The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saebugmalinee, 2022-09-04 04:46:12

Physics Curriculum 5

p5

Keywords: P5

32

ฟิสกิ ส์

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5

ฟสิ กิ ส์

ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5 33

สาระฟสิ กิ ส์

2. เขา้ ใจการเคลอื่ นทีแ่ บบฮารม์ อนกิ ส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสยี งและการไดย้ ิน ปรากฏการณท์ ี่เก่ียวขอ้ งกับเสียง แสงและการเห็น
ปรากฏการณท์ เ่ี ก่ยี วข้องกบั แสง รวมทง้ั น�ำ ความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้ 1. ทดลองและอธิบายการเคลอื่ นทแี่ บบฮาร์มอนกิ อย่างง่ายของวัตถุติดปลายสปรงิ และลกู ตุม้ อยา่ งง่าย รวมท้งั ค�ำ นวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยอภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ทบทวนเกยี่ วกบั แอมพลจิ ดู คาบ ดา้ นความรู้
และความถ่ี จากนั้นสาธิตการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่ายและการเคลื่อนที่
1. การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยเปน็ การ ของวตั ถตุ ดิ ปลายสปรงิ ทเ่ี ปน็ การเคลื่อนที่กลับไปกลับมา โดยใหน้ ักเรียน 1. การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยและการวเิ คราะห์
เคล่ือนท่ีแบบสั่นที่มีแอมพลิจูดคงตัว โดยมี สังเกต อภิปรายรว่ มกันเกย่ี วกบั ลักษณะการเคลอ่ื นท่ี และน�ำ เสนอผล ปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากการอภิปรายร่วมกัน

ความเรง่ ไมค่ งตวั และมที ศิ ทางตรงขา้ มกบั ทศิ 2. ให้ความรู้ว่า การเคลื่อนท่ีกลับไปกลับมาเป็นการเคล่ือนที่แบบสั่น และ และการเขียนผังมโนทศั น์
ของการกระจดั ในกรณีแอมพลิจูดคงตัว เรียกว่า การเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย 2. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการกระจดั กบั เวลา ความเรว็
2. เมอื่ ฉายแสงใหข้ นานกบั ระนาบการเคลอื่ นท่ี จากนั้นให้นักเรียนยกตัวอย่างการเคล่ือนที่แบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายท่ี
พบเห็นในชีวิตประจำ�วัน อภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการกระจัด ความเร็ว กับเวลาและความเร่งกับเวลาของวัตถุที่เคล่ือนท่ี
แบบวงกลมของวัตถุ เงาของวัตถุบนฉาก ความเรง่ ของวตั ถุ และแรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ วตั ถทุ เ่ี คลอ่ื นแบบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย แบบฮารม์ อนิกอย่างง่าย จากการเขยี นกราฟ
จ ะ เ ค ล่ื อ น ที่ ก ลั บ ไ ป ก ลั บ ม า ใ น แ น ว ต ร ง 3. ความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิก
ซงึ่ เปน็ การเคลอื่ นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย 3. ให้นักเรียนทดลอง เพ่ือศึกษาการกระจัดและความเร็วของรถทดลอง อย่างง่ายและการเคล่ือนท่ีแบบวงกลม จากการ
3. การแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย โดยเชือก ท่ีเคล่ือนท่ีแบบฮาร์มอนิกอย่างง่ายในช่วงเวลาคร่ึงคาบ จากนั้นอภิปราย วิเคราะห์และสรุปเป็นสมการแสดงความสัมพันธ์
ท�ำ มมุ เลก็ ๆ กบั แนวดง่ิ และการเคลอ่ื นทข่ี อง ร่วมกัน จนสรุปได้ว่า การกระจัดและเวลา รวมทั้งความเร็วและเวลา ของการกระจัด ความเร็ว ความเร่งของวัตถุที่มี
วัตถุติดปลายสปริงเป็นการเคล่ือนที่แบบ มคี วามสมั พนั ธก์ ันเป็นรูปฟังก์ชนั แบบไซน์ การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ยและการเคลอ่ื นท่ี
ฮาร์มอนกิ อยา่ งงา่ ย แบบวงกลม
4. ยกสถานการณ์การหมุนแผ่นกลมท่ีมีดินนำ้�มันติดอยู่บนแผ่นบริเวณขอบ
ด้านทักษะ ดว้ ยอตั ราเรว็ คงตวั แลว้ ฉายแสงขนานล�ำ ใหญใ่ นแนวขนานกบั ระนาบของ ด้านทักษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
1. การวดั (ระยะหา่ งระหวา่ งจดุ บนแถบกระดาษ แผน่ กลมเพอ่ื ใหเ้ กดิ เงาบนฉาก ซงึ่ ตงั้ ฉากกบั ล�ำ แสง เงาของวตั ถบุ นฉากจะ
และคาบการแกวง่ ของลูกตุ้มอยา่ งง่าย) เคลื่อนที่กลับไปมาในแนวตรงแบบฮาร์มอนิกอย่างง่าย อภิปรายร่วมกัน ลงข้อสรุป การจัดกระทำ�และสื่อความหมายข้อมูล
2. การทดลอง ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
จนไดค้ วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการเคลอ่ื นทแ่ี บบวงกลมกบั การเคลอ่ื นทแ่ี บบสน่ั จากการอภปิ รายร่วมกนั และรายงานการทดลอง

xA sixn( At sin)( t   )

34 x A sxin(Atsin() t   )
การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ v แAนวทvcาoงsก(าAรจtัดcกoารs)เ(รียนt รู้  ) แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
vx x AAvAsicnsoi(nsA((t ttcos)()) t   )
124ทด5321 .......า้ัก นษคคกกกกค(อ((ทจคกกกจะาววยววาา่ีเาาาาากิตราแาาาร่ากรรรรรใมมีย่มมสงหวจสเอสตชงรวขเซม่ือทิั่งดรภจรี้มคา่ว่ขยี่อืงุ่ศสปุว็�ยำยมปิกก้อวมนสนาตผ)ามกรรงาานั่กรตัววศลอาาืกะรมสรอนยรรยกาบัทกกาาหดกร์รสา(คฟาำรา�กษรท่วรมตราสรแะคามททนทาบรจรเนลวกด�่ีำคยก์ดแัา2เนัะงลรทลมขลา1แสแอะื่นะ้ศอสอลื่ลงอจคัมเแน)ะมะดัปควพลกูกทลน็าวคะรนัาี่แมทแาวากรธยมาบีมฟลนา์ทมาแหคบะร�ำ ่เีวเลรวกเรลมฮเสะู้าเว็ชยี่ งาาทภนมือวคขยรา่าสอขกว์้มวอขทมัผอ้า)ะ้อสอันพลมงผนกมร)เสนันู้ รุับปิูื่กอลธ�ำง่ ์ 59678..... avvaxaอฮใใลอยวกตตยอใvvaxหนหัตกูภภกภดก�าิำา้นก้แนรถรตปสตปิิปิป์าแมหักุัุ้มกถัAวลรรรแAAรกAเอนาอาาเาาลรแมรAวยยนยยนs่งยAยีะกsีคีย่งสรiรสริ่กาก2cนi้ปnโc2วว่นค่วม่วnปงxoอาดสาัญxมoม(ม2า่กดทรA(ร2ยsยรมAคกsกกาุลงิหณsด(ุป่าปสs2(นัaงันรvัaนi2tาจงลiจ์tมัเตรnคเเงnพเนถอtพะะกวัพกำ�(่tา(า้ส่ือaสขงมa่ียvavอ่ืvนี่ยaยนัxวxรรศอวาตววธ2ตัเtปุุปaaaaa)2vvvvvvvvvvกaaaaaึณงกโxxxxtกร)พณต์ถดสไคับ)ษวับAา)ดข่ือเุปปยวจAรแมาแaว้อศva2าใTสรม่ิsรsรกTTสรา่ssหงมึTกxิงิAAAAAมiอง)AaiเAAAAvaางiม)ลi2nคค้nนสทvAษnบาทมรnv2กูกc2ลาAAAAAมััณs่ีกเsssเาคีคี่เ2าxกบตคxoอ่ืก2พiiiiเกว22ว12ร2cc2222ccc22ตี่ยAรุ้n2นมA1ล2nnnกี่ยsานัาาxxxxxoooooี่ยาAวfsื่sอาอท(วม(ม((fร2222222ธงAAAAAขนรisssssiขนยจ่ีแรAส2xไ์ๆnสnsssss้อ(((((ร้ดอู่้คาาvท22222ัมกvxt2vน่ัiiiiivงgtttt2(่วml(กง2้ตงk1วg2ทm่ีlพวขAnnnnnกk12ขมงxกxตาxา่tttttง่ีเsอับ2ัน่า(((((อมAักบ2มก�ำข22tiงยtกธงxxxxxแsเัน่ีสยกnอTวs2ขsแว์ตาTหSi)ม22222วาเัตtttttงi())))ตัา้iรลnาสนรขกnลnถใ1เvมถxะ)))))นแ(TคจsT้ง่อาssูกsุตTSTตุสค2มกรtลอix)งii)iติดดิม2วnTTTTTnnssssวมุกื่2อ11nsssss2vแvTTTTT2ุ้tมปปาก่งiiii ั)))))นบiiiiiน fมอnnnnาลลnnnnnpvvvvvทจก2ว2SรTยs212ยาs2า12hTSนคา่ีแยiยา่)iา2iTvfs22222รvfsิบดสn Tn22222ว111112222สSvสงg mlเSki12ใ)iรแเบงปคปnดfffffnช1vุป่าล2สvรลvv2 รvือๆ21ย2gไgะmlงิ่ันmlื่kอิ12งk12ดก2หvvvvเvvvvvf2ข12มน้ทวจgggggทจmmmmmlllllkkkkk11111ล2222Sอวท่าfายีา่ีแักลง2ก่ีแกSบvvขควขกgmlนบนk1ก2ัตวา2อvาv้ั้ับบบันนgนถmlรงk12 ุ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
อภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล

3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย จากแบบฝกึ หดั
และแบบทดสอบ

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซ่อื สตั ย์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

รว่ มกัน

ฟสิ กิ ส์

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

ผลการเรยี นรู้ 2. อธบิ ายความถธ่ี รรมชาตขิ องวตั ถุ และการเกดิ การสน่ั พอ้ ง 35

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยอภิปรายร่วมกันเพ่ือทบทวนเกี่ยวกับความถี่ของ ด้านความรู้
การแกวง่ ของลกู ตมุ้ อยา่ งงา่ ย ซง่ึ เปน็ คา่ ทข่ี น้ึ กบั ความยาวเชอื ก จนสรปุ ไดว้ า่
1. เมอ่ื ใหว้ ตั ถสุ น่ั หรอื แกวง่ อยา่ งอสิ ระ วตั ถจุ ะสน่ั 1. ความถีธ่ รรมชาติ ของการแกว่งของลกู ตมุ้ อย่างง่าย
หรอื แกวง่ ดว้ ยความถธี่ รรมชาติ ซงึ่ มคี า่ คงตวั ที่ความยาวเชือกค่าหนึ่งความถี่ของการแกว่งของลูกตุ้มอย่างง่าย จะมี การสั่นพ้อง จากการอภปิ รายรว่ มกัน
2. เม่ือมีแรงกระตุ้นต่อวัตถุแล้วทำ�ให้วัตถุส่ัน ค่าคงตวั จากนนั้ ให้ความรเู้ กี่ยวกับความถ่ีธรรมชาติ
2. ให้นักเรียนทำ�กิจกรรมโดยดึงลูกตุ้มแล้วปล่อยให้แกว่งอย่างอิสระ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ธรรมชาติและ
หรอื แกวง่ โดยความถขี่ องการให้แรงกระตนุ้ การสน่ั พอ้ งของวตั ถุ จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
เท่ากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุ วัตถุจะสั่น แลว้ คอยผลกั ลกู ตมุ้ เบา ๆ เปน็ จงั หวะทไ่ี มต่ รงกบั ความถธี่ รรมชาติ สงั เกต
หรือแกว่งโดยมีแอมพลิจูดเพ่ิมขึ้น เรียกว่า แอมพลิจูดการแกว่งของลกู ตุม้ ดา้ นทักษะ
การส่ันพอ้ ง 3. จากนั้น ให้นักเรียนผลักลูกตุ้มเป็นจังหวะให้ตรงกับความถี่ธรรมชาติ 1. การสังเกต การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ของการแกว่ง สังเกตแอมพลิจูดการแกว่งของลูกตุ้ม อภิปรายร่วมกัน
ดา้ นทกั ษะ จนได้ข้อสรุปว่า เม่ือลูกตุ้มถูกกระตุ้นให้แกว่งด้วยความถี่ตรงกับความถี่ จากการอภปิ รายร่วมกัน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติน้ัน จะทำ�ให้ลูกตุ้มแกว่งด้วยแอมพลิจูดมากขึ้นเรียกว่าเกิดการ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
1. การสงั เกต (การแกวง่ ของลูกตุม้ ) สน่ั พอ้ ง
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 4. สาธิตเก่ียวกับการสั่นพ้องของลูกตุ้มที่แขวนบนลวดขึงตึงด้วยเชือกท่ีมี อภปิ รายร่วมกันและการน�ำ เสนอผล
ความยาวต่าง ๆ โดยให้ลูกตุ้มคู่หน่ึงแขวนด้วยเชือกท่ีมีความยาวเท่ากัน
(เกยี่ วกับการเกิดการสัน่ พอ้ ง) จากนน้ั ท�ำ ใหล้ กู ตมุ้ ลกู หนง่ึ ของลกู ตมุ้ ทแี่ ขวนดว้ ยเชอื กทม่ี คี วามยาวเทา่ กนั ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แกวง่ ให้นักเรยี นสังเกตและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปไดว้ ่า ลกู ตุ้มลูกอ่ืน ๆ ความอยากรูอ้ ยากเหน็ จากการอภิปรายร่วมกัน
การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จะแกว่งด้วย แต่ลูกตุ้มที่แขวนด้วยเชือกที่มีความยาวเท่ากันจะแกว่งโดย
มีแอมพลจิ ดู กว้างที่สดุ เนือ่ งจากเกดิ การสน่ั พ้อง
(การอภิปรายร่วมกันและการน�ำ เสนอผล) 5. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาเกยี่ วกบั การสน่ั ของสะพานทาโคมา จากภาพหรอื วดี ทิ ศั น์
จากน้ันอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าการส่ันของสะพานทาโคมาเป็นผล
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์ มาจากการสัน่ พอ้ ง
ความอยากรู้อยากเหน็ 6. อาจให้นักเรียนสืบค้นเพ่ิมเติมเก่ียวกับผลกระทบท่ีเกิดจากการส่ันพ้อง
ในชวี ติ ประจ�ำ วนั และแนวทางการแกไ้ ข จากน้ัน ใหน้ กั เรยี นน�ำ เสนอผล
7. ให้นักเรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

vv AAccooss((tt))

36 vv AA22 xx22
ผลการเรยี นรู้ 3. อธบิ ายปรากฏการณค์ ลน่ื ชนดิ ของคลน่ื สว่ นประกอบของคลน่ื การแผข่ องหนา้ คลน่ื ดว้ ยหลกั การของฮอยเกนส์

และการรวมกนั ของคลน่ื ตามหลกั การซอ้ นทบั พรอ้ มทง้ั ค�ำ นวณอตั ราเรว็ ความถ่ี และความยาวคลน่ื

aa AA22 ssiinn((tt  ))

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ aa   1. นำ�เ2ข2x้าxสู่บทเรียน โดยทบทวนการเกิดคลื่น เช่น สาธิตการสะบัดเชือกที่มี ดา้ นความรู้

