Feel like Feel like Feel like
การอ่านจบั
ใจความ
Feel like
การอา่ นจบั ใจความ
จดั ทาํ โดย
นาย อนชุ า พรหมสอาด
นาย ธชั ชยั พจนาวรากลุ
นาย ธีรวฒั น์ ฉตั รท์ ิม
นาย อลงกรณ์ ตงั้ โรจนกลุ
นาย ประสทิ ธิ์ ปัญญาโกศลไกล
เสนอ
อาจารย์ วรรธรัตน์ ไชยวงศ์
มหาวทิ ยาลยั ราชมงคลลา้ นนาเชียงราย
เน้ือหา
1. หลกั การเบอ้ื งตน้
2. การอา่ นจบั ใจความ
3. ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ ง
4. สรปุ ยอ่ ความ,การเขยี นสรปุ ความ
5. ภาคผนวก ,แบบฝึกหดั การจบั ใจความ
6. บรรณานุกรม
หลกั การอ่านเบ้ืองตน้
ความเป็นมาและความสาํ คญั ของปัญหาการอา่ นเป็นพ้ืนฐานท่ีสาํ คญั ของการเรียนรู้และการพฒั นาสติปัญญาของคนในสงั คม การอ่าน
ทาํ ใหเ้ กิดการพฒั นาดา้ นสติปัญญา ความรู้ความสามารถ พฤติกรรม และค่านิยม ต่างๆ รวมท้งั ช่วยในการเปลี่ยนแปลงการดาํ เนินชีวติ
พฒั นาไปสู่ส่ิงที่ดีที่สุดของชีวติ การอ่านจึงมีความสาํ คญั ต่อชีวติ มนุษยอ์ ยา่ งยงิ่ (สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน. 2549
: 1) พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 และที่แกไ้ ขเพิม่ เติม ( ฉบบั ที่ 2 ) พ.ศ. 2545 ไดก้ ล่าวถึงการจดั การศึกษา
กบั กระบวนการอ่าน กระบวนการเรียนรู้ และการอ่านในมาตรา 24 (3) และ (5) ในมาตรา 4 กล่าวไวว้ า่ การศึกษา หมายถึง
กระบวนการเรียนรู้ เพือ่ ความเจริญงอกงามของบุคคลและสงั คม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรม การสืบสานทางวฒั นธรรม
การสร้างสรรคจ์ รรโลงความกา้ วหนา้ ทางวชิ าการ การสร้างองคค์ วามรู้อนั เกิดจากการจดั สภาพแวดลอ้ ม สงั คม และปัจจยั เก้ือหนุนให้
บุคคลเรียนรู้ตลอดชีวติ และในมาตรา 24 (3) และ (5) ไดร้ ะบุไวว้ า่ การจดั กระบวนการเรียนรู้ใหส้ ถานศึกษาและหน่วยงานท่ี
เกี่ยวขอ้ งจดั กิจกรรม ใหผ้ เู้ รียนรักการอา่ น และเกิดการใฝ่ รู้อยา่ งต่อเนื่อง รวมท้งั ส่งเสริมสนบั สนุนใหผ้ สู้ อนสามารถจดั บรรยากาศ
สภาพแวดลอ้ มส่ือการเรียน และอาํ นวยความสะดวก เพื่อใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ (สาํ นกั งานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ. 2546 : 2-12) การเรียนรู้อยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวติ จะเกิดข้ึนได้ นกั เรียนตอ้ งมีนิสยั รักการอา่ นจะทาํ ใหน้ กั เรียนมี
คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ ตามแนวการจดั การศึกษาในพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติพทุ ธศกั ราช 2546 ที่ยดึ หลกั วา่ ผเู้ รียนทุกคน
สามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถือวา่ ผเู้ รียนสาํ คญั ที่สุด กระบวนการจดั การศึกษาตอ้ งส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนสามารถพฒั นาตาม
ธรรมชาติ และเตม็ ตามศกั ยภาพโดยจดั เน้ือหาสาระและกิจกรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจ ความถนดั ของผเู้ รียน คาํ นึงถึงความ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล
ฝึกทกั ษะกระบวนการคิด การจดั การ การเผชิญสถานการณ์และการประยกุ ตค์ วามรู้มาใชแ้ กป้ ัญหา
การเรียนรู้ จากประสบการณ์จริง สถานศึกษาควรจดั การเรียนการสอน และจดั กิจกรรมบูรณาการองคค์ วามรู้ต่างๆ ที่เก้ือกลู ส่งเสริมการเรียนรู้
รักการอ่าน รักการเขียน และรักการคน้ ควา้ จากการสาํ รวจของสาํ นกั งานสถิติแห่งชาติ จากสถิติการอา่ นของคนไทยพบวา่ คนไทย อา่ นลดลง
