ี
การประมาณมวลชวภาพและ
การกักเก็บคารบอนในสวนปา
โดย
อําไพ พรลีแสงสุวรรณ
ุ
ั
สาโรจน วฒนสขสกุล สมชาย นองเนือง
ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ จํานรรจ เพียรอนุรักษ
์
พงษศักดิ ฉัตรเตชะ วรพจน คําใบ
ศูนยวนวัฒนวิจัยภาคเหนือ กลุมงานวนวัฒนวิจัย
สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม
2557
1
คํานํา
การประมาณมวลชวภาพและการกักเก็บคารบอนในสวนปา เปนการรวบรวมชุดความร ู
ี
ํ
้
จากตารา เอกสารวิชาการ และประสบการณตรงทีไดจากการปฏิบัติ เนือหาสาระไดอธิบายวิธีการ
่
่
ั
ี
ํ
สรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพสวนปาเปนข้นตอนอยางละเอียด เพือนามาใชประมาณ
ุ
ผลผลิตสวนปาจากสมการที่สรางขึ้นเอง รวมทั้งวิธีการประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหาร
ํ
ในสวนปาดวย นอกจากนี ตาราเลมนียังไดรวบรวมสมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพ
้
้
ี
ั
่
ของปาชนิดตางๆ ในประเทศไทย และสวนปาปลูกหลากหลายชนิดในหลายช้นอายุ ซึงสามารถ
ํ
ั
่
นามาใชประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพจากสมการทีมีนกวิชาการสรางขึ้นมากอนแลว
ี
ํ
้
ู
่
ํ
ผเขียนหวังเปนอยางยิงวา ตาราเลมนีจะเปนประโยชนตอผทีจะนาไปปฏิบัติ และสรางองคความร ู
ู
่
ใหมๆ ในการประมาณผลผลิตของปาตอไป
ุ
ํ
อาไพ พรลีแสงสวรรณ
ิ
4 พฤศจกายน 2557
2
การประมาณมวลชีวภาพและการกักเก็บคารบอนในสวนปา
บทนํา
การปลูกสรางสวนปาเพือเศรษฐกิจ เปนการปลูกปาเพื่อหวังผลตอบแทนจากการปลูก
่
ั
ํ
ในลกษณะของการนาผลผลิตจากสวนปาออกมาจําหนายเปนรายไดในรูปแบบตางๆ เชน ไมซุง ไม
แปรรูป เสาเข็ม หรือการปลูกสรางสวนปาเพื่อขายคารบอนเครดิต เปนตน การประเมินกําลังผลิต
ของสวนปาจงเปนขอมูลที่จะชวยในการตัดสินใจลงทุนปลูกสรางสวนปา ผลผลิตของสวนปาสามารถ
ึ
ํ
ู
ํ
ประเมินได 2 รปแบบ ขึ้นกับวัตถุประสงคของการนาไปใชประโยชน หากตองการนาไปใชในรปไมซุง
ู
ู
ู
้
หรือไมแปรรปจะประมาณผลผลิตเปนปริมาตรเนือไม สวนการประมาณผลผลิตสวนปาในรปมวล
ี
ชวภาพหรือน้าหนกแหงจะใชในกรณีเปนการปลูกสรางสวนปาเพื่อขายคารบอนเครดิต ซึ่งเปน
ั
ํ
ํ
่
โครงการกลไกการพัฒนาทีสะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) นามาใชเปนกลไก
้
สําหรับประเทศที่พัฒนาแลวและประสบปญหาในการลดปริมาณกาซเรือนกระจก สามารถซือ
โควตาคารบอนจากผประกอบการในประเทศกําลังพัฒนาที่มีโครงการพัฒนาที่สะอาด
ู
การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนปา ใชวิธี stratified clip technique
ี
ั
ั
ุ
(พงษศกด, 2538) ซึงดําเนินการโดยสมตดตวแทนตนไมทีมีขนาดตางๆ กัน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และ
ั
ิ์
่
่
ั
ั
ใหญ วัดมิติ (dimension) ตางๆ ของตวแทนตนไม และทําการตดทอนลําตนออกเปนทอนๆ ไปตลอด
่
่
ี
ความยาวของลําตน เพื่อนําไปศึกษาปริมาณการกระจายของมวลชวภาพของสวนทีเปนลําตน กิง
ี
และใบของตนไม รวมทั้งการขุดรากเพือศกษามวลชวภาพของราก ขอมลตัวแทนตนไมทีไดสามารถ
ู
่
ึ
่
ั
นําไปจดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพของตนไม โดยการประยุกตใชความสัมพันธแบบ
ํ
่
allometric equation ในรูปของสมการยกกําลัง ซึงสมการทีไดสามารถนาไปประเมินผลผลิตของสวน
่
ี
ปา และประมาณการกักเก็บคารบอนในมวลชวภาพของสวนปา
การสรางสมการประมาณปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพในสวนปา
ํ
่
ี
การสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนตางๆ ไดแก ลําตน กิง และใบ
สามารถดําเนินการตามวิธี stratified clip technique (พงษศกดิ, 2538) โดยใชตวแทนของตนไมใน
์
ั
ั
่
ั
พื้นทีเพื่อนําไปจดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพของตนไม โดยการประยุกตใช
b
ู
ความสัมพันธแบบ allometric equation ในรปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX ) การ
ดําเนินการมีหลายขั้นตอน ดังนี ้
3
1. เตรียมอุปกรณเก็บขอมูลในสวนปา
้
2. การเก็บขอมูลเบืองตน
3. การบันทึกขอมูล
ั้
4. การจัดชนความสูงและความโตของตนไมในสวนปา
5. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยวิธี Stratified clip technique
ู
6. การวิเคราะหขอมล
ี
ํ
7. การสรางสมการปริมาตรลาตนและมวลชวภาพ
ั
8. การปรบแกสมการ
9. การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพสวนปา
10. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ
ุ
11. การประมาณการดดซับกาซคารบอนไดออกไซด
ู
1. เตรียมอปกรณเก็บขอมูลในสวนปา
ุ
อุปกรณจําเปนที่ตองเตรียมใหพรอมกอนเขาไปเก็บขอมูลในสวนปา ประกอบดวย
อุปกรณวัด 1. เครื่องมือวัดความสูง
2. เครื่องมือวัดความโต
3. ไมวัด 1.30 เมตร
4. สายวัด 1 เมตร
5. เทปวัด 20 เมตร
6. เทปวัด 50 เมตร
7. ไมโปรแทรคเตอร
8. เวอรเนียแคลิปเปอร
อุปกรณตัด 9. เลื่อยยนต
10. เลื่อยมือ
11. มีด
12. ขวาน
13. กรรไกรตดกิง
ั
่
อุปกรณชั่ง 14. เครื่องชั่งขนาดตางๆ
4
เครื่องชั่งทศนิยม 1 ตําแหนง
เครื่องชั่ง 500 กรัม
เครื่องชั่งขนาดตางๆ (1, 3, 7, 15, 20, 60, 150 กิโลกรม)
ั
ภาชนะบรรจุ 15. เขงพลาสติก
16. ลังพลาสติก
17. กระดง (ถาดไมไผ)
18. ถุงหิ้วพลาสติกขนาดตางๆ (9x18, 12x20, 12x26, 18x30 นิ้ว)
อื่นๆ 19. ผาพลาสติกปูพื้นสีฟา
20. เชือกฟาง
21. สีเมจิก
22. ถุงมือ
23. หนังยาง
24. ปากกาจดบันทึก
25. กระดาษจดบันทึก
26. กระดานรองเขียน
27. ถุงกระดาษ
2. การเก็บขอมูลเบื้องตน
การเก็บขอมลเบืองตน โดยการวัดความสงและความโตของตนไมในสวนปา เพื่อนามา
ู
้
ํ
ู
เปนขอมูลพืนฐานในการตัดสินใจเลือกตนไมตัวอยางที่จะนามาสรางสมการประมาณปริมาตรลาตน
ํ
ํ
้
ี
และมวลชวภาพ เพื่อใชประมาณผลผลิตของสวนปา การวัดตนไมในแปลงอาจวัดทั้งแปลง หรือวาง
แปลงถาวรเพื่อใชเปนตัวแทนของสวนปา
1. เครื่องมือวัดตนไม
ื่
ั
1.1 เครองมือวดความโต การวัดความโตของตนไมมี 2 ลักษณะ คือ
่
1) วัดขนาดเสนผานศนยกลางลําตน เครืองมือทีใช คือ ไดมิเตอรเทป (diameter
ู
่
tape) เวอรเนียแคลลิปเปอร (venier caliper)
2) วัดขนาดเสนรอบวงลําตน เครื่องมือที่ใช คือ เทปวัดระยะ สายวัด
5
ั
1.2 เครืองมือวดความสูง ไดแก เมชชัวริงโพล (measuring pole) ฮากา (haga) ไคลโน
่
่
มิเตอร (clinometer) เวอรเทค (vertex) เปนตน
2. การวดการเติบโตของตนไม
ั
ั
2.1 การวดความโต ขอควรปฏิบัติในการวัดความโตของตนไม มีดังนี ้
ู
การวัดความโตของตนไม โดยปกติจะวัดขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (diameter
at breast height: DBH) ทีระดับความสูงจากพืนดิน 1.30 เมตร
้
่
1) กรณีวัดตนไมในแปลงถาวร ใหคาดสีตนไมในแปลงทุกตน โดยคาดสีเปนแถบ
เล็กๆ รอบลําตน ทีระดับความสูง 1.30 เมตรจากพืนดิน ใหขอบลางของแถบสีอยูทีระดับ 1.30 เมตร
่
่
้
และวัดความโตที่ขอบลางของแถบสี
2) กรณีวัดตนไมทั้งแปลง ใหใชทอขนาดเล็กหรือไมไผที่มีความยาว 1.30 เมตร ทาบ
โคนตน และวัดความโตเหนือปลายทอหรือไมไผ
ขอควรระวังในการวัดความโตของตนไม ตองใหเทปวัดอยูในแนวระนาบเสมอ
็
ู
โดยเฉพาะตนไมขนาดใหญใหระวังเทปวัดเอียงดานหลังตนไมซึ่งผวัดจะมองไมเหน ควรมีผชวยอีกคน
ู
ชวยตรวจดูสายวัดใหอยูในแนวระนาบ
ั
2.2 การวดความสูง
ํ
่
1) ตนไมทีมีความสูงตากวา 10-15 เมตร ควรวัดความสูงของตนไมดวยเมชชัวรง
ิ่
่
โพล (measuring pole) จะสะดวกและใหความแมนยํามาก
2) ตนไมที่มีความสงเกิน 15 เมตร ควรวัดความสูงของตนไมดวยเวอรเทค (vertex)
ู
จะใหความแมนยํามากกวาฮากา (haga) หรือไคลโนมิเตอร (clinometer) แตราคาแพงกวา
่
ู
ขอควรระวังในการวัดความสูงของตนไม ในหมไมทีมีความสูงมากๆ และเรือนยอด
ู
่
ชิดกัน อาจมองไมเห็นเรือนยอดของตนไมที่จะวัด ทําใหการวัดความสงคลาดเคลือนได
ั
3. การบนทกขอมูล
ึ
การบันทึกขอมูล แบงเปน 2 ลกษณะ คือ การบันทึกขอมลในสนาม และการบันทึก
ั
ู
ขอมูลในคอมพิวเตอร
6
ึ
1. การบันทกขอมูลในสนาม
ู
ควรเตรียมแบบฟอรมทีจะใชบันทึกขอมลในสนามใหพรอม โดยมีรายละเอียดครบถวน
่
ู
ู
ู
ไดแก สถานที่ ชนิดแปลง ชนิดไม วันเดือนปปลูก ระยะปลูก วันเดือนปที่เก็บขอมล ผบันทึกขอมล ไว
ั
ู
่
ั
ทีหวกระดาษทุกคร้ง แบบฟอรมการเก็บขอมลตนไมในแปลงทดลองมีหลายประเภท ดังนี้
1) แบบฟอรมการเติบโตของตนไม รายละเอียดประกอบดวย หมายเลขแปลง
หมายเลขแมไม ความสง (height: H) ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (diameter at breast height:
ู
ู
DBH) หรือ ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (girth at breast height: GBH) ความกวางเรือนยอด (crown
่
width: CW) เปนตน (แบบฟอรมที 1)
่
2) แบบฟอรมวัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ
รายละเอียดประกอบดวย หมายเลขแปลง หมายเลขตนไม ความสูง (height: H) ขนาดเสนผาน
่
ศนยกลาง (diameter: D) หรือ ขนาดเสนรอบวง (girth: G) ทีระดับตางๆ ความหนาเปลือก น้าหนก
ั
ู
ํ
สดของลําตน กิ่ง และใบทีระดับตางๆ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเก็บขอมูลในสนามจะใช
่
แบบฟอรมที่ 2 และแบบฟอรมที่ 3 ควบคูกันโดยมีคนบันทึกขอมูล 2 คน
ขอควรระวัง การบันทึกขอมลในสนาม ควรมีความรอบคอบระมดระวังและตรวจสอบ
ั
ู
ความถูกตอง ครบถวนของขอมูลทุกครั้ง การบันทึกขอมูลควรชัดเจน และอานงาย
2. การบันทกขอมูลในคอมพิวเตอร
ึ
การบันทึกขอมูลลงในคอมพิวเตอร ใหใชโปรแกรม excel ซึ่งเปนโปรมแกรมทีใชคํานวณ
่
ู
ไดงาย การบันทึกขอมลลงในคอมพิวเตอรควรใชแบบฟอรมเดียวกับแบบฟอรมเก็บขอมลในสนาม
ู
ั
ู
ิ
การกรอกขอมูลเปนตัวเลขจานวนมากๆ ยอมตองมีความผดพลาด ดังน้น การกรอกขอมลใหกรอก
ํ
ั
ั
ู
2 คร้ง หลังจากน้นใหตรวจสอบโดยนาขอมลทั้งสองคร้งลบกัน ถาขอมลชองไหนไมเปน 0 แสดงวา
ู
ํ
ั
กรอกขอมูลผด ใหตรวจสอบและแกไขใหถูกตอง
ิ
ู
ขอควรระวัง การบันทึกขอมลลงในคอมพิวเตอร มีความสําคัญมาก เพราะหากนาเขา
ํ
ขอมลผด ผลวิเคราะหยอมผดพลาดไปดวย ทําใหขอมลไมนาเชื่อถือ
ู
ิ
ู
ิ
้
4. การจัดชันความสงและความโตของตนไมในสวนปา
ู
ั
การจดช้นความสูงและความโตของตนไมในแปลง จะตองคํานวณหาคาตางๆ โดยใช
ั
โปรแกรม excel ดังตอนี ้
7
1. การหาผลรวม (Sum) คาเฉลี่ย (Average: Ave) คาเบียงเบนมาตรฐาน (Standard
่
ํ
ํ
deviation: SD) คาต่าสุด (Minimum: Min) คาสูงสุด (Maximum: Max) และจานวนตนไม
(Count)
ขอควรปฏิบัติ เลือก Formulas (สูตร)
SUM ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาผลรวม (Sum)
ƒχ AVERAGE ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาเฉลี่ย (Average: Ave)
ƒχ STDEV ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาเบียงเบนมาตรฐาน
่
(Standard deviation: SD)
ƒχ MIN ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาต่ําสุด (Minimum: Min)
ƒχ MAX ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาสูงสุด (Maximum: Max)
ƒχ COUNT ok เลือกขอบเขตขอมูล ok จํานวนตนไม (Count)
คาต่ําสุดและคาสูงสุด นํามาใชในการตัดสินใจกําหนดชนและความกวางของชนความสูง
ั้
ั้
และความโต
การเลือกขอบเขตขอมูล
การเลือกขอบเขตขอมูลใหกด Shift บนแปนพิมพคางไว แลว กดปุม End ตามดวย
ิ
ํ
ุ
สัญญลักษณลูกศร จะปรากฏแถบสีน้าเงนครอบคลุมขอมูลในแถวแรก (Row) ถึงเซลสดทาย
หลังจากนั้น ใหกดปุม End อีกคร้ง (ยังคงกด Shift บนแปนพิมพคางไว) ตามดวยสัญญลักษณลูกศร
ั
จะปรากฏแถบสีน้ําเงนครอบคลุมขอมูลลงมาถึงแถวสุดทาย เปนขอบเขตขอมูลที่เลือก
ิ
ั
ขอควรระวง
การเลือกขอบเขตขอมลโดยวิธีนี ขอมลแถวแรก และคอลมนแรก จะตองมีขอมล
ั
ู
้
ู
ู
ตอเนื่องทุกเซล หากขอมูลตรงไหนเปนเซลวาง การเลือกขอบเขตขอมูลจะหยุดตรงจุดกอนเซลที่วาง
8
2. การจัดชั้นความสูงและความโตของตนไมในแปลง
2.1 การแปลงคา ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) เปน ขนาดเสนรอบวงเพียง
ู
อก (GBH) ใชสูตรดังนี้ (ภาพที่ 1)
่
GBH = 2 ¶ r = DBH ¶ (เมือ ¶ = 22/7)
DBH = GBH
¶
่
หมายเหตุ การแปลงคาขนาดเสนผานศนยกลางลําตน (Diameter: D) ทีระดับตางๆ
ู
เปนขนาดเสนรอบวง (Girth: G) จะใชสูตรเดียวกัน
GBH
r DBH GBH = 2¶r
ั
r = รศมี DBH = 2 r GBH = DBH¶
DBH = GBH
¶
ภาพที่ 1 การแปลงคาความโตของตนไม
2.2 การจดช้นตนไมในแปลงควรใชช้นความโตเปนหลก ถาเลือกตนไมตวแทน 12 ตน
ั
ั
ั
ั
ั
ั
ั
้
ั
้
ใหกําหนดชนความโต 10-12 ชน การกําหนดความกวางของชนความสูงและความโตควรเปนตวเลข
้
ั
จํานวนเต็ม (ไมมีทศนิยม) เพื่อสะดวกและงายตอการเลือกตัวแทนตนไมในแปลง
ขอควรปฏิบัติ
1. ในแบบฟอรมวัดการเติบโตของตนไม ประกอบดวยคอลัมน หมายเลขตน (No.) ความ
สูง (H) ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) ใหเพิมคอลัมน 3 คอลัมน โดยพิมพหัวขอคอลัมน
่
ู
ไดแก ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (GBH), H_class และ GBH_class และหาคาของแตละคอลัมน ดังนี้
1) ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (GBH) ใหแปลงคาโดยคํานวณจากสูตรใน ขอ 2.1
9
ั้
2) H_class การจัดชนความสูง
ั
ั
้
การจัดชนความสูง กําหนดความกวางของชนความสูง (ตวอยาง ถากําหนดทุก
ั้
ู
ั
ู
2 เมตร) ใหเลือกขอบเขตขอมลทั้งหมด แลวเลือก Data (ขอมล) Filter (ตวกรอง) จะปรากฎ
่
่
เครืองหมาย ที่หัวตารางดานขวาทุกคอลัมน คลิ๊กตรงเครืองหมาย ที่หัวตารางความสูง (H)
Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวางใหใสขอมล
ู
่
คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความสูงทีกําหนดไว
้
ั
ั
Show rows where:
Is less than 2
And Or
ok
่
ู
่
ํ
ู
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสงตากวา 2 เมตร ใหพิมพ <2 ในคอลัมน H_class แลว
่
็
copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวาง
ั
ั
้
ู
ใหใสขอมล คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความสูงที ่
กําหนดไว
Show rows where:
Is greater than or equal to 2
And Or
Is less than 4
ok
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 2-<4 เมตร ใหพิมพ 2-4 ในคอลัมน
่
ู
H_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
่
็
10
ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏ
่
ั
้
ั
ู
่
ชองวางใหใสขอมล คอลัมนชายใชขอความเดิม เปลียนตวเลขในคอลัมนขวาโดยเพิมชนความสูงทุก
2 เมตร
Show rows where:
Is greater than or equal to 4
And Or
Is less than 6
ok
ู
่
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 4-<6 เมตร ใหพิมพ 4-6 ในคอลัมน
่
็
H_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
ู
ทําดังนี้ไปจนถึงชนทีครอบคลุมความสูง สูงทีสุด แลวเลือก (Select All) จะปรากฏขอมล
ั
้
่
่
ั้
ทั้งหมดทุกชนความสูงขึ้นมา
ั้
3) GBH_class การจัดชนขนาดเสนรอบวง
ั
ั
้
ั
การจดชั้นขนาดเสนรอบวง กําหนดความกวางของชนขนาดเสนรอบวง (GBH) (ตวอยาง
ู
ถากําหนดทุก 10 เซนติเมตร) ใหเลือกขอบเขตขอมลทั้งหมด แลวเลือก Data (ขอมล) Filter
ู
ั
(ตวกรอง) จะปรากฎเครืองหมาย ที่หวตารางดานขวาทุกคอลัมน คลิ๊กตรงเครืองหมาย ที่
ั
่
่
หวตารางขนาดเสนรอบวง (GBH)
ั
ู
Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวางใหใสขอมล
ั้
คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตัวเลขความกวางของชนความโตที่กําหนดไว
Show rows where:
Is less than 30
And Or
ok
11
่
ู
่
ั
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความโตตํากวา 30 เซนติเมตร ใหพิมพ <30 ในคอลมน
GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
่
็
ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวาง
ู
ั
้
ั
ใหใสขอมล คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความโตที ่
กําหนดไว
Show rows where:
Is greater than or equal to 30
And Or
Is less than 40
ok
ู
่
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสงระหวาง 30-<40 เมตร ใหพิมพ 30-40 ใน
ู
่
คอลัมน GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
็
ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏ
ั
้
่
ั
่
ชองวางใหใสขอมล คอลัมนชายใชขอความเดิม เปลียนตวเลขในคอลัมนขวาโดยเพิมชนความสูงทุก
ู
10 เซนติเมตร
Show rows where:
Is greater than or equal to 40
And Or
Is less than 50
ok
่
ู
จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 40-<50 เมตร ใหพิมพ 40-50 ใน
คอลัมน GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
่
็
้
ั้
ทําดังนีไปจนถึงชนที่ครอบคลุมความโต (GBH) โตที่สุด แลวเลือก (Select All) จะปรากฏ
้
ขอมูลทั้งหมดทุกชนความโตขึนมา
ั้
12
ั
2. การสรางตารางชนความสูง (H) และขนาดเสนรอบวง (GBH) ใหเลือกขอบเขตขอมูล
้
ทั้งหมด แลวเลือก Insert (แทรก) PivotTable จะแสดงขอบเขตขอมูลทีเลือก ok แลวจะ
่
มีหนาตางใหมทีมีกลองแสดงรายละเอียดและใหเลือกทางขวามือชื่อ Pivot Table Field List และมี
่
ขอความ Chose fields to add to report ใหลาก H_class มาไวในชอง Rows Label ลาก GBH_class
มาไวในชอง Columns Label และลาก No. มาไวในชอง ∑ Values จะปรากฏเปน Count of No. และมี
็
้
ตารางจดช้นความสูงและความโตแสดงใหเหนทางดานซาย ให copy ตารางชนความสูงและความโต
ั
ั
ั
ั
ั
้
ั
ั
