สวดเบิก : พิธีกรรมกับวัฒนธรรมวิถี วิถี ล้านนาชาวเขลางค์ โดย : ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกศรา สว่างวงศ์ คลัทชลีย์ ที่ปรึกรึษา : พระครูอนุศาสก็วรธรรม เจ้าคณะอำ เภอเมืองลำ ปาง / รองเจ้าอาวาสวัดบุญวาทย์วิหวิาร พระอารามหลวง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนันต์ อุปสอด อาจารย์ประจำ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทวิยาลัยราชภัฎลำ ปาง
สวดเบ ิ ก: พ ิ ธ ี กรรมก ั บว ั ฒนธรรมว ิ ถ ี ล ้ านนาชาวเขลางค ์
สวดเบิก : พิธีกรรมกับวัฒนธรรมวิถีล้านนาชาวเขลางค์นคร งานอบรมสมโภชน์พระพุทธนิรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ (หลวงพ่อดํา) เมื่อวันอังคารที่๒๗ ถึงเช้าวันพุธที่๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ มณฑปหลวงพ่อดํา โดย...ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกศรา สว่างวงศ์คลัทชลีย์1บทนํา พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัตน์จตุรทิศ จัดสร้างขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๑๑ โดยกรมการรักษาดินแดน กองทัพบก กระทรวงกลาโหม นําโดยพลโทยุทธ สมบูรณ์เจ้ากรมการรักษาดินแดนในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่อง ยึดเหนื่ยวจิตใจ และปกป้องคุ้มภัยให้กับประชาชนทุกทิศ ตามความเชื่อแต่โบราณโดยได้นําต้นแบบมาจาก “พระพุทธนิรโรคันตราย” พระพุทธรูปประจํารัชกาลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ซึ่งเป็นพระผู้ทรงมีพระราชทานก่อตั้งกรมการรักษาดินแดน อีกทั้งเมื่อพิจารณาความหมายของพระนามของพระพุทธรูป อันหมายถึง “การปราศจากซึ่งภยันตรายทั้งปวง” นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะสถาปนาให้เป็นพระสี่มุมเมืองของไทย ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์อัครราชกุมารีได้เสด็จพระราชดําเนินประกอบพิธีเททอง ณ กรมการรักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่๒ ธันวาคม ๒๕๑๑ และได้โปรดเกล้าฯพระราชทานแก่ตัวแทนจากทั้ง ๔ จังหวัด เพื่อนําไปประดิษฐาน เป็นพระพุทธรูปประจําทิศทั้งสี่เมื่อวันที่๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๑ พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ มีลักษณะเป็น พระพุทธรูปปางสมาธิราบตามแบบศิลปะสุโขทัย โดยมีพระพักตร์แจ่มใส พระเนตรเปิด พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย หล่อด้วยสําริด ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๙ นิ้ว ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปจัตุรมุข ก่ออิฐ ถือปูน โครงสร้างสร้างหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงทับด้วยกระเบื้องอย่างไทยโบราณ บานประตูหน้าต่างลงรักปิดทองทั้งสี่ด้าน พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศทั้ง ๔ องค์ได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ จังหวัดต่าง ๆ ตามทิศทั้งสี่ของประเทศ ไทย ดังนี้ทิศเหนือ - จังหวัดลําปาง ทิศใต้– จังหวัดพัทลุง ทิศตะวันออก – วัดศาลาแดง จังหวัดสระบุรีทิศตะวันตก – เขาแก่นจันทน์จังหวัดราชบุรี(หลวงพ่อดํา, http://www.dooasia.com/trips/luangpordam) ประเพณีการสวดเบิกในจังหวัดลําปางยังคงมีการสืบทอดกันในวัดและชุมชนเดิม ๆ ที่ยังคงมีความศรัทธา ในพิธีกรรมสวดเบิก โดยส่วนใหญ่แล้วการสวดเบิก มีความสําคัญ คือ ๑) สวดในงานพิธีสมโภชพระพุทธรูปเพื่อเบิก 1 อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลําปาง ผู้ประเมินภายนอก สังกัดสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ประธานกลุ่มอมไว้หาย คายออกอยู่สภาวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง
พระเนตรของพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่หรือทางล้านนาเรียกว่าการอบรมสมโภชพระเจ้า, เปิดไขตาพระเจ้า ๒) สวดในงานประเพณี(ป๋าเวณี) ของวัดต่าง ๆ โดยการสมโภชองค์สถูปเจดีย์และพระพุทธรูปเก่าแก่ประจําวัด ๓) เพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและเภทภัยต่าง ๆ ในหมู่บ้าน ๔) เพื่อบํารุงขวัญแก่คนในชุมชน และเพื่อให้เกิดความเป็น สิริมงคลแก่ผู้ที่เข้าร่วมพิธี(เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๑๖) ดังนั้นผู้เขียนจึงขอถ่ายทอดองค์ความรู้จากการฟังสวดเบิก โดยใช้หลักโยนิโสมนสิการ ที่มีความหมายว่า การทํา ในใจโดยแยบคาย, กระทําไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย, การพิจารณาโดยแยบคาย คือ พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลําดับจนถึงต้นเหตุแยกแยะองค์ประกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย หรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่ว ยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ ซึ่งจะมิให้เกิดอวิชชาและตัณหา, ความรู้จัก คิด, คิดถูกวิธี(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, จัดเก็บถาวรที่www.dhammathai.org.) หรือเป็นการพิจารณาเหตุแห่งความจริงโดยใช้ปัญญา เหตุแห่งความจริงที่กล่าวมา ก็คือ ผู้เขียนเกิดความสงสัยในเรื่องการสวดเบิกของพระสงฆ์แต่ละวัด ทั้งในเรื่องความหมายของบทสวดเบิก และบท หลบเบิก ดังนั้นจึงใช้วิธีคิดแบบสอบสวน หรือตั้งคําถาม เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเพื่อคลายความสงสัยนั้น โดย เลือกใช้หลักการวิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (Inquiry) หรืออาจเรียกว่า วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา หลักการทางพุทธ ศาสนาอธิบายวิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา คือการพิจารณาว่า สิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี(โยนิโสมนสิการ,วิกิพีเดีย, จัดเก็บถาวรที่wikipedia.org.) หรืออาจกล่าวได้ว่า การใช้โยนิโสมนสิการเพื่อกําจัดกิเลสตัณหา ลดความไม่รู้ ได้เช่นกัน เนื้อหาองค์ความรู้ที่ได้รับ การอบรมสมโภชน์พระพุทธนิรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ หรือประพุทธรูปสี่มุมเมืองประจําภาคเหนือ ซึ่งชาวลําปางเรียกกันว่า หลวงพ่อดํา โดยครั้งนี้ถือเป็นการสมโภชน์ครั้งแรกหลังจากมีการบูรณะเมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยได้ทําการขัดลอกแผ่นทองที่ปิดไว้รอบองค์ออก ทําให้เผยเห็นองค์จริงที่เป็นสําริดสีดําสนิท และประดับอุณาโลมใหม่แทนอุณาโลมที่หายไป เมื่อวันที่๑๑ มีนาคม ๒๕๖๕ โดยนายสิทธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลําปาง ในขณะนั้น ประมาณ ๑๙.๐๐ น. เริ่มพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยมีสํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง นําโดย ดร.ทัศนีย์ดอนเนตร์วัฒนธรรมจังหวัดลําปาง พร้อมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับเป็นผู้ดําเนินการหลัก และอาจารย์ดร.อนุกูล ศิริพันธุ์ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง พร้อมทีมงานเป็นผู้ดําเนินงานทางพิธีกรรม จากนั้นเป็นพิธีทางศาสนา เริ่มจากการสวดมนต์ตั๋น โดยหลวงพ่อพระครูอนุศาสก์วรธรรม เจ้าคณะอําเภอเมืองลําปาง/รองเจ้าอาวาส วัดบุญวาทย์วิหารพระอารามหลวง เป็นองค์ประธานการสวดมนต์พร้อมพระสงฆ์อีก ๘ รูป การสวดมนต์ตั๋น หรือการ สวดเจริญพระพุทธมนต์ที่ประกอบด้วยบทสวดมนต์๑๒ ตํานาน (พระอธิการน้อย นรุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดปงสนุกเหนือ,สัมภาษณ์, ๘ มกราคม ๒๕๖๖.) หรือเรียกว่าการสวดพระปริตร ที่แบ่งเป็น ๒ หมวด คือ ๑) หมวดที่เรียกว่า “จุลราช ปริตร” (พระราชปริตรน้อย) ประกอบด้วยบทสวด ๗ บท หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “๗ ตํานาน” ๒) หมวดที่เรียกว่า“มหาราชปริตร” (พระราชปริตรใหญ่) ประกอบด้วยบทสวด ๑๒ บท หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “๑๒ ตํานาน” บทสวด
