การจบั ใจความ
บทที่ 1
หลกั การเบื้องต้น
ความเป็ นมาและความสาํ คัญของปัญหาการอ่านเป็ นพนื้ ฐานทสี่ าํ คัญของการเรียนรู้และการพฒั นาสตปิ ัญญาของคนในสังคม การอ่านทาํ ให้
เกดิ การพฒั นาด้านสตปิ ัญญา ความรู้ความสามารถ พฤตกิ รรม และค่านิยม ต่างๆ รวมทงั้ ช่วยในการเปลีย่ นแปลงการดาํ เนินชีวติ พฒั นา
ไปสู่ส่งิ ทดี่ ที สี่ ุดของชวี ติ การอ่านจงึ มคี วามสาํ คัญตอ่ ชวี ติ มนุษยอ์ ยา่ งยงิ่ (สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน. 2549 : 1)
พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พุทธศักราช 2542 และทแี่ ก้ไขเพม่ิ เตมิ ( ฉบบั ที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ไดก้ ล่าวถงึ การจดั การศึกษากับ
กระบวนการอ่าน กระบวนการเรียนรู้ และการอ่านในมาตรา 24 (3) และ (5) ในมาตรา 4 กล่าวไว้ว่า การศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการ
เรียนรู้ เพอื่ ความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึ กอบรม การสบื สานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์
จรรโลงความก้าวหน้าทางวชิ าการ การสร้างองคค์ วามรู้อันเกดิ จากการจดั สภาพแวดล้อม สังคม และปัจจัยเกือ้ หนุนใหบ้ ุคคลเรียนรู้ตลอด
ชวี ติ และในมาตรา 24 (3) และ (5) ได้ระบุไว้ว่า การจดั กระบวนการเรียนรู้ใหส้ ถานศกึ ษาและหน่วยงานทเี่ กยี่ วข้องจัดกจิ กรรม ใหผ้ ู้เรียนรัก
การอ่าน และเกดิ การใฝ่ รู้อยา่ งตอ่ เนื่อง รวมทงั้ ส่งเสริมสนับสนุนใหผ้ ู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอาํ นวย
ความสะดวก เพอื่ ใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ และมคี วามรอบรู้ (สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. 2546 : 2-12) การเรียนรู้อย่าง
ต่อเนื่องตลอดชวี ติ จะเกดิ ขนึ้ ได้ นักเรียนต้องมนี ิสัยรักการอ่านจะทาํ ใหน้ ักเรียนมคี ุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ ตามแนวการจดั การศกึ ษาใน
พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาตพิ ทุ ธศักราช 2546 ทย่ี ดึ หลักว่า ผู้เรียนทกุ คนสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถอื ว่าผู้เรียนสาํ คัญ
ทส่ี ุด กระบวนการจัดการศกึ ษาตอ้ งส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และเตม็ ตามศักยภาพโดยจัดเนือ้ หาสาระและกจิ กรรมให้
สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน คาํ นึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
ฝึ กทกั ษะกระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้แก้ปัญหา
การเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง สถานศึกษาควรจดั การเรียนการสอน และจัดกจิ กรรมบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ทเ่ี กือ้ กลู ส่งเสริมการเรียนรู้
รักการอ่าน รักการเขยี น และรักการค้นคว้า (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 ก : 4)
จากการสํารวจของสํานักงานสถติ แิ ห่งชาติ จากสถิตกิ ารอ่านของคนไทยพบว่าคนไทย อ่านลดลง จากร้อยละ 69.1 ในปี 2548 เป็ นร้อยละ 66.3 ในปี 2551 และจากจํานวนคนทไี่ ม่
อ่านหนังสืออกี ร้อยละ 33.7 น้ัน ใช้เวลาเพ่ือดูโทรทศั น์ถงึ ร้อยละ 54.3 รองลงมา คือไม่มเี วลาอ่าน ไม่สนใจหรือไม่ชอบอ่านหนังสือ
และอ่านหนังสือไม่ออก ตามลาํ ดบั ซึ่งจากสถิติ โดยภาพรวมพบว่า คนไทยอ่านลดลงเกือบทุกวยั
ส่วนใหญ่จะใช้เวลาดูโทรทศั น์มากขนึ้ ทาํ ให้จนิ ตนาการน้อยลง อย่างไรกต็ ามคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือน้อยลง จากเฉลยี่ 51 นาทตี ่อวนั ในปี 2548 เหลือ 39 นาทตี ่อวนั ในปี 2551
โดยมกี ลุ่มเยาวชนอ่านมากทสี่ ุด 46 นาทตี ่อวนั (สํานักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพนั ธ์ HTTP://THAINEWS.PRD.GO.TH/ 2551)
กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้โรงเรียนดาํ เนินการตามมาตรการเพื่อส่งเสริมการอ่านและมาตรการเพื่อพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างจริงจัง ในส่วนของกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้กาํ หนด มาตรการ 10 ประการ ไว้ดงั นี้ ( กรมวชิ าการ. 2546 : 17)
1. อ่านหนังสือทุกวนั
2. เลือกสรรอ่านตามความสนใจ
3. ท่องอาขยานได้ เข้าใจความหมาย
4. ลายมืองามตามมาตรฐาน
5. บันทกึ การอ่าน ฟัง ค้นคว้า
6. พฒั นาการเขยี นเรียงความ ย่อความ
7. พยายามทาํ แบบฝึ กหัด
8. ศึกษาวเิ คราะห์เหตุผล
9. ร่วมกจิ กรรมกบั ชุมชน และสถานศึกษา
10. ศรัทธา สืบทอดภาษาไทย
1.1ความหมายของการอ่าน
การอ่านเป็ นกระบวนการรู้การถอดรหัสสัญลกั ษณ์ทซ่ี ับซ้อนเพ่ือสร้างหรือเอาความหมาย (ความเข้าใจซึ่งการอ่าน) การอ่านเป็ นวธิ ีการได้มาซ่ึงภาษา การส่ือสารและแบ่งปัน
สารสนเทศและความคดิ เช่นเดยี วกบั ทุกภาษา การอ่านเป็ นอนั ตรกริ ิยาซับซ้อนระหว่างข้อความและผู้อ่านซ่ึงเกดิ ขนึ้ โดยความรู้ ประสบการณ์ เจตคตแิ ละชุมชนภาษาเดมิ
ของผู้อ่านซ่ึงวฒั นธรรมและสังคมกาํ หนด กระบวนการการอ่านต้องอาศัยการฝึ กฝน การพฒั นาและการขดั เกลาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากนี้ การอ่านยงั ต้องการความคดิ
สร้างสรรค์และการวเิ คราะห์วจิ ารณ์ (CRITICAL ANALYSIS)
การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตวั อกั ษรทอี่ ่านออกมาเป็ นความรู้ความคดิ และเกดิ ความเข้าใจเรื่องราวทอ่ี ่านตรงกบั เร่ือราวทผ่ี ู้เขยี นเขยี น ผู้อ่านสามารถนํา
ความรู้ ความคดิ หรือสาระจากเร่ืองราวทอ่ี ่านไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ได้ การอ่านจึงมคี วามสําคญั ดงั นี้
๑) การอ่านเป็ นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผู้ทอ่ี ยู่ในวยั ศึกษาเล่าเรียน จาํ เป็ นต้องอ่านหนังสือเพ่ือการศึกษาหาความรู้ด้านต่าง ๆ
๒) การอ่านเป็ นเครื่องมือช่วยให้ประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนําความรู้ทไ่ี ด้จากการอ่านไปพฒั นางานของตนได้
๓) การอ่านเป็ นเครื่องมือสืบทอดทางวฒั นธรรมของคนรุ่นต่อ ๆ ไป
๔) การอ่านเป็ นวธิ ีการส่งเสริมให้คนมคี วามคดิ อ่านและฉลาดรอบรู้ เพราะประสบการณ์ทไี่ ด้จากการอ่านเมื่อเกบ็ สะสมเพม่ิ พนู นานวนั เข้า กจ็ ะทาํ ให้เกดิ ความคดิ เกดิ
สตปิ ัญญา เป็ นคนฉลาดรอบรู้ได้
๕) การอ่านเป็ นกจิ กรรมทก่ี ่อให้เกดิ ความเพลดิ เพลนิ บนั เทงิ ใจ เป็ นวธิ ีหนึ่งในการแสวงหาความสุขให้กบั ตนเองทีง่ ่ายทส่ี ุด และได้ประโยชน์คุ้มค่าทสี่ ุด
กา1รอ.่า2นมคี คววาามมสสําําคคญั ญั ตข่ออชงีวกติ ามรอน่าุษนย์ต้งั แต่เกดิ จนโต และจนกระทง่ั ถงึ วยั ชรา การอ่านทาํ ให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทวั่ โลก ซึ่งปัจจุบนั เป็ นโลกของข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทว่ั โลก
ทาํ ให้ผู้อ่านมคี วามสุข มคี วามหวงั และมคี วามอยากรู้อยากเห็น อนั เป็ นความต้องการของมนุษย์ทุกคน การอ่านมปี ระโยชน์ในการพฒั นาตนเอง คือ พฒั นาการศึกษา พฒั นา
อาชีพ พฒั นาคุณภาพชีวติ ทาํ ให้เป็ นคนทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์ และมคี วามอยากรู้อยากเห็น การทจี่ ะพฒั นาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนทมี่ คี วามรู้
ความสามารถ ซึ่งความรู้ต่าง ๆ กไ็ ด้มาจากการอ่านน่ันเอง (ฉววี รรณ คูหาภนิ นท์, ๒๕๔๒, หน้า ๑๑ )
การอ่านเป็ นกระบวนการพฒั นาทกั ษะ การรับรู้ความหมายของคาํ สัญลกั ษณ์ ความรู้ ความคดิ ความรู้สึกและจนิ ตนาการของผู้เขยี น
โดยสิ่งสําคญั คือความเข้าใจในการอ่าน พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พทุ ธศักราช ๒๕๔๒ (๒๕๔๖: ๑๓๖๔) ให้ความหมายของคาํ ว่า “อ่าน”
ไว้ว่า ตามตวั หนังสือ
ถ้าออกเสียงด้วยเรียกว่าอ่านออกเสียง ถ้าไม่ออกเสียงเรียกว่า อ่านในใจ สังเกตหรือพจิ ารณาดูให้เข้าใจ เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมฝี ปาก อ่านใจ....
