The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-11-01 22:04:03

การจัดการสวนป่าและการรวมกลุ่มทางป่าไม้

เอกสารเผยแพร


เรือง


าและการรวมกล





มทางป




ดการสวนป

การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม  
การจ
าไม





เศรษฐกิจของช

อพ

เพือพฒนาไมเศรษฐกิจของชมชนมชน
่ เพื
ฒนาไม

ภายใตโครงการ




การจดการสวนปาและความตองการของผปลกสวนปา






ในการพฒนาสวนปาไมเศรษฐกิจของชมชนอยางยงยืน




และ


ชดโครงการวิจยและพัฒนาการปลก การจดการและใชประโยชน 






ไมสวนปาเศรษฐกิจสเกษตรกรและชมชน







นางสาวอรณี ภสดแสวง
นายสชาติ กลยาวงศา



สานกวิจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม



2556
กรมปาไม 




คานา





การปลกสวนปาไมเศรษฐกิจใหไดผลตอบแทนทีคมคาการลงทน


ขึ้นกบปจจยตางๆ ไดแก รปแบบและการจดการทีเหมาะสม พื้นที เงินทน






แรงงาน และตลาด ซึงการปลูกสวนปาของภาคเอกชนและเกษตรกร





สวนมากเปนสวนปาขนาดเลก เนืองจากมีพื้นทีจากด ซึงตองทาการเกษตร








ควบคไปดวย จึงจาเปนตองพฒนาการปลกสวนปา ใหสามารถใชประโยชน





ทีดินอยางคมคา ทีผานมามีผประสบความสําเร็จในการปลูกสวนปา โดย
พฒนาการปลกสวนปาไมเศรษฐกิจ ในระบบวนเกษตร ซึงเปนการปลกผสม







ผสานของไมหลายชนิด ทาใหตนไมมีการเติบโตดี และสรางรายไดที่คมคา


ใหกบผปลก ซึงควรนามาเปนตวอยางเผยแพรใหเกษตรกร ชมชน และผ ู






สนใจการปลกสวนปา ไดศึกษาแนวทางหรือประยกตใชในพื้นทีของตนเอง



สาหรับการ สงเสริมการปลูกไมเศรษฐกิจของเกษตรกรรายยอยหรือชมชน





ควรสงเสริมการปลกไมเศรษฐกิจในรปแบบกลมของชมชนในแตละพื้นที ่






เพือใหมีไมจากสวนปาเศรษฐกิจเพียงพอทีจะใชเปนวตถดิบ สาหรบ








อตสาหกรรมไมในทองทีน้นๆ และเพิมศกยภาพการบริหารจดการผลผลิต




ไมจากสวนปาเศรษฐกิจของชมชน ใหสามารถสรางรายไดอยางยงยืน อนจะ


กอใหเกิดประโยชนตอสงคม เศรษฐกิจและสิงแวดลอมของประเทศ











(นายบญชอบ สทธมนสวงษ)






อธิบดีกรมปาไม
กรกฎาคม 2556

สารบญ


หนา

บทนา 4


1. ปจจยพิจารณาการปลกไมเศรษฐกิจสาหรบพื้นที่ขนาดเลก 5




1.1 ชนิดไม 5




1.2 ระบบวนวฒนวธสาหรบการปลกสวนปา 8


1.3 พื้นที่ 9
1.4 ราคาและตลาด 10



1.5 รปแบบการปลกและจดการ 11

2. ตวอยางการปลกและจดการสวนปาของเกษตรกรและชมชน 21





2.1 เกษตรกรปลกสก อาเภอดานชาง จงหวดสพรรณบรี 21













2.2 เกษตรกรปลกสกเปนสวนหลงบาน จงหวดบรีรมย 24
2.3 เกษตรกรปลกไมปาผสมผสาน จงหวดฉะเชิงเทรา 29











2.4 เกษตรกรปลกประดผสมผสานยคาลิปตส จงหวดบรีรมย 31




2.5 เกษตรกรปลกไมผสมผสานและระบบวนเกษตรจงหวดพิษณโลก 33

2.6 เกษตรกรปลกไมเศรษฐกิจเพือเปนไมขดลอม 37



3. การรวมกลมทางปาไม  40


4. ตวอยางการดาเนินงานของสหกรณสวนปาภาคเอกชน 41


4.1 สหกรณสวนปาภาคเอกชนจงหวดเพชรบรณ จากด 41










4.2 สหกรณบริการผลิตภณฑไมดอนมล จากด 43








4.3 สหกรณสวนปาภาคเอกชนจงหวดลพบรี จากด 46
คานยม


บรรณานกรม







สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม 




บทนา

การปลูกไมเศรษฐกิจของเกษตรกรและภาคเอกชนมีวัตถประสงค



ตางๆ กน ไดแก กอสรางบานเรือน เฟอรนิเจอร เยือกระดาษ ผลิตภณฑไม



ประตู หนาตาง และไมขดลอม ในป 2537 กรมปาไมไดสงเสริมปลกไม



เศรษฐกิจใหภาคเอกชนปลูกสวนปาเพื่อการคา สนบสนนเงินทุน จานวน
3,000 บาทตอไร ทาใหผสนใจปลกสวนปากวาลานไร การปลกสวนปาของ




เกษตรกรและภาคเอกชนประสบปญหาดานตางๆ ไดแก เงินทุน ตนไมเติบโต




ไมดี ทีดินมีจากด ประกอบกบพืชเกษตรมีราคาสงขึ้น ทาใหมียกเลิกพื้นที ่





สวนปาเปลียนไปทาการเกษตรแทนเปนจานวนมาก สาหรบผทียงคงปลก









และดแลสวนปาอย เนืองจากตนไมมีการเติบโตดี มีรปแบบและการจดการ



ทีดีและเหมาะสม มีการใชที่ดินอยางคุมคา สามารถประโยชนพื้นที่ท้ง



การเกษตรและปาไม ใหความสําคญกบอนรกษทรัพยากรปาไม โดยมีผูปลก





ทีประสบผลสําเรจ สรางองคความรูทีเปนประโยชนในการปลูกสวนปาสามารถ








ผลิตไมและสรางรายไดใหกบครอบครว ซึงควรนาไปพฒนาการปลกไม




เศรษฐกิจและประยกตใชในพื้นทีของเกษตรกรและชมชน ทีปลกสวนปาอย ู


แลวและสนใจจะปลูกใหม




กรมปาไมมีการสงเสริมการรวมกลมของผปลกและผผลิตผลิตภัณฑ


ไม ทาใหมีการรวมกลุมกันจดต้งเปนองคกรทางปาไม ไดแก สหกรณสวนปา

ภาคเอกชน สหกรณผลิตภัณฑไม การจัดต้งกลุมเพื่อรวมกันซื้อ รวมกันขาย





การดาเนินธรกิจเกียวกบไม บริหารจดการผลผลิตไมของชมชน ใหสามารถ






ประกอบอาชีพทางดานการปลกและผลิตผลิตภณฑไมไดอยางมนคง
4 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน



















1. ปจจยพิจารณาการปลกไมเศรษฐกิจสาหรบพืนทีขนาดเลก





การถือครองทีดินของเกษตรกรมีพื้นที่จากด สวนมากจะนอยกวา




40 ไร ซึงขนาดของพื้นทีปลกสวนปาของภาคเอกชน เกษตรกร สวนมากมี




ขนาด ต้งแต 1-20 ไร ซึงบางรายตองใชพื้นทีทาการเกษตรรวมดวย ดงน้น




จึงจาเปนตองมีการนารปแบบและการจัดการสวนปาที่เหมาะสมมาดําเนิน


การใหมีการใชประโยชนทีดินอยางคมคาท้งดานผลผลิตไมและการเกษตร



การปลูกตนไมตองใชระยะเวลานานหลายป ผปลกตองมีการวางแผนการ






ปลก เพือไดผลตอบแทนทีคมคา ลดความเสียงในการลงทน ใหตนไมเติบโต





ดีมีคณภาพ โดยปจจยสาคญทีตองพิจารณาในการปลกสวนปาไมเศรษฐกิจ








ไดแก ชนิดไม พื้นทีปลก ราคา ตลาด รปแบบ วิธีการปลกและจดการ ดงนี้

1.1 ชนิดไม 
ชนิดไมของการปลกสวนปาของเกษตรกร ภาคเอกชน ไดแก


สก ยคาลิปตส ไผ สะเดา กระถินเทพา ยางนา ประด มะคาโมง แดง พะยง






และมะฮอกกานี เปนตน โดยชนิดไมเศรษฐกิจทีสาคญ สามารถสรางรายได









คือ สก ยคาลิปตส และไผ สาหรบการปลกไมทีมีระยะเวลาตดฟนนาน เชน





ประด พะยูง และมะคาโมง สวนมากอายประมาณ 18-20 ป ยงไดไมถึง


ขนาดตดฟน

การเลือกชนิดไมปลกตองพิจารณาปจจยตางๆ (ตารางที 1)