1. การเคล่ือนที่แบบคล่ืนเป็นการถ่ายโอน เมด็ โฟมตดิ อยใู่ หเ้ กดิ คลนื่ ในเสน้ เชอื ก ใหน้ กั เรยี นสงั เกตการเคลอื่ นทข่ี อง 1. การเคลื่อนท่ีแบบคลื่น การจำ�แนกชนิดของคล่ืน
พลังงานจากการรบกวน จากที่หนึ่งไปอีก เมด็ โฟมและเสน้ เชอื ก จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ คลน่ื เปน็ การ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วคล่ืน ความยาวคล่ืน
ทห่ี นง่ึ การถา่ ยโอนพลงั งานนอ้ี าจอาศยั ตวั กลาง ถ่ายโอนพลังงานจากการรบกวนผ่านตัวกลาง โดยอนุภาคตัวกลางไม่ได้ ความถี่ หลกั ของฮอยเกนส์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
เคลือ่ นทีไ่ ปพรอ้ มกับคลนื่ และการเขียนผงั มโนทศั น์
หรือไม่อาศยั ตัวกลาง
2. คลนื่ กลจ�ำ แนกตามลกั ษณะการเคลอ่ื นทขี่ อง 2. ยร่วกมตกัวันอยเก่าี่ยงเวกกี่ยับวกกาับรคถล่า่ืนยกTโTอลนแพละลค2ัง2ลงาื่นนแมโด่เหgยlgลlใ็กชไ้ตฟัวฟกล้าาใงหแ้นลักะเไรมีย่ในชอ้ตภัวิปกรลาายง 2. หลักของฮอยเกนส์ และการรวมกันของคล่ืนตาม
จนสรปุ ไดว้ า่ คลืน่ กลใชต้ ัวกลาง ส่วนคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ ไม่จำ�เปน็ ตอ้ งใช้ หลักการซ้อนทับ ในสถานการณ์ต่าง ๆ จากการ
อนุภาคตัวกลางออกเป็นคลื่นตามขวางและ ตัวกลางในการถา่ ยโอนพลังงาน วาดภาพ แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
คลนื่ ตามยาว 3. สาธิตการเกิดคล่ืนตามยาวและคล่ืนตามขวางโดยใช้ขดลวดสปริง
3. คลื่นที่เกิดจากแหล่งกำ�เนิดคลื่นท่ีส่งคลื่น ดา้ นทักษะ
อย่างต่อเน่ืองและมีรูปแบบท่ีซ้ำ�กันบรรยาย ให้นักเรียนสังเกตการเคลื่อนท่ีของตำ�แหน่งหน่ึงบนขดลวดสปริงและ 1. การสงั เกต การสอ่ื สารสารสนเทศและการรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื
ไดด้ ว้ ย การกระจดั สนั คลน่ื ทอ้ งคลน่ื หนา้ คลน่ื การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
เฟส แอมพลิจูด ความยาวคลนื่ ความถ่ี คาบ mmการเคลอื่ นทขี่ องคลนื่ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั เกยี่ วกบั ลกั ษณะ
และอตั ราเรว็ คล่ืน TT 22 kkของคลื่นตามยาวและคล่นื ตามขวาง และนำ�เสนอผล อภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
4. อัตราเร็วของคลื่นชนิดเดียวกัน ในตัวกลาง 2. การใชจ้ �ำ นวนในการหาอตั ราเรว็ ความยาวคลน่ื และ
หน่ึง ๆ มีค่าคงตัว และมีความสัมพันธ์กับ 4. สาธติ การเกดิ คลนื่ ผวิ น�ำ้ โดยใชถ้ าดคลน่ื หรอื กลอ่ งคลนื่ ใหน้ กั เรยี นสงั เกต
ความถ่ีและความยาวคลืน่ การกระจัด สันคลื่น ท้องคล่ืน ความยาวคล่ืน และแอมพลิจูด จากน้ัน ความถ่ขี องคลน่ื จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
5. การแผข่ องหนา้ คลนื่ อธบิ ายดว้ ยหลกั การของ ให้ความรู้เก่ียวกับหน้าคลื่นและเฟส จากน้ันอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
อัตราเร็ว ความถ่ี และความยาวคล่นื จนได้ความสมั พันธ์ ตามสมการ
จากการอภปิ รายร่วมกนั
ฮอยเกนส์ vv ff
6. เมอ่ื คลน่ื ตงั้ แตส่ องขบวนมาพบกนั จะเกดิ การ ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
5. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั หลกั การของฮอยเกนส์ เพอ่ื อธบิ ายการแผข่ องหนา้ คลนื่ ความอยากรอู้ ยากเหน็ จากการอภิปรายร่วมกัน
รวมการกระจัดของคล่ืน โดยอาจรวมแบบ อภปิ รายร่วมกันเก่ยี วกับการเกดิ หนา้ คลื่นใหมแ่ ละนำ�เสนอผล
เสรมิ กนั หรอื หกั ลา้ งกนั ตามหลกั การซอ้ นทบั
ssiinn  vv6. ให้ความรู้เก่ียวกับหลักการซ้อนท1ับ1ของคล1่ืน1 จากน้ันสาธิตการทำ�ให้เกิด
ssiinn vvคลน่ื ดลจากปลายขดลวดสปรงิ ทง้ั สองปลาย เมอ่ื สะบดั ปลายทง้ั สองพรอ้ มกนั

ไปในทิศทางเดียวกันและทิศทาง2ต2รงกันข2้า2มให้นักเรียนสังเกต จากน้ัน

อภิปรายร่วมกัน จนได้ข้อสรุปว่า ถ้ามีคลื่นตั้งแต่สองขบวนมาพบกันจะ

SS SS

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ ฟสิ กิ ส์ 37

ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นทกั ษะ รวมการกระจดั แบบเสรมิ หรอื แบบหักลา้ ง ตามหลักการซ้อนทับ โดยหลัง
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากทคี่ ลนื่ เคลอื่ นทผี่ า่ นพน้ กนั แลว้ แตล่ ะคลนื่ ยงั คงมรี ปู รา่ งและเคลอ่ื นที่
1. การสงั เกต (คลนื่ ในเสน้ เชอื ก คลนื่ ในขดลวด ในทศิ ทางเดมิ
7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณอัตราเร็ว ความยาวคล่ืน และความถี่ โดยให้
สปริง คลื่นผิวนำ้� และการซ้อนทับของคลื่น นกั เรียนรว่ มกันเสนอแนวคิดและหลักการในการแก้ปัญหา
ในขดลวดสปรงิ ) 8. ให้นกั เรียนสรุป เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(ปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี ก่ียวข้องกบั คลื่น)
3. การใชจ้ �ำ นวน (อตั ราเรว็ ความยาวคลน่ื และ
ความถี่จากสมการ)
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
(การอภปิ รายร่วมกนั และการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
ความอยากรอู้ ยากเหน็

v  A2  x2

38 ผลการเรยี นรู้ a  A 2 s in ( t   )
4. สงั เกตและอธบิ ายการสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด และการเลย้ี วเบนของคลน่ื ผวิ น�ำ้ รวมทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

a   2 x

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน ต้ังคำ�ถามเพ่ืออภิปรายร่วมกันว่า เมื่อคล่ืนเคลื่อนที่ ด้านความรู้

1. การสะท้อนของคลื่นเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ คไปลใื่นนจตะวั แกสลดางงแพลฤะตพิกบรสรมง่ิ กอดี ยขา่ Tวงาไรงบต้า2วั งกลางใglหม่ ขอบวตั ถุ หรอื คลน่ื อกี ขบวน การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการ
ไปตกกระทบสง่ิ กดี ขวาง แลว้ กลบั สตู่ วั กลางเดมิ เลย้ี วเบน จากการอภปิ รายร่วมกันและการเขยี นผัง
ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น หรอื เกดิ เมอ่ื คลน่ื 2. สาธิตการเคลื่อนท่ีของคลื่นในเส้นเชือกครั้งแรก ปลายข้างหนึ่งผูกไว้ มโนทัศน์
เคลอื่ นทไ่ี ปกระทบรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางที่
กบั หลัก ครงั้ หลงั ปลายอกี ข้างหนึง่ ผูกไวก้ บั หลักอยา่ งหลวม ๆ ใหน้ กั เรยี น ดา้ นทกั ษะ
ต่างกนั 1. การสังเกต การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
2. การหักเหของคลื่นเกิดเมื่อคลื่นเคลื่อนที่ สงั เกตคลนื่ กอ่ นและหลงั กระทบหลกั ทงั้ สองครงั้ รว่ มกนั อภปิ รายเพอ่ื ใหไ้ ด้
ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่ต่างกัน จะมี ใขห้อ้นสักรุปเรเียกน่ียวทกดับลอกงาเรพสื่อะศทึก้อษนTาขกอางรคส2ละนื่ ทแ้อลนะmkขรปูองรคา่ งลขื่นอผงิวคนลำ้�่ืนโสดะยทใช้อ้ถนาดคล่ืน ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
อัตราเร็วของคล่ืนเปลี่ยนไป ซ่ึงเป็นไปตาม 3. การทดลอง
กฎการหกั เห 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
3. คล่ืนอาพันธ์สองขบวนมาซ้อนทับกันจะเกิด จากนั้นอภิปรายและวิเคราะห์ร่วมกันเกี่ยวกับการสะท้อนของคล่ืนผิวนำ้� อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
การแทรกสอด ซึ่งมีทั้งแบบเสริมและ 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
แบบหกั ลา้ ง การแทรกสอดของคลน่ื ท�ำ ใหเ้ กดิ จนสรปุ ไดต้ ามกฎการสะท้อน การหักเหและการแทรกสอด จากแบบฝึกหัดและ
คลน่ื นิ่ง แบบทดสอบ
4. เมื่อคลื่นเคล่ือนที่ไปพบขอบของสิ่งกีดขวาง 4. ให้นักเรียนทดลองเพื่อศึกษาการหักเหของคลื่นผิวนำ้�โดยใช้ถาดคลื่น
จะมีคล่ืนแผ่ไปด้านหลังของสิ่งกีดขวางนั้น ด้านจติ วิทยาศาสตร์
เนือ่ งจากการเลีย้ วเบนของคลืน่ จากนั้นอภิปรายและวิเคราะหv์ร่วมกfันเกี่ยวกับการหักเหของคล่ืนผิวนำ้� 1. ความซ่อื สัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย
ด้านทกั ษะ จนสรปุ ความหมายของการหกั เหของคลน่ื และกฎการหกั เหไดต้ ามสมการ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รว่ มกนั
1. การสงั เกต (ลกั ษณะการเคลอ่ื นทข่ี องคลน่ื ผวิ น�ำ้ sin1  v1
เมอ่ื เกดิ การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด sin2 v2
และการเลยี้ วเบนของคลน่ื ผวิ น�้ำ และการเกดิ
5. สาธิตการแทรกสอดของคล่นื ผวิ น้ำ�จากแหลง่ กำ�เนดิ อาพนั ธ์ และ
คล่นื นิง่ ของคลนื่ บนเสน้ เชือก)
2. การทดลอง ให้นักเรียนสังเกต และอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับการแทรกสอดของคลื่น

ผิวนำ้� จนสรุปได้ว่าการแทรกSส1อดของSค2ล่ืนผิวนำ้�มีท้ังการแทรกสอดแบบ

เสริมเรียกวา่ ปฏบิ ัพ และการแทรกสอดแบบหักล้างเรียกวา่ บพั โดยเมอ่ื

และ ให้คลน่ื ทม่ี ีเฟสตรงกนั จะไดค้ วามสัมพนั ธ์ของต�ำ แหนง่ ปฏิบพั

และบพั ตามSส1มPก-าSร2P  n n  0,1, 2, 3,...

S1Q-S2Q  n  1   n  1, 2, 3, ...
 2 

sinssiinn2ssiinn1212v2vv12 v1 ฟิสิกส์
v2
ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5
การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ S1 S2 39
S Sแนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(เก่ยี วกับสมบตั ขิ องคล่ืน) 1 S1S1 2S2S2

4. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั S1Pตำ�-แSห2นP่งปฏิบnพั  n  0,1, 2, 3,...
การหักเหและการแทรกสอด)
S1P-SS21PPS-1SP2-PSn2P nnเม่อื nnn00,,10,,221,,,323,,.,3..,.....
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21


ต�ำ แหนง่ บัพ

ด21..า้ นกค(กจวาาิตารรมสวอรื่อทิ ภว่ สยมปิ ามารรศอืาสยาการสารว่ รตสมทรนก�ำ ์ เงนั ทาแนศลเแปะลกน็ ะาทกรมี านแรำ�ลรเะสู้เทภน่าาอวทผะันลผส)นู้ ่ือ�ำS1SQ1-Q SS-21 SQQS21- QQS2-QS2Qnnn12n12112  เมnือ่ nn1,21,1,32,,,2.3..,,3..., ...
n  1, 2, 3, ...

1. ความซือ่ สัตย์ นำ�รูปแบบการแทรกสอดของคล่ืนผิวน้ำ�ท่ีสังเกตได้มาอภิปรายร่วมกัน

2. ความมุ่งมนั่ อดทน จนสรุปได้ว่าการแทรกสอดของคล่ืนจากแหล่งกำ�เนิดอาพันธ์ ทำ�ให้เกิด

คลนื่ นงิ่ ซง่ึ มีปฏิบัพและบพั เปน็ ต�ำ แหน่งท่อี ยูก่ บั ที่

6. สาธติ การเกดิ คลนื่ นง่ิ บนเสน้ เชอื ก ใหน้ กั เรยี นสงั เกต และอภปิ รายรว่ มกนั

เกี่ยวกับการแทรกสอดของคล่ืนตกกระทบกบั คลืน่ สะท้อนไดเ้ ปน็ คลน่ื นิ่ง

7. สาธิตการเกิดการเล้ียวเบนของคล่ืนผิวน้ำ�เมื่อคลื่นผ่านขอบส่ิงกีดขวาง

ใหน้ กั เรยี นสงั เกต อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ คลนื่ เกดิ การเลย้ี วเบนเมอ่ื

คลน่ื เคลอ่ื นทพ่ี บสง่ิ กดี ขวางแลว้ มคี ลน่ื แผจ่ ากขอบสง่ิ กดี ขวางไปดา้ นหลงั

8. สาธติ การเลย้ี วเบนของคลน่ื ผวิ น�้ำ เมอื่ คลน่ื ผา่ นชอ่ งเปดิ ทม่ี คี วามกวา้ งของ

ช่องตา่ งกัน ให้นกั เรียนสงั เกต อภปิ รายร่วมกันและน�ำ เสนอผล

9. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การสะทอ้ น การหกั เห

และการแทรกสอด โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการ

แกป้ ญั หา

10. ให้นักเรยี นสรปุ เพ่ือตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ

x A sin( t   )

v A cos( t   )

40 ผลการเรยี นรู้ 5. อธบิ ายการvเกดิเสยี ง การเคAลอ่ื 2นทข่ี อxง2เสยี ง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคลน่ื การกระจดั ของอนภุ าคกบั คลน่ื ความดนั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอตั ราเรว็

ของเสยี งในอากาศทข่ี น้ึ กบั อณุ หภมู ใิ นหนว่ ยองศาเซลเซยี ส สมบตั ขิ องคลน่ื เสยี ง ไดแ้ ก่ การสะทอ้ น การหกั เห การแทรกสอด การเลย้ี วเบน

รวมทง้ั ค�ำ นaวณปรมิ าAณตา่ ง2 ๆsทi เn่ี ก(ย่ี วขอt้ ง  )

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ a   2 x ดา้ นความรู้

1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยอภิปรายร่วมกันเพื่อทบทวนเกี่ยวกับการเกิดเสียง 1. การเกดิ เสยี ง อตั ราเรว็ ของเสยี ง สมบตั ขิ องคลน่ื เสยี ง
และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งจากการอภปิ รายรว่ มกนั
1. เสียงเป็นคลื่นกลเกิดจากการสั่นของ โดยใหน้ กั เรยี นเคาะสอ้ มเสยี งหรอื เปลง่ เสยี งในลกั ษณะตา่ งๆ เชน่ การพดู
แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งและเสยี งทไ่ี ดย้ นิ เกดิ จากการ การร้องเพลง จากนั้นอภิปรายร่วมกัน จนได้ข้อสรุปว่า เสียงเป็นคล่ืนกล 2. ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและการกระจัดของ
ถ่ายโอนพลังงานจากการสั่นผ่านตัวกลาง เกิดจากการสนั่ ของแหล่งก�ำ เนิดเสยี ง ต�ำ แหนง่ ตา่ งๆ เมอ่ื มคี ลน่ื เสยี งผา่ น จากการอภปิ ราย
จากต�ำ แหนง่ หนง่ึ ไปยงั อกี ต�ำ แหนง่ หนงึ่ ท�ำ ให้ 2. สาธิตการเคลื่อนท่ีของเสียงผ่านตัวกลาง เช่น โทรศัพท์กระป๋อง การวาง ร่วมกนั และการเขยี นกราฟ

โมเลกุลของตัวกลางเกิดการส่ันในแนวเดียว T  2 lแหล่งกำ�เนิดเสียงไว้ในภาชนะท่ีสามารถสูบอากาศออกได้ ให้นักเรียน 3. การแทรกสอดของคลน่ื เสยี ง จากการเขยี นแผนภาพ
กับการเคลื่อนที่ของเสียง เสียงจึงเป็นคลื่น gอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การเคลอื่ นทข่ี องคลนื่ เสยี งตอ้ งอาศยั ตวั กลาง ของแนวบพั ปฏบิ พั
ตามยาว
2. อัตราเร็วของเสียงในอากาศมีความสัมพันธ์ 3. ให้ความรู้ว่า เสียงเป็นคลื่นตามยาวเกิดจากการส่ันของโมเลกุลอากาศ ดา้ นทกั ษะ
กับอุณหภมู ิของอากาศ ในแนวการเคล่ือนท่ีของเสียง ทำ�ให้เกิดการอัดและขยายของโมเลกุล 1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป จากการ
3. เสียงมกี ารสะท้อน การหกั เห การแทรกสอด อากาศ จากน้ันให้นักเรียนศึกษาแผนภาพการอัดและการขยายของ
และการเล้ียวเบน โมเลกลุ อากาศ กราฟระหวา่ งความดนั กบั ต�ำ แหนง่ ทค่ี ลน่ื เสยี งเคลอ่ื นทผ่ี า่ น อภปิ รายรว่ มกัน
2. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
ด้านทักษะ T  2 m และกราฟระหว่างการกระจัดของอนุภาคในตัวกลางกับตำ�แหน่งที่ อัตราเร็วเสียงในอากาศ จากแบบฝึกหัดและแบบ
k คลน่ื เสยี งเคลอ่ื นทผ่ี า่ น อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความดนั
ทดสอบ
และการกระจดั ทต่ี ำ�แหน่งตา่ ง ๆ เมอ่ื มีคลน่ื เสยี งผา่ น 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับสมบัติความเป็นคล่ืนของเสียง และอัตราเร็วของเสียง จากการอภิปรายรว่ มกัน

1. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ท่ีมีความสมั พนั ธ์กบั ความถี่และความยาวคลื่น ตามสมการ ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
ความอยากรู้อยากเห็น จากการอภิปรายรว่ มกัน
(ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและการ

กระจดั ของคลน่ื เสียง) vv  ff
2. การใช้จำ�นวน (อัตราเร็วเสียงในอากาศที่ข้ึน

กบั อุณหภูมิ) 5. ให้ความรู้เก่ียวกับอัตราเร็วของเสียงในอากาศที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิ

ในหน่วยองศาเซลเซยี สตามสมการ 1
sin  v1
sin2 v2

vt  331 0.6t

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟิสกิ ส์ 41

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5

แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เมอ่ื อณุ หภมู อิ ยใู่ นชว่ ง -50 องศาเซลเซยี สถงึ +50 องศาเซลเซยี ส ในกรณี
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ ที่ตัวกลางเป็นของแข็งหรือของเหลว อัตราเร็วของเสียงข้ึนอยู่กับความ
หนาแนน่ ของตวั กลางน้ัน
(การอภปิ รายรว่ มกันและการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 6. สาธิตการสะท้อนของเสียง โดยนำ�สิ่งกีดขวางผิวเรียบแข็งมาวางหน้า
แหล่งกำ�เนิดเสียง ให้ห่างจากแหล่งกำ�เนิดเสียงเล็กน้อย ให้นักเรียนยืน
ด้านจติ วิทยาศาสตร์ หลงั แหล่งก�ำ เนดิ เสียงและสังเกตเสยี งทไ่ี ด้ยนิ จากนัน้ น�ำ ส่งิ กีดขวางออก
ความอยากรู้อยากเหน็ โดยใหแ้ หลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งยงั อยทู่ เี่ ดมิ และใหน้ กั เรยี นสงั เกตเสยี งทไี่ ดย้ นิ และ
เปรยี บเทยี บกบั เสยี งทไ่ี ดย้ นิ ในกรณที ม่ี สี งิ่ กดี ขวาง อภปิ รายรว่ มกนั เพอ่ื ลง
ข้อสรปุ เกี่ยวกบั การสะท้อนของคลืน่ เสยี งเมือ่ ตกกระทบสงิ่ กดี ขวาง

7. ยกสถานการณก์ ารเกดิ ฟา้ แลบฟา้ รอ้ งแลว้ ตง้ั ค�ำ ถามวา่ เพราะเหตใุ ดบางครง้ั
เกิดฟ้าแลบแต่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จากน้ันให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน

จนสรุปไดว้ า่ เสียงมีการหกั เห
8. สาธิตการแทรกสอดของเสียงโดยใช้ลำ�โพงสองตัวที่เป็นแหล่งกำ�เนิด

อาพันธ์และให้นักเรียนฟังเสียงท่ีได้ยินที่ตำ�แหน่งต่าง ๆ บริเวณด้านหน้า
ล�ำ โพง จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ เสยี งมกี ารแทรกสอดแบบเสรมิ
และแบบหักล้าง ท�ำ ใหไ้ ดย้ นิ เสียงดังและค่อยตามตำ�แหนง่ ตา่ ง ๆ
9. สาธิตการเลี้ยวเบนของเสียงโดยใช้ลำ�โพงเป็นแหล่งกำ�เนิดเสียงวางไว้
ด้านหลงั แผน่ กั้น หรอื หลงั ประตหู ้องเรยี น ให้นกั เรยี นสังเกตเสียงที่ได้ยิน
เม่ืออยู่หลังแผ่นกั้นหรือหลังประตู จากน้ันอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่า
เสียงเลยี้ วเบนออ้ มไปดา้ นหลังส่งิ กดี ขวางได้
10. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับอัตราเร็วของเสียง
ในอากาศ โดยใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั เสนอแนวคดิ และหลกั การในการแกป้ ญั หา
11. ใหน้ ักเรียนสรปุ เพือ่ ตรวจสอบความร้คู วามเขา้ ใจ

42 ผลการเรยี นรู้ 6. อธบิ ายความเขม้ เสยี ง ระดบั เสยี ง องคป์ ระกอบของการไดย้ นิ คณุ ภาพเสยี ง และมลพษิ ทางเสยี ง รวมทง้ั ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางกาvรจัดกfารเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
v f
ด้านความรู้ ด้านความรู้
1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการยกตวั อยา่ งกจิ กรรมทที่ �ำ ใหเ้ กดิ เสยี งดงั และคอ่ ย
1. ปริมาณที่บอกถึงความดังของเสียงเรียกว่า เชน่ พูดหรือเปดิ เพลงจากลำ�โพงด้วยเสยี งดังและค่อย ตัง้ คำ�ถามเกีย่ วกับ 1. กำ�ลังเสียงของแหล่งกำ�เนิดเสียง ความเข้มเสียง
ความเข้มเสียงซ่ึงมีค่าข้ึนกับกำ�ลังของแหล่ง ปัจจัยที่ทำ�ให้ได้ยินเสียงดังและค่อย จากน้ันให้นักเรียนอภิปรายร่วมกัน ระดับเสียง คุณภาพเสียง และองค์ประกอบของ
ก�ำ เนิดเสยี ง และพนื้ ท่ที รี่ บั เสียง และนำ�เสนอผล การได้ยิน จากการอภิปรายร่วมกันและการเขียน
ผังมโนทัศน์
2. ระดับเสียง เป็นปริมาณที่บอกความดังของ 2. กส�ำาเธนิตดิ กเาสรยี ใงชแ้เลคะรก่ือ�ำ งลวงััดขรอะงดแับvvหtคtลวง่ากม3�ำ3เเ33นข้มดิ11เเสสยีีย00งง..โ6เ6ดพttยอื่ ปแรสับดรงปะยจั ะจหยั ท่างที่ จ�ำ าใกหแไ้ ดหย้ ลนิ ่ง
เสียงให้ใกล้เคียงกับความรู้สึกของผู้ฟัง 2. มลพิษทางเสียง ผลกระทบและการป้องกันแก้ไข
เสียงดงั และคอ่ ย จากการอภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
โ ด ย เ ป็ น ก า ร เ ป รี ย บ เ ที ย บ ค ว า ม เ ข้ ม เ สี ย ง 3. ให้ความรู้เก่ียวกับกำ�ลังเสียงของแหล่งกำ�เนิดเสียง ความเข้มเสียงและ
ที่ตกกระทบพื้นท่ีหน่ึง ๆ กับความเข้มเสียง ดา้ นทกั ษะ
น้อยท่ีสุดทท่ี �ำ ให้หูคนปกติเร่มิ ไดย้ ิน ระดบั เสยี ง อภิปรายร่วมกนั จนสรปุ ได้ความสมั พนั ธ์ ตามสมการ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
3. องค์ประกอบที่ทำ�ให้ได้ยินเสียง เช่น ความ
เข้มเสียง ระดับเสียง ความถี่เสียง และส่วน I  P รายงาน การอภปิ รายรว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล
ประกอบของหู I  PA 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
4. เสียงที่ได้ยินมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน A ความเข้มเสียงและระดับเสียง จากแบบฝึกหัดและ
เนอ่ื งจากมีคณุ ภาพเสยี งต่างกัน แบบทดสอบ
5. เสียงท่ีมีระดับความเข้มเสียงมาก อาจทำ�ให้   10 lloogg I  3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
เกิดอันตรายต่อหู ตลอดจนเสียงที่ก่อให้เกิด   10 III00
ความรำ�คาญ ลว้ นจดั เป็นมลพษิ ทางเสยี ง จากการอภปิ รายร่วมกนั
4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับความเข้มเสียงและ
ด้านทกั ษะ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับเสยี ง ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
การใช้จำ�นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กย่ี วข้องกับ
5. สาธติ เกยี่ วกบั ระดบั สงู ต�่ำ ของเสยี ง โดยใหฟ้ งั เสยี งจากสอ้ มเสยี งทมี่ คี วามถ่ี เขียนรายงาน
ความเขม้ เสียงและระดับเสยี ง)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ต่างกันหรือเสียงจากเครื่องดนตรีท่ีโน้ตต่างกัน ให้นักเรียนสังเกตและ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ 6. อขใหอภน้ งิปเกั รสเารยี ยยีงรน่วสมบื กคันน้ เจกffนยี่nnไวดก้ขบั n้อnชสว่ 44รงvvLคุปLววา่ามรถะขี่ ดอับงnnเสสูงยี ตง1ำ่�1ทข,,ไ่ี 33อด,ย,ง้ 55เนิ ส,,ียแ....งล..ขะ้ึนชว่องยรู่กะับดคบั วคาวมามถี่

เเมมอ่ือ่ืเข้มเสียงที่ได้ยินแล้วไม่เป็นอันตรายต่อหู ส่วนประกอบของหู จากนั้น n
น�ำ เสนอผลและอภปิddรsาsiยinnร่วมกัน n n  0,1,2,...
n  0,1,2,...

dx  n เเมมื่ออ่ื n  0 , 1, 2, ..
dDx  n n  0 , 1, 2, ..
D

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟิสกิ ส์ 43

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5

แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล 7. สาธิตการเล่นโน้ตดนตรีตัวเดียวกัน จากเครื่องดนตรีต่างชนิดกัน
ที่หลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผลการ ใหน้ กั เรยี นสงั เกตเสยี งทไี่ ดย้ นิ และดรู ปู คลนื่ เสยี งจากจอแสดงผล อภปิ ราย
อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) ร่วมกัน จนสรุปได้ว่า เสียงทแี่ ตกต่างกนั เนอื่ งจากคณุ ภาพเสยี งตา่ งกัน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
8. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั มลพษิ ทางเสยี ง จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ ผลกระทบและ
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ แนวทางป้องกันแกไ้ ขมลพษิ ทางเสยี ง แล้วน�ำ เสนอผล
1. ความอยากรอู้ ยากเหน็
2. ความรอบคอบ

vvtt 33331100..66tt

44 ผลการเรยี นรู้ 7. ทดลองและอธบิ ายการเกดิ การสน่ั พอ้ งของอากาศในทอ่ ปลายเปดิ หนง่ึ ดา้ น รวมทง้ั สงั เกตและอธบิ ายการเกดิ บตี คลน่ื นง่ิ

ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ คลน่ื กระแทกของเสยี ง ค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และน�ำ ความรเู้ รอ่ื งเสยี งไปใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางIกIารจPAัดPAการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นขออภำ�งเปิ ขวรตั้าาสถยูุ่บจรทา่วกมเรนกียน้ันั นตแง้ั ลโคดะ�ำ ยนถทำ�าเมบสวทนา่ วอเ1สน1ผ0ยี เ0ลกงlม่ียloกี oวgากgรับสคน่ั IIวพI0Iา0อ้ มงถได่ีธห้ รรรอืมไชมา่ อตยิแา่ ลงะไรกใาหรน้สกัั่นเพรยี ้อนง ด้านความรู้

1. เมอ่ื ใหเ้ สยี งทม่ี คี วามถต่ี รงกบั ความถธ่ี รรมชาติ 1. การสั่นพ้องของอากาศในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน
ของอากาศในท่อปลายเปิดหน่ึงด้าน จะเกิด 2. ให้นักเรียนทดลอง เพื่อศึกษาการส่ันพ้องของเสียงในท่อปลายเปิด การเกิดบีต การเกิดคลื่นน่ิงของเสียง ปรากฏการณ์

การสั่นพ้องของอากาศในทอ่ หนง่ึ ดา้ น จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ เมอื่ ใหเ้ สยี งทมี่ คี วามถต่ี รง ดอปเพลอร์ และคล่ืนกระแทก จากการอภิปราย
2. คล่ืนเสียงสองขบวนท่ีมีความถ่ีต่างกันมา รว่ มกนั และการเขียนผงั มโนทัศน์
กบั ความถธี่ รรมชาตขิ องล�ำ อากาศในทอ่ จะเกดิ การสนั่ พอ้ งของล�ำ อากาศ
แทรกสอดกัน จะเกิดบีตทำ�ให้เกิดเสียงดัง 2. การสั่นพ้องของคล่ืนเสียงในท่อปลายเปิดหน่ึงด้าน
และค่อยสลบั กนั เป็นจงั หวะ ในทอ่ โดยความถท่ี ีท่ �ำ ให้เกดิ การสน่ั พ้องมคี วามสมั พนั ธ์ตามสมการ จากการเขยี นแผนภาพการเกดิ คลนื่ นง่ิ ของคลนื่ เสยี ง
3. คลื่นเสียงสองขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มา ในทอ่ ปลายเปดิ หนง่ึ ดา้ น
แทรกสอดกัน จะทำ�ใหเ้ กิดคล่ืนน่ิง ffnn nn44vLvL เมอ่ื nn11,,33,,55,,....
4. เมอ่ื แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งเคลอื่ นที่ ผฟู้ งั เคลอื่ นท่ี 3. การประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องเสียงในชีวิตประจำ�วัน
หรือเคล่ือนท่ีทั้งแหล่งกำ�เนิดเสียงและผู้ฟัง 3. สาธิตการเกิดบีตโดยใช้แหล่งกำ�เนิดเสียงสองแหล่งที่มีความถ่ีต่างกัน จากการอภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
ดว้ ยความเรว็ ตา่ งกนั จะไดย้ นิ เสยี งทม่ี คี วามถี่
เปล่ยี นไป ซง่ึ เป็นปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ เเมม่ือ่อืเล็กน้อย ให้นกั เรdยีdนsอsiinภnปิ รายร่วnมnกัน จนไดnข้ nอ้ สรปุ00เ,ก1,1ี่ย,,2ว2ก,.,ับ..ก.ารเกดิ บีต ด้านทกั ษะ
5. เม่ือแหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
มากกวา่ อตั ราเรว็ เสยี ง ท�ำ ใหเ้ กดิ คลน่ื กระแทก 4. สาธิตการเกิดคลื่นนิ่งของเสียง โดยให้เสียงจากแหล่งกำ�เนิดเสียง
ของเสียง ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
6. ความรู้เรื่องเสียงนำ�ไปประยุกต์ใช้ในชีวิต เเมมื่ออ่ื ทไป่ีตตำ�กแกหรนะ่งทตบ่างตๆั้งdฉDรdDาxะxกหกวับ่างตnnแัวหกล้ัน่งหกนำ�้าเnนตnิดรงเสใีย0ห0ง,้นแ,11ลัก,,ะเ2รต2ีย,ัว,.นก.ส.ั้นังเอกภติปเสรียายงทร่ว่ีไมด้กยิันน ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงานผล
ประจำ�วนั ด้านตา่ ง ๆ การทดลอง
จนไดข้ ้อสรุปเก่ียวกับการเกิดคลน่ื นง่ิ ของเสียง 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ด้านทกั ษะ อภปิ รายรว่ มกันและการน�ำ เสนอผล
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 5. สาธิตการเกิดปรากฏการณ์ดอปเพลอร์โดยใช้คลื่นน้ำ� เมื่อแหล่งกำ�เนิด 3. การใช้จำ�นวนในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวกับ
1. การทดลอง การสั่นพ้องของคลื่นเสียงในท่อปลายเปิดหน่ึงด้าน
2. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป คลนื่ น�ำ้ เคลอ่ื นที่ ใหน้ กั เรยี นสงั เกตความยาวคลนื่ ดา้ นหนา้ และความยาว จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ

(การสรุปผลการทดลอง) เเมมอื่ ื่อ คแคหลวาื่นลม่งดกย้าำ�านเวหนคลิดลังคื่นขลขอื่dนอdงหแงsยsคหiุดiลnลnน่ืน่งก่ิงนำ�้ำ�จเ นาอกิดัตนคnรnั้นลา่ืในเหร้็นวเ12ท12ขักียอเรบงียคกนัลบอื่นคภนวิปาำ้�มรnแnายลยาะรวค1่วค1ว,มล,2าก2่ืนม,ัน3,ใถ3นเ,ี่ปก.,ข.่ีย.รณ.วากกะัทบฏ ี่ ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
ความซื่อสัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
ในบริเวณดา้ นหนา้ และดา้ นหลงั ของแหล่งกำ�เนิดคลื่น และนำ�เสนอผล
ddxx nn1212เเมมือ่ อ่ื nn11,,22,3,3,.,...
DD