ศิริพร ลมิ ตระการ (๒๕๔๓ : ๕) ได้กล่าวว่าการอ่านคือ กระบวนการแห่งความคดิ ในการรับสารเข้าในขณะทอ่ี ่านสมองของผู้อ่านจะต้องคดิ ตาม
ผู้เขยี นหรือตคี วามข้อความทอ่ี ่าน ไปด้วยตลอดเวลา ผู้อ่านทดี่ นี ้ันจะต้องเข้าใจข้อความทตี่ นอ่านได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
ก1า.ร3อ่านกทารด่ี อนี ่า้ันนเเกบดิื้อจงาตก้นทกั ษะการฝึ กฝนและการเรียนรู้ การอ่านเป็ นการสื่อสารระหว่าง ผู้ส่งสารด้วยการเขยี นกบั ผู้อ่าน โดยอาศัยตวั หนังสือเป็ นส่ือ ผู้อ่านจงึ
เกดิ ความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ สามารถนําความรู้ความคดิ และประสบการณ์เหล่าน้ันไปใช้ในชีวติ ประจําวนั ได้ แต่ผลจากการอ่านทผ่ี ู้อ่านได้รับน้ัน
ย่อมได้รับผลแตกต่างกนั เพราะฉะน้ันการมคี วามรู้เกยี่ วกบั การอ่านจะช่วยให้เกดิ ประโยชน์ต่อผู้อ่านได้
ความหมายของการอ่าน
การอ่านคือการรับรู้ความหมายจากถ้อยคาํ ทต่ี พี มิ พ์จากสิ่งพมิ พ์ชนิดต่าง ๆ เพื่อรับรู้ว่าผู้เรียนคดิ อะไรและพดู อะไร โดยทผี่ ู้อ่านต้องเร่ิมทาํ ความเข้าใจวลี
ประโยค ซ่ึงรวมอยู่ในย่อหน้า แต่ละย่อหน้า แล้วรวมเป็ นเรื่องเดยี วกัน
สุพรรณี วราทร กล่าวสรุปความหมายของการอ่านว่า การอ่านเปรียบเหมือนการถอดรหัส อนั เป็ นผลจากการเห็นสัญลกั ษณ์หรือข้อความ การอ่าน เน้น
กระบวนการทางสมองทซี่ ับซ้อ ซึ่งการอ่านน้ันเกยี่ วข้องกบั พฤตกิ รรม 3 ลกั ษณะ คือ
1. การรับรู้ ได้แก่การรับรู้คาํ คือแปลสัญลกั ษณ์ทเ่ี น้นลายลกั ษณ์อกั ษรได้
2. การมคี วามเข้าใจ มี 3 นัย คือ
2.1 การประสานความหมาย คือการกาํ หนดความหมายให้สัญลกั ษณ์ทเ่ี ป็ นลายลกั ษณ์อกั ษร
2.2 ความเข้าใจทางภาษา หมายถึง เข้าใจข้อความทอ่ี ่านซ่ึงต้องอาศัยทกั ษะการอ่านบางประการ
2.3 การตคี วาม เป็ นการประมวลความคดิ จากเนื้อหาต่าง ๆ ในข้อเขยี น รับความเข้าใจโดยเชื่อมโยงจากสิ่งทอ่ี ่านท้งั หมด ทาํ ให้เกดิ ความเข้าใจใน
สารทนี่ ําเสนอ
3. การมปี ฏิกริยาต่อส่ิงทอ่ี ่าน เป็ นเร่ืองของการประเมนิ ผลซ่ึงหมายถึงการพจิ ารณา วเิ คราะห์ เพ่ือหาข้อเทจ็ จริงจากการอ่าน
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน ให้ความหมายของการอ่านว่า “การอ่านตามตวั หนังสือ การออกเสียงตามตวั หนังสือ การดูหรือเข้าใจความจากตวั หนังสือ : สังเกต
หรือพจิ ารณาดู เพื่อให้เข้าใจ : คดิ นับ (ไทยเดมิ )”
จากคาํ จาํ กดั ความข้างต้นนี้ การอ่านในทน่ี ีจ้ งึ หมายถงึ การอ่านในใจและการอ่านออกเสียง สมบตั ิ จาํ ปาเงนิ ให้ความหมายของการอ่านว่า เป็ นการเกบ็ รวบรวม
ความคดิ ทป่ี รากฏอยู่ในหนังสือทอี่ ่าน และสรุปว่าการอ่านทจ่ี ะได้ผลต้องพจิ ารณาจากพฤตกิ รรมพืน้ ฐาน 3 ด้าน คือการแปลความตคี วามและการขยายคาม
การแปลความ คอื การเข้าใจเรื่องราวอยา่ งตรงไปตรงมา
การตคี วาม คอื การเข้าใจเรื่องราวอยา่ งลึกซงึ้ และอาจแยกแยะไปได้อกี หลายแงม่ ุม
การขยายความ คอื การนาํ เสนอความรู้ความเข้าใจทถี่ ูกต้องในรูปของการอธิบายเพมิ่ เตมิ
สรุป การอ่าน หมายถงึ การเกบ็ รวบรวมความคดิ ทปี่ รากฏในหนังสอื ทอี่ ่าน ซงึ่ ในการอ่านผู้อ่านมพี ฤตกิ รรมในการรับรู้
การแปลความ ความเข้าใจความหมายจากการตคี วาม โดยตอ้ งอาศัย การขยายความประกอบด้วย
ลกั ษณะของนักอ่านทด่ี ี
การเป็ นนักอ่านทดี่ นี ้ันย่อมให้ประโยชน์แก่บุคคลน้ันๆอย่างสูงสุด ซึ่งก่อนทจี่ ะเป็ นนักอ่านทด่ี ไี ด้ ผู้อ่านควรมคี วามรู้เกย่ี วกบั การ
อ่านเบื้องต้นว่าต้องมคี วามสามารถทางภาษา รู้คาํ รู้จัก ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ รู้ว่าหนังสือประเภทใดควรใช้การอ่านอย่างไร รู้จกั เลือกหนังสือ
อ่าน และรู้แหล่งของหนังสืออกี ด้วย การมคี วามรู้เร่ืองเหล่านีจ้ ะช่วยพฒั นาให้เป็ นนักอ่านทด่ี ไี ด้ ซ่ึงนักอ่านทดี่ นี ้ัน สมบัติ จาํ ปาเงนิ และสําเนียง
มณกี าญจน์ (2545 , หน้า 6-7) ได้กล่าวไว้ดงั นี้
1. มคี วามต้งั ใจ หรือมสี มาธิแน่วแน่ในการอ่าน
2. มคี วามอดทน หมายถงึ สามารถอ่านหนังสือได้ในระยะเวลานานโดยไม่เบื่อ
3. อ่านได้เร็วและเข้าใจความหมายของคาํ
4. มคี วามรู้พืน้ ฐานพอสมควร ท้งั ด้านความรู้ทว่ั ไป ถ้อยคาํ สํานวนโวหาร ฯลฯ
5. มนี ิสัยจดบันทกึ รวบรวมความรู้ความคดิ ทไ่ี ด้จากการอ่าน
6. มคี วามจาํ ดี คือ จาํ ข้อมูลของเร่ืองได้
บทท่ี 2
การอ่านจบั ใจความ
การอ่านเป็ นกระบวนการทสี่ ําคญั และมคี วามซับซ้อน2โด.ย1มอีองงคค์ป์ปรระะกกออบบหขลอางยกชารนอิด่าทนชี่ ่วยให้การอ่านเป็ นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ ดงั ต่อไปนี้
1. การเข้าใจความหมายของคาํ ผู้อ่านตอ้ งมคี วามเข้าใจในความหมายทถี่ กู ต้องของคาํ ศัพท์ ทกุ คาํ
2. การเข้าใจความหมายของกลุ่มคาํ ความหมายของกลุ่มคาํ นั้นจะช่วยทาํ ใหผ้ ู้อ่านเข้าใจความหมายของเนือ้ ความอยา่ งตอ่ เนื่อง
3. การเข้าใจประโยค หมายถงึ การนาํ ความหมายของกลุ่มคาํ แต่ละกลุ่มมาสัมพนั ธก์ ัน จนได้ความหมายเป็ นประโยค
4. การเข้าใจยอ่ หน้า ผู้อ่านต้องเข้าใจข้อความในแตล่ ะย่อหน้า และสามารถมองเหน็ ความสัมพนั ธข์ องย่อหน้าทกุ ย่อหน้าอันจะทาํ ใหเ้ ข้าใจความสาํ คัญของเรื่อง
ได้ทงั้ หมด เมอื่ ทราบเรื่ององคป์ ระกอบของการอ่านแล้ว ผู้อ่านทดี่ จี ะตอ้ งพยายามศกึ ษาข้อมูลตา่ ง ๆ ใหช้ ัดเจน ตามองคป์ ระกอบนั้น ๆ การอ่านจงึ จะเกดิ
ประสิทธิภาพตามทตี่ ้องการ ความสาํ เร็จของการอ่านประกอบดว้ ยปัจจัยต่อไปนี้
1) ความรู้เกยี่ วกับระบบการเขยี น รู้จักยอ่ หน้า ข้อความทเี่ น้นดว้ ยการขดี เส้น หรือพมิ พอ์ ักษรทบึ การวรรคตอน ประโยคใจความสาํ คัญ ประโยคขยาย
2) ความรู้เกยี่ วกับการใช้ภาษา ในการใช้คาํ โวหาร ภาพพจน์ สุภาษิต
3) ความสามารถในการตคี วาม หมายถงึ ความเข้าใจเนือ้ หา เข้าใจความสัมพนั ธร์ ะหว่างประโยค และตดิ ตามความคดิ ของผู้เขยี นได้