(ยกเวนหวตารางบรรทัดแรก) มาไวใน sheet ใหม จดเรียงขอมลตามลําดบชน และพิมพรายละเอียด
ู
หัวตารางใหครบถวน ดังตารางที่ 1
ั้
ตารางที่ 1 ตารางจัดชนความสูงและความโตของตนไมในแปลง
GBH_class
H_class <10 10-20 20-30 30-40 40-50 50-60 60-70 70-80 80-90 90-100 Grand Total
2-4 1 5 6
4-6 1 6 3 1 1 12
6-8 1 13 5 4 1 2 26
8-10 11 21 8 3 2 45
10-12 1 28 85 52 9 175
12-14 11 125 345 167 20 1 1 670
14-16 2 17 50 5 2 2 78
Grand Total 2 12 28 66 225 418 230 25 3 3 1012
3. กําหนดจํานวนตัวอยางตนไมที่จะนํามาสรางสมการ (10-12 ตน) ใหเลือกขนาดตนไม
ที่จะตัด ซึ่งจะตองมีจํานวนตนไมอยูในชนความโตต่ําสุด 1 ตน และชนความโตสูงสุด 1 ตน สวนตนไม
ั้
ั้
่
ั
ตวอยางทีเหลือ (8-10 ตน) ใหเลือกกระจายตามสัดสวนของตนไมทีมีอยูในแตละขนาดช้นความโต
ั
่
ึ
ั้
การเลือกขนาดตนไมตัวอยางใหเลือกตามขนาดชนความโตของตนไมกอน แลวจงคอยพิจารณาเลือก
ตนไมที่มีความสูงสวนใหญกระจายอยูในแตละช้น ดังตารางที่ 2
ั
13
ตารางที่ 2 การเลือกขนาดตัวแทนตนไมที่จะนําไปคัดเลือกในแปลง
GBH_class
H_class <10 10-20 20-30 30-40 40-50 50-60 60-70 70-80 80-90 90-100 Total
2-4 1 5 6
4-6 1 6 3 1 1 12
6-8 1 13 5 4 1 2 26
8-10 11 21 8 3 2 45
10-12 1 28 85 52 9 175
12-14 11 125 345 167 20 1 1 670
14-16 2 17 50 5 2 2 78
Total 2 12 28 66 225 418 230 25 3 3 1012
เลือก 1 1 1 1 2 2 2 1 1 12
่
่
4. เมือไดขนาดของตวแทนตนไมแลว ใหเขาไปเลือกตนไมในแปลงทีมีขนาดตามที ่
ั
กําหนดไวและหมายตนไวโดยใชเชือกฟางสีแดงผูกลําตนไว
ขอควรปฏิบัติในการเลือกตัวแทนตนไม
้
ู
ํ
ั
1) ถาขอมลตนไมที่นามาจัดชนความสูงและความโตเปนแปลงถาวร ใหเลือกตนไมนอก
แปลง
่
ํ
ั
้
ู
ั
2) ถาขอมลตนไมทีนามาจดชนความสงและความโตเปนตนไมทั้งหมดในแปลง ควร
ู
ั้
ระมัดระวังในการเลือกตัวแทนตนไมที่มีขนาดชนความโตสูงสุด เพราะเปนไมเดนในแปลง ถาตนไมใน
ั้
้
ชนนีมีจํานวนนอย ควรเลี่ยงไปเลือกตนไมในขนาดชนรองลงมาแทน
ั้
ั
3) ไมควรเลือกตนไมริมขอบแปลง เนืองจากตนไมริมขอบแปลงมกโตดี เรือนยอดกวาง
่
็
เพราะไดรับแสงเตมที ซึ่งจะแตกตางกับตนไมในแปลง
่
ู
่
4) การเลือกตัวแทนตนไม นอกจากเลือกตามขนาดแลว ใหพิจารณาเลือกตนทีมีรปทรง
สมบูรณ ลําตนเปลาตรง กิ่งกานนอย ไมแตกงาม ทรงพุมโดยรอบตนสมดุลยกัน
5. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยใชวธี Stratified clip technique
ิ
เมื่อเลือกตัวแทนตนไมและหมายตัวแทนตนไมที่ตองการตัดฟนในสวนปาแลว ตัวแทน
ตนไมแตละตนใหดําเนินการโดยวิธี Stratified clip technique ดังนี้
1. วัดมิติตางๆ ของตนไมกอนตัด ไดแก
1.1 ความสูง (Height: H)
14
1.2 ความโตเปนขนาดเสนรองวง (Girth: G) ที่ระดับตางๆ คือ
ั
- G ขนาดเสนรอบวงที่ระดบชิดดิน
0
้
- G 0.30 ขนาดเสนรอบวงที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตรจากพืนดิน
้
่
- G 1.30 ขนาดเสนรอบวงทีระดับความสูง 1.30 เมตรจากพืนดิน
1.3 ความกวางของเรือนยอด (Crown width: CW) วัดได 2 แบบ คือ
- วัดแนวเหนือ-ใต และ ตะวันออก-ตะวันตก
- วัดจากจดศนยกลางลําตนออกไป 4 ทิศ คือ เหนือ ใต ตะวันออก และ
ู
ุ
ตะวันตก
2. ตัดตนไมใหชิดดิน
3. วัดมิติตางๆ ของตนไมหลังตัด ดังนี้
3.1 ความสงและขนาดเสนรอบวงของตนไม
ู
่
- ความสูงทั้งหมด (H) จากโคนถึงปลายยอด (ไมใชปลายกิงยอด)
- ความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรก (H )
B
- ขนาดเสนรอบวงที่ระดบกิ่งสดกิ่งแรก (G )
ั
B
3.2 หมายแนวความสูงของตนไมทีระดับตางๆ ต้งแต 0.30, 1.30, 2.30, 3.30,
่
ั
4.30, ...n ตลอดความยาวของลําตนถึงปลายยอด โดยใหเขียนหมายเลขทอนกํากับทุกทอน บริเวณ
กลางทอน ตั้งแต
- ทอน 0 ความยาว 0-30 เซนติเมตร
- ทอน 1 ความยาว 0.30-1.30 เมตร
- ทอน 2 ความยาว 1.30-2.30 เมตร
- ทอน 3 ความยาว 2.30-3.30 เมตร
- ทอน 4 ความยาว 3.30-4.30 เมตร
.
.
.
.
.
.
n (ทอนปลายสุด)
3.3 วัดขนาดเสนรอบวงของตนไมทุกทอน ต้งแต 2.30, 3.30, 4.30, ...n ตลอด
ั
ความยาวลําตนจนถึงทอนปลายสุด
3.4 เขียนหมายเลขทอนทีโคนกิ่งทุกกิ่งในแตละทอนใหตรงกับหมายเลขทอน
่
15
3.5 ตัดแยกกิ่งออกจากลําตนในแตละทอน เพื่อนําไปแยกชนสวนของกิ่งและใบออก
ิ
้
จากกัน นําไปชั่งหาน้ําหนักสดของกิ่งและใบในแตละทอน
่
3.6 ใหตัดลําตนทอนปลายยอดออกกอน แลวนามาคัดแยก กิง และใบออกจากกัน
ํ
นําไปชั่งหาน้ําหนักสดของลําตน กิ่ง และใบ (ควรใชตาชั่งขนาด 500 กรัม หรือ 1 กิโลกรัม)
3.7 ตัดลําตนออกเปนทอนๆ ที่ระดับ 0.30, 1.30, 2.30, 3.30, 4.30, ...n จนถึง
ทอนปลายสุด
3.8 ชั่งน้ําหนักสดของลําตนแตละทอนตั้งแตทอนที่ 0, 1, 2, 3,...n จนถึงทอนปลาย
3.9 วัดความหนาเปลือกของสวนลําตนแตละทอน ต้งแตโคนตนถึงปลายยอด โดย
ั
วัด 4 จุด ในแนวตั้งฉากกัน
ั
่
3.10 เก็บตวอยางลาตน กิง และใบ จากทุกทอน ประมาณ 500-1,000 กรมตอ
ั
ํ
้
ตัวอยางใสถุงพลาสติก เขียนหมายเลขตน และชนสวนของตน เชน ลําตน กิ่ง ใบ กํากับทุกครั้ง
ิ
3.11 เลือกตวแทนตนไมทีตดฟนแลว จานวน 3-5 ตน โดยเลือกตนทีมีความโตเล็ก
ํ
ั
ั
่
่
ุ
่
ุ
่
ึ
สุด 1 ตน ใหญสด 1 ตน และอยูระหวางกลาง 1-3 ตน ทําการขดราก เพือศกษาระบบรากและชัง
น้ําหนักสดของราก เก็บตัวอยาง เพื่อนําไปอบหาน้ําหนักแหงและคํานวณหามวลชีวภาพของราก
4. การเก็บตัวอยางชิ้นสวนตางๆ ของตนไมในหองปฏิบัติการ
้
ิ
4.1 การเก็บตวอยางชนสวนตางๆ ของตนไมเพือหาน้าหนกแหง (มวลชีวภาพ)
่
ั
ั
ํ
่
ํ
ตัวอยางทีเก็บจากแปลงในขอ 3.10 และ 3.11 ของทุกวัน ใหสุมมาชงน้าหนักสดอีกคร้งดวยเครืองชง
ั
ั
ั
่
่
่
ั
ิ
้
่
ทศนิยม 1 ตําแหนง น้าหนักประมาณ 500 กรมตอตวอยาง ควรตัดทอนชนสวนของกิงหรือตนใหมี
ั
ํ
ขนาดเล็กกอนนําไปชง จะทําใหอบแหงไดเรวขึ้น นาตวอยางใสถุงกระดาษ เขียนหมายเลขตน และ
็
่
ํ
ั
ั
ื
ชิ้นสวนของตน เชน ลําตน กิ่ง ใบ กํากับทุกคร้ง (ควรเขียนใหชัดเจน ระวังความชนจากตัวอยางจะซึม
ั
้
็
ออกมาทําใหรายละเอียดที่เขียนไวบนถุงเลือนไปหรือถุงขาด ใหตรวจเชคและเขียนรายละเอียดอยาง
ํ
่
ชดเจน หรือเปลียนถุงใหมหากถุงเดิมขาด) นาไปผงไวในทีโลงเพือใหตวอยางแหงกอนนาไปอบดวย
ึ
่
ั
่
ั
ํ
่
0
่
ํ
เตาอบไฟฟาที่อณหภูมิ 85 C เปนเวลา 48 ชัวโมง หรือจนกวาน้ําหนกจะคงที่ แลวนามาชังหา
ุ
ั
่
น้ําหนักแหง
4.2 เก็บตัวอยางชิ้นสวนตางๆ ของตนไมทุกตนรวมกัน โดยแยกชนสวนเปน ลําตน
้
ิ
็
ั
้
ั
ิ
่
่
กิง ใบ และราก ตวอยางละประมาณ 200 กรม บดหรือสับใหเปนชนเลกๆ เพือสงไปวิเคราะหใน
หองปฏิบัติการ หาความเขมขนของคารบอนและธาตุอาหารตางๆ ที่สะสมในมวลชวภาพ
ี
16
ิ
6. การวเคราะหขอมูล
1. การหาปริมาตรลําตนของไมตัวอยาง
1.1 การหาปริมาตรเหนือเปลือก (Volume over bark) โดยหาปริมาตรทอนไมแต
ละทอนจากโคนถึงปลายยอด แลวนําปริมาตรทุกทอนมารวมกันเปนปริมาตรลําตนทั้งตน (ภาพที่ 2)
Ba
BA = ¶r L
2
L
BA (basal area)
BA r
V (volume) = (BA + Ba) * L V = ⅓ ¶r * L
2
2
ภาพที่ 2 การหาปริมาตรลําตนจากผลรวมของปริมาตรทอนไมทุกทอนของตนไมแตละตน
1) การหาปริมาตรทอนไมแตละทอนจากทอนโคนจนถึงทอนสดทายกอนปลายยอด
ุ
ใชสูตร
V (volume) = (BA + Ba) * L
2
เมอ V overbark = ปริมาตรเหนือเปลือก (ลกบาศกเมตร)
ื่
ู
BA (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนโคนทอน (ตารางเมตร)
้
Ba (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนปลายทอน (ตารางเมตร)
้
L (length) = ความยาวทอน (เมตร)
17
2) การหาปริมาตรทอนปลายยอด ใชสูตร
2
V = ⅓ ¶r * L = ⅓ BA* L
n
ื่
เมอ V (volume) = ปริมาตรเหนือเปลือกทอนปลายยอด (ลูกบาศกเมตร)
n
r (radius) = รัศมีวงกลม (เมตร)
้
BA (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนโคนทอน (ตารางเมตร)
L (length) = ความยาวทอน (เมตร)
3) ปริมาตรลําตนเทากับผลรวมของทอนไมทุกทอน
V Total = V + V + V + V + ... + V n
1
2
4
3
ขอควรระวง การหาปริมาตรลาตนเหนือเปลือก ตองแปลงคารศมี (r) หรือ เสน
ั
ั
ํ
ผานศนยกลางเพียงอก (DBH) จากหนวย เซนติเมตร ใหเปน เมตร กอนนํามาเขาสูตรเสมอ
ู
1.2 การหาปริมาตรใตเปลือก (Volume under bark) ใชวิธีเดียวกับการหาปริมาตร
เหนือเปลือกทีกลาวมาในขอ 1.1 แตใหลบคาความหนาเปลือก (bark thickness) ออกจากคารศมี (r)
่
ั
ํ
้
จะเปนรัศมีใตเปลือก กอนนาไปแปลงคาเปน เสนผานศูนยกลางเพียงอกใตเปลือก พืนทีหนาตดใต
่
ั
เปลือก และปริมาตรใตเปลือก
r underbark = r overbark - bark thickness
เมือ r underbark = รัศมีใตเปลือก (เซนติเมตร)
่
r overbark = รัศมีเหนือเปลือก (เซนติเมตร)
bark thickness = ความหนาเปลือก (เซนติเมตร)
ั
ขอควรระวง การหาปริมาตรลาตนใตเปลือก ตองแปลงคารศมี (r) หรือ เสนผาน
ั
ํ