จากร้อยละ 69.1 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 66.3 ในปี 2551 และจากจาํ นวนคนที่ไม่อา่ นหนงั สืออีกร้อยละ 33.7 น้นั ใชเ้ วลาเพื่อดูโทรทศั นถ์ ึงร้อย
ละ 54.3 รองลงมา คือไม่มีเวลาอ่าน ไม่สนใจหรือไม่ชอบอา่ นหนงั สือ และอา่ นหนงั สือไม่ออก ตามลาํ ดบั ซ่ึงจากสถิติ โดยภาพรวมพบวา่ คน
ไทยอ่านลดลงเกือบทุกวยั ส่วนใหญ่จะใชเ้ วลาดูโทรทศั น์มากข้ึน ทาํ ใหจ้ ินตนาการนอ้ ยลง อยา่ งไรกต็ ามคนไทยใชเ้ วลาอ่านหนงั สือนอ้ ยลง
จากเฉล่ีย 51 นาทีต่อวนั ในปี 2548 เหลือ 39 นาทีต่อวนั ในปี 2551 โดยมีกลุ่มเยาวชนอา่ นมากท่ีสุด 46 นาทีต่อวนั กระทรวงศึกษาธิการ ได้
ใหโ้ รงเรียนดาํ เนินการตามมาตรการเพ่ือส่งเสริมการอ่านและมาตรการเพื่อพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อยา่ งจริงจงั ในส่วน
ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไดก้ าํ หนด มาตรการ 8 ประการ ไวด้ งั น้ี
1. อ่านหนงั สือทุกวนั
2. เลือกสรรอ่านตามความสนใจ
3. ท่องอาขยานได้ เขา้ ใจความหมาย
4. ลายมืองามตามมาตรฐาน
5. บนั ทึกการอา่ น ฟัง คน้ ควา้
6. พฒั นาการเขียนเรียงความ ยอ่ ความ
7. พยายามทาํ แบบฝึกหดั
8. ศึกษาวเิ คราะห์เหตุผล
1.1ความหมายของการอา่ น
การอ่านเป็นกระบวนการรู้การถอดรหสั สญั ลกั ษณ์ที่ซบั ซอ้ นเพื่อสร้างหรือเอาความหมาย (ความเขา้ ใจซ่ึงการอา่ น) การอ่านเป็นวธิ ีการ
ไดม้ าซ่ึงภาษา การสื่อสารและแบ่งปันสารสนเทศและความคิด เช่นเดียวกบั ทุกภาษา การอา่ นเป็นอนั ตรกิริยาซบั ซอ้ นระหวา่ งขอ้ ความและ
ผอู้ ่านซ่ึงเกิดข้ึนโดยความรู้ ประสบการณ์ เจตคติและชุมชนภาษาเดิมของผอู้ ่านซ่ึงวฒั นธรรมและสงั คมกาํ หนด กระบวนการการอา่ นตอ้ ง
อาศยั การฝึกฝน การพฒั นาและการขดั เกลาอยา่ งต่อเนื่อง นอกเหนือจากน้ี การอา่ นยงั ตอ้ งการความคิดสร้างสรรคแ์ ละการวเิ คราะห์วจิ ารณ์
การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตวั อกั ษรที่อ่านออกมาเป็นความรู้ความคิด และเกิดความเขา้ ใจเร่ืองราวท่ีอ่านตรงกบั เรื่อราวท
ผเู้ ขียนเขียน ผอู้ ่านสามารถนาํ ความรู้ ความคิด หรือสาระจากเร่ืองราวที่อ่านไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ได้ การอ่านจึงมีความสาํ คญั ดงั น้ี
๑) การอา่ นเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ โดยเฉพาะผทู้ ี่อยใู่ นวยั ศึกษาเล่าเรียน จาํ เป็นตอ้ งอ่านหนงั สือเพือ่ การศึกษาหาความรู้
ดา้ นต่าง ๆ
๒) การอา่ นเป็นเคร่ืองมือช่วยใหป้ ระสบความสาํ เร็จในการประกอบอาชีพ เพราะสามารถนาํ ความรู้ท่ีไดจ้ ากการอา่ นไปพฒั นางาน
ของตนได้
Title here
1.2 ความสาํ คญั ของการอา่ น
การอา่ นมีความสาํ คญั ตอ่ ชีวติ มนษุ ยต์ งั้ แตเ่ กิดจนโต และจนกระท่งั ถงึ วยั ชรา การอา่ นทาํ ใหร้ ูข้ า่ วสารขอ้ มลู
ตา่ ง ๆ ท่วั โลก ซง่ึ ปัจจบุ นั เป็นโลกของขอ้ มลู ขา่ วสารตา่ ง ๆ ท่วั โลก
ทาํ ใหผ้ อู้ า่ นมีความสขุ มีความหวงั และมีความอยากรูอ้ ยากเหน็ อนั เป็นความตอ้ งการของมนษุ ยท์ กุ
คน การอา่ นมีประโยชนใ์ นการพฒั นาตนเอง คอื พฒั นาการศกึ ษา พฒั นาอาชีพ พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ทาํ ให้
เป็นคนทนั สมยั ทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ และมีความอยากรูอ้ ยากเหน็ การท่ีจะพฒั นาประเทศใหเ้ จรญิ รุง่ เรอื ง
กา้ วหนา้ ไดต้ อ้ งอาศยั ประชาชนท่ีมีความรูค้ วามสามารถ ซง่ึ ความรูต้ า่ ง ๆ ก็ไดม้ าจากการอา่ น
