The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-28 04:02:49

ไม้สนโอคาร์ปา

สนโอคารปา




(Pinus oocarpa Schiede)































ศูนยวนวัฒนวิจัยเชยงใหม ่



สานกบรหารจัดการในพื นที ปาอนุรกษ 16 จงหวัดเชยงใหม ่













กรมอุทยานแหงชาติ สตวปา และพันธุพืช
2547

จัดทําโดย




ประดิษฐ หอมจน


วินย ศรกุล


สมเกียรติ กลั นกลิ น

อําไพ พรลีแสงสุวรรณ ์



สาโรจน วัฒนสุขสกุล

สมชาย นองเนอง

คํานํา




ไม้สนโอคารปา (Pinus oocarpa Schiede) จัดเปนไม้สน







เขตรอน (Tropical pine) มการกระจายพันธตามธรรมชาตอยู่แถบทวป




อเมรกากลาง ส่วนใหญ่จะพบในบรเวณภูเขาสงภายในทวป ซงสงจาก



ระดับนํ าทะเลประมาณ 700 - 1,500 เมตร เปนไม้สนทได้รบความสนใจ



จากหลายประเทศนําไปทดลองปลูกและปรบปรงพันธ เนองจาก











สามารถข ึนได้ในหลายพ นทและเจรญเตบโตได้ด พบว่ามความ





เหมาะสมสําหรบปลูกสรางสวนปาในพ นที ทมระดับความสงปานกลาง




ถงสงมาก เน อไม้สามารถนําไปใช้ประโยชนได้หลายประการ



โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเยื อและกระดาษ เนองจากมเส้นเยื อใยยาว



เหมาะสําหรบทํากระดาษอย่างเหนยวได้ด ี

ประเทศไทยได้นําไม้สนโอคารปาเข้ามาทดลองปลูก







คร ังแรกในป พ.ศ. 2514 พบว่ามการเจรญเตบโตดมาก ต่อมาจงได้มการ
นําไม้สนโอคารปาจากหลายถ นกําเนดมาทดสอบและคัดเลือกสายพันธ ุ ์








ทเหมาะสมและทําการปรบปรงพันธ์เพื อการปลูกสรางสวนปา

ผู้เขยนหวังว่าเอกสารเล่มน ีคงจะเปนประโยชนแก่




ผู้สนใจที จะทําการศกษาค้นคว้าเกี ยวกับไม้สนโอคารปา


คณะผู้จัดทํา

สารบัญ



หน้า



บทนํา 1

ลักษณะทั วไป 1


การกระจายพันธ์ตามธรรมชาต ิ 6



ปจจัยส งแวดล้อมทเหมาะสม 7

การขยายพันธ 8


การปลูกสรางสวนปา 17

โรคและแมลง 26


การเจรญเตบโต 28


คุณสมบัตเน อไม้และการนําไปใช้ประโยชน 33

เอกสารอ้างอง 34


สนโอคารปา


(Pinus oocarpa Schiede)






บทนา






สนโอคารปา (Pinus oocarpa Schiede) เปนพันธไม้

ตระกูล Pinaceae จัดเปนไม้สนเขตรอน (Tropical pine) มขอบเขต


การกระจายพันธตามธรรมชาตอยู่แถบทวปอเมรกากลาง เรยกว่า








“Pino ocote” หรอ “pino colorado” โดยทั วไปจะพบข ึนเปนกลุ่มสน
ผืนเดยวกันทชั นอายุต่างๆ กัน (unevenaged pure forest) และจะพบ




กลุ่มสนอายุเดยวกันปะปนอยู่เปนจุดๆ ไป จะมไม้ชนดอนขึ นปะปนอยู่



ด้วยเปนพวกไม้ใบกว้างตระกูลไม้ก่อ (Quercus spp.)


ลักษณะทั วไป

ลําตน (Stem) เปนไม้ขนาดกลางถงขนาดใหญ่ ม ี






รปทรงด ลําต้นเปลาตรงและกิ งก้านเล็ก โดยทั วไปมความสงประมาณ
20 - 30 เมตร เส้นผ่าศนย์กลางทความสงเพยงอกประมาณ 50 เซนตเมตร





แต่ถ้าข นในสภาพพ นที ดจะมความสงได้ถง 45 เมตร และความโตทาง








เส้นผ่าศูนย์กลางถง 1 เมตร เรอนยอดมขนาดประมาณ 1/3 - 1/4 เท่าของ

1






ความสง แต่ถ้าข นอยู่ในทโล่งลําต้นจะมขนาดใหญ่ มพ นที เรอนยอดมาก




ข น และกิ งค่อนข้างใหญ่ ต้นไม้บางต้นจะมการแตกง่ามและกิ งค่อนข้าง



ลู่ลง ซงลักษณะทั งสองอย่างน ีเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธกรรม








ลักษณะทอาจเหนได้ชัดซงจะไม่พบในไม้สนชนดอน คอการมลําต้น


ส่วนยอดคดๆ งอๆ เปนคลนที เรยกว่า kinkiness และลําต้นทถูกทําลาย



โดยไฟปาหรอสัตว์เลี ยงหรอจากสาเหตุอนๆ จะสามารถแตกหน่อขึ นมา



ทดแทนได้ โดยจะแตกจากโคนต้นที ระดับชดดนหรอสงข นมาเล็กน้อย








สําหรบต้นไม้ทมอายุน้อยกิ งก้านที เกิดจะมีลักษณะพุ่งขึ นข้างบน แต่เมอ

ต้นไม้มอายุมากข นกิ งก้านจะเปลี ยนไปมีลักษณะขนานกับพื นราบ มกิ ง



แขนงเล็กๆ ลักษณะอ้วนสั นพุ่งข นข้างบน ซงในระยะแรกจะมสนํ าตาล










และเปลยนเปนสนํ าตาลอมแดง มผิวขรขระในภายหลัง เปลอกลําต้นจะ

บาง มลักษณะเปนเกล็ดสนํ าตาลอมแดงเฉพาะส่วนบนของลําต้นและ




ตามกิ งก้าน ส่วนล่างของลําต้นเปลอกจะหนาและขรขระมากกว่า มส ี




นํ าตาลเข้มถงนํ าตาลอมเทาหรอสเทาอมดํา เปลอกในเปนสนํ าตาลอ่อน





ใบ มลักษณะยาวแหลมคล้ายเข็ม เรยกว่า “needle” อยู่



รวมกันเปนกระจุกหรอกลุ่มใบ (fascicle) ส่วนมากจะพบมกลุ่มใบละ 5

ใบ อาจพบ 3 หรอ 4 ใบบ้าง แต่ 6 ใบจะพบได้น้อยมาก ความยาวของใบ


อยู่ระหว่าง 12 - 28 เซนตเมตร กว้างประมาณ 1.5 มลลเมตร มสเขยว














อ่อนหรอสเขยวอมเหลอง มกาบหมใบยาว 18 - 31 มลลเมตร สนํ าตาล




อ่อนในระยะแรกทใบเร มแตกและเปลยนเปนสนํ าตาลเข้มเกือบดําเมอ



2




ใบแก่เต็มที ใบของไม้สนโอคารปาจะรวมเปนกระจกอยู่ทปลายกิ งย่อย




ปลายใบจะอ่อนโน้มลง ตาทจะแตกเปนใบส่วนมากมลักษณะกลมยาว






หรอเกือบเปนรปกรวยสนํ าตาลแดงและมยางเปนจํานวนมาก ยอดอ่อน

จะเปนสม่วงอ่อนๆ


ดอก ไม้สนโอคารปาเปนไม้ทแยกดอกเพศผู้ (male




flower) และดอกเพศเมย (female flower) อยู่ในต้นเดยวกัน (monoecious

tree) ปลีดอกตัวผู้ (male strobili) จะมจํานวนมาก อยู่เปนพวงสั นๆ ค่อน



ไปทางปลายกิ งส่วนตอนล่างของเรือนยอด ปลดอกตัวผู้ทยังไม่เปดจะม ี







ความโต 5 - 7 มลลเมตร ยาว 20 - 30 มลลเมตร ปลดอกตัวเมย (female

strobili) จะอยู่ส่วนตอนบนของเรอนยอดโดยออกรวมกันเปนชั นรอบๆ




ตรงปลายกิ งที ยอดกําลังเจริญ ปกตจะออกดอกปละชั นๆ ละ 2 - 4 ปล


มน้อยทออกเปน 2 ชั น ในประเทศไทยจะออกดอกระหว่างเดอน


พฤศจกายนถงมกราคม และผสมเกสรเดอนกุมภาพันธ์ถงเมษายน






หลังจากผสมเกสรแล้ว ปลดอกตัวเมยทพัฒนาเปน









conelet ซงมขนาดยาว 10 - 12 มลลเมตรจะขยายยาวข นเปน 15 - 20








มลลเมตร เปลยนจากสชมพูเปนสเขียวอ่อนและเปลยนเปนสนํ าตาล





ในขณะเดยวกันก้านของ conelet จะยาวข นเปน 25 - 40 มลลเมตรและ

โค้งงอลง ขบวนการพัฒนาของ conelet จนเปน cone ทมขนาดโตสด





และแก่จนสามารถเก็บเกี ยวได้ในประเทศไทยใช้เวลา 20 - 22 เดอน

โดย cone แก่ให้เมล็ดได้ในเดอนตุลาคมถงพฤศจกายน


3

ดอกตัวผู ้








เปลือก





















ใบ
cone


ภาพท 1 ลักษณะเปลือก ดอก ใบ และผลของสนโอคารปา




ผลและเมล็ด (Cone and Seed) ผลของไม้สนทั วไปจะ





เรยกว่า “cone” cone ทแก่แล้วจะมความผันแปรมากทั งรปร่างและขนาด

โดยทั วไปจะพบเปนรปไข่ ปอมๆ สั นๆ หรอรปกรวยยาวประมาณ




4




70 - 80 มลลเมตรและกว้างประมาณ 50 - 55 มลลเมตร cone จะม ี





ก้านยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนตเมตร เหนยวตดแน่นอยู่บนต้นเปนเวลา
หลายๆ ป ส่วนใหญ่จะออกเปนกระจกๆ ละ 3 ผล อาจม 1 หรอ 2 หรอ