ศูนยกลางเพียงอก (DBH) จากหนวย เซนติเมตร ใหเปน เมตร กอนนํามาเขาสูตรเสมอ
2. การหามวลชีวภาพของไมตัวอยาง มวลชวภาพปาไม แบงเปน 2 กลม คือ
ุ
ี
้
่
2.1 มวลชีวภาพเหนือพืนดิน ไดแก สวนทีเปนลาตน กิง ใบ และอืนๆ เชน ดอก ผล
่
ํ
่
่
ี
้
เปนตน ในกรณีนีมวลชวภาพเหนือพืนดินใหคํานวณจากผลรวมของมวลชวภาพสวนทีเปน ลําตน กิ่ง
ี
้
และใบ
้
2.2 มวลชีวภาพใตพืนดิน ไดแก สวนที่เปนราก
การหามวลชีวภาพ มี 2 วิธี คือ
18
ื
วิธีที่ 1 1) หา % ความชนกอน จากสูตร
้
% ความชื้น = น้ําหนักสดตัวอยาง - น้ําหนักแหงตัวอยาง x 100
น้ําหนักแหงตัวอยาง
ั
้ํ
2) หานาหนกแหงทั้งหมด จากสูตร
ั
้ํ
นาหนกแหงทั้งหมด = 100 x น้ําหนักสดทั้งหมด
(100 + %ความชื้น)
ู
ั
วิธีที่ 2 หาน้าหนกแหงทั้งหมด จากสตร
ํ
ั
นาหนกแหงทั้งหมด = น้ําหนักสดทั้งหมด x น้ําหนักแหงตัวอยาง
้ํ
น้ําหนักสดตัวอยาง
ตัวอยาง
ั
น้ําหนักสดทั้งหมด 1000 กรม
น้ําหนักสดตัวอยาง 100 กรม
ั
ั
น้ําหนักแหงตัวอยาง 50 กรม
วิธีที่ 1 % ความชื้น = (100-50) x 100 = 100%
50
นาหนกแหงทั้งหมด = 100 x 1,000 = 500 กรัม
ั
้ํ
(100+100)
ั
วิธีที่ 2 นาหนกแหงทั้งหมด = 1,000 x 50 = 500 กรัม
้ํ
100
7. การสรางสมการปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพ
ํ
ี
การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนปา ใชวิธี stratified clip technique
(พงษศกด, 2538) ซึงดําเนินการโดยสมตดตวแทนตนไมทีมีขนาดตางๆ กัน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และ
่
ุ
ั
ั
่
ั
ิ์
ั
ํ
่
ใหญ แลววัดมิติ (dimension) ตางๆ ของตวแทนตนไม เพือนาไปจดสรางสมการปริมาตรลําตน และ
ั
ํ
่
ี
ั
ํ
่
่
หาน้าหนักของสวนทีเปนลาตน กิง ใบ และราก เพือนําไปจดสรางสมการมวลชวภาพของสวนตางๆ
ของตนไม โดยการประยุกตใชความสัมพันธแบบ allometric equation ในรูปของสมการยกกําลัง
b
(power equation: Y = aX )
19
1. การสรางสมการจากกราฟแบบการกระจาย (scatter)
ู
1. เลือกขอบเขตขอมลของแกน X และแกน Y
2. เลือก Insert Charts Scatter เลือกกราฟรูปแรกที่แสดงเฉพาะจุด
จะปรากฏรูปกราฟขึนมา
้
่
ู
3. เลือก Design Chart Layouts เลือกรปแรก จะปรากฏกราฟทีมี Chart Title,
้
ื
Axis Title ของแกน X และ Y, Series 1 ใหตั้งช่อใหม ดังนี
่
ื
ั
3.1 ลบ Chart Title ทิ้ง หากไมตองการต้งชอกราฟ
่
3.2 Axis Title ของแกน Y เปลียนเปน Volume (V overbark , V underbark ) หรือ Biomass
(W , W , W , W ) ตามขอมูลที่เลือก โดยใสหนวยกํากับดวย
B
R
L
S
2
3.3 Axis Title ของแกน X เปลี่ยนเปน DBH (cm) หรือ D H
3.4 ลบ Series 1 ทิ้ง
ิ๊
4. ตรวจดูวาขอมูลแกน X และ Y วาถูกตองหรือไม หากไมถูกตองใหแกไขโดยเขาไปคลก
้
ู
ขวาบนรปกราฟ จะปรากฏกลองขอความขึนมา ใหเลือก Select Data จะมีกลอง Select Data
๊
้ํ
Sources ปรากฏขึ้นมา ใหคลิกชองซายตรง Series 1 (จะเปนสีนาเงิน) แลวเลือก Edit (อยูเหนือ
Series 1) จะปรากฏกลอง Edit Series ใหเลือกเขตขอมูลของแตละแกนใหม (เฉพาะ Series name จะ
ั
ใสหรือไมใสก็ได) แลวกด ok 2 คร้ง จะปรากฏรูปกราฟที่มีขอบเขตขอมูลตามตองการ
้ํ
5. ใหคลกตรงจุดขอมลตางๆ ของกราฟ (จะเปนสีนาเงิน) แลวคลิกขวา จะปรากฏกลอง
ู
ิ๊
๊
ขอความขึนมา เลือก Add Trendline จะปรากฏกลอง Trendline Options ขึ้นมา
้
Trend/Regression Types ใหเลือก Power
Trendline Name ใหเลือก Autometic
ใหคลิ๊กดานลางเลือก Display equation on chart
และเลือก Display R-squared value on chart
เลือก Close
2
จะปรากฏสมการ Power equation ตามตองการ พรอมทั้งคา R อยูในรูปกราฟ
2. การสรางสมการปริมาตรลําตน
สมการปริมาตรลําตน ไดจากการสรางกราฟแบบการกระจาย (scatter) โดยหา
ู
ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลําตนของตวแทนตนไมทั้งหมด กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก
ั
b
และความสูง ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )
20
ํ
ให แกน Y เปน ปริมาตรลาตน (Volume: ลูกบาศกเมตร)
แกน X เปน ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก (DBH: เซนติเมตร)
2
ู
หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสง (D H)
ู
1) สมการปริมาตรลําตนเหนือเปลือก (ใชขนาดเสนผานศนยกลางเหนือเปลือก)
แสดงในภาพที่ 3
0.25 y = 0.0002x 2.3654 0.20 y = 0.0001x 0.8357
Volume over bark (m 3 ) 0.20 R² = 0.9808 Volume over bark (m 3 ) 0.16 R² = 0.998
0.18
0.14
0.15
0.12
0.10
0.10
0.08
0.06
0.05
0.02
0.00
0.00 0.04
0 10 20 30 0 2000 4000 6000
DBH (cm) D H
2
ภาพที่ 3 รูปแบบสมการปริมาตรลําตนเหนือเปลือก
ํ
2) สมการปริมาตรลาตนใตเปลือก (ใชขนาดเสนผานศนยกลางใตเปลือก) แสดงใน
ู
ภาพที่ 4
0.16 2.4993 0.14
Volume under bark (m 3 ) 0.12 y = 8E-05x Volume under bark (m 3 ) 0.10 y = 6E-05x 0.8847
0.12
0.14
R² = 0.9746
R² = 0.9954
0.10
0.08
0.08
0.06
0.06
0.04
0.04
0.02
0.00
0.00
0 10 20 30 0.02 0 2000 4000 6000
2
DBH (cm) D H
ภาพที่ 4 รูปแบบสมการปริมาตรลําตนใตเปลือก
ขอสังเกต
ู
1. สมการตัวแทนในการประมาณปริมาตรลําตน มี 2 รปแบบ คือ
21
ู
สมการที่ 1 ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลําตน กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียง
อก (DBH)
ํ
ู
สมการที่ 2 ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลาตน กับ ขนาดเสนผานศนยกลาง
2
เพียงอกยกกําลังสองคูณความสูง (D H)
2
จะเหนวา คา R (the coefficient of determination) ของสมการที่ 2 สูงกวา สมการ
็
ํ
ที่ 1 แสดงวา สมการที 2 ใชประมาณการปริมาตรลาตนทีใหความถูกตองมากกวาสมการ ที่ 1
่
่
2
คา R (the coefficient of determination) คือ คาสัมประสิทธิ์การกําหนด แสดง
้
ั
่
่
่
่
ความแปรผันทีเกิดขึนกับตวแปร Y มีผลเนืองมาจากตัวแปร X คิดเปนกีเปอรเซ็นต เพือดูวาสมการ
่
การประมาณคามีความเหมาะสมทีจะนาไปใชไดมากหรือนอย คาทีคํานวณไดจะอยูในชวงระหวาง 0
่
ํ
ถึง 1
2
่
- กรณีทีคา R มีคาเขาใกล 1 แสดงวาตัวแปร X มีอิทธิพลตอตวแปร Y อยางมาก
ั
่
หมายความวา สมการการประมาณคาจะมีความเหมาะสมทีจะนาไปใชงานไดมาก
ํ
2
- กรณีที่คา R มีคาเขาใกล 0 แสดงวา ตวแปร X มีอิทธิพลตอตวแปร Y นอยมาก
ั
ั
หมายความวา สมการการประมาณคาจะมีความเหมาะสมทีจะนาไปใชงานไดนอย
ํ
่
่
ั
ั
2. การเลือกใชสมการที่ 2 ในการประมาณปริมาตรลําตนน้น ควรมนใจวาสามารถวัด
ความสูงของตนไมไดอยางแมนยําเทานั้น
3. การใชสมการที่ 1 ในการประมาณปริมาตรลําตน ทําไดงายและรวดเร็วกวา เพราะ
วัดเฉพาะขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก ก็สามารถประมาณปริมาตรลําตนจากสมการได ซึ่งจะให
2
ความถูกตองสูงเมื่อคา R สูง
3. การสรางสมการมวลชีวภาพ
สมการมวลชวภาพของสวนลาตน กิง ใบ และราก ไดจากการสรางกราฟแบบการ
ี
่
ํ
กระจาย (scatter) โดยหาความสัมพันธระหวาง มวลชีวภาพ (ลําตน กิง ใบ และราก) กับขนาดเสน
่
ั
ผานศูนยกลางเพียงอก หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลงสองคูณความสูง หรือ มวล
b
ชีวภาพลําตนหรือกิ่ง ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX ) ดังนี้
ี
ั
ให แกน Y เปน มวลชวภาพ (W: กิโลกรม)
แกน X เปน ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก (DBH: เซนติเมตร)
2
ู
หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสง (D H)
ี
ํ
หรือ มวลชวภาพลาตน (W : กิโลกรัม)
S
หรือ มวลชีวภาพกิ่ง (W : กิโลกรัม)
B
22
ี
1) สมการมวลชวภาพลําตน แสดงในภาพที่ 5
90 80
80 y = 0.089x 2.2823 70 y = 0.0681x 0.8091
70 R² = 0.969 60 R² = 0.9928
60
W S (kg) 50 W S (kg) 50
40
40
30
30
20 20
10 10
0 0
0 10 20 30 0 2000 4000 6000
2
DBH (cm) D H
ภาพที่ 5 รูปแบบสมการมวลชวภาพลําตน
ี
2) สมการมวลชีวภาพกิ่ง แสดงในภาพที่ 6
70 70
60 y = 0.0028x 3.1701 60
50 R² = 0.9445 50 y = 0.0989x 1.3185
R² = 0.8782
W B (kg) 40 W B (kg) 40
30
30
20 20
10 10
0 0
0 10 20 30 0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S
่
ี
ภาพที่ 6 รูปแบบสมการมวลชวภาพกิง
23
่
ี
3) สมการมวลชวภาพใบ แสดงในภาพที 7
25 25
20 y = 0.025x 2.22 20 y = 0.2832x 0.9488
R² = 0.9532
W L (kg) 15 R² = 0.9709 W L (kg) 15
10
10
5 5
0 0
0 10 20 30 0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S
30
25 y = 1.6562x 0.6609
R² = 0.9157
W L (kg) 20
15
10
5
0
0 20 40 60 80
W (kg)
B
ภาพที่ 7 รูปแบบสมการมวลชวภาพใบ
ี
4) สมการมวลชวภาพราก แสดงในภาพที 8
ี
่
45 40
40 35 y = 0.4257x 1.0425