น่นั เอง (ฉวีวรรณ คหู าภินนท,์ ๒๕๔๒, หนา้ ๑๑ )
1.3 การอา่ นเบือ้ งตน้
การอา่ นท่ีดีนนั้ เกิดจากทกั ษะการฝึกฝนและการเรยี นรู้ การอา่ นเป็น
การส่ือสารระหวา่ ง ผสู้ ง่ สารดว้ ยการเขียนกบั ผอู้ า่ น โดยอาศยั ตวั หนงั สือเป็นส่อื ผอู้ า่ นจงึ
เกิดความรู้ ความคดิ และประสบการณ์ สามารถนาํ ความรูค้ วามคิดและประสบการณ์
เหลา่ นนั้ ไปใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั ได้ แตผ่ ลจากการอา่ นท่ีผอู้ า่ นไดร้ บั นนั้ ยอ่ มไดร้ บั ผล
แตกตา่ งกนั เพราะฉะนนั้ การมีความรูเ้ ก่ียวกบั การอา่ นจะช่วยใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ ผอู้ า่ นได้
การอ่านจบั ใจความ
2.1องคป์ ระกอบของการอา่ น
การอ่านเป็นกระบวนการที่สาํ คญั และมีความซบั ซอ้ น โดยมีองคป์ ระกอบหลายชนิดท่ีช่วยใหก้ ารอา่ นเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ ดงั ต่อไปน้ี
1. การเขา้ ใจความหมายของคาํ ผอู้ ่านตอ้ งมีความเขา้ ใจในความหมายท่ีถูกตอ้ งของคาํ ศพั ท์ ทุกคาํ
2. การเขา้ ใจความหมายของกลุ่มคาํ ความหมายของกลุ่มคาํ น้นั จะช่วยทาํ ใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจความหมายของเน้ือความอยา่ งต่อเน่ือง
3. การเขา้ ใจประโยค หมายถึงการนาํ ความหมายของกลุ่มคาํ แต่ละกลุ่มมาสมั พนั ธ์กนั จนไดค้ วามหมายเป็นประโยค
ประสิทธิภาพตามที่ตอ้ งการ ความสาํ เร็จของการอา่ นประกอบดว้ ยปัจจยั ต่อไปน้ี
1) ความรู้เกี่ยวกบั ระบบการเขียน รู้จกั ยอ่ หนา้ ขอ้ ความที่เนน้ ดว้ ยการขีดเสน้ หรือพมิ พอ์ กั ษรทึบ การวรรคตอน ประโยคใจความสาํ คญั
ประโยคขยาย
2) ความรู้เกี่ยวกบั การใชภ้ าษา ในการใชค้ าํ โวหาร ภาพพจน์ สุภาษิต
3) ความสามารถในการตีความ หมายถึง ความเขา้ ใจเน้ือหา เขา้ ใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประโยค และติดตามความคิดของผเู้ ขียนได้
2.2 ลกั ษณะของนกั อา่ นที่ดี
การเป็นนกั อ่านท่ีดีน้นั ยอ่ มใหป้ ระโยชนแ์ ก่บุคคลน้นั ๆอยา่ งสูงสุด ซ่ึงก่อนที่จะเป็นนกั อา่ นท่ีดีได้
ผอู้ า่ นควรมีความรู้เก่ียวกบั การอ่านเบ้ืองตน้ วา่ ตอ้ งมีความสามารถทางภาษา รู้คาํ รู้จกั ส่วนต่าง ๆ ของ
หนงั สือ รู้วา่ หนงั สือประเภทใดควรใชก้ ารอา่ นอยา่ งไร รู้จกั เลือกหนงั สืออา่ น และรู้แหล่งของหนงั สืออีกดว้ ย
การมีความรู้เร่ืองเหล่าน้ีจะช่วยพฒั นาใหเ้ ป็นนกั อา่ นที่ดีได้ ซ่ึงนกั อา่ นที่ดีน้นั สมบตั ิ จาํ ปาเงิน และสาํ เนียง
มณีกาญจน์ (2545 , หนา้ 6-7) ไดก้ ล่าวไวด้ งั น้ี
1. มีความต้งั ใจ หรือมีสมาธิแน่วแน่ในการอา่ น
2. มีความอดทน หมายถึง สามารถอา่ นหนงั สือไดใ้ นระยะเวลานานโดยไม่เบ่ือ
3. อา่ นไดเ้ ร็วและเขา้ ใจความหมายของคาํ
2.3 ความมุ่งหมายในการอา่ น
การรู้ความมุ่งหมายในการอ่าน เป็นองคป์ ระกอบหน่ึงของทกั ษะการอา่ นเร็ว
และการอา่ นเพ่ือไดร้ ับประโยชน์อยา่ งเตม็ ที่ การท่ีผอู้ ่านรู้วา่ อา่ นเพอ่ื อะไร จะทาํ ให้
สามารถเลือกสื่อการอ่านไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม และทาํ ใหก้ ารอา่ นมีสมาธิ
โดยทวั่ ไปการอา่ นมีความมุ่งหมายดงั น้ี
1. อา่ นเพือ่ ความรู้ เนน้ การอ่านเร่ืองราวต่าง ๆ ท่ีตอ้ งการใหเ้ กิดความรู้ ซ่ึงการอ่าน
เพื่อความรู้น้ีมีหลายลกั ษณะ เช่น
1.1 อ่านเพอื่ หาคาํ ตอบ เช่น อา่ นกฎ ระเบียบ คาํ แนะนาํ ตาํ รา หนงั สืออา้ งอิง ฯลฯ
ทฤษฎีที่เก่ียวขอ้ ง
ความหมายของการอ่าน
สุกญั ญา สีสืบสาน (2531:58) ใหค้ วามหมายของการอ่านวา่ เป็นการพฒั นาความรู้ สติปัญญา และจิตใจของบุคคลที่เป็นองคป์ ระกอบ