4) ความรู้รอบตัวของผู้อ่าน ผู้อ่านทมี่ คี วามรู้รอบตัวมาก ๆ อาจเกดิ จากประสบการณต์ ่างๆ หากสัมพนั ธก์ ับเรื่องทอี่ ่านแล้ว จะทาํ ใหเ้ ข้าใจได้ดยี งิ่ ขนึ้
5) เหตุผลในการอ่าน ผู้อ่านทดี่ ตี อ้ งรู้เหตุผลในการอ่านว่าจะอ่านไปทาํ ไม เพอื่ จะได้เลอื กวธิ ีการอ่านได้อย่างเหมาะสม
1.1 ความหมายของการอ่าน
การอ่านเป็ นส่ิงจําเป็ นในการดาํ รงชีวติ ในปัจจุบัน การอ่านเป็ นกระบวนการอนั ซับซ้อน ดงั น้ัน ผู้เชี่ยวชาญทางการอ่านจึงให้
ความหมายของการอ่านแตกต่างกนั ซึ่งแล้วแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ัน ๆ จะมองไปในด้านใด เช่น นักภาษาศาสตร์จะมองการอ่านในแง่ของภาษา
นักจิตวทิ ยาจะมองการอ่าน
ในแง่ของจติ วทิ ยา หรือมองในแง่จติ ภาษาศาสตร์ แต่ส่วนมากกใ็ ห้ความหมายทคี่ ล้ายกนั และใกล้เคยี งกนั ดงั นี้
พจนานุกรมฉบบั บณั ฑติ ยสถาน (2546 : 917) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า
การอ่าน หมายถงึ ว่าตามตวั หนังสือ ออกเสียงตามตวั หนังสือ ดูหรือเข้าใจความหมายจากตวั หนังสือ สังเกตหรือพจิ ารณาดูเพ่ือให้เข้าใจ
กรมวชิ าการ (2546 ข : 7) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของอกั ษรทอี่ ่านออกมาเป็ นความรู้ ความคดิ และ
เกดิ ความเข้าใจเรื่องราวทอี่ ่านตรงกบั เรื่องราวทผ่ี ู้เขยี นเขยี น ผู้อ่านสามารถนําความรู้ ความคดิ หรือสาระจากเร่ืองราวท่ีอ่านไปใช้
ให้เกดิ ประโยชน์ได้
นิรันดร สุขปรีดา (2530 : 11) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือ การเข้าใจความหมายของตวั ละคร หรือสัญลกั ษณ์ ซ่ึงจะต้อง
อาศัยความสามารถในการแปลความ การตคี วาม
2.2 ลกั ษณะของนักอ่านทดี่ ี
การเป็ นนักอ่านทดี่ นี ้ันย่อมให้ประโยชน์แก่บุคคลน้ันๆอย่างสูงสุด ซ่ึงก่อนทจ่ี ะเป็ นนักอ่านทด่ี ไี ด้ ผู้อ่านควรมคี วามรู้เกยี่ วกบั การอ่าน
เบื้องต้นว่าต้องมคี วามสามารถทางภาษา รู้คาํ รู้จกั ส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ รู้ว่าหนังสือประเภทใดควรใช้การอ่านอย่างไร รู้จกั เลือกหนังสืออ่าน และรู้
แหล่งของหนังสืออกี ด้วย การมคี วามรู้เร่ืองเหล่านีจ้ ะช่วยพฒั นาให้เป็ นนักอ่านทดี่ ไี ด้ ซ่ึงนักอ่านทด่ี นี ้ัน สมบัติ จาํ ปาเงนิ และสําเนียง มณกี าญจน์
(2545 , หน้า 6-7) ได้กล่าวไว้ดงั นี้
1. มคี วามต้งั ใจ หรือมสี มาธิแน่วแน่ในการอ่าน
2. มคี วามอดทน หมายถึง สามารถอ่านหนังสือได้ในระยะเวลานานโดยไม่เบื่อ
3. อ่านได้เร็วและเข้าใจความหมายของคาํ
4. มคี วามรู้พืน้ ฐานพอสมควร ท้งั ด้านความรู้ทวั่ ไป ถ้อยคาํ สํานวนโวหาร ฯลฯ
5. มนี ิสัยจดบนั ทกึ รวบรวมความรู้ความคดิ ทีไ่ ด้จากการอ่าน
2.3 ความมุ่งหมายในการอ่าน
การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็ นองค์ประกอบหนึ่งของทกั ษะการอ่านเร็ว และการอ่านเพื่อได้รับประโยชน์
อย่างเตม็ ที่ การทผ่ี ู้อ่านรู้ว่าอ่านเพ่ืออะไร จะทาํ ให้สามารถเลือกส่ือการอ่านได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และทาํ ให้การอ่านมสี มาธิ
โดยทว่ั ไปการอ่านมคี วามมุ่งหมายดงั นี้
1. อ่านเพ่ือความรู้ เน้นการอ่านเร่ืองราวต่าง ๆ ทต่ี ้องการให้เกดิ ความรู้ ซึ่งการอ่านเพื่อความรู้นีม้ หี ลาย
ลกั ษณะ เช่น
1.1 อ่านเพ่ือหาคาํ ตอบ เช่น อ่านกฎ ระเบยี บ คาํ แนะนํา ตาํ รา หนังสืออ้างองิ ฯลฯ
1.2 อ่านเพ่ือรู้ข่าวสารและข้อมูล เช่น การอ่านหนังสือพมิ พ์ นิตยสาร วารสาร เอกสารโฆษณา และ
ประชาสัมพนั ธ์
2. อ่านเพ่ือศึกษา เป็ นการอ่านอย่างจริงจงั เช่น การอ่านตาํ รา และหนังสือวชิ าการต่าง ๆ
3. อ่านเพ่ือความคดิ เป็ นการอ่านเพ่ือให้เข้าใจสาระของเนื้อเร่ืองเป็ นแนวทางในการริเร่ิมสิ่งต่าง ๆ ซ่ึงเป็ น
ความคดิ อนั ได้ประโยชน์จากการอ่าน
4. อ่านเพ่ือวเิ คราะห์วจิ ารณ์ เป็ นการอ่านเพื่อความรู้อย่างลกึ ซึ้ง ทาํ ให้สามารถแสดงความคดิ เห็นจากเรื่องท่ี
อ่านได้ เช่น การอ่านบทความ ข่าว เป็ นต้น
บทท3่ี
ทฤษฎที เี่ กยี่ วข้อง
ความหมายของการอ่าน
สกุ ญั ญา สสี ืบสาน (2531:58) ใหค้ วามหมายของการอ่านว่า เป็ นการพฒั นาความรู้ สตปิ ัญญา และจติ ใจของบุคคลทเี่ ป็ นองคป์ ระกอบของสังคม
สาํ หรับนักเรียนความสาํ เร็จในการเรียน
ของเดก็ ส่วนใหญ่ขนึ้ อย่กู ับความสามารถของการอ่าน ทัง้ นีเ้ พราะการอ่านเป็ นพนื้ ฐานในการเรียนวชิ าอืน่ ๆ
บันลอื พฤกษะวัน (2534:2) ได้ใหค้ วามหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็ นการสือ่ ความหมายทจี่ ะถ่ายโยงความคดิ ความรู้จากผู้เขยี น (ผู้สอ่ื )
ถงึ ผู้อ่าน การอ่านลักษณะนีเ้ รียกว่า
“อ่านเป็ น” ผู้อ่านยอ่ มเข้าใจถงึ ความรู้สกึ นึกคดิ ของผู้เขยี น โดยผู้อ่านแล้วสามารถประเมนิ ผลของสิ่ง
ทอ่ี ่านแล้วไดด้ ้วย
ทศั นีย์ ศุภเมธี (2544:79) กล่าวว่า การอ่านคอื การแปลสัญลักษณท์ เี่ ขยี นหรือพมิ พใ์ หม้ คี วามหมายออกเป็ นสัญลักษณ์ สัญลักษณใ์ นภาษาไทย
คอื คาํ ข้อความ จงึ เป็ นเรื่องสาํ คัญมาก
ในการสอนอ่านแก่เดก็ แรกเรียน นักเรียนจะตอ้ งเข้าใจความหมายและนาํ ไปใช้ในการฟัง พดู และเขยี น
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
แม้นมาส ชวลติ (2542:232) ใหแ้ นวคดิ เกยี่ วกับการอ่านว่า การอ่านคอื การใช้ศักยภาพของสมองเพอื่ การรับรู้ แปลความหมาย
ความเข้าใจปรากฏการณข์ องข้อมูลข่าวสาร เรื่องราว ประสบการณค์ วามคดิ ความรู้สกึ จนิ ตนาการ ตลอดจนสาระอน่ื ๆ ซง่ึ มผี ู้แสดงออกโดยสัญลักษณ์
ทเ่ี ป็ นลายลักษณอ์ ักษรทมี่ นุษยป์ ระดษิ ฐข์ นึ้ เพอื่ สือ่ สาร การอ่านเป็ นทกั ษะพนื้ ฐาน
นพดล จนั ทรเ์ พญ็ (2539 : 73) อธิบายว่า การอ่าน คอื การแปลความหมายของตวั อักษร เครื่องหมายสัญลักษณ์ เครื่องสื่อความหมายต่าง ๆ
ทปี รากฏแก่ตาออกมาเป็ นความคดิ ความเข้าใจ
ในเชิงสือ่ สาร แล้วผู้อ่านสามารถนาํ ความคดิ ความเข้าใจนั้นไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนไ์ ดต้ ่อไป
