The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-11-02 01:29:04

การประมาณมวลชีวภาพ


การประมาณมวลชวภาพและ


การกักเก็บคารบอนในสวนปา










































โดย



อําไพ พรลีแสงสุวรรณ



สาโรจน วฒนสขสกุล สมชาย นองเนือง
ประสิทธิ์ เพียรอนุรักษ จํานรรจ เพียรอนุรักษ 


พงษศักดิ ฉัตรเตชะ วรพจน คําใบ


ศูนยวนวัฒนวิจัยภาคเหนือ กลุมงานวนวัฒนวิจัย


สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม

2557

1



คํานํา



การประมาณมวลชวภาพและการกักเก็บคารบอนในสวนปา เปนการรวบรวมชุดความร ู



จากตารา เอกสารวิชาการ และประสบการณตรงทีไดจากการปฏิบัติ เนือหาสาระไดอธิบายวิธีการ





สรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพสวนปาเปนข้นตอนอยางละเอียด เพือนามาใชประมาณ

ผลผลิตสวนปาจากสมการที่สรางขึ้นเอง รวมทั้งวิธีการประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหาร

ในสวนปาดวย นอกจากนี ตาราเลมนียังไดรวบรวมสมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพ





ของปาชนิดตางๆ ในประเทศไทย และสวนปาปลูกหลากหลายชนิดในหลายช้นอายุ ซึงสามารถ



นามาใชประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพจากสมการทีมีนกวิชาการสรางขึ้นมากอนแลว






ผเขียนหวังเปนอยางยิงวา ตาราเลมนีจะเปนประโยชนตอผทีจะนาไปปฏิบัติ และสรางองคความร ู


ใหมๆ ในการประมาณผลผลิตของปาตอไป



อาไพ พรลีแสงสวรรณ

4 พฤศจกายน 2557

2



การประมาณมวลชีวภาพและการกักเก็บคารบอนในสวนปา



บทนํา


การปลูกสรางสวนปาเพือเศรษฐกิจ เปนการปลูกปาเพื่อหวังผลตอบแทนจากการปลูก




ในลกษณะของการนาผลผลิตจากสวนปาออกมาจําหนายเปนรายไดในรูปแบบตางๆ เชน ไมซุง ไม
แปรรูป เสาเข็ม หรือการปลูกสรางสวนปาเพื่อขายคารบอนเครดิต เปนตน การประเมินกําลังผลิต

ของสวนปาจงเปนขอมูลที่จะชวยในการตัดสินใจลงทุนปลูกสรางสวนปา ผลผลิตของสวนปาสามารถ




ประเมินได 2 รปแบบ ขึ้นกับวัตถุประสงคของการนาไปใชประโยชน หากตองการนาไปใชในรปไมซุง





หรือไมแปรรปจะประมาณผลผลิตเปนปริมาตรเนือไม สวนการประมาณผลผลิตสวนปาในรปมวล

ชวภาพหรือน้าหนกแหงจะใชในกรณีเปนการปลูกสรางสวนปาเพื่อขายคารบอนเครดิต ซึ่งเปน






โครงการกลไกการพัฒนาทีสะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) นามาใชเปนกลไก

สําหรับประเทศที่พัฒนาแลวและประสบปญหาในการลดปริมาณกาซเรือนกระจก สามารถซือ
โควตาคารบอนจากผประกอบการในประเทศกําลังพัฒนาที่มีโครงการพัฒนาที่สะอาด
ู
การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนปา ใชวิธี stratified clip technique





(พงษศกด, 2538) ซึงดําเนินการโดยสมตดตวแทนตนไมทีมีขนาดตางๆ กัน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และ

ิ์




ใหญ วัดมิติ (dimension) ตางๆ ของตวแทนตนไม และทําการตดทอนลําตนออกเปนทอนๆ ไปตลอด



ความยาวของลําตน เพื่อนําไปศึกษาปริมาณการกระจายของมวลชวภาพของสวนทีเปนลําตน กิง

และใบของตนไม รวมทั้งการขุดรากเพือศกษามวลชวภาพของราก ขอมลตัวแทนตนไมทีไดสามารถ






นําไปจดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพของตนไม โดยการประยุกตใชความสัมพันธแบบ


allometric equation ในรูปของสมการยกกําลัง ซึงสมการทีไดสามารถนาไปประเมินผลผลิตของสวน


ปา และประมาณการกักเก็บคารบอนในมวลชวภาพของสวนปา

การสรางสมการประมาณปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพในสวนปา




การสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนตางๆ ไดแก ลําตน กิง และใบ
สามารถดําเนินการตามวิธี stratified clip technique (พงษศกดิ, 2538) โดยใชตวแทนของตนไมใน






พื้นทีเพื่อนําไปจดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพของตนไม โดยการประยุกตใช 
b

ความสัมพันธแบบ allometric equation ในรปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX ) การ
ดําเนินการมีหลายขั้นตอน ดังนี ้

3



1. เตรียมอุปกรณเก็บขอมูลในสวนปา

2. การเก็บขอมูลเบืองตน
3. การบันทึกขอมูล

ั้
4. การจัดชนความสูงและความโตของตนไมในสวนปา
5. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยวิธี Stratified clip technique


6. การวิเคราะหขอมล


7. การสรางสมการปริมาตรลาตนและมวลชวภาพ

8. การปรบแกสมการ
9. การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพสวนปา

10. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ

11. การประมาณการดดซับกาซคารบอนไดออกไซด


1. เตรียมอปกรณเก็บขอมูลในสวนปา


อุปกรณจําเปนที่ตองเตรียมใหพรอมกอนเขาไปเก็บขอมูลในสวนปา ประกอบดวย

อุปกรณวัด 1. เครื่องมือวัดความสูง


2. เครื่องมือวัดความโต
3. ไมวัด 1.30 เมตร

4. สายวัด 1 เมตร

5. เทปวัด 20 เมตร

6. เทปวัด 50 เมตร

7. ไมโปรแทรคเตอร

8. เวอรเนียแคลิปเปอร

อุปกรณตัด 9. เลื่อยยนต

10. เลื่อยมือ
11. มีด

12. ขวาน

13. กรรไกรตดกิง


อุปกรณชั่ง 14. เครื่องชั่งขนาดตางๆ

4



เครื่องชั่งทศนิยม 1 ตําแหนง
เครื่องชั่ง 500 กรัม

เครื่องชั่งขนาดตางๆ (1, 3, 7, 15, 20, 60, 150 กิโลกรม)

ภาชนะบรรจุ 15. เขงพลาสติก

16. ลังพลาสติก

17. กระดง (ถาดไมไผ)

18. ถุงหิ้วพลาสติกขนาดตางๆ (9x18, 12x20, 12x26, 18x30 นิ้ว)