ของสงั คมสาํ หรับนกั เรียนความสาํ เร็จในการเรียน
ของเดก็ ส่วนใหญ่ข้ึนอยกู่ บั ความสามารถของการอ่าน ท้งั น้ีเพราะการอา่ นเป็นพ้ืนฐานในการเรียนวชิ าอื่น
บนั ลือ พฤกษะวนั (2534:2) ไดใ้ หค้ วามหมายของการอ่านไวว้ า่ การอา่ นเป็นการส่ือความหมายท่ีจะถ่ายโยงความคิด ความรู้จากผเู้ ขียน
(ผสู้ ื่อ) ถึงผอู้ า่ น การอา่ นลกั ษณะน้ีเรียกวา่ “อ่านเป็น” ผอู้ ่านยอ่ มเขา้ ใจถึงความรู้สึกนึกคิดของผเู้ ขียน โดยผอู้ ่านแลว้ สามารถประเมินผล
ของส่ิงที่อ่านแลว้ ไดด้ ว้ ย
ทศั นีย์ ศุภเมธี (2544:79) กล่าววา่ การอ่านคือการแปลสญั ลกั ษณ์ที่เขียนหรือพิมพใ์ หม้ ีความหมายออกเป็นสญั ลกั ษณ์ สญั ลกั ษณ์ใน
ภาษาไทย คือ คาํ ขอ้ ความ จึงเป็นเร่ืองสาํ คญั มาก
ในการสอนอา่ นแก่เดก็ แรกเรียน นกั เรียนจะตอ้ งเขา้ ใจความหมายและนาํ ไปใชใ้ นการฟัง พดู และเขียน
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
แมน้ มาส ชวลิต (2542:232) ใหแ้ นวคิดเกี่ยวกบั การอา่ นวา่ การอา่ นคือ การใชศ้ กั ยภาพของสมองเพ่ือการรับรู้ แปลความหมาย
ความเขา้ ใจปรากฏการณ์ของขอ้ มูลข่าวสาร เร่ืองราว ประสบการณ์ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ ตลอดจนสาระอ่ืนๆ ซ่ึงมีผแู้ สดงออก
โดยสญั ลกั ษณ์ที่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรท่ีมนุษยป์ ระดิษฐข์ ้ึนเพอื่ ส่ือสาร การอา่ นเป็นทกั ษะพ้ืนฐาน
สรุปความ,ยอ่ ความ
การเขียนสรุปความ
๑.๑ ความหมายของการเขียนสรุปความ
พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไดใ้ หค้ วามหมายของ “สรุป เอาไวว้ า่
หมายถึงประเดน็ ยอ่ ๆ ของเรื่อง ยอ่ เอาเฉพาะใจความสาํ คญั ของเรื่องเป็นประเดน็ ๆ ไป เช่น
สรุปขา่ ว สรุปเหตุการณ์การสรุปความ คือการหยบิ ยกเอาความคิดหลกั หรือประเดน็ ท่ี
สาํ คญั ของเรื่องที่ไดฟ้ ัง ไดด้ ู ไดอ้ า่ นมากล่าวย้าํ ใหเ้ ด่นชดั โดยใชป้ ระโยคส้นั ๆ แลว้ เรียบ
เรียงใหเ้ ป็นระเบียบการเขียนสรุปความ คือการเขียนประเดน็ ท่ีสาํ คญั ของเรื่องท่ีฟังหรือ
อ่านใหเ้ ด่นชดั โดยใช้ ประโยคส้นั ๆ แลว้ เรียบเรียงใหเ้ ป็นระเบียบ เพือ่ การสื่อสารที่ตรง
ประเดน็ ชดั เจน ต่อเน่ือง และสละสลวย
๑.๒ ประเภทของการเขียนสรุปความ
การเขียนสรุปความแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑.๒.๑ การเขียนสรุปความจากการฟัง ไม่วา่ จะเป็นการฟังบรรยาย อภิปราย การประชุม
ตลอดจนข่าวสารประเภทต่างๆ ผเู้ ขียนตอ้ งมีสมาธิในการฟังเพอ่ื จบั ใจความสาํ คญั ของเร่ือง
โดยสรุปสาระสาํ คญั ของเร่ือง เป็นประเดน็ ยอ่ ย เพอื่ ความเขา้ ใจที่ชดั เจนและรวดเร็ว
๑.๒.๒ การเขียนสรุปความจากการอ่าน ไม่วา่ จะเป็นการอา่ นร้อยแกว้ หรือร้อยกรอง
ผเู้ ขียนตอ้ งอา่ น เรื่องหรือสารน้นั ๆ โดยละเอียด จบั ใจความสาํ คญั
๑.๓ วธิ ีการการเขียนสรุปความ
การเขียนสรุปความมีวธิ ีการดงั น้ี
๑.๓.๑ การเขียนสรุปความเร่ืองที่ฟังหรืออา่ น หากเร่ืองท่ีฟังหรืออา่ นร้อยกรองใหถ้ อดเป็น ร้อยแกว้
๑.๓.๒ การเขียนสรุปความเรื่องท่ีฟังหรืออา่ นควรหาใจความสาํ คญั ของเรื่องใหไ้ ด้ โดยท่ีใจความสาํ คญั จะปรากฏอยใู่ นประโยคหน่ึงหรือยอ่ หนา้ ใด
ยอ่ หนา้ หน่ึงส่วนขอ้ ความอื่นๆจะเป็นความรอง หรือพลความซ่ึงเป็นส่วนที่ขยายใจความสาํ คญั ใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน ประโยคท่ีเป็นใจความสาํ คญั อาจจะอยตู่ อ
ตอนกลาง หรือตอนทา้ ยของเรื่องกไ็ ด้