มากกว่า 3 ผลบ้าง แต่ไม่พบมากนัก จะมเปลอกหนามลักษณะคล้าย

หนามแหลมตลอดทั ง cone รปร่างของ cone จะแตกต่างกันไปจากรป






กลมจนถงรปไข่ยาวๆ มความยาว 40 - 150 มลลเมตรโดยจะพบ




ความแตกต่างน ีในหม่ไม้เดยวกัน ภายในต้นเดยวกันจะพบน้อยมาก
ต้นไม้ทยิ งแก่จะยิ งให้ cone ทเล็กลง ใน cone แก่จํานวนกลบของ cone






จะแตกต่างกันไปจาก 120 - 160 กลบ และประมาณครงหนงจะสามารถ




ผลตเมล็ดทสมบูรณได้ เมล็ดจะอยู่เปนคู่ๆ ด้านในสดของกลบ รปร่าง






เมล็ดเปนรปไข่ยาวๆ ปลายแหลมทั งสองด้าน มความยาวประมาณ 2 เท่า



ของความกว้าง โดยมความยาวเฉลยประมาณ 6 มลลเมตรและกว้าง




ประมาณ 3 มลลเมตร ปกเมล็ดจะตดอยู่อย่างหลวมๆ กับเมล็ด











ยาวประมาณ 15 - 18 มลลเมตร สของเมล็ดเมอมเปลอกนอกหมอยู่

จะต่างกันไปจากดํา เทาถงนํ าตาล และจะหลุดลอกออกไปบ้างหลังจาก


ผ่านขบวนการทําความสะอาดเมล็ด เมล็ดทยังไม่แก่เมอสกัดออกมา

จะมสอ่อนกว่า



5


การกระจายพันธุตามธรรมชาติ




ไม้สนโอคารปาจัดเปนไม้สนเขตรอน (Tropical pine) ม ี





ถ นกําเนดเดมอยู่แถบทวีปอเมรกากลาง การกระจายพันธ์ครอบคลุมช่วง


เส้นรง (latitude) กว้างกว่า 15 องศา และครอบคลุมช่วงเส้นแวง


(longitude) แคบกว่า 22 องศาเล็กน้อย โดยเร มพบการกระจายพันธจาก




ประเทศ Mexico ลงมาทางใต้จนถงประเทศ Nicaragua จดสงสดของ





ช่วงการกระจายพันธเร มจากทางตอนเหนอของรฐ Sinaloa ในประเทศ


/

0
/
0



Mexico ทพกัดเส้นรง 27 00 เหนอและ เส้นแวง 108 08 ตะวันตก








0

ลงมาทางตอนใต้จนถึงจดการกระจายพันธตําสดทพกัดเส้นรง 85 51 /



ตะวันตกในรฐ Matagalpa ประเทศ Nicaragua การกระจายพันธจะเปน



แถบทไม่ต่อเนองกัน ส่วนใหญ่จะอยู่แถบย่านภูเขาสงจากทางตะวันตก



เฉยงเหนอของประเทศ Nicaragua ผ่านมาถงประเทศ Honduras และทาง

ตอนเหนอของประเทศ EI Salvador จนถงครงทางตอนใต้ของประเทศ




Guatemala และตะวันตกเฉยงใต้ของประเทศ Mexico อกแหล่งหนงทม ี





การกระจายแยกออกไป คอ Mountain Pine Ridge ในประเทศ Belize

0
/




0
ทพกัดเส้นรง 17 00 เหนอ และ เส้นแวง 88 55 ตะวันตก
/


6



ปจจัยสงแวดลอมที เหมาะสม


ไม้สนโอคารปาจะพบได้ตั งแต่ระดับความสง 600 เมตร

จนถง 2,400 เมตร จากระดับนํ าทะเลปานกลาง แต่ส่วนใหญ่ทพบจะอยู่



ระหว่างระดับความสง 700 – 1,500 เมตร ในระดับตํากว่า 600 เมตร อาจ



พบได้บ้างแถบประเทศ Mexico ทระดับความสง 500 เมตร และใน

ประเทศ Guatemala ทระดับความสง 250 เมตร





ตามสภาพธรรมชาตไม้สนโอคารปาจะข นในดนทม ี


ความอุดมสมบูรณตํา ดนทรายจัด มการระบายนํ าด ส่วนใหญ่เปนดนที









เกิดจากช นส่วนทภูเขาไฟพ่นออกมานานแล้วจําพวกหน Quartz หรอ




Quartzite ซงมความแห้งแล้งอย่างรนแรงในระยะทอากาศหนาวจัด และ






เกิดไฟไหม้เปนประจํา มฝนตกในช่วงฤดูรอนระหว่างเดอนเมษายนถึง

พฤศจกายน โดยมระยะที ฝนตกหนักมากทสด 2 ช่วงในเดอนพฤษภาคม







และกันยายน ค่าเฉลยปรมาณนํ าฝนอยู่ระหว่าง 1,000 – 1,500 มลลิเมตร





ต่อป แต่ในบางแห่งจะมปรมาณนํ าฝนเพยง 700 มลลเมตรต่อป และ



บางแห่งมมากกว่า 2,000 มลลเมตรต่อป ช่วงที ไม่มฝนตกจะแห้งแล้งจัด









นาน 4 – 5 เดอน บางพ นที อาจมากกว่าน ค่าเฉลยระดับอุณหภูมในพ นที

ทไม้สนชนดน ข นอยู่ตามธรรมชาตจะอยู่ระหว่าง 13 – 23 องศาเซลเซยส












โดยมอากาศเย็นทสดในเดอนมกราคม และรอนทสดในเดอนพฤษภาคม


7







ไม้สนชนดน สามารถทนรอนได้สงถง 40 องศาเซลเซยส แต่จะไม่ทนต่อ
ความหนาวจัดจนเกิดนํ าค้างแข็ง (Frost)

การขยายพันธุ ์







การขยายพันธไม้สนพอจะกล่าวสรปโดยรวมได้ 2 วธ ี
หลัก ดังน ี
1. การขยายพันธโดยอาศัยเพศ (Sexual reproduction


หรอ Sexual propagation)



2. การขยายพันธโดยไม่อาศัยเพศ (Asexual reproduction

หรอ Vegetative propagation)





การขยายพันธุโดยอาศยเพศ (Sexual reproduction หรอ Sexual
propagation)


เปนการขยายพันธโดยอาศัยเมล็ดพันธซงเกิดจากการ






ผสมเกสรระหว่างเกสรดอกตัวผู้และไข่ดอกตัวเมย จนเกิดเปนผลและ




เมล็ดตามมา แล้วนําเมล็ดทได้ไปเพาะเปนกล้าไม้เพอนําไปปลูกต่อไป



การขยายพันธวธน ีทําได้ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ลงทุนตํา





เสยค่าใช้จ่ายน้อย เปนวธทนยมปฏบัตกันโดยทั วๆ ไปในปจจุบัน







8





การขยายพันธุโดยไมอาศยเพศ (Asexual reproduction หรอ
Vegetative propagation)

นอกจากการขยายพันธไม้สนโดยการใช้เมล็ดพันธแล้ว



ปจจุบันน ยังมการทดลองขยายพันธไม้สนโดยไม่อาศัยเพศอกด้วย เช่น







การตอนกิ ง การตัดกิ งปักชํา การปกชํากลุ่มใบ (Fascicles) ตลอดจนการ



พยายามผลตกล้าไม้สนโดยการเพาะเล ยงเน อเยื อ และการตดตา ต่อกิ ง






เปนต้น การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศของไม้สนมหลายวิธ คอ