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ ิกส์ 45

ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5

แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

3. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั 6. ยกสถานการณ์เก่ียวกับเสียงท่ีสังเกตได้เม่ือแหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนที่
การเกิดคล่ืนน่ิงและการส่ันพ้องของเสียงใน ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายเทยี บกบั คลนื่ น�ำ้ จนสรปุ ไดว้ า่ ความถปี่ รากฏดา้ นหนา้
ทอ่ ปลายเปดิ หนงึ่ ดา้ น)
และด้านหลังของแหล่งกำ�เนิดเสียง มีค่าเปลี่ยนไปจากความถี่ของ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี ง จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ปรากฏการณด์ อปเพลอรเ์ มอื่
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ แหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนที่ แล้วให้นักเรียนอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าและการเปรยี บเทยี บ ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์ ในกรณีท่ีผู้ฟังมีการเคลื่อนที่เทียบกับแหล่ง
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ที่ ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล ก�ำ เนิดเสียง และนำ�เสนอผล
7. สาธิตการเกิดคลื่นกระแทกจากคลื่นนำ้� เมื่อแหล่งกำ�เนิดคลื่นเคลื่อนที่
การอภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ด้วยอัตราเร็วมากกว่าอัตราเร็วของคลื่น จากน้ันยกตัวอย่างเหตุการณ์ท่ี
อตั ราเรว็ ของแหลง่ ก�ำ เนดิ เสยี งมากกวา่ อตั ราเรว็ เสยี ง อภปิ รายรว่ มกนั จน
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ สรุปได้ว่าคลื่นกระแทกเกิดเม่ือแหล่งกำ�เนิดเสียงเคลื่อนท่ีทะลุหน้าคลื่น
ความซือ่ สัตย์ ของเสียงออกมาได้
8. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การสน่ั พอ้ งของอากาศ
ในท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน จากนั้นให้นักเรียนสรุป เพ่ือตรวจสอบความรู้
ความเข้าใจ
9. ตั้งคำ�ถามเกี่ยวกับประโยชน์และการประยุกต์ใช้ความรู้เรื่องเสียงใน
ชวี ติ ประจ�ำ วนั และในดา้ นเทคโนโลยี ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั จากนน้ั
ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั การประยกุ ตใ์ ชป้ ระโยชนข์ องเสยี ง และ
น�ำ เสนอผล

t

 เเเมมม่อืื่อื่อ เเเมเมมเเมเือ่มมอมื่อือ่เื่อม่ือเื่อือ่มเ่อื มเเ่อื มม่อืเเเมมอ่ือื่มเื่อ่ือ่อืมเมเือ่ มื่อเือ่ม่ือเมอื่46 v  331 0.6t  2 ดท11ด 22345 ท1 .........้า้าักัก นนษษกกกแแก(เก(เเกสคเแกกกกปมมทคะะทาลลาาวลาาาาาาร่ื่ื็นออรรราวแกรรรักะะิตรรรรตแมสวใทแแากแสเหรหคษสอตชกตทดังัรมสสะถดื่สอกกังู่่รภีะดจ้เิคว่ิงรแอบบงลกงศรส(าปุลมิป�ำกกรลวผดผแรอู้ผตสวาตา้ผนะมส าระา่ลาว่ารงงนวลทวยรลออาวื(เนมเิกนะสแ่าแกรก�กยะำนดกคกสงนัถสาหใสรทหราราแารแหาลรบ(เลษตร่วลรรรลมา่าปปรลเ้สติเิมตมกททตงกิตทะะทราระ็นนเขสดกดืเิกงิดหาคยี�่ีมิดำยหดแ2อ)เอกันาแงงล ู่นแ์ผี่ยาทกัข่ียถรงา1วาดลแอณลวรลแเลน้ศรวบอทิะลลง)ู้ทะเกถา้จตเ แมแย)้สมียะปเง�ำบาะา่ลถวดืรกูกากลนใ็รงเมมเิะบหศราบกัน เทแๆกดืกรรตสเ้าิดนเมี8กลนัแนียปาสวตทผกแดิ.ะเลรนา่ำ� ตน็ิงป่ีเา่ลากงระเกลรจนรแสนร็ะาู้เแย่ีจู้ง์ะทถเภนรแทรสถลวาขเเบวาถ่าอลดกบกสขี้ย้วอมทบมผติสริลอ้ดสวะสทสันดืเมลิลงวอเกผดวบรงก)้กัตสิา่นง้ยู่าีา่คุงปบันัน่ืคแอวร�ำง)�ำ ู่ล นะวอณธบิป1 32fffาdd...ddรddddddnddd nnDDDDDยมิ xแกแจทรในเใแแเxxxxxสsาssหกsหหsss่วาถถถาบf�ำำ�มณdiidรiมiiiidนd้ม้คกnรเDบบบใDบnnบnnnขตnnหเอืnxตหกกัnวxnfมสสsลsหdา้ddตัตdddnนา้เfเัDนาD่ลfiifววfดื้ยีสรกddัdกddndกndิิdnมงdddnddxndงdxxnnddd4แ4DnDDdDD4อ่าา่snnDDDยssบีวู่Dิดคล nจnาtnรxvๆvxxxงงลxvxxxiiiดsเนssssทxvssnsLกรLnnล้าู้นLวบn4s11fะs1niiiไไiiinทitiทแvfงเd่dาาื่นnnddฟnnnสดนnแiiInIdddLรnIDnDdddn0n0n1เv0nnDDDทรดnเn่ี4nแรยกีค้ตแnกxIxnxtxxแ0vvnnเลssnnสรุ1ป41sss2vnนส4n1ิ2ดLกวnnvสยn่มflี1lnnnlท3t4nnvกอii1i2vdัnงddviidndางไolnoตnเLIDn4onnDงLวtn01vอ่ืโ1nเเonรงดปสnม3ทLtxPเnดxPกv่าAมขIAP1gIAs3Pgก0Aกssg102ปเnng้วอnเL็nสนlvี่งnอnnnn11ยตม4Iอ้iiiมอื่า3o0สf่า123nnก1็น2ดnnnnnnัมแtlnvแอnใI4lแnรnPง0Aอื่L1g่ือo2อห13o2ัน11n2ขn1นพ2คเ112nvถnเแกลnlPnnIAPมvnAม3Igดnื่อLgเนII้0อ40nnIอoล1เ1ทบnIวจนั3ะIl0nมI1n2tI0vมื่อแอ่ืเเ3กยP0ัnเoื่A1ท.นง2I0าnnอLร3g00nมธI00lเ1มมn102มอื่n6112I,บเแ0ื่อแเเ่าPoกnมกเnAn3ภแก์0nาnIg1ืม1ดnIร0เ0มIเมอ่ื,ื่อเntสงI1Pื่อเ1,02AบสIเ.n,สgแมงnมมอื่ยันีม,0lิปn,n1nม10211เ36ไ0มnอ่ื,10112่อืง1nn1อ่ืงnก.อoแl3เมตnnรn2น11เ่อื่เnตIือ่ร่อืผ61t่อื,สo2,,nอ่ืผ3,In,ม0ห,102,ดPา,ลn,่Aล,nn,่อื11เใา1ngเ,nา1P01เA3่ารtIg0n2n3Iา5่เรม3nช3มn,ล2กขอ่ืะ12.In2ยIะเ,0,ม.n0,,1,เnนมิมเ0.0น002nจม0,เ60ส,้,30็ม,0ริดกออ่ื3ชม,21ือ่ร,1,,2ส,.1ม,11n2.สเ,n.ื่อ11251,ัด0n5ส่,วลเ026.อ่ื่,วn,ง,ขไ,5.tก,่.ออื่,5110n36,ม,อ่ื1,.,I,1ม,..nล2n1อ่ื0,1ฟ1II.5แมเ,,.,0ตลกม1ิ5,2n.t,น้ึ,,1..ิn,1ด,I,ง2n,.010ก2nม,100,n.0.ิ.,tต,,,,32nอื่0..สเ1,2n202,0กคติากฟ,.,1.จ..,30n1ไ,.เ,,,3า.,ม2,.2.,.6,อื่0.ค,,,.,.ง.2ปรด,3,2,ั,2นู่,ันnค,,2ะ1.,.10,ร้n33า312.1.11เ3311,2..ผื่อ,.1t,1เู่.แ25ก..,้อ2,็.น.ท,แส.่,,ูว.nเ,,5,,,0,,รn,,,,,11,1เ.,..,,.า่,,,..ก..จ10ล1132n.ร2,.1ย,22ิ3เ...ม,,�ำล.2n2.0แ2ียำ.21.�.,1..น2.5,..ค,,,.,ต.ึ,.ง่ีย...,ะ,..0.,,หา่...,,ต,1,ะ,,.ถ,น22่ือ,..1,,2,2...,...มส13.n23.3ร1ต3วเ2ง.,5.,,..2ร.เั.ว.2,.บ,.,ก1ร,.,.,ล.าไ,0ี.ส,.กก,.,.งิ,2n30,บั3,,.2เ..1..ร,12ู้.,ร,.ส2ะ1.,ติ3.มป.ับ.ร.,.,5,แ.,.23,ส,...3.ต..,.31ห.,ว,.,1แค,ต2.บ,็.สนล...2nล2.,,.,ต,,.่า1.,..์ตลแู่.ต,,..ิ่งะ1.ั.ต.2แ..ิต..3ง,.,.ิง,2.ะลำ�.ท..,งิส..33ิกแห,คช2.,.2แน.ะ..ล่ีส,,สลา.,ู่.่อล,,เห...�ำ.ต.ิัง13รก3ะม..่งง.เเน.เแ.,,.สขรกกกบ,ด.2่ทง..ตนำอา�ตย.ี่ตั.แตร,รเ.งอเวกิน3ถหแกสงิ ผาสิบด,ทส็นลอลร.อ่ อมอิตร.มภเง.ลากืดดคีคปิดพย้ีสแแู่แวแูรวัอนลลลาาสเมดยะะะธงบ์ นและด23 ดด112 ก.....า้า้า้ านนนรสกกกคอภเแกรแแกกคกคจทแ่วาลบบาัาาภลววาบแารมริตทรวรรารากัะิตวนิปบบกสตแมทสมกใาลวระษครทฝวางชัทตื่อมมันดซกิทงผาู่เทรึกะด้จขกิสเงรงุ่ลอ่ืสรยู้นแยกหาสำม�กตอ้าอู้สอรทาำง�รแนอัดรนส่ัส่วงัตด กกศตลรสบแอวรมอยจาขาตกาาะลนปุดดกร์ารอสริงสจสะวแใทันกวคสงตนาดแัอลลแนดัแกแนวกบิรดกตะลกลแาสารเจ์กบาแเะาทมะรลางดารราลสทกรอศยผะก่ียทหรลว่ะดางแภา่ปกเวดามราิลตกนสลิาปรปลนนมยี้เาอระสจะดรอรผ�ำวรอืทบกลาเาง่ียิมเเเลมดากสบติกยลวกากรลินนกาเี้รนยาณราดอจรผ่าวอรวขู้เรย่ทีงาตทรตมลผเอทกวบอ�ำ่คาแี่ากลกงดงแงวลทภนแันาาล บาๆะิันสปรขนแอมกบเงสรอเลงหรทาผปฝื่อางียะรม่ีเา่นยึ็กแกอนรานจหรทสี่ยภยารา่วสัดมงียขวปิกู้ มผลแอ้แขงกรกต่ิาามลล้อาาันนนคลยูะะรง ู่

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ ff 4 ddddnnDD. xxssจสแใหนiiถ�ำ nn้นหบสnnddddddddddddDDDDักรรสDDddddddddddddับddxxDDปุDDnnddเxxddDDวDDdddd44xxssDDรssffDDssxxเ่าxxไxxddvvxxีddssยกnniiiixxsssxxดDDssiiงLLssnnssnnนnnรiiiiiiว้xxiiiinnnnตssnnnทา่ffเเnnnnddiiตddnnnnมมDDดnnเnnnมงิnnnnnnnnxxลssnnอื่่ืออ่ืnnnniiอnnnnnnแ44nnงnnเvvสกมvvnnเเเLLเ441122งnnาnnเมแมมมttnnvvผ1122อื่รnn1122มnnLLnn1111nนเเnn1122nnา่เือ่ออ่ืื่ือ่nnIIมมล0000อ่ืเเวนnnn00nมม้ีย33ทnnnส่ืื่ออnnnเllllวอ่ือื่n,,ooooมเ33าล122เเเ11เ11PPAAม122เggggงnnมติ1บ22nnเเ11มมือ่เเมเ1ก22,,,,เมมเเเเือ่เเนเมมเม่ือ0ดมมเม33า่ือือ่ม0เมม22มมอ่ื0nnเnขมอืื่อ่nn0ยี่IIIInมร00อื่อื่อื่อือ่อื่,IIInม,,00ือ่0,่อื,,nืือ่่ออ0000อ่ืจื่อ,วnn001nnื่อn,155่อื..,,nn..100nnง่ือัด,nnn1166n1,,จn,n..เเn,แnnn1n,,1111,กเ,,nttะมม,,,n2เเส..2มn,,,,11211,22าเเม0มม..2033ง220ืืออ่่11,มมร211,,,..,,กอื่ี011,00ผ,,,,,.อื่ือ่เ11,,0,,,,33.,1..0,,.า22,,55ร1อ่ื่ือ011่า,,.10..22nn0,...1122nn.0,,22nร001..0ีย,น,,...,,,,,,22nn,0,10,,,เ,,,,2...,,22nn,,น055,,21ล,222ส,331..,1..1331331,,,1,2,....1ย้ีรล,,,33,1,,,,,2,,,,,,,1,,...,331..ู้ว.11.ิต2..,..,....2111,,.,2222......,,......เ,,.,11,,เ2....2,,,บ....,..11ด,2,,222,,.222,,.....น.,..ี่,ย,,...22...,,,.,,.,,.22...แ.33ว.333,,..ล,,33..,,,อ33..ะ...,,...ภ..ก,,.....ิปา..ร..รแาทยรร่วกมสกอันด ฟิสกิ ส์ 47
เเเเมมเเมมมมื่่อือ่อ่ือื อื่อ่ื เเเมเเมเมมเมมเเเม่ือมอื่มเเมมอื่อ่ืเเอื่อื่ มม่อือมม่ือืือ่่อืือ่อ่ ื่อ่อื เเมมือ่่ือ6 5ddddddddDDDD.. xxxxssssแแแเจกวยใพหเิาiiiiบถกาทคnnือ่กnnร้นบตบรdรddเตนdDััวกมกDลหาdddรd้ันDnnอxdสะDdดืี้ยxเักsDวsรยnnxนหddอddxวddddลiจsxDDDDsีiย่าเns�ำ์ตดา้nสiบixxxxงนเissnง�ำผnssอสกffนnเแสdddddddddiiii่ddddาddddnnnบกนDDDDาDDDDnผnn11ห22nnัnnนงxxxxnรnxxxxิดnnคอsssssssss่าnเนคสเผวiiiiiiiiiกนปnnnnnnn่งำ�nnnnลาnnลตแนน็nnมิตสแคถnnnn44วแรลnคลnnnnn1122vvบวณู้คถnิตnLLู่ะาnมเวบคอปกมเเ11าดื22nnมู่มมภnnรรม11112222nnnnnเเnnnnดืิมกไิปตหื่อ่อืเดแnnขราตรมnnnnค้ตลณ้าาnnิงือเวใยะตมม11112222ต1122จนเเเาnnแแริงเเมมมออ่ื่ื่าเเเมว่ลมมหบ11มมม00งแ่อื่่อ่ืออืืสมะnnn,,บอ่อื่ื รn00ๆn่ือออ่่ืืล,,nnัมn22ก00สnืnnnnn11อ11เnะnnnพส,,ันnnnลทn,,nn,,,,คเเเเ,,ส1133ร1133nnมมมมิ22ันต่ีเnnวลมิ00ก,,,,,,,,อ่อ่่ือือื่ืเ1111ธ,,าิต0..55ดเ011ี่ย,,220..022,,,,ก์11000ก..ม0เ..02222nnnn000ี่ย,,ว,,,..11ด0ัน0,,,ิด,,,,,,..แ,,22,,,,0ข,1,,,,22ว1..,111..1ี่ย,,33331111ต1เ00..,ต,....้อ122nn00ป,,,1,,,,ว,,,,,,..,..,า,1,พ..133....1111ก222ง,,222..,็น2,,....ม,22,,22..ก,,,,จ11,....ร33,11,ต,,,2,,22222แส,.....,า้2,ัอบ,2,,..,,่...,,.,,า.ถ,,,,.ม...ก,....,....ม113333.22..ง22,,.บ...กก..น..,,,,ท,,ข.......,,.าสา,,22ั้น........้ัอง....รร..ว..ใเ,,..งแ..่าหข33ลงทีย้น,,วร..แนัก..ดกล..แเสลระผียอรานนว่ดยภมสแกการลาพุปันะร
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5
1. ความซอื่ สตั ย์
2. ความมุ่งมัน่ อดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ddxsin  n เเมมอ่ื ่ือnn  0 ,1, 2 ,...
n  0 , 1, 2, ..
dDx  n
เมอ่ื n  0,1, 2, ..