๑.๓.๓ การเขียนสรุปความเร่ืองท่ีฟังหรืออ่าน ผเู้ ขียนอาจจบั ใจความสาํ คญั ของเร่ืองที่ฟัง เขียนจดบนั ทึกสาระสาํ คญั ที่ไดจ้ ากการฟังเป็นประเดน็ ยอ่ ย
หากเป็นการจบั ใจความสาํ คญั จากเร่ืองท่ีอ่าน อาจแบ่งที่ละยอ่ หนา้ หรือทีละตอน แลว้ บนั ทึกไวเ้ ป็นขอ้ ๆ หรืออาจทาํ บนั ทึกยอ่ เพื่อนาํ มาเรียบเรียงใหม่
การเขียนยอ่ ความ
การเขยี นย่อความ เป็นการเกบ็ ความเร่ืองหรือขอ้ ความท่ีนกั เรียนไดอ้ ่านหรือไดฟ้ ังจากสื่อต่าง ๆ มาเขียน โดยยงั คงเน้ือความท่ีสาํ คญั และจาํ เป็นสาํ ห
เร่ืองราวน้นั ขอ้ ความเร่ืองหน่ึง ๆ ท่ีไดอ้ ่านหรือฟังน้นั ประกอบดว้ ยใจความและพลความ ใจความหมายถึง เน้ือความสาํ คญั ที่จะขาดไปมิได้ ส่วนพลความ
หมายถึง ความปลีกยอ่ ยที่สามารถตดั ออกได้ เช่น การยกตวั อยา่ ง การเปรียบเทียบ การขยายความดว้ ยวงเลบ็
ส่วนประกอบของยอ่ ความ ยอ่ ความประกอบดว้ ยส่วนสาํ คญั ๒ ส่วน ไดแ้ ก่ ส่วนนาํ และส่วนใจความสาํ คญั ของเร่ือง
- ส่วนนาํ เป็นแบบข้ึนตน้ ยอ่ ความเพ่อื บอกที่มาของเร่ืองใหผ้ อู้ า่ นทราบ
- ส่วนเน้ือเรื่อง เป็นส่วนเน้ือหาที่เรียบเรียงแลว้ มียอ่ หนา้ เดียว
ความสาํ คญั ของการยอ่ ความ
ยอ่ ความมีความจาํ เป็นในชีวติ ประจาํ วนั เพราะจะทาํ ใหก้ ารเจรจา การสื่อสารสมั ฤทธ์ิผล ท้งั ดา้ นกิจธุระ การศึกษาเล่า
เรียน คาํ ใหก้ าร การเขียนบนั ทึก การประชุม รายงาน ประกาศ แจง้ ความ จดหมาย เรียงความ เช่น ยอ่ บนั ทึกการประชุมทาํ ใหผ้ อู้ ่ืนได้
ทราบสาระสาํ คญั ในการประชุมคร้ังน้นั ๆ ใชเ้ ตือนความจาํ เช่น จดยอ่ คาํ อธิบายของครู จดยอ่ ความรู้จากการฟังและการ
วธิ ีการยอ่ ความ
๑. อ่านเร่ืองอยา่ งละเอียดตลอดเร่ือง ถา้ มีประโยคหรือขอ้ ความใดท่ีสงสยั กต็ อ้ งอา่ นทบทวนและตีความใหแ้ ตก อยา่ ปล่อยให้
เน้ือความตอนใดผา่ นไปโดยที่ยงั เขา้ ใจ
๒. เมื่ออา่ นจนจบเร่ืองจนจาํ ไดแ้ ละเขา้ ใจเรื่องราวท้งั หมดเป็นอยา่ งดี ใหเ้ ขียนบนั ทึกลาํ ดบั เรื่องที่ยอ่ โดยไม่อ่านตน้ ฉบบั เดิมเลย
และใชส้ าํ นวนของผยู้ อ่ ความเอง
๓. นาํ เรื่องท่ีบนั ทึกไวม้ าเรียบเรียงใหต้ ่อเนื่องกนั และทบทวนดูวา่ ยงั มีความตอนใดที่ยงั ตกหล่นอยอู่ ีกหรือไม่ ถา้ มีใหเ้ พมื่ เติม
จนใจความครบถว้ น
๔. ตรวจทานแกไ้ ขเน้ือความใหต้ ่อเนื่องกนั ดว้ ยภาษาที่กระชบั รัดกมุ
การเขียนแบบข้ึนตน้ ยอ่ ความสาํ หรับงานเขียนประเภทต่าง ๆ
๑. งานเขียนประเภทบทร้อยกรองต่าง ๆ เช่น โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน ร่าย ตอ้ งบอกประเภทของบทร้อยกรอง ชื่อเรื่อง ผแู้ ต่ง ท่ีมา วา่ มาจาก
หนงั สืออะไร หนา้ ใด
รูปแบบ
ย่อ.....(ประเภทของร้ อยกรอง).......เร่ือง......(ช่ือบทร้ อยกรอง).......ของ......(ผ้แู ต่ง).............
ตอน.....(ชื่อตอน)......จาก.......(ชื่อหนังสือ)........หน้า.......(เลขหน้า)........ความว่า
.................(ใจความ)...................................................................................
ตวั อยา่ ง
ย่อ นิทานคาํ กลอน เรื่อง พระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ ตอน พระอภยั มณีหนีผเี สื้อสมทุ ร จากหนังสือเร่ืองพระอภัยมณี หน้า ๑๔๕- ๑๖๐ ความ
พระอภยั มณีอย่กู ับผเี สื้อสมทุ รจนมลี กู อย่ดู ้วยกัน คือสินสมทุ ร.......
๒. งานเขียนประเภทร้อยแกว้ เช่น นิทาน ตาํ นาน บทความ สารคดี ตอ้ งบอก ประเภทของความเรียงร้อยแกว้ ช่ือเรื่อง ผแู้ ต่ง ชื่อหนงั สือ หนา้ ใ
รูปแบบ