ไดแก ความเหมาะสมของพื้นที ตลาด ระยะเวลาการตดฟน ความตองการ



แสง ความสามารถในการเติบโตของตนไม สาหรบชนิดไมทีตลาดตองการ




ไดแก ไผ สก ยคาลิปตัส ประด พะยง (ตารางที 2)










สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  5








ตารางที่ 1 ปจจยทีสาคญในการพิจาณาชนิดไมปลก


ปจจย รายละเอียด


ระยะเวลา ส้น 5-10 ป ไดแก ยคาลิปตส ไผ




ตดฟนไม ปานกลาง 10-30 ป ไดแก สก กระถินเทพา

ยาว ต้งแต 20-60 ป ไดแก ยางนา พะยง ประด ฯลฯ



พนธ ุ  ค ัดเลือกพนธทีมีคณภาพ จากแมไมทีเติบโตดี ลกษณะ







เปลาตรง และมีการปรบปรงพนธ ุ


ความตองการ ไมบางชนิดตองการแสงมาก บางชนิดสามารถเติบโตได


แสง ภายใตรมเงาของไมอื่น การนามาปลกรวมกนในระบบ

ผสมผสานหรือระบบวนเกษตร ตองมีการวางแผนการ





ปลกกอนหลง ใหเติบโตทันกน ไมถกบดบง


ความสามารถ แบงเปน ไมโตเรว ไมโตปานกลาง ไมโตปานกลาง ไมโต


ในการเติบโต ชา ไมโตเรว ไดแก ยคาลิปตส ไผ กระถินเทพา สาหรบ







สกอาจจดเปนไมโตเรวปานกลาง ไมโตชา ไดแก ยางนา

ประด พะยง เปนตน


พื้นที ่ เลือกชนิดไมทีเหมาะสมกบพื้นที่ โดยพิจารณาไดจากชนิด



ไมดั้งเดิมของพื้นที หรือคุณสมบติของดินและปริมาณนํ้า

ฝน

ตลาด แหลงรบซื้อไม ระยะทาง คณภาพ และขนาดไม

6 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน













การใชประโยชน ผลิตหนอและลํา ไมคํายน เพาะ ั เลี้ยงสัตวนํ้าบริเวณชายฝง และ ไมจิ้มฟน ตะเกียบ เฟอรนิเจอร และ หนาตาง ผลิตประตู เฟอรนิเจอร กอสรางบานเรือน หรือทาของใชตางๆ ํ เยือกระดาษ ไมโครงสราง สาหรบทีจากด ควรปลกขาย ู ั ํ ่ ั เปนไมใหญ เนื่องจากไมขนาด เลกมีราคาตา ่ ํ แปรรป เ











ั ่ ู ํ  ็



















ู ั ั
รายละเอียด ระยะเวลาตัดฟน 4-5 ป ปลกหาง 3x3 ถึง 6x8 เมตร ขึ้นกบขนาดลาและกอ หลก สาคญคือตองตัดแตงกอ ตดลาแกออกใชประโยชน สามารถปลกเปนแปลงหรือ ลอมรอบพื้นที่เกษตร พื้นทีสวนปาได ไผทีนิยมปลก ไดแก ไผรวก ไผเลี้ยง ไผซาง ่ ระยะเวลาตัดฟน 15-30 ป ปลกระยะ 3x3 หรือ 2x4 เมตร ตดขยายระยะอายุ ประมาณ 6-9 ป สามารถปลกไดในหลายพื้นที่
ู กระจายเปนไมหลายชั้น ใหมีการสืบพันธตามธรรมชาติ และปลกเสริม 




่ 
ตารางที่ 2 แนะนาชนิดไมปลก  ํ ชนิดไม   ั ํ หมน ไผกิมซง ุ  ํ ั ู   ั การขนสง ไมโตชา ปลกเสริม ู










ไผ




สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม สก ั  ยคา- ู ลิปตส 7












1.2 ระบบวนวฒนวิธีสําหรบการปลกสวนปา
การปลกตนไมมีการจัดการตางจากการทําการเกษตร และ



มีระยะเวลาเกบเกียวนาน การปลกตองใหตนไมเติบโตดี มีผลผลิตเนื้อไมใน



เชิงปริมาณและคณภาพ มีขนาดใหญ ซึงตองมีการจดการและนาระบบ


วนวฒนวิธีสาหรบการปลกสวนปามาใชต้งแตเริมปลกจนถึงตดฟน ไดแก















กาหนดระยะปลกทีเหมาะสม การลิดกิง การตดขยายระยะ ระบบการตด


ฟน และระบบการสืบพนธ เปนตน






ระยะหางของตนไม หรือระยะปลก ขึ้นกับชนิดไม และขนาด
ไมทีตองการใชประโยชน แ ละวตถประสงคในการใชไม หากปลกชิดมากเกิน








ไปตนไมจะขึ้นหนาแนนเรว ไมมีขนาดเลก ปลกหางมากเกินไปตนไมจะไมสง




และแตกกิงกานมาก ผลผลิตตอพื้นทีนอยลง การปลกเพือเปนฟน ไมเชื้อเพลิง


เยือกระดาษ สามารถปลูกระยะชิดไดตั้งแต 2x2 2x3 หรือ 3x3 เมตร

สาหรบปลกเปนไมใหญ ควรปลกระยะ 3x3 หรือ 2x4 เมตร ปลกระบบ





วนเกษตร ไดแก 2x4 4x8 หรือ 2x6 เมตร เปนตน


การลิดกิง สาหรบตนไมที่มีการลิดกิงตามธรรมชาตินอย ควร








ชวยทาการลิดกิง ใหตนไมเปลาตรง ไมมีตาหนิ สาหรบสกทีเติบโตดี เปลา







ตรงควรลิดกิง ต้งแตอายุ 3-5 ป สาหรบบางพื้นทีสกมีการแตกกิงกานตั้งแต











ปที 1 จาเปนตองชวยลิดต้งแตเริ่มปลก สาหรบไมขนาดเลกถาลิดกิงมากเกิน

ไป ตนจะออนและหกงาย



การตดขยายระยะ ทาการตัดขยายระยะเมือตนไมมีอัตราการ


เติบโตลดลงหรือคงที่ ตนไมขึ้นหนาแนน ซึงขึ้นกบชนิดไมและระยะปลก



โดยสักควรตัดขยายระยะ ต้งแตอาย 6-9 ป โดยเลือกตดไมเล็กออก เหลือ








ไมขนาดใหญทีมีการเติบโตดี ซึงจะทาใหคมคาการลงทนเมือถึงรอบตดฟน






สดทายจะไดไมใหญ ทีมีราคาตอหนวยสงกวาไมขนาดเลกหลายเทาตว
8 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน


















ระบบการสืบพนธ ทีผานมาการปลกสวนปาสวนมากใชระบบ





ตดเพือการแตกหนอ ไดแก ยคาลิปตัส สก ไมตองลงทนปลกใหม โดยระบบ



ตดเพือแตกหนอนาจะเหมาะกบไมอายส้น เชน ยคาลิปตัส สาหรบไมสักควร








ทาการปลูกใหม เนืองจากอายรอบตดฟน ประมาณ 20-30 ป โดยมีผปลก











จงหวดแพร จะทาตดสกทีไดจากการแตกหนอขาย เมืออายประมาณ 8-9



ป ขนาดเสนรอบวงประมาณ 35-45 เซนติเมตร ซึงหากปลอยสักทีไดจาก

การแตกหนอไวนานมีโอกาสลมไดงายกวาสกทีทาการปลกใหม โดยไมทีมี









การสืบพันธตามธรรมชาติไดดี ควรนาระบบสืบพนธตามธรรมชาติมาใชดวย

จะลดคาใชจายในการลงทนปลกใหม




ยคาลิปตัสสามารถตดเพื่อการแตกหนอได 2-4 คร้ง โดยกลา



ปกชา จะตดเพือแตกหนอไดประมาณ 2 คร้ง กลาจากเมลด สามารถปลก







เพือแตกหนอไดถึง 3-4 คร้ง แตกลาปกชาจะมีคณสมบติใกลเคียงกับตนแม


และสามารถปรบปรงพนธไดรวดเรว และมีการเติบโตดี










ระบบการตดฟนไม สาหรบการปลกผสมผสาน หรือไมโตไม
สมาเสมอ การปลกไมหลายชั้น ควรจะใชระบบเลือกตัด ไมขนาดใหญหรือ




ไมเดน และเหลือไมเลกใหมีขนาดใหญ

1.3 พืนที ่


การปลกไมใหมีการเติบโตดี คมคาการลงทน ตองเลือกชนิด






ไมทีเหมาะสมกบพื้นที ควรเลือกชนิดไมปลกทีมีการกระจายพนธตาม





ธรรมชาติในพื้นที สาหรบปจจยทีสาคญของพื้นที ไดแก ปริมาณน้าฝน










ชนิดดิน ขนาดของพื้นที ระยะทางจากแปลงถึงแหลงรบซื้อไม (ตารางที 3)



สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  9















ตารางที่ 3 ปจจยทีสาคญเกียวกบพื้นทีปลกไมเศรษฐกิจ

พืนที ่ รายละเอียด


ลกษณะดิน ไมแตละชนิดเติบโตไดดีในดินที่แตกตางกัน เชน สกสามารถ

ขึ้นไดในหลายพื้นทีของภาคเหนือ ภาคตะวนออกเฉียง

เหนือ ภาคกลางตอนบน แตขึ้นไดดีในพื้นที่ดินคอนขาง




เปนดาง พื้นทีทีสกไมสามารถเติบโตได คือพื้นทีน้าทวม








ขง ทีนา และดินลกรง สาหรบประด พะยง สามารถปลก







ทีดินผสมลูกรง หรือทนแลงไดดีกวาชนิดอื่น สาหรบ



กระถินเทพา ไผ ชอบพื้นทีทีมีปริมาณน้าฝนมาก สาหรบ




ราบตา ควรปลกยางนา เปนตน






ขนาดของ พื้นที่ขนาดเลก การปลกเปนแถวเปนแนวอาจไมคมคา


พื้นที ่ การลงทน ควรพิจารณารปแบบผสมผสาน หรือระบบวน


เกษตร เพือใชประโยชนพื้นทีใหคมคา




ระยะทาง ระยะทางจากพื้นทีถึงถึงโรงงาน ตลาด ซึงจะสงผลตอ
คาใชจายในการขนสง และราคาผลผลิต
1.4 ราคาและตลาด
ปจจบนมีการใชไมจากสวนปามากขึ้น เนื่องจากไมในปาธรรมชาติ





ลดนอยลง ทาใหราคาไมสวนปาสงขึ้นดวย ราคาไมขึ้นกบชนิดไม ขนาด







คณภาพ ระยะทางจากพื้นทีปลกถึงโรงงาน เนืองจากพื้นทีปลกสวนปาสวน






มากเปนแปลงขนาดเลกและเปนรายยอย ควรมีการรวมกลมกนปลกเพื่อให

มีวตถดิบเพียงพอตอการต้งโรงงาน สะดวกในการขนสงวตถดิบไม ทีผานมา







การปลกกระจายหางกน ทาใหตลาดขึ้นกบพอคาคนกลาง ซึงกดราคาตากวา






ความเปนจริงมาก
10 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน














ราคาผลผลิตไม ไมไผ ราคา 5-60 บาทตอลา ขึ้นกบชนิดและ



ขนาดลํา ยคาลิปตัส ราคาประมาณ 600-1,200 บาทตอตัน สาหรบไมขนาด



เลก สก ราคาต้งแต 1,000-20,000 บาทตอลกบาศกเมตร ขึ้นกบขนาด



อาย และคณภาพไม





ตลาดไม วตถดิบไมสวนมากขายตลาดไมในทองถิน สาหรบตลาด



ไมอืนๆ ไดแก ตลาดไมตางถิ่น ตลาดไมทางระบบอินเตอรเน็ท ดงนี้ 1) ตลาด


ไมในทองถิ่น ไดแก ขายใหชมชนในพื้นที่ใชสอยสาหรบกอสรางและซอมแซม


บานเรือน และอตสาหกรรมไมในพื้นที 2) ตลาดไมตางถินสวนมากอยทาง




ภาคเหนือและภาคกลาง ภาคเหนือ ไดแก แพร เชียงใหม ภาคกลาง ไดแก

กรุงเทพมหานคร ปทมธานี อยธยา สมทรปราการ 3) ตลาดไมทางระบบ



อินเตอรเนท เปนตลาดขายไมที่มีการประกาศการซื้อและขายไมจํานวนมาก

สาหรับรายยอย การรวมกลุมเพื่อสรางตลาดไมในทองถิ่นมี






ความจาเปน เพือสะดวกสาหรบผซื้อ การรวบรวมไม การตอรองราคา


1.5 รปแบบการปลกและจดการ




การปลกไมเศรษฐกิจทีผานมากของเกษตรกรและภาคเอกชน

มีการพฒนาการปลก รปแบบการจดการในหลายรปแบบ มีการปลกแบบ








เปนแถวเปนแนว ปลกแบบแถบสลบกน ปลกระบบวนเกษตร มีการใช




ประโยชนที่ดินรวมระหวางตนไมและพืชเกษตร สามารถใชประโยชนทีดิน
อยางคมคา โดยปลกเปนไมหลายช้น ปลกผสมผสานไมหลายชนิด ปลก









กระจายแบบธรรมชาติ ปลกลอมรอบพื้นที เปนตน โดยรปแบบและการ



จดการขึ้นกบปจจัยตางๆ ไดแก พื้นที่ ชนิดไม วัตถุประสงค แรงงาน เงินทุน



ตลาด ความร และประสบการณของผปลก อาจแบงรปแบบกวางๆ ดงนี้







รปแบบการปลกสวนมากแบงตามการจดตาแหนงของตนไม

ทีปลกคือ 1) ปลกแบบเปนแถวเปนแนว 2) ปลกแบบเปนแถบสลับกน






สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  11










3) ปลกแบบกระจายไมเปนแถวเปนแนว 4) การปลกลอมรอบแปลงพื้นที ่
การเกษตรหรือสวนปา



นอกจากนี้อาจแบงตามชนิดปลก คือ 1) การปลกเชิงเดียว คือ



ปลกชนิดเดียว 2) ปลกไมผสมหลายชนิด 3) ปลกระบบวนเกษตร




แบงตามวตถประสงคการปลูก ไดแก 1) ปลกเพือผลิต





เยือกระดาษ 2) ปลกเพือเปนไมพลงงาน 3) เพือเปนไมกอสราง แปรรป





เฟอรนิเจอร 4) ปลกเพือขดเปนไมลอม





1.5.1 การปลกในลกษณะเชิงเดียว
เปนการปลกไมชนิดเดียวท้งแปลง ซึงสวนมากเกษตรกรจะปลูก





แบบนี้ การปลกไมชนิดเดียวสะดวกและงายตอการจดการกวาการปลกผสม




หลายชนิด ทีตองคานึงถึงความสามารถในการแขงขนเพือเติบโต ความ


ตองการแสง การบดบังแสง แตการปลูกเชิงเดียวมีความเสียงจากการความ


เสียหายรุนแรงของการระบาดโรคและแมลงมากกวาปลูกผสมผสานไมหลาย
ชนิด

1.5.2 ปลกไมแบบผสมหลายชนิด



เปนการปลูกไมปาต้งแต 2 ชนิดขึ้นไปผสมกน (ภาพที 1, 2 และ



3) การปลกแบบนี้ ลดความเสี่ยงความเสียหายรนแรงจากการระบาดของ


โรคและแมลง การปลกผสมผสานควรสรางมิติของผลผลิตท้งแนวราบและ






แนวดิง โดยปลกเปนไมหลายช้น จะเพิมศกยภาพในการใชพื้นทีไดดี และให


มีการสืบพนธตามธรรมชาติ รวมกบการปลกเสริม จะทาใหมี ไมใหญ กลาง










เลก และลกไม ในแปลงปลก ชวยลดตนทนในการปลก และนาระบบเลือก





ตดมาใชเพือใหไดไมขนาดใหญ การปลกผสมผสานเปนไมหลายช้น มีลกษณะ


ใกลเคียงกับปาธรรมชาติเขตโซนรอน ไมเรือนยอดกวางที่มีพรรณไมขึ้นรวม

กนหลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก
12 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















การปลกอาจสลบแถว หรือปลกผสมแบบกระจาย เปน



ไมหลายชั้น เพือการใชประโยชนพื้นที่มากทีสด การปลกตองคานึงความ




สามารถในการแขงขน ความตองการแสง ความสามารถในการอยูรวมกน




ไมบางชนิดโตเรว บางชนิดโตชา ถาเติบโตชามากอาจปลกกอนแลวคอยปลก





ไมโตเร็วตามหลง แตไมควรชาเกินไป เชน การปลกไผกบสก ซึงสกเติบโตชา


ควรปลกสกกอนไผ 2-3 ป



ภาพที 1

การปลูกผสมผสานไดหลาย



ชนิด จงหวดฉะเชิงเทรา ชนิดไม

ไดแก พะยง ยางนา ประด มะคา

โมง ฯลฯ













ภาพที 2

การปลกยางพารา


กบยางนา ตะเคียน

สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  13









ภาพที 3


การปลกยคาลิปตส




กบสก
1.5.3 ปลกระบบวนเกษตร



การปลกในระบบวนเกษตร (ภาพที 4 และ 5) เหมาะสมกับ






ชมชน ทีมีพื้นที่จากด ตองใชพื้นทีทาการเกษตรดวยเพือเปนรายไดหลักหรือ


เสริมของครอบครัว การปลูกตนไมรวมกบพืชเกษตร โดยปลูกตนไมโดยให
มี ชองวางระหวางแถวกวางมากขึ้น เชน 2x4 2x6 หรือ 3x7 เมตร และ
ทาการปลกพืชเกษตรแทรกระหวางแถว หรือแบบเปนแถบสลบกนโดยมีการ