การตอนกิ ง (Marcotting หรอ Air Layering) เปน




วธการขยายพันธ์ซงปกตใช้กับไม้ผลทั วๆ ไป ทไม่ต้องการให้กลายพันธ ุ ์




โดยการนํากิ งตอนจากแม่ไม้ที มีรากแข็งแรงดีแล้วไปปลูก วธน แม้ว่าจะ


เปนการปฏบัตงานทล่าช้า และใช้เวลายาวนานในการตอนกิ ง ต้องรอให้




ออกรากจนแข็งแรงจงย้ายไปปลูก แต่มผลดในแง่ของการอนรกษ์พันธ ุ ์










และร่นระยะเวลาในการผลตเมล็ดพันธจากแม่ไม้ทด เช่น ปกตการทํา




สวนผลตเมล็ดพันธ์ไม้สนโดยการปลูกจากกล้าไม้ซงเพาะเมล็ดจะให้ผล




และเมล็ดได้เมออายุราวๆ 12 – 15 ป แต่การสรางสวนผลตเมล็ดจากกิ ง

ตอนจะทําให้ออกผลและเมล็ดได้ ในระยะเวลาเพยง 3 – 5 ปเท่านั น


จงสามารถย่นระยะเวลาได้หลายป เปนต้น แล้วยังเปนหลักประกันได้อีก




ด้วยว่าเมล็ดทได้ใหม่จะมคุณลักษณะเหมอนแม่ไม้เดมทุกประการ







การตอนกิ งไม้สนของโครงการปรบปรงพันธไม้สน


ในขณะน ี ได้ทดลองเลอกแม่ไม้อายุต่างกันระหว่าง 8 ป และ 16 ป


9


ปรากฏว่าให้ผลไม่แตกต่างกัน นอกจากนั นแล้วยังมการทดลองใช้




ฮอรโมน และสารเคมต่างๆ เร่งในการออกราก ซงมผลต่อการปฏบัตงาน





ให้สําเรจมากยิ งข น เช่น การใช้ NAA (Naphthalene Acetic Acid), IBA

(Indole Butyric Acid), GA (Gibberellins) และฮอรโมนเร่งการออก



รากพชทมขายในท้องตลาดทั วไป เช่น Seradix เปนต้น


อายุกิ งที ใช้ในการขยายพันธุ์โดยการตอนก็มผลต่อการ

ปฏบัตงานมาก คอกิ งตอนล่างมักจะเป็นกิ งอายุมากกว่ากิ งตอนกลางหรือ



ตอนบนลําต้น แต่การปฏบัตงานตอนกิ งล่างๆ จะทําได้สะดวก ในขณะท ี

อัตราความสําเรจอาจตํากว่ากิ งตอนบนขึ นไป








ระยะเวลา เปนอกเรองหนงที จะต้องพจารณา การตอนกิ ง
สนจํานวนมากๆ จะให้ผลดเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพราะหากเปนฤดูกาล



อนรากออกมาแล้วจะแห้งตายไปได้เมอไม่มนํ าหล่อเล ยงเพยงพอ แม้ว่า




อัตราการออกรากอาจจะสงกว่าการตอนในฤดูฝนบ้างก็ตาม อย่างไรก็



ตามจากการทดลองของโครงการปรบปรงพันธไม้สน ปรากฏว่า



ผลสําเรจในการตอนกิ งสนขยายพันธยังไม่สงมากนักคอจะอยู่ในราว







50 – 60 เปอรเซนต์เท่านั นแล้วแต่อายุไม้ และยังคงต้องทําการวจัยและ
พัฒนาต่อไป
กิ งไม้สนทตอนจนออกรากดแล้ว จะตัดมาชําไว้ใน





ถุงพลาสตกขนาดใหญ่อกระยะหนง (2 – 3 เดอน) จนตั งตัวได้ดแล้ว



10


จงจะนําออกไปปลูกในภาคสนามต่อไป อัตราการรอดตายของกล้าไม้
สนจากกิ งตอนอยู่ในอัตราสูงมากกว่า 80 เปอรเซนต์ข นไป







การตอกิ งไมสน (Grafting) หรอบางคนเรยกว่า การ



เปลยนยอดไม้สน ก็เปนวธการเดยวกันในการทนํากิ งไม้สนจากแม่ไม้



อายุมากๆ มาต่อกับต้นตออายุ 1 – 2 ป เพอให้เจรญเตบโตต่อไป วธน ี


















เปนวธทนยมใช้กันมากทสดสําหรบสรางสวนผลตเมล็ดพันธไม้สน

เพราะเปอรเซนต์ความสําเรจในการต่อกิ ง หรอเปลยนยอดไม้สนอยู่ใน










อัตราทสงมาก เมอเปรยบเทยบกับการตอนกิ ง หรอตัดกิ งปักชํา คอ



อยู่ระหว่าง 75 – 85 เปอรเซนต์ ทั งน ข นอยู่กับความชํานาญงานในการ


ต่อกิ ง หรอเปลี ยนยอดด้วย




ดังกล่าวแล้วข้างต้นในเรองการสรางสวนผลตเมล็ด
ไม้สน การต่อกิ งหรือเปลี ยนยอดอาจทํากับต้นตอที เพาะชําไว้ในที ร่ม


หรอกับต้นตอทปลูกไว้กลางแจ้งในภาคสนามแล้วก็ได้ ดูเหมอนว่า









วธแรกเปนวธทนยมแพร่หลายมากกว่า เพราะการต่อกิ งเปลยนยอด
ต้นตอในภาคสนามนั นทําได้ช้าเสยเวลา มอัตราการรอดตายน้อยกว่า







เนองจากการดูแลรกษาทําได้ไม่ทั วถึงอย่างเต็มท ดังนั นในทน จะกล่าวถง



ขั นตอนเฉพาะการต่อกิ งเปลยนยอดสนกับต้นตอทเพาะชําไว้ใน
ถุงพลาสตกใต้ร่มเงาเท่านั นเอง

1. ขนาดต้นตอ และกิ งยอด ต้นตอทดควรมอายุอยู่





ระหว่าง 1.5 – 2.0 ป คอขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลําต้นประมาณ 1
11






เซนตเมตร ซงไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปคอมขนาดพอดกับกิ งยอดทจะ



นํามาเปลยน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องให้มขนาดเท่าๆ กันด้วย ต้นตอและกิ ง







ทนํามาเสยบยิ งมเน อเยื ออ่อนมากเท่าไรยิ งด คอ อยู่ในสภาพทยังไม่ม ี


กลุ่มใบ (Shooting) แตกเต็มที น่าจะได้ผลดกว่ากิ งที แตกใบเต็มที แล้ว


และกิ งตอนบนๆ ใกล้ยอดจะมความแข็งแรงดกว่า จงน่าจะมโอกาส


ประสบความสําเรจในการต่อกิ งหรือเปลี ยนยอดได้มากกว่า



2. ระยะเวลาในการต่อกิ ง – เปลยนยอด ควรคัดเลอก





กิ งยอด (Scion) ทยังมเน อเยื ออ่อนอยู่มาใช้ในการปฏบัตงาน ดังนั น



ระยะเวลาทเหมาะสมต่อการเปลยนยอดหรอต่อกิ งไม้สน จงอยู่ในช่วงท ี




เรยกว่าก่อน Shooting period เล็กน้อย สําหรบไม้สนอาจม Shooting
period สองระยะ คอ ก่อนฤดูฝน และในฤดูหนาว จากประสบการณ ์




พบว่าก่อนเร มฤดูฝนเล็กน้อย คอในช่วงเดอนเมษายน – พฤษภาคม
จะเปนระยะเวลาทดทสดในการต่อกิ ง - เปลยนยอดไม้สน






การปกชากิ ง (Cutting) เปนการนํากิ งหรอหน่อทตัดจาก








ต้นแม่ทมขนาดความยาว 4 – 6 น ว เอามาจ่มในฮอรโมนเร่งราก


แล้วนําไปปกชําในวัสดุทมนํ าหนักเบา อุ้มนํ าได้ด มการระบายนํ าด เช่น









ขุยมะพราวหรอข เถ้าแกลบ แต่ถ้าไม่สามารถหาวัสดุดังกล่าวได้ อาจใช้




ทรายหยาบจากท้องนํ าทผ่านการคั วหรอปองกันเช อโรคแล้วเปนวัสดุ




ในการปกชําได้ โดยควบคุมปจจัยส งแวดล้อมให้พอเหมาะ หลังจาก
12





ทําการปกชําประมาณ 2 เดอน กิ งชําก็จะเร มมราก หลังจากนั นประมาณ
2 อาทตย์ก็สามารถย้ายกิ งปักชําไปลงถุงพลาสติกที บรรจุดินไว้แล้วได้


ปจจัยที มผลต่อการปกชํากิ งไม้สนโอคาร์ปานั นขึ นอยู่กับ



1. สภาพของกิ งไม้สนโอคาร์ปา จะต้องเปนกิ งที มีตายอด






พรอมทจะแตกยอดผลใบอ่อน เปนกิ งที สมบูรณมสเขยวปนนํ าตาล






ต้นแม่ซงมอายุน้อยจะให้เปอรเซนต์การออกรากสงกว่าต้นแม่ทมอายุ




มาก กิ งที อยู่บริเวณล่างๆ ของเรอนยอดให้เปอรเซนต์การออกรากดกว่า






บรเวณอนๆ

2. ปจจัยส งแวดล้อมที เหมาะสมที ช่วยให้กิ งชําออกราก

ได้แก่ ความช นซงในการชํานั น กิ งชําจะมีใบอยู่บางส่วนทําให้มีการ




คายนํ าไปด้วยจงทําให้กิ งชําสูญเสียความชื น อาจทําให้กิ งตายได้
จําเปนต้องทําให้ความช นรอบๆ กิ งชํามีค่าใกล้เคียงกับในเซลล์กิ งชํา



