซ้าซ้อนของขอ้ มูล ดงั น้นั
เมื่อมีการปรับปรุงขอ้ มูลก็จะตอ้ งกระทาใหค้ รบทุกที่ท่ีมีขอ้ มูลเหล่าน้นั ไปเก็บอยู่ หากปรับปรุงไมค่ รบทกุ ท่ี ก็จะ
ทาใหเ้ กิดความขดั แยง้ ของขอ้ มลู (Inconsistency) ตามมา เนื่องจากขอ้ มลู ท่ีเก็บอยแู่ ตล่ ะที่ อาจมีค่าไมต่ รงกนั

3. ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกนั ได้

ดงั ท่ีไดก้ ล่าวตอนตน้ แลว้ วา่ ดว้ ยลกั ษณะของฐานขอ้ มูลที่จะมีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลไวด้ ว้ ยกนั แลว้
น้นั ผใู้ ชค้ นใดตอ้ งการใชข้ อ้ มลู จากฐานขอ้ มูลท่ีมีอยู่ ก็จะสามารถทาไดโ้ ดยงา่ ย

4. ช่วยรักษาความถกู ต้องเช่ือถือได้ของข้อมูล

การจดั เก็บข้อมูลในฐานขอ้ มูลบางคร้ังอาจมีข้อผิดพลาดเกิดข้ึนได้ เนื่องมาจากการป้อนขอ้ มูล
ผดิ พลาด เช่น การป้อนขอ้ มูลราคาสินคา้ ที่ถกู ตอ้ ง คือ 350 บาท อาจป้อนผดิ เป็น 530 บาท เป็นตน้ มีผลทาใหผ้ ใู้ ช้
คนอื่นท่ีมาใชข้ อ้ มูลร่วมกนั ไดร้ ับขอ้ มูลท่ีไม่ถูกตอ้ งตามไปดว้ ย ในระบบฐานขอ้ มูลจึงไดจ้ ดั ให้มี ระบบจดั การ
ฐานขอ้ มูล (Database Management System) เพ่ือใหผ้ ใู้ ชส้ ามารถใส่เงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ เพื่อช่วยควบคุมความ
ผดิ พลาดท่ีอาจเกิดข้นึ

12

19

5. ช่วยให้ข้อมูลเป็ นมาตรฐานเดียวกนั

การเก็บขอ้ มูลในฐานขอ้ มลู จะสามารถกาหนดมาตรฐานของขอ้ มูลให้มีลกั ษณะเดียวกนั ได้ เช่น การ
กาหนดรูปแบบของขอ้ มูลอาจกาหนดรูปแบบที่จดั เก็บเป็น ปี /เดือน/วนั หรือ วนั /เดือน/ปี ก็ได้ โดยจะตอ้ งมีผูท้ ี่
ทาหนา้ ท่ีกาหนดมาตรฐานเหล่าน้ี ซ่ึงจะเรียกผทู้ ี่ทาหนา้ ท่ีน้ีวา่ เป็ นผบู้ ริหารฐานขอ้ มูล (Database Administrator
via DBA)

6. ช่วยกาหนดระบบความปลอดภยั ของข้อมูล

ระบบความปลอดภยั ของขอ้ มูลในระบบฐานขอ้ มูล จะเป็นการป้องกนั ไม่ใหผ้ ใู้ ชท้ ี่ไม่มีสิทธิมาเห็น
หรือใช้ขอ้ มูลบางอย่างในระบบ โดยท่ีผูบ้ ริหารฐานขอ้ มูลจะตอ้ งเป็ นผูก้ าหนดความสามารถในการเรียกใช้
ขอ้ มูลของผใู้ ชแ้ ต่ละคน เพราะผใู้ ชแ้ ต่ละคนจะสามารถมองเห็นขอ้ มูลหรื อใชข้ อ้ มูลในฐานขอ้ มูลไดใ้ นระดบั ท่ี
ต่างกนั ดว้ ยภาพ (View) ท่ีต่างกนั

7. ช่วยให้เกดิ ความเป็ นอสิ ระของข้อมูล

ในการเขียนโปรแกรมจดั เก็บขอ้ มูลลงในระบบแฟ้มขอ้ มูลทวั่ ไป จะตอ้ งมีการกาหนดโครงสร้าง
ของแฟ้มขอ้ มูลที่จะใชง้ าน หากมีการเปล่ียนแปลงโครงสร้างขอ้ มูลในแฟ้มขอ้ มูลใดก็จะตอ้ งแกไ้ ขโปรแกรมทุก
โปรแกรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การเรียกใช้ขอ้ มูลในแฟ้มขอ้ มูลเหล่าน้ันดว้ ย แต่ในระบบฐานขอ้ มูลจะมี ตวั จดั การ
ฐานขอ้ มูลท่ีทาหนา้ ท่ีเป็นตวั เชื่อมโยงฐานขอ้ มูลกบั โปรแกรมต่างๆ จึงอาจไม่จาเป็นตอ้ งมี โครงสร้างขอ้ มูลทุก
คร้ัง การแกไ้ ขขอ้ มูลจึงอาจกระทาเฉพาะกบั โปรแกรมท่ีเรียกใชข้ อ้ มูลท่ีเปลี่ยนแปลงเท่าน้นั ส่วนโปรแกรมท่ี
ไมไ่ ดเ้ รียกใชข้ อ้ มูลดงั กล่าวกจ็ ะเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงท่ีกล่าวมา

13

20

รูปแบบของระบบฐานขอ้ มลู

รูปแบบของระบบฐานขอ้ มลู มีอยดู่ ว้ ยกนั 3 ประเภท คือ

1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) เป็ นการเก็บขอ้ มูลในรูปแบบที่เป็ นตาราง (Table)
หรือเรียกวา่ รีเลชนั (Relation) มีลกั ษณะเป็น 2 มิติ คือ เป็นแถว (Row) และเป็นคอลมั น์ (Column) การเชื่อมโยง
ขอ้ มูลระหว่างตาราง จะเช่ือมโยงโดยใชแ้ อททริบิวต์ (Attribute) หรือคอลมั น์ที่ เหมือนกนั ท้งั สองตารางเป็นตวั
เชื่อมโยงขอ้ มลู ตวั อยา่ งเช่น

พนกั งาน แผนก

รหสั พนกั งาน ชื่อพนกั งาน ที่อยู่ เงินเดือน รหสั แผนก รหสั แผนก ช่ือแผนก

ตารางพนกั งานและตารางแผนก

จากรูปขา้ งตน้ ถา้ ตอ้ งการทราบว่า พนักงานรหัส 105 ทางานอยู่แผนกใด ก็จะตอ้ งนารหัสแผนก ใน
ตารางพนักงานไปตรวจสอบกบั รหัสแผนก ซ่ึงเป็ นคียใ์ นตารางแผนก เพื่อดึงชื่อแผนกออกมา ฐานขอ้ มูลเชิง
สมั พนั ธ์น้ีจะเป็นรูปแบบของฐานขอ้ มูลที่นิยมใชใ้ นปัจจุบนั ซ่ึงจะไดก้ ล่าวรายละเอียด ในหน่วยต่อไป

2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานขอ้ มูลแบบเครือข่ายจะเป็นการรวม ระเบียนต่างๆ
และความสัมพนั ธ์ระหว่างระเบียน แต่จะต่างกับฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์คือ ในฐานขอ้ มูล เชิงสัมพนั ธ์จะแฝง
ความสัมพนั ธ์เอาไว้ โดยระเบียนที่มีความสัมพนั ธ์กนั จะตอ้ งมีคา่ ของขอ้ มูลในแอททริบิวตใ์ ด แอททริบิวตห์ น่ึง
เหมือนกัน แต่ในฐานข้อมูลแบบเครือข่ายจะแสดงความสัมพนั ธ์อย่างชัดเจน โดยแสดง ไวใ้ นโครงสร้าง
ตวั อยา่ งเช่น

แผนก การขาย

พนกั งาน

ผลงาน หวั ขอ้ ที่เขา้ อบรม
ตวั อย่างฐานข้อมูลแบบเครือข่าย

14

21

จากรูปตัวอย่างฐานข้อมูลแบบเครือข่ายข้างต้น จะเห็นได้ว่า กรอบสี่เหล่ียมแสดงถึงเอนทิตีใน
ฐานขอ้ มูล ลูกศรเป็ นการแสดง ความสัมพนั ธ์ จากรูปเป็ นการแสดงความสัมพนั ธ์แบบหน่ึงต่อกลุ่ม การคน้ หา
ขอ้ มูลท่ีตอ้ งการ เช่น ถา้ ตอ้ งการคน้ หารายช่ือพนกั งานท่ีทางานอยู่แผนกท่ี 5 ก็ทาโดยออกคาสั่งบอก DBMS ให้
คน้ หาแผนกที่ 5 จากระเบียนของแผนก แลว้ ว่ิงตามลูกศร ซ่ึงจะเช่ือมขอ้ มูลของแผนกที่ 5 เขา้ กับขอ้ มูลของ
พนักงาน ซ่ึงได้แก่ระเบียนของพนักงานที่ทางานในแผนกที่ 5 เป็ นการค้นโดยใช้ลูกศรเชื่อมโยงไปถึง
ความสัมพนั ธ์ จึงไมจ่ าเป็นตอ้ งเก็บแอททริบิวตร์ หสั แผนกไวใ้ นระเบียนของพนกั งาน เช่นที่ทาในฐานขอ้ มูลเชิง
สัมพนั ธ์

3. ฐานข้อมูลแบบลาดบั ช้ัน (Hierarchical Database) ฐานขอ้ มลู แบบลาดบั ช้นั เป็นโครงสร้าง ที่จดั เก็บ
ขอ้ มูลในลกั ษณะความสัมพนั ธ์แบบพ่อ-ลูก (Parent-Child Relationship Type : PCR Type) หรือเป็นโครงสร้าง
รูปแบบตน้ ไม้ (Tree) ขอ้ มูลท่ีจดั เก็บในท่ีน้ี คอื ระเบียน (Record) ซ่ึงประกอบดว้ ย คา่ ของเขตขอ้ มลู (Field) ของ
เอนทิตีหน่ึงๆ นนั่ เอง

ฐานขอ้ มลู แบบลาดบั ช้นั น้ีคลา้ ยคลึงกบั ฐานขอ้ มูลแบบเครือขา่ ย แตต่ า่ งกนั ที่ฐานขอ้ มูลแบบลาดบั ช้นั มี
กฎเพิ่มข้ึนมาหน่ึงประการ คือ ในแต่ละกรอบจะมีลูกศรวิ่งเขา้ หาไดไ้ ม่เกิน 1 หัวลูกศร ดงั น้ัน จากรูปตวั อย่าง
ฐานขอ้ มูลแบบเครือข่าย จะพบวา่ กรอบพนกั งานจะมีลูกศรเขา้ มา 2 ทาง ดงั น้นั จึงไม่อาจสร้างฐานขอ้ มลู สาหรับ
รูปตวั อยา่ งฐานขอ้ มูลแบบเครือขา่ ย โดยใชฐ้ านขอ้ มลู แบบลาดบั ช้นั ดว้ ยวิธีปกติได้