ปลกตนไมและพืชเกษตรพรอมกน หรือแทรกภายหลง ขึ้นกบปจจยอตรา


การเติบโต และความตองการแสง ระวงไมใหมีการบดบังกน กรณีที่ตนไม



เติบโตชิดกน อาจเปลียนชนิดพืชเกษตรทีตองการแสงนอยลง หรือทาการ


ลิดกิงตนไมใหโปรงมากขึ้น


ไมที่ปลกรวมกับพืชเกษตรไดดี ไดแก ยคลิปตัส มีเรือนยอดแคบ


โปรง ทาใหพืชที่ปลกรวมไดแสง สวนไมสักปลูกรวมไดดีในระยะ 2-3 ปแรก

หลงจากน้นสกเติบโตเรือนยอดกวางบดบงแสง อาจชวยลิดกิงหรือเปลียน









ชนิดทนรมแทน สกมีการผลดใบในฤดแลง จะชวยใหพืชทีปลกรวมไดรบแสง


ในชวงนี้
14 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน














ภาพท 4






ปลกสกรวมกบมนสาปะหลง






อาเภอดานชาง จงหวดสพรรณบร ตัด




ขยายระยะสักเพอขายและทําการ





ลดกงเรอนยอดสักใหโปรง แลวปลก






มนสาปะหลงแทรก




















ภาพที 5 การปลกกระถนเทพารวมกบมนสาปะหลง กระถินเทพา อาย 6 เดอน

















เสนรอบวงเฉลย 20 ซม. สง 6 เมตร สวนคณคาพน บานหวยนาใส




อําเภอสนามชยเขต จงหวัดฉะเชงเทรา


สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  15










1.5.4 การปลูกลอมรอบแปลงพืนที่การเกษตรหรือสวนปา

เปนการปลกตนไม

เปนขอบแปลงหรือลอมรอบ

พื้นทีเกษตร หรือสวนปา เพือ



ชวยเปนแนวกนลม และทําให




ไดผลผลิตไมทีปลกเปนรายได


เสริม เชนการปลกยคาลิปตส


บนคนนา (ภาพที 6) รอบแปลง

พืชเกษตร หรือการปลกตนไม


ทีระบบรากแขงแรง ไดแก ไผ





สก ลอมรอบยูคาลิปตส ลดการหกโคนจากลมพายุของยคาลิปตสไดซึงเปน




กลาปกชาระบบรากไมแขงแรง


1.5.5 ปลกเพือผลิตเยือกระดาษ









สวนมากเปนการปลกยคาลิปตส แบบเชิงเดียว มีตลาดรองรบ

คอนขางแนนอนขึ้นกับระยะของพื้นที่ปลกกบโรงงาน ใชระบบแตกหนอ อาย ุ

ตดฟน 4-5 ป ราคา 800-1,200 บาทตอตน สาหรบการปลกเชิงเดียวเปน













แปลง ใหคมคาการลงทนควรมีพื้นทีปลก ไมนอยกวา 20 ไรขึ้นไป สาหรบผ ู


ทีมีพื้นทีจากด อาจปลูกเสริมเปนแนวหรือลอมพื้นทีเกษตร สวนปา บนคันนา





เพือเปนรายไดเสริม





1.5.6 ปลกเพือเปนไมพลงงาน





ชนิดไมปลกเพือพลังงาน ไดแก ยคาลิปตส และกระถินยกษ


เพือผลิตฟน ถานหรือพลงงานชีวมวล ปลกใหมีระยะชิดคือ 1x1 1.5x1.5




หรือ 2x2 เมตร เพือใหผลผลิตตอไรสูง ระยะเวลาตัดฟน ต้งแต 1-3 ป


มีการใชระบบตัดเพื่อการแตกหนอ ควรนาระบบการสืบพันธตามธรรมชาติ

16 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน



















และปลกเสริมมาใช เพือลดตนทนในการปลกใหม และควรเพิมมลคาไมและ


ใชประโยชนไมแบบครบวงจร เชน ทาเตาเพือผลิตถาน








1.5.7 ปลกเพือเปนไมกอสราง แปรรป เฟอรนิเจอร 


การปลกแบบนี้ ควรปลกเพือใหไดไมทีขนาดใหญและตลาด


ตองการ ไดแก สก สะเดา ยคาลิปตัส พะยง มะคา ประด เปนตน ควรเปน








ชนิดทีมี ความแขงแรง ลวดลายหรือสีทีสวยงาม การแปรรปไดงาย ทนทาน


ตอการทาลายของแมลง สวนมากเปนการปลกไมสก เนืองจากวตถดิบไม









ขาดแคลนและเปนที่ตองการของตลาด สกเติบโตดีคมคาการลงทุน รอบตด


ฟนไมยาวนานมาก




1.5.8 ปลกเปนแถวเปนแนว



ปลกเปนแถวเปนแนว สะดวกในการจัดการ การทาไมออก การ



กาจดวชพืช เหมาะกบชนิดไมที่มีเรือนยอดแคบ เชน ยคาลิปตส สามารถ




ปลูกระยะที่ชิดได ประมาณ 2x2 2x3 หรือ 3x3 เมตร สําหรับไมที่

เรือนยอดกวาง เชน ไมสก หากปลกชิดกนมาก เรือนยอดจะชิดกนเรว ตอง








มีการตดขยายระยะ สก ปลกระยะ 2x4 จะตดขยายระยะชวงอายประมาณ





6-9 ป ตดครั้งแรกไดไมขนาดเลกมีราคาตา ดงน้น สกอาจวางแผนการ







ปลกแบบเปนแถวเปนแนว แตเปนไมหลายช้นอาย เพือใหมีการใชประโยชน




พื้นทีมากขึ้นและไดไมหลายช้นอายในพื้นที ่







การปลกสกเปนแถวเปนแนว ไมสกตองการแสงมาก ทาใหสก


ทีอยขางในแปลงจะมีขนาดเลก ไมขอบแปลงมีขนาดใหญ (ภาพที 8) ดงน้น








ควรปลกระยะหางใหไดแสงเพียงพอ หรือวางแผนการปลูกใหสกรบแสงได




ทวถึงทั้งแปลง เชน ปลกสกระยะ 2x2 เมตร จานวน 2-3 แถว แลวเวนระยะ


ใหหาง 4 หรือ 6 เมตร เพือใหแสงเขาไประหวางแปลงได (ภาพที 7)







สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  17







ภาพที 7 การวางแผนการปลกสกใหตนไมในแปลงไดรบแสง









ภาพที 8


สกภาคเอกชน อาเภอ



ชนแดน จงหวดเพชรบรณ


อาย 15 ป



สกทีอยขอบแปลง
เรือนยอด สามารถแผขยาย
ออกดานนอก ไดและไดรบ



แสงเตมทีจะมีขนาดใหญ
กวาในแปลง
18 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















1.5.9 ปลกกระจายไมเปนแถวเปนแนว


การปลูกกระจายไมเปนแถวเปนแนว (ภาพที่ 9 และ 10)






เหมาะกบพื้นทีทีมีขนาดเลก อาจปลกเปนไมชนิดเดียว หรือหลายชนิด
มีไมหลายขนาดเปนไมหลายชั้น มีไมใหญ ไมขนาดกลาง เล็ก และลูกไม
การปลูกใหลักษณะใกลเคียงกับปาธรรมชาติเขตรอนที่มีไมหลายชั้น มี


ความหลากหลายทางชีวภาพ ทาใหมีการใชประโยชนของพื้นทีไดมาก นา

ระบบเลือกตัดมาใช เลือกตัดไมใหญแลวปลอยใหไมเล็กไดรับแสง เติบโตขึ้น



แทนที ปลอยใหมีการสืบพนธตามธรรมชาติหรือปลกเสริม ลดคาใชจาย







ในการลงทนปลกใหม สาหรบการทาไมตองระมดระวงความเสียหายของ

ตนไมทีปลกอยใกลกน



























ภาพที 9 รปแบบการปลกแบบกระจาย








สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  19


ภาพที 10
การปลูกไมปาพืช
เกษตร กระจายเปนไม

หลายช้นของคณบวลอย





จงหวดพิษณโลก







1.5.10 ปลกเพือขดเปนไมลอม

เปนการปลูกแลวขุดลอม เพือขายเปนไมที่มีขนาดใหญ


(ภาพที 11) อายต้งแต 1 ป ขึ้นไป สวนมากมีขนาด ต้งแต 1-6 นิ้ว ขึ้นกบตาม




ความตองการของตลาด ทีจะไดตนไมใหญรวดเร็วตามที่ตองการ ชนิดไม





ไดแก ประด พะยง กนเกรา ตะแบก ปบ อินทนิล เปนตน โดยสามารถปลก


ระยะชิดกน ต้งแต 0.5x0.5 1x1 2x2 เมตร ขึ้นกบขนาดไมทีตองการ ถาไม




ขนาดเลกสามารถปลกชิดมากได สามารถใชพื้นทีขนาดเลก หรือเกษตรกร



ทีมีพื้นทีจากด นอยกวา 1 ไรได




20 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน


















ภาพที 11 การปลกไมเศรษฐกิจเพือขดลอมขาย จงหวดสระบรี



2. ตวอยางการปลกและจดการสวนปาของเกษตรกรและชมชน












2.1 เกษตรกรปลกสก อาเภอดานชาง จงหวดสพรรณบรี




นายจนทา ยศสา (แกว) อาย 70 ป บานพหวาย ตาบล







กระเสียว อาเภอดานชาง จงหวดสพรรณบรี ปลกสกต้งแตป 2537

ปลกระยะหาง 2X4 เมตร พื้นที 30 ไร สกมีการเติบโตดี อาย 16 ป







สกมีการเติบโตทางเสนรอบวงต้งแต 45-80 เซนติเมตร (ภาพที 12)
ผปลกเพาะกลาไมเอง มีการลิดกิ่ง มีการตดขยายระยะ โดยเริมตดเมือสก