อาจจะใช้กระโจมพลาสตก หรอ Mist spray ก็ได้ อุณหภูมการออกราก


O


ของกิ งชําต้องการอุณหภูมกลางวัน 21 – 27 C และกลางคนประมาณ



O

15 C แสงสว่างซงเปนพลังงานที จําเปนในการปรงอาหารของพืช ปกต ิ


จะให้กิ งชํารบแสงประมาณ 30 – 50 % วัสดุปกชําจะต้องโปร่ง ถ่ายเท



อากาศได้ด อุ้มนํ าได้มาก แต่การระบายนํ าจะต้องด และปราศจากเช อรา

และแบคทีเรย





นอกจากน ีก็ยังข นอยู่กับฤดูกาลของการปกชํา ซงจาก




การทดลองของโครงการปรบปรงพันธไม้สนปรากฏว่า การปกชําใน

13






ฤดูหนาวให้เปอรเซนต์การออกรากสงกว่าฤดูกาลอนๆ สําหรบความ

เข้มข้นของฮอรโมนนั นก็มผลต่อการเกิดรากของกิ งชําเหมือนกัน จาก

การทดลองพบว่าการใช้ IBA และ NAA อย่างละครงผสมกัน จะให้




เปอรเซนต์การออกรากสง และจํานวนรากมากกว่าการใช้ฮอรโมน IBA






หรอ NAA เพยงอย่างใดอย่างหนง และยังมการปฏบัตต่อกิ งชําโดยการ





กรดทโคนกิ ง เพื อเพ มพื นที การดูดนํ าและสารเร่งราก จะทําให้เกิดราก


ในจํานวนทมากกว่ากิ งชําที ไม่มีการกรีดโคนกิ ง

การแตกหนอของไมสนโอคารปา











สนโอคารปามคุณสมบัตทพเศษกว่าไม้สนชนดอน คอ


สามารถแตกหน่อจากต้นตอเดมได้ ถ้าหากส่วนของลําต้นได้รบอันตราย



จากไฟ สัตว์เลี ยง หรอสาเหตุอนๆ จนตายไป ซงเปนลักษณะทน่าสนใจ







เปนอย่างยิ งเพราะนอกจากจะเปนการรักษาไว้ซงสายพันธเดมไม่ให้ถูก








ทําลายจนสญหายไปได้โดยง่ายแล้วยังทําให้การศกษาค้นคว้าถงวธการ
ปรับปรงพันธ์และขยายพันธทําได้สะดวกข น โดยเฉพาะการศกษาการ











ขยายพันธโดยไม่อาศัยเพศของไม้สนชนดน โดยวิธปกชําหน่อ (Cutting)





หรอการนําหน่อไปต่อยอด (Grafting) หรอการทดลองเพาะเล ยงเน อเยื อ



(Tissue culture) นับเปนแนวทางที น่าสนใจอย่างยิ ง โดยเฉพาะวธปกชํา




หน่อถ้าประสบผลสําเรจก็ช่วยแก้ปญหาการเกิด Incompatibility ท
14






เกิดจากการขยายพันธ์ไม้สนโดยวธเสยบยอด (Top grafting) ทใช้ปฏบัต ิ







กันโดยทั วไป ได้มการศกษาถงผลของความสงของตอทมต่อการ




แตกหน่อของไม้สนโอคารปาอายุ 15 ป ทตัดให้เหลอตอสงจากระดับ




พ นดนทแตกต่างกัน 4 ระดับ คอ ตัดทระดับชดดน ตัดให้เหลอตอไว้สง









10 , 20 และ 30 เซนตเมตรจากพ นดนตามลําดับ พบว่าการตัดตอให้ชด




พ นดนและเหลอตอสง 10 เซนตเมตรจะให้จํานวนหน่อทแตกใหม่





สงกว่าอก 2 ระดับทเหลอ แต่ไม่แตกต่างกันมากนัก โดยททุกระดับ




ความสงของตอจะให้หน่อใหม่หลังจากตัดตอได้ไปประมาณ 10 วัน





และจะแตกหน่อใหม่เพิ มข นเปนสัดส่วนทค่อนข้างสมําเสมอจนถง 155




- 185 วัน จํานวนหน่อจะเร มคงท และเร มตายลงหลังจากน ไป จํานวน



หน่อทแตกใหม่ททุกระดับความสงของตอจะอยู่ระหว่าง 62 - 87 หน่อ




ต่อตอ ซงมเพยงพอสําหรบนําไปใช้ขยายพันธต่อไปได้ ส งทน่าสนใจ






ศกษาต่อไปคอการเจรญเตบโตของหน่อและจํานวนหน่อทเหมาะสม






ทควรเหลอไว้เพื อให้หน่อสามารถพัฒนาเปนต้นใหม่ และอายุทถงขนาด




ทสามารถตัดฟนไปใช้ประโยชน์ได้อกครั งหนง ไม้สนโอคารปาเมออายุ








15 ป จะมความสงโดยเฉลย 15.73 เมตร ความโตทางเส้นผ่าศูนย์กลาง




โดยเฉลย 17.80 เซนตเมตร จัดเปนไม้ขนาดโตปานกลาง สามารถ

นําไปใช้ประโยชนได้แล้ว โดยเฉพาะการนําไปทําเปน Log cabin ท ี






ปจจบันประเทศไทยต้องสั งเข้าไม้สนจากต่างประเทศมาสรางเปน




จํานวนมากในแต่ละป หรอการนําไปทําเปนวัตถุดบเพอผลตเยื อกระดาษ


15







ก็ด ถ้าทําการปลูกสรางสวนปาไม้สนโอคารปาเพอเศรษฐกิจ เมออายุ 15


ป ก็สามารถตัดไม้ไปใช้ประโยชนได้ หลังจากตัดก็จะแตกหน่อข นมา


ใหม่ แนวทางทน่าพจารณาก็คอถ้ามการคัดเลือกหน่อและเหลอจํานวน











หน่อไว้ให้เหมาะสม มการบํารงต้นตอทด หน่อก็จะเจรญเตบโตเปน


ต้นไม้ใหญ่ได้อกร่นหนง โดยทไม่ต้องทําการปลูกกล้าลงไปใหม่







เช่นเดยวกับการจัดการที ใช้ปฏบัตอยู่กับไม้ยูคาลปตัสในปจจุบัน






ภาพท 2 การแตกหน่อของไม้สนโอคารปา



ผลการศกษาทน่าสนใจอีกอย่างหนงคือ ตําแหน่งของการ




แตกหน่อของไม้สนโอคารปา พบว่าหน่อที แตกจากตอส่วนใหญ่จะแตก



ทระดับพ นดน แต่ก็มบางหน่อที แตกทระดับสงขึ นมาแต่พบได้น้อยมาก




16



การปลูกสรางสวนปา






การเลอกพ นที ปลูก สภาพภูมประเทศเปนทราบหรอที ชัน
แบบภูเขาก็สามารถปลูกไม้สนได้ทั งหมดแต่การปลูกในพื นที ราบจะม ี


ข้อได้เปรยบกว่า เพราะในสภาพทลาดชันแบบภูเขานั นค่าใช้จ่ายในการ




เตรยมททําถนนและการปลูกสง และยังมอันตรายจากไฟปาเพราะใบสน

ทแห้งสามารถตดไฟได้ด เมอร่วงหล่นในฤดูแล้งมารวมกับวัชพชทแห้ง






แล้งทําให้พ นททปลูกไม้สนมเช อเพลงจํานวนมาก และวธทดทสดใน
















การกําจัดเช อเพลงเหล่าน ก็คอการไถพรวนระหว่างแนวทปลูก เพราะจะ



ทําให้เช อเพลงเหล่านั นโดนดนกลบและสลายตัวเปนปุยในเวลาอันสั น




แต่ถ้าปลูกไม้สนแล้วไม่มระบบปองกันไฟทดพอก็จะพบกับความ




ล้มเหลว ดังนั นโดยทั วไปแล้วในการปลูกเพอการค้าควรเปนพ นท












ลาดชันตํามดนลกและมสภาพเปนกรด มการระบายนํ าดและมช่อง


อากาศในดนดคอดนไม่แน่นทึบ ดนไม่จําเปนต้องอุดมสมบูรณมากนัก





แต่ควรเปนดนทเก็บความช นได้ดและไม่เปนอุปสรรคต่อการเกิดเช อ














ไมคอรไรซ่า ดังนั นดนนํ าท่วมขังหรอดนเปนดนเหนยวจัดเกินไป


ไม่เหมาะสม ในประเทศไทยจงมดนที สามารถปลูกไม้สนได้ทั วทุกภาค





ของประเทศ และมพ นทจํานวนมากทสามารถปลูกไม้สนได้ แม้บางทจะ

ไม่ข นดทสดในสภาพปกต แต่ถ้ามการปรบปรงเล็กน้อยก็จะสามารถ









ปลูกไม้สนให้เจรญเตบโตและคุ้มค่า

17




การเตรยมพ นที ปลูก การเตรยมพ นทอาจจะทําอย่างง่าย




เพียงถางและเผาปราบวัชพชจนโล่งเตยนก็ใช้ปลูกไม้สนและสามารถ







เจรญเตบโตได้ การเจรญเตบโตจะช้ากว่าการเตรยมพ นทโดยการไถ





พรวน ดังนั นเพื อให้ได้รบผลสําเรจสงสดจากการลงทุน การเตรยมพ นที






ควรทําอย่างพถพถันจะต้องตัดต้นไม้และตอไม้ออกให้หมดจนชดดน


เพื อสะดวกในการใช้รถแทรกเตอรเข้าไถพรวนตลอดพ นทก่อนปลูก



และเมอปลูกแล้วก็สามารถใช้รถแทรกเตอรไถพรวนระหว่างแนวปลูก

เพื อปองกันไฟ และการไถพรวนทําให้ดนกลบและคลุกเคล้ากับใบสนท ี





ร่วงหล่นรวมทั งวัชพช ทําให้เกิดการสลายตัวเรวข นกลายเปนปุยของ

ต้นไม้ช่วยให้ต้นไม้มการเจรญเตบโตดและแข็งแรง การเตรยมพื นที ใน









ลักษณะน ีถงแม้จะมการลงทุนมากในคร ังแรกแต่เมอรวมถงการดูแล

รกษาในขั นตอนต่อไปแล้วการลงทุนแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่ได้ผล