ตัวอย่าง

แผนก ที่ต้งั
ช่ือแผนก รหสั แผนก

พนกั งาน โครงงานท่ีรับผิดชอบ
ชื่อพนกั งาน รหสั พนกั งาน เงินเดือน ช่ือโครงงาน รหสั โครงงาน สถานที่ทา

โครงงาน

ตวั อย่างฐานข้อมูลแบบลาดับช้ัน

15

22

จากรูปฐานขอ้ มลู แบบลาดบั ช้นั ขา้ งตน้ แสดงตวั อยา่ งฐานขอ้ มูลแบบลาดบั ช้นั ประกอบดว้ ย
1. ระเบียน 3 ระเบียน คือ แผนก พนกั งาน และโครงงานท่ีรับผดิ ชอบ
2. ความสัมพันธ์ แบบ PCR 2 ประเภท คือ ความสัมพันธ์ของข้อมูลแผนกกับพนักงาน และ
ความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูลแผนกกบั โครงงานที่รับผิดชอบโดยมีแผนกเป็นระเบียนประเภทพ่อ-แม่ ส่วนพนกั งาน
และโครงงานที่รับผิดชอบเป็นระเบียนประเภทลกู ความสมั พนั ธ์ของท้งั สองประเภทเป็นแบบหน่ึงต่อกลุ่ม (1:m)
ยกตวั อย่างเช่น

แผนก สมหมาย การเงิน สุนีย์ ตลาด
พนักงาน ดารณี มาลี สุพล ชยั ยะ

แผนก วเิ คราะห์ขอ้ มูล วางแผน

โครงงาน ก่อสร้าง วางทอ่ เดินสายไฟ การติดตามผล การปรับปรุงนโยบาย

ตัวอย่างฐานข้อมูลแบบลาดับช้ัน

สรุปเป็ นคุณสมบตั ิของฐานข้อมูลแบบลาดับช้ัน ไดด้ งั น้ี

1. หากระเบียนใดเป็นประเภทพ่อ-แม่ (Parent Record Type) แลว้ จะมีคุณสมบตั ิเป็นประเภทลูก (Child
Record Type) ไมไ่ ด้

2. ทกุ ระเบียนยกเวน้ ระเบียนท่ีเป็นพ่อ-แม่ สามารถมีความสัมพนั ธก์ บั ระเบียนท่ีเป็นประเภท พ่อ-แม่ ได้
หน่ึงความสัมพนั ธ์

3. ทกุ ระเบียนสามารถมีคณุ สมบตั ิเป็นระเบียนประเภทพอ่ -แม่ได้

4. ถา้ ระเบียนหน่ึงมีระเบียนลูกมากกวา่ หน่ึงระเบียนแลว้ การลาดบั ความสัมพนั ธข์ องระเบียนท่ี เป็นลูก
จะลาดบั จากซา้ ยไปขวา

16

23

โปรแกรมฐานขอ้ มลู ท่ีนิยมใช้

เพ่ือให้ผทู้ ี่ตอ้ งการสร้างระบบฐานขอ้ มูลข้ึนใชง้ านไดร้ ู้จกั กบั โปรแกรมต่างๆ ท่ีสามารถนามาใช้สร้าง
ฐานขอ้ มูลในหวั ขอ้ น้ี จึงจะขอแนะนาตวั อยา่ งโปรแกรมฐานขอ้ มูลท่ีนิยมใชก้ นั

โปรแกรมฐานข้อมูลเป็ นโปรแกรมท่ีช่วยจดั การกบั ขอ้ มูลต่างๆ ท่ีอยู่ในฐานขอ้ มูล ไดแ้ ก่ การจดั เก็บ
ขอ้ มูล การเรียกใชข้ อ้ มูล การปรับปรุงขอ้ มูล การแสดงรายการ เป็นตน้

โปรแกรมฐานข้อมูล จะช่วยให้ผูใ้ ช้สามารถค้นหาข้อมูลท่ีจัดเก็บได้อย่างรวดเร็ว ซ่ึงโปรแกรม
ฐานขอ้ มูลท่ีนิยมใช้มีอยู่ด้วยกนั หลายโปรแกรม เช่น Microsoft Access, MySQL, SQL Server เป็ นตน้ แต่ละ
โปรแกรมกจ็ ะมีความสามารถตา่ งกนั บางโปรแกรมใชง้ านง่าย บางโปรแกรมใชง้ านยาก แตก่ ็จะมีความสามารถ
ในการทางานสูงกวา่ ดว้ ย จึงขอกลา่ วถึงโปรแกรมฐานขอ้ มูลบางโปรแกรมท่ีนิยมใชก้ นั ไดแ้ ก่

Microsoft Access 2010

เป็นโปรแกรมฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธ์ (Relational Database) ที่นิยมใชก้ นั มากในปัจจุบนั โดยสามารถ ใช้
เก็บและติดตามขอ้ มูลสาคญั ๆ ขอ้ มูลนอกจากจะจดั เก็บไวใ้ นคอมพิวเตอร์ส่วนตวั แลว้ ยงั สามารถตีพิมพ์ ลงใน
เวบ็ เพอื่ ใหผ้ อู้ ่ืนใชง้ านฐานขอ้ มูลของเราผา่ นทางเวบ็ เบราวเ์ ซอร์ไดอ้ ีกดว้ ย

Microsoft Access 2010 สามารถสร้างแบบฟอร์มที่ตอ้ งการจะใช้ป้อนขอ้ มูลและใช้เรียกดูขอ้ มูลใน
ฐานขอ้ มูล หลงั จากบนั ทึกขอ้ มูลลงในฐานขอ้ มูลเรียบร้อยแลว้ จะสามารถคน้ หาหรือเรียกดูขอ้ มูลเพียง เขต
ขอ้ มูลที่ตอ้ งการได้ การแสดงผลก็สามารถแสดงทางจอภาพ หรือส่ังพิมพ์ออกทางเคร่ืองพิมพ์ นอกจากน้ี
Microsoft Access ยงั มีระบบรักษาความปลอดภยั ของขอ้ มลู ดว้ ยการกาหนดรหสั ผา่ นเพอื่ ป้องกนั ความปลอดภยั
ของขอ้ มูลในระบบไดด้ ว้ ย และท่ีสาคญั โปรแกรม Microsoft Access เป็นโปรแกรม ที่เหมาะจะใชก้ บั ฐานขอ้ มลู
เชิงสัมพนั ธ์ และในหน่วยตอ่ ๆ ไปจะไดก้ ล่าวถึงวธิ ีการใชโ้ ปรแกรม Microsoft Access 2010.

17

24

MySQL

เป็ นระบบจดั การฐานขอ้ มูลแบบ open source ที่ไดร้ ับการพฒั นา และสนับสนุนโดยบริษทั Oracle ใช้
การจดั การขอ้ มลู ในรูปแบบฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ โดยภาษาที่ใชใ้ นการจดั การขอ้ มูลจะเป็นภาษามาตรฐานท่ีใช้
สาหรับการเขา้ ถึงและจดั การขอ้ มูล MySQL เป็ นโปรแกรมแบบ open source จึงสามารถ ดาวน์โหลดมาใชไ้ ด้
แบบไม่มีค่าใชจ้ ่าย นอกจากน้ียงั สามารถปรับปรุง หรือแกไ้ ขโปรแกรมให้เหมาะสมกบั การทางานของผูใ้ ช้ได้
อยา่ งอิสระอีกดว้ ย

SQLServer

เป็นโปรแกรมฐานขอ้ มูลซ่ึงพฒั นาโดยบริษทั Microsoft มีโครงสร้างของภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย ไม่ซบั ซอ้ น
สามารถทางานที่ซบั ซ้อนไดโ้ ดยใชค้ าส่ังเพียงไม่ก่ีคาส่ัง โปรแกรม SQL เหมาะที่จะใชก้ บั ระบบฐานขอ้ มูลเชิง
สัมพนั ธ์ เป็ นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการทางานสูง จึงเป็ นภาษาที่มีผูน้ ิยมใช้กันมาก ปกติโปรแกรม
ฐานขอ้ มูลท่ีบริษทั ต่างๆ ผลิตข้ึนใช้กนั อยู่ในปัจจุบนั และเป็ นที่นิยมใช้กนั เช่น Oracle, DB2 และ แมก้ ระทง่ั
Microsoft Access เอง ก็จะมีคาสั่ง SQL ท่ีเป็ นมาตรฐาน และเสริมบางคาส่ังท่ีต่างไปจาก มาตรฐานบา้ งเพ่ือให้
เป็ นจุดเด่นของแต่ละโปรแกรมไป

25

หน่วยท่ี 2 สถาปัตยกรรมฐานขอ้ มูล

สาระสาคญั

การสร้างระบบฐานขอ้ มูล จะทาใหผ้ ใู้ ชส้ ามารถใชข้ อ้ มูลซ่ึงอยบู่ นฐานขอ้ มูลเดียวกนั โดยไมต่ อ้ งทราบวา่ การ
จดั เกบ็ ขอ้ มูลภายในเครื่องจะเป็นอยา่ งไร มีการเก็บรวบรวมขอ้ มูลใดบา้ งไวใ้ นระบบ หรือใชเ้ ทคนิควิธีใดในการ
จดั เก็บ หรือเรียกใชข้ อ้ มูล ท้งั น้ีผูบ้ ริหารฐานขอ้ มูลจะเป็นผูค้ วบคุมการบริหารงานของระบบฐานขอ้ มูลท้งั หมด
รวมท้งั กาหนด ความปลอดภยั ความบูรณภาพของขอ้ มูล แผนการสร้างระบบขอ้ มูลสารองและการกู้ ตลอดจน
เป็นผปู้ ระสานงานกบั ผใู้ ช้ เพ่อื ปรับฐานขอ้ มูลใหเ้ หมาะสมอยตู่ ลอดเวลา

สาระการเรียนรู้

1. ระดบั ของขอ้ มลู 4. ภาษาท่ีใชใ้ นระบบจดั การฐานขอ้ มูล

2. ความเป็นอิสระของขอ้ มลู 5. ระบบจดั การฐานขอ้ มลู

3. เคา้ ร่างของฐานขอ้ มูล 6. ผบู้ ริหารฐานขอ้ มลู

สมรรถนะประจาหน่วย

แสดงความรู้เกี่ยวกบั การสร้างระบบจดั การฐานขอ้ มูล ในเร่ืองของระดบั ของขอ้ มูล เคา้ ร่างฐานขอ้ มูล และ
หนา้ ที่ของผบู้ ริหารฐานขอ้ มูล