ความหรือเข้าใจปคาวนามจิตหโรกือญเพจ่ือนสา่ือวครรวณามแตลาะมธหนนิกังาสนือตน์ ม้ันาหฆระือศแิรมาน้ไมน่อทอ์.กเ(ส2ีย5ง4แ0ต่ท:าํ คว1าม)เขให้าใ้คจวคาวมาหมมหามยาขยอตง่ากงาๆรอต่าานมไหว้ดนงัังนสี้ือกนา้ันรอป่ารนะกคาือรหกนารึ่งออกเสียงตามหนังสือเพ่ือให้ได้
วรรณี โสมประยูร (2542 : 121) อธิบายไว้ว่า การอ่านเป็ นกระบวนการทางสมองทต่ี ้องใช้สายตามสัมผสั ตัวอกั ษรหรือส่ิงพมิ พ์อ่ืน ๆ รับรู้และเข้าใจ
ความหมายของคาํ หรือสัญลกั ษณ์โดยแปลออกมาเป็ นความหมายทใี่ ช้สื่อความคดิ และความรู้ระหว่างผู้เขยี นกบั ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกนั และผู้อ่านสามารถนําเอาความหมายน้ัน ๆ
ไปใช้ให้เป็ นประโยชน์ได้
สมพร มนั ตะสูตรแพ่งพพิ ฒั น์ (2547 : 126) ให้ความหมายว่า การอ่าน คือ การรับรู้ความหมายและสร้างความเข้าใจจากตวั อกั ษรหรือสัญลกั ษณ์อื่น ๆ ท่ี
จะทาํ ให้ผู้อ่านมคี วามรู้ ความเข้าใจดขี นึ้ รับรู้กระบวนการต่าง ๆ ในอนั ทจ่ี ะช่วยให้เกดิ การพฒั นาในตวั ผู้อ่านขนึ้ ทาํ ให้เป็ นคนทนั สมยั
ทนั โลก ทนั เหตุการณ์ รู้เท่าทนั คนในสังคม อนั จะก่อให้เกดิ สัมพนั ธภาพทด่ี ตี ่อกนั และสร้างสรรค์
ความหมายของการอ่านเพ่ือจับใจความสําคญั นักการศึกษาได้ให้ความหมาย
ของการอ่านเพ่ือจบั ใจความสําคญั ไว้ดงั นี้
บันลือ พฤกษะวนั (2545:29-35) กล่าวว่า การอ่านเพ่ือจบั ใจความสําคญั เป็ นการอ่าน
เพ่ือทาํ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง เป็ นการอ่านเพ่ือต้องการทราบว่า เร่ืองน้ันเป็ นเร่ืองเกย่ี วกบั อะไร มคี วามสําคญั
ตรงไหน และความหมายว่าอย่างไร จะเห็นได้ว่า การอ่านเพื่อจับใจความสําคญั ส่วนใหญ่ จะเน้นในเร่ืองของความเข้าใจเรื่อง ทอ่ี ่าน ค้นหาสาระสําคญั หรือประเดน็ ทสี่ ําคญั ของ
เรื่องทนี่ ่าอ่าน
สุภสั สร วชั รคุปต์ (2542 : 66) กล่าวว่า การอ่านเพ่ือจับใจความสําคญั หมายถึง
การอ่านเพ่ือเกบ็ สาระสําคญั ของเร่ืองทอ่ี ่าน เช่น เกบ็ จุดมุ่งหมายสําคญั ของเร่ือง เกบ็ เนื้อเรื่องทสี่ ําคญั
เกบ็ ความรู้หรือข้อมูลทน่ี ่าสนใจ ตลอดจนแนวความคดิ หรือทัศนคตขิ องผู้เขยี น
1.3. องค์ประกอบของการอ่านเพ่ือจบั ใจความสําคญั
องค์ประกอบทที่ าํ ให้เข้าใจในการอ่านเพ่ือจบั ใจความสําคญั ของเรื่องทอ่ี ่าน มผี ู้เสนอความคดิ ไว้ดงั นี้
สุนาฏ นิธิมุทรากลุ (2544:7-8) กล่าวว่า ความเข้าใจของการอ่านแต่ละบุคคลจะสูงหรือตา่ํ ขนึ้ อยู่กบั องค์ประกอบหลาย ๆ ประการ เช่น
1) ความเข้าใจในการอ่านของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกนั ออกไปตามประสบการณ์เดมิ และความคดิ อนั เป็ นวตั ถุประสงค์ของการอ่านทเี่ กดิ ขนึ้ ในขณะน้ัน เช่น
(1) อ่านเพ่ือเกบ็ ใจความสําคญั
(2) อ่านเพ่ือศึกษารายละเอยี ดทสี่ ําคญั
(3) อ่านเพ่ือศึกษาคาํ แนะนําต่างๆ เช่น การใช้เครื่องมือ เป็ นต้น
(4) อ่านเพ่ือคาดการณ์ว่า เร่ืองจะลงเอยอย่างไร
(5) อ่านเพ่ือศึกษาคุณค่าของส่ิงทอี่ ่าน
(6) อ่านเพื่อรวบรวมเร่ือง หรือ ย่อเรื่องแล้วนํามาเขยี นใหม่
(7) อ่านเพ่ือเปรียบเทยี บกบั เร่ืองราวหรือข้อความอ่ืน
2)พสิ ัยของความเข้าใจในการอ่าน เดก็ จะอ่านได้ดขี ึน้ และถกู ต้องเพยี งใดขนึ้ อย่กู ับพสิ ัยของหมู่คาํ ทเี่ ดก็ อ่านเข้าใจได้ และขนึ้ อย่กู ับความสามารถทางสติ
ปัญญา
ชนิดของประสบการณเ์ ก่าและความยากงา่ ยของข้อความทเี่ ดก็ อ่านดว้ ย
3) ความถกู ต้องของความเข้าใจในการอ่าน ช่วยใหเ้ ดก็ เข้าใจเรื่องราวทอี่ ่านมากน้อยต่างกัน
ความถกู ตอ้ งในการเข้าใจของเดก็ ย่อมแตกตา่ งกันมากน้อยตามประสบการณค์ วามยากงา่ ย
ของข้อความนั้นๆ
4) หลักสาํ คัญในการสอนอ่านเพอื่ จับใจความสาํ คัญ
การสอนอ่านเพอื่ จับใจความสาํ คัญ ครูต้องพยายามสร้างความสนใจใหน้ ักเรียนเหน็ คุณค่า และความสาํ คัญของการอ่านจับใจความสาํ คัญ
โดยฝึ กใหน้ ักเรียนอ่านเพอื่ ความเข้าใจ
ในเรื่องราวทกี่ าํ หนด โดยครูตงั้ คาํ ถามใหน้ ักเรียนตอบเป็ นตอนๆ ตามทอ้ งเรื่องนั้นๆ
ข้นั ตอนการฝึ ก
1) อ่านเรื่องราวผ่านๆ โดยตลอด เพ่ือให้รู้ว่าเร่ืองน้ันว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง จุดใดบ้าง ตอนใดเป็ นตอนสําคญั ของเร่ือง
2) อ่านซํ้าตอนทไี่ ม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจให้ถูกต้อง
3) ตอบคาํ ถามส้ันๆ ใคร ทาํ อะไร ทไี่ หน เม่ือไหร่ หรือบันทกึ ย่อเพ่ือทดสอบความเข้าใจตนเอง
4) เรียบเรียงใจความสําคญั ด้วยตนเอง
5) ข้นั เสนอแนะการฝึ ก
6) สอนคาํ ทคี่ วรศึกษา หรือคาํ ทมี่ คี วามหมายพเิ ศษให้ก่อน เพ่ือไม่ให้มปี ัญหาเกย่ี วกบั การตคี วาม จับใจความ
7) ต้งั คาํ ถาม เพ่ือค้นหาคาํ ตอบ เพื่อนักเรียนรู้จุดประสงค์ก่อนอ่าน
8) สรุปโครงสร้างเรื่องให้ฟังก่อนอ่าน
9) สนทนาเกยี่ วกบั ภาพ หรือประสบการณ์ทม่ี สี ่วนทเ่ี กยี่ วกบั เนื้อเร่ืองทอี่ ่าน
10) กาํ หนดเวลาในการอ่านให้เหมาะสมกบั จํานวนคาํ ทอ่ี ่าน และลดเวลาให้น้อยลง
ทศั นีย์ ศุภเมธี (2542:88) การกล่าวถึงการสอนอ่านเพ่ือจบั ใจความสําคญั ซึ่งสอดคล้องกบั (กรมวชิ าการ. 2545:49-50) ว่าเป็ นการอ่านในใจโดยมุ่งเน้นแต่เนื้อเร่ือง
ไม่พะวงกบั การออกเสียง โดยครูแนะให้ต้งั คาํ ถามตวั เองจากเร่ืองทอี่ ่านว่าเป็ นเร่ืองเกย่ี วกบั อะไร ทไ่ี หน อย่างไร และในการสอนของครูควรแนะแนวทางให้ก่อนเพ่ือท่ี
จะช่วยให้การอ่านจับใจความสําคญั ได้ผลดี เช่น
1) อธิบายคาํ บางคาํ ทมี่ คี วามหมายพเิ ศษ หรือคาํ ทคี่ วรทราบก่อน เพ่ือไม่ให้มปี ัญหา
ในการเข้าใจความหมายในขณะทอี่ ่านเพ่ือจับใจความสําคญั
2) ให้นักเรียนรู้จกั จุดมุ่งหมายของการอ่าน หรืออาจมกี ารต้งั คาํ ถามเพื่อค้นหาคาํ ตอบ
จะช่วยให้นักเรียนอ่านจบั ใจความสําคญั ได้ดขี นึ้
3) มกี ารสนทนาเกยี่ วกบั เค้าโครงเรื่อง ทจี่ ะอ่านก่อนหรือสนทนาเกย่ี วกบั ภาพ