อาย 8-9 ป โดยผปลกเริมตดเนืองจากการสงเกตการเติบโตของตนไมทีไม


เทากน ใชระบบแตกหนอและปลกเสริม

สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  21











การตดไมใชระบบเลือกตดเอาไมใหญขาย และระบบตดเพือ









การแตกหนอ (ภาพที 14 และ 15) ซึงไมทีแตกหนอปจจบนอาย 3-12 ป มี
ขนาดเสนรอบวง 10-40 เซนติเมตร มีการปลูกในลักษณะระบบ



วนเกษตร โดยชวยลิดกิ่งสกใหโปรงและปลกมนสาปะหลงแทรกชองวาง






ระหวางตนสก ผลผลิตมนสาปะหลง 2.5-3.5 ตนตอไร (ภาพที 13)




ผปลูกมีการทําไมออกหลายครั้ง เพือขายไมและใชสอย

สรางบานเรือน (ภาพที่ 16) สามารถสรางรายไดที่มนคงใหครอบครว









เริมตดสกต้งแตอายได 9 ป ราคาต้งแต 500-4,000 บาทตอตน ทีผานมามี

การทาไม 1,000 กวาตน ทีผานมามีรายไดจากการขายไมสก 400,000-


500,000 บาท










ภาพท 12 การปลกสกของเกษตรกร อาเภอดานชาง จงหวดสพรรณบรี







22 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน













ภาพที 13

ตดขยายระยะไมสัก



เพื่อขายและทาการลิดกิงสก



ทีเหลืออยใหโปรง ทาการปลก



มนสาปะหลังแทรก



































ภาพที 14


สกอายุ 3 ป จากการแตก


หนอ หลงการตดขยายระยะ





สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  23












ภาพที 15 ตอเหลือหลังทาไม ภาพที 16 การนาไมสกมาใชประโยชน
และมีการแตกหนอ สรางบานและเฟอรนิเจอร

2.2 เกษตรกรปลกสกเปนสวนหลงบาน จงหวดบรีรมย 










ขอมลทวไปผูปลก นายสมบรณ วงศศาเกต เกษตรกร






กิงอาเภอบานดาน จงหวดบรีรมย ประกอบอาชีพทาไร ทานา เดิมประกอบ








อาชีพเปนคร ประมาณ 40 กวาปทีผานมา มีการแจกกลาสกใหโรงเรียนใน








พื้นที โรงเรียนละ 10 กลา ซึงนายสมบรณไดขอกลาไมสกจานวน 10 ตน มา







ปลกในพื้นทีหลงบาน (ตารางที 4) ซึงเดิมเปนพื้นทีปลกปอ ตอมาสกมีการ




เติบโตกระจายทวพื้นที่ จานวน 300-400 ตน พื้นที่ 2-3 ไร สกมีการสืบพันธ ุ




ตามธรรมชาติ (ภาพที 22) จากการรวงหลนของเมลดสกจากตนแม ทาใหมี



สกในพื้นทีหลายช้นอาย และไมหลายช้นเรือนยอด ท้งสกขนาดใหญ เลก













ลกไม (ภาพที 17 18และ 19) เติบโตขึ้นผสมผสานกบพนธไมพื้นทีเมือง เชน




ประดู มะคา แตไมสกมีการเติบโตและกระจายพันธตามธรรมชาติดีกวา สก
เติบโตไดดี (ตารางที 5) ตนสกทีมีขนาดใหญ มีความโตทางเสนรอบวงถึง



140 เซนติเมตร (ตารางที 20) การตดฟนไม ใชระบบเลือกตดไมใหญเพือ





ขายและใชประโยชนสรางบานเรือน นอกจากระบบการสืบพันธตามธรรมชาติ

แลวยงมีการตดเพื่อการแตกหนอ (ภาพที 21)



24 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน














ขอเสนอแนะ สกสามารถสืบพันธตามธรรมชาติไดดี การปลูก





แบบกระจายเปนไมหลายช้น เหมาะกบพื้นทีขนาดเลก สามารถใชประโยชน



พื้นที่ใหมีผลผลิตมากกวาการปลกแบบเปนแถวเปนแนว ใชการสืบพนธตาม









ธรรมชาติ ไมตองเสียคาใชจายในการลงทนปลกเพิม แตตองระมดระวง

ความเสียหายของลกไมขณะทาไมออก

ตารางที่ 4 ขอมูลการปลกสกแบบกระจายเปนสวนหลังบาน จงหวดบรีรมย








การปลกและ

การจดการ รายละเอียด

อาย ุ สกมีหลายช้นอาย ต้งแต 1-45 ป มีไมขนาดใหญ กลาง เลกและ




ลกไม



รปแบบ ปลูกเปนสวนหลงบาน กระจายตามธรรมชาติ เปนไมหลายช้น



ผสมผสานไมพื้นเมือง ไดแก สะเดา ประด มะคาโมง ตะครอ มี

การเลี้ยงววในพื้นทีปลกสก เพิมความอดมสมบรณของดิน









การสืบพนธ ุ สืบพนธตามธรรมชาติ อาศยการกระจายเมลดจากตนแม และ





ระบบตดเพือแตกหนอ


การตดฟน การตดฟนแบบเลือกตดไมขนาดใหญ การตดไมคร้งแรกเมือสก







อายประมาณ 15 ป มีการทาไมออกหลายคร้ง จานวนไมกวา 100




ตน


การบํารงดแล มีการถางวชพืช ชวยลิดกิง ตดแตงหนอใหเหลือ 2-3 หนอใน



รกษา ระยะแรก เมือต้งตวไดเหลือ 1 หนอ




ผลผลิต สกมีการเติบโตดี มีไมขนาดเลก กลางและขนาดใหญ มีไมขนาด


เสนรอบวงถึง 150 เซนติเมตร ขนาดเสนรอบวงเฉลียประมาณ


80-90 เซนติเมตร สง 20 เมตร
สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  25










การปลกและ
การจดการ รายละเอียด




ราคาและ ขายใหโรงงาน เพือนบานใกลเคียงและใชประโยชน ต้งแตปลก

รายได ไดอาย 15 ป และในป 2551 มีการตดไมขนาดใหญ 80-150


เซนติเมตร ขายจานวน 40 ตน ตนละ 5,000 บาท















ภาพที่ 17 แสดงการกระจายของสัก ลกไม ไมขนาดเสนผานศูนยกลาง
มากกวา 15 ซม. และนอยกวา 15 ซม. ของแปลงวดขนาดขนาด


10×20 เมตร จานวน 3 แปลง












(เมตร)









ภาพที 18 แสดงการกระจายของตนสกในแปลงวดขนาด 10×20 เมตร



26 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน



















ตาราง 5 การเติบโตของสักทีสืบพนธตามธรรมชาติผสมผสานกับไมปาทีปลกเปน




สวนหลงบาน จงหวดบรีรมย




ตน ชนิด เสนรอบวง ความสง ตน ชนิด เสนรอบวง ความสง



ที ่ (ซม.) (เมตร) ที ่ (ซม.) (เมตร)

1 สก 88 18 13 สก 41 10

2 สก 39 14 14 สก 58 7


3 สก 34 11 15 สก 36 7


4 สก 60 9 16 สะเดา 145 20


5 สก 76 17 17 มะคา 123 21


6 สก 42 10 18 สก 86 19

7 สก 92 19 19 สก 84 17

8 สก 38 13 20 สก 144 22


9 สก 11 17 21 ประด ู 58 15



10 สก 47 7 22 สก 58 15

11 สก 53 10 23 สก 92 16


12 สก 80 18 24 สก 107 20



หมายเหต แปลงวดขนาด 10 × 20 เมตร

ภาพที 19

การปลกสกแบบกระจาย


เปนสวนหลังบาน จงหวัด


บรีรมย




สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  27







ภาพที 20 เสนรอบวง 140 ซม. ภาพที 21 สกเติบโตกระจายแบบ


ธรรมชาติ
























ภาพที่ 22 การสืบพนธตามธรรมชาติ ภาพที 23 มีระบบตดเพือการ




ของสก แตกหนอ
28 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน

















2.3 เกษตรกรปลกไมปาผสมผสาน จงหวดฉะเชิงเทรา

สวนคณวนชย ฤทธิลิขิต (มลนิธิฉะเชิงเทราเพือการพฒนา)