อื่นๆ 19. ผาพลาสติกปูพื้นสีฟา

20. เชือกฟาง

21. สีเมจิก
22. ถุงมือ

23. หนังยาง

24. ปากกาจดบันทึก

25. กระดาษจดบันทึก

26. กระดานรองเขียน

27. ถุงกระดาษ


2. การเก็บขอมูลเบื้องตน



การเก็บขอมลเบืองตน โดยการวัดความสงและความโตของตนไมในสวนปา เพื่อนามา




เปนขอมูลพืนฐานในการตัดสินใจเลือกตนไมตัวอยางที่จะนามาสรางสมการประมาณปริมาตรลาตน




และมวลชวภาพ เพื่อใชประมาณผลผลิตของสวนปา การวัดตนไมในแปลงอาจวัดทั้งแปลง หรือวาง

แปลงถาวรเพื่อใชเปนตัวแทนของสวนปา

1. เครื่องมือวัดตนไม
ื่

1.1 เครองมือวดความโต การวัดความโตของตนไมมี 2 ลักษณะ คือ


1) วัดขนาดเสนผานศนยกลางลําตน เครืองมือทีใช คือ ไดมิเตอรเทป (diameter



tape) เวอรเนียแคลลิปเปอร (venier caliper)
2) วัดขนาดเสนรอบวงลําตน เครื่องมือที่ใช คือ เทปวัดระยะ สายวัด


5




1.2 เครืองมือวดความสูง ไดแก เมชชัวริงโพล (measuring pole) ฮากา (haga) ไคลโน


มิเตอร (clinometer) เวอรเทค (vertex) เปนตน

2. การวดการเติบโตของตนไม



2.1 การวดความโต ขอควรปฏิบัติในการวัดความโตของตนไม มีดังนี ้


การวัดความโตของตนไม โดยปกติจะวัดขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (diameter
at breast height: DBH) ทีระดับความสูงจากพืนดิน 1.30 เมตร


1) กรณีวัดตนไมในแปลงถาวร ใหคาดสีตนไมในแปลงทุกตน โดยคาดสีเปนแถบ
เล็กๆ รอบลําตน ทีระดับความสูง 1.30 เมตรจากพืนดิน ใหขอบลางของแถบสีอยูทีระดับ 1.30 เมตร



และวัดความโตที่ขอบลางของแถบสี
2) กรณีวัดตนไมทั้งแปลง ใหใชทอขนาดเล็กหรือไมไผที่มีความยาว 1.30 เมตร ทาบ

โคนตน และวัดความโตเหนือปลายทอหรือไมไผ 

ขอควรระวังในการวัดความโตของตนไม ตองใหเทปวัดอยูในแนวระนาบเสมอ





โดยเฉพาะตนไมขนาดใหญใหระวังเทปวัดเอียงดานหลังตนไมซึ่งผวัดจะมองไมเหน ควรมีผชวยอีกคน

ชวยตรวจดูสายวัดใหอยูในแนวระนาบ


2.2 การวดความสูง


1) ตนไมทีมีความสูงตากวา 10-15 เมตร ควรวัดความสูงของตนไมดวยเมชชัวรง
ิ่

โพล (measuring pole) จะสะดวกและใหความแมนยํามาก
2) ตนไมที่มีความสงเกิน 15 เมตร ควรวัดความสูงของตนไมดวยเวอรเทค (vertex)

จะใหความแมนยํามากกวาฮากา (haga) หรือไคลโนมิเตอร (clinometer) แตราคาแพงกวา



ขอควรระวังในการวัดความสูงของตนไม ในหมไมทีมีความสูงมากๆ และเรือนยอด


ชิดกัน อาจมองไมเห็นเรือนยอดของตนไมที่จะวัด ทําใหการวัดความสงคลาดเคลือนได


3. การบนทกขอมูล


การบันทึกขอมูล แบงเปน 2 ลกษณะ คือ การบันทึกขอมลในสนาม และการบันทึก


ขอมูลในคอมพิวเตอร

6





1. การบันทกขอมูลในสนาม

ควรเตรียมแบบฟอรมทีจะใชบันทึกขอมลในสนามใหพรอม โดยมีรายละเอียดครบถวน






ไดแก สถานที่ ชนิดแปลง ชนิดไม วันเดือนปปลูก ระยะปลูก วันเดือนปที่เก็บขอมล ผบันทึกขอมล ไว




ทีหวกระดาษทุกคร้ง แบบฟอรมการเก็บขอมลตนไมในแปลงทดลองมีหลายประเภท ดังนี้
1) แบบฟอรมการเติบโตของตนไม รายละเอียดประกอบดวย หมายเลขแปลง
หมายเลขแมไม ความสง (height: H) ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (diameter at breast height:



DBH) หรือ ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (girth at breast height: GBH) ความกวางเรือนยอด (crown

width: CW) เปนตน (แบบฟอรมที 1)

2) แบบฟอรมวัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ
รายละเอียดประกอบดวย หมายเลขแปลง หมายเลขตนไม ความสูง (height: H) ขนาดเสนผาน

ศนยกลาง (diameter: D) หรือ ขนาดเสนรอบวง (girth: G) ทีระดับตางๆ ความหนาเปลือก น้าหนก



สดของลําตน กิ่ง และใบทีระดับตางๆ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเก็บขอมูลในสนามจะใช 

แบบฟอรมที่ 2 และแบบฟอรมที่ 3 ควบคูกันโดยมีคนบันทึกขอมูล 2 คน
ขอควรระวัง การบันทึกขอมลในสนาม ควรมีความรอบคอบระมดระวังและตรวจสอบ



ความถูกตอง ครบถวนของขอมูลทุกครั้ง การบันทึกขอมูลควรชัดเจน และอานงาย

2. การบันทกขอมูลในคอมพิวเตอร 

การบันทึกขอมูลลงในคอมพิวเตอร ใหใชโปรแกรม excel ซึ่งเปนโปรมแกรมทีใชคํานวณ




ไดงาย การบันทึกขอมลลงในคอมพิวเตอรควรใชแบบฟอรมเดียวกับแบบฟอรมเก็บขอมลในสนาม




การกรอกขอมูลเปนตัวเลขจานวนมากๆ ยอมตองมีความผดพลาด ดังน้น การกรอกขอมลใหกรอก





2 คร้ง หลังจากน้นใหตรวจสอบโดยนาขอมลทั้งสองคร้งลบกัน ถาขอมลชองไหนไมเปน 0 แสดงวา



กรอกขอมูลผด ใหตรวจสอบและแกไขใหถูกตอง


ขอควรระวัง การบันทึกขอมลลงในคอมพิวเตอร มีความสําคัญมาก เพราะหากนาเขา

ขอมลผด ผลวิเคราะหยอมผดพลาดไปดวย ทําใหขอมลไมนาเชื่อถือ







4. การจัดชันความสงและความโตของตนไมในสวนปา


การจดช้นความสูงและความโตของตนไมในแปลง จะตองคํานวณหาคาตางๆ โดยใช 

โปรแกรม excel ดังตอนี ้

7




1. การหาผลรวม (Sum) คาเฉลี่ย (Average: Ave) คาเบียงเบนมาตรฐาน (Standard




deviation: SD) คาต่าสุด (Minimum: Min) คาสูงสุด (Maximum: Max) และจานวนตนไม
(Count)

ขอควรปฏิบัติ เลือก Formulas (สูตร)

SUM ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาผลรวม (Sum)


ƒχ AVERAGE ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาเฉลี่ย (Average: Ave)

ƒχ STDEV ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาเบียงเบนมาตรฐาน


(Standard deviation: SD)

ƒχ MIN ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาต่ําสุด (Minimum: Min)

ƒχ MAX ok เลือกขอบเขตขอมูล ok คาสูงสุด (Maximum: Max)

ƒχ COUNT ok เลือกขอบเขตขอมูล ok จํานวนตนไม (Count)