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายระดบั ของขอ้ มลู ได้ 4. บอกภาษาท่ีใชใ้ นระบบจดั การฐานขอ้ มูลได้

2. อธิบายความเป็นอิสระของขอ้ มูลได้ 5. แสดงความรู้เก่ียวกบั ระบบจดั การฐานขอ้ มูลได้

3. อธิบายเคา้ ร่างฐานขอ้ มูลได้ 6. บอกหนา้ ที่ของผบู้ ริหารฐานขอ้ มูลได้

19

26

ระดบั ของขอ้ มูล

ดงั ไดท้ ราบจากหน่วยที่ 1 แลว้ วา่ ระบบฐานขอ้ มลู จะเป็นการนาเอาขอ้ มลู ที่เกี่ยวขอ้ งกนั มารวมกนั ไวใ้ น
ระบบเดียวกนั เพื่อใหผ้ ใู้ ชส้ ามารถใช้ขอ้ มูลท่ีอยบู่ นฐานขอ้ มูลเดียวกนั ได้ แมจ้ ะมีความตอ้ งการที่ต่างกนั ก็ตาม
ผูใ้ ช้แต่ละคนจะมองข้อมูลในแง่มุม หรือวิว (View) ท่ีต่างกัน ผูใ้ ช้บางคนอาจต้องการเรียกใช้ข้อมูลจากท้งั
แฟ้มขอ้ มลู ในขณะท่ีผใู้ ชบ้ างคนอาจตอ้ งการเรียกใชข้ อ้ มูลเพียงบางส่วนของแฟ้มขอ้ มลู ระดบั การมองของผใู้ ช้
จึงมุ่งใหก้ ารเรียกใช้ขอ้ มูลของตนมีประสิทธิภาพ โดยไม่จาเป็นตอ้ งสนใจว่า การจดั เก็บขอ้ มูลที่แทจ้ ริงภายใน
เครื่อง หรือขอ้ มูลที่ตนไม่ตอ้ งการเรียกใช้น้ันจะเป็นอย่างไร ดงั น้ันการเลือกใชว้ ิธีจดั เก็บขอ้ มูลท่ีเหมาะสม จึง
เป็นส่วนท่ีทาใหก้ ารเรียกใชข้ อ้ มูลเกิดประสิทธิภาพ ในระบบฐานขอ้ มูลจึงไดม้ ีการแบ่งระดบั ของขอ้ มูลดงั จะได้
กล่าวตอ่ ไปน้ี

ระบบฐานขอ้ มูล มีการจดั แบ่งระดบั ของขอ้ มูลเป็น 3 ระดบั ดงั น้ี

ระดบั ภายนอก วิวท่ี 1 วิวท่ี 1 ววิ ที่ 1 วิวท่ี N

ระดบั แนวคิด

ระดบั ภายใน

ระดบั ของข้อมูล 3 ระดับ

1. ระดับภายนอกหรือวิว (External Level หรือ View) เป็นระดบั ของขอ้ มูลท่ีอยู่สูงที่สุด ประกอบดว้ ย
ภาพท่ีผใู้ ชแ้ ตล่ ะคนจะมองขอ้ มูล หรือววิ (View) ของตน

2. ระดับแนวคิด (Conceptual Level) เป็ นระดับของข้อมูลที่อยู่ถัดลงมา เป็ นการมองเอนทิตี และ
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตี รวมท้งั กฎเกณฑแ์ ละขอ้ จากดั ตา่ งๆ ขอ้ มูลในระดบั น้ี เป็นขอ้ มูลที่ผา่ นการวิเคราะห์
และออกแบบโดยผบู้ ริหารฐานขอ้ มูลหรือนกั วิเคราะห์ระบบมาแลว้ เพื่อใหผ้ ใู้ ชข้ อ้ มูลในระดบั ภายนอกสามารถ
เรียกใชข้ อ้ มลู ไดใ้ นรูปแบบตา่ งๆ กนั ตามท่ีผใู้ ชต้ อ้ งการ

20

27

3. ระดับภายใน (Internal Level หรือ Physical Level) เป็นระดบั ของขอ้ มูลท่ีอยลู่ ่างสุด เป็นระดบั ของ
การจดั เกบ็ ขอ้ มูลจริงๆ วา่ มีโครงสร้างการจดั เกบ็ อยา่ งไร วธิ ีการเขา้ ถึงขอ้ มลู ในฐานขอ้ มูลทาอยา่ งไร

จากการแบ่งระดบั ของขอ้ มูลออกเป็น 3 ระดบั ขา้ งตน้ จึงทาใหผ้ ใู้ ชไ้ ม่ตอ้ งสนใจกบั รายละเอียด ในการ
เกบ็ ขอ้ มูล รวมท้งั ไม่ตอ้ งทราบขอ้ มลู ส่วนที่ตนไม่ไดใ้ ช้ การแบง่ ระดบั ขอ้ มูลดงั ไดก้ ล่าวมา ยงั เป็น ประโยชน์ใน
เร่ืองของความเป็ นอิสระของขอ้ มูล เนื่องจากตวั จดั การฐานขอ้ มูล (DBMS) จะทาหน้าท่ีเชื่อมขอ้ มูลระหว่าง
ระดบั ภายนอกกบั ระดบั แนวคิด และเชื่อมระดบั แนวคิดกบั ระดบั ภายใน ซ่ึงการเชื่อมโยงของข้อมูลดงั กล่าวจะ
เก่ียวขอ้ งกบั ความเป็ นอิสระของขอ้ มูลด้วยเช่นกนั จึงจะขอกล่าวรายละเอียดในเร่ืองของความเป็ นอิสระของ
ขอ้ มูลเพิ่มเติมดงั น้ี

ความเป็นอิสระของขอ้ มูล

ความเป็นอิสระของขอ้ มลู (Data Independence) แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ชนิด คอื

1. ความเป็ นอสิ ระของข้อมูลในเชิงกายภาพ (Physical Data Independence) หมายถึง การเปล่ียนแปลง
แกไ้ ขโครงสร้างในระดบั ภายใน จะไม่กระทบต่อโครงสร้างในระดบั แนวคิดและระดบั ภายนอก เช่น การเปล่ียน
วธิ ีการเรียกใชข้ อ้ มลู จากเดิมใหม้ ีประสิทธิภาพมากข้นึ จะไมก่ ระทบตอ่ ระดบั แนวคิดหรือระดบั ผใู้ ช้

2. ความเป็ นอิสระของข้อมูลในเชิงตรรกะ (Logical Data Independence) หมายถึง การเปล่ียนแปลง
โครงสร้างในระดบั แนวคิด จะไม่กระทบต่อโครงสร้างในระดบั ภายนอก หรือโปรแกรมที่ประยุกตใ์ ชง้ าน เช่น
การเพ่ิมแอททริบิวตห์ รือเอนทิตีใหมเ่ ขา้ ไปในฐานขอ้ มูล เป็นตน้

เคา้ ร่างของฐานขอ้ มูล

โดยปกติการแกไ้ ขขอ้ มูลจะทาใหค้ ่าของขอ้ มูลในฐานขอ้ มูลเปล่ียนแปลงไปจากเดิม และขอ้ มูลในฐาน
ข้อมูล ณ ขณะเวลาใดเวลาหน่ึง ซ่ึงเราจะเรียกว่า Instance ของข้อมูล ดังน้ัน Instance ของฐานข้อมูลจึง
เปล่ียนแปลงไดต้ ลอดเวลา

เค้าร่างของฐานข้อมูล (Database Schema) เป็ นเค้าร่างท่ีได้จากการออกแบบฐานข้อมูล ซ่ึงเป็ น
ตวั กาหนดว่าในระบบฐานขอ้ มูลน้ันๆ จะประกอบดว้ ยเอนทิตีอะไรบา้ ง แต่ละเอนทิตีจะประกอบดว้ ย แอททริ
บิวตอ์ ะไรบา้ ง ความสัมพนั ธ์ระหว่างเอนทิตีจะเป็ นอย่างไร ดงั น้นั เคา้ ร่างของฐานขอ้ มูลจึงไม่ควรท่ีจะมีการ
เปลี่ยนแปลง หรือหากตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลงก็ไมค่ วรเกิดข้นึ บ่อย

21
1 28

จากการที่มีการแบง่ ระดบั ของขอ้ มลู ออกเป็น 3 ระดบั จึงทาใหเ้ กิดเคา้ ร่างของฐานขอ้ มูลข้ึนเป็น 3 ระดบั
ดว้ ย คือ

1. เค้าร่างภายนอก (External Schema หรือ Subschema หรือ View) เป็นเคา้ ร่างในระดบั ภายนอก ท่ีจะ
แสดงรายละเอียดของขอ้ มูลท่ีผใู้ ชแ้ ตล่ ะคนตอ้ งการ

2. เค้าร่างแนวคิด (Conceptual Schema) เป็นเคา้ ร่างซ่ึงจะแสดงรายละเอียดของฐานขอ้ มูล ท่ีสร้างข้ึน
ไดแ้ ก่ ชื่อเอนทิตี โครงสร้างของขอ้ มูล ตลอดจนความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเอนทิตี

3. เค้าร่ างภายใน (Internal Schema) เป็ นเค้าร่างซ่ึงจะแสดงรายละเอียดการจัดเก็บข้อมูลลงใน
แฟ้มขอ้ มูลในสื่อบนั ทึก

ระดับภายนอก

ระดับแนวคิด

ระดับภายใน

ฐานข้อมูล

เค้าร่างฐานข้อมูล 3 ระดับ
จากรูปขา้ งตน้ จะเห็นว่าในระบบฐานขอ้ มูลใดๆ จะประกอบดว้ ยเคา้ ร่างภายใน 1 ตวั เคา้ ร่างแนวคิด 1
ตวั และส่วนเคา้ ร่างภายนอกจะสามารถมีไดห้ ลายๆ ตวั

22
1 29

ภาษาท่ีใชใ้ นระบบจดั การฐานขอ้ มูล

ในระบบจัดการฐานข้อมูลจะมีภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล ซ่ึงจะเรียกผ่านระบบจัดการ
ฐานขอ้ มลู ภาษาดงั กลา่ วแบ่งไดเ้ ป็น 3 ชนิด คอื

1. ภาษาสาหรับนิยามข้อมูล (Data Definition Language หรือ DDL)

ภาษาสาหรับนิยามขอ้ มูลเป็นคาสั่งที่ใชก้ าหนดโครงสร้างของฐานขอ้ มูลที่สร้างข้ึนว่า ประกอบดว้ ย
แอททริบิวตอ์ ะไรบา้ ง แอททริบิวตน์ ้นั ๆ ใชเ้ ก็บขอ้ มูลชนิดใด เป็นตน้ จากโครงสร้างของ ฐานขอ้ มูลที่กาหนด
ข้นึ จะเก็บเป็นแฟ้มท่ีเรียกวา่ พจนานุกรมข้อมูล

พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) เป็ นแฟ้มที่จดั เก็บรายละเอียดของตารางหรือรีเลชันต่างๆ ใน
ฐานขอ้ มูล โดยที่พจนานุกรมจะมีลกั ษณะเป็นตารางที่เก็บโครงสร้างของขอ้ มูล ไดแ้ ก่ ช่ือรีเลชนั ช่ือแอททริบิวต์
ต่างๆ ในแต่ละรีเลชนั คียห์ ลกั ของแต่ละรีเลชนั คียน์ อก และขอ้ จากดั ตา่ งๆ พจนานุกรมขอ้ มูลจะถกู สร้างข้ึนโดย
ใช้ภาษาสาหรับนิยามขอ้ มูล เมื่อมีการเรียกใชข้ อ้ มูลจากรีเลชนั ใด ระบบจดั การฐานขอ้ มูลก็จะเรียกใชข้ อ้ มูลที่
ตอ้ งการผา่ นพจนานุกรมขอ้ มลู พจนานุกรมขอ้ มลู จึงมีความสาคญั ต่อการจดั การขอ้ มูลในฐานขอ้ มลู อยา่ งมาก

ตวั อยา่ ง การใชภ้ าษา SQL (Structure Query Language) ในการกาหนดโครงสร้างของตารางนกั ศึกษา
ซ่ึงประกอบดว้ ยแอททริบิวตต์ ่อไปน้ี

รหสั ลูกคา้ เป็นชนิดอกั ขระ จานวน 3 ไบต์
ชื่อลกู คา้ เป็นชนิดอกั ขระ จานวน 20 ไบต์
ท่ีอยลู่ กู คา้ เป็นชนิดอกั ขระ จานวน 30 ไบต์
โดยใชค้ าสง่ั ในภาษา SQL จะสามารถทาไดด้ งั น้ี
CREATE TABLE CUSTOMER
(CID CHAR(3),
CNAME CHAR (20),
CADDRESS CHAR (30));

23
1 30

2. ภาษาสาหรับดาเนนิ การกบั ข้อมูล (Data Manipulation Language หรือ DML)
ภาษาสาหรับดาเนินการกบั ขอ้ มูลเป็นคาส่งั ท่ีใชใ้ นการเรียกใชข้ อ้ มูล ตลอดจนการปรับปรุงขอ้ มูลซ่ึง

จะเป็นการใชค้ าสั่งใน DML แลว้ ระบบจดั การฐานขอ้ มูลกจ็ ะเรียกใชข้ อ้ มูลผา่ นพจนานุกรมขอ้ มลู
ตวั อยา่ ง คาสงั่ เพือ่ เรียกดูขอ้ มลู รหสั ลูกคา้ และช่ือลูกคา้ ท้งั หมดโดยใชภ้ าษา SQL
SELECT CID, CNAME
FROM CUSTOMER :
3. ภาษาสาหรับการควบคมุ ข้อมูล (Data Control Language หรือ DCL)
ภาษาสาหรับการควบคุมข้อมูล เป็ นคาส่ังที่ใช้ในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูลควบคุม

ภาวะการใชข้ อ้ มูลพร้อมกนั จากผูใ้ ชห้ ลายคนในเวลาเดียวกนั และคาสั่งควบคุมความปลอดภยั ของขอ้ มูล โดย
การใหส้ ิทธิอานาจแก่ผใู้ ชแ้ ตล่ ะคนในการเรียกดูหรือปรับปรุงขอ้ มูล

ตัวอย่าง คาส่ังเพ่ือกาหนดสิทธิอานาจให้แก่ผู้ใช้ท่ีชื่อ PRANEE ในการเรียกดูข้อมูลจากตาราง
CUSTOMER

GRANT SELECT
ON CUSTOMER
TO PRANEE ;

ระบบจดั การฐานขอ้ มูล

ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) คือ ซอฟต์แวร์ท่ีทาหน้าท่ีจัดการ
ฐานขอ้ มูล ไดแ้ ก่ ควบคุมดูแลในการสร้าง การปรับปรุงขอ้ มูล การเรียกใชข้ อ้ มูล การจดั ทารายงาน จึงอาจกล่าว
ไดว้ า่ ระบบจดั การฐานขอ้ มลู จะเป็นส่ือกลางระหวา่ งผใู้ ชก้ บั โปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การใชฐ้ านขอ้ มูล ทา
ใหส้ ามารถสรุปหนา้ ที่ของระบบจดั การฐานขอ้ มูลไดด้ งั น้ี

1. กาหนดและเกบ็ โครงสร้างฐานข้อมูล
ระบบจดั การฐานขอ้ มูลจะสร้างพจนานุกรมขอ้ มูลข้ึนเมื่อมีการกาหนดโครงสร้างของฐานขอ้ มูล

ข้ึนมา เพ่อื เกบ็ รายละเอียดตา่ งๆ ที่เกี่ยวกบั ฐานขอ้ มลู เช่น ชื่อตาราง ชื่อฟิ ลด์ ตลอดจนคยี ต์ ่างๆ เป็นตน้
2. รับและเกบ็ ข้อมูลในฐานข้อมูล
ระบบจดั การฐานขอ้ มูล จะทาการรับและเก็บขอ้ มลู ลงในฐานขอ้ มูล เพื่อใชใ้ นการประมวลผลตอ่ ไป

24
1 31

3. ดูแลรักษาข้อมูล
ระบบจดั การฐานขอ้ มูล จะดูแลรักษาขอ้ มลู ท่ีเกบ็ รวบรวมไวใ้ นระบบฐานขอ้ มูล

4. ตดิ ต่อกบั ตัวจัดการระบบแฟ้มข้อมูล
โดยระบบจดั การฐานขอ้ มูล จะประสานกบั ตวั จดั การระบบแฟ้มขอ้ มูล (File Management) ซ่ึงเป็ น

ฟังกช์ นั การทางานหน่ึงของระบบการดาเนินงาน (Operating System : OS) ในการคน้ หาวา่ ขอ้ มูล ท่ีเราตอ้ งการ
น้นั เก็บอยใู่ นตาแหน่งใดในดิสก์ โดยระบบจดั การฐานขอ้ มูลจะคอยประสานกบั ตวั จดั การระบบแฟ้มขอ้ มูลใน
การจดั เกบ็ การปรับปรุงขอ้ มูลและการเรียกใชข้ อ้ มูล

5. ควบคุมความบูรณภาพของข้อมูล (Integrity Control)
ระบบจดั การฐานข้อมูล จะตอ้ งควบคุมค่าของข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตามท่ีควรจะเป็ น เช่น

รหสั สินคา้ ที่ปรากฏในใบสงั่ ซ้ือสินคา้ จะตอ้ งเป็นรหสั ท่ีมีอยใู่ นระเบียนของสินคา้ ท้งั หมดในร้าน เป็นตน้
6. ควบคุมความปลอดภยั (Security Control)
ระบบจดั การฐานขอ้ มูล จะสามารถป้องกนั ความเสียหายที่อาจเกิดข้ึนกบั ฐานขอ้ มูล โดยจะป้องกนั

ไม่ใหผ้ ทู้ ี่ไมม่ ีสิทธิไดเ้ ขา้ มาเรียกใช้ หรือแกไ้ ขขอ้ มูลในส่วนที่ตอ้ งการปกป้องไว้
7. การสร้างระบบสารองและการกู้ (Backup and Recovery)
ระบบจดั การฐานขอ้ มูลจะจดั ทาขอ้ มูลสารองเมื่อมีปัญหาเกิดข้ึน เช่น ระบบแฟ้มขอ้ มูลเสียหาย หรือ

เคร่ืองเสียหาย ระบบจดั การฐานขอ้ มูลก็จะใชร้ ะบบขอ้ มูลสารองน้ีในการกูส้ ภาพการทางานของระบบให้เขา้ สู่
สภาวะปกติได้

8. ควบคมุ ภาวะการใช้ข้อมูลพร้อมกนั ของผ้ใู ช้ (Concurrency Control)
ระบบจดั การฐานขอ้ มูล ท่ีมีคณุ สมบตั ิในการควบคุมภาวะการใชข้ อ้ มลู พร้อมกนั น้ี จะทาการควบคุม

การใช้ขอ้ มูลพร้อมกนั ของผูใ้ ช้หลายคนในเวลาเดียวกนั ได้ เช่น กรณีถา้ ผูใ้ ชค้ นหน่ึงกาลงั ทาการแกไ้ ขขอ้ มูล
รายการใดอยู่ ระบบจะไม่อนุญาตให้ผูใ้ ช้คนอื่นเขา้ มาเรียกใช้ข้อมูลรายการน้ัน จนกว่าการแก้ไขจะเสร็จ
เรียบร้อย เพอื่ ป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดปัญหาการเรียกใชข้ อ้ มูลท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง

ผบู้ ริหารฐานขอ้ มูล

ผู้บริ หารฐานข้อมูล (Database Administrator หรื อ DBA) มีหน้าท่ีบริ หารการใช้งานของระบบ
ฐานขอ้ มูล เป็นผทู้ ่ีจะตดั สินใจวา่ จะตอ้ งเก็บรวมขอ้ มูลใดไวใ้ นระบบบา้ ง จะใชว้ ิธีการจดั เก็บและเรียกใชข้ อ้ มูล
วิธีใด รวมท้งั เป็ นผูท้ ่ีต้องกาหนดระบบความปลอดภยั ของข้อมูล กาหนดแผนการสารองขอ้ มูล ตลอดจน
ประสานงานกบั ผใู้ ชใ้ นการปรับปรุงฐานขอ้ มลู เม่ือผใู้ ชม้ ีการเปล่ียนแปลงความตอ้ งการ

32

หน่วยที่ 3 ข้นั ตอนการพฒั นาฐานขอ้ มลู

สาระสาคญั

ในการจดั การกบั ขอ้ มูลในระบบอยา่ งมีประสิทธิภาพน้นั จาเป็นที่จะตอ้ งมีระบบฐานขอ้ มูลท่ีเหมาะสม ดงั น้นั
ข้นั ตอนในการพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู ใหต้ รงกบั ความตอ้ งการจึงมีความสาคญั เป็นอยา่ งมาก

สาระการเรียนรู้

1. วงจรพฒั นาระบบฐานขอ้ มลู 4. โมเดลจาลองความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มูล

2. ความเป็นอิสระของขอ้ มลู 5. สัญลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นโมเดลแบบ E-R

3. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งค่าแอททริบิวตใ์ นแต่ละ 6. การออกแบบฐานขอ้ มลู โดยใชโ้ มเดลแบบ E-R

รีเลชนั 7. การสร้างฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธ์จากโมเดลแบบ E-R

สมรรถนะประจาหน่วย

ออกแบบฐานขอ้ มูลโดยใชโ้ มเดลแบบ E-R เพือ่ สร้างความสมั พนั ธข์ องค่าแอททริบิวตใ์ นแตล่ ะรีฟัน