ที่พระสงฆ์ใช้สวดเจริญพระพุทธมนต์ในปัจจุบัน เกิดจากพระเถระชาวลังกาได้คัดเอาพระสูตรในพระไตรปิฎกบางสูตรที่มีอานุภาพในการป้องกันภัย มาวางเป็นรูปแบบในการสวดเจริญพระพุทธมนต์(สํานักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์จํากัด, www.lcbp.co.th) สําหรับคําว่า สวดมนต์ตั๋น มักได้ยินเรียกเฉพาะทางภาคเหนือเท่านั้น ผู้เขียนเกิดความสงสัย มากว่า ทําไมต้องตั๋น และ ‘ตั๋น’ คืออะไร จึงเรียนถามผู้รู้ว่า เป็นคําที่มาจากคําว่า ตั๋นตึ้ก ใช่หรือไม่คําตอบที่ได้ก็คือ ‘ใช่เพราะมีบทสูตรที่จะต้องสวดต้องจํามากมาย ดังนั้นบางครั้งบางคราวอาจจะจําไม่ได้ทั้งหมด ต้องอาศัยพระจํานวน มากช่วยกันสวดเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน ถ้ามีพระน้อยรูปเวลาสวดจะนึกไม่ทัน ก็จะสดุดลงทันทีไม่ต่อเนื่องสวดไปต่อไม่ได้จึงเรียกว่าตันหรือตั๋น เจริญพร’ (พระมหาอินจันทร์คุเณสโก, รองเจ้าคณะอําเภอเมืองลําปาง / เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก, ๙ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์) ดังนั้น คําว่าตั๋น หากแปลความหมายเป็นภาษาไทยกลาง ก็แปลว่า คิดไม่ออก หรือจําไม่ได้นั่นเอง หรืออีกนัยยะหนึ่ง สวดมนต์ตั๋น หมายถึงการสวดมนต์เต็มสูตรแบบพิสดาร ไม่มีการตัดลัด หรือย่อ โดยเริ่มตั้งแต่บทขัดของแต่ละบทสวด (บทนําร่อง) เป็นต้นไป ซึ่งแตกต่างกับการสวดมนต์ในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่โดยมากจะเป็นการสวดแบบย่อ สวดเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหาสําคัญเท่านั้น ส่วนที่เป็นเจตสิก หรือองค์ประกอบย่อยจะตัดออกทั้งหมด (พระครูอนุศาสก์วรธรรม, รองเจ้าคณะอําเภอเมืองลําปาง, ๑๙ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์) หลังจากการสวดมนต์ตั๋นแล้วเสร็จ ต่อด้วยการสวดธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร ที่กล่าวด้วยเรื่องการปฐมเทศนา กัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทินก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะ หรือเดือน ๘ เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ครบบริบูรณ์(วิกิพีเดีย, http://www.wikipedia.org.) จากนั้นเป็นการแสดงธรรมเทศนาอีก ๕ กัณฑ์ได้แก่กัณฑ์ที่๑ การสวดบทพุทธคุณสังคหโลก กล่าวด้วยเรื่องบทเทศน์ขจัดทุพภิกภัย อันตรายทั้งปวง จากฝนแล้ง โจรผู้ร้ายชุกชม โรคระบาด ข้าวยาก หมากแพง คนตายจํานวนมาก ในสมัยพุทธกาลที่เมืองเวสาลีหรือไพรสาลีบทสวดนี้มีในพุทธกาล บทเทศน์พุทธ สังคหโลกนี้พระสงฆ์ภาคเหนือ (ล้านนา) นิยมนํามาสวดและเทศน์เพื่อขจัดปัดเป่าภัยพิบัติทั้งปวงให้หมดไป (พระอธิการ ชุมพล นิทฺทุกฺโข, เจ้าอาวาสวัดนาแส่ง, www.YouTube.com/watch?v=SsdBuSLeaJE) กัณฑ์ที่๒ การสวดบทสารากริวิชชาสูตร บางเอกสารเขียนว่า สฬากริวิชชาสูตร (เอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน) กล่าวด้วยเรื่องพระคาถาสลาการวิชาสูตร พ้นภัยพิบัติ๓๐ ประการ (พลังจิต, http://palungjit.org) จะเห็นว่า มีการเขียนที่คล้ายคลึงกันหลายคําทั้งสารากริวิชชาสูตร สฬากริวิชชาสูตร และสลาการวิชาสูตร ทั้งนี้จากการศึกษา ค้นคว้าของผู้เขียน คือ บทสวดบทเดียวกัน กัณฑ์ที่๓ การสวดบทป๋ารมีปันจั้น (หรือ ปารมีธรรมพันชั้น http://ajarnjo.blogspot.com) กล่าวด้วยเรื่องธรรมบทหนึ่งของพระพุทธเจ้าเทศนาไว้ในสมัยหนึ่ง ใครได้เขียนได้สวดภาวนาจักมีบุญกุศลยิ่งนัก แม้มีไว้กับบ้านกับเรือนก็จะร่มเย็นเป็นสุขกันภูติผีปีศาจมารบกวนจักเป็นที่รักแก่คนและเทวดาทั้งหลาย จักป้องกัน