48 ผลการเรยี นรู้ 9. ทดลองและอธบิ ายการสะท้อนของแสงทผี่ ิววัตถุตามกฎการสะท้อน เขียนรงั สีของแสงและคำ�นวณตำ�แหน่งและขนาดภาพของวัตถเุ มอื่ แสง

ตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทง้ั อธบิ ายการน�ำ ความรเู้ รื่องการสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม
ไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำ�วัน

การวเิ คราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เก่ียวกับการเขียนรังสีของแสง ดา้ นความรู้

เมอ่ื แสงตกกระทบผวิ วตั ถทุ เ่ี รยี บ จะเกดิ การ จากแหล่งกำ�เนิดแสงตกกระทบผิววัตถุ จากนั้นต้ังคำ�ถามว่า เม่ือรังสีแสง 1. การสะทอ้ นแสง การสะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบ
สะท้อนเป็นไปตามกฎการสะท้อนของแสง
วัตถุท่ีอยู่หน้ากระจกเงาราบและกระจกเงา เมือ่ตกกระทบวัตถุที่มีผิวเรียบ ผิวโค้ง และผิวขรุขระ รังสีสะท้อนจะเป็น n แ1ละ2กระจกเงาทรงกลม จากการอภิปรายร่วมกัน
ทรงกลม จะเกดิ ภาพจากการสะทอ้ นของแสง
อย่างไร ใหน้ ักเรียนอภปิ รายรว่ มกนั และน�ำ เสนdอผล   n  2. ความรู้ในการเขียนรังสีของแสงสะท้อน เพื่อหา
ดา้ นทักษะ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เมอ่ื2. ใหน้ กั เรยี นทดลองการสะทอ้ นของแสงทผ่ี วิ วตั ถุ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ต�ำ แหนง่ ภาพและขนาดภาพทเ่ี กดิ จากกระจกเงาราบ
1. การวัด (ระยะวตั ถแุ ละระยะภาพ)
2. การใช้จำ�นวน (ปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับ ได้วา่ การสะท้อนของแสงเปน็ ไปตามกฎการสะทd้อxน  n n  แ1ล2ะกระจกเงาทรงกลม จากแบบฝึกหัดและแบบ
3. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนรังสีของแสง โดยใชD้กฎการสะท้อนของแสง
การสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและ ทดสอบ
กระจกเงาทรงกลม)
3. การทดลอง เม่ือแสงจากวัตถุที่มีขนาดตกกระทบกระจกเงาราบ จากนั้นให้นักเรียน
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
(การสรุปผลการทดลอง) เขียนรังสีของแสงเพ่ือหาตำ�แหน่งและขนาดภาพของวัตถุ ซึ่งมีความ ด้านทกั ษะ
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ สมั พนั ธต์ ามสมการ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
(การอภปิ รายร่วมกันและการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ s  s ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
1. ความซอ่ื สัตย์ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนรังสีของแสงที่ตกกระทบกระจกเงาทรงกลม การทดลอง
2. ความมงุ่ ม่นั อดทน
และการสะท้อนแสง จากน้ันให้นักเรียนเขียนรังสีของแสง โดยใช้กฎการ 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ

สะท้อนของแสง เม่ือแสงจากวตั ถุท่ีมีขนาดตกกระทบกระจกเงาทรงกลม อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
1  1  1ให้นักเรียนเขียนรังสีการสะท้อนของแสงเพ่ือระบุตำ�แหน่งของภาพและ การสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและ
f s sขนาดภาพจากน้นั อภปิ รายรว่ มกัน จนสรุปไดค้ วามสมั พนั ธ์ ตามสมการ

My กระจกเงาทรงกลม จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
y
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความซ่ือสัตย์ จากรายงานผลการทดลอง

2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

1 2 รว่ มกนั

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 49

5. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการนำ�ความรู้เรื่องการสะท้อนของแสงจาก ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5
กระจกเงาราบ และจากกระจกเงาทรงกลมไปใชใ้ นชวี ติ ประจ�ำ วนั จากนน้ั
แนวทางการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
อภปิ รายร่วมกันและน�ำ เสนอผล
6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการสะท้อนของแสง
จากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม จากนั้นให้นักเรียนสรุป

เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

50 ผลการเรียนรู้ 10. ทดลองและอธบิ ายความสัมพันธ์ระหวา่ งดรรชนีหกั เห มุมตกกระทบ และมมุ หกั เห รวมท้ังอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความลึกจรงิ และ

ความลึกปรากฏ มุมวิกฤตและการสะทd้อนกลับหมnดของเแมส่ืองnและ1ค2ำ�นวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ ง

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ dแxนวทnางการจดั กาเมร่ือเรnยี นร1ู้ 2 แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ D ดา้ นความรู้

1. เมอ่ื แสงผา่ นรอยตอ่ ระหวา่ งตวั กลางทต่ี า่ งกนั 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการสาธิตกิจกรรม เช่น นำ�วัตถุใสวางบนหนังสือ 1. การหักเหของแสง ความลึกจริง ความลึกปรากฏ
อตั ราเรว็ ของแสงจะเปลยี่ นไป อตั ราสว่ นของ มมุ วกิ ฤต และการสะทอ้ นกลบั หมด จากการอภปิ ราย
ให้นักเรียนสังเกตตำ�แหน่งของตัวหนังสือ อภิปรายร่วมกันเก่ียวกับ
อัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสง รว่ มกนั
ในตวั กลางใด มคี า่ คงตวั เรยี กวา่ ดรรชนหี กั เห ต�ำ แหนsง่ จรงิ กบั sต�ำ แหนง่ ทเ่ี หน็ เปน็ ต�ำ แหนง่ เดยี วกนั หรอื ไม่ และน�ำ เสนอผล 2. ความสัมพันธ์ระหว่างดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ
ของตวั กลางนน้ั และการหกั เหของแสงจะเปน็ 2. ให้นักเรียนทดลอง เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมุมตกกระทบ กับ มุมหักเห ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกจริง
ไปตามกฎการหักเหของคลน่ื ความลกึ ปรากฏ และกฎของสเนลล์ จากแบบฝกึ หดั
2. ตำ�แหน่งภาพของวัตถุท่ีเกิดจากการหักเห มุมหักเห น�ำ เสนอผลและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรุปได้ว่า
และแบบทดสอบ
ของแสง ซึ่งเรียกว่า ความลึกปรากฏ จะอยู่ 1 11
คนละตำ�แหนง่ กับต�ำ แหนง่ ของวัตถุ เรียกว่า f ss ดา้ นทักษะ
ค ว า ม ลึ ก จ ริ ง ซึ่ ง มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ 1. การสงั เกต การวดั การทดลอง การตคี วามหมายขอ้ มลู
มุมตกกระทบ มุมหกั เห และดรรชนหี ักเห และลงขอ้ สรปุ ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และ
3. เมื่อแสงมีมุมตกกระทบที่ทำ�ให้มุมหักเห
มคี า่ เทา่ กบั 90 องศา เรยี กมมุ ตกกระทบนว้ี า่ จากนMั้นให้ควyามรู้ เม่ือแสงตกกระทบในตัวกลางที่หน่ึงแล้วหักเหไปยังอีก ภาวะผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และรายงานการ
มมุ วกิ ฤตและเมอ่ื มมุ ตกกระทบโตกวา่ มมุ วกิ ฤต ตัวกลางหนึ่งyซึ่งเป็นตัวกลางคู่ใดๆ จะมีอัตราส่วนดังกล่าวเป็นค่าคงตัว ทดลอง
จะเกดิ การสะทอ้ นกลับหมด 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
เรยี กวา่ กฎของสเนลล์ อภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
ด้านทักษะ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. ให้ควา1มรู้เรื่อง2ดรรชนีหักเหของแสงผ่านตัวกลางใดๆ เป็นอัตราส่วน การหกั เหของแสง จากแบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
1. การสังเกต (ตำ�แหนง่ ตัวอกั ษร)
2. การวัด (มุมตกกระทบและมมุ หกั เห) ของอัตราเร็วแสงในสุญญากาศต่ออัตราเร็วแสงในตัวกลางใดๆ จากน้ัน ด้านจิตวิทยาศาสตร์
3. การใช้จำ�นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั 1. ความซอื่ สตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
เชอ่ื มโยงกบั ความรใู้ นข้อ 2 จนสรุปไดค้ วามสัมพันธ์ ตามสมการ 2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย
การหักเหของแสง)
θ1 = ค่าคงตวั ร่วมกนั

4. สาธิตโดยการให้ล�ำ แสงตกกระθท2บจากตวั กลางทีม่ ดี รรชนหี ักเหมากไปยัง

ตัวกลางท่ีมีดรรรชนีหักเหน้อย โดยปรับมุมตกกระทบให้โตข้ึนเร่ือยๆ

ให้นักเรียนสังเกต จากนั้นnอ1ภิปรθา1 ย=ร่วnม2 กันθจ2 นสรุปได้ว่า มีมุมตกกระทบ
มุมหนึ่งที่ทำ�ให้มีมุมหักเหเท่ากับ 90 องศา เรียกมุมตกกระทบนี้ว่า

มมุ วิกฤต ซ่งึ มคี วามสัมพนั ธต์ ามสมการ

  n2
n1

s   n2
s n1

1 2 ฟิสิกส์

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทาθงก1 า=รจัดคกา่ าครงเรตยี วั นรู้ ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 5 51

4. การทดลอง θ2 แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
5. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
และเม่ือมุมตกกระทบมากกว่ามุมวิกฤต แสงจะสะท้อนกลับหมด สาธิต
(การสรปุ ผลการทดลอง)
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 โดยนำ�แก้วนำ้�ไปวางบนกระดาษที่มีตัวอักษร ให้นักเรียนสังเกตตำ�แหน่ง
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
ตัวอักษรในแนวดิ่ง ในขnณ1 ะทθี่ไม1 ่ม=ีนำ้�nก2ับเม่ือθค2 ่อยๆเติมนำ้�ลงไป อภิปราย
(การอภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) รว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ต�ำ แหนง่ ของตวั อกั ษรทเ่ี หน็ แตกตา่ งกนั ระหวา่ งไมม่ นี �ำ้
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
กบั มนี �ำ้ ระดบั สงู ตา่ ง ๆ เปน็ ผลมาจากการหกั เหของแสง โดยต�ำ แหนง่ ภาพ
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความซือ่ สัตย์ ของวตั ถทุ เี่ กดิ จากการหกั เหของแสง เรยี กวา่ ความลกึ ปรากฏ จะอยคู่ นละ
2. ความมุ่งม่นั อดทน ตำ�แหน่งกับตำ�แหน่งของวัตถุ เรียกว่าn2ความลึกจริง ซึ่งมีความสัมพันธ์
n1
กับดรรชนหี กั เหตามสมการ

s   n2
s n1

5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการหักเหของแสง
จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นสรุป เพ่อื ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ

1 11
f ss

และ My
y

EF
A

52 ผลการเรียนรู้ 11. ทดลองและเขียนรังสีของแสงเพ่ือแสดงภาพท่ีเกิดจากเลนส์บาง หาต�ำ แหน่ง ขนาด ชนดิ ของภาพ และความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระยะวตั ถุ ระยะภาพ

และความยาวโฟกสั รวมท้ังค�ำ นวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ียวข้อง และอธบิ ายการน�ำ ความรูเ้ ร่ืองการหกั เหของแสงผา่ นเลนสบ์ างไปใชป้ ระโยชน์
ในชีวติ ประจำ�วัน

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการทบทวนความรู้เก่ียวกับการหักเหแสงเมื่อผ่าน ด้านความรู้
ตวั กลางสองชนดิ ตงั้ ค�ำ ถามเกยี่ วกบั ลกั ษณะของแสงทห่ี กั เหผา่ นเลนสบ์ าง
วัตถุอยู่หน้าเลนส์บางจะเกิดภาพของวัตถุ ทง้ั เลนสน์ นู และเลนสเ์ วา้ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั และน�ำ เสนอผล 1. การเขยี นรงั สขี องแสงเพอ่ื หาต�ำ แหนง่ ขนาดของภาพ
โดยตำ�แหน่ง ขนาดและชนิดของภาพ หาได้ ชนดิ ของภาพทเี่ กดิ จากเลนสบ์ าง และการน�ำ ความรู้
จากการเขยี นแผนภาพของรงั สแี สง 2. ให้นักเรียนทดลองการหักเหแสงผ่านเลนส์นูน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ เรอ่ื งการหกั เหแสงไปใชใ้ นประโยชนใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั
ระหวา่ งระยะวตั ถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกัส รวมทั้งขนาดของภาพ จากการอภปิ รายร่วมกัน
ดา้ นทักษะ จากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ได้ความสมั พนั ธ์ ตามสมการ 2. การเขียนแผนภาพ การหักเหแสงผ่านเลนส์บาง
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. การวดั (ตำ�แหนง่ วัตถุ และต�ำ แหน่งภาพ) จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
2. การทดลอง และ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพ และ
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
3. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณระยะวตั ถุ ระยะภาพ ความยาวโฟกสั ชนดิ ของภาพ ความยาวโฟกสั จากการวเิ คราะหก์ ราฟผลการทดลอง
(การสรปุ ผลการทดลอง) และขนาดของภาพ จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
4. การจัดกระทำ�และส่ือความหมายข้อมูล 4. ตง้ั ค�ำ ถามเกย่ี วกบั การน�ำ ความรเู้ รอ่ื งการหกั เหของแสงผา่ นเลนสบ์ างไปใช้ ด้านทักษะ
5. การใชจ้ �ำ นวน (ต�ำ แหนง่ ขนาด และชนดิ ของ ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำ�วัน ใหน้ ักเรยี นอภปิ รายร่วมกนั และน�ำ เสนอผล 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ

ภาพทีเ่ กิดจากเลนส์บาง) ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
ทักษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ การทดลอง
2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
(การอภปิ รายร่วมกนั และการน�ำ เสนอผล) อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 3. การใช้จำ�นวน ในการหาระยะวัตถุ ระยะภาพ
ความยาวโฟกัสชนิดของภาพและขนาดของภาพ
ด้านจิตวิทยาศาสตร์ จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
1. ความซือ่ สตั ย์
2. ความพยายามมุ่งมน่ั ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์
1. ความซือ่ สัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย

รว่ มกนั

ฟสิ กิ ส์

ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5

ผลการเรยี นร ู้ 12. อธบิ ายปรากฏการณธ์ รรมชาตทิ เ่ี กย่ี วกบั แสง เชน่ รงุ้ การทรงกลด มริ าจ และการเหน็ ทอ้ งฟา้ เปน็ สตี า่ ง ๆ ในชว่ งเวลาตา่ งกนั 53

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ กยี่ วกบั การหกั เหและการสะทอ้ น ดา้ นความรู้
ของแสง จากนั้นให้นักเรียนศึกษาจากวีดิทัศน์เกี่ยวกับการกระจายของ
1. เมื่อแสงขาวผ่านปริซึม จะเกิดการกระจาย แสงขาวผา่ นปรซิ ึม 1. การกระจายแสงเม่ือผ่านปริซึม จากการอภิปราย
ของแสงออกมาเปน็ สเปกตรมั ของแสง อธบิ าย รว่ มกนั
โดยใช้กฎการหักเหของแสง 2. ทบทวนกฎของสเนลล์และให้ความรู้เกี่ยวกับดรรชนีหักเหของแสง
2. ปรากฏการณธ์ รรมชาติ เชน่ รงุ้ การทรงกลด ในตวั กลางใด ๆ มคี า่ ขน้ึ กบั ความยาวคลน่ื ท�ำ ใหแ้ สงขาวทต่ี กกระทบปรซิ มึ 2. ความรู้เรื่องการหักเหแสงผ่านตัวกลางโดยใช้
ด้วยมุมตกกระทบค่าหนึ่ง แสงที่หักเหในปริซึมจะกระจายออกมาเป็น กฎของสเนลล์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และการเขยี น
และมริ าจ อธบิ ายไดด้ ว้ ยกฎการสะทอ้ นและ
การหักเหของแสง แถบสตี า่ งๆ เรยี กวา่ สเปกตรมั ของแสง จากนน้ั สงั เกตการเกดิ รงุ้ อภปิ ราย แผนภาพรงั สแี สง
รว่ มกัน จนสรุปไดว้ ่า รุง้ ท่ีเกิดขนึ้ มสี องชนิด คือรุ้งปฐมภมู ิและรุง้ ทุตยิ ภมู ิ 3. การเกิดรุ้ง รุ้งปฐมภูมิ รุ้งทุติยภูมิ จากการอภิปราย
ดา้ นทักษะ ซงึ่ มกี ารเรยี งแถบสตี า่ งกนั เกดิ จากมมุ ทแ่ี สงตกกระทบละอองน�ำ้ ในอากาศ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตา่ งกัน ร่วมกันและการเขียนแผนภาพรงั สีแสง
- 4. การทรงกลด และมิราจ จากการเขียนรายงาน
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 3. ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ ปรากฏการณธ์ รรมชาตทิ เี่ กยี่ วกบั แสง เชน่ การทรงกลด
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ และมริ าจแตล่ ะชนดิ น�ำ เสนอและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ปรากฏการณ์ ด้านทกั ษะ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ ข้างต้น อธิบายได้ด้วยหลักการสะท้อน การหักเห และการสะท้อนกลับ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
หมดของแสง อภิปรายรว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล
ที่ ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
การอภปิ รายร่วมกันและการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ จากการกอภปิ รายร่วมกัน

ด้านจติ วทิ ยาศาสตร์ ดา้ นจติ วิทยาศาสตร์
1. ความอยากรู้อยากเห็น ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
2. ความรอบคอบ
เขียนรายงาน

54 ผลการเรยี นรู้ 13 สงั เกตและอธบิ ายการมองเหน็ แสงสี สขี องวตั ถุ การผสมสารสี และการผสมแสงสี รวมทง้ั อธบิ ายสาเหตขุ องการบอดสี