คาต่ําสุดและคาสูงสุด นํามาใชในการตัดสินใจกําหนดชนและความกวางของชนความสูง

ั้
ั้
และความโต

การเลือกขอบเขตขอมูล

การเลือกขอบเขตขอมูลใหกด Shift บนแปนพิมพคางไว แลว กดปุม End ตามดวย



สัญญลักษณลูกศร จะปรากฏแถบสีน้าเงนครอบคลุมขอมูลในแถวแรก (Row) ถึงเซลสดทาย
หลังจากนั้น ใหกดปุม End อีกคร้ง (ยังคงกด Shift บนแปนพิมพคางไว) ตามดวยสัญญลักษณลูกศร

จะปรากฏแถบสีน้ําเงนครอบคลุมขอมูลลงมาถึงแถวสุดทาย เปนขอบเขตขอมูลที่เลือก


ขอควรระวง

การเลือกขอบเขตขอมลโดยวิธีนี ขอมลแถวแรก และคอลมนแรก จะตองมีขอมล





ตอเนื่องทุกเซล หากขอมูลตรงไหนเปนเซลวาง การเลือกขอบเขตขอมูลจะหยุดตรงจุดกอนเซลที่วาง

8



2. การจัดชั้นความสูงและความโตของตนไมในแปลง

2.1 การแปลงคา ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) เปน ขนาดเสนรอบวงเพียง


อก (GBH) ใชสูตรดังนี้ (ภาพที่ 1)


GBH = 2 ¶ r = DBH ¶ (เมือ ¶ = 22/7)

DBH = GBH



หมายเหตุ การแปลงคาขนาดเสนผานศนยกลางลําตน (Diameter: D) ทีระดับตางๆ


เปนขนาดเสนรอบวง (Girth: G) จะใชสูตรเดียวกัน


GBH



r DBH GBH = 2¶r

r = รศมี DBH = 2 r GBH = DBH¶
DBH = GBH




ภาพที่ 1 การแปลงคาความโตของตนไม

2.2 การจดช้นตนไมในแปลงควรใชช้นความโตเปนหลก ถาเลือกตนไมตวแทน 12 ตน











ใหกําหนดชนความโต 10-12 ชน การกําหนดความกวางของชนความสูงและความโตควรเปนตวเลข



จํานวนเต็ม (ไมมีทศนิยม) เพื่อสะดวกและงายตอการเลือกตัวแทนตนไมในแปลง

ขอควรปฏิบัติ
1. ในแบบฟอรมวัดการเติบโตของตนไม ประกอบดวยคอลัมน หมายเลขตน (No.) ความ
สูง (H) ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) ใหเพิมคอลัมน 3 คอลัมน โดยพิมพหัวขอคอลัมน



ไดแก ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (GBH), H_class และ GBH_class และหาคาของแตละคอลัมน ดังนี้
1) ขนาดเสนรอบวงเพียงอก (GBH) ใหแปลงคาโดยคํานวณจากสูตรใน ขอ 2.1

9



ั้
2) H_class การจัดชนความสูง



การจัดชนความสูง กําหนดความกวางของชนความสูง (ตวอยาง ถากําหนดทุก
ั้



2 เมตร) ใหเลือกขอบเขตขอมลทั้งหมด แลวเลือก Data (ขอมล) Filter (ตวกรอง) จะปรากฎ


เครืองหมาย ที่หัวตารางดานขวาทุกคอลัมน คลิ๊กตรงเครืองหมาย ที่หัวตารางความสูง (H)



Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวางใหใสขอมล



คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความสูงทีกําหนดไว




Show rows where:

Is less than 2
And Or

ok






จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสงตากวา 2 เมตร ใหพิมพ <2 ในคอลัมน H_class แลว


copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน
ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวาง






ใหใสขอมล คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความสูงที ่
กําหนดไว
Show rows where:

Is greater than or equal to 2
And Or

Is less than 4



ok

จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 2-<4 เมตร ใหพิมพ 2-4 ในคอลัมน


H_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน



10



ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏ








ชองวางใหใสขอมล คอลัมนชายใชขอความเดิม เปลียนตวเลขในคอลัมนขวาโดยเพิมชนความสูงทุก
2 เมตร

Show rows where:

Is greater than or equal to 4
And Or

Is less than 6



ok


จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 4-<6 เมตร ใหพิมพ 4-6 ในคอลัมน


H_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน

ทําดังนี้ไปจนถึงชนทีครอบคลุมความสูง สูงทีสุด แลวเลือก (Select All) จะปรากฏขอมล




ั้
ทั้งหมดทุกชนความสูงขึ้นมา

ั้
3) GBH_class การจัดชนขนาดเสนรอบวง




การจดชั้นขนาดเสนรอบวง กําหนดความกวางของชนขนาดเสนรอบวง (GBH) (ตวอยาง

ถากําหนดทุก 10 เซนติเมตร) ใหเลือกขอบเขตขอมลทั้งหมด แลวเลือก Data (ขอมล) Filter


(ตวกรอง) จะปรากฎเครืองหมาย ที่หวตารางดานขวาทุกคอลัมน คลิ๊กตรงเครืองหมาย ที่





หวตารางขนาดเสนรอบวง (GBH)


Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวางใหใสขอมล

ั้

คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตัวเลขความกวางของชนความโตที่กําหนดไว
Show rows where:

Is less than 30
And Or


ok

11







จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความโตตํากวา 30 เซนติเมตร ใหพิมพ <30 ในคอลมน
GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน



ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏชองวาง





ใหใสขอมล คอลัมนชายมีขอความใหเลือก สวนคอลัมนขวาใหใสตวเลขความกวางของชนความโตที ่
กําหนดไว

Show rows where:

Is greater than or equal to 30
And Or

Is less than 40



ok




จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสงระหวาง 30-<40 เมตร ใหพิมพ 30-40 ใน



คอลัมน GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน

ตอไปเลือก Number Filters Custom Filter Custom AutoFilter จะปรากฏ






ชองวางใหใสขอมล คอลัมนชายใชขอความเดิม เปลียนตวเลขในคอลัมนขวาโดยเพิมชนความสูงทุก


10 เซนติเมตร

Show rows where:

Is greater than or equal to 40
And Or
Is less than 50



ok



จะปรากฏขอมลเฉพาะตนทีมีความสูงระหวาง 40-<50 เมตร ใหพิมพ 40-50 ใน
คอลัมน GBH_class แลว copy ลงมาทุกแถวทีปรากฏใหเหน



ั้
ทําดังนีไปจนถึงชนที่ครอบคลุมความโต (GBH) โตที่สุด แลวเลือก (Select All) จะปรากฏ

ขอมูลทั้งหมดทุกชนความโตขึนมา
ั้

12




2. การสรางตารางชนความสูง (H) และขนาดเสนรอบวง (GBH) ใหเลือกขอบเขตขอมูล

ทั้งหมด แลวเลือก Insert (แทรก) PivotTable จะแสดงขอบเขตขอมูลทีเลือก ok แลวจะ

มีหนาตางใหมทีมีกลองแสดงรายละเอียดและใหเลือกทางขวามือชื่อ Pivot Table Field List และมี

ขอความ Chose fields to add to report ใหลาก H_class มาไวในชอง Rows Label ลาก GBH_class

มาไวในชอง Columns Label และลาก No. มาไวในชอง ∑ Values จะปรากฏเปน Count of No. และมี