หรือประสบการณ์ทเ่ี กยี่ วข้องกบั เนื้อเร่ืองทจ่ี ะให้อ่าน
4) กาํ หนดเนื้อหาและเวลาทใ่ี ห้อ่านได้อย่างเหมาะสมกบั ระดบั วยั และ ความสามารถ
1.5. ความสําคญั ของการอ่าน
สนิท ต้งั ทวี (2538 : 3) การอ่านหนังสือมสี ่วนช่วยสร้างความสําเร็จในการดาํ เนินชีวติ ได้อย่างมาก ผู้ใดมคี วามสามารถพเิ ศษในการอ่าน
มกั จะได้รับความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การอ่านหนังสือเป็ นสิ่งจําเป็ นแก่ผู้อยู่ในวงการศึกษา เพราะผู้อยู่ในวงการศึกษาจะต้องตดิ ตามความเคลื่อนไหวทางวชิ าการอยู่เสมอ
สุจริต เพยี รชอบ และสายใจ อนิ ทรัมพรรย์ (2542 : 136) ได้กล่าวไว้ว่าทกั ษะการอ่าน เป็ นทกั ษะทส่ี ําคญั มาก และใช้มากในชีวิตประจาํ วนั
เพราะเป็ นทกั ษะทน่ี ักเรียนใช้แสวงหาสรรพวทิ ยา เพื่อความบันเทงิ ใจ และการพกั ผ่อนหย่อนใจ ผู้มนี ิสัยรักการอ่าน และมที กั ษะในการอ่าน มีอตั ราเร็ว
ในการอ่านสูง ย่อมแสวงหาความรู้และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ สามารถนําความรู้ทไ่ี ด้
จากการอ่านไปใช้ในการพูด การเขยี นได้เป็ นอย่างดี หากนักเรียนมพี ืน้ ฐานในการอ่านดแี ล้วย่อมสามารถนําไปใช้เป็ นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ในสาขาวชิ าอื่นๆ ได้เป็ นอย่างดี
บทท4่ี
สรุปความ,ย่อความ
การเขยี นสรุปความ
๑.๑ ความหมายของการเขยี นสรุปความ
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ใหค้ วามหมายของ “สรุป เอาไว้ว่า หมายถงึ ประเดน็ ย่อๆ ของเรื่อง ยอ่ เอาเฉพาะใจความสาํ คัญ
ของเรื่องเป็ นประเดน็ ๆ ไป เช่น สรุปข่าว สรุปเหตุการณ์
การสรุปความ คอื การหยบิ ยกเอาความคดิ หลักหรือประเดน็ ทสี่ าํ คัญของเรื่องทไ่ี ด้ฟัง ได้ดู ไดอ้ ่านมากล่าวยาํ้ ใหเ้ ดน่ ชัด โดยใช้ประโยคสัน้ ๆ
แล้วเรียบเรียงใหเ้ ป็ นระเบยี บ
การเขยี นสรุปความ คอื การเขยี นประเดน็ ทสี่ าํ คัญของเรื่องทฟ่ี ังหรืออ่านใหเ้ ด่นชัด โดยใช้ ประโยคสั้นๆ แล้วเรียบเรียงใหเ้ ป็ นระเบยี บ
เพอื่ การสือ่ สารทตี่ รงประเดน็ ชัดเจน ตอ่ เนื่อง และสละสลวย
๑.๒ ประเภทของการเขยี นสรุปความ
การเขยี นสรุปความแบ่งออกเป็ น ๒ ประเภท คอื
๑.๒.๑ การเขยี นสรุปความจากการฟัง ไม่ว่าจะเป็ นการฟังบรรยาย อภปิ ราย การประชุม ตลอดจนข่าวสารประเภทตา่ งๆ ผู้เขยี นต้องมสี มาธิในการฟัง
เพอื่ จับใจความสาํ คัญของเรื่องโดยสรุปสาระสาํ คัญของเรื่อง เป็ นประเดน็ ย่อย เพอื่ ความเข้าใจทชี่ ัดเจนและรวดเร็ว
๑.๒.๒ การเขยี นสรุปความจากการอ่าน ไม่ว่าจะเป็ นการอ่านร้อยแก้วหรือร้อยกรอง ผู้เขยี นตอ้ งอ่าน เรื่องหรือสารนั้นๆ โดยละเอยี ด จับใจความสาํ คัญตลอดจน
แนวทางความคดิ ทศั นคตเิ พอื่ นาํ มาเป็ นข้อมูลในการเขยี น
๑.๓ วธิ ีการการเขยี นสรุปความ
การเขยี นสรุปความมวี ธิ ีการดงั นี้
๑.๓.๑ การเขยี นสรุปความเรื่องทฟี่ ังหรืออ่าน หากเร่ืองทฟ่ี ังหรืออ่านร้อยกรองให้ถอดเป็ น ร้อยแก้ว
๑.๓.๒ การเขยี นสรุปความเรื่องทฟี่ ังหรืออ่านควรหาใจความสําคญั ของเรื่องให้ได้ โดยทใี่ จความสําคญั จะปรากฏอยู่ในประโยคหน่ึงหรือย่อหน้าใดย่อหน้าหน่ึง
ส่วนข้อความอื่นๆจะเป็ นความรอง หรือพลความซึ่งเป็ นส่วนทข่ี ยายใจความสําคญั ให้ชัดเจนยงิ่ ขนึ้ ประโยคทเ่ี ป็ นใจความสําคญั อาจจะอยู่ตอนต้น ตอนกลาง
หรือตอนท้ายของเรื่องกไ็ ด้
๑.๓.๓ การเขยี นสรุปความเร่ืองทฟ่ี ังหรืออ่าน ผู้เขยี นอาจจบั ใจความสําคญั ของเรื่องทฟี่ ัง เขยี นจดบันทกึ สาระสําคญั ทไ่ี ด้จากการฟังเป็ นประเดน็ ย่อย
หากเป็ นการจบั ใจความสําคญั จากเร่ืองทอ่ี ่าน อาจแบ่งทล่ี ะย่อหน้าหรือทลี ะตอน แล้วบันทกึ ไว้เป็ นข้อๆ หรืออาจทาํ บนั ทกึ ย่อ เพ่ือนํามาเรียบเรียงใหม่
๑.๓.๔ การเขยี นสรุปความจากเร่ืองทฟี่ ังหรืออ่านควรใช้สํานวนภาษาของผู้เขยี นเอง เรียบเรียงเนื้อหาให้มคี วามสมบูรณ์ สละสลวย เปลยี่ นคาํ สรรพนามบุรุษท่ี ๑
ให้เป็ นสรรพนามบุรุษท่ี ๓ ถ้ามคี ่าราชาศัพท์ให้คงไว้ ชื่อบุคคลทเี่ กย่ี วข้องให้ใช้ช่ือโดยตรงไม่ใช้อกั ษรย่อ ถ้ามบี ทสนทนาโต้ตอบของบุคคลให้จับใจความสําคญั ของเร่ืองทส่ี นทนา
๑.๓.๕ เมื่อเขยี นสรุปความจากเร่ืองทฟ่ี ังหรืออ่านแล้วควรอ่านทบทวนเร่ืองที่เขยี นอกี คร้ัง เพื่อพจิ ารณาสํานวนภาษาทใ่ี ช้เขยี นย่อหน้า ตลอดจนเนื้อเร่ืองให้สัมพนั ธ์กนั
๑.๔ รูปแบบการเขยี นสรุปความ
รูปแบบการเขยี นสรุปความ ประกอบด้วยส่วนสําคญั ได้แก่ สรุปความเร่ืองอะไร ของใคร จากแหล่งใด และเนื้อเรื่องทส่ี รุป ดงั ตวั อย่างการสรุปความงานเขยี น
การเขยี นย่อความ
การเขยี นย่อความ เป็ นการเกบ็ ความเรื่องหรือข้อความทนี่ ักเรียนได้อ่านหรือได้ฟังจากส่ือต่าง ๆ มาเขยี น โดยยงั คงเนื้อความทส่ี ําคญั และจําเป็ นสําหรับเรื่องราวน้ัน
ข้อความเร่ืองหน่ึง ๆ ทไ่ี ด้อ่านหรือฟังน้ัน ประกอบด้วยใจความและพลความ ใจความหมายถึง เนื้อความสําคญั ทจี่ ะขาดไปมไิ ด้ ส่วนพลความ หมายถึง ความปลกี ย่อยท่ี
สามารถตดั ออกได้ เช่น การยกตวั อย่าง การเปรียบเทยี บ การขยายความด้วยวงเลบ็
ส่วนประกอบของย่อความ ย่อความประกอบด้วยส่วนสําคญั ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนนํา และส่วนใจความสําคญั ของเร่ือง
- ส่วนนําเป็ นแบบขนึ้ ต้นย่อความเพ่ือบอกทม่ี าของเร่ืองให้ผู้อ่านทราบ
- ส่วนเนื้อเร่ือง เป็ นส่วนเนื้อหาทเี่ รียบเรียงแล้ว มยี ่อหน้าเดยี ว
ความสําคญั ของการย่อความ
ย่อความมคี วามจาํ เป็ นในชีวติ ประจําวนั เพราะจะทาํ ให้การเจรจา การส่ือสารสัมฤทธ์ิผล ท้งั ด้านกจิ ธุระ การศึกษาเล่าเรียน คาํ ให้การ การเขยี นบันทกึ การประชุม
รายงาน ประกาศ แจ้งความ จดหมาย เรียงความ เช่น ย่อบันทกึ การประชุมทาํ ให้ผู้อื่นได้ทราบสาระสําคญั ในการประชุมคร้ังน้ัน ๆ ใช้เตือนความจาํ เช่น จดย่อคาํ อธิบายของ
ครู จดย่อความรู้จากการฟังและการ
วธิ ีการย่อความ