อันตราย รอดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง จักไม่ตายด้วยไม้ค้อนก้อนดินหอกดาบปืนผาหน้าไม้เครื่องฆ่าทั้งมวลแม้นเข้าศึก ณรงค์สงครามก็จักแคล้วคลาดต่อภยันอันตรายทั้งปวงแลฯ ในคัมภีร์กล่าวอานิสงส์ไว้มากมายเป็นภาษาโบราณล้านนา (พลังจิต, https://palungjit.org/threads/) กัณฑ์ที่๔ การสวดบทอุณหัสวิชโยคาถา กล่าวด้วยเรื่องคาถาป้องกันความตาย มีความเชื่อว่าเป็นบทสวดต่ออายุป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย ป้องกัน การตายก่อนเวลา หลวงปู่พุทธทาสได้ให้ความหมายไว้ว่า อุณ๎หิสสวิชัย คือธรรมที่เป็นดุจผ้าประเจียดคุ้มครองตน ให้พ้นจากภัยต่าง ๆ (สํานักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพทุธศาสน์จํากัด, www.lcbp.co.th) กัณฑ์ที่๕ การสวดบทพุทธาภิเษก กล่าวด้วยเรื่องพิธีในการปลุกเสกพระพุทธรูปหรือวัตถุมงคล โดยมีพระเถระผู้เชี่ยวชาญในการทําสมาธิจํานวน หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า คณะปรก นั่งภาวนาส่งกระแสจิตเพ่งคุณพระรัตนตรัยเข้าไปสู่องค์พระหรือวัตถุมงคลนั้น ๆ (กองอนุศาสนาจารย์กรมยุทธศึกษาทหารบก, http://www.thaichaplain.com) จากนั้นมีการสวดเบิก (สูตรเบิก, เบิกเนตรพระเจ้า, ไขต๋าพระเจ้า, หรือการบวชพระเจ้า) การสวดเบิก หมายถึง พิธีกรรมที่เก่าแก่เพื่อการเฉลิมฉลองศาสนสถาน ศาสนวัตถุต่างๆ เมื่อวัดใดมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาใหม่หรือการสวด บริเวณตรงทางแพร่งเข้าหมู่บ้านเพื่อเป็นการสร้างขวัญและกําลังใจให้คนในหมู่บ้าน โดยการสวดเบิกใช้พระภิกษุสามเณร ๕ ถึง ๙ รูป ร่วมกันสวดเป็นทํานองอันไพเราะและสวดกันเป็นวาร ๆ (บท) อาจสวดวารใดวารหนึ่ง หรือสวด ๔ วาร จบในพิธีกรรมแต่ละครั้ง หรือสวดสลับกันให้ได้๙ วาร จนถึงรุ่งเช้าตามความหมายในพุทธประวัติที่ว่าพระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ตอนรุ่งเช้า (เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๘, หน้า ๑๗) และเมื่อจบบทสวดเบิกแต่ละวารแล้ว จะมีการเทศน์ต่อท้ายที่เรียกว่า หลบเบิก โดยขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ของเวลา เป็นการสวดที่ใช้ทํานองเสนาะ กาพท์หรือกลอน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสวด คือ ๑) สรุปหรือย่อใจความ การสวดบทนั้น ๆ เป็นภาษาไทย หรือภาษาบาลีแต่บางวัดมีการหลบเบิกเป็นภาษาจีน (ผู้เขียนจะนําเสนอรายละเอียด ในโอกาสต่อไป) ๒) เพื่อสอดแทรกคําสอน บางวัดอาจนําคาถามาเป็นบทหลบเบิกได้เช่นกัน เช่น คาถายันทุน ที่เป็นบท สวดที่ป้องกันอันตราย ปัดเป่าลางร้าย ฝันร้าย เป็นต้น ๓) เพื่อยืดเวลาให้การสวดเบิกถึงรุ่งเช้าของวันใหม่ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในช่วงรุ่งสาง (เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๒๔ - ๒๕) เริ่มสวดเบิกวารแรก ประมาณ ๒๒.๐๐ น. โดยมีลําดับ และรายละเอียด ดังนี้วาร ๑ เอโส โดย คณะพระสงฆ์วัดพระเจดีย์ซาวหลัง พระอารามหลวง จํานวน ๕ รูป ความหมายของวาร เอ โส หมายถึง การลําดับการตรัสรู้ในยามที่๑ คือ ความสามารถระลึกชาติหนหลังได้โดย กําลังแห่งอภิญญาของพระองค์เอง เป็นพุทธประวัติที่กล่าวถึงการออกบวชของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องราวในตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสลดสังเวชในพระทัยเมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่คนเจ็บ คนตาย ทําให้เกิดความเบื่อหน่ายทาง โลกจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อแสวงหาทางดับทุกข์ (รวมพล บุญตัน, ๒๕๔๙, หน้า ๑๑, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์,๒๕๕๕, หน้า ๑๔ - ๑๕)