ตารางจดช้นความสูงและความโตแสดงใหเหนทางดานซาย ให copy ตารางชนความสูงและความโต








(ยกเวนหวตารางบรรทัดแรก) มาไวใน sheet ใหม จดเรียงขอมลตามลําดบชน และพิมพรายละเอียด

หัวตารางใหครบถวน ดังตารางที่ 1

ั้
ตารางที่ 1 ตารางจัดชนความสูงและความโตของตนไมในแปลง
GBH_class

H_class <10 10-20 20-30 30-40 40-50 50-60 60-70 70-80 80-90 90-100 Grand Total
2-4 1 5 6

4-6 1 6 3 1 1 12

6-8 1 13 5 4 1 2 26

8-10 11 21 8 3 2 45

10-12 1 28 85 52 9 175

12-14 11 125 345 167 20 1 1 670

14-16 2 17 50 5 2 2 78

Grand Total 2 12 28 66 225 418 230 25 3 3 1012


3. กําหนดจํานวนตัวอยางตนไมที่จะนํามาสรางสมการ (10-12 ตน) ใหเลือกขนาดตนไม

ที่จะตัด ซึ่งจะตองมีจํานวนตนไมอยูในชนความโตต่ําสุด 1 ตน และชนความโตสูงสุด 1 ตน สวนตนไม
ั้
ั้


ตวอยางทีเหลือ (8-10 ตน) ใหเลือกกระจายตามสัดสวนของตนไมทีมีอยูในแตละขนาดช้นความโต



ั้
การเลือกขนาดตนไมตัวอยางใหเลือกตามขนาดชนความโตของตนไมกอน แลวจงคอยพิจารณาเลือก
ตนไมที่มีความสูงสวนใหญกระจายอยูในแตละช้น ดังตารางที่ 2


13



ตารางที่ 2 การเลือกขนาดตัวแทนตนไมที่จะนําไปคัดเลือกในแปลง


GBH_class

H_class <10 10-20 20-30 30-40 40-50 50-60 60-70 70-80 80-90 90-100 Total
2-4 1 5 6

4-6 1 6 3 1 1 12
6-8 1 13 5 4 1 2 26

8-10 11 21 8 3 2 45

10-12 1 28 85 52 9 175

12-14 11 125 345 167 20 1 1 670

14-16 2 17 50 5 2 2 78

Total 2 12 28 66 225 418 230 25 3 3 1012
เลือก 1 1 1 1 2 2 2 1 1 12




4. เมือไดขนาดของตวแทนตนไมแลว ใหเขาไปเลือกตนไมในแปลงทีมีขนาดตามที ่

กําหนดไวและหมายตนไวโดยใชเชือกฟางสีแดงผูกลําตนไว
ขอควรปฏิบัติในการเลือกตัวแทนตนไม






1) ถาขอมลตนไมที่นามาจัดชนความสูงและความโตเปนแปลงถาวร ใหเลือกตนไมนอก
แปลง






2) ถาขอมลตนไมทีนามาจดชนความสงและความโตเปนตนไมทั้งหมดในแปลง ควร

ั้
ระมัดระวังในการเลือกตัวแทนตนไมที่มีขนาดชนความโตสูงสุด เพราะเปนไมเดนในแปลง ถาตนไมใน
ั้

ชนนีมีจํานวนนอย ควรเลี่ยงไปเลือกตนไมในขนาดชนรองลงมาแทน
ั้

3) ไมควรเลือกตนไมริมขอบแปลง เนืองจากตนไมริมขอบแปลงมกโตดี เรือนยอดกวาง


เพราะไดรับแสงเตมที ซึ่งจะแตกตางกับตนไมในแปลง



4) การเลือกตัวแทนตนไม นอกจากเลือกตามขนาดแลว ใหพิจารณาเลือกตนทีมีรปทรง
สมบูรณ ลําตนเปลาตรง กิ่งกานนอย ไมแตกงาม ทรงพุมโดยรอบตนสมดุลยกัน


5. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยใชวธี Stratified clip technique

เมื่อเลือกตัวแทนตนไมและหมายตัวแทนตนไมที่ตองการตัดฟนในสวนปาแลว ตัวแทน
ตนไมแตละตนใหดําเนินการโดยวิธี Stratified clip technique ดังนี้
1. วัดมิติตางๆ ของตนไมกอนตัด ไดแก
1.1 ความสูง (Height: H)

14



1.2 ความโตเปนขนาดเสนรองวง (Girth: G) ที่ระดับตางๆ คือ

- G ขนาดเสนรอบวงที่ระดบชิดดิน
0

- G 0.30 ขนาดเสนรอบวงที่ระดับความสูง 30 เซนติเมตรจากพืนดิน


- G 1.30 ขนาดเสนรอบวงทีระดับความสูง 1.30 เมตรจากพืนดิน
1.3 ความกวางของเรือนยอด (Crown width: CW) วัดได 2 แบบ คือ
- วัดแนวเหนือ-ใต และ ตะวันออก-ตะวันตก

- วัดจากจดศนยกลางลําตนออกไป 4 ทิศ คือ เหนือ ใต ตะวันออก และ


ตะวันตก

2. ตัดตนไมใหชิดดิน


3. วัดมิติตางๆ ของตนไมหลังตัด ดังนี้

3.1 ความสงและขนาดเสนรอบวงของตนไม


- ความสูงทั้งหมด (H) จากโคนถึงปลายยอด (ไมใชปลายกิงยอด)

- ความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรก (H )
B
- ขนาดเสนรอบวงที่ระดบกิ่งสดกิ่งแรก (G )

B
3.2 หมายแนวความสูงของตนไมทีระดับตางๆ ต้งแต 0.30, 1.30, 2.30, 3.30,


4.30, ...n ตลอดความยาวของลําตนถึงปลายยอด โดยใหเขียนหมายเลขทอนกํากับทุกทอน บริเวณ
กลางทอน ตั้งแต

- ทอน 0 ความยาว 0-30 เซนติเมตร
- ทอน 1 ความยาว 0.30-1.30 เมตร

- ทอน 2 ความยาว 1.30-2.30 เมตร

- ทอน 3 ความยาว 2.30-3.30 เมตร
- ทอน 4 ความยาว 3.30-4.30 เมตร
.

.
.


.