ย่อ.....(ประเภทของความเรียงร้ อยแก้ว).......เร่ือง......( ช่ือเรื่อง).......ของ.......(ช่ือผ้แู ต่ง).....
จาก.......(ชื่อหนังสือ)........หน้า.......(เลขหน้า)........ความว่า
.................(ใจความ)...................................................................................
ตวั อยา่ งยอ่ ความ
เร่ืองพอ่ คา้ ๒ คนพอ่ คา้ คนหน่ึง มีความจาํ เป็นตอ้ งเดินทางไปคา้ ขายยงั แดนไกล เขามีความเป็นห่วงในทรัพยส์ ินและบา้ นเรือน
ของเขาเป็นอนั มาก แตก่ จ็ าํ เป็นที่จะตอ้ งไป เขามีเพือ่ นบา้ นเรือนเคียงอยคู่ นหน่ึงซ่ึงไดค้ บกนั มาเป็นเวลานาน เพราะมีฐานะเป็น
พอ่ คา้ เช่นเดียวกนั กบั เขาในคร้ังน้ีเน่ืองจากเขาจะเดินทางเป็นเวลานานมากจึงคิดวา่ ควรจะฝากของมีค่าของเขาไวเ้ สียกบั เพ่อื น
บา้ นเพ่ือจะไดเ้ ป็นที่ปลอดภยั จากการถูกขโมยคิดดงั น้นั แลว้ เขากน็ าํ เงินแทง่ หนกั ถึงหน่ึงร้อยกิโลกรัมบรรจุใส่ถงุ ผา้ อยา่ งดีนาํ ไป
ฝากเพือ่ นบา้ นตามที่คิดไว้ แลว้ กอ็ อกเดินทางไปคา้ ขายตามความต้งั ใจเดิม หลงั จากวนั เดินทางหน่ึงเดือนพอดี
พอ่ คา้ ผนู้ ้นั กไ็ ดก้ ลบั มาถึงบา้ นเดิมเขารีบตรงไปหาเพือ่ นบา้ น และออกปากขอเงินแท่งที่เขาไดฝ้ ากไว้ เพ่อื นบา้ นเขาร้อง วา่ “เงิน
ทองเพอื่ นนะหรือ ? อนิจจา.... เราเสียใจจริงๆ ไม่รู้วา่ จะทาํ อยา่ งไรกนั ดีหนูมนั กินเสียจนหมดแลว้ เราดุด่าวา่ คนของเรา
มากมาย เพราะไม่ค่อยระวงั รักษาทรัพยส์ ินที่เพ่อื นนาํ มาฝากไว้ แต่กน็ นั่ แหละอะไรจะเกิดข้ึนกบั ใครกไ็ ดท้ ุกเวลาไม่ใช่หรือ? ”
พอ่ คา้ ผนู้ ้นั แมจ้ ะรู้สึกประหลาดใจเตม็ ทีแต่กท็ าํ เป็นซื่อเช่ือถือในเรื่องโกหกท่ีเขารับฟังจากเพื่อนบา้ น แต่ในใจของเขาน้นั ครุ่นคิด
หาอบุ ายท่ีจะนาํ เงินแท่งท้งั หมดของเขาคืนมาใหไ้ ดห้ ลายวนั ต่อมาพอ่ คา้ ผนู้ ้นั บงั เอิญไดพ้ บกบั บุตรชายอายปุ ระมาณ๑๐ขวบของ
เพ่ือนบา้ นซ่ึงโกงเงินของเขาไป จึงไดพ้ าตวั เดก็ ไปซ่อนไวท้ ่ีบา้ นของเขาเองโดยไมม่ ีใครรู้เห็น แลว้ ตวั เขาเองกอ็ อกไปเชิญเพอื่ น
บา้ นคนน้นั ใหไ้ ปรับประทานอาหารเยน็ ร่วมกบั เขา แต่ชายพอ่ คา้ พอ่ ของเดก็ รีบบอกวา่ “ขอโทษดว้ ยเถิด ขอใหฉ้ นั ไดข้ อโทษใน
การที่ตอ้ งปฏิเสธความใจดีของเพื่อนในคร้ังน้ีสกั คร้ังเถิด” ชายเพอ่ื นบา้ นกล่าวดว้ ยน้าํ ตานองหนา้ ส่วนพอ่ คา้ แกลง้ ทาํ หนา้ ฉงน
อยา่ งไม่เขา้ ใจ ชายเพอื่ นบา้ นจึงเล่าใหฟ้ ังต่อไปวา่ “ฉนั เห็นจะหมดความสุขไปชว่ั ชีวติ น้ีเสียแลว้ ฉนั มีลูกเพียงคนเดียวเท่า
น้นั เอง ฉนั รักเขายง่ิ กวา่ ตวั ฉนั เองเสียอีก แต่วา่ โธ่เอ๋ย! อนิจจา... ฉนั คงไม่เห็นหนา้ เขาอีกแลว้ เขาหายไปไม่รู้วา่ ใครมาลกั พาเขา
ไปเสียแลว้ ”กล่าวจบเพ่ือนบา้ นของพอ่ คา้ กป็ ล่อยโฮออกมาอีกโดยไม่ละอายเลยแมส้ กั นิดเมื่อเห็นดงั น้นั พอ่ คา้ จึงเอ่ยข้ึน
“กเ็ รื่องนี่แหละที่เรา ชวนเพอ่ื นมากินอาหารเยน็ ดว้ ยกนั เพื่อจะไดป้ รึกษากนั วา่ จะทาํ อยา่ งไรดี เพราะเมื่อวานน้ีตอนตะวนั ตกดิน เราไดเ้ ห็นนกเคา้
แมวตวั หน่ึงถาลงมาโฉบ เอาลูกชายของท่านบินหายไปในอากาศ เราช่วยเขาไวไ้ ม่ทนั เพราะมนั มืดมองไม่เห็นถนดั วา่ นกตวั น้นั มนั พาลูกชาย
ของเพ่อื นบินไปทางไหน ”
ชายผเู้ ป็นพอ่ ของเดก็ ท่ีหายไปพดู ข้ึนวา่ “เพ่ือนจะใหเ้ ราเช่ือไดอ้ ยา่ งไรกนั นกเคา้ แมวตวั เลก็ นิดเดียวเท่าน้นั เองจะสามารถโฉบเอาลูก
ของเราซ่ึงมีน้าํ หนกั มากมายอยา่ งน้นั ไปในอากาศไดอ้ ยา่ งไรกนั เพือ่ นเอาเร่ืองอะไรมาเล่าใหเ้ ราฟังกนั น่ีความจริงแลว้ ลูกเราน่าจะเป็นฝ่ ายที่จบั นก