หลบเบิกด้วยกาพย์สัตถาน้อย ถือเป็นคาถาชนะมาร ปราบมาร ที่กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกผนวชแล้วปลงผมที่ริมฝั่งแม่น้ําอโนมา แล้วพระอินทร์ได้มารับเอาพระเกษาขึ้นไปบรรจุยังพระธาตุเกษแก้วจุฬามณี (พระอธิการน้อย นรุตฺตโม, เจ้าอาวาสวัดปงสนุกเหนือ, สัมภาษณ์, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๒๕) วาร ๒ ตัสเย โดยคณะสงฆ์วัดบ้านเหมี้ยง จํานวน ๕ รูป ความหมายของวาร ตัสเย หมายถึง ลําดับการตรัสรู้ในยามที่๒ มัชฉิมยาม คือการบรรลุจุตูปปปาตญาณ หรือ ทิพพจักขุญาณ สามารถมีจักษุทิพย์ทอดพระเนตรเห็นสรรพสัตว์ที่บังเกิดจุติในที่ต่ําและประณีตมีผิวพรรณทราม และดีแตกต่างกันไปตามสมควรแก้กุศลและอกุศลที่ได้ทําไว้เปรียบเหมือนบุรุษที่ยืนอยู่ในทาง ๔ แพร่ง ย่อมมองเห็นผู้คน ที่สัญจรไปมาเป็นอย่างดีเป็นพุทธประวัติที่กล่าวถึงการออกแสวงหาธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งว่าด้วยเรื่อราวในตอนที่หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวชแล้ว ทรงเริ่มแสวงหาแนวทางในการตรัสรู้โดยการบําเพ็ญเพียรอย่างหนักด้วยวิธีการ ทรมานร่างกายให้ลําบาก เรียกว่าทุกรกิริยา มี๓ วาระ คือ ๑) กัดฟันแน่นจนลมออกหูเอาลิ้นดุนเพดาน ๒) กลั้นลม หายใจจนท้องไส้ปั่นป่วน ๓) อดอาหารโดยเสวยน้อย เสวยอาหารโดยละเอียดจนร่างกายเหี่ยวแห้งเหลือแต่หนังหุ้ม กระดูก การบําเพ็ญทุกรกิริยานั้นได้บําเพ็ญถึง ๖ ปีจึงทรงระลึกได้ว่าการบําเพ็ญทุกรกิริยาซึ่งเป็นการยากที่บุคคลทั่วไป จะทําได้ก็ยังไม่สามารถบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้เมื่อใคร่ครวญได้ดังนั้นแล้วจึงค้นพบว่า การบําเพ็ญ ทุกรกิริยาไม่ใช่หนทางบําเพ็ญแห่งการตรัสรู้การตรัสรู้ได้ต้องปฏิบัติพอปานกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา เท่านั้น จึงจะสําเร็จได้จากนั้นจึงเลิกการทรมานร่างกายและเริ่มเสวยพระกระยาหารตามปกติ(รวมพล บุญตัน, ๒๕๔๙, หน้า ๑๑, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๑๕ - ๑๖) หลบเบิกด้วยกาพย์สัตถาเลย ซึ่งถือเป็นคาถาชนะมาร ปราบมาร ที่กล่าวถึงเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จหนีออกผนวชแล้วปลงผมที่ริมฝั่งแม่น้ําอโนมา แล้วพระอินทร์ได้มารับเอาพระเกษาขึ้นไปบรรจุยังพระธาตุเกษแก้ว จุฬามณี(พระอธิการน้อย นรุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดปงสนุกเหนือ, สัมภาษณ์, อ้างถึงในเกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๒๕) จะเห็นว่าการหลบเบิกกาพย์นี้เรียกกันหลายชื่อ เช่น กาพย์สัตถาน้อย กาพย์สัตถาเลย หรือกาพย์สัตถา ซึ่งกาพย์ที่กล่าว มานี้คือ กาพย์เดียวกัน และมีความหมายเหมือนกัน (พระครูสุนทรสมันตพิทักษ์, เจ้าคณะตําบลนาครัว เขต ๒ / ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบ้านเหมี้ยง, ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์) วาร ๓ ตัสเย โดยคณะสงฆ์วัดปงหอศาล จํานวน ๕ รูป ความหมายเหมือนวาร ๒ หลบเบิกด้วยกาพย์อเนกจา เป็นกาพย์ที่กล่าวถึงค้างคาว ๕๐๐ ตัว มาฟังพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า ทรงเทศน์ถึงแม้นว่าจะฟังไม่เข้าใจ แต่ค้างคาวเหล่านั้นก็ฟังจนจบด้วยความตั้งใจและความเคารพต่อพระพุทธเจ้า ด้วยอานิสงส์แห่งการฟังธรรมต่อมาเมื่อค้างคาวตกลงมาจากผนังถ้ําจนเสียชีวิต ค้างคาวเหล่านั้นก็ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร เทพธิดาในสรวงสวรรค์กาพย์บทนี้เป็นการเปรียบเทียบและการสอนคนว่า การฟังธรรมก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน แม้จะฟัง ภาษาบาลีไม่เข้าใจก็ตาม (พ่อหนานบุญศรีวรรณศรี, ปราชญ์ชุมชนท่ามะโอ, สัมภาษณ์, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์,๒๕๕๕, หน้า ๒๕)