.
.

n (ทอนปลายสุด)
3.3 วัดขนาดเสนรอบวงของตนไมทุกทอน ต้งแต 2.30, 3.30, 4.30, ...n ตลอด

ความยาวลําตนจนถึงทอนปลายสุด
3.4 เขียนหมายเลขทอนทีโคนกิ่งทุกกิ่งในแตละทอนใหตรงกับหมายเลขทอน


15



3.5 ตัดแยกกิ่งออกจากลําตนในแตละทอน เพื่อนําไปแยกชนสวนของกิ่งและใบออก


จากกัน นําไปชั่งหาน้ําหนักสดของกิ่งและใบในแตละทอน

3.6 ใหตัดลําตนทอนปลายยอดออกกอน แลวนามาคัดแยก กิง และใบออกจากกัน

นําไปชั่งหาน้ําหนักสดของลําตน กิ่ง และใบ (ควรใชตาชั่งขนาด 500 กรัม หรือ 1 กิโลกรัม)

3.7 ตัดลําตนออกเปนทอนๆ ที่ระดับ 0.30, 1.30, 2.30, 3.30, 4.30, ...n จนถึง

ทอนปลายสุด

3.8 ชั่งน้ําหนักสดของลําตนแตละทอนตั้งแตทอนที่ 0, 1, 2, 3,...n จนถึงทอนปลาย
3.9 วัดความหนาเปลือกของสวนลําตนแตละทอน ต้งแตโคนตนถึงปลายยอด โดย

วัด 4 จุด ในแนวตั้งฉากกัน



3.10 เก็บตวอยางลาตน กิง และใบ จากทุกทอน ประมาณ 500-1,000 กรมตอ




ตัวอยางใสถุงพลาสติก เขียนหมายเลขตน และชนสวนของตน เชน ลําตน กิ่ง ใบ กํากับทุกครั้ง

3.11 เลือกตวแทนตนไมทีตดฟนแลว จานวน 3-5 ตน โดยเลือกตนทีมีความโตเล็ก










สุด 1 ตน ใหญสด 1 ตน และอยูระหวางกลาง 1-3 ตน ทําการขดราก เพือศกษาระบบรากและชัง
น้ําหนักสดของราก เก็บตัวอยาง เพื่อนําไปอบหาน้ําหนักแหงและคํานวณหามวลชีวภาพของราก
4. การเก็บตัวอยางชิ้นสวนตางๆ ของตนไมในหองปฏิบัติการ


4.1 การเก็บตวอยางชนสวนตางๆ ของตนไมเพือหาน้าหนกแหง (มวลชีวภาพ)






ตัวอยางทีเก็บจากแปลงในขอ 3.10 และ 3.11 ของทุกวัน ใหสุมมาชงน้าหนักสดอีกคร้งดวยเครืองชง










ทศนิยม 1 ตําแหนง น้าหนักประมาณ 500 กรมตอตวอยาง ควรตัดทอนชนสวนของกิงหรือตนใหมี


ขนาดเล็กกอนนําไปชง จะทําใหอบแหงไดเรวขึ้น นาตวอยางใสถุงกระดาษ เขียนหมายเลขตน และ






ชิ้นสวนของตน เชน ลําตน กิ่ง ใบ กํากับทุกคร้ง (ควรเขียนใหชัดเจน ระวังความชนจากตัวอยางจะซึม



ออกมาทําใหรายละเอียดที่เขียนไวบนถุงเลือนไปหรือถุงขาด ใหตรวจเชคและเขียนรายละเอียดอยาง


ชดเจน หรือเปลียนถุงใหมหากถุงเดิมขาด) นาไปผงไวในทีโลงเพือใหตวอยางแหงกอนนาไปอบดวย







0


เตาอบไฟฟาที่อณหภูมิ 85 C เปนเวลา 48 ชัวโมง หรือจนกวาน้ําหนกจะคงที่ แลวนามาชังหา



น้ําหนักแหง
4.2 เก็บตัวอยางชิ้นสวนตางๆ ของตนไมทุกตนรวมกัน โดยแยกชนสวนเปน ลําตน









กิง ใบ และราก ตวอยางละประมาณ 200 กรม บดหรือสับใหเปนชนเลกๆ เพือสงไปวิเคราะหใน
หองปฏิบัติการ หาความเขมขนของคารบอนและธาตุอาหารตางๆ ที่สะสมในมวลชวภาพ


16




6. การวเคราะหขอมูล

1. การหาปริมาตรลําตนของไมตัวอยาง

1.1 การหาปริมาตรเหนือเปลือก (Volume over bark) โดยหาปริมาตรทอนไมแต

ละทอนจากโคนถึงปลายยอด แลวนําปริมาตรทุกทอนมารวมกันเปนปริมาตรลําตนทั้งตน (ภาพที่ 2)


Ba

BA = ¶r L
2
L
BA (basal area)
BA r

V (volume) = (BA + Ba) * L V = ⅓ ¶r * L
2

2





















ภาพที่ 2 การหาปริมาตรลําตนจากผลรวมของปริมาตรทอนไมทุกทอนของตนไมแตละตน


1) การหาปริมาตรทอนไมแตละทอนจากทอนโคนจนถึงทอนสดทายกอนปลายยอด

ใชสูตร

V (volume) = (BA + Ba) * L
2
เมอ V overbark = ปริมาตรเหนือเปลือก (ลกบาศกเมตร)
ื่

BA (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนโคนทอน (ตารางเมตร)

Ba (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนปลายทอน (ตารางเมตร)

L (length) = ความยาวทอน (เมตร)

17



2) การหาปริมาตรทอนปลายยอด ใชสูตร

2

V = ⅓ ¶r * L = ⅓ BA* L
n
ื่
เมอ V (volume) = ปริมาตรเหนือเปลือกทอนปลายยอด (ลูกบาศกเมตร)
n
r (radius) = รัศมีวงกลม (เมตร)

BA (basal area) = พืนที่หนาตัดสวนโคนทอน (ตารางเมตร)
L (length) = ความยาวทอน (เมตร)
3) ปริมาตรลําตนเทากับผลรวมของทอนไมทุกทอน

V Total = V + V + V + V + ... + V n
1
2
4
3


ขอควรระวง การหาปริมาตรลาตนเหนือเปลือก ตองแปลงคารศมี (r) หรือ เสน



ผานศนยกลางเพียงอก (DBH) จากหนวย เซนติเมตร ใหเปน เมตร กอนนํามาเขาสูตรเสมอ

1.2 การหาปริมาตรใตเปลือก (Volume under bark) ใชวิธีเดียวกับการหาปริมาตร

เหนือเปลือกทีกลาวมาในขอ 1.1 แตใหลบคาความหนาเปลือก (bark thickness) ออกจากคารศมี (r)





จะเปนรัศมีใตเปลือก กอนนาไปแปลงคาเปน เสนผานศูนยกลางเพียงอกใตเปลือก พืนทีหนาตดใต


เปลือก และปริมาตรใตเปลือก
r underbark = r overbark - bark thickness
เมือ r underbark = รัศมีใตเปลือก (เซนติเมตร)

r overbark = รัศมีเหนือเปลือก (เซนติเมตร)
bark thickness = ความหนาเปลือก (เซนติเมตร)




ขอควรระวง การหาปริมาตรลาตนใตเปลือก ตองแปลงคารศมี (r) หรือ เสนผาน



ศูนยกลางเพียงอก (DBH) จากหนวย เซนติเมตร ใหเปน เมตร กอนนํามาเขาสูตรเสมอ
2. การหามวลชีวภาพของไมตัวอยาง มวลชวภาพปาไม แบงเปน 2 กลม คือ





2.1 มวลชีวภาพเหนือพืนดิน ไดแก สวนทีเปนลาตน กิง ใบ และอืนๆ เชน ดอก ผล






เปนตน ในกรณีนีมวลชวภาพเหนือพืนดินใหคํานวณจากผลรวมของมวลชวภาพสวนทีเปน ลําตน กิ่ง


และใบ

2.2 มวลชีวภาพใตพืนดิน ไดแก สวนที่เปนราก
การหามวลชีวภาพ มี 2 วิธี คือ

18




วิธีที่ 1 1) หา % ความชนกอน จากสูตร

% ความชื้น = น้ําหนักสดตัวอยาง - น้ําหนักแหงตัวอยาง x 100
น้ําหนักแหงตัวอยาง


้ํ
2) หานาหนกแหงทั้งหมด จากสูตร

้ํ
นาหนกแหงทั้งหมด = 100 x น้ําหนักสดทั้งหมด
(100 + %ความชื้น)