ดกว่ากันอย่างมากและเปนการตัดปญหาความล้มเหลวอันเนองมาจากไฟ







เปนการเปดโอกาสให้ไม้สนเจรญเตบโตในระยะแรกโดยมการแก่งแย่ง

จากวัชพชน้อยลง การไถพรวนและการปลูกต้องทําต่อเนองกัน






ไม่ท งช่วงมากนัก การไถพรวนช่วยให้ดนเก็บความช นไว้ได้ด ยิ งถ้าเกิด


ฝนท งช่วงนานก็จะไม่ก่อให้เกิดความเสยหายถ้าได้ทําการปลูกอย่าง
ถูกต้อง และเปนประโยชนในแง่ความสะดวกต่อการปฏบัตงานทั วๆ ไป








ทําให้รวดเรวยิ งขึ น ในพ นททมความลาดชันสงการไถเตรยมพ นที ทําได้




ลําบากก็ไม่มความจําเปนต้องปฏบัต




18


การแบงแปลงปลูก มความจําเปนทจะต้องแบ่งพ นท ี








ปลูกออกเปนแปลงๆ เพอสะดวกในการวางแผนการปฏบัตการ การ

ตรวจการณ ดูแลรกษาและปองกันไฟ ขนาดของแปลงไม่ควรจะใหญ่





กว่า 500 x 500 เมตร หรอ 156.25 ไร่ ซงรวมพื นที ถนนและแนวกันไฟ





ด้วย ซงถ้ามขนาดใหญ่กว่าน ก็จะควบคุมได้ยากและปฏบัตงานส่งกล้าใน

ตอนปลูกหรอการดูแลรกษาตรวจสอบได้ยาก แต่ถ้าแปลงเล็กเกินไปก็






จะเปนการใช้พ นที ถนนและแนวกันไฟมากเกินไปเปนการเปลองพื นท ี

ถนนกว้าง 6 - 8 เมตร จะเพียงพอสําหรบการปฏบัตงานในอนาคต




การกําหนดระยะปลูก มความสําคัญต่อการดําเนนงาน



และผลตอบแทนที จะได้รบในการปลูกเพอใช้ประโยชนจากไม้ขนาด

เล็กด้วย การปลูกระยะถเพื อให้มจํานวนต้นต่อไร่สงเพอตัดไม้ขนาดเล็ก





ออกใช้ในเวลาสั นก็มความเหมาะสม แต่ในการจัดการปาเพอ





จดประสงค์ในการใช้ไม้ขนาดใหญ่เพื อทําไม้ซงสําหรบแปรรปจะต้อง



ใช้ระยะปลูกที ห่างกว่า นอกจากนั นจะต้องคํานงถึงอัตราการเจรญเตบโต


ของไม้ทควรจะได้และผลกระทบต่อรปทรงของต้นไม้และวิธปฏบัตงาน




ไม้สนโอคารปาถ้าปลูกห่างมาก เช่น 6 x 6 เมตร ก็ไม่ทําให้ไม้

เจรญเตบโตดข น นอกจากนั นยังเปนการลดการเจรญเตบโตทางด้าน












ความสงและมกิ งก้านใหญ่ทําให้เกิดตําหนในเน อไม้สงได้ไม้คุณภาพตํา




ระยะปลูกที เหมาะสมทสดคอ 3 x 3 เมตร หรอถ้ามจดประสงค์ในการใช้



ไม้ขนาดเล็กก็ควรใช้ระยะปลูกเปน 1.5 x 3 เมตร เพราะระยะ 3 เมตร
19





เปนระยะทเหมาะสมทรถแทรกเตอรจะเข้าไปทํางานหลังปลูกต้นไม้แล้ว
ได้สะดวก แต่ถ้าแคบเกินไปรถแทรกเตอรจะทํางานไม่สะดวกและ





ลนไถลไปทําความเสยหายแก่ต้นไม้ทปลูกได้ง่าย สรปโดยทั วไปแล้ว


ระยะปลูก 3 x 3 เมตร หรอ 1.5 x 3 เมตร มความเหมาะสม
การปลูก หลังจากปกหลักแสดงจดปลูกทุกจดแล้วจะ






แบ่งงานออกได้ 3 งานย่อยคอ การขุดหลุมเตรยมดน การจ่ายกล้าไปยัง




ตําแหน่งปลูก และสดท้ายคอการปลูก การปลูกจะเร มต้นฤดูฝนเมอดน


มความช นเพยงพอแล้ว ซงสังเกตได้โดยขุดดนลก 20 - 30 เซนตเมตร















จะมความช นอยู่ด้านล่าง ซงจะเปนช่วงทพ นดนได้รบนํ าฝนมาแล้วเกิน

300 มลลิเมตร ถอว่าเปนช่วงเหมาะสมที จะทําการปลูกอย่างได้ผลเพราะ







โดยเกณฑ์ทั วไปแล้วประเทศไทยมนํ าฝนประมาณปละ 1,200 มลลเมตร


บางท้องที มากกว่าหรอน้อยกว่าบ้าง ถ้าปลูกหลังจากน หรอล่าช้าเกินไป

การเจรญของต้นไม้จะไม่ดเท่าทควร และถ้าปลูกเมอดนขาดความช นคอ












เรวไปกว่าน ีมากการรอดตายจะตําและการเจรญเตบโตไม่สมําเสมอ

การวางแผนงานทรดกุมและดําเนนการได้ตามแผนเปนหลักประกัน



ความสําเรจ


สําหรบการปลูกทปกหลักหมายจดปลูกเปนแนว ซงถ้า








ปลูกระยะ 3 x 3 เมตร หลักทปกในแนวจะห่างกัน 3 เมตร และระหว่าง
แนวห่างกัน 30 เมตร แล้วใช้เชอกไนล่อนหมายระยะปลูกทุกๆ 3 เมตร






ขงระหว่างแนวในการปลูกนั น การปลูกโดยวธน จะต้องทํางานเปนทีม
20




ทมหนงประมาณ 19 คน ประกอบด้วยคนปลูก 10 คน คนขุดหลุม 5 คน



คนขงเชอกไนล่อน 2 คน สําหรบคนงานจ่ายกล้าไม้นั น จะต้องปรบ

ให้เหมาะสมอาจจะใช้ 3 หรอ 4 คน



ส งที สําคัญและต้องระมัดระวังในการปลูกก็คอ ก่อนปลูก






จะต้องเอาถุงพลาสตกออกจากดนทหมรากก่อนไม่เช่นนั นเมอต้นไม้โต
ได้ระยะหนงจะตายเพราะรากจะม้วนตัวขดเปนวงอัดกันแน่น




การดูแลกําจัดวัชพช หลังปลูกไม้สนได้ประมาณ 1



เดอน ต้องทําการสํารวจการรอดตายและทําการกําจัดวัชพชถ้ามความ


รนแรงข นเบยดเสยดและปกคลุมต้นสน ในการเตรยมพ นทปลูกโดย









ทําการไถพรวนอย่างด การกําจัดวัชพชคร ังแรกจะทําเมอส นฤดูฝนคือ



ประมาณเดอนตุลาคม - ธันวาคม ซงการปราบวัชพชในช่วงน ถ้าใช้รถ





แทรกเตอรทําการไถพรวนระหว่างแนวต้นไม้ทปลูก อาจจะไถแนวเดยว





หรอไถเปนกากบาทก็ยิ งดเพราะวัชพชจะถูกดนกลบเกือบหมด ไม่ต้อง



ใช้คนงานถางวัชพชอก ส่วนรอบๆ ต้นไม้ทเราปลูกให้คนงานเอาจอบ
พรวนรอบต้น เมอทําเช่นน ปญหาเรองไฟในฤดูแล้งทจะมาถงก็เปนอัน








หมดส นไป แต่ในการใช้รถแทรกเตอรเข้าทําการกําจัดวัชพชหลังจาก



ปลูกต้นสนแล้วจะต้องเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม ช่วงทเหมาะสมก็คอ





เมอส นฤดูฝนประมาณเดอนตุลาคม - ธันวาคม และช่วงแรกทฝนเร มตก






ประมาณปลายเดอนเมษายน การกําจัดวัชพชในปหนงๆ จะต้องทํากี คร ัง



นั นจะแตกต่างกันในแต่ละพ นท การควบคุมดูแลในการปราบวัชพช
21







จะต้องปฏบัตต่อเนองจนต้นไม้เจรญเตบโตพ้นอายุ 3 ปไปแล้ว หลังจาก



นั นความสามารถทนไฟของไม้สนก็จะดข นเพราะลําต้นมเปลอกหนาหม





และถ้าไฟไม่รนแรงไหม้ทําลายส่วนยอดจนเสยหายมากเกินไปแล้ว
ไม้สนส่วนมากจะรอดตาย

การใสปุ ๋ ย โดยทั วไปไม้สนมความสามารถเจรญเตบโต




ได้ในดนเกือบทุกสภาพ แต่ในกรณปลูกโดยมวัตถุประสงค์ในทาง






การค้าแล้วการใส่ปุยในช่วง 1 - 2 ปแรก จะทําให้การเจรญเตบโตดข น








และในบางพ นทอาจจะขาดแร่ธาตุบางอย่าง การใส่ปุยจะเปนปุยเคม การ
ใส่ปุยคอกหรออินทรยวัตถุจะไม่มความจําเปนและอาจเกิดความเสยหาย