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายวงจรพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลได้

2. อธิบายข้นั ตอนการออกแบบระบบฐานขอ้ มูลได้

3. อธิบายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคา่ แอททริบิวตใ์ นแตล่ ะรีเลชนั ไดช้

4. แสดงความรู้เก่ียวกบั โมเดลจาลองความสัมพนั ธ์ระหวา่ งขอ้ มลู ได้

5. บอกความหมายของสัญลกั ษณ์ต่างๆ ท่ีใชใ้ นโมเดลแบบ E-R ได้

6. อธิบายข้นั ตอนการออกแบบฐานขอ้ มลู โดยใชโ้ มเดลแบบ E-R ได้

7. อธิบายข้นั ตอนการสร้างฐานขอ้ มูลเชิงสมั พนั ธ์จากโมเดลแบบ E-R ได้

26

33

วงจรพฒั นาระบบฐานขอ้ มูล

ระบบฐานขอ้ มูลคือส่วนประกอบพ้ืนฐานของระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะระบบสารสนเทศขนาดใหญ่
และโดยเน้ือหาแลว้ วงจรการพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลมีความสัมพนั ธ์และสืบทอดมาจากวงจรการพฒั นาระบบ
(System Development Life Cycle : SDLC) ซ่ึง SDLC ประกอบดว้ ยระยะต่างๆ ดงั น้ี

1. การศึกษาเบ้ืองตน้ (Database Initial Study)
2. การออกแบบฐานขอ้ มูล (Database Design)
3. การนาไปใช้ (Implementation)
4. การทดสอบและประเมินผล (Testing and Evaluation)
5. การปฏิบตั ิงาน (Operation)
6. การบารุงรักษา (Maintenance Phase)
ซ่ึงในวงจรน้ี ข้นั ตอนการออกแบบถือไดว้ า่ มีความสาคญั มากที่สุด

การออกแบบฐานขอ้ มูล

ในการพฒั นาระบบงานบนคอมพวิ เตอร์น้นั ส่ิงสาคญั ที่สุดคือ การออกแบบระบบท่ีดี ระบบท่ีออกแบบ
มาดีแลว้ เม่ือนาไปพฒั นาก็จะสามารถสนองวตั ถุประสงคข์ องผูใ้ ชไ้ ดอ้ ยา่ งครบถว้ นเช่นกนั ในการประมวลผล
ดว้ ยระบบฐานขอ้ มูลจึงจะตอ้ งมีการออกแบบฐานขอ้ มูล ซ่ึงความหมายของการออกแบบฐานขอ้ มูลในท่ีน้ี จะ
หมายรวมท้งั การออกแบบฐานขอ้ มูลในระดบั แนวคิด (Conceptual Level) และการออกแบบฐานขอ้ มูลในระดบั
ภายใน หรือในเชิงกายภาพ (Internal Level หรือ Physical Level)

การออกแบบในระดบั แนวคิด (Conceptual Level) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ และรวบรวมความตอ้ งการ
ของผใู้ ช้ เพื่อทาการออกแบบฐานขอ้ มูล วา่ ควรจะประกอบดว้ ยรีเลชนั อะไรบา้ ง เคา้ ร่างของแต่ละรีเลชนั ควรจะ
ประกอบดว้ ยแอททริบิวตอ์ ะไรบา้ ง แต่ละรีเลชนั ใช้แอททริบิวตใ์ ดเป็นคีย์ โดยเนน้ วา่ การออกแบบเคา้ ร่างของ
รีเลชนั ท่ีดี จะตอ้ งสามารถลดปัญหาต่างๆ ท่ีอาจเกิดกบั ฐานขอ้ มูล เช่น ปัญหาขอ้ มูลซ้าซ้อน ความขดั แยง้ ของ
ขอ้ มูล การรักษาความปลอดภยั ของขอ้ มูล เป็นตน้ จึงจะพอกล่าวรายละเอียดของการออกแบบในระดบั แนวคิด
ไดด้ งั น้ี

27

34

ข้นั ตอนการออกแบบฐานขอ้ มูล

ข้นั ตอนการออกแบบฐานขอ้ มูล เร่ิมจากการศึกษา วิเคราะห์ระบบงานเดิมและปัญหาท่ีเกิดในระบบ
น้นั ๆ รวมท้งั รวบรวมความตอ้ งการของผใู้ ชแ้ ละกฎเกณฑข์ อ้ บงั คบั ต่างๆ สูตรต่างๆ นามาประมวลเขา้ ดว้ ยกนั
เพ่ือดาเนินการออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด ซ่ึงการออกแบบในระดับแนวคิดสามารถกระทาเป็ น
ข้นั ตอนตามลาดบั ไดแ้ ก่

1. สร้างเอนทิตีจากความตอ้ งการ
2. ปรับรีเลชนั ต่างๆ ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐาน (Normalization) 3. ระบุคยี ท์ ่ีตอ้ งใชใ้ นแต่ละรีเลชนั
4. ระบกุ ฎเกณฑ์ ขอ้ จากดั ที่ตอ้ งคานึงถึง
5. นาผลที่ได้จาก 4 ข้ันตอนแรกมารวบรวมเข้าด้วยกนั จึงขอกล่าวรายละเอียดของข้ันตอนขา้ งตน้
เพม่ิ เติมดงั น้ี
ข้นั ตอนที่ 1 สร้างเอนทิตีจากความตอ้ งการ
หลงั จากทาการศึกษารายละเอียดของระบบงานที่ออกแบบแลว้ จึงกาหนดเอนทิตีที่เก่ียวขอ้ งวา่ ควรจะมี
เอนทิตีอะไรบา้ ง ในแต่ละเอนทิตีน้นั ควรจะมีแอททริบิวตใ์ ดเป็นคีย์ ตวั อย่างเช่น ถา้ ตอ้ งการเก็บขอ้ มูลเก่ียวกบั
พนกั งานขายและลูกคา้ ที่พนกั งานขายน้ันดูแลอยู่ ฐานขอ้ มูลก็ควรจะประกอบดว้ ย 2 เอนทิตี คือ เอนทิตีของ
พนกั งานขายและเอนทิตีของลูกคา้ โดยกาหนดวา่ พนกั งานแตล่ ะคนมีลูกคา้ ไดห้ ลายคน และลูกคา้ แตล่ ะคนจะมี
พนกั งานขายเพียง 1 คนเทา่ น้นั ดงั น้ี

พนกั งานขาย (รหสั พนกั งาน, ช่ือพนกั งาน, แผนกของพนกั งาน)

ลูกคา้ (รหสั ลกู คา้ , ช่ือลูกคา้ , ท่ีอย,ู่ เบอร์โทรศพั ท,์ ยอดสัง่ ซ้ือ)

จากตวั อยา่ งดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ หลงั จากกาหนดเอนทิตีที่ตอ้ งใชแ้ ลว้ เราจะสร้างรีเลชนั ข้นึ มาสาหรับ
แต่ละเอนทิตี แลว้ พิจารณาวา่ ในแต่ละเอนทิตีน้นั ควรจะประกอบดว้ ยแอททริบิวตอ์ ะไรบา้ ง จะใชแ้ อททริบิวตใ์ ด
เป็นคียห์ ลกั รวมท้งั พิจารณาความสัมพนั ธ์ในแต่ละเอนทิตี วา่ มีความสมั พนั ธก์ นั แบบใดใน 3 ชนิดท่ีไดเ้ คยกลา่ ว
ในรายละเอียดมาแลว้ ในหน่วยที่ผา่ นมา คอื ความสัมพนั ธ์แบบหน่ึงต่อหน่ึง แบบหน่ึงต่อกลุ่ม หรือแบบกล่มุ ตอ่
กลมุ่

28

35

ข้นั ตอนที่ 2 ปรับรีเลชนั ตา่ งๆ ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐาน (Normalization)

เป็นการปรับรีเลชนั แตล่ ะตวั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐาน เพ่อื ใหโ้ ครงสร้างของขอ้ มลู ไม่มีความซ้าซ้อน
ขอ้ มูลถูกตอ้ งเชื่อถือได้ ในการออกแบบฐานขอ้ มูลจึงตอ้ งพิจารณาว่า จะตอ้ งทาใหอ้ ยู่ในรูปแบบบรรทดั ฐานถึง
ข้นั ไหน ซ่ึงโดยปกติแลว้ อยา่ งนอ้ ยจะตอ้ งทาการปรับถึงรูปแบบ บรรทดั ฐานระดบั ท่ี 3 แตใ่ นบางกรณีก็อาจตอ้ ง
ปรับถึงรูปแบบบรรทดั ฐานระดบั ที่ 4 และระดบั ที่ 5 ในการปรับรีเลชนั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐาน จะไดก้ ล่าว
รายละเอียดในหวั ขอ้ ตอ่ ไป

ข้นั ตอนท่ี 3 ระบุคยี ท์ ่ีตอ้ งใชใ้ นแต่ละรีเลชนั

จากที่กล่าวมาในข้นั ตอนท่ี 1 เมื่อกาหนดเป็นทิตีและระบคุ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตีแลว้ ก็ตอ้ งทาการ
ระบุแอททริบิวต์ต่างๆ ที่ใชเ้ ป็นคีย์ ไดแ้ ก่ คียห์ ลกั คียส์ ารอง คียน์ อก เช่น พิจารณาว่าคียห์ ลกั ของแต่ละเอนทิตี
ควรจะเป็นแอททริบิวตใ์ ด มีแอททริบิวตม์ ากกวา่ 1 แอททริบิวตห์ รือไม่ ที่จะสามารถใชเ้ ป็นคยี ห์ ลกั ได้

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคา่ แอททริบิวตใ์ นแต่ละรีเลชนั

แนวคิดในเรื่องความสัมพนั ธ์ระหว่างคาของแอททริบิวต์ในแต่ละรีเลชนั (Dependency) เป็ นอีกเรื่อง
หน่ึงท่ีควรใหค้ วามสนใจเนื่องจากคา่ ของแอททริบิวตใ์ นแต่ละรีเลชนั จะมีความสมั พนั ธ์กนั เช่นเมื่อทราบค่าของ
แอททริบิวตห์ น่ึง ก็จะทาใหส้ ามารถทราบคา่ ของแอททริบิวตอ์ ่ืนๆ ในทเู พลิ น้นั ได้

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งค่าของแอททริบิวตใ์ นแต่ละรีเลชนั มีอยหู่ ลายลกั ษณะ ไดแ้ ก่

1. ความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบวิ ต์แบบฟังก์ชัน (Functional Dependency)

เป็นความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวตใ์ นลกั ษณะท่ีแอททริบิวตต์ ้งั แต่หน่ึงแอททริบิวต์ ท่ีมา
ประกอบกัน สามารถไประบุค่าของแอททริบิวต์อ่ืนๆ ในทูเพิลน้ันๆ ได้ แอททริบิวต์ท่ีเป็ นตวั ไประบุค่าของ
แอททริบิวตอ์ ่ืนๆ เราเรียกวา่ Determinant