วิธีที่ 2 หาน้าหนกแหงทั้งหมด จากสตร


นาหนกแหงทั้งหมด = น้ําหนักสดทั้งหมด x น้ําหนักแหงตัวอยาง
้ํ
น้ําหนักสดตัวอยาง

ตัวอยาง



น้ําหนักสดทั้งหมด 1000 กรม
น้ําหนักสดตัวอยาง 100 กรม



น้ําหนักแหงตัวอยาง 50 กรม


วิธีที่ 1 % ความชื้น = (100-50) x 100 = 100%
50
นาหนกแหงทั้งหมด = 100 x 1,000 = 500 กรัม

้ํ
(100+100)

วิธีที่ 2 นาหนกแหงทั้งหมด = 1,000 x 50 = 500 กรัม
้ํ
100



7. การสรางสมการปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพ



การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพของสวนปา ใชวิธี stratified clip technique
(พงษศกด, 2538) ซึงดําเนินการโดยสมตดตวแทนตนไมทีมีขนาดตางๆ กัน ทั้งขนาดเล็ก กลาง และ






ิ์



ใหญ แลววัดมิติ (dimension) ตางๆ ของตวแทนตนไม เพือนาไปจดสรางสมการปริมาตรลําตน และ








หาน้าหนักของสวนทีเปนลาตน กิง ใบ และราก เพือนําไปจดสรางสมการมวลชวภาพของสวนตางๆ

ของตนไม โดยการประยุกตใชความสัมพันธแบบ allometric equation ในรูปของสมการยกกําลัง
b
(power equation: Y = aX )

19



1. การสรางสมการจากกราฟแบบการกระจาย (scatter)


1. เลือกขอบเขตขอมลของแกน X และแกน Y
2. เลือก Insert Charts Scatter เลือกกราฟรูปแรกที่แสดงเฉพาะจุด

จะปรากฏรูปกราฟขึนมา



3. เลือก Design Chart Layouts เลือกรปแรก จะปรากฏกราฟทีมี Chart Title,


Axis Title ของแกน X และ Y, Series 1 ใหตั้งช่อใหม ดังนี



3.1 ลบ Chart Title ทิ้ง หากไมตองการต้งชอกราฟ

3.2 Axis Title ของแกน Y เปลียนเปน Volume (V overbark , V underbark ) หรือ Biomass
(W , W , W , W ) ตามขอมูลที่เลือก โดยใสหนวยกํากับดวย
B
R
L
S
2
3.3 Axis Title ของแกน X เปลี่ยนเปน DBH (cm) หรือ D H
3.4 ลบ Series 1 ทิ้ง
ิ๊
4. ตรวจดูวาขอมูลแกน X และ Y วาถูกตองหรือไม หากไมถูกตองใหแกไขโดยเขาไปคลก


ขวาบนรปกราฟ จะปรากฏกลองขอความขึนมา ใหเลือก Select Data จะมีกลอง Select Data


้ํ
Sources ปรากฏขึ้นมา ใหคลิกชองซายตรง Series 1 (จะเปนสีนาเงิน) แลวเลือก Edit (อยูเหนือ
Series 1) จะปรากฏกลอง Edit Series ใหเลือกเขตขอมูลของแตละแกนใหม (เฉพาะ Series name จะ

ใสหรือไมใสก็ได) แลวกด ok 2 คร้ง จะปรากฏรูปกราฟที่มีขอบเขตขอมูลตามตองการ
้ํ
5. ใหคลกตรงจุดขอมลตางๆ ของกราฟ (จะเปนสีนาเงิน) แลวคลิกขวา จะปรากฏกลอง

ิ๊

ขอความขึนมา เลือก Add Trendline จะปรากฏกลอง Trendline Options ขึ้นมา

Trend/Regression Types ใหเลือก Power
Trendline Name ใหเลือก Autometic
ใหคลิ๊กดานลางเลือก Display equation on chart

และเลือก Display R-squared value on chart

เลือก Close
2
จะปรากฏสมการ Power equation ตามตองการ พรอมทั้งคา R อยูในรูปกราฟ


2. การสรางสมการปริมาตรลําตน
สมการปริมาตรลําตน ไดจากการสรางกราฟแบบการกระจาย (scatter) โดยหา


ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลําตนของตวแทนตนไมทั้งหมด กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก


b
และความสูง ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )

20




ให แกน Y เปน ปริมาตรลาตน (Volume: ลูกบาศกเมตร)

แกน X เปน ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก (DBH: เซนติเมตร)
2

หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสง (D H)


1) สมการปริมาตรลําตนเหนือเปลือก (ใชขนาดเสนผานศนยกลางเหนือเปลือก)
แสดงในภาพที่ 3

0.25 y = 0.0002x 2.3654 0.20 y = 0.0001x 0.8357
Volume over bark (m 3 ) 0.20 R² = 0.9808 Volume over bark (m 3 ) 0.16 R² = 0.998
0.18
0.14
0.15
0.12
0.10
0.10
0.08
0.06
0.05
0.02
0.00
0.00 0.04
0 10 20 30 0 2000 4000 6000
DBH (cm) D H
2


ภาพที่ 3 รูปแบบสมการปริมาตรลําตนเหนือเปลือก



2) สมการปริมาตรลาตนใตเปลือก (ใชขนาดเสนผานศนยกลางใตเปลือก) แสดงใน


ภาพที่ 4
0.16 2.4993 0.14
Volume under bark (m 3 ) 0.12 y = 8E-05x Volume under bark (m 3 ) 0.10 y = 6E-05x 0.8847
0.12
0.14
R² = 0.9746
R² = 0.9954
0.10
0.08
0.08
0.06
0.06
0.04
0.04
0.02
0.00
0.00
0 10 20 30 0.02 0 2000 4000 6000
2
DBH (cm) D H

ภาพที่ 4 รูปแบบสมการปริมาตรลําตนใตเปลือก

ขอสังเกต


1. สมการตัวแทนในการประมาณปริมาตรลําตน มี 2 รปแบบ คือ

21





สมการที่ 1 ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลําตน กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียง
อก (DBH)


สมการที่ 2 ความสัมพันธระหวาง ปริมาตรลาตน กับ ขนาดเสนผานศนยกลาง
2
เพียงอกยกกําลังสองคูณความสูง (D H)
2
จะเหนวา คา R (the coefficient of determination) ของสมการที่ 2 สูงกวา สมการ


ที่ 1 แสดงวา สมการที 2 ใชประมาณการปริมาตรลาตนทีใหความถูกตองมากกวาสมการ ที่ 1



2
คา R (the coefficient of determination) คือ คาสัมประสิทธิ์การกําหนด แสดง






ความแปรผันทีเกิดขึนกับตวแปร Y มีผลเนืองมาจากตัวแปร X คิดเปนกีเปอรเซ็นต เพือดูวาสมการ