อาเภอสนามชยเขต จงหวดฉะเชิงเทรา มีการปลกไมปาหลายชนิดแบบ





ผสมผสาน (ภาพที 24) ลกษณะกระจายทวไป เริมปลก ป 2535 มีไม


หลายชนิด ไดแก สะเดา ขี้เหล็ก ประด มะคาโมง มะเกลือ มะคาแต ตะเคียน


พะยง คามอกหลวง สีเสียด มะหาด ขะเจาะ มีการปลกพืชสมนไพร บริเวณ


ใตตนไมและชองวาง ไดแก เปราะหอม วานทิพยเนตร วานมหาเสนห (ภาพ


ที 25) ปจจบนตนไมอายประมาณ 15-18 ป มีการเติบโตดี (ตารางที 6)






โดยเฉพาะพะยง มีขนาดเสนรอบวงถึง 90 เซนติเมตร รองลงมาเปนมะคาโมง
ประมาณ 80 เซนติเมตร มะเกลือ ประมาณ 60-70 เซนติเมตร











ภาพที 24 การปลูกไมพื้นเมืองแบบผสมผสานไมหลายชนิด ไดแก ประดู พะยูง สะเดา
มะคาโมง มีการปลูกพืชสมุนไพรระหวางชองวางของตนไม จงหวดฉะเชิงเทรา






สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  29









ภาพที 25 พืชสมนไพรทีปลกระหวางชองวางของไมปาผสมผสาน


ตารางที่ 6 การเติบโตของตนไมทีปลกผสมผสาน จงหวดฉะเชิงเทรา


ลาดบ ชนด เสนรอบวง ลาดบ ชนด เสนรอบวง








ท ี ่ (ซม.) ท ่ ี (ซม.)
1 มะกอกปา  55.8 10 ตะแบก 47.5

2 มะคาโมง 52.4 11 มะคาโมง 81.7


3 มะเกลอ 66.4 12 ตะเคยน 29.7

4 มะเกลอ 73.5 13 แดง 38.9






5 มะเกลอ 68.0 14 สกณ (ขมอด) 83.0
6 มะกอกปา  51.5 15 แดง 33.9

7 พะยง 45.0 16 คาง 102.8


8 มะคาโมง 81.7 17 ตะเคยน 51.7


9 ชงชน 32.5 18 พะยง 90.0

30 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน






















2.4 เกษตรกรปลกประดผสมผสานยคาลิปตส จงหวดบรีรมย 
นายประสิทธิ บุญชัย เกษตรกรดีเดนดานการปลูกสวนปา








ป 2550 อยทีอาเภอหนองกี่ จงหวดบรีรมย ปลกสวนปาแบบผสมผสาน


ระหวางประดและยคาลิปตสในป 2537 จานวน 52 ไร โดยปลกประด ระยะ






หาง 2x4 เมตร และปลกยคาลิปตสจานวน 2 แถวแทรกระหวางแถวของ









ประด (ภาพที 26) สนใจปลูกประด เนืองจากประดเปนพนธไมพื้นเมืองของ




พื้นที และในปาธรรมชาติมีจานวนลดนอยลง และทําการปลูกยคาลิปตส

เพอใหมรายไดระหวางรอประดโต







ประด อาย 14 ป มีการเติบโตทางเสนรอบวงระหวาง 35-90


เซนติเมตร เฉลี่ย 57.85 เซนติเมตร สูง 11 เมตร (ตารางที่ 7) ผลผลิต



ยคาลิปตสประมาณ 13-15 ตนตอไร รวมประมาณ 700 กวาตน เมือประด ู






โต มีการตดกิงออกบาง เพือไมใหเรือนยอดบงยคาลิปตส ยคาลิปตสตด









แตกหนอไดผลผลิตจานวน 3 รอบ คร้งแรกเมือ อาย 5 ป ไดผลผลิต 15 ตน



ตอไร ราคาตนละ 800 บาท คร้งที 2 ไดผลผลิต 15 ตนตอไร ราคา 1,050








บาทตอตน การปลกโดยขดหลม ใชกลาทีเพาะจากเมลด สาหรบกลาจาก



การปกชาเติบโตเรว ตอมีขนาดเลก แตปลกจากเมลดสามารถตดเพือแตก










หนอไดนานกวาหลายรอบตดฟน ประมาณ 4-5 คร้ง ประมาณ 20 ป ปลก



โดยใชกลาจากเมลด ระบบรากดี แขงแรง


สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  31











ตารางที่ 7 แสดงการเติบโตของประด อาย 14 ป จงหวดบรีรมย


(มียคาลิปตัสแทรกระหวางแถว)


เสนรอบวง ความสง เสนรอบวง ความสง





ตนที ่ ตนที ่
(ซม.) (ม.) (ซม.) (ม.)
1 55.5 11.0 11 50.0 9.0
2 42.0 12.5 12 59.0 10.0
3 55.0 14.0 13 60.0 13.0
4 74.0 15.0 14 78.0 12.0
5 62.0 10.0 15 70.0 11.0
6 63.5 10.0 16 23.0 5.0
7 54.0 12.0 17 90.0 13.5
8 58.0 9.0 18 53.0 11.0
9 35.0 8.0 19 69.0 12.0
10 46.0 10.0 20 60.0 12.0































ภาพที 26 การปลกประดผสมยคาลิปตัสของเกษตรกร จงหวดบรีรมย







32 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน
















2.5 เกษตรกรปลูกไมผสมผสานและระบบวนเกษตร จงหวด
พิษณโลก




นายบวลอย ตมสข อาเภอบางกระทม จงหวดพิษณโลก






เปนเกษตรกรดีเดนแหงชาติ อาชีพปลูกสวนปา ป 2553 ปลกไมปาผสมผสาน





กบพืชเกษตร และขุดบอเลี้ยงปลา ทานา ดาเนินการปลูกตนไมปลูกต้งแต


ป 2536 เริมทาผสมผสานมาประมาณ 5 ป




พื้นที่ปลกผสมผสานจานวน 14 ไร มีลกษณะเปนทีเปนทีตา











น้าทวม ไดปรบปรงพื้นทีโดยทาคนเสริมรอบพื้นทีปลกตนไม และขดรองให






น้าสามารถระบายไดทาการปลูกตนไมผสมผสานเปนแถบ (ภาพที 27)




ชนิดไมทีปลก ไดแก ยางนา สก ประด มะฮอกกานี แดง มะคา

ชิงชัน พืชเกษตรปลูกผสมผสาน ไดแก กลวย มะพราว มะปราง ขนน มะละกอ








พริก ถว ผกสวนครว (ภาพที 28 และ 29) ตนไมทีขึ้นไดดีในพื้นที มีสก ประด ู
ยางนา มะฮอกกานี ตะเคียน นายบัวลอยมีแนวคิดในการปลูกตนไมเพื่อการ
ออมเงินในอนาคต เนืองจากราคาไมสงมากขึ้น และไดรบการสนบสนนจาก










เจาหนาทีปาไมในพื้นที่ โดยใหความรูเกียวกบการปลกตนไมวา สกชอบพื้นที ่



ดอนไมชอบน้า สาหรบยาง ตะเคียน ประด ชอบน้า ยางนาตานทานลมไดดี


สกลมงาย ชนิดไหนทีเติบโตไมดี จะนาชนิดอืนมาปลกแทรก เนืองจากพื้นที ่









ตา จึงทาคนลอมรอบ และขดรองใหน้าระบายได




ตนไมมีการเติบโตดี แสดงการเติบโตในตารางที 8 เกษตรกรมี

รายไดจากการทานา เลี้ยงปลา ผลผลิตการเกษตร เชน กลวย ประมาณ

200 กิโลกรมตอเดือน มะพราวเกบไดเดือนละ 3,000-5,000 บาท





นอกจากนี้ยังเปนประธานกลมวิสาหกิจชมชนไดรวบรวมคนในชมชน

ต้งกลุมผลิตผลิตภัณฑไม ผลิตเฟอรนิเจอรไมเปนรายไดเสริม ในชวงเวลา
วางจากการทาการเกษตร





สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  33








ตารางที่ 8 แสดงการเติบโตของตนไมทีปลกเปนแถบแบบผสมผสาน

























































34 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















เสริมคนกนนา ํ ้

ขดรองระบายนา ้ ํ


ทีนา












ทีนา























ภาพที 27

รปแบบการปลกเปน



แถวผสมผสานไมปาและพืช



เกษตร ในพื้นทีตา และมีการ



ทาคนลอมรอบพื้นที่ ขดรอง
ระบายนํ้า


สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  35







ภาพที 28


การปลกผสมผสาน

ไมปากบพืชเกษตร จงหวด


พิษณโลก































ภาพที 29
ปลกกลวย


มะยงชิด พืชสวนครว
ผสมผสานไมปา


36 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















2.6 เกษตรกรปลกไมเศรษฐกิจเพือเปนไมขดลอม





ขอมลทวไป ชมชนในทองที ตาบลชะอม อาเภอแกงคอย

















จงหวดสระบรี การปลกไมเศรษฐกิจเพือขดลอมขายเปนไมใหญ ซึงเปน



อาชีพทีสรางรายไดอยางมนคงของคนในพื้นที (ภาพที 30) ตาบลชะอมมี





การปลกไมเศรษฐกิจเพือการขดลอม ประมาณ 5,000 ไร มีรานคาจําหนาย



กวา 175 รานคา ผปลกและผูประกอบธุรกิจไมขุดลอมในพื้นที่มีความ



พึงพอใจกับการประกอบอาชีพนี้ สามารถสรางเปนรายไดทีมนคงใหครอบครว

ต้งแต 20,000 -50,000 บาทตอเดือน การปลกไมขดลอมของชมชนในพื้น





เริมป 2533 ซึงมีองคกรและหนวยงานราชการ เขาไปสงเสริมการปลูกไม




เศรษฐกิจและการทาธุรกิจเพือสรางความมันคงใหแกชุมชน ตอมามีการรวม






กลมและจดต้งเปนสหกรณสวนปา เพือทาธรกิจไมลอม ชวยเหลือสมาชิก

และชมชนในพื้นที




ชนิดไมและการปลก ชนิดไมทีนิยม ไดแก มะฮอกกานี พะยง









ตะแบก กนเกรา ศรีตรง ปบ กระโดน ชยพฤกษ กลปพฤกษ ตีนเปดน้า เปน
ไมทีนาไปจดสวน มีดอกสวย ใบสวย หรือไมเศรษฐกิจมีคาหายาก การปลก