เคา้ แมวตวั น้นั มาขงั ไวม้ ากกวา่ ที่จะถูกมนั โฉบแลว้ พาหายไปในอากาศอยา่ งท่ีเพ่ือนบอกใหฟ้ ัง” ชายพอ่ คา้ ตอบวา่ “อนั น้ีเรากไ็ ม่รู้จะบอกเพอ่ื น
อยา่ งไรดี แต่มนั กเ็ ป็นอยา่ งน้นั จริงๆ เพราะเรากไ็ ดเ้ ห็นมากบั ตาของเราเอง แต่กร็ ู้สึกวา่ ไม่น่าสงสยั อะไรเพราะมนั น่าจะเป็นไปไดท้ ี่นกเคา้ แมวตวั
เลก็ ๆ โฉบเอาลูกของเพื่อนไปได้ เพราะหนูตวั เลก็ ๆ กย็ งั สามารถกินเงินแท่งซ่ึงมีน้าํ หนกั ต้งั ร้อยกิโลไปไดอ้ ยา่ งสบายๆ นี่นา” พอ่ ของเดก็ เร่ิมเขา้ ใจ
วา่ เร่ืองราวเป็นอยา่ งไร จึงไดร้ ีบวงิ่ กลบั ไปท่ีบา้ นนาํ เอาเงินแท่งท้งั หมดมาคืนใหพ้ อ่ คา้ ไป แลว้ เขากร็ ับตวั ลูกชายคืนไป
“นิทานเร่ืองน้ีสอนใหร้ ู้วา่ อุบายของเราอาจทาํ ลายตวั เราเองไดเ้ ช่นเดียวกนั ”
(คดั จากนิทานอีสป รวบรวมโดย วณิ ณา หนา้ ๗๖ – ๘๐)
เม่ืออา่ นแลว้ อาจพจิ ารณาไดด้ งั น้ี
ยอ่ หนา้ ที่ ๑
ประโยคใจความสาํ คญั -พอ่ คา้ คนหน่ึงตอ้ งเดินทางไปคา้ ขายแดนไกล เขาจึงเอาเงินแท่งหนกั หน่ึงร้อย
กิโลกรัมไปฝากเพือ่ น
ประโยคพลความที่เด่น -เพื่อนอยบู่ า้ นใกลก้ นั สนิทสนมกนั มานาน
ยอ่ หนา้ ท่ี ๒
ประโยคใจความสาํ คญั -๑ หน่ึงเดือนต่อมาเขากลบั บา้ นและไปทวงเงินแท่งคืน เพื่อนไม่มีจะคืน
-๒ พอ่ คา้ ทาํ เป็นเช่ือคาํ พดู และคิดอุบายในใจ
ประโยคพลความท่ีเด่น -๑ เพอ่ื นบอกวา่ หนูกดั กินเงินหมดแลว้ สุดวสิ ยั ท่ีจะช่วยได้
-๒ พอ่ คา้ คิดอบุ ายท่ีจะเอาเงินคืนมา
เม่ืออา่ นแลว้ อาจพิจารณาไดด้ งั น้ี
ยอ่ หนา้ ที่ ๑
ประโยคใจความสาํ คญั -พอ่ คา้ คนหน่ึงตอ้ งเดินทางไปคา้ ขายแดนไกล เขาจึงเอาเงินแท่งหนกั หน่ึงร้อย
กิโลกรัมไปฝากเพอ่ื น
ประโยคพลความที่เด่น -เพือ่ นอยบู่ า้ นใกลก้ นั สนิทสนมกนั มานาน
ยอ่ หนา้ ท่ี ๒
ประโยคใจความสาํ คญั -๑ หน่ึงเดือนต่อมาเขากลบั บา้ นและไปทวงเงินแท่งคืน เพือ่ นไม่มีจะคืน
-๒ พอ่ คา้ ทาํ เป็นเช่ือคาํ พดู และคิดอุบายในใจ
ประโยคพลความท่ีเด่น -๑ เพื่อนบอกวา่ หนูกดั กินเงินหมดแลว้ สุดวสิ ยั ที่จะช่วยได้
-๒ พอ่ คา้ คิดอุบายท่ีจะเอาเงินคืนมา
ยอ่ หนา้ ท่ี ๓
ประโยคใจความสาํ คญั -๑ หลายวนั ต่อมาพอ่ คา้ จบั ลูกเพอื่ นไปขงั ไว้
-๒ พอ่ คา้ ไปเชิญเพ่อื นมารับประทานอาหารดว้ ยกนั
-๓ เพือ่ นปฏิเสธ
-๔ พอ่ คา้ บอกวา่ เห็นนกเคา้ แมวคาบลูกชายเพื่อนไป
ประโยคพลความท่ีเด่น -๑ พอ่ คา้ พบลูกเพอื่ นโดยบงั เอิญจึงจบั ไปขงั ไว้
-๒ เพื่อนกาํ ลงั เศร้าโศกที่ลูกหายไป
วา่ หนูตวั เลก็ ๆ ยงั กินเงินแท่งได้
ภาคผนวด 1.ขอ้ ใดไม่ใช่ความหมายของ "ใจความสาํ คญั “
แบบฝึกหดั การะจบั ใจความ 1. ใจความที่เด่นที่สุดในยอ่ หนา้
2. เป็นแก่นของยอ่ หนา้ ท่ีสามารถครอบคลุมเน้ือ
ความในประโยคอ่ืน
3. เป็นใจความท่ีสนบั สนุนใจความอ่ืน
4. หากขาดไปจะไม่สามารถเขา้ ใจความหมายท้งั ยอ่ หนา้
2. ใจความรอง มีความหมายตรงตามขอ้ ใด
1. ใจความที่เป็นหลกั ของยอ่ หนา้
2. ใจความที่เป็นแก่นของยอ่ หนา้ ท้งั หมด
3. เป็นใจความท่ีมีหน่ึงเดียวในยอ่ หนา้
4. เป็นใจความที่สนบั สนุนใจความหลกั ของยอ่ หนา้
3. ใจความรองเรียกอีกอยา่ งวา่ อยา่ งไร
1. พละความ
2. พลความ
3. สมุดความ
4. รองความ
4. ใจความสาํ คญั ในแต่ละยอ่ หนา้ มกั ปรากฏอยใู่ นลกั ษณะใดมากที่สุด
1. ถอ้ ยคาํ
2. ประโยค
3. สาํ นวนโวหารต่าง ๆ
4. ท้งั ถอ้ ยคาํ ประโยคและสาํ นวนโวหารต่าง ๆ
5. “...ป้าสมศรีเป็นแมค่ า้ ขายถ่าน ร้านของแกเป็นหอ้ งแถวสองหอ้ งติดกนั อยตู่ ลาดริมคลอง
ห่างจากหอ้ งแถวของฉนั ไปเพียงร้อยกวา่ เมตรเท่าน้นั เอง...”