การประมาณคามีความเหมาะสมทีจะนาไปใชไดมากหรือนอย คาทีคํานวณไดจะอยูในชวงระหวาง 0



ถึง 1
2

- กรณีทีคา R มีคาเขาใกล 1 แสดงวาตัวแปร X มีอิทธิพลตอตวแปร Y อยางมาก


หมายความวา สมการการประมาณคาจะมีความเหมาะสมทีจะนาไปใชงานไดมาก

2
- กรณีที่คา R มีคาเขาใกล 0 แสดงวา ตวแปร X มีอิทธิพลตอตวแปร Y นอยมาก


หมายความวา สมการการประมาณคาจะมีความเหมาะสมทีจะนาไปใชงานไดนอย





2. การเลือกใชสมการที่ 2 ในการประมาณปริมาตรลําตนน้น ควรมนใจวาสามารถวัด
ความสูงของตนไมไดอยางแมนยําเทานั้น

3. การใชสมการที่ 1 ในการประมาณปริมาตรลําตน ทําไดงายและรวดเร็วกวา เพราะ

วัดเฉพาะขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก ก็สามารถประมาณปริมาตรลําตนจากสมการได ซึ่งจะให
2
ความถูกตองสูงเมื่อคา R สูง

3. การสรางสมการมวลชีวภาพ

สมการมวลชวภาพของสวนลาตน กิง ใบ และราก ไดจากการสรางกราฟแบบการ



กระจาย (scatter) โดยหาความสัมพันธระหวาง มวลชีวภาพ (ลําตน กิง ใบ และราก) กับขนาดเสน




ผานศูนยกลางเพียงอก หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลงสองคูณความสูง หรือ มวล
b
ชีวภาพลําตนหรือกิ่ง ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX ) ดังนี้


ให แกน Y เปน มวลชวภาพ (W: กิโลกรม)
แกน X เปน ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก (DBH: เซนติเมตร)

2

หรือ ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสง (D H)



หรือ มวลชวภาพลาตน (W : กิโลกรัม)
S
หรือ มวลชีวภาพกิ่ง (W : กิโลกรัม)
B

22




1) สมการมวลชวภาพลําตน แสดงในภาพที่ 5

90 80
80 y = 0.089x 2.2823 70 y = 0.0681x 0.8091
70 R² = 0.969 60 R² = 0.9928
60
W S (kg) 50 W S (kg) 50
40
40
30
30
20 20
10 10
0 0
0 10 20 30 0 2000 4000 6000
2
DBH (cm) D H


ภาพที่ 5 รูปแบบสมการมวลชวภาพลําตน


2) สมการมวลชีวภาพกิ่ง แสดงในภาพที่ 6

70 70
60 y = 0.0028x 3.1701 60
50 R² = 0.9445 50 y = 0.0989x 1.3185
R² = 0.8782
W B (kg) 40 W B (kg) 40
30
30
20 20
10 10
0 0
0 10 20 30 0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S




ภาพที่ 6 รูปแบบสมการมวลชวภาพกิง

23





3) สมการมวลชวภาพใบ แสดงในภาพที 7

25 25
20 y = 0.025x 2.22 20 y = 0.2832x 0.9488
R² = 0.9532
W L (kg) 15 R² = 0.9709 W L (kg) 15
10
10
5 5

0 0
0 10 20 30 0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S


30
25 y = 1.6562x 0.6609
R² = 0.9157
W L (kg) 20
15
10
5
0
0 20 40 60 80
W (kg)
B

ภาพที่ 7 รูปแบบสมการมวลชวภาพใบ


4) สมการมวลชวภาพราก แสดงในภาพที 8



45 40
40 35 y = 0.4257x 1.0425
35 y = 0.0321x 2.3881 30 R² = 0.991
R² = 0.9969
30
W R (kg) 25 W R (kg) 25
20
20
15
10 15
10
5 5
0 0
0 10 20 30
0 20 40 60 80
DBH (cm) W (kg)
S

ภาพที่ 8 รูปแบบสมการมวลชวภาพราก


ขอสังเกต

1. การเลือกใชสมการตวแทนในการประมาณมวลชีวภาพของลําตน กิง ใบ และราก


2
ควรเลือกสมการทีมีคา R สูงที่สุด


24




2. ควรเลือกใชสมการความสัมพันธระหวาง มวลชวภาพลําตน กับ ขนาดเสนผาน

2
ศูนยกลางเพียงอกยกกําลังสองคูณความสูง (D H) เมื่อสามารถวัดความสูงไดอยางแมนยําเทานั้น





3. การใชสมการความสมพันธระหวาง มวลชวภาพ กับ ขนาดเสนผานศนยกลางเพียง

อก (DBH) ในการประมาณมวลชวภาพลําตน (กิง ใบ และราก) ทําไดงายและรวดเรวกวา เพราะวัด





เฉพาะขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก ก็สามารถประมาณมวลชวภาพจากสมการได ซึงจะใหความ

2
ถูกตองสูงเมื่อคา R สูง

8. การปรับแกสมการ

การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพจากสมการยกกําลัง (power equation) ที่



สรางขึน เปนการวิเคราะหสมการการถดถอยโดยวิธีการแปลงคา จะกอใหเกิดความคลาดเคลือน
ทางลบขึ้น (Snowdon, 1991) ดังนั้น จงจาเปนตองมีการปรบแกคาทีไดจากการประเมินซึงคาปรบแก







น้นสามารถสรางไดโดยใชสดสวนระหวางคาจริงของตวอยางกับคาประมาณทีไดจากสมการที ่




จัดสรางขึนของตนไมตัวอยางนั้นๆ (สมบูรณ และ สมหมาย, 2537)

คาปรบแก = คาจริงของตวอยาง



คาประมาณทีไดจากสมการ





คาปรบแกทีไดสามารถนาไปใชในข้นตอนหนึงข้นตอนใดในการประมาณปริมาตรลําตน




และมวลชวภาพ เชน อาจจะใชคาปรบแกทีไดนี้ในการประมาณคาปริมาตรของลําตนและมวล





ชีวภาพรายตน โดยการคูณคาปรบแกนี้เขากับคาปริมาตรและมวลชวภาพรายตนทีไดจากสมการ

หรืออาจจะทําการปรบแกเมือไดคาผลผลิตในรปของปริมาตรและมวลชีวภาพตอหนวยพืนทีแลว





โดยคูณคาปรับแกนีเขากับผลผลิตที่ประมาณได (ตารางที 3)


25


2



ตารางท 3 สมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชวภาพ คา R และคาปรบแกของสวนปาไมสัก

อายุ 10 ป ที่สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร

Equations R² คาปรับแก

Volime over bark = 0.0002 DBH 2.3654 0.9808 0.8814
Volume under bark = 0.00008 DBH 2.4993 0.9764 1.0794

W S = 0.089 DBH 2.2823 0.9690 1.0189

W = 0.0028 DBH 3.1701 0.9445 1.0566
B
2.22
W = 0.025 DBH 0.9709 1.0181
L
W = 0.0321 DBH 2.3881 0.9969 1.0027
R
2 0.8357
Volime over bark = 0.0001 (D H) 0.9980 1.3472
2 0.8847
Volume under bark = 0.00006 (D H) 0.9954 1.0667
2 0.8091
W S = 0.0681 (D H) 0.9928 1.0035

ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)


9. การประมาณปริมาตรลาตนและมวลชีวภาพในสวนปา


การประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพในสวนปา ดาเนินการโดย


1. วัดขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (DBH) และความสูง (H วัดเฉพาะกรณีที ่