๑. อ่านเรื่องอย่างละเอยี ดตลอดเร่ือง ถ้ามปี ระโยคหรือข้อความใดทสี่ งสัย กต็ ้องอ่านทบทวนและตคี วามให้แตก อย่าปล่อยให้เนื้อความตอนใดผ่านไปโดยทย่ี งั เข้าใจ
๒. เม่ืออ่านจนจบเรื่องจนจาํ ได้และเข้าใจเร่ืองราวท้งั หมดเป็ นอย่างดี ให้เขยี นบันทกึ ลาํ ดบั เร่ืองทย่ี ่อ โดยไม่อ่านต้นฉบบั เดมิ เลย และใช้สํานวนของผู้ย่อความเอง
๓. นําเรื่องทบ่ี ันทกึ ไว้มาเรียบเรียงให้ต่อเน่ืองกนั และทบทวนดูว่า ยงั มคี วามตอนใดทย่ี งั ตกหล่นอยู่อกี หรือไม่ ถ้ามใี ห้เพื่มเตมิ จนใจความครบถ้วน
๔. ตรวจทานแก้ไขเนื้อความให้ต่อเนื่องกนั ด้วยภาษาทกี่ ระชับรัดกมุ
๕. การย่อความน้ันอาจย่อ ๓ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๓ ของต้นเร่ืองเดมิ แล้วแต่ความต้องการ การย่อความทดี่ นี ้ันจะต้องมปี ระเดน็ สําคญั ทเ่ี กย่ี วข้องกบั จุดมุ่งหมายของ
ผู้เขยี นอย่างครบถ้วน ถูกต้อง อกี ท้งั ยงั ต้องเรียบเรียงด้วยภาษาทก่ี ระชับ ไม่มขี ้อความทเ่ี ป็ นการยกตวั อย่างการเปรียบเทยี บ การใส่วงเลบ็ หรือข้อความในเครื่องหมายคาํ พดู
การเขยี นแบบขนึ้ ต้นย่อความสําหรับงานเขยี นประเภทต่าง ๆ
๑. งานเขยี นประเภทบทร้อยกรองต่าง ๆ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ต้องบอกประเภทของบทร้อยกรอง ชื่อเร่ือง ผู้แต่ง ทม่ี า ว่ามาจากหนังสืออะไร หน้าใด
รูปแบบ
ย่อ.....(ประเภทของร้อยกรอง).......เรื่อง......(ชื่อบทร้อยกรอง).......ของ......(ผ้แู ต่ง).............
ตอน.....(ช่ือตอน)......จาก.......(ช่ือหนังสือ)........หน้า.......(เลขหน้า)........ความว่า
.................(ใจความ)...................................................................................
ตวั อย่าง
ย่อ นิทานคาํ กลอน เร่ือง พระอภยั มณี ของ สุนทรภู่ ตอน พระอภยั มณหี นีผเี สื้อสมุทร จากหนังสือเร่ืองพระอภยั มณี หน้า ๑๔๕- ๑๖๐ ความว่า
พระอภยั มณอี ย่กู บั ผเี ส้ือสมทุ รจนมลี กู อย่ดู ้วยกนั คอื สินสมุทร.......
๒. งานเขยี นประเภทร้อยแก้ว เช่น นิทาน ตาํ นาน บทความ สารคดี ต้องบอก ประเภทของความเรียงร้อยแก้ว ช่ือเรื่อง ผู้แต่ง ชื่อหนังสือ หน้าใด
รูปแบบ
ย่อ.....(ประเภทของความเรียงร้อยแก้ว).......เร่ือง......( ชื่อเรื่อง).......ของ.......(ช่ือผ้แู ต่ง).....
จาก.......(ช่ือหนังสือ)........หน้า.......(เลขหน้า)........ความว่า
.................(ใจความ)...................................................................................
ตวั อย่าง
ย่อ บทความ เร่ือง กรุงเทพฯ เมืองสีเขยี ว ปลอดขยะ ของ สุนิรินธน์ จิระตรัยภพ จากเนช่ัน สุดสัปดาห์ ปี ท่ี ๑๗ ฉบบั ท่ี ๘๕๙ วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน
๒๕๕๑ หน้า ๑๕ ความว่า
กรุงเทพเป็ นเมอื งหลวงของประเทศไทย และเป็ นเมืองทต่ี ิดอันดบั น่าท่องเทยี่ ว....................
๓. งานเขยี นประเภท ประกาศ แถลงการณ์ กาํ หนดการณ์ ระเบยี บคาํ สั่ง ให้บอกชื่อประเภท ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง วนั เดือน ปี
๔. งานเขยี นประเภทจดหมาย ให้ระบุว่าเป็ นจดหมายของใคร ถงึ ใคร ช่ือเร่ือง วนั เดือน ปี
รูปแบบ
ย่อจดหมายของ.....(ผ้เู ขยี น).......ถงึ ......( ผู้รับ).......เรื่อง.......(ช่ือเรื่อง)........ วนั เดือน ปี ..........
ความว่า
.................(ใจความ)................................................................................
ตวั อย่าง
ย่อจดหมายของ นายแพทย์ประเวศ วะสี ถงึ บรรณาธิการหนังสือพมิ พ์มติชน เร่ือง การดาํ รงชีวติ ตามแนวพระราชดาํ รัสเศรษฐกจิ พอเพยี ง
วนั ที่ ๑๖ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๑ ความว่า
พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวทรงมีพระอัฉริยภาพและทรงห่วงใยพสกนิกร..............
เทคนิคในการสังเกต
เนื้อหาของบทความไม่ว่าจะเป็ นในบทพูดหรือบทเขยี น แบ่งออกเป็ น ๓ ลกั ษณะ ดงั นี้ ๑. ข้อเทจ็ จริง คือ เร่ืองราวหรือเหตุการณ์ของบุคคลใดบุคคลหน่ึง หรือส่ิงใดส่ิงหน่ึง
ทาํ อะไร ทไ่ี หน เม่ือไร อย่างไร มสี ภาพ มลี กั ษณะ มขี นาด มปี ริมาณ ท่ีสามารถพสิ ูจน์ได้ เช่น “นายวโิ รจน์ ประพฤตดิ ี สอบได้ท่ี ๑”
๒. ข้อคดิ เห็น คือ ข้อความแสดงความเช่ือ หรือแสดงแนวคดิ หรือแสดงความรู้สึกทผ่ี ู้กล่าวมตี ่อบุคคลใด หรือสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ไม่อาจพสิ ูจน์ได้ เพราะเป็ นเรื่องของ
ความรู้สึกนึกคดิ ของผู้พูดหรือผู้เขยี น เช่น “นายวโิ รจน์ ประพฤตดิ ี คงขยนั เรียน”
๓. ข้อความแสดงอารมณ์ความรู้สึก เป็ นข้อความทท่ี าํ ให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านรู้ได้ว่าผู้ส่งสารมอี ารมณ์หรือความรู้สึกอย่างไร เช่น เศร้าโศก เหงา ดใี จ ฯลฯ เช่น
“ผมสะท้อนใจทุกคร้ังทเ่ี อาผลการเรียนไปให้คุณแม่ ผมไม่เคยทาํ ตามทที่ ่านหวงั ได้เลยสักคร้ัง”
ตวั อย่างย่อความ
เร่ืองพ่อค้า ๒ คน
พอ่ ค้าคนหนึ่ง มคี วามจาํ เป็ นต้องเดนิ ทางไปค้าขายยังแดนไกล เขามคี วามเป็ นหว่ งในทรัพยส์ ินและบ้านเรือนของเขาเป็ นอันมาก แตก่ จ็ าํ เป็ นทจ่ี ะต้องไป
เขามเี พอ่ื นบา้ นเรือนเคยี งอยู่คนหนึ่งซงึ่ ไดค้ บกันมาเป็ นเวลานาน เพราะมฐี านะเป็ นพอ่ ค้าเช่นเดยี วกันกับเขาในครั้งนีเ้ นื่องจากเขาจะเดนิ ทางเป็ นเวลานาน
มาก จงึ คดิ ว่าควรจะฝากของมคี ่าของเขาไว้เสยี กับเพอื่ นบา้ นเพอื่ จะได้เป็ นทปี่ ลอดภยั จากการถกู ขโมย คดิ ดังนั้นแล้วเขากน็ าํ เงนิ แทง่ หนักถงึ หนึ่งร้อย
กโิ ลกรัม บรรจุใส่ถุงผ้าอยา่ งดนี าํ ไปฝากเพอื่ นบา้ นตามทคี่ ดิ ไว้ แล้วกอ็ อกเดนิ ทางไปค้าขายตามความตัง้ ใจเดมิ หลังจากวันเดนิ ทางหนึ่งเดอื นพอดี
พอ่ ค้าผู้นั้นกไ็ ดก้ ลับมาถงึ บ้านเดมิ เขารีบตรงไปหาเพอื่ นบา้ น และออกปากขอเงนิ แทง่ ทเี่ ขาไดฝ้ ากไว้ เพอื่ นบา้ นเขาร้อง ว่า “เงนิ ทองเพอื่ นนะหรือ ?