35 y = 0.0321x 2.3881 30 R² = 0.991
R² = 0.9969
30
W R (kg) 25 W R (kg) 25
20
20
15
10 15
10
5 5
0 0
0 10 20 30
0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S
ภาพที่ 8 รูปแบบสมการมวลชวภาพราก
ี
ขอสังเกต
1. การเลือกใชสมการตวแทนในการประมาณมวลชีวภาพของลําตน กิง ใบ และราก
่
ั
2
ควรเลือกสมการทีมีคา R สูงที่สุด
่
24
2. ควรเลือกใชสมการความสัมพันธระหวาง มวลชวภาพลําตน กับ ขนาดเสนผาน
ี
2
ศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสูง (D H) เมื่อสามารถวัดความสูงไดอยางแมนยําเทานั้น
ั
ู
ี
3. การใชสมการความสมพันธระหวาง มวลชวภาพ กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียง
ี
อก (DBH) ในการประมาณมวลชวภาพลําตน (กิง ใบ และราก) ทําไดงายและรวดเรวกวา เพราะวัด
่
็
่
เฉพาะขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก ก็สามารถประมาณมวลชวภาพจากสมการได ซึงจะใหความ
ี
2
ถูกตองสูงเมื่อคา R สูง
8. การปรับแกสมการ
ี
การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพจากสมการยกกําลัง (power equation) ที่
่
้
สรางขึน เปนการวิเคราะหสมการการถดถอยโดยวิธีการแปลงคา จะกอใหเกิดความคลาดเคลือน
ทางลบขึ้น (Snowdon, 1991) ดังนั้น จงจาเปนตองมีการปรบแกคาทีไดจากการประเมินซึงคาปรบแก
ั
่
่
ึ
ํ
ั
่
น้นสามารถสรางไดโดยใชสดสวนระหวางคาจริงของตวอยางกับคาประมาณทีไดจากสมการที ่
ั
ั
ั
้
จัดสรางขึนของตนไมตัวอยางนั้นๆ (สมบูรณ และ สมหมาย, 2537)
คาปรบแก = คาจริงของตวอยาง
ั
ั
่
คาประมาณทีไดจากสมการ
ั
่
ั
่
คาปรบแกทีไดสามารถนาไปใชในข้นตอนหนึงข้นตอนใดในการประมาณปริมาตรลําตน
ั
ํ
ี
และมวลชวภาพ เชน อาจจะใชคาปรบแกทีไดนี้ในการประมาณคาปริมาตรของลําตนและมวล
่
ั
ี
่
ั
ชีวภาพรายตน โดยการคูณคาปรบแกนี้เขากับคาปริมาตรและมวลชวภาพรายตนทีไดจากสมการ
้
หรืออาจจะทําการปรบแกเมือไดคาผลผลิตในรปของปริมาตรและมวลชีวภาพตอหนวยพืนทีแลว
่
่
ู
ั
่
โดยคูณคาปรับแกนีเขากับผลผลิตที่ประมาณได (ตารางที 3)
้
25
2
่
ี
ี
ตารางท 3 สมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพ คา R และคาปรบแกของสวนปาไมสัก
ั
อายุ 10 ป ที่สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร
Equations R² คาปรับแก
Volime over bark = 0.0002 DBH 2.3654 0.9808 0.8814
Volume under bark = 0.00008 DBH 2.4993 0.9764 1.0794
W S = 0.089 DBH 2.2823 0.9690 1.0189
W = 0.0028 DBH 3.1701 0.9445 1.0566
B
2.22
W = 0.025 DBH 0.9709 1.0181
L
W = 0.0321 DBH 2.3881 0.9969 1.0027
R
2 0.8357
Volime over bark = 0.0001 (D H) 0.9980 1.3472
2 0.8847
Volume under bark = 0.00006 (D H) 0.9954 1.0667
2 0.8091
W S = 0.0681 (D H) 0.9928 1.0035
ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)
9. การประมาณปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพในสวนปา
ํ
การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพในสวนปา ดาเนินการโดย
ํ
1. วัดขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) และความสูง (H วัดเฉพาะกรณีที ่
ู
สามารถวัดไดอยางแมนยําเทานั้น) ของตนไมในสวนปาทั้งหมด และบันทึกพืนที่สวนปา
้
้
2. การประมาณปริมาตรลําตนรายตน โดยแทนคาในสมการปริมาตรลําตนทีสรางขึน
่
่
้
่
หาผลรวมของปริมาตรลําตนทั้งแปลง จะสามารถประมาณปริมาตรลําตนตอพืนทีได (ตารางที 4)
ี
่
3. การประมาณมวลชวภาพของลําตน กิง ใบ และราก รายตน โดยแทนคาในสมการ
่
ี
ี
ี
มวลชวภาพทีสรางขึ้น หาผลรวมของมวลชวภาพรายตนและมวลชวภาพทั้งแปลง จะสามารถ
ี
ประมาณมวลชวภาพตอพืนทีได (ตารางที 5)
้
่
่
26
ี
่
ั
ตารางท 4 การประมาณปริมาตรเหนือเปลือกและปริมาตรใตเปลือกของสวนปาไมสกอายุ 10 ป ที ่
สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร
3
3
V overbark (m ) V underbark (m )
GBH_Class (cm)
8 rai 1 rai 1 ha 8 rai 1 rai 1 ha
<30 2.48 0.31 1.94 1.32 0.16 1.03
30-50 33.14 4.14 25.89 18.73 2.34 14.63
50-100 13.97 1.75 10.91 8.20 1.03 6.41
Total 49.59 6.20 38.74 28.25 3.53 22.07
Adjust value 0.8814 1.0794
Adjust volume 43.71 5.46 34.15 30.49 3.81 23.82
Mean annual increment 4.37 0.55 3.41 3.05 0.38 2.38
Mean annual increment per 0.077 0.054
ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)
ํ
่
่
ตารางที่ 5 การประมาณมวลชีวภาพลาตน กิง ใบ และราก ของสวนปาไมสักอายุ 10 ป ทีสถานี
วนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร
Status Biomass
Stem Branch Leaf Root Total
-1
Biomass (kg.rai ) 2,216 735 528 1,056 4,536
Adjust value 1.0189 1.0566 1.0181 1.0027
-1
Adjust biomass (kg.rai ) 2,258 777 538 1,059 4,631
-1
-1
Mean annual increment (kg.rai .yr ) 225.8 77.7 53.8 105.9 463.1
-1
-1
Mean annual increment (kg.individual .yr ) 32.02 11.02 7.63 15.02 65.69
ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)
ุ
10. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ
ี
ิ
การศึกษาคารบอนและธาตุอาหารที่กักเก็บในมวลชวภาพ จากตัวอยางชนสวนของ
้
่
่
ลําตน กิง ใบ และราก ที่นาไปวิเคราะหหาความเขมขนของคารบอนและธาตอาหารทีเก็บสะสมใน
ุ
ํ
ี
มวลชวภาพ ไดแก คารบอน (Walkley and Black, 1947) ไนโตรเจน (Bremner and Mulvaney, 1982)
27
ั
ฟอสฟอรส (Olsen and Sommers, 1982) โพแทสเซียม (Knudsen et al., 1982) แคลเซียม และ
แมกนีเซียม (Lanyon and Heald, 1982) ในหองปฏิบัติการ ผลการวิเคราะหความเขมขนของ
ุ
่
คารบอนและธาตอาหาร (ตารางที 6) สามารถนาไปคํานวณหาปริมาณการสะสมคารบอนและธาต ุ
ํ
้
ิ
้
อาหารในชนสวนตางๆ ของตนไมตอพืนที่ได (ตารางที 7)
่
่
ี
ิ
้
ตารางท 6 ความเขมขนของคารบอนและธาตุอาหารของชนสวนตางๆ ของไมสัก อายุ 10 ป
Nutrient Stem Branch Leaf Root
คารบอน (C) g/100g 50.55 51.44 53.72 56.08
ไนโตรเจน (N) g/100g 0.31 0.54 1.84 0.25
ั
ฟอสฟอรส (P) g/100g 0.04 0.04 0.19 0.03
โพแทสเซียม (K) g/100g 0.47 0.67 1.07 0.18
แคลเซียม (Ca) g/100g 0.90 1.16 0.76 0.31
แมกนีเซียม (Mg) g/100g 0.16 0.22 0.37 0.09
ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)
ี
่
่
ตารางท 7 ปริมาณการกักเก็บคารบอนและธาตุอาหารของสวนปาไมสักอายุ 10 ป ทีสถานีวนวัฒน
วิจยกําแพงเพชร
ั
Stem Branch Leaf Root Total
มวลชวภาพ (kg/rai) 2,258 777 538 1,059 4,631
ี
คารบอน (kg/rai) 1,141 400 289 594 2,424
ไนโตรเจน (kg/rai) 6.9 4.2 9.9 2.7 23.7
ั
ฟอสฟอรส (kg/rai) 0.9 0.3 1.0 0.4 2.6
โพแทสเซียม (kg/rai) 10.5 5.2 5.8 2.0 23.5
แคลเซียม (kg/rai) 20.3 9.0 4.1 3.3 36.7
แมกนีเซียม (kg/rai) 3.5 1.7 2.0 1.0 8.2
ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)
11. การประมาณการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดในสวนปา
การประมาณการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดในสวนปา สามารถคํานวณไดจากสูตร
ตัน CO = ตันคารบอน x 44/12
2
28
สรุป
ี
การประมาณปริมาตรลาตน มวลชวภาพ และการกักเก็บคารบอนในสวนปา มีขั้นตอน
ํ
โดยสรป ดังนี้
ุ
1. วัดการเติบโตของตนไมในสวนปา ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก และความ
สูง
ู
่
2. บันทึกขอมูลขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก และความสูง ลงในคอมพิวเตอร เพือ
ั้
ั้
จัดชนความสูงและชนความโต (แปลงขนาดเสนผานศูนยกลางเปนขนาดเสนรอบวง)
้
ั
ั
3. เลือกตวแทนตนไม (10-12 ตน) กระจายตามขนาดชนความโต กําหนดใหมีตวแทน
ั
ั้
ั้
่
ั้
ในชนความโตต่ําสุด 1 ตน ชนความโตสูงสุด 1 ตน และตัวแทนทีกระจายอยูระหวางชนความโตต่ําสุด
ถึงสูงสด 8-10 ตน
ุ
ื
4. เลือกตัวแทนตนไมในสวนปา หมายตนไวดวยเชอกฟาง
5. เตรียมอุปกรณที่จะใชเก็บขอมูลในสนาม พรอมแบบฟอรมบันทึกขอมูล
6. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยวิธี Stratified clip technique
6.1 วัดมิติตางๆ ของตนไมกอนตัดฟน ไดแก ความโตที่ G , G , G , ความกวาง
1.30
0
0.30
เรือนยอดในแนวตั้งฉาก
ั
6.2 ตดฟนตนไมใหชิดดิน
6.3 เขียนหมายเลขทอน (0, 1, 2, 3,...n) บนลําตน และเขียนหมายเลขทอนลงบน
โคนกิ่งของแตละทอน
6.4 วัดมิติตางๆ ของตนไมหลังตัดฟน ไดแก
6.4.1 ความสูงทั้งหมด
6.4.2 ความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรก
6.4.3 ความโตที่กิ่งสดกิ่งแรก
6.4.4 ความโตที่ระดับ G , G , G , ..., G
4.30
n
3.30
2.30
6.5 ตัดทอนลําตนออกเปนทอนๆ