วาร ๔ ตัสเย โดยคณะสงฆ์วัดท่าแหน จํานวน ๕ รูป ความหมายเหมือนวาร ๒, ๓ หลบเบิกด้วยกาพย์อเนกจา ความหมายเหมือนหลบเบิกวารที่๓ วาร ๕ ตัสเย โดยคณะสงฆ์วัดบ้านสัก จํานวน ๕ รูป ความหมายเหมือนวาร ๒, ๓, ๔ หลบเบิกด้วยกาพย์อเนกจา ความหมายเหมือนหลบเบิกวาร ๓ วาร ๖ อะถะโข โดยคณะสงฆ์วัดน้ําโท้ง จํานวน ๕ รูป ความหมายของวาร อะถะโข หมายถึง ลําดับการตรัสรู้ในยามที่๒ มัชฉิมยาม คือการบรรลุจุตุปปปาตญาณ หรือ ทิพยจักขุญาณ สามารถมีจักษุทิพย์ทอดพระเนตรเห็นสรรพสัตว์ที่บังเกิดจุติในที่ต่ําและประณีตมีผิวพรรณทราม และดีแตกต่างกันไปตามสมควรแก่กุศล และอกุศลที่ได้ทําไว้เปรียบเหมือนบุรุษที่ยืนอยู่ในทาง ๔ แพร่ง ย่อมมองเห็นผู้คนที่สัญจรไปมาเป็นอย่างดีการปฏิบัติธรรมและใกล้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ําก่อนการ ตรัสรู้ซึ่งขณะที่บรรทมอยู่นั้นได้ทรงเห็นนิมิต ๕ ประการ และทรงทํานายพระสุบินนิมิตด้วยพระองค์เองแล้วทราบว่า เป็นนิมิตที่ดีจักได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอนจากนั้นจึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ ใต้ต้นไทร (รวมพล บุญตัน,๒๕๔๙, หน้า ๑๑, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๑๕ - ๑๖) หลบเบิกด้วยกาพย์สิทธาตย์ที่กล่าวด้วยเรื่องราวของเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกผนวช ปลงผมที่ริมฝั่งแม่น้ํา อโนมา แล้วพระอินทร์ได้มารับเอาพระเกษาขึ้นไปบรรจุยังพระธาตุเกษแก้วจุฬามณีการบําเพ็ญทุกรกกริยา การถูก ขัดขวางการบําเพ็ญเพียรโดยพญามารชื่อว่า วสวัตตีซึ่งได้ติดตามหาโอกาสขัดขวางพระองค์มาตั้งแต่เสด็จออก ผนวช หลังจากพระองค์ทรงชนะมารแล้วเข้าฌานจนได้บรรลุญาณทั้ง ๓ ในเวลายามทั้ง ๓ จึงได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณในเวลาอรุณขึ้นที่รียกว่า การตรัสรู้จนถึงการเสด็จปรินิพพาน (พระมหานฤดล มหาปญฺโญ, เลขานุการเจ้าคณะ ตําบลบ้านเอื้อม เขต ๒, ผู้อํานวยการโรงเรียนเกาะคาปริยัติศึกษา, พระครูสุนทรสมันตพิทักษ์, เจ้าคณะตําบลนาครัว เขต ๒ / ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบ้านเหมี้ยง, ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์) วาร ๗ อะถะโข โดยคณะสงฆ์วัดศาลาไชย จํานวน ๕ รูป ความหมายเหมือนวาร ๖ หลบเบิกด้วยคาถายันทุน ชื่อคาถาหรือบทสวดนี้คือ อภยปริตร (อ่านว่า อะ-ภะ-ยะ-ปะ-ริด) ซึ่งเป็นบทสวด ขอพลังแห่งพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ให้ช่วยขจัดภัยและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายอันเกิดแต่ลางร้ายต่าง ๆ ให้สิ้นไป มีอานุภาพ คือ ขจัดเคราะห์รา้ยและสงิ่อัปมงคลทั้งหลายให้สิ้นไป กลบัร้ายให้กลายเป็นดีสันนษิฐานว่าเปน็คาถา ที่โบราณาจารย์ชาวเชียงใหม่ประพันธ์ขึ้นในสมยัเดียวกันกับทรี่จนาพระคาถาชินบัญชร โดยสังเกตได้จากการตั้งจิตอธิษฐาน ให้บาปเคราะห์นิมิตร้าย และสิ่งที่เป็นอัปมงคลพินาศไปด้วยอานุภาพของพระรัตนตรัย ให้มาช่วยพิทักษ์คุ้มครอง เมื่อมีลางร้าย ฝันไม่ดีดวงชะตาตกต่ํา หรือเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลขึ้น (สวดมนต์ฉบับหลวง สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว),หน้า ๒๔, อา้งถึงใน บทสวดอภยปริตร ป้องกันฝันร้าย ตํานานที่๑๑, https://www.lcbp.co.th/)