ข นได้ เพราะจะทําให้เช อราไมคอรไรซ่าทรากไม่พัฒนาซงเช อราพวกน ี





มความจําเปนอย่างมากต่อการมชวตอยู่ของไม้สน การขาดหรอยับยั ง







การพัฒนามผลต่อการมชวตและการเจรญเตบโตของไม้ประเภทน ี





ปุยเคมสตรทใช้เปนสตร 15 : 15 : 15 โดยใส่ในปแรกหลังจากกล้าไม้


ตั งตัวแล้วประมาณ 1 เดอนหลังปลูก ประมาณ 50 กรมต่อต้น ควรใส่


รอบโคนต้นเปนวงห่างจากต้นประมาณ 10 เซนตเมตร





การลิดกิ ง การลดกิ งเปนวนวัฒนวธทไม่ค่อยได้รบ




ความสําคัญมากนักเพราะยังไม่มความเด่นชัดในผลตอบแทนที จะได้รบ

ว่าจะคุ้มค่าในการปฏบัตหรอไม่ แต่ประโยชนทได้รบคอ การลดกิ งจะ










ช่วยลดอันตรายจากไฟ โดยเฉพาะไฟทเรอนยอด ลดจํานวนและขนาด
ของตาไม้ทอยู่ส่วนนอกของลําต้นให้น้อยกว่าส่วนที อยู่ใกล้ไจไม้ และ

22






เพิ มคุณค่าของไม้ ปกตในทางปฏบัตโดยทั วไป สําหรบไม้สนในสวนปา





จะลดกิ งขึ นไปสูงจากระดับดิน 6.8 เมตร เมอต้นไม้มความสงเฉลยเปน


2 เท่า คอ ประมาณอายุ 10 - 15 ป

การตัดสางขยายระยะ การตัดสางขยายระยะเปน









วนวัฒนวธหนงทจะเพ มการเจรญเตบโตและคุณภาพของต้นไม้

มหลักการอยู่ว่าถ้าจํานวนต้นไม้ทปลูกมความหนาแน่นมากเกินไป



การเจรญเตบโตของต้นไม้จะชะงักงันหรอหยุดลงหมายถงผลผลตรายป ี




จะไม่เกิดข น การตัดสางขยายระยะไม้บางส่วนออกบ้างเพื อเปดโอกาส






ให้ต้นไม้ทยังคงเหลออยู่เจรญเตบโตต่อไปได้ไม้ขนาดใหญ่ข น นั นคือ


ทําให้พ นทนั นกลับมผลผลตทดอกต่อไปจนกว่าจะถงความหนาแน่น








จดหนงก็จะหยุดชะงักอีก เพราะการแข่งขันทางด้านนํ า ธาตุอาหาร และ



แสงสว่าง ก็มความจําเปนจะต้องตัดสางขยายระยะออกไปอกเพอให้เกิด




ผลผลตอกจนถงรอบตัดฟน ขณะเดยวกันไม้ทตัดสางขยายระยะออก






ก็สามารถนําไปใช้ประโยชนต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม ในการที จะให้






พ นทใดๆ มประโยชนสงสดในด้านผลผลตทางไม้แล้วหมายความว่า


จะต้องจัดการให้มผลผลตเฉลยรายป (MAI = Mean annual increment)





สงที สดในช่วงเวลาทยาวนานทสด



การปองกันอันตราย


ปองกันอันตรายจากไฟ อันตรายทรายแรงทสดในการ




ปลูกสรางสวนปาไม้สนคือ ไฟ จะทําลายได้อย่างรวดเรวและเปนพื นท ี




23




กว้างขวาง ถ้าไม่มมาตรการในการปองกันและเตรยมการควบคุมเอาไว้

ล่วงหน้าก็จะหลกเลยงไม่พ้นต่อการสญเสยอันใหญ่หลวงจากการเกิดไฟ



มความจําเปนอย่างยิ งในการดําเนนงานที จะต้องหาทางปองกันไว้ก่อน






แปลงปลูกสนจะต้องมแนวปองกันไฟ ซงไม่ได้หมายความว่าจะมไฟ







ลุกลามเข้ามา แต่เปนแนวทจะมความได้เปรยบในการยับยั งไฟไม่ให้
แพร่ออกไปเปนพื นที กว้างได้ และสะดวกในการคมนาคมที จะบรรทุก