6.6 วัดความหนาเปลือกบริเวณโคนทอนทุกทอน
ั่
ํ
ํ
ั
่
6.7 เก็บทอนปลายยอดไปแยก ลาตน กิง และใบ ออกจากกันกอน นําไปชงน้าหนก
สดแตละสวน
่
6.8 แยกสวนของลําตน กิง และใบ ในแตละทอนออกจากกัน นําไปช่งน้ําหนักสด
ั
แยกแตละสวน
29
ั
่
6.9 สุมเก็บตวอยาง ลําตน กิง และใบ ของแตละตน ประมาณตวอยางละ 500-
ั
ํ
ั
่
ํ
ุ
ุ
ั
1,000 กรม เพือนาไปหาน้าหนกแหง และธาตอาหาร โดยบรรจใสถุงพลาสติก เขียนหมายเลขตน
และชิ้นสวนใหชดเจน
ั
ํ
ั
ั
ั
่
6.10 สุมตวอยางจาก ขอ 6.9 มาชงน้าหนกสดอีกคร้งดวยเครืองชงทศนิยม 1
ั
่
ั
่
ั
ั
ิ
้
ตาแหนง ตวอยางละประมาณ 500 กรม บรรจใสถุงกระดาษ เขียนหมายเลขตนและชนสวน (ลําตน
ุ
ํ
ํ
ึ่
ใบ กิ่ง) ใหชดเจน นาไปผงใหแหงในที่รมกอนนําไปอบ
ั
0
ุ
ํ
ู
6.11 นาตวอยางในขอ 6.10 ไปอบดวยเตาอบไฟฟาทีอณหภมิ 85 C เปนเวลา 48
่
ั
ชั่วโมง หรือจนกวาน้ําหนักจะคงที่ ชั่งหาน้ําหนักแหงของตัวอยาง
7. คํานวณหาน้ําหนักแหง (มวลชวภาพ) ของลําตน กิ่ง และใบทั้งตน
ี
ั
ุ
8. หามวลชวภาพรากจากตวแทนตนไมทีตดฟน โดยเลือกตนเล็กที่สด 1 ตน ตนใหญ
ี
่
ั
ั่
ทีสุด 1 ตน และตนทีมีความโตระหวางกลาง 1-3 ตน ทําการขดราก ศึกษาระบบราก นําไปชง
่
่
ุ
น้ําหนักสด สุมตัวอยางไปอบเพื่อหามวลชวภาพของราก
ี
ั
9. นาขอมลมวลชีวภาพทีไดจากตวแทนตนไมทั้งหมดไปสรางสมการประมาณมวล
ํ
่
ู
b
ชีวภาพของลําตน กิ่ง ใบ และราก ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )
ั
10. คํานวณหาปริมาตรของตวแทนตนไม (ผลรวมของปริมาตรลําตนทุกทอน) นํา
ขอมูลที่ไดจากตัวแทนตนไมทั้งหมดไปสรางสมการประมาณปริมาตรลําตนเหนือเปลือกและใต
b
เปลือก ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )
ํ
่
11. นาคาขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (และความสูง ในกรณีทีวัดไดแมนยํา) ของ
ู
่
ตนไมรายตนในสวนปาไปแทนคาในสมการ ขอ 9 และ 10 เพือประมาณปริมาตรลําตน และมวล
ชีวภาพของสวนปา
ี
12. หาคาปรบแกของสมการประมาณปริมาตรลําตน และมวลชวภาพ แลวคูณคา
ั
ปรบแกเขากับผลผลิตทีประมาณได
ั
่
13. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ โดยใชผลจากการ
ุ
ํ
วิเคราะหในหองปฏิบัติการไดความเขมขนของคารบอนและธาตอาหาร นาไปคํานวณหาปริมาณการ
ุ
้
กักเก็บคารบอนและธาตุอาหารตอพืนที ่
30
เอกสารอางอิง
ประพาย แกนนาค, อาไพ พรลีแสงสวรรณ, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ อโณทัย ไพยารมณ. 2557.
ํ
ุ
การประมาณปริมาตรไมและมวลชีวภาพของสวนปาไมสักอายุ 10 ป. กลุมงานวนวัฒนวิจัย
สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม กรุงเทพฯ. 11 น.
ุ
ั
ุ
พงษศกดิ สหนาฬุ. 2538. ผลผลิตและการหมนเวียนของธาตอาหารในระบบนิเวศปาไม. คณะวน
ุ
์
ศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรงเทพฯ. 557 น.
ุ
สมบูรณ กีรติประยูร และ สมหมาย นามสวาท. 2537. เทคนิคบางอยางในการประมาณผลผลิต
ี
ของสวนปา II. การประมาณมวลชวภาพของสวนของลําตนที่มีขนาดจํากัด, น. 124-137. ใน
รายงานการประชมวิชาการปาไม ประจาป 2537: การปลูกปาเพื่อพัฒนาสิ่งแวดลอม.
ํ
ุ
ิ
ระหวางวันที่ 21-25 พฤศจกายน 2537 ณ โรงแรมวังใต อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎรธานี.
Bremner, J.M. and C.S. Mulvaney. 1982. “Nitrogen-total”, p: 595-622. In A.L. Page (ed),
th
Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological Properties) 2 ed.
American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin, USA.
Knudsen, D., G.A. Peterson and P.F. Pratt. 1982. “Lithium, Sodium and potassium”, p: 225-
245. In A. Klute (ed.), Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological
th
Properties) 2 ed. American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin,
USA.
Lanyon, L.E. and W.R. Heald. 1982. “Magnesium, calcium, strontium and barium”, p: 247-
260. In A. Klute (ed.), Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological
th
Properties) 2 ed. American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin,
USA.
Olsen, S.R. and L.E. Sommers. 1982. “Phosphorus”, p: 403-427. In A. Klute (ed.), Methods
th
of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological Properties), 2 ed. American
Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin, USA.
Snowdon, P. 1991. A ratio estimator for bias correction in logarithmic regression. Canadian
Journal of Forest Research, 1991, 21(5): 720-724, 10.1139/x91-101.
Walkley, A. and I.A. Black. 1947. Chromic acid titration method for determination of soil
organic matter. Soil Science 63: 257.
31
ภาคผนวก
ี
่
่
ู
ตารางภาคผนวกท 1 สัญญลักษณทีควรรในการใชโปรแกรม Excel
ลําดับ สัญญลักษณ ความหมาย
1 + บวก
2 - ลบ
3 * คูณ
4 / หาร
5 ^ ยกกําลัง
6 < นอยกวา
7 > มากกวา
8 A3 คอลัมน A แถว 3
9 A$3 ตรึงแถวเปลี่ยนคอลัมน
10 $A$3 ตรึงคอลัมนและแถว
11 3+6*9 ผลลัพธคือ 57 (ถาไมใสวงเล็บจะคูณ/หาร กอน +/- เสมอ)
12 (3+6)*9 ผลลัพธคือ 81 (ถาใสวงเล็บจะคํานวณวงเล็บกอน)
13 = หรือ + ใชนําหนาสูตร เพื่อคํานวณคาตามสูตรที่กําหนด
-1
3
14 m .ha .yr -1 ลูกบาศกเมตรตอเฮกแตรตอป
15 8E-05 เทากับ 0.00008 พบในสมการที่มีจุดทศนิยมหลายตําแหนง
8E คือ ตัวเลขบอกคาตัวสุดทายของจุดทศนิยม
05 คือ จํานวนหลักหลังจุดทศนิยม
32
่
ี
่
ตารางภาคผนวกท 2 มาตราชัง และ วัด ทีควรร ู
่
มาตราชง
่
ั
1 เมกกะกรัม (Mg) = 1 ตัน (ton)
1 เมกกะกรัม (Mg) = 1,000 กิโลกรม (kg)
ั
1 กิโลกรม (kg) = 1,000 กรัม (g)
ั
1 กรม (g) = 1,000 มิลลิกรม (mg)
ั
ั
ตัน CO = ตันคารบอน x 44/12
2
ั
มาตราวด
1 เฮกแตร = 6.25 ไร
1 เฮกแตร = 100 x 100 เมตร
1 ไร = 40 x 40 เมตร
33
่
ี
แบบฟอรมท 1 วัดการเติบโของตนไมในสวนปา
34
ี
แบบฟอรมท่ 2 วัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ
่
35
ี
แบบฟอรมท่ 3 วัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ
่
36
รวมสมการประมาณปริมาตรลําตน
และมวลชีวภาพปาไม
37
รวมสมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพปาไม
บทนํา
ั
ู
ํ
ผลผลิตของปา โดยทั่วไปสามารถประเมินได 2 รปแบบ คือ ปริมาตรลําตน และน้าหนก
้
ั
แหงหรือมวลชวภาพ รูปแบบการประเมินกําลงผลิตของปาขึ้นกับกลไกของการซือขายในตลาด การ
ี
่
ประเมินผลผลิตของปาสามารถประเมินในปาธรรมชาติเพือดูความอดมสมบูรณของปา ซึงจะ
่
ุ
ั
่
่
แตกตางกันไปตามชนิดของปา หรือประเมินผลผลิตของสวนปาเพือวิเคราะหผลตอบแทนทีไดรบจาก
การปลูกสรางสวนปา
การประมาณผลผลิตของปา
การประมาณผลผลิตของปา แบงเปน 2 ประเภท คือ
1. การประมาณผลผลิตปาธรรมชาติ
2. การประมาณผลผลิตสวนปา
1. การประมาณผลผลิตปาธรรมชาติ
ู
การประมาณผลผลิตของปาชนิดตางๆ สามารถเลือกใชสมการทีมีผสรางขึ้นมากอนแลว
่
ใหตรงกับชนิดหรือสภาพของปาน้นๆ เชน ถาตองการประมาณปริมาตรลาตนของปาดิบเขาควร
ั
ํ
เลือกใชสมการของ Sungpalee, et al. (2009) หรือ การประมาณมวลชวภาพของปาดิบแลง ควร
ี
ี
เลือกใชสมการของ Tsusumi (1983) เปนตน สมการประมาณปริมาตรลําตนหรือมวลชวภาพของปา
่
้
ั
่
ชนิดตางๆ ในประเทศไทยทีนกวิชาการหลายทานไดสรางขึน (ตารางที 1-5) ยังไมครอบคลุมปาทุก
ี
ชนิด การสรางสมการประมาณมวลชวภาพของปาธรรมชาติเปนเรื่องที่ทําไดยากในปจจุบัน
ุ
่
ั
่
เนืองจากตองตดตวแทนตนไมทั้งแปลง ซึงเสียงตอการตอตานของคนในชมชนและองคกรตางๆ
ั
่
ั
ดังน้น การประมาณมวลชีวภาพของปาทียังไมมีสมการตวแทนของปาชนิดน้น อาจเลือกใชสมการ
ั
ั
่
ของปาชนิดอืนที่มีลักษณะคลายคลึงกัน เชน การประมาณมวลชวภาพของปาดิบเขาอาจเลือกใช
่
ี
ี
สมการของ Tsusumi (1983) ซึงเปนปาไมผลัดใบเหมือนกัน หรือ การประมาณมวลชวภาพในปาเตง
่
็
ั
ี
รง อาจเลือกใชสมการประมาณมวลชวภาพปาผลัดใบของ Ogawa et al. (1965) จะใหคาใกลเคียง
กวาการเลือกใชสมการของปาไมผลดใบ
ั
38
2. การประมาณผลผลิตสวนปา
สวนปาทีปลกสรางขึนมักปลูกเปนพืชเชงเดี่ยว ซึ่งในปจจุบันมีสวนปาหลากหลายชนิด
่
ู
ิ
้
ั
้
ั
และหลายชนอายุ โดยมีนกวิชาการหลายทานไดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพไว
ี
มากมาย (ตารางที่ 6-17) การเลือกใชสมการตองคํานึงถึงปจจยหลายอยาง ไดแก ชนิดของพันธุไม
ั
่
อายุ ระยะปลูก สภาพแวดลอมของพืนที ใหใกลเคียงกับสวนปาทีตองการประเมินมากทีสุด จงจะให
ึ
้
่
่
คาใกลเคียงความเปนจริง
เอกสารอางอิง
กาญจนา นิตยะ. 2528. ลักษณะทางคณิตศาสตรปาไมบางประการของไมสนสองใบ.