ไมเศรษฐกิจเพื่อขดลอม เปนไมใหญมีระบบรากติดมา สาหรับผซื้อที่ตองการ




นาไปปลกไดตนโตรวดเร็วตามทีตองการ การปลกสามารถใชพื้นทีขนาดเลก







ไมถึง 1 ไร ปลกระยะหางต้งแต 0.5x0.5 ถึง 3x3 เมตร ขึ้นกบขนาดที ่




ตองการของตลาด อายไมต้งต้งแต 1-6 ป ขนาดเสนผาศนยกลางต้งแต





1-6 นิ้ว เชนตองการไมขนาด 6 นิ้ว ควรปลกระยะหาง 3x3 เมตร รปแบบ





การปลก สวนมากปลกเปนแถวเปนแนวดวยระยะทีชิดมาก
ตลาด ไมขดลอมมีตลาดท้งในประเทศและตางประเทศ ไดแก







ประชาชนทวไป หนวยงานราชการ โรงเรียน วด บริษท บานจดสรร โรงแรม

ตลาดตางประเทศ เชน ไตหวน สิงคโปร บรไน


สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  37















ภาพที 30 การปลูกไมเศรษฐกิจ เพือผลิตไมขุดลอม ตาบลชะอม อาเภอ




แกงคอย จงหวดสระบรี


ปญหาอปสรรค ไดแก ปญหาโรคแมลง เพลี้ย หนอนกดใบ ราคา






สงขึ้นของวสดอปกรณ เชน ขยมะพราว คาแรงงานเพิมขึ้น ระเบียบ กฎหมาย




เปนอปสรรค ไมสะดวก

ราคาไม ขึ้นกับชนิดและขนาด การขายไมลอม จะขายตามขนาด
เสนผาศนยกลางเปนนิ้ว ราคาประมาณ 100-200 บาทตอนิ้ว (ราคาทีราน






คาขายไมขุดลอม) สาหรบไมใหญ เชน ไม 6 นิ้ว ปลกระยะ 3x3 เมตร อาย ุ
ประมาณ 5-6 ป ราคาประมาณ 1,000-1,500 บาท สาหรบเจาของสวน


มีการขายแบบเหมาสวนและเปนตน ไมเลกราคาที่สวนประมาณ 30-50





บาทตอตน แตผซื้อตองดาเนินการขดเอง
38 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















การขดลอมตนไม (ภาพที 31) ไมขนาดเลกสามารถขดแลวยก











ขึ้นเลย สาหรบไมใหญตองขดแลวทิ้งไวเรียกวา การขดหมก เพือใหตนไมมี
การปรบตว ใหรากงอกออกมากอน คาใชจายในการขดลอม ไดแก คาแรง






งาน คาขนสง คาวสด เชน เชือกปอ ขยมะพราว คาแรงงาน ตองจางแรงงาน

ทีมีฝมือ คาจางแรงงาน 500-600 บาท/คน/วน สาหรบการรบจางขดลอม






ไมแบบเหมา คาการขุดลอมไมคิดเปนนิ้ว ไมขนาดเล็กเสนผาศูนยกลางตั้งแต

1 ถึง 4 นิ้ว คาขดลอม 10-15 บาทตอนิ้ว ไมขนาดเสนผาศนยกลาง ต้งแต 5


นิ้วขึ้นไป คาขดลอม 20-30 บาทตอนิ้ว






















ภาพที 31 การขดลอมตนไม








สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  39




3. การรวมกลมทางปาไม 

ผปลกสวนปา และผผลิตผลิตภณฑไม มีการรวมกลมกนจดต้งเปน














องคกรในลกษณะกลมธรรมชาติ หรือกลมทีมีการจดทะเบียน เปนสหกรณ




สวนปา สหกรณผลิตภณฑไม หรือวิสาหกิจชมชน เพือชวยเหลือชมชนและ


สมาชิกในการบริหารจดการไมและผลผลิตไม ใหสามารถดาเนินการธรกิจ


เกียวกบไม ไดแก การเพาะกลาไม การปลก การซื้อขายไม การต้งโรงงาน



แปรรูปและผลิตผลิตภัณฑไม การรวมกลุมจะทําใหราคาไมของสมาชิกดีขึ้น


มีการแบงปนกาไร การสรางตลาดและอานาจในการตอรองราคา การอํานวย









ความสะดวกใหแกผซื้อ การรวมกลมจาเปนสาหรบผปลกรายยอยทีมีพื้นที ่



ปลกขนาดเลก เพื่อรวมกนซื้อและขายผลผลิตไมของสมาชิกและชุมชน การ


เพิ่มมลคาไมโดยผลิตเปนผลิตภัณฑ ซึงหากไมมีการรวมกลุม ตางคนตางทํา
จะถกกดราคาจากพอคาคนกลาง มีการการแขงขันกนขายและการตัดราคา


การรวมกลุมโดยจัดต้งเปนองคกรทีมีการจดทะเบียน แบงเปน สหกรณ



และวิสาหกิจชมชน มีลกษณะดงนี้


1) วิสาหกิจชุมชน เปนแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ ใน






การเพิมศกยภาพการผลิตของชมชน ตามพระราชบญญติสงเสริมวิสาหกิจ

ชมชน พ.ศ.2548 การจดทะเบียน โดยกรมสงเสริมการเกษตรผานเกษตร


อาเภอ ผานศนยบริการและถายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจําตาบล




การจดต้งโดยสมาชิกรวมกนในชมชนไมนอยกวา 7 คน ปจจบนมีการจด













ต้งวิสาหกิจชมชนเพือประกอบธรกิจเกียวกบปาไม เพือผลิตผลิตภณฑไม
จาหนาย


2) ระบบสหกรณ มีการจดทะเบียนตามพระราชบัญญติสหกรณ
2542 ผานทางสหกรณจงหวด กรมสงเสริมสหกรณ ทีผานมามีการจดต้ง







สหกรณเกียวกบสวนปา และผลิตผลิตภณฑไม

40 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน














สหกรณสวนปาภาคเอกชน จดต้งจานวนกวา 36 แหง




แตประสบปญหาตางๆ ทาใหมีการยกเลิก หรือไมมีกิจกรรมดาเนินการที่


สามารถชวยสมาชิกได การศึกษาเกี่ยวกบการรวมกลุมทางปาไม พบวา


ปญหาและปจจยความสาเรจของกลมมี (ตารางที 9) ดงนี้











ตารางที 9 ปญหาและปจจยความสาเรจในการรวมกลม

รายละเอียด


ปจจยความ ผนา









สาเรจ ความสามารถของผนา ความต้งใจ เสียสละ การไดรบยอมรบจาก

สมาชิก


ความต้งใจ ความรวมมือของสมาชิก ความซือสตย การยอมรบใน



แนวความคิดที่แตกตาง การนาระบบประชาธิปไตยมาใช

การบริหารจดการ

ความรู ความสามารถในการประกอบธุรกิจ การบริหารจัดการทีดี
การตรวจสอบ ระบบบญชี ระเบียบและกฎหมาย รปแบบบริหาร