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการนำ�กล่องหลอดไฟท่ีบอกทั้งหน่วยวัตต์และ ดา้ นความรู้
ลูเมน ให้นักเรียนสังเกตและตั้งคำ�ถามว่า หน่วยที่ปรากฏข้างกล่องเป็น
1. อตั ราการใหพ้ ลงั งานแสง หรอื ฟลกั ซส์ อ่ งสวา่ ง หน่วยของอะไร จากนั้นให้ความรู้เก่ียวกับกำ�ลังไฟฟ้าที่มีหน่วยเป็นวัตต์ ความสว่าง การมองเห็นแสงสี สีของวัตถุ การผสม
ที่ตกกระทบต่อหนึ่งหน่วยพื้นท่ีตั้งฉาก มีความสมั พันธก์ บั ความสวา่ งของแสงทไ่ี ดจ้ ากหลอดไฟในหนว่ ยลูเมน สารสี การผสมแสงสี และความผดิ ปกติของนัยนต์ า
จากการอภปิ รายรว่ มกัน
ใช้บอกความสว่าง ความสว่างมีผลต่อการ 2. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั อตั ราการใหพ้ ลงั งานแสงหรอื ฟลกั ซส์ อ่ งสวา่ งของแหลง่
มองเห็น ก�ำ เนดิ แสงจากนน้ั อภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ ความสวา่ งคอื อตั ราสว่ น ด้านทกั ษะ
2. การดูดกลืนและการสะท้อนแสงสีของวัตถุ ของฟลักซ์สอ่ งสวา่ งต่อหน่งึ หนว่ ยพน้ื ที่ต้งั ฉาก ตามสมการ 1. การสังเกต จากการทำ�กิจกรรมและการอภิปราย
ทำ�ให้มองเห็นสีของวัตถุน้ัน และความผิด
ปกติของนัยน์ตา เช่น การบอดสี จะทำ�ให้ 3. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับความสว่างท่ีเหมาะสมที่ใช้ในชีวิตประจำ�วัน ร่วมกัน
มองเห็นสีของวัตถุเปล่ียนไป การผสมแสงสี จากนน้ั นำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกัน 2. การสอ่ื สารสารสนเทศนแ์ ละการรเู้ ทา่ ทนั สอื่ จากการ
และการผสมสารสีจะทำ�ให้ได้แสงสีและ
สารสีตา่ ง ๆ 4. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การมองเหน็ สขี องวตั ถุ แสงสี การท�ำ งานของแผน่ กรองแสงสี อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
3. ตาปกติสามารถมองเห็นวัตถุชัดเจนเมื่อแสง การผสมสารสี การผสมแสงสี และความผดิ ปกตขิ องนยั นต์ า ไดแ้ ก่ การบอดสี 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
จากวตั ถผุ า่ นเลนสต์ าแลว้ เกดิ ภาพทจี่ อตา ใน 5. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมการผสมแสงสบี นฉากขาว น�ำ เสนอผลและอภปิ ราย ความสว่าง การแก้ไขสายตาสั้นและสายตายาว
กรณสี ายตาสน้ั และสายตายาว เกดิ จากภาพ
ไม่เกิดที่จอตา อาจแก้ไขได้โดยใช้เลนส์ชนิด รว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ การผสมแสงสจี ะท�ำ ใหไ้ ดแ้ สงสใี หมท่ ต่ี า่ งไปจากเดมิ จากแบบฝึกหัดและแบบทดสอบ
ต่าง ๆ 6. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั สายตาสนั้ สายตายาว อภปิ รายรว่ มกนั และสรปุ เกย่ี วกบั 4. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

ด้านทักษะ วธิ กี ารแกไ้ ขความผดิ ปกตขิ องสายตาโดยใชเ้ ลนสเ์ วา้ และเลนสน์ นู จากนนั้ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ให้นักเรียนสืบคน้ วธิ ีการแก้ไขความผิดปกตขิ องสายตา ดว้ ยวิธอี ื่น ๆ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 7. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวกับความสว่าง การแก้ไข ด้านจิตวิทยาศาสตร์
1. การสังเกต (แสงสีทเี่ ปลีย่ นไปบนฉากขาว) สายตาส้ันและสายตายาว จากนั้นให้นักเรียนสรุป เพื่อตรวจสอบความรู้ ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ความเข้าใจ
เขยี นรายงาน
ความสวา่ ง)

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ ฟสิ ิกส์ 55

ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ท่ีหลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล การ
อภปิ รายรว่ มกันและการน�ำ เสนอ)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความอยากรู้อยากเห็น
2. ความรอบคอบ

56 3. เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคลู อมบ์ สนามไฟฟ้า ศักยไ์ ฟฟ้า ความจไุ ฟฟา้ กระแสไฟฟ้า และกฎของโอหม์ วงจรไฟฟา้ กระแสตรง พลงั งานไฟฟา้

และกำ�ลังไฟฟ้า การเปลย่ี นพลังงานทดแทนเปน็ พลังงานไฟฟา้ สนามแมเ่ หลก็ แรงแมเ่ หลก็ ท่ีกระท�ำ กบั ประจุไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า

การเหน่ยี วนำ�แม่เหลก็ ไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟา้ กระแสสลบั คล่นื แม่เหล็กไฟฟา้ และการส่อื สาร รวมทง้ั นำ�ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

ผลการเรียนรู้ 1. ทดลองและอธิบายการทำ�วัตถุทเ่ี ปน็ กลางทางไฟฟา้ ให้มีประจุไฟฟ้าโดยการขัดสีกันและการเหนยี่ วนำ�ไฟฟา้ สถติ

การวเิ คราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรียน โดยทบทวนการทำ�ให้วตั ถุทเี่ ปน็ กลาง มปี ระจุไฟฟ้าโดย ด้านความรู้
เตรียมวัสดุต่างๆ เช่น แผ่นเปอร์สเปก แผ่นพีวีซี และผ้าสักหลาดมาให้
การนำ�วัตถุที่เป็นกลางมาขัดสีและการ นักเรียนได้ขัดสีและสังเกตผลที่เกิดขึ้น จากนั้นอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับ การท�ำ ใหว้ ตั ถมุ ปี ระจโุ ดยการขดั สแี ละการเหนย่ี วน�ำ
เหนี่ยวนำ�ไฟฟ้าสถิตของตัวนำ� ทำ�ให้วัตถุ ประจไุ ฟฟา้ ทปี่ รากฏบนวสั ดเุ ปน็ ประจชุ นดิ เดยี วกนั หรอื ไม่ โดยใชค้ วามรู้ ไฟฟา้ สถติ จากการอภปิ รายรว่ มกนั และการน�ำ เสนอผล
มีประจไุ ฟฟา้
ประจุชนิดเดียวกันจะผลักกัน ประจุต่างชนิดกันจะดูดกนั ดา้ นทักษะ
ดา้ นทักษะ 2. ใหน้ กั เรยี นท�ำ กจิ กรรมเกยี่ วกบั ชนดิ ของแรงระหวา่ งประจไุ ฟฟา้ และชนดิ 1. การสงั เกต การทดลอง การตีความหมายขอ้ มูลและ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
1. การสังเกต (แรงดึงดูดและแรงผลักกัน ของ ของประจไุ ฟฟา้ จากการขัดสี จากน้ันอภปิ รายร่วมกันและน�ำ เสนอผล ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ
3. ให้ความรู้ว่า เม่ือนำ�วัตถุท่ีมีประจุไฟฟ้าเข้าใกล้ตัวนำ�ไฟฟ้าที่เป็นกลาง ภาวะผู้นำ� จากการอภิปรายร่วมกันและรายงาน
วตั ถทุ ี่มปี ระจุไฟฟา้ ) การทดลอง
2. การทดลอง จะทำ�ให้เกิดประจุไฟฟ้าชนิดตรงข้ามบนตัวนำ�ทางด้านท่ีใกล้วัตถุท่ีมี 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ประจไุ ฟฟา้ เรียกกระบวนการน้ีว่าการเหนย่ี วน�ำ ไฟฟ้าสถิต อภปิ รายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล
4. ใหน้ กั เรยี นทดลอง เพอ่ื ศกึ ษาการเหนย่ี วน�ำ ไฟฟา้ สถติ โดยใชอ้ เิ ลก็ โทรสโคป
(การสรุปผลการทดลอง) จากนั้นนำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปกระบวนการเหน่ียวนำ� ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ไฟฟา้ สถิตได้ 1. ความซอ่ื สัตย์ จากรายงานผลการทดลอง
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ 2. ความมงุ่ มนั่ อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

(การอภิปรายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) รว่ มกนั
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์
1. ความซอ่ื สตั ย์
2. ความมงุ่ มนั่ อดทน

ฟิสิกส์

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5

ผลการเรยี นรู้ 2. อธบิ ายและค�ำ นวณแรงไฟฟา้ ตามกฎของคลู อมบ์ 57

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับเคร่ืองมือทดลองและ ด้านความรู้
การทดลองของคูลอมบ์ นำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกันและให้ความรู้
แรงกระทำ�ระหว่างจุดประจุมีค่าแปรผัน เกี่ยวกับแรงระหวา่ งจดุ ประจุ จนได้ความสมั พนั ธ์ ตามสมการ แรงไฟฟา้ ตามกฎของคลู อมบ์ และผลของแรงไฟฟา้
กับผลคูณของขนาดของจุดประจุท้ังสอง ทีก่ ระทำ�ต่อจดุ ประจุ จากการอภิปรายร่วมกัน
และแปรผกผันกับกำ�ลังสองของระยะห่าง 2. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆ ท่ีเกี่ยวกับแรงไฟฟ้าตามกฎของ
ระหวา่ งจดุ ประจุ คูลอมบ์ จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพื่อตรวจสอบความร้คู วามเขา้ ใจ ดา้ นทักษะ
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ด้านทกั ษะ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล
การใช้จำ�นวน (แรงไฟฟ้าระหวา่ งจุดประจุ) 2. การใช้จำ�นวน ในการหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แรงไฟฟ้าตามกฎของคูลอมบ์ จากแบบฝึกหัดและ
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ
แบบทดสอบ
(การอภิปรายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
จากการอภิปรายร่วมกนั
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
- ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
-

58 ผลการเรยี นรู้ 3. อธิบายและค�ำ นวณสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟ้าทีก่ ระทำ�กับอนภุ าคทมี่ ีประจไุ ฟฟา้ ทีอ่ ยใู่ นสนามไฟฟา้

รวมทง้ั หาสนามไฟฟ้าลพั ธเ์ น่อื งจากระบบจดุ ประจุโดยรวมกันแบบเวกเตอร์

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ กย่ี วกบั แรงทก่ี ระท�ำ ตอ่ ประจไุ ฟฟา้ ดา้ นความรู้

1. บริเวณรอบจุดประจุ มีสนามไฟฟ้า เมื่อนำ� จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นศกึ ษา เกยี่ วกบั สนามไฟฟา้ และอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ 1. แรงไฟฟ้าท่ีกระทำ�กับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าท่ีอยู่
จดุ ประจอุ น่ื ไปวางจะมแี รงกระท�ำ กบั จดุ ประจุ ในสนามไฟฟ้า สนามไฟฟ้าของจุดประจุและระบบ
ไดว้ า่ ต�ำ แหนง่ ใด ๆ ทมี่ สี นามไฟฟา้ เมอ่ื น�ำ ประจไุ ปวางจะมแี รงกระท�ำ ตอ่ จดุ ประจุ จากการอภิปรายรว่ มกนั
ที่นำ�ไปวางนั้น โดยทิศทางของสนามไฟฟ้า
แสดงไดด้ ้วยเส้นสนามไฟฟ้า ประจนุ นั้ 2. เส้นสนามไฟฟา้ จากการอภิปรายร่วมกัน

2. อนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้า อยู่ในสนามไฟฟ้า 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับเส้นสนามไฟฟ้า จากนั้นให้นักเรียนทำ�กิจกรรม ด้านทกั ษะ
จะมีแรงกระทำ� ซึ่งมีขนาดขึ้นอยู่กับขนาด 1. การสังเกต การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ของจดุ ประจุและสนามไฟฟา้ การแผก่ ระจายของดา่ งทบั ทมิ ในบรเิ วณสนามไฟฟา้ เพอ่ื ศกึ ษาลกั ษณะของ
การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
ดา้ นทักษะ เส้นสนามไฟฟ้า อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าเส้นสนามไฟฟ้าใช้เขียน ทำ�กิจกรรมและการอภปิ รายร่วมกนั
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
1. การสงั เกต (จากการท�ำ กจิ กรรมการแผก่ ระจาย แสดงทิศทางของสนามไฟฟา้ ในบรเิ วณรอบ ๆ จุดประจุ แรงไฟฟา้ ทกี่ ระท�ำ กบั อนภุ าคทม่ี ปี ระจไุ ฟฟา้ ทอี่ ยใู่ น
ของดา่ งทบั ทิม) สนามไฟฟ้า สนามไฟฟ้าของจดุ ประจแุ ละระบบ
2. การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั 3. ทใในหม่ี คบ้ ีปวรราเิ วะมณจรุไเู้นกฟน้ัย่ี ฟมว้ากคี ตบัา่ ่าสบงมรช�ำ่เิ นวเสณดิ มกทอันม่ี เFเี ชส1น่ น้2 สสนนาkามมqไไฟrฟ11q22ฟฟ2า้า้ สเนมอ่ื �ำ่ งเสจมากอแแผสน่ ดตงวัวนา่ �ำ สทนข่ี านมาไนฟกฟนั า้ จดุ ประจุ จากแบบฝกึ หัดและแบบทดสอบ
3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
แรงไฟฟา้ ทก่ี ระท�ำ กบั อนภุ าคทมี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ จากการอภิปรายร่วมกนั
ทอี่ ยใู่ นสนามไฟฟา้ สนามไฟฟา้ ของจดุ ประจุ
และระบบจดุ ประจุ) 4. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั การหาสนามไฟฟา้ ของจดุ ประจใุ ด ๆ โดยคา่ สนามไฟฟา้ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
3. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ความอยากรู้อยากเห็น จากการอภปิ รายร่วมกัน
(จากการท�ำ กจิ กรรมและการอภปิ รายรว่ มกนั ) ของจดุ ประจุ มคี วามสมั พนั ธ์ ตามสมการ
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ หลงั จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกEบั แรงkที่กrQร2 ะทำ�กับอนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้าและ
(การอภปิ รายร่วมกันและการนำ�เสนอผล) อย่ใู นสนามไฟฟา้ มีความสมั พนั ธ์ ตามสมการ
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ
5. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั สนามไฟฟา้ ลพั Fธ์เนqอ่ื Eงจากจดุ ประจมุ ากกวา่ หนง่ึ จดุ ประจุ

ว่าสนามไฟฟ้าลัพธ์ที่ตำ�แหน่งใด หาค่าได้จากการรวมสนามไฟฟ้า

แบบเวกเตอร์ของสนามไฟฟ้าจากจุดประจุแต่ละจุดประจุท่ีตำ�แหน่งนั้น

ตามสมการ n

E   Ei
i 1

Ep  k Qq

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟิสิกส์ 59

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ 6. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆ ที่เกี่ยวกับสนามไฟฟ้าของจุดประจุ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
ความอยากรู้อยากเหน็ และแรงไฟฟา้ ทกี่ ระท�ำ ตอ่ จดุ ประจทุ อ่ี ยใู่ นสนามไฟฟา้ จากนนั้ ใหน้ กั เรยี น
สรุป เพือ่ ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

60 ผลการเรยี นรู้ E kkrQr2Q2

E

4. อธบิ ายและค�ำ นวณพลงั งานศกั ยไ์ ฟฟา้ ศกั ยไ์ ฟฟา้ และ ความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ งสองต�ำ แหนง่ ใด ๆ

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ F  qE ดา้ นความรู้

1. บริเวณที่มีสนามไฟฟ้า เมื่อเคล่ือนจุดประจุ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยทบทFวนควqาEมรู้เกี่ยวกับพลังงานศักย์โน้มถ่วง 1. พลังงานศักย์ไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้าของจุดประจุและ
จากจุดหนงึ่ ไปยังอกี จดุ หนึง่ จะท�ำ ใหเ้ กิดงาน ระบบจดุ ประจุ จากการอภปิ รายรว่ มกนั แบบฝกึ หดั
และการเปล่ียนแปลงพลังงานศักย์ไฟฟ้า เป็นงานของแรงโน้มถ่วงซ่ึงเป็นแรงอนุรักษ์ นำ�มาเปรียบเทียบกับแรง และแบบทดสอบ
โ ด ย ง า น แ ล ะ พ ลั ง ง า น ศั ก ย์ ท่ี เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง
มคี วามสัมพันธก์ นั ระหว่างประจุซึ่งเป็นแรงอนุรักษ์เช่นเด่ียวกัน จากน้ันให้ความรู้เกี่ยวกับ 2. งานในการเคล่ือนประจุไฟฟ้า และความต่างศักย์
จากการอภปิ รายร่วมกัน
2. งานตอ่ หนง่ึ หนว่ ยประจใุ นการเคลอ่ื นจดุ ประจุ พลังงานศักย์ไฟฟ้าเนื่องจากประจุไnฟฟ้า Q เมื่อวางประจุไฟฟ้า q ห่าง
จากจุดหน่ึงไปยังอีกจุดหน่ึง ในบริเวณ 3. ความสัมพันธ์ระหว่างสนามไฟฟ้ากับความต่างศักย์
E  E เสปมั ็นพรันะธย์ตะามrสอมภกิปารรายร่วมEกันจนiสni1รุป1Eไดi ้วi่า พลังงานศักย์ไฟฟ้ามีความ ระหว่างสองตำ�แหน่งภายในสนามไฟฟ้าสม่ำ�เสมอ
ที่ มี ส น า ม ไ ฟ ฟ้ า มี ค ว า ม สั ม พั น ธ์ กั บ จากการอภิปรายร่วมกัน
ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้าระหว่างสองจุดนั้น และ 2. รใหว่ ม้คกวาันมจรนู้เกส่ียรวปุ กไับด้วศา่ักศยกั ์ไฟยE์ไฟEฟ้าpฟขp้าอมงีคจkวุดkาปQมรrQสqะมัrจqพุ Qนั ธทต์ ี่ราะมยสะมกr าจรากนั้นอภิปราย
ผลต่างของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุด ด้านทกั ษะ
ในสนามไฟฟ้าสม่ำ�เสมอมีความสัมพันธ์กับ จากนน้ั ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ศVกั Vยไ์ ฟฟา้ kรวkQมrขQrองระบบทมี่ ปี ระจไุ ฟฟา้ มากกวา่ 1. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งจาก
สนามไฟฟ้า ==
ความสมั พนั ธ์ระหว่างงานในการเคลื่อนประจุไฟฟ้า
ดา้ นทกั ษะ กบั ความตา่ งศกั ยร์ ะหวา่ งสองต�ำ แหนง่ ความสมั พนั ธ์
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
การใชจ้ �ำ นวน (พลงั งานศกั ยไ์ ฟฟา้ ศกั ยไ์ ฟฟา้ หน่ึงจุดประจุ จนสรุปได้ความสัมพนั ธ์ ตามสมการ ระหว่างสนามไฟฟ้ากับความต่างศักย์ระหว่างสอง
ต�ำ แหนง่ ภายในสนามไฟฟา้ สม�ำ่ เสมอ จากแบบฝกึ หดั
งานในการเคล่ือนประจุ สนามไฟฟ้า และ n QriQi i และแบบทดสอบ
ความตา่ งศกั ย์) 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 k n อภปิ รายร่วมกัน
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(การอภปิ รายรว่ มกนั )  ki1 จากการอภปิ รายรว่ มกนั
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ V
ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ V -
- ri1 i