วาร ๘ อะถะโข โดยคณะสงฆ์วัดศรีเกิด จํานวน ๕ รูป ความหมายเหมือนวาร ๖ หลบเบิกด้วยกาพย์อเนกจา ความหมายเหมือนหลบเบิกวาร ๓ วารที่๙ โสปฐมา โดยคณะสงฆ์วัดน้ําผึ้งชาวไร่อ้อย จํานวน ๕ รูป หมายถึง ลําดับการตรัสรู้ในยามที่๓ ปัจฉิมยาม คือการสามารถพิจารณาการดับกองทุกข์ทั้งมวลว่า เมื่ออวิชชา ดับ สังขารก็ดับตามไปด้วยเช่นเดียวกันและในเวลาที่พระอาทิตย์ทอแสงจับขอบฟ้าเท่านั้น ก็ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสทั้งหลายและได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าภายใต้ต้นอัสสัตถพฤกษ์(รวมพล บุญตัน, ๒๕๔๙, หน้า ๑๑, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า ๑๔ - ๑๕) ในวาร ๙ นี้จะมีการไขตาพระเจ้า หรือเบิกเนตร โดยก่อนเริ่มพิธีใด ๆ จะมีการนําผ้าขาวทําเป็นกรวยสามเหลี่ยม ขนาดพอดีกับเศียรของพระเจ้าปิดครอบจนถึงปลายพระหนุ (ปลายคาง) หรือบางแห่งจะใช้ขี้ผึ้งปิดพระเนตรทั้งสองข้าง และเมื่อพระสงฆ์สวดถึง ...สะหัสสะเตโต เทวินโท ทิพพะจักขุวิโสธายินะโมพุทธายะ พุทธะจักขุธรรมะจักขุสังฆะจักขุทวายะ สวาหะ (๓ จบ) หลวงพ่อพระครูอนุศาสก์วรธรรม องค์ประธานสงฆ์ได้ทําการเปิดผ้าครอบพระเศียรออก หลังจาก นั้นมีการถวายข้าวมธุปายาส (ข้าวทิพย์) ๔๙ ก้อน ที่ทําพิธีกวนข้าวทิพย์ตั้งแต่เริ่มพิธีสวดมนต์โดยนิสิตสาขาวิชาพุทธ ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลําปาง เป็นอันเสร็จพิธีหลบเบิกด้วยบทก้องหลิวแซ หรือหอซื่อเซียง เป็นบทสวดที่กล่าวถึงการอวยพรให้คนจีนมีการค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง โดยมีประวัติว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง ขณะที่เดินบิณฑบาตรนั้นเห็นคนจีนค้าขายในช่วงเช้าจึงได้นํามาแต่งเป็นคําอวยพรเป็นภาษาจีน และต่อมานํามา เป็นบทหลบเบิกในพิธีสวดเบิก (พระครูไกรสรวิลาศ เจ้าอาวาสวัดดํารงธรรม, ๑๔ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์, โดยได้ฝึก หลบเบิกบทนี้จากพระครูโสภณพิพัฒนาทร เจ้าคณะตําบลสบตุ๋ย เจ้าอาวาสวัดท่าคราวน้อย ซึ่งได้ไปเรียนมาจาก วัดศรีหมวดเกล้า เมื่อครั้ง ๕๐ กว่าปีที่ผ่านมา) หลบเบิกบทนี้เรียกหลายชื่อ เช่น ก้องหลิวแซ (พระครูวิจิตรพัฒนวิมล,เจ้าอาวาสวัดน้ําผึ้งชาวไร่อ้อย, หอซื่อเซียง (พระครูโสภณพิพัฒนาทร เจ้าคณะตําบลสบตุ๋ย เจ้าอาวาสวัดท่าคราวน้อย,พระครูไกรสรวิลาศ เจ้าอาวาสวัดดํารงธรรม หรือวัดศรีหมวดเกล้า เป็นต้น) บทสรุป หลวงพ่อดํา หรือพระพทธโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่ควรคู่แก่การสักการะบูชาของชาวจังหวัดลําปาง และประชาชนในภาคเหนือ จึงสมควรและเหมาะสมอย่างยิ่งในการจัดพิธีอบรมสมโภชน์มีพิธีการสวดเบิก เพื่อให้ศรัทธาประชาชนได้รับอานิสงส์และเคารพบูชาและสรงน้ําหลวงพ่อดําเพื่อเสริม ความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวเป็นประจําทุกปีเพื่อสืบสานเป็นประเพณีที่งดงามต่อไป จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากการฟังสวดเบิก ผู้เขียนใช้หลักการและวิธีคิดที่เรียกว่า หลักการวิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (Inquiry) หรืออาจเรียกว่า วิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา หลักการทางพุทธศาสนาอธิบายวิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตา คือการพิจารณาว่า ‘สิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี’ ขอขยายความเพิ่มเติม ณ ที่นี้ว่า สิ่งนี้มีหมายถึง หากพระนักสวดเบิกยังคง อยู่สิ่งนี้จึงมีหมายถึง การสวดเบิกก็จะยังคงมีอยู่เพราะสิ่งนี้ไม่มีหมายถึง หากพระนักสวดเบิกมีจํานวนน้อยลง หรือสูญ