จดการ




ปญหา เงินทน การขาดแคลนเงินทน


แรงงาน คาแรงสง แรงงานขาดแคลน คณภาพของงานฝมือ



อืนๆ สมาชิกอยไกลกน ความขดแยง

4. ตวอยางการดาเนินงานของสหกรณสวนปาภาคเอกชน






4.1 สหกรณสวนปาภาคเอกชนจังหวัดเพชรบรณ จากด




สหกรณสวนปาภาคเอกชนจังหวดเพชรบรณ มีสมาชิก 220 คน









มีการจดต้งเนืองจากราคาไมตดขยายระยะมีขนาดเลกราคาตา จึงรวมกน

ต้งเปนสหกรณ มีการต้งโรงงานประดิษฐกรรมไม (ภาพที 32) โดยรบซื้อ







ไมสกจากสวนปาของสมาชิก ใหราคาสงกวาพอคาคนกลาง (ภาพที 33 34


และ 35) ประเภทของผลิตภณฑไม ไดแก เฟอรนิเจอร ประต หนาตาง







สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  41




ฝาบาน สวนมากขายใหคนในทองที่และจงหวดใกลเคียง ไมสักที่ใชสวนมาก

อาย16-18 ป ขนาดความโตเสนรอบวง 35-70 เซนติเมตร เฉลีย 45

เซนติเมตร ความยาว 5-6 เมตรตอตน ไมสักคณภาพดี ปลวกไมกิน ราคา

ผลิตภัณฑของสหกรณฯ ฝาบาน ราคา 1,700 บาทตอตารางเมตร ต ราคา

5,000 บาทตอตารางเมตร



























ภาพที 32 โรงงานประดิษฐกรรมของสหกรณสวนปาภาคเอกชน


จงหวดเพชรบรณ














ภาพที 33 การรับซื้อไมสักทอน ภาพที 34 สีและลวดลายของแกนไมสัก

จากสมาชิก สวนปา
42 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน














ภาพที 35 การผึงไมสกแปรรปของสหกรณ









4.2 สหกรณบริการผลิตภณฑไมดอนมูล จากด
สหกรณบริการผลิตภัณฑไมดอนมูล จํากัด ตั้งอยูที่ตําบล
ดอนมูล อําเภอสูงเมน จังหวัดแพร (ภาพที่ 36) การกอตั้งเริ่มป 2539


กรมปาไมเขามาใหคาแนะนําและอบรม ป 2541 ชมชนที่ประกอบอาชีพ
เกียวกบงานไม ไดรวมกลุมในพื้นที่จดต้งสหกรณบริการผลิตภณฑไมดอน





มลขึ้น มีสมาชิก 260 คน ทนเรือนหุน 10 บาทตอหุน มีปนผลและเฉลียคืนให




สมาชิก การจัดต้งเพื่อใหสมาชิกที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรและอาชีพ


งานไมมารวมกนผลิตผลิตภณฑไม ในพื้นทีของสหกรณ (ภาพที 37) การ





ดาเนินการอยางถูกตองตามระเบียบและกฎหมาย มีการรวมกันซื้อวตถดิบ
เพือใชผลิตผลิตภณฑไม มีการสรางตลาด ใหความสะดวกตอผซื้อและ



การขนสง




สหกรณมีการต้งโรงงานแปรรปไม สาหรบสมาชิก มีการแบง


พื้นทีจานวนกวา 89 หอง ใหสมาชิกเชาดําเนินการทําผลิตภัณฑเอง สหกรณ

มีรายไดจากคาเชาพื้นที่ทีจดแบงไว อตรา 150 บาทตอหอง โดยมีการแบง




สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  43









สวนกาไรใหสหกรณ จากการขายสินคาของสมาชิก เชน สวนแบงกาไรจาก




ประตไมสก จานวน 20 บาทตอบาน สหกรณชวยดแล สนบสนนดานการ






ตลาด โดยต้งรานคาของสหกรณเพื่อนาผลิตภณฑของสมาชิกมาจาหนาย




ประสานงานติดตอผซื้อ การทาสญญา รายไดของสมาชิกขึ้นกบปริมาณงาน
และคณภาพของสมาชิกแตละราย สมาชิกมีรายไดประมาณ 10,000-20,000


บาทตอครอบครวตอเดือน
ไมสกซึงเปนวตถดิบหลกในการทาเฟอรนิเจอร สหกรณจะเปน













ผจดหาวตถดิบให โดยซื้อไมจากองคการอตสาหกรรมปาไม (ออป.) และ
ภาคเอกชน สวนมากซื้อจาก ออป. คิดเปนรอยละ 70 สวนปาภาคเอกชน



รอยละ 30 เคยใชไมพมาคณภาพไมดี เนื้อไมไมแขง สีจาง โดยราคาไมภาค
เอกชนถูกกวาของ ออป.ครึงหนึ่ง แตคณภาพของ ออป.ดีกวา และไมสก





ออป.มีอายมากกวา หลงจากไดไมทอนมาแลวสหกรณทาการจดสรรใหแก


สมาชิก โดยคิดคาบริการไมทอนละ 100 บาทตอ ลกบาศกเมตร ปริมาณไม

ทีใช 600-800 ลกบาศกเมตรตอเดือน หลงจากต้งเปนสหกรณมีตลาด










เพิมขึ้น ตลาดไม มีอยทวประเทศ สวนมากเปนการทาตามการสงซื้อของผ ู







บริโภค สมาชิกสามารถนาผลิตภัณฑไปรวมกนจาหนายทีรานคาสหกรณ



เพือสะดวกในการซื้อของลกคา สินคาสวนมากเปนบานประต บานหนาตาง





รองลงมาเปนต เตียง ชดโตะเกาอี้รบแขก

การบริหารสหกรณโดยประธานสหกรณ ไมมีการจางผจดการ




เริมแรกมีปญหา แตคณะกรรมการชวยกน โดยปจจยสาคญ คือ ผนาตอง







เขมแขง มีระบบบัญชี สาหรบแรงงานไมมีปญหา เนืองจากคนในชุมชนมี







อาชีพเกียวกบงานไมอยแลว มีปญหาดานวตถดิบ บางคร้งขาดแคลน เชน





ออป. หยดทาไม ระเบียบกฎหมายยุงยาก ข้นตอนเยอะ ลกคาหนี้เสีย จาเปน








ตองมีการทาสญญาและชาระเงินมดจา

44 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน































ภาพที 36 สานกงานสหกรณบริการผลิตภณฑไมดอนมล จงหวดแพร 

3
6





ภาพที่ 37 คนในชุมชนทีมีอาชีพงานไม เปนสมาชิกและเขามาผลิตผลิตภัณฑ



ในพื้นทีของสหกรณฯ



สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  45














4.3 สหกรณสวนปาภาคเอกชนจงหวดลพบรี จากด





สหกรณสวนปาภาคเอกชนลพบรี ต้งอยทีอาเภอโคกเจริญ




จังหวัดลพบุรี จดต้งเนืองจากพื้นที่มีการปลกไมสกเปนจานวนมาก และมี









ปญหาเกียวกบไมตดขยายระยะ ซึงไมมีตลาดและราคาถูกมาก จึงจดต้ง




โรงงานแปรรปไม และประดิษฐกรรมไม เครืองอบไมเพือผลิตผลิตภณฑไม

ไดแก วงกบ ประตหนาตาง เครืองเรือน การตบแตงภายในอาคาร ไมแปรรูป



เฟอรนิเจอร (ภาพที 38 และ 39) ตลาดสวนมากอยในทองถิน โดยเฉพาะ


ไมสกแปรรป คนในทองถินซื้อเพือสรางและซอมแซมบานเรือน (ภาพที 40)







สหกรณชวยซื้อไมสมาชิกโดยใชราคาของออป. ซึงสงกวาพอคาคนกลาง
(ตารางที่ 10) พยายามพัฒนาการใชไมขนาดเล็ก จากการตัดขยายระยะโดย


ใชท้งทอนไมเปดปก เพือใหใชประโยชนไดมากขึ้น
การดาเนินการระยะแรกประสบปญหาหลายดาน ตองแกไขปญหา




จนปจจบน มีรายไดตอปเกือบ 2 ลานบาท ปจจบนยงไมมีรานคา แตไมมี






ปญหาดานการตลาด ลกคามีการสงซื้อผลิตภณฑ ซึงยงขาดแคลนแรงงาน









ไมสามารถผลิตใหไดทนตามทีลกคาตองการ มีคนงาน 12 -17 คน โดยฝก

คนในทองถิน
ปจจบนวตถดิบไมสักนอยลง เนืองจากคนปลูกยกเลิกพื้นที่ไป










ทาการเกษตรปลกพืชชนิดอืน ทาใหตองซื้อไมไกลขึ้น มีปญหาเกียวกับระเบียบ

ไมสกขนาดเลกตองตีตรา การทาบญชีไม




46 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน















ตารางที่ 10 ตวอยางราคารบซื้อไมสมาชิกของสหกรณสวนปาเอกชน
จงหวดลพบรี




ขนาดเสน ความยาว ปริมาตร ราคา บาท



รอบวง ทอน ลบ.ม.ตอ บาทตอ ตอทอน


(เซนติเมตร) (เมตร) ทอน ลบ.ม.

30 6 0.0432 3,100 133.92
40 6 0.0588 3.500 229.95
50 6 0.0768 3.900 299.52




































ภาพที 38 การนาไมสกทอนทีมีลกษณะไมเปลาตรงมาใชประโยชน

โดยไมเปดปก


สานกวจยและพฒนาการปาไม กรมปาไม  47









ภาพที่ 39 ผลิตภัณฑไมสัก สหกรณ
สวนปาภาคเอกชน



จงหวดลพบรี
























ภาพที 40 ไมสกสวนปาของสมาชิก


จากการตดขยายระยะนา


มาแปรรูปจาหนายและใช

ทาผลิตภณฑไม


48 การจดการสวนปาและการรวมกลมทางปาไม เพอพฒนาไมเศรษฐกจของชมชน












Click to View FlipBook Version