อนิจจา.... เราเสยี ใจจริงๆ ไม่รู้ว่าจะทาํ อยา่ งไรกันดี หนูมันกนิ เสียจนหมดแล้ว เราดุดา่ ว่าคนของเรามากมาย เพราะไม่ค่อยระวังรักษาทรัพยส์ นิ ทเี่ พอื่ นนาํ มา
ฝากไว้ แต่กน็ ่ันแหละอะไรจะเกดิ ขนึ้ กับใครกไ็ ดท้ กุ เวลาไม่ใช่หรือ? ” พอ่ ค้าผู้นั้นแม้จะรู้สกึ ประหลาดใจเตม็ ทแี ต่กท็ าํ เป็ นซือ่ เช่อื ถอื ในเรื่องโกหกทเี่ ขารับฟัง
จากเพอื่ นบ้าน แตใ่ นใจของเขานั้นครุ่นคดิ หาอุบายทจี่ ะนาํ เงนิ แทง่ ทงั้ หมดของเขาคนื มาใหไ้ ดห้ ลายวันต่อมาพอ่ ค้าผู้นั้นบังเอญิ ไดพ้ บกับบุตรชายอายุ
ประมาณ ๑๐ ขวบ ของเพอื่ นบา้ นซงึ่ โกงเงนิ ของเขาไป จงึ ได้พาตวั เดก็ ไปซ่อนไว้ทบี่ ้านของเขาเองโดยไม่มใี ครรู้เหน็ แล้วตวั เขาเองกอ็ อกไปเชิญเพอื่ นบา้ น
คนนั้นใหไ้ ปรับประทานอาหารเยน็ ร่วมกับเขา แตช่ ายพอ่ ค้าพอ่ ของเดก็ รีบบอกว่า “ขอโทษดว้ ยเถดิ ขอใหฉ้ ันได้ขอโทษในการทตี่ อ้ งปฏเิ สธความใจดขี อง
เพอื่ นในครั้งนีส้ ักครั้งเถดิ ” ชายเพอื่ นบ้านกล่าวด้วยนาํ้ ตานองหน้า ส่วนพอ่ ค้าแกล้งทาํ หน้าฉงนอยา่ งไม่เข้าใจ ชายเพอื่ นบ้านจงึ เล่าใหฟ้ ังต่อไปว่า “ฉันเหน็ จะ
หมดความสุขไปช่ัวชวี ติ นีเ้ สยี แล้ว ฉันมลี ูกเพยี งคนเดยี วเทา่ นั้นเอง ฉันรักเขายงิ่ กว่าตัวฉันเองเสียอกี แตว่ ่าโธ่เอ๋ย! อนิจจา... ฉันคงไม่เหน็ หน้าเขาอกี
แล้ว เขาหายไปไม่รู้ว่าใครมาลักพาเขาไปเสียแล้ว”กล่าวจบเพอื่ นบ้านของพอ่ ค้ากป็ ล่อยโฮออกมาอกี โดยไม่ละอายเลยแม้สักนิดเมือ่ เหน็ ดังนั้นพอ่ ค้าจงึ เอ่ยขนึ้
“กเ็ รื่องน่ีแหละทเี่ รา ชวนเพ่ือนมากนิ อาหารเยน็ ด้วยกนั เพื่อจะได้ปรึกษากนั ว่าจะทาํ อย่างไรดี เพราะเม่ือวานนีต้ อนตะวนั ตกดนิ เราได้เห็นนกเค้าแมวตวั หนึ่งถาลงมาโฉบ
เอาลูกชายของท่านบินหายไปในอากาศ เราช่วยเขาไว้ไม่ทนั เพราะมนั มืดมองไม่เห็นถนัดว่า นกตวั น้ันมันพาลูกชายของเพ่ือนบินไปทางไหน ”
ชายผู้เป็ นพ่อของเดก็ ทห่ี ายไปพดู ขนึ้ ว่า “เพื่อนจะให้เราเช่ือได้อย่างไรกนั นกเค้าแมวตวั เลก็ นิดเดยี วเท่าน้ันเองจะสามารถโฉบเอาลูกของเราซ่ึงมนี ํา้ หนัก
มากมายอย่างน้ันไปในอากาศได้อย่างไรกนั เพื่อนเอาเร่ืองอะไรมาเล่าให้เราฟังกนั น่ีความจริงแล้วลูกเราน่าจะเป็ นฝ่ ายทจี่ ับนกเค้าแมวตวั น้ันมาขงั ไว้มากกว่า ทจ่ี ะถูกมนั
โฉบแล้วพาหายไปในอากาศอย่างทเ่ี พื่อนบอกให้ฟัง” ชายพ่อค้าตอบว่า “อนั นีเ้ รากไ็ ม่รู้จะบอกเพ่ือนอย่างไรดี แต่มนั กเ็ ป็ นอย่างน้ันจริงๆ เพราะเรากไ็ ด้เห็นมากบั ตาของเรา
เอง แต่กร็ ู้สึกว่าไม่น่าสงสัยอะไรเพราะมนั น่าจะเป็ นไปได้ทีน่ กเค้าแมวตวั เลก็ ๆ โฉบเอาลูกของเพื่อนไปได้ เพราะหนูตวั เลก็ ๆ กย็ งั สามารถกนิ เงนิ แท่งซ่ึงมนี ํา้ หนักต้งั ร้อยกโิ ล
ไปได้อย่างสบายๆ น่ีนา” พ่อของเดก็ เร่ิมเข้าใจว่าเรื่องราวเป็ นอย่างไร จึงได้รีบวงิ่ กลบั ไปทีบ่ ้านนําเอาเงนิ แท่งท้งั หมดมาคืนให้พ่อค้าไป แล้วเขากร็ ับตวั ลูกชายคืน
ไป
“นิทานเร่ืองนีส้ อนให้รู้ว่า อุบายของเราอาจทาํ ลายตวั เราเองได้เช่นเดยี วกนั ”
(คดั จากนิทานอสี ป รวบรวมโดย วณิ ณา หน้า ๗๖ – ๘๐)
เม่ืออ่านแล้วอาจพจิ ารณาได้ดงั นี้
ย่อหน้าท่ี ๑
ประโยคใจความสําคญั -พ่อค้าคนหน่ึงต้องเดนิ ทางไปค้าขายแดนไกล เขาจงึ เอาเงนิ แท่งหนักหน่ึงร้อย กโิ ลกรัมไปฝากเพ่ือน
ประโยคพลความทเี่ ด่น -เพ่ือนอยู่บ้านใกล้กนั สนิทสนมกนั มานาน
ย่อหน้าที่ ๒
ประโยคใจความสําคญั -๑ หนึ่งเดือนต่อมาเขากลบั บ้านและไปทวงเงนิ แท่งคืน เพ่ือนไม่มจี ะคืน
-๒ พ่อค้าทาํ เป็ นเช่ือคาํ พูด และคดิ อุบายในใจ
ประโยคพลความทเ่ี ด่น -๑ เพ่ือนบอกว่าหนูกดั กนิ เงนิ หมดแล้ว สุดวสิ ัยทจ่ี ะช่วยได้
-๒ พ่อค้าคดิ อบุ ายทจี่ ะเอาเงนิ คืนมา
เมื่ออ่านแล้วอาจพจิ ารณาได้ดงั นี้
ย่อหน้าท่ี ๑
ประโยคใจความสําคญั -พ่อค้าคนหนึ่งต้องเดนิ ทางไปค้าขายแดนไกล เขาจงึ เอาเงนิ แท่งหนักหน่ึงร้อย กโิ ลกรัมไปฝากเพื่อน
ประโยคพลความทเ่ี ด่น -เพื่อนอยู่บ้านใกล้กนั สนิทสนมกนั มานาน
ย่อหน้าท่ี ๒
ประโยคใจความสําคญั -๑ หนึ่งเดือนต่อมาเขากลบั บ้านและไปทวงเงนิ แท่งคืน เพ่ือนไม่มจี ะคืน
-๒ พ่อค้าทาํ เป็ นเชื่อคาํ พดู และคดิ อุบายในใจ
ประโยคพลความทเี่ ด่น -๑ เพ่ือนบอกว่าหนูกดั กนิ เงนิ หมดแล้ว สุดวสิ ัยทจ่ี ะช่วยได้
-๒ พ่อค้าคดิ อุบายทจ่ี ะเอาเงนิ คืนมา
ย่อหน้าท่ี ๓
ประโยคใจความสําคญั -๑ หลายวนั ต่อมาพ่อค้าจบั ลูกเพื่อนไปขงั ไว้
-๒ พ่อค้าไปเชิญเพื่อนมารับประทานอาหารด้วยกนั
-๓ เพ่ือนปฏิเสธ
-๔ พ่อค้าบอกว่าเห็นนกเค้าแมวคาบลูกชายเพื่อนไป
ประโยคพลความทเ่ี ด่น -๑ พ่อค้าพบลูกเพ่ือนโดยบงั เอญิ จงึ จับไปขงั ไว้
-๒ เพื่อนกาํ ลงั เศร้าโศกทล่ี ูกหายไป
ว่าหนูตวั เลก็ ๆ ยงั กนิ เงนิ แท่งได้
ภาคผนวด
แบบฝึ กหัดการะจบั ใจความ
1. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของ "ใจความสําคญั "
1. ใจความทเ่ี ด่นทส่ี ุดในย่อหน้า
2. เป็ นแก่นของย่อหน้าทส่ี ามารถครอบคลุมเนื้อความในประโยคอ่ืน
3. เป็ นใจความทส่ี นับสนุนใจความอื่น
4. หากขาดไปจะไม่สามารถเข้าใจความหมายท้งั ย่อหน้า
2. ใจความรอง มคี วามหมายตรงตามข้อใด
1. ใจความทเ่ี ป็ นหลกั ของย่อหน้า
2. ใจความทเี่ ป็ นแก่นของย่อหน้าท้งั หมด
3. เป็ นใจความทม่ี หี น่ึงเดยี วในย่อหน้า
4. เป็ นใจความทสี่ นับสนุนใจความหลกั ของย่อหน้า
3. ใจความรองเรียกอกี อย่างว่าอย่างไร
1. พละความ
2. พลความ
3. สมุดความ
4. รองความ
4. ใจความสําคญั ในแต่ละย่อหน้า มกั ปรากฏอยู่ในลกั ษณะใดมากทส่ี ุด
1. ถ้อยคาํ
2. ประโยค
3. สํานวนโวหารต่าง ๆ
4. ท้งั ถ้อยคาํ ประโยคและสํานวนโวหารต่าง ๆ
5. “...ป้าสมศรีเป็ นแม่ค้าขายถ่าน ร้านของแกเป็ นห้องแถวสองห้องตดิ กนั อยู่ตลาดริมคลอง
ห่างจากห้องแถวของฉันไปเพยี งร้อยกว่าเมตรเท่าน้ันเอง...”