3. ให้ความรู้และอภิปรายร่วมกันเก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่างงานใน

การเคลอ่ื นประจไุ ฟฟา้ จากต�ำ แหนง่ A ไปยงั ต�ำ แหนง่ B กบั ความตา่ งศกั ย์

จนสรปุ ไดว้ า่ งานตอ่ ปรWะWจAไุqAฟqฟBา้ Bทต่ี อ้ VงVกBาBรเคVลAVอ่ื นAมคี วามสมั พนั ธต์ ามสมการ

E  VB  VA
d

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ V  k n Qi ฟสิ กิ ส์ 61
ri1 i
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5
แนวทางการจดั การเรยี นรู้
แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
4. ให้ความรู้เกี่ยวกับศักย์ไฟฟ้าที่ตำ�แหน่ง A และ B ซึ่งห่างกันเป็นระยะ d

ตในง้ั คแ�ำนถวาขมนวาา่ นศกักยับไ์ สฟนฟาา้ มWสไอฟAงqตฟ�ำ้าBแหโดนยง่ VสนBนมี้ คีามา่ VเไทฟAา่ ฟก้านั มหีคร่อืาสไมม่ ำ่�อเภสปิ มรอายจราว่ กมนกั้นัน

จนสรปุ ไดว้ า่ ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ระหวา่ งต�ำ แหนง่ A และ B มคี วามสมั พนั ธ์
กับสนามไฟฟา้ ตามสมการ

E  VB  VA
d

5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับพลังงานศักย์ไฟฟ้า
ศักย์ไฟฟ้า งานในการเคล่ือนประจุในสนามไฟฟ้าและความต่างศักย์

จากนนั้ ให้นกั เรียนสรุป เพCอื่ ตรวจQสอบความรู้ความเขา้ ใจ
V

62 ผลการเรยี นรู้ 5. อธบิ ายสว่ นประกอบของตวั เก็บประจุ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างประจุไฟฟา้ ความตา่ งศกั ย์ และความจขุ องตวั เก็บประจุ และอธบิ าย

พลงั งานสะสมในตัวเกบ็ ประจุ และความจสุ มมลู รวมท้ังคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกีย่ วข้อง

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยการทบทวนความรเู้ รอ่ื งศกั ยไ์ ฟฟา้ จากนน้ั ใหค้ วามรู้ ด้านความรู้
เกย่ี วกบั ความจไุ ฟฟา้ ของวตั ถุ และความหมายของความจไุ ฟฟา้ อภปิ ราย
1. ตวั เกบ็ ประจทุ �ำ หนา้ ทเ่ี กบ็ ประจหุ รอื จา่ ยประจุ ร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์ระหว่างความจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าและ ตวั เกบ็ ประจุ และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง พลงั งาน
ออกมาใช้งาน ซึ่งปริมาณประจุดังกล่าว ความต่างศกั ย์ ตามสมการ สะสมในตัวเก็บประจุและค่าความจุสมมูล จากการ
อภิปรายรว่ มกัน
ขึ้นอยู่กบั ความต่างศักยแ์ ละความจุ 2. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การเปลย่ี นแปลงความตา่ งศกั ยข์ องตวั เกบ็ ประจุ จากนนั้
2. เมอ่ื ความตา่ งศกั ยข์ องตวั เกบ็ ประจเุ ปลย่ี นแปลง ต้ังคำ�ถาม เม่ือความต่างศักย์ของตัวเก็บประจุเพิ่มข้ึนจะมีผลต่อปริมาณ ด้านทกั ษะ
ทำ�ให้ปริมาณประจุและพลังงานสะสม ประจุไฟฟ้าของตัวเก็บประจุอย่างไร อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่าเม่ือ
ความต่างศักย์เพ่ิมขึ้นปริมาณประจุจะเพิ่มขึ้น จากน้ันวิเคราะห์กราฟ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย ระหว่างความต่างศักย์กับประจุ จนสรุปได้ว่างานที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยน อภิปรายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล
3. การนำ�ตัวเก็บประจุมาต่อแบบอนุกรมหรือ ความต่างศักย์มคี วามสมั พันธก์ บั ประจุดงั สมการ
2. การใช้จำ�นวน ในการหาค่าความจขุ องตวั เก็บประจุ
แบบขนานในวงจรมผี ลตอ่ ความจสุ มมลู ของ และปริมาณต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง พลังงานสะสมในตัว
ตัวเกบ็ ประจุ งานทเี่ กิดข้ึนน้เี ปน็ พลงั งานสะสมในตวั เก็บประจุ ตามสมการ เก็บประจุและค่าความจุสมมูล จากแบบฝึกหัดและ
แบบทดสอบ
ด้านทักษะ 3. ตั้งคำ�ถามว่า ถ้านำ�ตัวเก็บประจุมาต่อกันแบบอนุกรมหรือต่อแบบขนาน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แลว้ น�ำ ไปตอ่ กบั ความตา่ งศกั ย์ V จะมผี ลอยา่ งไร จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นสบื คน้ 3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
การใช้จำ�นวน (ค่าความจุของตัวเก็บประจุ นำ�เสนอผล และอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าเมื่อต่อตัวเก็บประจุแบบ จากการอภปิ รายร่วมกนั
อนุกรม ความจุสมมูลมีค่าลดลงและต่อแบบขนานความจุสมมูลเพิ่มขึ้น
และปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง พลงั งานสะสม ตามสมการ ด้านจิตวิทยาศาสตร์
ในตัวเก็บประจุและคา่ ความจุสมมลู ) แบบอนุกรม 1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 แบบขนาน 2. ความอยากรูอ้ ยากเห็น จากการอภิปรายรว่ มกนั
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล
ท่ี ห ล า ก ห ล า ย ไ ด้ อ ย่ า ง ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล
การอภิปรายร่วมกนั และการน�ำ เสนอผล)
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟิสิกส์ 63

ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ 4. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับความจุของตัวเก็บประจุ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5
1. ความอยากรูอ้ ยากเหน็ พลังงานสะสมและความจุสมมูลเมื่อต่อตัวเก็บประจุแบบอนุกรมและ
2. ความรอบคอบ แบบขนาน จากน้ันให้นักเรยี นสรุป เพอ่ื ตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

64 ผลการเรยี นรู้ 6 . น�ำ ความรเู้ รอ่ื งไฟฟา้ สถติ ไปอธบิ ายหลกั การท�ำ งานของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ บางชนดิ และปรากฏการณใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการแตกตัวของแก๊ส ด้านความรู้
ในลกู บอลพลาสมา จากภาพหรอื วดี ทิ ศั น์ สงั เกตผลทเ่ี กดิ ขน้ึ ซง่ึ เปน็ การน�ำ หลักการทำ�งานของอุปกรณ์ท่ีนำ�ความรู้เร่ือง
ความรู้เร่ืองไฟฟ้าสถิตนำ�ไปอธิบายหลักการ
ท�ำ งานของอปุ กรณบ์ างชนดิ เชน่ เครอ่ื งถา่ ย ความรู้เร่ืองไฟฟ้าสถิตไปประดิษฐ์อุปกรณ์ให้เกิดประโยชน์ และช้ีให้ ไฟฟ้าสถิตไปประยุกต์ใช้ จากการอภิปรายร่วมกัน
เอกสาร เคร่ืองฟอกอากาศ เครื่องกระตุก นักเรียนทราบว่าในชีวิตประจำ�วันมีการนำ�ความรู้เก่ียวกับไฟฟ้าสถิต และการเขยี นรายงาน
หัวใจไฟฟา้ และเคร่อื งถ่ายลายนวิ้ มอื ไปใชใ้ นหลาย ๆ ดา้ น
ดา้ นทกั ษะ
ดา้ นทกั ษะ 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำ�ความรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตมาใช้ประโยชน์ โดย 1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ยกตวั อยา่ งอปุ กรณ์ เชน่ เครอ่ื งถา่ ยเอกสาร เครอ่ื งฟอกอากาศ เครอ่ื งกระตกุ
- หัวใจไฟฟา้ และเครื่องถา่ ยลายนิ้วมอื อภปิ รายร่วมกนั และการนำ�เสนอผล
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 3. ให้นักเรียนสืบค้นเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้หลักการของไฟฟ้าสถิตในการ 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทม่ี าและการเปรยี บเทยี บ ท�ำ งาน น�ำ เสนอผล และอภปิ รายร่วมกัน จากการอภิปรายร่วมกัน
4. ใหน้ กั เรยี นสรปุ ความรเู้ กย่ี วกบั การน�ำ ความรเู้ รอ่ื งไฟฟา้ สถติ มาใชป้ ระโยชน์
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูลท่ี เพ่อื ตรวจสอบความรูค้ วามเขา้ ใจ ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
หลากหลายไดอ้ ยา่ งสมเหตสุ มผลการอภปิ ราย 1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
ร่วมกนั และการนำ�เสนอผล) 2. ความอยากร้อู ยากเห็น จากการอภิปรายร่วมกนั
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
1. ความอยากรอู้ ยากเห็น
2. ความรอบคอบ

ฟิสิกส์

ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5

ผลการเรยี นรู้ 7. อธิบายการเคลื่อนทข่ี องอิเลก็ ตรอนอสิ ระและกระแสไฟฟา้ ในลวดตัวนำ� ความสมั พันธ์ระหวา่ งกระแสไฟฟ้าในลวดตวั นำ�กับความเร็วลอยเลื่อน 65
ของอิเลก็ ตรอนอสิ ระ ความหนาแน่นของอเิ ล็กตรอนในลวดตวั น�ำ และพืน้ ทีห่ น้าตดั ของลวดตวั น�ำ และคำ�นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

การวเิ คราะหผ์ ลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้

ด้านความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยให้นักเรียนศึกษาการเคล่ือนที่ของประจุไฟฟ้าผ่าน ดา้ นความรู้
ภาคตัดขวางของลวดตัวนำ� จากภาพหรือวีดิทัศน์ สังเกตและอภิปราย
1. ล ว ด ตั ว นำ � ท่ี ต่ อ กั บ แ ห ล่ ง กำ � เ นิ ด ไ ฟ ฟ้ า ร่วมกันจนสรุปได้ว่า กระแสไฟฟ้าเป็นปริมาณท่ีกำ�หนดจากปริมาณ 1. อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ ความเรว็ ลอยเลอ่ื นของ อเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ
อิเล็กตรอนอิสระในลวดตัวนำ�จะเคลื่อนที่ ประจุไฟฟ้าทผี่ า่ นภาคตัดขวางในหนง่ึ หนว่ ยเวลา ตามสมการ และความหนาแนน่ ของอเิ ลก็ ตรอนอสิ ระ ในลวดตวั น�ำ
จากจดุ ทม่ี ศี กั ยไ์ ฟฟา้ ต�ำ่ ไปยงั จดุ ทม่ี ศี กั ยไ์ ฟฟา้ สงู จากการอภปิ รายรว่ มกนั แบบฝกึ หดั และแบบทดสอบ
2. กระแสไฟฟ้า และทิศของกระแสไฟฟ้า จากการ
ทำ�ให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� โดยมี และการกำ�หนดทิศทางของกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� มีทิศทางตรงข้าม
ทิศทางตรงข้ามกับทิศทางการเคล่ือนท่ีของ อภปิ รายรว่ มกนั
อิเล็กตรอนอิสระ กับการเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอนอิสระ กระแสไฟฟ้าจะมีทิศทางจากจุด
ท่มี ีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจดุ ทมี่ ศี ักยไ์ ฟฟ้าต�่ำ ด้านทักษะ
2. ป ริ ม า ณ ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ้ า ใ น ล ว ด ตั ว นำ � มี 2. ให้ความรู้เกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ�ท่ีมีพื้นท่ีหน้าตัดสม่ำ�เสมอ 1. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
ความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเล่ือนของ ซ่ึงเกิดจากอิเล็กตรอนอิสระเคลื่อนที่ด้วยความเร็วลอยเลื่อน จากนั้น กระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� จากแบบฝึกหัดและ
อิเล็กตรอนอิสระ ความหนาแน่นของ อภปิ รายรว่ มกนั จนสรุปได้วา่ กระแสไฟฟา้ มคี วามสมั พันธ์ ตามสมการ
แบบทดสอบ
อิเล็กตรอนอิสระและพื้นที่หน้าตัดของ 3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เก่ียวกับกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ� 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
ลวดตวั น�ำ จากน้นั ใหน้ กั เรียนสรุป เพือ่ ตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ
จากการอภิปรายรว่ มกัน
ดา้ นทักษะ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์
การใชจ้ �ำ นวน (ปรมิ าณตา่ ง ๆ เกย่ี วกบั กระแส -
ไฟฟ้าในลวดตวั นำ�)
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21
ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
-

C1 UCC111 1 QCC1V22 CC133 ...
C 2 ...