หายไปตามกาลเวลา สิ่งนี้จึงไม่มีก็หมายถึง การสวดเบิกก็จะสูญหายไปด้วยนั่นเอง ทั้งนี้หากไม่มีการเรียนรู้หรือการ ฝึกฝนการสวดเบิกจากรุ่นสู่รุ่น การสวดเบิกก็จะเริ่มทะยอยหายไปอย่างแน่นอน บทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญ ๒ ประการคือ ๑) สนับสนุนให้มีการอบรมสมโภชน์หลวงพ่อดําเป็น ประเพณีประจําปีของชาวลําปาง ๒) การสนับสนุนให้มีจํานวนพระนักสวดเบิกเพิ่มขึ้น โดยมีการอบรม และเผยแพร่ความรู้การสวดเบิก โดยแต่ละวัดควรมีการฝึกหัดพระสงฆ์สามเณรในวัด และวัดใดที่มีศักยภาพก็ควรได้รับการสนันสนุน ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมการสวดเบิก และการสวดตามประเพณีนิยมล้านนา ดังคํากล่าวที่ว่า ‘หากวัดเปรียบดั่งสถานศึกษา ที่ทรงคุณค่าแล้ว และผลิตนักเรียนหรือพระนักเทศน์ก็เป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าเช่นกัน’ ดังที่ผู้เขียนเคยกล่าวไว้ใน การสวดเบิก : พิธีกรรมและประเพณีที่ควรค่าแก่การสืบทอดของชาวเขลางค์นคร (เกศรา สว่างวงศ์, ๒๕๕๕, หน้า๒๘) ขอสาสนาจิ่งกานกุ่งรุ่งเรืองตราบต่อเท่า ๕๐๐๐ พันปลีแล 2 2ครูบาอภิวงค์คนฺธวโํส, ตาํนานมลูศาสนา ฉบบัวดับา้นเอือ้ม, ๒๔๖๓,หนา้ลานท่ี๑.
บรรณานุกรม เกศรา สว่างวงศ์. กระบวนการเรียนรู้การสวดเบิกของพระสงฆ์วัดพระเจดีย์ซาวหลัง พระอารามหลวง, มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณาชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลําปาง, ๒๕๕๘. ________. การสวดเบิก : พิธีกรรมและประเพณีที่ควรค่าแก่การสืบทอดของชาวเขลางค์นคร ใน พิธีกรรม วิถีฅนเมือง, สภาวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง, สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง, ๒๕๕๕.กองอนุศาสนาจารย์กรมยุทธศึกษาทหารบก. การสวดบทพุทธาภิเษก, จัดเก็บถาวรที่http://www.thaichaplain.com ปารมีธรรมพันชั้น จัดเก็บถาวรที่http://ajarnjo.blogspot.com) พระครูสุนทรสมันตพิทักษ์, เจ้าคณะตําบลนาครัว เขต ๒ / ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบ้านเหมี้ยง, ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖,สัมภาษณ์.พระครูอนุศาสก์วรธรรม, เจ้าคณะอําเภอเมืองลําปาง, ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๔, สัมภาษณ์, อ้างถึงใน เกศรา สว่างวงศ์,การสวดเบิก : พิธีกรรมและประเพณีที่ควรค่าแก่การสืบทอดของชาวเขลางค์นคร, สภาวัฒนธรรมจังหวัด ลําปาง, สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดลําปาง, ๒๕๕๕.พระมหานฤดล มหาปญฺโญ, เลขานุการเจ้าคณะตําบลบ้านเอื้อม เขต ๒, ผู้อํานวยการโรงเรียนเกาะคาปริยัติศึกษา,๑๑ มกราคม ๒๕๖๖, สัมภาษณ์.พระมหาอินจันทร์คุเณสโก, รองเจ้าคณะอําเภอเมืองลําปาง, เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก, ๙ มกราคม ๒๕๖๖,สัมภาษณ์พ ระอธิการชุม พ ล นิทฺทุกฺโข, เจ้าอาวาสวัด น าแส่ง, บ ท พุท ธ คุณสัง ค ห โลก, จัดเก็บ ถาวร ที่, www.YouTube.com/watch?v=SsdBuSLeaJE.พระอธิการน้อย นรุตฺตโม เจ้าอาวาสวัดปงสนุกเหนือ, สัมภาษณ์, ๘ มกราคม ๒๕๖๖.พลังจิต, ธรรมบทหนึ่งของพระพุทธเจ้า, จัดเก็บถาวรที่http://palungjit.org รวมพล บุญตัน, ทํานองสวดเบิกในประเพณียี่เป็งจังหวัดลําปาง, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๙.วิกิพีเดีย, การสวดธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร, จัดเก็บถาวรที่http://www.wikipedia.org.สํานักพิมพ์เลยี่งเชียง เพยีรเพอื่พุทธศาสน์จํากัด, บทอุณหัสวิชโยคาถา, จัดเก็บถาวรที่www.lcbp.co.th.หลวงพ่อดํา, จัดเก็บถาวรที่http://www.dooasia.com/trips/luangpordam.
ภาคผนวก (ภาพกิจกรรม)