ข้อความใดเป็ นใจความสําคญั
1.อยู่ตลาดริมคลอง
2.ป้าสมศรีเป็ นแม่ค้าขายถ่าน
3.ร้านของแกเป็ นห้องแถวสองห้องตดิ กนั
4.ห่างจากห้องแถวของฉันไปเพยี งร้อยกว่าเมตร
6."นกพริ าบสีชมพูมถี ิน่ ฐานอยู่บนเกาะมอริตสั ในทวปี แอฟริกา อาศัยอยู่ในป่ า ละเมาะ อาหารของพวกมนั คือ ดอกไม้ ผลไม้ และเมลด็ พืชเลก็ ๆ นกพริ าบสีชมพู
มจี าํ นวนลดลงเป็ นอย่างมาก เน่ืองมาจากการล่าของมนุษย์ ปัจจุบันนกพริ าบสีชมพมู อี ยู่
ในป่ าประมาณ ๒๕ ตวั และในสวนสัตว์ประมาณ ๒ ตวั "
ข้อความนีก้ ล่าวถงึ ส่ิงใดเป็ นสําคญั
1.อาหารของนกพริ าบสีชมพู
2.ทอ่ี ยู่อาศัยของนกพริ าบสีชมพู
3.ประวตั ขิ องนกพริ าบสีชมพู
4.ปริมาณจาํ นวนนกพริ าบ
7. ข้อใดคือจุดมุ่งหมายของการอ่านจับใจความ
1. เมื่ออ่านแล้วสามารถสรุปหรือย่อเร่ืองได้
2. เมื่ออ่านแล้วสามารถปฏบิ ัตติ ามคาํ สั่งและคาํ แนะนําได้
3. เมื่ออ่านแล้วสามารถคาดการณ์ และหาความจริงแสดงข้อคดิ เห็น
4. เม่ืออ่านแล้วสามารถจาํ คาํ ประพนั ธ์ชนิดต่าง ๆ ได้
8. ส่ิงแรกทตี่ ้องทาํ เมื่อต้องอ่านจับใจความสําคญั คืออะไร
1. เมื่ออ่านจบให้ต้งั คาํ ถามตนเองว่า เรื่องทอ่ี ่าน มใี คร ทาํ อะไร ทไ่ี หน เม่ือไหร่ อย่างไร
2.อ่านเร่ืองราวอย่างคร่าวๆ พอเข้าใจ และเกบ็ ใจความสําคญั แต่ละย่อหน้า
3.ต้งั จุดมุ่งหมายในการอ่านให้ชัดเจน
4.นําสิ่งทสี่ รุปได้มาเรียบเรียงใจความสําคญั ใหม่
9. การอ่านจบั ใจความและเข้าใจเรื่องทอ่ี ่านอย่างมปี ระสิทธิภาพขนึ้ อยู่กบั คุณสมบัตสิ ําคญั ข้อใด
1. รู้ศัพท์มาก
2. มสี มาธิในการอ่าน
3. มคี วามมุ่งหมายใคร่รู้เรื่อง
4. อ่านในใจโดยไม่ต้องเคลื่อนไหวริมฝี ปาก
10 มคี วามรู้อยู่กบั ตวั กลวั อะไร
ชีวติ ไม่ปลดปลงคงได้ดี
(สุนทรภู่)
1.เม่ืออ่านข้อความนีแ้ ล้วควรปฏบิ ัตอิ ย่างไร
2.ขเี้ กยี จ
3.ขยนั เรียน
4.อดทนอดกล้นั
บรรณานุกรม
จนิ ตนา ใบกาซูย.ี การจัดทาํ หนังสือสําหรับเดก็ . กรุงเทพฯ : สุวรี ิยสาสน์, 2546.
ฉววี รรณ คูหาภนิ ันท์. การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : โสภณการพมิ พ์, 2542
การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : โสภณการพมิ พ,์ 2545.
ฉวลี ักษณ์ บุณยะกาญจน. นวัตกรรมการศกึ ษา ชุด จติ วทิ ยาการอ่าน ( Physochology of Reading)
สถาบันส่งเสริมและพัฒนาการอ่านการเขียนแห่งประเทศไทย (สบทท.) กรุงเทพมหานคร สาํ นักพมิ พธ์ ารอักษร, 2547.
ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์. การสร้างหนังสอื สาํ หรับเดก็ . นครศรีธรรมราช : ภาควชิ าบรรณารักษศาสตร.์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช,2545.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. เทคโนโลยกี ารศกึ ษา หลักและแนวปฏบิ ตั .ิ มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ มหาสารคาม, 2547.
ณรงค์ ปานทอง. การสร้างหนังสือสาํ หรับเดก็ . เอกสารนิเทศการศกึ ษา ฉบับที่ 250. พมิ พค์ รั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภา, 2547.
ถวัลย์ มาศจรัส. การเขยี นหนังสอื ส่งเสริมการอ่าน และหนังสอื อ่านเพิม่ เตมิ . กรุงเทพฯ : บริษัทต้นอ้อ จาํ กัด, 2535.
พนู ศรี อมิ่ ประไพ. การศกึ ษาข้อบกพร่องในการอ่านออกเสยี งภาษาไทยและการสร้างแบบฝึ กซ่อมเสริมสาํ หรับนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปี ที่ 3 ในเขต
กรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑติ (การประถมศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒประสานมติ ร.
ถ่ายเอกสาร. 2540.
พฒั นาหนังสือ, ศูนย.์ กรมวชิ าการ. กระทรวงศกึ ษาธิการ. กจิ กรรมส่งเสริมการอ่าน. พมิ พค์ รั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธิการ,
ศลใจ วบิ ูลย์กจิ . ความสัมพนั ธ์ระหว่างเทคนิคการประสานงานของศึกษาธิการอาํ เภอ กบั ความพงึ พอใจ ในการทาํ งาน ของเจ้าหน้าทใี่ นสํานักงานศึกษาธิการ
อาํ เภอ เขตการศึกษา 3. พทั ลงุ , 2544.
สนิท ตั้งทวี. ความรู้และทกั ษะทางภาษา. กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร์, 2538.
สมบตั ิ ท้ายเรือคาํ . เอกสารประกอบการสอนวชิ าการวจิ ัยการศึกษาเบื้องต้น. มหาสารคาม คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2547.
สมบตั ิ ท้ายเรือคาํ และคนอ่ืน ๆ. การวดั และประเมนิ ผลการศึกษา. กาฬสินธ์ุ : ประสานการพมิ พ์,2549.
สุนันทา มน่ั เศรษฐวทิ ย์. เทคนิควจิ ยั ด้านการอ่าน. พมิ พ์คร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. 2545.
สุวรรณา รัตนธรรมเมธี. การพฒั นาการอ่านจบั ใจความ. ปริญญามหาบณั ฑติ ครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครราชสีมา,2543.
สํานักข่าวแห่งชาต.ิ กรมประชาสัมพนั ธ์ HTTP://THAINEWS.PRD.GO.TH/ 2551
อัมพร สุขเกษม. การอ่านหนังสือ. มหาสารคาม: ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรี นครินทรวโิ รฒ มหาสารคาม, 2539.
HTTPS://SITES.GOOGLE.COM/SITE/PHASATHIY1TH31101/KHWAM-HMAY-
KHXNG-KAR-XAN
HTTPS://WWW.DEK-D.COM/BOARD/VIEW/3051407/
HTTPS://SITES.GOOGLE.COM/SITE/PHASATHIYKABKARCHI/BTH-THI-4-KAR-
SUBKHN-LAEA-KARNA-SENX/3-1-KHWAM-HMAY-KAR-SUBKHN-SARSNTHES
HTTPS://SITES.GOOGLE.COM/SITE/SUPAWADEE11984/--KAR-KHEIYN-SRUP-
KHWAM
HTTP://LOOVIKUNG-GREDTHAI.BLOGSPOT.COM/2018/09/BLOG-POST.HTML