ุ
วิทยานิพนธปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรงเทพฯ.
ุ
์
ุ
ั
ั
ชิงชัย วิริยะบัญชา, วิโรจน รัตนพรเจริญ, จตพร มังคลารตน และ ประสิทธิ เพียรอนรกษ.
2548. มวลชีวภาพและการเจริญเติบโตของพันธุไมมีคาทางเศรษฐกิจบางชนิด เพือ
่
ุ
ั
ประมาณการสะสมธาตุคารบอนในสวนปา. ฝายวนวัฒนวิจยและพฤกษศาสตร กรมอทยาน
แหงชาติ สตวปา และพันธุพืช. 8 น.
ั
ั
ั
ชิงชย วิริยะบัญชา, กันตินนท ผิวสอาด และ สิริรตน จันทรมหเสถียร. 2548. การประเมินศักยภาพ
ั
ของกิจกรรมการปลูกสรางสวนปาในการลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภมิอากาศ. ใน รายงานการประชมวิชาการการเปลียนแปลงสภาพภมิอากาศทางดานปาไม
ุ
ู
่
ู
ุ
“ศกยภาพของปาไมในการสนบสนนพิธีสารเกียวโต” ณ โรงแรมมารวย การเดน กรงเทพฯ
ุ
ั
ั
วันที่ 4-5 สิงหาคม 2548. 18 น.
ุ
ํ
ั
ิ
ํ
ชิงชัย วิริยะบัญชา, ประวิทย จตตจานงค, ชชวาล สทธิศรีศิลป ศภรตน สาราญ และกันตินนท ผิว
ั
ั
ุ
สอาด. 2545. การปรับสมการเพือประเมินมวลชวภาพเหนือพืนดินของสวนปาสักในประเทศ
้
่
ี
ั
ไทย. สวนวนวัฒนวิจัย, สํานกวิชาการปาไม, กรมปาไม. 22 น.
ุ
ิ
ั
ธิติ วิสารตน และ ชลธิดา เชญขนทด. 2547. องคประกอบของชนิดพันธุพืชและปริมาณมวล
้
ุ
ุ
ชีวภาพเหนือพืนดินของตนไมในปาดิบแลง. ใน เอกสารประกอบการประชม “การประชม
การเปลียนแปลงสภาพภูมิอากาศทางปาไม: ปาไมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ.
่
ุ
่
ุ
โรงแรมมารวยการเดน กรงเทพฯ ระหวางวันที 16-17 สิงหาคม 2547. กรมอทยานแหงชาติ
สัตวปา และพันธุพืช. 31 น.
39
บพิตร เกียรติวุฒินนท. 2557. การประมาณผลผลิตของสวนปาสนคาริเบีย. กลุมงานวนวัฒนวิจัย
สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 19 น.
ี
ประพาย แกนนาค และ อโณทัย ไพยารมย. 2556. การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพของ
สวนปาไมสัก. กลุมงานวนวัฒนวิจัย สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 11 น.
ประพาย แกนนาค, อาไพ พรลีแสงสุวรรณ, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ อโณทัย ไพยารมย. 2557.
ํ
ี
ุ
การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพของสวนปาไมสักอายุ 10 ป. กลมงานวนวัฒนวิจย
ั
สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 11 น.
เยาวลักษณ วงศสิงห, ศศิธร พวงปาน และ พิพัฒน พัฒนผลไพบูลย. 2555. ความสัมพันธเชงแอล
ิ
ี
โลเมตรีสําหรับประมาณมวลชวภาพสวนเหนือพืนดินและใตดินของกลาไมวงศยาง. วารสาร
้
พฤกษศาสตรไทย 4 (ฉบับพิเศษ): 37-46.
ี
วิจารณ มีผล. 2553. การเก็บกักคารบอนของปาชายเลน บริเวณพืนที่สงวนชวมณฑลระนอง.
้
วารสารการจัดการปาไม 4(7) : 33-47.
ํ
สมชาย นองเนือง, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ ปริญญา มโนวงศ. 2542. การประมาณปริมาตรลา
ตนของไมสนบางชนิด. สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวิชาการปาไม กรมปาไม. 19 น.
สุนันทา ขจรศรีชล. 2531. ลักษณะทางนิเวศวิทยาบางประการของปาสนธรรมชาติ บริเวณ
โครงการหลวงบานวัดจันทร อําเภอแมแจม จงหวัดเชียงใหม. วิทยานิพนธปริญญาโท
ั
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 134 น.
ํ
ุ
อาไพ พรลีแสงสวรรณ, สมชาย นองเนือง และ วรพจน คําใบ. 2557. การประมาณปริมาตรไมใน
ปาเต็งรัง. กลุมงานวนวัฒนวิจัย สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 19 น.
Kutintara, U., D. Marod, M. Takahashi and T. Nakashizuka. 1995. Growth and dynamics of
bamboos in tropical seasonal forest, pp. 125-139. In International workshop on changes
of tropical forest ecosystem, National Research Council, Bangkok.
Nongnuang, S. 2012. Carbon sinks and nutrient accumulation in ecosystems of series of Pinus
kesiya plantations and fragmented forests in Boakaew Highland Watershed, Chiang Mai
province. Ph.D. Thesis. Chiang Mai University. 267 p.
Ogawa, H., K. Yoda, K. Ogino, and T. Kira. 1965. Comparative ecological study on three main
types of forest vegetation in Thailand. II. Plant biomass. Nature and Life in Southeast
Asia 4: 49-80.
40
Ogino, K., D. Ratanawongs, T. Tsutsumi and T. Shidei. 1967. The primary production of
tropical forest in Thailand. The Southeast Asian Studies Vol. 5 (1): 122-154, Kyoto,
Japan.
Pornleesangsuwan, A. 2012. Pine growth, soil properties and succession in Pinus kesiya
plantations, and influence of fragmented forests on reforestation in Boakaew Highland
Watershed, Chiang Mai province. Ph.D. Thesis. Chiang Mai University. 304 p.
Sungpalee, W., A. Itoh, M. Kanzaki, K. Sri-ngernyuang, H. Noguchi, T. Mizuno, S. Teejuntuk,
M. Hara, K. Chai-udom, T. Ohkubo, P. Sahunalu, P. Dhanmmanonda, S. Nanami, T.
Yamakura and A. Sorn-ngai. 2009. Intra- and interspecific variation in wood density
and fine-scale spatial distribution of stand-level wood density in a northern Thai tropical
montane forest. Journal of Tropical Ecology 25: 359-370.
Suwannapinunt, W. 1983. A study on the biomass of Thyrsostachys siamensis Gamble forest
at Hin-Lap, Kanchanaburi. Journal of Bamboo Research 2 (2): 82-101.
Tsutsumi, T., K. Yoda, P. Sahunaru, P. Dhanmanonda and B. Prachaiyo. 1983. Forest: burning
and regeneration. In Shifting cultivation, an experiment at Nam Phrom, Northeast
Thailand, and its implications for upland farming in the monsoon tropics. Kyuma, K and
Pairintra, C. (ed.). A report of a cooperative research between Thai-Japanese
universities.
Vacharangkura, T. 2001. Total biomass and nutrient distribution of Dalbergia cochinchinensis
and Eucalyptus camaldulensis stands in Thailand, pp : 29-40. In Proceeding of the Joint
Meeting for the Cooperative Research Project on Ecological Impact Assessment of
rd
Tropical Plantations. 3 October, 2001, Tokyo, Japan, Japan Overseas Plantation Center for
Pulpwood (JOPP).
Viriyabuncha, C. and K. Peawsa-ad. 2002. Assessment of the Potentiality of Re-afforestation
Activities in Climate Change Mitigation, Annual Report April, 2001 – March, 2002. Forest
Research Office, Royal Forest Department, Thailand. 62 p.