ดังน้ัน เม่ือพูดถึงคุณสมบตั ิของคียห์ ลกั ที่กล่าวไวใ้ นหน่วยที่ผ่านมา จะเห็นไดว้ ่าคียห์ ลกั ก็จะเป็ น
แอททริบิวตท์ ่ีสามารถไประบุค่าของแอททริบิวตอ์ ่ืนๆ ในแต่ละทูเพิลได้ คียห์ ลกั จึงเป็น Determinant ดว้ ยเช่นกนั

29

36

ตวั อย่าง กรณีรหัสลูกคา้ เป็นคียห์ ลกั ของรีเลชนั ลูกคา้ ดงั น้นั รหัสลูกคา้ ก็จะสามารถไประบุคาของ
แอททริบิวต์ ชื่อลูกคา้ และที่อยู่ลูกคา้ ได้ ความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์แบบฟังก์ชนั สามารถ เขียน
โดยใชส้ ัญลกั ษณ์ แสดงได้ ตวั อยา่ งน้ีจึงอาจเขียนไดเ้ ป็น

(รหัสลูกค้า) (ช่ือลูกค้า, ท่อี ยู่ลูกค้า)

ซ่ึงมีความหมายวา่ ช่ือลูกคา้ ข้ึนอยกู่ บั รหสั ลูกคา้ และที่อยลู่ กู คา้ ก็ข้ึนอยกู่ บั รหสั ลกู คา้ ดว้ ยเช่นกนั
2. ความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบวิ ต์แบบบางส่วน (Partial Dependency)

เป็นความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวตแ์ บบบางส่วน จะเกิดเมื่อคียม์ ีลกั ษณะเป็นคียผ์ สมแลว้
แอททริบิวต์ที่เป็ นบางส่วนของคียห์ ลกั สามารถไประบุค่าของแอททริบิวต์อ่ืนๆ ที่ไม่ใช่คียห์ ลกั (Non-Key
Attribute) ในรีเลชนั น้นั ได้

ตวั อย่าง ถา้ รีเลชนั การสั่งซ้ือประกอบดว้ ยแอททริบิวต์ รหสั ใบสั่งซ้ือ รหัสสินคา้ ท่ีสั่งซ้ือ ชื่อสินคา้
และจานวนที่สั่งซ้ือ โดยมีแอททริบิวต์ รหัสใบสั่งซ้ือ และรหัสสินค้าท่ีส่ังซ้ือเป็ นคีย์หลัก สามารถเขียน
โครงสร้างตารางไดด้ งั น้ี

การสั่งซื้อ (รหัสใบส่ังซื้อ, รหัสสินค้า ชื่อสินค้า, จานวนทสี่ ่ังซื้อ)

จะพบว่ารีเลชันดังกล่าวน้ีมีความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์แบบบางส่วนเกิดข้ึน คือ
แอททริบิวตร์ หสั สินคา้ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของคียห์ ลกั สามารถไประบชุ ื่อสินคา้ ได้ เขยี นไดเ้ ป็น

(รหัสใบส่ังชื้อ, รหัสสินค้า) (ชื่อสินค้า จานวนที่ส่ังซื้อ)

(รหัสสินค้า) (ชื่อสินค้า)

ความสัมพนั ธ์ในลกั ษณะน้ี จะทาให้เกิดปัญหาในเรื่องของการปรับปรุงขอ้ มูลตามมา ดงั จะไดก้ ล่าว
รายละเอียดในเร่ืองของการทารีเลชนั ใหอ้ ยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐานต่อไป

3. ความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์แบบทรานซิทฟี (Transitive Dependency)
เป็ นความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์ ในลกั ษณะที่เกิดจากการออกแบบฐานขอ้ มูลยงั ไม่

เหมาะสม เช่น ในบางรีเลชนั แมจ้ ะมีแอททริบิวตท์ ่ีเป็นคยี ห์ ลกั ซ่ึงสามารถระบุคาของแอททริบิวต์ อ่ืนๆ ในทูเพลิ
น้นั แลว้ ก็ตาม แต่ก็ยงั พบวา่ มีบางแอททริบิวตท์ ่ีไม่ใช่คียห์ ลกั แต่จะสามารถไประบุค่าของแอททริบิวตอ์ ่ืนๆ ใน
ทูเพิลน้นั ไดด้ ว้ ย ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคา่ ของแอททริบิวตใ์ นลกั ษณะน้ีเราจะเรียกวา่ เป็นแบบทรานซิทีฟ

30

37

ตวั อยา่ ง ถา้ รีเลชนั การสั่งซ้ือประกอบดว้ ยแอททริบิวตต์ า่ งๆ ดงั โครงสร้างตอ่ ไปน้ี

การสั่งซื้อ (รหสั ใบส่ังซื้อ, รหัสสินค้า, จานวนทสี่ ั่งซื้อ, รหัสลกู ค้าท่ีส่ังซื้อ, ชื่อลกู ค้า)

จะพบวา่ รีเลชนั ดงั กลา่ วน้ีมีความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งค่าของแอททริบิวต์ เขยี นไดเ้ ป็น

(รหสั ใบส่ังชื้อ, รหัสสินค้า) จานวนทส่ี ั่งซื้อ, รหัสลูกค้า, ชื่อลูกค้า)

(รหสั ลกู ค้า) (ชื่อลกู ค้า)

จากตวั อย่างขา้ งตน้ จะพบว่า แอททริบิวต์รหัสลูกคา้ ในรีเลชนั การส่ังซ้ือไม่ใช่คียห์ ลกั แต่สามารถไป
ระบคุ ่าของแอททริบิวตช์ ่ือลูกคา้ ได้

4. ความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์แบบหลายค่า (Multivalued Dependency)
เป็ นความสัมพนั ธ์ระหว่างค่าของแอททริบิวต์ ท่ีเกิดในกรณีที่รีเลชนั น้ันประกอบดว้ ยแอททริบิวต์

อยา่ งนอ้ ย 3 แอททริบิวต์ โดยแอททริบิวตห์ น่ึงจะสามารถไประบคุ า่ ของแอททริบิวตอ์ ่ืนๆ ไดห้ ลายค่า เราจะเรียก
รีเลชนั น้นั วา่ มีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคา่ ของแอททริบิวตแ์ บบหลายคา่

ตวั อย่าง รีเลชนั การผลิต ประกอบดว้ ยแอททริบิวต์ รหสั ผผู้ ลิต รหัสโครงการที่รับมาผลิต และ ชื่อ
จงั หวดั ท่ีผผู้ ลิตมีโรงงานต้งั อยูโ่ ดยผผู้ ลิตแตล่ ะรายจะสามารถรับงานไดห้ ลายโครงการพร้อมกนั ในขณะท่ี ผผู้ ลิต
แต่ละรายกอ็ าจมีโรงงานต้งั อยทู่ ่ีหลายจงั หวดั ดว้ ย ดงั ตวั อยา่ งขอ้ มูลตอ่ ไปน้ี

รหสั ผผู้ ลิต รหสั โครงการ ท่ีต้งั โรงงาน
SP01 PJ01 นครปฐม
SP01 PJ01 กรุงเทพฯ
SP01 PJ02 นครปฐม
SP01 PJ03 สมทุ รปราการ
SP02 PJ04 สมทุ รสาคร
SP02 PJ05 สมุทรสาคร
SP02 PJ05 กรุงเทพฯ
SP02 PJ06 กรุงเทพฯ

31

38

ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งค่าของแอททริบิวต์แบบหลายค่า สามารถเขียนโดยใชส้ ัญลกั ษณ์ แสดง
ไดต้ วั อยา่ งน้ีจึงอาจเขียนไดเ้ ป็น

(รหสั ผ้ผู ลติ ) (รหัสโครงการ)
(รหัสผ้ผู ลติ ) (ทต่ี ้งั โรงงาน)

และโดยท่ีแอททริบิวต์รหัสโครงการและท่ีต้งั โรงงาน ไม่ไดม้ ีความสัมพนั ธ์เก่ียวขอ้ งกนั เลย แต่เป็ น
ขอ้ มูลที่มาอยใู่ นรีเลชนั เดียวกนั จึงทาใหค้ ่าของแอททริบิวตท์ ่ีต้งั โรงงานปรากฏอยูซ่ ้ากนั ในหลายทูเพิล เพื่อให้
ขอ้ มูลครบถว้ น ความสัมพนั ธใ์ นลกั ษณะน้ีจะทาใหเ้ กิดปัญหาในเรื่องของการปรับปรุงขอ้ มูลตามมา รายละเอียด
ในเร่ืองน้ีจะขอนาไปกลา่ วไวใ้ นเรื่องของการทารีเลชนั ให้อยใู่ นรูปแบบบรรทดั ฐานต่อไป

โมเดลจาลองความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มูล

ในการออกแบบฐานขอ้ มูล นอกจากจะใชโ้ มเดลเชิงสัมพนั ธ์แลว้ ยงั อาจใชว้ ิธีการสร้างโมเดลจาลอง
ความสัมพนั ธ์ระหว่างขอ้ มูล หรือที่เรียกว่า โมเดลแบบ E-R ไดอ้ ีกวิธีหน่ึง โดยการใชส้ ัญลกั ษณ์ต่างๆ ในการ
เขียนโมเดลอย่างเป็นข้นั ตอน เพ่ือใหไ้ ดฐ้ านขอ้ มูลที่เหมาะสม อีกท้งั เรายงั สามารถสร้างฐานขอ้ มูล เชิงสัมพนั ธ์
จากโมเดลจาลองความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งขอ้ มลู ไดอ้ ีกดว้ ย

โมเดลจาลองความสัมพนั ธ์ระหว่างขอ้ มูล (Entity-Relationship Model : E-R Model) เป็ นอีกแนวคิดท่ี
ใช้เป็ นเครื่องมืออย่างหน่ึงในการออกแบบฐานขอ้ มูล ซ่ึงไดร้ ับความนิยมเช่นเดียวกับโมเดลเชิงสัมพนั ธ์ ใน
หน่วยน้ีจะกล่าวถึงแนวคิดและข้นั ตอนในการเขยี นโมเดลแบบ E-R

แนวคิดเก่ียวกบั โมเดลแบบ E-R

การสร้างโมเดลแบบ E-R จะมีแนวคดิ ที่เก่ียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ เรื่องของเอนทิตี คุณลกั ษณะและ ความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งเอนทิตี รวมท้งั สญั ลกั ษณ์ในโมเดลแบบ E-R

1. เอนทิตี
ในการสร้างโมเดลแบบ E-R จะตอ้ งกาหนดว่าในระบบท่ีออกแบบน้ันๆ จะประกอบด้วยเอนทิตี