66 ผลการเรียนรู ้ 8. อแธลบิ ะาคย�ำ กนฎวขณอปงรโอิมหาณ์ม ตคา่วงา มๆสทัม่เี กพี่ยันวธข์รอ้ะCCงหCแวรนC1วา่วงมCCทคCWทUา11ว1้ังงCา1กอม1าIICธตCCร1212ิบ้าจ222QนQาCดั 1ยQQทVttกV2แCาาCCลนร3ะเก33รCค1บัยี .ำ�3.คน.น...วร...ว.าู้..ณมคยวาวามพตน้ื า้ ทนี่หทนานา้ ตสดัมมแลูลเะมสือ่ ภนา�ำ พตตวั า้ ตนแา้ นทนวาททนาาขนงอมกงาาตตรัว่อวนดักำ�แนั โลและบหปบะรทอะอ่ีนเณุมกุ ินรหมผภแลูมลกคิ ะางแรตเบรวั บยี นขนรู้ าน



การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้

ด้านความรู้ 1. อนภำ�เปิ ขร้าาสยู่บรทว่ มเรกียนั นเกโยี่ ดวยกใCบัห1ป้ครวมิาCมา1ณ1รIู้เตกา่ี่ยCงQ1ว ๆ2กับทตม่ี Cัว1ผี 3นล.ำ�ต.โ.อ่ ลคหวะามมีคตวา้ านมทตา้านนขทอางนตแวั ลนะ�ำ ดา้ นความรู้
โลหะ เชน่ ความยาว พน้ื ทห่ี นIา้ ตดัขอnงลetวดvตdวั Aน�ำ สภาพตา้ นทาน สภาพน�ำ ไฟฟา้
1. ความตา้ นทานของตวั น�ำ โลหะทอ่ี ณุ หภมู คิ งตวั และความนำ�ไฟฟา้ จCนสรุปCIไ1ด้คCวาn2มeสัมCvพ3d นั Aธ..ต์ .ามสมการ 1. ปจั จยั ทม่ี ผี ลตอ่ ความตา้ นทานของตวั น�ำ เมอ่ื อณุ หภมู ิ
ข้ึนอยูก่ ับชนิด พนื้ ทหี่ น้าตัดและความยาว คคคววคสวาาาาภวามมาามมพตตตตนIาาาา้าา�ำ นไIฟทnาฟาาานาe้QtาาvRdRRA l คงท่ี และกฎของโอหม์ จากการอภปิ รายรว่ มกัน
2. เมอ่ื อณุ หภมู ขิ องตวั น�ำ คงตวั อตั ราสว่ นระหวา่ ง 
ความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำ�  Al 2. ความต้านทานสมมูลในวงจรแบบอนุกรม และ
แบบขนานจากการอภิปรายรว่ มกนั
จะมีค่าคงตัว  1A
3. เมอ่ื น�ำ ตวั ตา้ นทานมาตอ่ กนั แบบอนกุ รมและ  l1 3. ประโยชน์ของการต่อตัวต้านทานแบบอนุกรม และ
แบบขนาน ในชวี ติ ประจ�ำ วนั จากการอภปิ รายรว่ มกนั
แบบขนาน ทำ�ให้มีความต้านทานสมมูลท่ีมี A
ด้านทักษะ
ค่าแตกต่างกัน คคววคาาวามมามนIาา�ำาไฟnฟeา้ าาาv d AG1 1
G R1 1. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารนเทศ และการสอ่ื สารสารสนเทศ
ดา้ นทกั ษะ และการรู้เท่าทันส่ือ จากการอภิปรายร่วมกันและ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2. ให้ความรู้เก่ียวกับกคฎวขาอมงตโาอห์มาเามื่อRGอุณหภR1AlูมRิคงตัวกระแสไฟฟ้าท่ีผ่าน
การใช้จำ�นวน (คำ�นวณปริมาณต่าง ๆ ที่ ตัวต้านทานจะมีค่าแปารผันาตรงกาับความต1่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างปลาย การนำ�เสนอผล
ท้ังสอง อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์ 2. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั
เกี่ยวข้องกับกฎของโอห์ม ความต้านทาน าR1RR11GVVV
และความต้านสมมูลเม่ือนำ�ตัวต้านทานต่อ กับกระแสไฟฟ้าตามคสวมากมารIIาI  1 กฎของโอห์ม ความต้านทาน และความต้านสมมูล
แบบอนกุ รมและแบบขนาน)  R เมื่อนำ�ตัวต้านทานต่อแบบอนุกรมและแบบขนาน
ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21 จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
3. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�

1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ เรยี กสมการน้วี า่ กฎของโอหม์ จากการอภปิ รายรว่ มกนั

(มีการอ้างอิงแหล่งท่ีมาและการเปรียบ 3. ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั การตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย จะใชต้ วั ตา้ นทาน เพอ่ื ควบคมุ ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์
เทียบความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่ง ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความรอบคอบ จากการ
ข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล กแบระบแอสนไุกฟรฟม้าแลแะลแะบอRRบภRขิปนราRRาRนยI111ทรำ�่วใมRหRRกR12้ค22ันวเาVกRมี่ยRR3ตว้า33กนับทกาานรสนมำ�มตูลัวมตีค้า่านแทตากนตม่าางกตัน่อ
การอภปิ รายรว่ มกนั และการนำ�เสนอผล) จนสรุปได้ว่าในการต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมจะมีความต้านทานสมมูล เขียนรายงาน

2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ ตามสมการ

RR11RR1R1RRR111111 R2 11R3 11 
RRR1222 R3RR133 

11 1 1 

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ I 1 V ฟสิ กิ ส์ 67
R
ดา้ นจิตวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
1. ความอยากร้อู ยากเหน็ แนวทางการจัดการเรยี นรู้
2. ความรอบคอบ R  R1 R2 R3  แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
และการตอ่ ตวั ตา้ นทานแบบขนานจะมีความตา้ นทานสมมูลตามสมการ

11 1 1 
R R1 R2 R3
4. ยกตวั อยา่ งการค�ำ นวณปรมิ าณตา่ งๆ เกย่ี วกบั กฎของโอหม์ ความตา้ นทาน
และความต้านทานสมมูล เม่ือนำ�ตัวต้านทานต่อแบบอนุกรมและ
แบบขนาน จากนัน้ ให้นักเรยี นสรปุ เพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ
5. ให้นักเรียนสืบค้นเก่ียวกับตัวต้านทานท่ีมีความต้านทานขึ้นกับอุณหภูมิ
ความเข้มแสง และผลของการต่อตัวต้านทานมาใช้ประโยชน์ใน
ชวี ิตประจ�ำ วัน นำ�เสนอผลและอภปิ รายรว่ มกัน

68 ผลการเรยี นร ู้ 9. ทดลอง อธบิ ายและค�ำ นวณอเี อม็ เอฟของแหลง่ ก�ำ เนดิ ไฟฟา้ กระแสตรง รวมทง้ั อธบิ ายและค�ำ นวณพลงั งานไฟฟา้ และก�ำ ลงั ไฟฟา้

การวิเคราะหผ์ ลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. น�ำ เขา้ สบู่ ทเรยี น โดยใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั แรงเคลอื่ นไฟฟา้ ของแหลง่ ก�ำ เนดิ ด้านความรู้
ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นพลังงานจากแหล่งกำ�เนิดไฟฟ้าที่ให้แก่หนึ่งหน่วย
1. ในวงจรไฟฟา้ พลงั งานจากแหลง่ ก�ำ เนดิ ไฟฟา้ ประจุ เพ่ือใชใ้ นการเคลอ่ื นท่ีครบวงจรไฟฟา้ แรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งกำ�เนิดไฟฟ้ากระแสตรง
ทใ่ี หแ้ กห่ นง่ึ หนว่ ยประจเุ พอ่ื ใชใ้ นการเคลอ่ื นท่ี พลังงานไฟฟ้า และกำ�ลังไฟฟ้า จากการอภิปราย
ครบวงจรไฟฟา้ เรยี กแรงเคลือ่ นไฟฟ้า 2. ให้นักเรียนทดลองเร่ืองความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอร่ีท่ีต่อเป็นวงจร รว่ มกนั
2. พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในอุปกรณ์ไฟฟ้ามี กบั ตวั ตา้ นทาน สงั เกตและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ แรงเคลอื่ นไฟฟา้
ความสมั พนั ธก์ บั กระแสไฟฟา้ ความตา่ งศกั ย์ ด้านทกั ษะ
และเวลา ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ใน ความต้านทานภายใน และความต่างศักย์ระหว่างขั้วแบตเตอร่ี มีความ 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
หน่งึ หน่วยเวลาเป็นปริมาณที่บอกค่าของ สัมพนั ธต์ ามสมการ ลงข้อสรุป ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและ

ก�ำ ลงั ไฟฟา้ ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธก์ บั กระแสไฟฟา้ 3. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับพลังงานและกำ�ลัง จากน้ันต้ังคำ�ถามเก่ียวกับ ภ า ว ะ ผู้ นำ � จ า ก ก า ร อ ภิ ป ร า ย ร่ ว ม กั น แ ล ะ ร า ย ง า น
และความต่างศักย์ พลังงานไฟฟ้าและกำ�ลังไฟฟ้า อภิปรายร่วมกันจนสรุปความสัมพันธ์ การทดลอง
ตามสมการ 2. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
ด้านทกั ษะ อภปิ รายร่วมกนั
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 4. ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องใช้แหล่งจ่ายไฟให้ 3. การใชจ้ �ำ นวนในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
1. การวดั (คา่ ความต่างศักย์) ตรงตามความต่างศักย์ที่กำ�หนด เพ่ือให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำ�งานตรงตาม พลังงานไฟฟ้า กำ�ลังไฟฟ้า จากแบบฝึกหัดและ
2. การใชจ้ �ำ นวน (แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ พลงั งานไฟฟา้ ข้อกำ�หนดการใช้งาน ในกรณีที่ความต่างศักย์ไม่ตรงตามที่กำ�หนด แบบทดสอบ
ก�ำ ลังไฟฟา้ )
3. การทดลอง อาจท�ำ ใหเ้ คร่อื งใชไ้ ฟฟ้าเสียหายได้ ด้านจติ วิทยาศาสตร์
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 5. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่าง ๆ เก่ียวกับแรงเคล่ือนไฟฟ้า ความ 1. ความซื่อสตั ย ์ จากรายงานผลการทดลอง
2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลองและการอภปิ ราย
(การสรุปผลการทดลอง) ต่างศักย์ไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้า และกำ�ลังไฟฟ้า จากน้ันให้นักเรียนสรุป
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เพ่ือตรวจสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ ร่วมกัน
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ

(การอภิปรายร่วมกนั )
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 69

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
1. ความซือ่ สตั ย์
2. ความมุ่งม่นั อดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

70 ผลการเรียนรู้ 10. ทดลองและคำ�นวณอเี อม็ เอฟสมมูลจากการต่อแบตเตอรแ่ี บบอนกุ รมและแบบขนาน รวมท้ังค�ำ นวณปรมิ าณตา่ ง ๆ

ท่ีเกี่ยวข้องในวงจรไฟฟ้ากระแสตรงซงึ่ ประกอบด้วยแบตเตอร่แี ละตัวต้านทาน

การวิเคราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยทบทวนความรู้จากการทดลองเร่ืองความต่างศักย์ ด้านความรู้
ระหวา่ งขว้ั แบตเตอร่ี จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นทดลองการตอ่ แบตเตอรแ่ี บบอนกุ รม
1. เมื่อนำ�แบตเตอร่ีมาต่อกันแบบอนุกรมและ แรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูลและกระแสไฟฟ้า เม่ือต่อ
แบบขนานจะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูลที่ และแบบขนาน อภิปรายร่วมกันจนสรุปได้ว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล แบตเตอรี่แบบอนุกรมและแบบขนาน โดยสังเกต
แตกต่างกนั ในการต่อแบตเตอรี่แบบอนุกรม มคี ่าตามสมการ จากการอภปิ รายรว่ มกัน

2. ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรงที่ประกอบด้วย ด้านทกั ษะ
แบตเตอรี่และตัวต้านทาน กระแสไฟฟ้าใน สำ�หรับการต่อแบบขนานที่ใช้แรงเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอร่ีทุกก้อน 1. การวัด การทดลอง การตีความหมายข้อมูลและ
ลงขอ้ สรปุ ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะ
วงจรจะมคี า่ สมั พนั ธก์ บั แรงเคลอ่ื นไฟฟา้ สมมลู เท่ากันจะมแี รงเคล่ือนไฟฟ้าสมมลู ตามสมการ ผนู้ �ำ จากการอภปิ รายรว่ กนั และรายงานการทดลอง
และความตา้ นทานสมมลู 2. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ จากการ
2. ให้นักเรียนทดลองต่อแบตเตอร่ีทั้งแบบอนุกรมและแบบขนาน แล้วนำ�
ด้านทกั ษะ ไปต่อเป็นวงจรกับตัวต้านทานท่ีต่อกันทั้งแบบอนุกรมและแบบขนาน อภิปรายร่วมกัน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่ากระแสไฟฟ้าในวงจรมีความสัมพันธ์กับ 3. การใชจ้ �ำ นวน ในการหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั
1. การวัด (กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ วงจรไฟฟ้ากระแสตรง แรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล
แรงเคลอื่ นไฟฟา้ สมมูลและความตา้ นทานสมมลู ตามสมการ ความตา้ นทานสมมลู ทงั้ จากการตอ่ แบบอนกุ รมและ
เม่อื ตอ่ วงจรแบบอนุกรมและแบบขนาน)
2. การใช้จ�ำ นวน (ปริมาณตา่ ง ๆ เก่ียวกบั วงจร 3. ยกตัวอย่างการคำ�นวณปริมาณต่างๆเก่ียวกับวงจรไฟฟ้ากระแสตรง แบบขนาน จากแบบฝึกหดั และแบบทดสอบ
แรงเคลื่อนไฟฟ้าสมมูล กระแสไฟฟ้าและผลของการต่อแบตเตอร่ีมาใช้
ไฟฟา้ กระแสตรง) ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจ�ำ วนั จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นสรปุ เพอื่ ตรวจสอบความรู้ ด้านจิตวทิ ยาศาสตร์
3. การทดลอง 1. ความซือ่ สตั ย์ จากรายงานผลการทดลอง
4. การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ความเขา้ ใจ 2. ความมงุ่ มน่ั อดทน จากการทดลอง และการอภปิ ราย

(การสรปุ ผลการทดลอง) รว่ มกนั
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21
1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ

(การอภปิ รายรว่ มกนั )
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ

การวเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การเรียนรู้ ฟสิ ิกส์ 71

ดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
1. ความซือ่ สตั ย์
2. ความมุ่งม่นั อดทน แนวทางการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้

72 ผลการเรยี นรู้ 11. อธิบายการเปลยี่ นพลังงานทดแทนเปน็ พลงั งานไฟฟา้ รวมท้งั สืบค้นและอภิปรายเกีย่ วกบั เทคโนโลยอี ่นื  ๆ

ท่นี �ำ มาแก้ปญั หาหรือตอบสนองความตอ้ งการทางดา้ นพลงั งาน

การวิเคราะห์ผลการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ 1. นำ�เข้าสู่บทเรียน โดยการยกตัวอย่างขั้นตอนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของ ดา้ นความรู้
โรงไฟฟา้ แตล่ ะประเภท เชน่ โรงไฟฟา้ พลงั น�้ำ โรงไฟฟา้ พลงั งานความรอ้ น
1. พลังงานทดแทน เช่น พลังงานนิวเคลียร์ 1. การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลกระทบต่อ
พลังงานแสงอาทิตย์นำ�มาใช้ในการผลิต จากน้ันนำ�เสนอผลและอภิปรายร่วมกัน จนสรุปได้ว่าพลังงานไฟฟ้า สงิ่ แวดล้อม และพลงั งานทดแทน จากการอภปิ ราย
พลังงานไฟฟ้าเพ่ือลดการใช้นำ้�มันเชื้อเพลิง จากโรงไฟฟ้าไดจ้ ากพลงั งานกลมาหมุนแกนเครอ่ื งก�ำ เนิดไฟฟ้า รว่ มกนั
และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ ม
2. ใหค้ วามรเู้ กยี่ วกบั การผลติ พลงั งานไฟฟา้ ของโรงไฟฟา้ พลงั งานความรอ้ น 2. การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลของการใช้
2. พลงั งานไฟฟา้ ควรใชอ้ ยา่ งประหยดั และควร ต้องใช้เช้ือเพลิง เช่น ถ่านหิน นำ้�มันเตา แก๊สธรรมชาติ ซ่ึงเป็นแหล่ง พลงั งานไฟฟา้ ทก่ี ระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม และผลกระทบ
ตระหนกั ถงึ ผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี กดิ ขน้ึ
พลงั งานสนิ้ เปลอื ง อกี ทงั้ ยงั สง่ ผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งศกึ ษา ทเ่ี กดิ จากอปุ กรณเ์ ครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ทเ่ี กดิ จากเทคโนโลยี
จากเคร่อื งใชไ้ ฟฟา้ ตา่ ง ๆ วจิ ยั และทดลองน�ำ แหลง่ พลงั งานอน่ื  ๆ มาทดแทน เชน่ พลงั งานนวิ เคลยี ร์ ใหม่ๆ โดยการเขียนผังมโนทศั น์ หรือเขยี นรายงาน
พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ เพ่ือตอบสนองความต้องการใช้
ด้านทักษะ พลงั งานทเ่ี พิ่มขนึ้ และลดผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ ม ดา้ นทกั ษะ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาแผนภาพหรอื วดี ทิ ศั นก์ ารท�ำ งานของโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี ร์ 1. การส่ือสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันส่ือ จากการ
- จากน้ันอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับการเปล่ียนพลังงาน จนสรุปได้ว่าการ
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนพลังงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มีการเปลี่ยนพลังงานจาก อภปิ รายร่วมกันและน�ำ เสนอผล
1. การสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ พลังงานนวิ เคลยี รเ์ ปน็ พลงั งานความรอ้ น พลงั งานกล และพลงั งานไฟฟา้ 2. ความร่วมมือ การทำ�งานเป็นทีมและภาวะผู้นำ�
(มกี ารอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าและการเปรยี บเทยี บ ตามล�ำ ดบั
4. ให้นักเรียนสืบค้นการทำ�งานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบ จากการอภปิ รายรว่ มกนั
ความถูกต้องของข้อมูลจากแหล่งข้อมูล เซลลส์ รุ ยิ ะ จากนนั้ น�ำ เสนอผลและอภปิ รายรว่ มกนั จนสรปุ ไดว้ า่ โรงไฟฟา้
ท่ีหลากหลายได้อย่างสมเหตุสมผล การ พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตพลังงานไฟฟ้า โดยเซลล์สุริยะทำ�หน้าท่ีเปล่ียน ด้านจิตวิทยาศาสตร์
อภิปรายรว่ มกันและการนำ�เสนอผล) พลงั งานแสงอาทติ ยใ์ หเ้ ปน็ พลงั งานไฟฟ้าโดยตรง 1. ความรอบคอบ จากการเขยี นรายงาน
2. ความรว่ มมอื การท�ำ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ �ำ 5. ให้นักเรียนสืบค้นวิธีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ผลของการใช้ 2. ความอยากรูอ้ ยากเห็น จากการอภิปรายรว่ มกัน
พลังงานไฟฟ้าท่ีกระทบต่อส่ิงแวดล้อม และผลกระทบที่เกิดจากอุปกรณ์
ดา้ นจิตวิทยาศาสตร์ ไฟฟา้ เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ทเี่ กดิ จากเทคโนโลยใี หม ่ ๆ น�ำ เสนอผลและอภปิ ราย
1. ความอยากรู้อยากเหน็
2. ความรอบคอบ


Click to View FlipBook Version