ขอ้ ความใดเป็นใจความสาํ คญั
1.อยตู่ ลาดริมคลอง
2.ป้าสมศรีเป็นแม่คา้ ขายถ่าน
3.ร้านของแกเป็นหอ้ งแถวสองหอ้ งติดกนั
4.ห่างจากหอ้ งแถวของฉนั ไปเพยี งร้อยกวา่ เมตร
6."นกพริ าบสีชมพมู ีถิ่นฐานอยบู่ นเกาะมอริตสั ในทวปี แอฟริกา อาศยั อยใู่ นป่ า ละเมาะ อาหารของพวกมนั คือ ดอกไม้ ผลไม้ และเมลด็ พชื เลก็ ๆ
นกพิราบสีชมพมู ีจาํ นวนลดลงเป็นอยา่ งมาก เน่ืองมาจากการล่าของมนุษย์ ปัจจุบนั นกพริ าบสีชมพมู ีอยใู่ นป่ าประมาณ ๒๕ ตวั และในสวนสตั ว์
ประมาณ ๒ ตวั "
ขอ้ ความน้ีกล่าวถึงสิ่งใดเป็นสาํ คญั
1.อาหารของนกพริ าบสีชมพู
2.ที่อยอู่ าศยั ของนกพิราบสีชมพู
3.ประวตั ิของนกพริ าบสีชมพู
4.ปริมาณจาํ นวนนกพริ าบ
7. ขอ้ ใดคือจุดมุ่งหมายของการอ่านจบั ใจความ
1. เมื่ออ่านแลว้ สามารถสรุปหรือยอ่ เร่ืองได้
2. เม่ืออ่านแลว้ สามารถปฏิบตั ิตามคาํ สง่ั และคาํ แนะนาํ ได้
3. เมื่ออ่านแลว้ สามารถคาดการณ์ และหาความจริงแสดงขอ้ คิดเห็น
4. เม่ืออ่านแลว้ สามารถจาํ คาํ ประพนั ธ์ชนิดต่าง ๆ ได้
8. ส่ิงแรกที่ตอ้ งทาํ เม่ือตอ้ งอ่านจบั ใจความสาํ คญั คืออะไร
1. เม่ืออา่ นจบใหต้ ้งั คาํ ถามตนเองวา่ เร่ืองที่อ่าน มีใคร ทาํ อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อยา่ งไร
2.อา่ นเรื่องราวอยา่ งคร่าวๆ พอเขา้ ใจ และเกบ็ ใจความสาํ คญั แต่ละยอ่ หนา้
3.ต้งั จุดมุ่งหมายในการอ่านใหช้ ดั เจน
4.นาํ สิ่งที่สรุปไดม้ าเรียบเรียงใจความสาํ คญั ใหม่
9. การอ่านจบั ใจความและเขา้ ใจเร่ืองที่อ่านอยา่ งมีประสิทธิภาพข้ึน
อยกู่ บั คุณสมบตั ิสาํ คญั ขอ้ ใด
1. รู้ศพั ทม์ าก
2. มีสมาธิในการอา่ น
3. มีความมุ่งหมายใคร่รู้เรื่อง
4. อ่านในใจโดยไม่ตอ้ งเคล่ือนไหวริมฝีปาก
10 มีความรู้อยกู่ บั ตวั กลวั อะไร
ชีวติ ไม่ปลดปลงคงไดด้ ี
(สุนทรภู่)
1.เมื่ออา่ นขอ้ ความน้ีแลว้ ควรปฏิบตั ิอยา่ งไร
2.ข้ีเกียจ
3.ขยนั เรียน
4.อดทนอดกล้นั
บรรณานุกรม
จินตนา ใบกาซูย.ี การจดั ทาํ หนงั สือสาํ หรับเดก็ . กรุงเทพฯ : สุวรี ิยสาสน,์ 2546.
ฉววี รรณ คูหาภินนั ท.์ การอ่านและการส่งเสริมการอ่าน. กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ,์ 2542
การอา่ นและการสง่ เสรมิ การอา่ น. กรุงเทพฯ : โสภณการพิมพ,์ 2545.
ฉวีลกั ษณ์ บณุ ยะกาญจน. นวตั กรรมการศกึ ษา ชดุ จิตวทิ ยาการอา่ น
สถาบนั สง่ เสรมิ และพฒั นาการอา่ นการเขยี นแหง่ ประเทศไทย (สบทท.) กรุงเทพมหานคร
สาํ นกั พมิ พธ์ ารอกั ษร, 2547.
ฉตั รชยั ศกุ ระกาญจน.์ การสรา้ งหนงั สอื สาํ หรบั เดก็ . นครศรธี รรมราช : ภาควิชา
บรรณารกั ษศาสตร.์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั นครศรธี รรมราช,2545.
ไชยยศ เรอื งสวุ รรณ. เทคโนโลยีการศกึ ษา หลกั และแนวปฏิบตั .ิ มหาสารคาม
: มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ มหาสารคาม, 2547.
ณรงค์ ปานทอง. การสรา้ งหนงั สือสาํ หรบั เดก็ . เอกสารนิเทศการศกึ ษา ฉบบั ท่ี 250. พิมพค์ รงั้
ท่ี 2. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ รุ ุสภา, 2547.
ถวลั ย์ มาศจรสั . การเขียนหนงั สือสง่ เสรมิ การอา่ น และหนงั สืออา่ นเพ่ิมเตมิ . กรุงเทพฯ :
บรษิ ัทตน้ ออ้ จาํ กดั , 2535.
สมบตั ิ ทา้ ยเรือคาํ และคนอ่ืน ๆ. การวดั และประเมินผลการศึกษา. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ,์ 2549.
สุนนั ทา มน่ั เศรษฐวิทย.์ เทคนิควจิ ยั ดา้ นการอ่าน.พมิ พค์ ร้ังท่ี 3. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. 2545.
สุวรรณา รัตนธรรมเมธี.การพฒั นาการอ่านจับใจความ.ปริญญามหาบณั ฑิตครุศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ราภฏั
นครราชสีมา,2543.
https://sites.google.com/site/phasathiy1th31101/khwam-hmay-
khxng-kar-xan
https://www.dek-d.com/board/view/3051407/
https://sites.google.com/site/phasathiykabkarchi/bth-thi-4-kar-
subkhn-laea-karna-senx/3-1-khwam-hmay-kar-subkhn-sarsnthes
https://sites.google.com/site/supawadee11984/--kar-kheiyn-srup-
khwam
http://loovikung-gredthai.blogspot.com/2018/09/blog-post.html
Feel like Feel like Feel like
thank
you
Feel like