อะไรบา้ ง เช่น ในระบบฐานขอ้ มลู งานทะเบียนนกั ศึกษาจะประกอบดว้ ยเอนทิต้ีนกั ศึกษา เอนทิตีการลงทะเบียน
เอนทิตีวิชา และเอนทิตีอาจารย์ เป็นตน้

32

39

2. คณุ ลกั ษณะของเอนทิตี

เป็ นการกาหนดแอททริบิวตต์ ่างๆ ในแต่ละเอนทิตีนนั่ เอง นอกจากน้ียงั อาจประกอบดว้ ยรายละเอียด

เช่น แอททริบิวตใ์ ดเป็นคยี ์ หรือเป็นขอ้ มูลที่แปลค่ามา เป็นตน้

3. ความสัมพนั ธ์ระหว่างเอนทิตี

เป็นการระบุวา่ เอนทิตีต่างๆ มีความสัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร ลกั ษณะความสัมพนั ธ์อาจเป็นแบบหน่ึงต่อหน่ึง

หน่ึงต่อกลุ่ม หรือแบบกลุ่มต่อกลุ่ม โดยคานึงถึงการท่ีขอ้ มูลทุกขอ้ มูลหรือเพียงบางขอ้ มูลของ เอนทิตีหน่ึง มี

ความสมั พนั ธ์กบั ขอ้ มูลของอีกเอนทิตีหน่ึง ซ่ึงพอจะกลา่ วใหล้ ะเอียดลงไปไดด้ งั น้ี

3.1 แบบ Total Participation เป็นลกั ษณะที่ขอ้ มูลทุกขอ้ มูลของเอนทิตีหน่ึงมีความสัมพนั ธ์ กบั ขอ้ มูล

ของอีกเอนทิตีหน่ึง ตวั อย่างเช่น ถา้ กาหนดว่าอาจารยแ์ ต่ละคนจะสังกัดคณะวิชาใดคณะวิชาหน่ึงเท่าน้ัน จะ

สามารถแสดงดงั น้ี อาจารย์ ความสัมพนั ธ์ “ทางาน” คณะวิชา


ขA
คB
งC



จากตวั อยา่ งขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่ ถา้ ไม่มีเอนทิตีอาจารย์ ก็ยอ่ มจะไม่มีเอนทิตีคณะวิชา ในลกั ษณะเช่นน้ี
เราเรียกเอนทิตีคณะวิชาวา่ เป็น เอนทติ ีชนิดอ่อนแอ (Weak Entity)

เอนทิตีอ่อนแอ จะมีความสัมพนั ธ์กบั อีกเอนทิตีหน่ึงท่ีมีความหมายกบั ตวั มนั (Owner Entity) และเรา
เรียกความสัมพนั ธ์ระหว่างเอนทิตีอ่อนแอกับเอนทิตีที่มีความหมายกับตัวมันว่าเป็ นความสัมพันธ์ชนิด
Identifying Relationship

33

40

3.2 แบบ Partial Participation เป็ นลกั ษณะท่ีข้อมูลบางขอ้ มูลของเอนทิตีหน่ึง มีความสัมพนั ธ์กับ
ขอ้ มูลของอีกเอนทิตีหน่ึง ตวั อยา่ งเช่น กาหนดวา่ จะมีอาจารยเ์ พียงบางคนเท่าน้นั ท่ีเป็นคณบดี จะสามารถแสดง
ดงั น้ี อาจารย์ ความสัมพนั ธ์ “เป็ นคณบดี” คณะวชิ า


ขA
คB
งC



จากตวั อยา่ งขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ ่าขอ้ มูลอาจารยเ์ พียงบางคนเท่าน้นั จะไปสัมพนั ธ์กบั ขอ้ มูลของคณะวชิ า
วา่ ใครเป็นคณบดีในขณะน้นั

สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นโมเดลแบบ E-R คาอธิบาย

ตารางที่ 3.1 เคร่ืองหมายตา่ งๆ ที่ใชใ้ นการเขยี นโมเดลแบบ E-R
ชนิดของขอ้ มูล

เอนทิตี

เอนทิตีชนิดอ่อนแอ

ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตี

ชนิดของขอ้ มูล 34

41

คาอธิบาย
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเอนทิตีกบั เอนทิตีชนิดอ่อนแอ
เป็นความสัมพนั ธช์ นิด Identifying Relationship

แอททริบิวต์

แอททริบิวตท์ ่ีเป็นคยี ห์ ลกั

แอททริบิวตผ์ สม

แอททริบิวตท์ ี่แปลคา่ มา

1 N แสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสองเอนทิตี (Cardinality
R E2 Ratio)

E1 E2 แสดงความสัมพนั ธ์ของเอนทิตี E2 ที่มีต่อเอนทิตี E1
แบบ Total Participation
E1 R

35

42

การออกแบบฐานขอ้ มูลโดยใชโ้ มเดลแบบ E-R

จะขอกลา่ วถึงข้นั ตอนในการออกแบบฐานขอ้ มูลโดยใชโ้ มเดลแบบ E-R ประกอบตวั อยา่ งไปตาม ลาดบั
ไดแ้ ก่

ข้นั ตอนที่ 1 กาหนดเอนทติ ี
เป็ นการกาหนดเอนท่ีดีท่ีควรจะมีอยู่ในฐานขอ้ มูลหน่ึงๆ โดยพิจารณาดว้ ยว่า เอนทิตีใดเป็ นประเภท
เอนทิตีอ่อนแอ ตวั อยา่ งเช่น ในฐานขอ้ มูลของมหาวทิ ยาลยั แห่งหน่ึงประกอบดว้ ยเอนทิตีดงั น้ี
1. เอนทิตีอาจารย์ เป็นเอนทิตีแสดงรายละเอียดของอาจารยแ์ ต่ละคน
2. เอนทิตีคณะวชิ า เป็นเอนทิตีแสดงรายละเอียดของคณะวิชา
3. เอนทิตีรายวิชา เป็นเอนทิตีแสดงรายละเอียดวิชาที่เปิ ดสอนในคณะวิชาน้นั ๆ
ข้นั ตอนท่ี 2 กาหนดความสัมพนั ธ์
เป็ นการกาหนดประเภทของความสัมพนั ธ์ระหว่างเอนทิตีว่ามีความสัมพนั ธ์กันอย่างไร ตวั อย่างเช่น
จากเอนทิตีท่ีกาหนดในข้นั ตอนท่ี 1 จะสร้างความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเอนทิตีไดด้ งั น้ี
แสดงความสัมพนั ธ์แบบ 1 : N ระหว่างเอนทิตีคณะวิชากบั อาจารย์ โดยขอ้ มูลของเอนทิตีอาจารย์ มี
ความสัมพนั ธ์กบั คณะวิชาเป็นแบบ Total Participation

1 การทางาน N
สงั กดั
คณะวชิ า อาจารย์

แสดงความสัมพนั ธ์แบบ 1 : N ระหว่างเอนทิตีคณะวชิ ากบั อาจารย์

M การสอน N อาจารย์

รายวชิ า

แสดงความสัมพนั ธ์แบบ M : N ระหว่างเอนทิตรี ายวิชากบั อาจารย์

36

43

คณะวชิ า 1 วชิ าใน N รายวชิ า
สงั กดั

แสดงความสัมพนั ธ์แบบ 1 : N ระหว่างเอนทิตีคณะวชิ ากบั รายวิชา

ข้นั ตอนที่ 3 กาหนดคุณลกั ษณะของเอนทติ ี
เป็นการกาหนดวา่ แต่ละเอนทิตีมีรายละเอียดอยา่ งไร ประกอบดว้ ยแอททริบิวต์อะไรบา้ ง แอททริบิวต์
ใดท่ีเป็ นคีย์หลัก หรือเป็ นแอททริบิวต์ที่แปลค่ามา หรือเป็ นแอททริบิวต์ผสม เช่น แอททริบิวต์ที่อยู่ จะ
ประกอบดว้ ย บา้ นเลขที่ ถนน อาเภอ จงั หวดั เป็นตน้
ตวั อยา่ ง พิจารณาจากเอนทิตีที่กาหนดในข้นั ตอนท่ี 1
1. เอนทิตีอาจารย์ ประกอบดว้ ยรายละเอียดของขอ้ มูล ไดแ้ ก่ รหัสอาจารย์ ชื่ออาจารย์ วนั ท่ีเริ่มทางาน
เงินเดือน

รหสั อาจารย์ ช่ืออาจารย์ วนั ท่ีเริ่มทางาน เงินเดือน

อาจารย์

2. เอนทิตีคณะวชิ า ประกอบดว้ ยรายละเอียดของขอ้ มลู ไดแ้ ก่ รหสั คณะ ช่ือคณะวชิ า ท่ีทาการ

รหสั คณะ ช่ือคณะวิชา ท่ีทาการ

อาจารย์

37

44

3. เอนทิตีรายวชิ า ประกอบดว้ ยรายละเอียดของขอ้ มลู ไดแ้ ก่ รหสั วชิ า ชื่อวิชา จานวนหน่วยกิต

รหสั วชิ า ช่ือวชิ า จานวนหน่วยกิต

รายวิชา

ข้นั ตอนที่ 4 กาหนดคีย์
เป็นการกาหนดคยี ข์ องแต่ละเอนทิตีวา่ จะใชร้ ายละเอียดของขอ้ มูลใดเป็นคียห์ ลกั ของเอนทิตีน้นั ๆ
ตวั อยา่ งเช่น พิจารณาจากตวั อยา่ งในข้นั ตอนที่ 3 จะไดว้ า่
1. เอนทิตีอาจารย์ มีรหสั อาจารยเ์ ป็นคียห์ ลกั
2. เอนทิตีคณะวชิ า มีรหสั คณะเป็นคยี ห์ ลกั
3. เอนทิตีรายวชิ า มีรหสั วิชาเป็นคยี ห์ ลกั

38

45

ข้นั ตอนที่ 5 นาข้อมูลจากข้ันตอนท่ี 1 ถงึ ข้ันตอนที่ 4 มาวาดโมเดลแบบ E-R
เป็ นการนารายละเอียดต้งั แต่ข้นั ตอนท่ี 1 ถึงข้นั ตอนที่ 4 มาพิจารณาทบทวนแลว้ จึงเขียนโมเดลแบบ
E-R โดยใชส้ ัญลกั ษณ์ตา่ งๆ ที่ไดก้ ล่าวมาขา้ งตน้ ไดเ้ ป็นตวั อยา่ งดงั น้ี