อุปกรณและบุคลากรที ทําการควบคุมไฟและดับไฟ นอกจากนั นยังเปน





แนวทจะจดไฟข นเพอต่อต้านไฟทกําลังจะลุกลามมาจากทางด้านนอก








แปลงปลูกได้ ซงเปนวธทได้ผลอันหนงในการสกัดไฟ ดังนั นทาง

ตรวจการและแนวกันไฟจงมความจําเปนต้องจัดทําข นและให้สามารถ




ใช้ประโยชน์ได้ตามความเหมาะสม



การเกิดไฟได้ต้องมส่วนประกอบคอ เช อเพลงและ


ส งแวดล้อมที เหมาะสมในการเกิดไฟ ดังนั นฤดูกาลทล่อแหลมต่อการ





เกิดไฟคือ ฤดูแล้งรอน ซงมความช นในอากาศและความช นของเช อเพลิง




ตํา เช อเพลิงในสวนปาก็คอเศษไม้ใบไม้ต่างๆ ทร่วงหล่นจากต้นสนทเรา






ปลูกเอง และจากวัชพชทอาจจะข นอยู่ปกคลุมหนาแน่น ไฟส่วนใหญ่









แล้วเกิดข ึนจากมนษย์ การปองกันไฟทดทสดก็คอการทําให้ไม่ม ี



เช อเพลงในบรเวณพ นท อาจจะโดยการไถพรวนเมอส นสดฤดูฝนทําให้














เศษวัชพชและใบไม้คลุกลงไปกับดนซงเปนวิธทดทสดและปองกันไฟ



ได้แน่นอน การควบคุมมนษย์นั นดูจะยากและความช นก็ควบคุมยาก

24








เพราะธรรมชาตเปนเช่นนั นในฤดูรอนแล้ง การกําจัดวัชพชทมเศษเหลอ


เปนเช อเพลงในพ นที ก็จะต้องนําออกมาเผาทําลายนอกพ นที การทําให้ม ี










เช อเพลงน้อยทสดหรอไม่มเลยก่อนถงฤดูแล้งทอากาศมความช นตํา






เปนมาตรการสําคัญ การใช้รถแทรกเตอรทําการไถพรวนเพอผสม


เศษวัชพชลงในดนหรอนําเช อเพลงเหล่านั นออกจากพ นที ให้หมด ซง







อาจนํามาทําปุยหมักต่างๆ เพอเปนของมมลค่าทดแทนค่าใช้จ่าย














ส่วนหนงก็เปนวธหนงทด นอกจากน ีการเผาไฟทมการควบคุมใน







สวนปาก็เปนวิธการลดค่าใช้จ่ายลงและได้ผลดโดยเฉพาะเมอไม้สนอายุ




มากข นแล้ว การควบคุมการเผาจะกระทําในช่วงทความช นไม่มากหรอ

น้อยเกินไปคอ ในช่วงเกิดไฟตดได้แต่ไม่มความรนแรง ปกตจะปฏบัต ิ






เวลากลางคน การปฏบัตทําได้รวดเรวแต่ต้องมการสํารวจพ นทและ







เตรยมการตั งแต่เวลากลางวันแล้ว เมอมการวางแผนในการดําเนนการ





รอบคอบและมการเตรยมการปองกันไว้พรอมอันตรายจากไฟก็จะลดลง








แต่การเผาเพื อทําลายเช อเพลงน จะเปนการทําลายเศษวัชพชและใบไม้ซง


ถ้าสลายตัวแล้วจะเปนอาหารเพื อช่วยในการเจรญเตบโตของต้นไม้ทเรา








ปลูกให้เหลอเพยงเถ้าถ่าน ดังนั นถ้าไม่จําเปนจรงๆ แล้วไม่สมควรปฏบัต ิ










วธไถพรวนระหว่างแนวทปลูกจะเปนวธทดทสด ทําให้เศษวัชพชและ

ไม้สลายตัวเปนปุยของต้นไม้ทเราปลูกได้ในระยะเวลาอันสั น การละเลย






ในเรองไฟน ีอาจก่อให้เกิดการสญเสยอย่างมาก ดังนั นทุกโครงการ
25






ปลูกปาจะต้องมการปฏบัตการปองกันไฟด้วยแม้ต้องลงทุนเพ มข น



มฉะนั นจะไม่เกิดความสําเรจได้เลย




ปองกันอันตรายจากสตวและแมลง สัตว์ใหญ่ เช่น วัว

ควาย สามารถทําความเสยหายต่อต้นไม้ทมอายุตํากว่า 5 ป ได้ อย่างมาก






ถงแม้ต้นไม้อายุมากก็ไม่มผลดเกิดข นในการเล ยงสัตว์พวกน ในสวนปา








แม้ว่ามลสัตว์จะเปนปุยให้แก่ต้นไม้ก็ตาม แต่สัตว์ทเข้าไปเหยียบยํา





จะทําให้ดนแน่น การเจรญเตบโตของต้นไม้จะลดลง และสัตว์ เช่น วัว


ควาย ยังชอบใช้สข้างสกับต้นไม่ทําให้ต้นไม้เปนแผล





อันตรายจากแมลงทสําคัญคอ พวกปลวก แต่ในปจจบัน




ส งน ยังไม่ใช่ปญหาสําคัญ วธปองกันคอใช้ยาหรอสารเคมกําจัดปลวก









โรยรอบๆ เช่น เชลล์ไดรท คลอเฮกซดน แอลดน เปนต้น


โรคและแมลง






ปกตไม้สนโอคารปาจะไม่ค่อยมโรคทรนแรงนัก ทพบ



ในปาธรรมชาต คอแมลงเจาะ cone พวก Dioryctria sp. จะเข้าทําลาย


cone ทั งในระยะทเปน cone อ่อนและ cone แก่ แมลงที เจาะ cone ไม้สน

โอคารปาในประเทศ Honduras คอ Dioryctria erythropasa

ส่วนเมล็ดจะถูกทําลายโดย Megaselis scalaris และ

นกแก้ว เช อรา Cronartium conigenum จะเข้าทําลายโดยห่อหม conelet


26









ทําให้มสคล้ายสนมและมขนาดใหญ่ข นมากถง 120 มลลเมตร ทําให้




conelet นั นเสยหาย ในบางพ นทเช อราก็อาจทําให้การผลตเมล็ดลดลงได้


ส่วนในระยะกล้าไม้จะพบโรคทเกิดบ่อยคอ การเกิดโรค

เน่าคอดน (Damping off) ของกล้าไม้ในถุงอันเนองมาจากเช อรา



Fusarium spp., Pythium spp. หรอ Rhizoctonia spp.






























ภาพท 3 แปลงปลูกสนโอคารปา





27





สําหรบไม้ทมขนาดใหญ่ข นจะถูกทําลายได้โดยปลวกเข้า

กัดกินรากและลําต้น มแมลงกัดกินใบเปนตัวหนอนของต่อสนจด


(Nesodeprion biremis Konow) ต่ อ ส น ล าย (Diprion hutacharernae

Smith) และต่อสนดํา (Gilpinia marshalli Forsius) หรอมโรคราปรากฏ









ตามใบ ทําให้ใบเปนสสนมหรอโรคใบด่างเปนต้น อกชนดหนงทพบ




ก็คอ แมลงเจาะยอดไม้สน (Pine shoot moth) ซงมอยู่ 4 ชนด คอ




Dioryetria sylvestrella Ratz, Dioryctria abietella, Rhyacionia cristata
Wals และ Petrova salweenesis แมลงเหล่าน ีจะเจาะทําลายยอดอ่อน


ไม้สนจนแห้งตายไป และเมอแตกยอดใหม่จะมกิ งหลายกิ งแตกจาก




ต้นเดม มลักษณะเปนพุ่มหรอคดงอ จะพบแมลงเจาะยอดสนมาก




ในระดับความสงตํากว่า 1,000 เมตร จากระดับนํ าทะเล ระดับทสงกว่าน ี
จะพบได้น้อยมาก


การเจรญเติบโต
เนองจากไม้สนโอคารปา ยังไม่มการนํามาปลูกสรางเปน





สวนปาในประเทศไทย เท่าทดําเนนการอยู่ในปจจบันเปนเพยงการ












ทดลองนําเข้ามาปลูกและทําการปรบปรงพันธเพอให้ได้แหล่งท ี




เหมาะสมและมการเจรญเตบโตดสามารถใช้เปนแนวทางในการส่งเสรม


28







ให้มการปลูกสรางสวนปาไม้สนโอคารปาในเชงพาณชย์ ดังนั นการ




เจรญเตบโตจงเปนข้อมูลจากแปลงทดลองเท่านั น
การศกษาการเจรญเตบโตของไม้สนโอคารปาใน




ประเทศไทย ในโครงการปรบปรงพันธไม้สนนั น ได้มการสรปผล









การเจรญเตบโตของไม้สนชนดต่างๆ จากแปลงทดลองปลูกทดสอบ

ชนดไม้ (Species Trial) ของสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง จังหวัด



เชยงใหม่ ซงดําเนนการปลูกในป พ.ศ. 2514 พบว่าเมออายุ 9½








สนโอคารปาจะมการเจรญเตบโตทางด้านความสงดทสด คอ 11.03








เมตร รองลงมาคอ สนคารเบียมความสง 10.77 เมตร ไม้สนต่างประเทศ




ทั ง 2 ชนดน ีมการเจรญเตบโตดกว่าสนสามใบและสนสองใบ ซงม





ความสง 7.57 และ 3.72 เมตร ตามลําดับ


การศกษาการเจรญเตบโตของไม้สนโอคารปา ถ นกําเนด






ต่างๆ ทนําไปปลูกในพ นทระดับสง ทสถานทดลองปลูกพรรณไม้





ห้วยบง จังหวัดเชยงใหม่ (Lat 18ºN, 790 เมตรจากระดับนํ าทะเล)





จํานวน 15 ถ นกําเนด และนําไปปลูกในพื นทระดับตํา ทอําเภอท่าแซะ

จังหวัดชุมพร (Lat 10ºN, 100 เมตรจากระดับนํ าทะเล) จํานวน 8


ถ นกําเนด ได้ทําการสรปผลเมออายุ 10 เดอน พบว่าถ นกําเนดทนําไป












ปลูกในพ นที ระดับสง คอ Conacaste และ Canas มการเจรญเตบโตทาง





ความสงอยู่ในเกณฑ์ดทสด โดยมความสงเท่ากับ 39.1 และ 35.7


เซนตเมตรตามลําดับ แต่ยังมการเจรญเตบโตด้อยกว่าถ นกําเนดทนําไป






29








ปลูกในพ นทระดับตําคอ Canas ซงมความสงเท่ากับ 60.9 เซนตเมตร






โดยทอัตราการรอดตายระหว่างถ นกําเนดไม่มความแตกต่างกันมากนัก



ต่อมาเมออายุ 4 ป ในพ นที ระดับสงถ นกําเนด Dola Hill





และ Conacaste มการเจรญเตบโตทางความสงดทสดเท่ากับ 206 และ





199 เซนตเมตรตามลําดับ ส่วนในพ นทระดับตํา ถ นกําเนด Canas และ












Siquatepeque จะมความสงดทสดเท่ากับ 553 และ 529 เซนตเมตร







ตามลําดับ ซงมการเจรญเตบโตดกว่าในพ นทระดับสงมาก ส่วนการ




เจรญเตบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางเมออายุ 4 ป วัดได้เฉพาะในพ นท





ระดับตํา ซงสรปได้ว่าถ นกําเนด Canas และ Bucaral มการเจรญเตบโต








ทางเส้นผ่าศูนย์กลางดทสดเท่ากับ 7.2 และ 6.2 เซนตเมตรตามลําดับ





การเจรญเตบโตของไม้สนโอคารปา ในแปลงทดสอบ





ถ นกําเนดของสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง จังหวัดเชยงใหม่










ซงเปนพ นทระดับสง เมอต้นไม้มอายุ 25 ป พบว่าถ นกําเนด Angeles


และ Junquillo มการเจรญเตบโตทางความสงดทสดคอ 23.37 และ 22.95









เมตรตามลําดับ ส่วนการเจรญเตบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางถ นกําเนด









Junquillo และ Canas มการเจรญเตบโตทางเส้นผ่าศูนย์กลางดทสด

เท่ากับ 26.75 และ 25.77 เซนตเมตรตามลําดับ

การเจรญเตบโตของแปลงทดสอบถ นกําเนดไม้สน








โอคารปาทสถานปรบปรงแหล่งผลตเมล็ดพันธไม้ปาหนองกระทง








จังหวัดเชยงใหม่ เมออายุ 17 ป พบว่าไม้สนโอคารปาถ นกําเนด El Lobo



30










จะมการเจรญเตบโตดทสดคอ จะมความสงเฉลย 17.84 เมตร และม ี


เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี ย 19.40 เซนตเมตร










































ภาพท 4 การเจรญเตบโตของไม้สนโอคารปา




31






การเจรญเตบโตของไม้สนโอคารปาในสวนอนรกษ์พันธ ุ ์

ทสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง จังหวัดเชยงใหม่ ได้สรปว่า








ถ นกําเนด Mal Paso, Guatemala เมออายุ 21 ป มการเจรญเตบโตทาง



ความสงเฉลี ย 14.50 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลย 21.88 เซนตเมตร