41
่
ตารางที่ 1 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาดิบเขาและปาสน
ชนิดของปา สมการ อางอิง
2
ปาดิบเขา V = 0.00007629674(DBH .H) 0.914502 Sungpalee, et al. (2009)
เมื่อ V = ปริมาตร (ลูกบาศกเมตร)
DBH = ขนาดเสนผาศูนยกลางเพียงอก (เซนติเมตร)
H = ความสูงทั้งหมด (เมตร)
สนสองใบ Log V = -5.6765 + 1.9402 log C + 1.1728 log H กาญจนา (2528)
เมื่อ V = ปริมาตรไมไมรวมเปลือก (ลูกบาศกเมตร)
C = ขนาดเสนรอบวงเหนือเปลือกที่ระดับอก (เชนติเมตร)
H = ความสูงทั้งหมดของตนไม (เมตร)
41
่
ตารางที่ 1 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาดิบเขาและปาสน
ชนิดของปา สมการ อางอิง
2
ปาดิบเขา V = 0.00007629674(DBH .H) 0.914502 Sungpalee, et al. (2009)
เมื่อ V = ปริมาตร (ลูกบาศกเมตร)
DBH = ขนาดเสนผาศูนยกลางเพียงอก (เซนติเมตร)
H = ความสูงทั้งหมด (เมตร)
สนสองใบ Log V = -5.6765 + 1.9402 log C + 1.1728 log H กาญจนา (2528)
เมื่อ V = ปริมาตรไมไมรวมเปลือก (ลูกบาศกเมตร)
C = ขนาดเสนรอบวงเหนือเปลือกที่ระดับอก (เชนติเมตร)
H = ความสูงทั้งหมดของตนไม (เมตร)
42
่
ตารางที่ 2 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาเต็งรัง
b
2 b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value
2 0.8699
1 กระบก Irvingia malayana V = 0.0003 (DBH) 2.1982 0.9673 0.8553 V = 0.0001 (D H) 0.9858 1.1035
2 0.8278
2 กอแพะ Quercus kerrii V = 0.0001 (DBH) 2.4235 0.9354 1.1577 V = 0.0001 (D H) 0.9979 1.2238
2 0.8759
3 เก็ดแดง Dalbergia oliveri V = 0.0004 (DBH) 1.9937 0.9474 1.1081 V = 0.0001 (D H) 0.9779 1.0593
2 0.827
4 ตาลเหลือง Ochna integerrima V = 0.0003 (DBH) 2.0779 0.9473 0.8551 V = 0.0001 (D H) 0.9269 1.4854
2 0.8386
5 ติ้วเกลี้ยง Cratoxylum cochinchinense V = 0.0001 (DBH) 2.4609 0.9561 1.3934 V = 0.0001 (D H) 0.9994 1.2925
2 1.0413
6 ตุมกวาว Haldina cordifolia V = 0.00008 (DBH) 2.7951 0.9682 1.0270 V = 0.00004 (D H) 0.9740 1.0850
2 0.8417
2.45
็
7 เตง Shorea obtusa V = 0.0001 (DBH) 0.9385 1.1563 V = 0.0001 (D H) 0.9749 1.2312
2 0.8463
8 เต็งหนาม Bridelia retusa V = 0.0003 (DBH) 2.1489 0.9935 0.8544 V = 0.0001 (D H) 0.9703 1.3416
2 0.7668
9 ประด ู Pterocarpus macrocarpus V = 0.0002 (DBH) 2.4002 0.9842 0.8014 V = 0.0002 (D H) 0.9952 0.9629
2 0.8097
้
10 มะกอกเกลือน Canarium subulatum V = 0.0002 (DBH) 2.182 0.9853 1.0773 V = 0.0002 (D H) 0.9944 0.7679
2 0.8572
11 มะหา Syzygium oblatum V = 0.0002 (DBH) 2.3389 0.9502 0.8203 V = 0.0001 (D H) 0.9661 1.0563
2 0.8997
12 รกขี้หม ู Semecarpus albescens V = 0.00009 (DBH) 2.6811 0.9584 0.9631 V = 0.00009 (D H) 0.9592 1.0387
ั
2 0.7994
13 รักใหญ Gluta usitata V = 0.0003 (DBH) 2.1408 0.9808 0.8541 V = 0.0002 (D H) 0.9866 0.8529
42
่
ตารางที่ 2 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาเต็งรัง
b
2 b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value
2 0.8699
1 กระบก Irvingia malayana V = 0.0003 (DBH) 2.1982 0.9673 0.8553 V = 0.0001 (D H) 0.9858 1.1035
2 0.8278
2 กอแพะ Quercus kerrii V = 0.0001 (DBH) 2.4235 0.9354 1.1577 V = 0.0001 (D H) 0.9979 1.2238
2 0.8759
3 เก็ดแดง Dalbergia oliveri V = 0.0004 (DBH) 1.9937 0.9474 1.1081 V = 0.0001 (D H) 0.9779 1.0593
2 0.827
4 ตาลเหลือง Ochna integerrima V = 0.0003 (DBH) 2.0779 0.9473 0.8551 V = 0.0001 (D H) 0.9269 1.4854
2 0.8386
5 ติ้วเกลี้ยง Cratoxylum cochinchinense V = 0.0001 (DBH) 2.4609 0.9561 1.3934 V = 0.0001 (D H) 0.9994 1.2925
2 1.0413
6 ตุมกวาว Haldina cordifolia V = 0.00008 (DBH) 2.7951 0.9682 1.0270 V = 0.00004 (D H) 0.9740 1.0850
2 0.8417
2.45
็
7 เตง Shorea obtusa V = 0.0001 (DBH) 0.9385 1.1563 V = 0.0001 (D H) 0.9749 1.2312
2 0.8463
8 เต็งหนาม Bridelia retusa V = 0.0003 (DBH) 2.1489 0.9935 0.8544 V = 0.0001 (D H) 0.9703 1.3416
2 0.7668
9 ประด ู Pterocarpus macrocarpus V = 0.0002 (DBH) 2.4002 0.9842 0.8014 V = 0.0002 (D H) 0.9952 0.9629
2 0.8097
้
10 มะกอกเกลือน Canarium subulatum V = 0.0002 (DBH) 2.182 0.9853 1.0773 V = 0.0002 (D H) 0.9944 0.7679
2 0.8572
11 มะหา Syzygium oblatum V = 0.0002 (DBH) 2.3389 0.9502 0.8203 V = 0.0001 (D H) 0.9661 1.0563
2 0.8997
12 รกขี้หม ู Semecarpus albescens V = 0.00009 (DBH) 2.6811 0.9584 0.9631 V = 0.00009 (D H) 0.9592 1.0387
ั
2 0.7994
13 รักใหญ Gluta usitata V = 0.0003 (DBH) 2.1408 0.9808 0.8541 V = 0.0002 (D H) 0.9866 0.8529
43
ี
่
ตารางท 2 (ตอ)
2 b
b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value
2 0.8482
14 รัง Shorea siamensis V = 0.0002 (DBH) 2.1578 0.9588 1.0808 V = 0.0001 (D H) 0.9783 1.1725
2 1.041
15 ละมุดปา Manilkara littoralis V = 0.00004 (DBH) 2.9108 0.9736 1.1196 V = 0.00003 (D H) 0.9879 1.1749
2 0.8591
16 สมปอง Carallia brachiata V = 0.0002 (DBH) 2.3699 0.9654 0.8218 V = 0.0001 (D H) 0.9708 1.3360
2 1.0609
17 สตบรรณ Alstonia scholaris V = 0.00008 (DBH) 2.7147 0.9263 1.0637 V = 0.00003 (D H) 0.9738 1.1085
ั
2 0.8244
18 สาน Dillenia obovata V = 0.0001 (DBH) 2.4285 0.9552 1.3293 V = 0.0002 (D H) 0.9948 0.8150
2 0.7102
19 สารภีปา Anneslea fragrans V = 0.00007 (DBH) 2.641 0.9898 0.9908 V = 0.0003 (D H) 0.9894 0.9769
2 0.8698
20 หนามมะเค็ด Catunaregam tomentosa V = 0.0001 (DBH) 2.567 0.9548 1.0222 V = 0.0001 (D H) 0.9709 1.0146
2 0.7685
21 เหมือดจี ้ Memecylon scutellatum V = 0.0005 (DBH) 1.7035 0.8860 1.0253 V = 0.0002 (D H) 0.9129 0.9115
2 0.9943
22 เหมือดโลด Aporosa villosa V = 0.0002 (DBH) 2.2204 0.8966 1.3208 V = 0.00005 (D H) 0.9527 1.2014
2 0.7677
23 เหียง Dipterocarpus obtusifolius V = 0.0006 (DBH) 1.8902 0.9081 0.9828 V = 0.0002 (D H) 0.9355 1.2372
2 0.8724
Total V = 0.0002 (DBH) 2.310 0.9260 0.8975 V = 0.0001 (D H) 0.9590 1.0845
ที่มา: อาไพ และคณะ (2557)
ํ
43
ี
่
ตารางท 2 (ตอ)
2 b
b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value
2 0.8482
14 รัง Shorea siamensis V = 0.0002 (DBH) 2.1578 0.9588 1.0808 V = 0.0001 (D H) 0.9783 1.1725
2 1.041
15 ละมุดปา Manilkara littoralis V = 0.00004 (DBH) 2.9108 0.9736 1.1196 V = 0.00003 (D H) 0.9879 1.1749
2 0.8591
16 สมปอง Carallia brachiata V = 0.0002 (DBH) 2.3699 0.9654 0.8218 V = 0.0001 (D H) 0.9708 1.3360
2 1.0609
17 สตบรรณ Alstonia scholaris V = 0.00008 (DBH) 2.7147 0.9263 1.0637 V = 0.00003 (D H) 0.9738 1.1085
ั
2 0.8244
18 สาน Dillenia obovata V = 0.0001 (DBH) 2.4285 0.9552 1.3293 V = 0.0002 (D H) 0.9948 0.8150
2 0.7102
19 สารภีปา Anneslea fragrans V = 0.00007 (DBH) 2.641 0.9898 0.9908 V = 0.0003 (D H) 0.9894 0.9769
2 0.8698
20 หนามมะเค็ด Catunaregam tomentosa V = 0.0001 (DBH) 2.567 0.9548 1.0222 V = 0.0001 (D H) 0.9709 1.0146
2 0.7685
21 เหมือดจี ้ Memecylon scutellatum V = 0.0005 (DBH) 1.7035 0.8860 1.0253 V = 0.0002 (D H) 0.9129 0.9115
2 0.9943
22 เหมือดโลด Aporosa villosa V = 0.0002 (DBH) 2.2204 0.8966 1.3208 V = 0.00005 (D H) 0.9527 1.2014
2 0.7677
23 เหียง Dipterocarpus obtusifolius V = 0.0006 (DBH) 1.8902 0.9081 0.9828 V = 0.0002 (D H) 0.9355 1.2372
2 0.8724
Total V = 0.0002 (DBH) 2.310 0.9260 0.8975 V = 0.0001 (D H) 0.9590 1.0845
ที่มา: อาไพ และคณะ (2557)
ํ
44
ี
ตารางที่ 3 สมการที่ใชในการประมาณมวลชวภาพรายตนของสวนตางๆ ของตนไมในปาชนิดตางๆ
ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง
2 0.9814
ั
ุ
ปาสนเขา (เฉพาะไมสนเขา) Ws (stem) = 0.02141(D H) 0.995 สนนทา (2531)
2 1.4561
Wb (branch) = 0.00002(D H) 0.929
2 1.0138
Wl (leaf) = 0.00030(D H) 0.937
เมือ W = biomass (kg)
่
D = diameter at breast height (cm)
H = total height (m)
2
ปาดิบแลง W (stem) = 0.0509 (D H) 0.919 0.978 Tsutsumi et al. (1983)
S
2
W (branch) = 0.00893 (D H) 0.977 0.890
B
2
W (leaf) = 0.0140 (D H) 0.669 0.714
L
2
W (root) = 0.0313 (D H) 0.805 0.9 81
R
เมื่อ W = biomass (kg)
D = diameter at breast height (cm)
H = total height (m)
2
ปาดิบแลง Ws = 0.0702 DBH Ht 0.8737 ธิติ และชลธิดา (2547)
2 0.9403
ตนไมหนุมมีขนาด DBH นอยกวา 4.5 Wb = 0.0093 DBH Ht
2
เซนติเมตร Wl = 0.0244 DBH Ht 1.0517
เมือ W = biomass (kg)
่
DBH = diameter at breast height (cm)
Ht = total height (m)
44
ี
ตารางที่ 3 สมการที่ใชในการประมาณมวลชวภาพรายตนของสวนตางๆ ของตนไมในปาชนิดตางๆ
ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง
2 0.9814
ั
ุ
ปาสนเขา (เฉพาะไมสนเขา) Ws (stem) = 0.02141(D H) 0.995 สนนทา (2531)
2 1.4561
Wb (branch) = 0.00002(D H) 0.929
2 1.0138
Wl (leaf) = 0.00030(D H) 0.937
เมือ W = biomass (kg)
่
D = diameter at breast height (cm)
H = total height (m)
2
ปาดิบแลง W (stem) = 0.0509 (D H) 0.919 0.978 Tsutsumi et al. (1983)
S
2
W (branch) = 0.00893 (D H) 0.977 0.890
B
2
W (leaf) = 0.0140 (D H) 0.669 0.714
L
2
W (root) = 0.0313 (D H) 0.805 0.9 81
R
เมื่อ W = biomass (kg)
D = diameter at breast height (cm)
H = total height (m)
2
ปาดิบแลง Ws = 0.0702 DBH Ht 0.8737 ธิติ และชลธิดา (2547)
2 0.9403
ตนไมหนุมมีขนาด DBH นอยกวา 4.5 Wb = 0.0093 DBH Ht
2
เซนติเมตร Wl = 0.0244 DBH Ht 1.0517
เมือ W = biomass (kg)
่
DBH = diameter at breast height (cm)
Ht = total height (m)
45
ตารางที่ 3 (ตอ)
ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง
2 0.902
ั
็
ปาผลดใบ (ปาเบญจพรรณ และปาเตงรัง) W = 189 (D H) Ogino et al. (1967)
S
W = 0.125 W 1.204
B
S
0.9
1/W = (11.4/W ) + 0.172
S
L
เมื่อ W = biomass (kg)
D = diameter at breast height (m)
H = total height (m)
2 0.9326
็
ั
ปาผลดใบ (ปาเบญจพรรณ และปาเตงรัง) Ws = 0.0396 (D H) Ogawa et al. (1965)
2 1.027
Wb = 0.003487 (D H)
-1
Wl = (28.0/WTC + 0.025)
WTC = Ws + Wb
2 0.9326
ปาดิบช้น Ws = 0.0396 (D H) Ogawa et al. (1965)
ื
2 1.027
Wb = 0.006003 (D H)
-1
Wl = (28.0/WTC + 0.025)
WTC = Ws + Wb
2
W = 0.0264 (D H) 0.775
R
เมื่อ W = biomass (kg)
D = diameter at breast height (cm)
H = total height (m)