รหสั คณะ ชื่อคณะวิชา ท่ีทาการ

คณะวิชา 1 วชิ าใน
สงั กดั
รหสั คณะ
N ช่ือวชิ า

ทางาน รายวิชา จานวนหน่วยกิต
สงั กดั

MM

อาจารย์ N การสอน

รหสั อาจารย์ ชื่ออาจารย์ วนั ที่เร่ิมทางาน เงินเดือน

39

46

การสร้างฐานขอ้ มูลเชิงสมั พนั ธจ์ ากโมเดลแบบ E-R

ในการสร้างฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธ์จากโมเดลแบบ E-R น้นั จะประกอบดว้ ยข้นั ตอนต่างๆ ดงั ต่อไปน้ี
1. การสร้างรีเลชันต่างๆ จากเอนทิตีในโมเดลแบบ E-R และสร้างความสัมพนั ธ์ของรีเลชันจาก
ความสมั พนั ธข์ องเอนทิตี ในกรณีท่ีความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเอนทิตีในโมเดลแบบ E-R เป็นแบบกล่มุ ตอ่ กลุ่ม มกั จะ
สร้างรีเลชนั ข้ึนใหม่ เพือ่ แปลงความสมั พนั ธใ์ หเ้ ป็นแบบหน่ึงต่อกลมุ่

อาจารย์ รายวิชา

1:N 1:N

การมอบหมายวชิ า

จึงทาให้ฐานขอ้ มูลของมหาวิทยาลยั แห่งน้ีประกอบด้วยรีเลชนั อาจารย์ คณะวิชา รายวิชา และการ
มอบหมายวชิ า

2. กาหนดคียต์ ่างๆ ไดแ้ ก่ การกาหนดคียห์ ลกั ของแต่ละรีเลชนั รวมท้งั คียน์ อกและขอ้ กาหนดต่างๆ ท่ีจะ
ใชอ้ า้ งอิงถึงคียห์ ลกั ในอีกรีเลชนั หน่ึง ในการกาหนดรายละเอียดของคียห์ ลกั และคยี น์ อกทาโดยใชภ้ าษาสาหรับ
นิยามขอ้ มูลในการสร้างรีเลชนั

ตวั อย่าง ฐานขอ้ มูลของมหาวิทยาลยั แห่งหน่ึง จากท่ีกล่าวมาในหัวขอ้ การออกแบบฐานขอ้ มูลโดยใช้
โมเดลแบบ E-R จะกาหนดคยี ห์ ลกั และคียน์ อกของแตล่ ะรีเลชนั เป็นดงั น้ี

รีเลชนั อาจารยจ์ ะมีแอททริบิวต์รหัสอาจารยเ์ ป็ นคียห์ ลกั เช่นท่ีกาหนดไวจ้ ากโมเดลแบบ E-R โดย
ความสัมพนั ธ์ระหว่างรีเลชนั คณะวิชากบั รีเลชนั อาจารย์ เป็ นแบบหน่ึงต่อกลุ่ม ดงั น้นั รีเลชน่ั อาจารย์ จึงตอ้ งมี
แอททริบิวตร์ หสั คณะเพม่ิ เขา้ ไปเป็นคียน์ อก เพ่ือใชใ้ นการเช่ือมโยงขอ้ มูลกบั รีเลชนั คณะวชิ า

40 47

ตวั อยา่ ง การใชภ้ าษาสาหรับนิยามขอ้ มูลในการสร้างรีเลชนั อาจารย์
ในที่น้ีจะกาหนดให้
TEACHER หมายถึง รีเลชนั อาจารย์
TEACH_NO หมายถึง รหสั อาจารย์
TEACH_NM หมายถึง ช่ืออาจารย์
TEACH_DT หมายถึง วนั ที่เริ่มทางาน
SALARY หมายถึง เงินเดือน
FACT_NO หมายถึง รหสั คณะวชิ า (ที่เพิม่ เขา้ ไปเพื่อใชเ้ ป็นคียน์ อก)
FACULTY หมายถึง รีเลชนั คณะวิชา

จะสามารถเขยี นคาสงั่ SQL ไดด้ งั น้ี

CREATETABLETEACHER
(TEACH_NOCHAR (3) PRIMARYKEY,

TEACH NMCHAR (40),
TEACH_DTCHAR (6),
SALARYNUMERIIC (6),

FACT_NOCHAR (2),
FOREIGNKEY (FACT_NO) REFERENCESFACULTY (FACT_NO));
รีเลชนั คณะวิชา จะมีแอททริบิวต์ รหสั คณะ เป็นคียห์ ลกั
รีเลชนั รายวิชา จะมีแอททริบิวต์ รหสั วชิ า เป็นคยี ห์ ลกั
รีเลชนั การมอบหมายวิชา เป็นรีเลชนั ที่เชื่อมความสัมพนั ธ์ระหว่างรีเลชนั อาจารยแ์ ละรีเลชนั รายวิชา
คียห์ ลกั ของรีเลชนั การมอบหมายวิชา จึงเป็นคียห์ ลกั ของรีเลชนั อาจารยแ์ ละรีเลชนั รายวิชา ไดแ้ ก่ รหสั อาจารย์
และรหัสวิชา โดยมีแอททริบิวตร์ หสั อาจารยเ์ ป็นคียน์ อก ที่อา้ งอิงถึงแอททริบิวตร์ หัสอาจารย์ ซ่ึงเป็นคียห์ ลกั ใน
รีเลชนั อาจารย์ และมีแอททริบิวตร์ หสั วชิ า เป็นคียน์ อกที่อา้ งอิงถึงแอททริบิวตร์ หสั วิชา ซ่ึงเป็นคยี ห์ ลกั ในรีเลชนั
รายวิชา
3. กาหนดแอททริบิวตใ์ นแตล่ ะรีเลชนั จากรายละเอียดคุณลกั ษณะของเอนทิตี

41

48

4. นาผลจากขอ้ 2 และขอ้ 3 มาพิจารณาทบทวนเคา้ ร่างของขอ้ มูลในแต่ละรีเลชนั เพ่ือให้รีเลชนั อยู่ใน
รูปแบบบรรทดั ฐานระดบั ท่ี 3 เป็นอยา่ งนอ้ ย

จากท่ีกล่าวมาในหน่วยน้ี จึงเห็นไดว้ า่ โมเดลแบบ E-R จะเป็นการสร้างโมเดลจาลองความสัมพนั ธ์ ของ
ขอ้ มูล โดยนาแนวคิดของการออกแบบฐานขอ้ มูลมาประกอบการพิจารณาเพื่อให้ไดฐ้ านขอ้ มูลท่ี เหมาะสม
นนั่ เอง

49

หน่วยที่ 4 ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์

สาระสาคญั

ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ เป็นรูปแบบหน่ึงของฐานขอ้ มูลที่นิยมใชก้ นั มากในปัจจุบนั โดยจะมีการเก็บขอ้ มลู ไว้
ในรูปแบบของตาราง หรือท่ีเราเรียกว่า รีเลชนั ดงั น้นั ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์จึงเป็นการรวบรวมรีเลชนั ต่างๆ ท่ีมี
ความสัมพนั ธ์กนั เขา้ ดว้ ยกนั ทาให้ผูใ้ ช้มองภาพไดง้ ่ายอีกท้งั ยงั สามารถใชค้ าส่ังง่ายๆ เพ่ือจดั การกบั ขอ้ มูลใน
รีเลชนั โดยใชภ้ าษา SQL ทาใหส้ ามารถเช่ือมโยงขอ้ มูลไดง้ า่ ย อนั เป็นขอ้ ดีของฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์

สาระการเรียนรู้

1. ศพั ทเ์ ทคนิคท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์
2. การจดั เก็บขอ้ มูล
3. ประเภทของคีย์ (Key)
4. กฎท่ีเก่ียวขอ้ งกบั คีย์
5. ชนิดของรีเลชนั

สมรรถนะประจาหน่วย

จดั การขอ้ มูลในรูปของฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ในรูปแบบความสัมพนั ธ์หน่ึงต่อหน่ึง ความสัมพนั ธ์แบบหน่ึง
ต่อกลุม่ และความสัมพนั ธแ์ บบกล่มุ ตอ่ กลุ่ม

จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธิบายคาศพั ทเ์ ทคนิคท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มลู เชิงสัมพนั ธไ์ ด้
2. อธิบายการจดั เกบ็ ขอ้ มูลได้
3. บอกประเภทของคีย์ (Key) ได้
4. อธิบายกฎตา่ งๆ ที่เก่ียวขอ้ งกบั คียใ์ นฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ได้
5. บอกชนิดของรีเลชนั ได้

43

50

ศพั ทเ์ ทคนิคท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มลู เชิงสมั พนั ธ์

รูปแบบของฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ (Relational Database) ไดร้ ับการคิดคน้ ข้ึน โดย EF. Codd เน่ืองจาก

เป็ นรูปแบบของฐานข้อมูลท่ีเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ผูใ้ ช้สามารถปฏิบตั ิการได้ด้วยคาสั่งง่ายๆ อีกท้ังระบบ
ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ยงั มีเครื่องมือที่ช่วยให้ผูใ้ ชส้ ามารถคน้ หาปัญหาที่เกิดข้ึนจากการออกแบบไดโ้ ดยง่าย จึง
ง่ายต่อการแกไ้ ขหากระบบที่ออกแบบไวผ้ ิดพลาด ระบบจดั การฐานขอ้ มูลท่ีใช้กนั เป็ นส่วนมากในปัจจุบนั จึง

เป็นระบบท่ีใชก้ บั ฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ ตวั อยา่ งเช่น Oracle Foxpro Ingress เป็นตน้ ในหน่วยน้ี จะขอกล่าวถึง

รายละเอียดท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มูลเชิงสมั พนั ธ์

ในหัวขอ้ น้ีจะเป็ นการแนะนาคาศพั ทท์ ่ีใช้เรียกกนั ในฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์เพ่ือให้เขา้ ใจไดง้ ่าย จะขอ

อา้ งถึงคาศพั ทท์ ว่ั ไป และคาศพั ทท์ ี่ใชใ้ นการประมวลผลแฟ้มขอ้ มูลดงั น้ี

ตารางที่ 1 ศพั ทเ์ ทคนิคที่เก่ียวขอ้ งกบั ฐานขอ้ มูลเชิงสมั พนั ธ์

ศพั ทเ์ ทคนิค ศพั ทเ์ ทคนิค ศพั ทท์ วั่ ไป
ในฐานขอ้ มูลเชิงสัมพนั ธ์ ในระบบแฟ้มขอ้ มูล
แฟ้มขอ้ มูล (File) ตาราง (Table)
รีเลชนั (Relation) ระเบียน (Record) แถว (Row)
ทูเพิล (Tuple) เขตขอ้ มลู (Field) คอลมั น์ (Column)
แอททริบิวต์ (Attribute) จานวนแถว
คาร์ดินาลิตี (Cardinality) จานวนระเบียน จานวนคอลมั น์
ดีกรี (Degree) จานวนเขตขอ้ มูล ค่าเอกลกั ษณ์ (Uniqueldentifier)
คียห์ ลกั (Primary Key) ขอบเขตของคา่ ของขอ้ มลู
โดเมน (Domain) คียห์ ลกั
ขอบเขตของค่าของขอ้ มูล


Click to View FlipBook Version