คดเปนปรมาตรต่อต้นเฉลย 0.223 ลูกบาศ์กเมตร ถ นกําเนด Dipilto,








Nicaragua เม ออ ายุ 23 ป มความส งเฉล ย 19.03 เมตร ขน าด


เส้นผ่าศูนย์กลางเฉลย 25.63 เซนตเมตร คดเปนปรมาตรต่อต้นเฉลย





0.392 ลูกบาศ์กเมตร และถ นกําเนด Guiamaca, Honduras เมออายุ 28 ป





มความสงเฉลย 18.04 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลย 24.803


ิ ิ ็ ิ
เซนตเมตร คดเปนปรมาตรต่อต้นเฉลี ย 0.356 ลูกบาศ์กเมตร






32

มการทดลองระยะปลูกต่างๆ ทเหมาะสมของไม้สน






โอคารปา ทสถานทดลองปลูกพรรณไม้ห้วยบง จังหวัดเชยงใหม่ และ





เก็บข้อมลการเจรญเตบโตเมออายุ 27 ป พบว่าจากไม้สนโอคารปา 2



ถ นกําเนด คอ Dola Hill, Zambia และ Lagunilla, Guatemala ททดลอง




ปลูกในระยะปลูกต่างกันคอ 3 x 3, 3 x 6 และ 6 x 6 เมตรนั น เมอปลูกใน
ระยะแคบ 3 x 3 เมตร ไม้สนโอคารปาจะมความสงเฉลยมากที สด 20.14










เมตร แต่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลยน้อยทสด 21.79 เซนตเมตร




ในขณะทเมอระยะปลูกเพ มข นเปน 6 x 6 เมตร จะมความสงเฉลยน้อย










ทสด 17.58 เมตร แต่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลยมากทสด 29.41

เซนตเมตร


คุณสมบติเนอไมและการนาไปใชประโยชน











ไม้สนโอคารปามลักษณะเน อไม้ละเอยด เส ียนตรง มส ี








ขาวอมเหลอง กระพ และแก่นมสเดยวกัน ใช้ทําเปนไม้เครองเรอนได้ด ี


มาก กลึง แกะสลัก ทําเฟอรนเจอร และใช้เปนไม้ประสานงานทั วไปได้ด ี




ไสกบตบแต่งได้ง่าย แต่ไม่เหมาะสําหรบใช้เปนไม้โครงสรางที ต้องรบ




นํ าหนักมากๆ เพราะเน อไม้มความหนาแน่นตํา นํ าหนักเบา โก่งโค้ง บด


ตัวได้ง่าย และเน อไม้ง่ายต่อการเข้าทําลายของราสนํ าเงน (blue stain)







แต่อัตราการแปรรปเน อไม้มาใช้ประโยชนได้ค่อนข้างสง ทั งน เพราะ

33






ไม้สนโอคารปา มรปทรงด ตรงเปลา ลําต้นกลมและไม่มพูพอน


จงแปรรปเน อไม้มาใช้ประโยชน์ได้มาก



จากการศกษาเกี ยวกับคุณสมบัตและการนําไปใช้




ประโยชนข้างต้นของเน อไม้สนโอคารปา พอสรปได้ว่าไม้สนโอคารปา



มความเหมาะสมในการใช้ทําเปนไม้เครองเรอน เฟอรนเจอร ไม้กลง






ไม้แกะสลัก และไม้ประสานงานทั วไปได้ด และเน อไม้มคุณสมบัต










ทเหมาะสมในการใช้เปนวัตถุดบผลตเยื อกระดาษ เพราะมเส้นใยทยาว




ให้ผลผลตเยื อสงมปรมาณ Kappa number ตําทําเยื อฟอกขาวได้ง่าย




คุณสมบัตทางฟสกสของเยื อสง โดยเฉพาะค่าความต้านทานแรงฉกขาด





ความต้านทานต่อการหัก พับ งอ สงมาก สามารถทํากระดาษเหนยวได้ด ี



แต่ไม่เหมาะสําหรบใช้เปนไม้โครงสรางทต้องรบนํ าหนักมากๆ





เนองจากเน อไม้มความหนาแน่นตํา โก่ง โค้ง และบดตัวได้ง่าย



เอกสารอางอิง




ฉววรรณ หตะเจรญ. 2526. แมลงปาไม้ของไทย. กรมปาไม้,


กรงเทพฯ. 171 หน้า.

ประดษฐ์ หอมจน. 2540. การปลูกสรางสวนปาไม้สนในประเทศไทย.






ส่วนวนวัฒนวจัย, สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้, กระทรวง


เกษตรและสหกรณ. 161 หน้า.
34





เรงชัย เผ่าสัจจ. 2527. การทดลองชนดพันธ์ไม้และถิ นกําเนดไม้สน
เพื อทําเยื อกระดาษ, น. 434 -459. ใน การประชุมการปาไม้




ประจําป 2527, เล่มท 3, กรมปาไม้.



สนั น กิ งเมืองเก่า และคณต รตนวัฒน์กุล. 2540. การทดสอบถิ นกําเนด
ของไม้สนโอคารปา ป 2523. ศูนย์วนวัฒนวจัยที 1 จังหวัด






เชยงใหม่, ส่วนวนวัฒนวจัย, สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้.


เล่มท 18, 2540. 12 หน้า.



สมเกียรต กลั นกล น. 2538. การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศของไม้สน

สามใบ. เอกสารประกอบการบรรยายพเศษ. ส่วนวนวัฒนวจัย,

สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้.



สมเกียรต กลั นกลิ น. 2539. การขยายพันธ์โดยไม่อาศัยเพศของไม้สน



ชนดต่าง ๆ. เอกสารประกอบการพิจารณาปรบระดับตําแหน่ง.



ส่วนวนวัฒนวจัย, สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้.
สมชาย นองเนอง, สาโรจน วัฒนสขสกุล, อําไพ พรลแสงสวรรณ และ









คณต รตนวัฒน์กุล. 2540. การทดสอบถิ นกําเนดไม้สนโอคาร ์

ปา และไม้สนเทคูนมาน ป 2515. ศูนย์วนวัฒนวจัยท 1 จังหวัด




เชยงใหม่, ส่วนวนวัฒนวจัย, สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้.




เล่มท 13, 2540. 23 หน้า.

35



สมยศ กิจค้า. 2530. ไม้สนในประเทศไทย. ฝายวนวัฒนวจัย, กอง
บํารง, กรมปาไม้, กระทรวงเกษตรและสหกรณ. มถุนายน 2530.




225 หน้า.



สมยศ กิจค้า. . กลยุทธการขยายพันธ์ไม้ปา. ส่วนวนวัฒนวจัย,

สํานักวิชาการปาไม้, กรมปาไม้. พฤษภาคม . หน้า.

Critchfield, W.B. and E.L. (Jr.) Little. 1966. The geographic

distribution of the pines of the world. U.S. Dept. Agr. Misc.

Publ. 991 : 97 p.

Denevan, W.B. 1961. The upland pine forests of Nicaragua. Univ. of

Calif. Publs. In Geogr. 12(4), 251 – 320.

FAO. 1973. Forest Genetic Resources Information – No. 2. Forestry

Occasional Paper 1973/2. 66 p.

Gibson, I.A.S. 1979. Diseases of forest trees widely planted as exotics

in the Tropics and Southern hemisphere. Part II. The genus

Pinus, Surrey, U.K. ; Commonwealth Mycological Institute and

Oxford, UK ; Commonwealth Forestry Institute. 135 p.

Granhof, J.J. 1983. Growth and Variation in Pinus oocarpa (Schiede)

at High and Low Elevation and Latitude in Thailand, pp. 2F1-

42. In Thai – Danish Cooperation on Eucalyptus and Pine

Improvement 1969 – 1980. Vol II : Research papers.



36

Silvicultural Research Sub – division, Royal Forest

Department, Bangkok. Danish International Development

Ageney DANIDA, Copenhagen.

Granhof, J. and P. Homjeen. 1983. Growth of 5 coniferous species at


high elevation in Northern Thailand, pp. 1 A1 – 44. In Thai –
Danish Cooperation on Eucalyptus and Pine Improvement 1969


– 1980. Vol II : Research papers. Silvicultural Research Sub

– division, Royal Forest Department, Bangkok. Danish

International Development Ageney DANIDA, Copenhagen.

Hughes, C.E. and A.M.J. Robbins. 1982. Seed stand establishment

in natural stands of P. oocarpa and P. caribaea. Comm. For.

Rev., 61 (2), No. 187.

Mirov, N.T. 1967. The Genus Pinus. The Ronald Press Company.

New York. 602 p.

Ojo, G.O.A. 1972. Unpublished provenance trial assessment data.

Samaru, Nigeria, Savanna Forestry Reserarch Station.

Patino, V.F. 1973. Flowering, fruiting, and collection of cones and

aspects. Floracion, Fructificacion y Recoleccion de Conos y

Aspectos. Mexico. Bosques y Fauna 10 (4).






37

Robbins, A.M.J. 1982. Some observations on the development of P.

oocarpa cones. Algunas observaciones sobre el desarrollo de

conos de P. oocarpa. Internal note, Banco de Semillas,

ESNACIFOR, Siguatepeque, Honduras.


. 1983. Pinus oocarpa Schiede. Seed Leaflet No. 3,
June 1983. DANIDA Forest Seed Center, Humlebaek,


Denmark. 17 p.

Schieber, E. 1967. Pine cone rust in the highlands of Guatemala, pp 44

– 66. In Plant Disease Reporter 51 (1).

Wolffsohn, A.L.A. 1982. Silvicultural studies of Pinus oocarpa in the

Republic of Honduras. Report for ODA/ESNACIFOR

Research Project R3548. In press.



















38


Click to View FlipBook Version