สามารถวัดไดอยางแมนยําเทานั้น) ของตนไมในสวนปาทั้งหมด และบันทึกพืนที่สวนปา


2. การประมาณปริมาตรลําตนรายตน โดยแทนคาในสมการปริมาตรลําตนทีสรางขึน




หาผลรวมของปริมาตรลําตนทั้งแปลง จะสามารถประมาณปริมาตรลําตนตอพืนทีได (ตารางที 4)


3. การประมาณมวลชวภาพของลําตน กิง ใบ และราก รายตน โดยแทนคาในสมการ




มวลชวภาพทีสรางขึ้น หาผลรวมของมวลชวภาพรายตนและมวลชวภาพทั้งแปลง จะสามารถ

ประมาณมวลชวภาพตอพืนทีได (ตารางที 5)




26






ตารางท 4 การประมาณปริมาตรเหนือเปลือกและปริมาตรใตเปลือกของสวนปาไมสกอายุ 10 ป ที ่
สถานีวนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร
3
3
V overbark (m ) V underbark (m )
GBH_Class (cm)
8 rai 1 rai 1 ha 8 rai 1 rai 1 ha

<30 2.48 0.31 1.94 1.32 0.16 1.03

30-50 33.14 4.14 25.89 18.73 2.34 14.63

50-100 13.97 1.75 10.91 8.20 1.03 6.41

Total 49.59 6.20 38.74 28.25 3.53 22.07

Adjust value 0.8814 1.0794

Adjust volume 43.71 5.46 34.15 30.49 3.81 23.82

Mean annual increment 4.37 0.55 3.41 3.05 0.38 2.38

Mean annual increment per 0.077 0.054


ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)





ตารางที่ 5 การประมาณมวลชีวภาพลาตน กิง ใบ และราก ของสวนปาไมสักอายุ 10 ป ทีสถานี
วนวัฒนวิจัยกําแพงเพชร

Status Biomass
Stem Branch Leaf Root Total
-1
Biomass (kg.rai ) 2,216 735 528 1,056 4,536
Adjust value 1.0189 1.0566 1.0181 1.0027

-1
Adjust biomass (kg.rai ) 2,258 777 538 1,059 4,631
-1
-1
Mean annual increment (kg.rai .yr ) 225.8 77.7 53.8 105.9 463.1
-1
-1
Mean annual increment (kg.individual .yr ) 32.02 11.02 7.63 15.02 65.69

ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)



10. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ



การศึกษาคารบอนและธาตุอาหารที่กักเก็บในมวลชวภาพ จากตัวอยางชนสวนของ



ลําตน กิง ใบ และราก ที่นาไปวิเคราะหหาความเขมขนของคารบอนและธาตอาหารทีเก็บสะสมใน



มวลชวภาพ ไดแก คารบอน (Walkley and Black, 1947) ไนโตรเจน (Bremner and Mulvaney, 1982)

27




ฟอสฟอรส (Olsen and Sommers, 1982) โพแทสเซียม (Knudsen et al., 1982) แคลเซียม และ
แมกนีเซียม (Lanyon and Heald, 1982) ในหองปฏิบัติการ ผลการวิเคราะหความเขมขนของ



คารบอนและธาตอาหาร (ตารางที 6) สามารถนาไปคํานวณหาปริมาณการสะสมคารบอนและธาต ุ




อาหารในชนสวนตางๆ ของตนไมตอพืนที่ได (ตารางที 7)






ตารางท 6 ความเขมขนของคารบอนและธาตุอาหารของชนสวนตางๆ ของไมสัก อายุ 10 ป
Nutrient Stem Branch Leaf Root
คารบอน (C) g/100g 50.55 51.44 53.72 56.08
ไนโตรเจน (N) g/100g 0.31 0.54 1.84 0.25

ฟอสฟอรส (P) g/100g 0.04 0.04 0.19 0.03
โพแทสเซียม (K) g/100g 0.47 0.67 1.07 0.18

แคลเซียม (Ca) g/100g 0.90 1.16 0.76 0.31
แมกนีเซียม (Mg) g/100g 0.16 0.22 0.37 0.09

ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)





ตารางท 7 ปริมาณการกักเก็บคารบอนและธาตุอาหารของสวนปาไมสักอายุ 10 ป ทีสถานีวนวัฒน
วิจยกําแพงเพชร

Stem Branch Leaf Root Total

มวลชวภาพ (kg/rai) 2,258 777 538 1,059 4,631

คารบอน (kg/rai) 1,141 400 289 594 2,424

ไนโตรเจน (kg/rai) 6.9 4.2 9.9 2.7 23.7


ฟอสฟอรส (kg/rai) 0.9 0.3 1.0 0.4 2.6
โพแทสเซียม (kg/rai) 10.5 5.2 5.8 2.0 23.5

แคลเซียม (kg/rai) 20.3 9.0 4.1 3.3 36.7
แมกนีเซียม (kg/rai) 3.5 1.7 2.0 1.0 8.2


ที่มา: ประพาย และคณะ (2557)

11. การประมาณการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดในสวนปา


การประมาณการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซดในสวนปา สามารถคํานวณไดจากสูตร


ตัน CO = ตันคารบอน x 44/12
2

28



สรุป



การประมาณปริมาตรลาตน มวลชวภาพ และการกักเก็บคารบอนในสวนปา มีขั้นตอน

โดยสรป ดังนี้

1. วัดการเติบโตของตนไมในสวนปา ไดแก ขนาดเสนผานศูนยกลางเพียงอก และความ

สูง




2. บันทึกขอมูลขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก และความสูง ลงในคอมพิวเตอร เพือ
ั้

ั้
จัดชนความสูงและชนความโต (แปลงขนาดเสนผานศูนยกลางเปนขนาดเสนรอบวง)



3. เลือกตวแทนตนไม (10-12 ตน) กระจายตามขนาดชนความโต กําหนดใหมีตวแทน

ั้
ั้

ั้
ในชนความโตต่ําสุด 1 ตน ชนความโตสูงสุด 1 ตน และตัวแทนทีกระจายอยูระหวางชนความโตต่ําสุด
ถึงสูงสด 8-10 ตน


4. เลือกตัวแทนตนไมในสวนปา หมายตนไวดวยเชอกฟาง
5. เตรียมอุปกรณที่จะใชเก็บขอมูลในสนาม พรอมแบบฟอรมบันทึกขอมูล

6. การเก็บขอมูลในสวนปาโดยวิธี Stratified clip technique
6.1 วัดมิติตางๆ ของตนไมกอนตัดฟน ไดแก ความโตที่ G , G , G , ความกวาง
1.30
0
0.30
เรือนยอดในแนวตั้งฉาก

6.2 ตดฟนตนไมใหชิดดิน
6.3 เขียนหมายเลขทอน (0, 1, 2, 3,...n) บนลําตน และเขียนหมายเลขทอนลงบน
โคนกิ่งของแตละทอน
6.4 วัดมิติตางๆ ของตนไมหลังตัดฟน ไดแก
6.4.1 ความสูงทั้งหมด

6.4.2 ความสูงถึงกิ่งสดกิ่งแรก

6.4.3 ความโตที่กิ่งสดกิ่งแรก
6.4.4 ความโตที่ระดับ G , G , G , ..., G
4.30
n
3.30
2.30
6.5 ตัดทอนลําตนออกเปนทอนๆ
6.6 วัดความหนาเปลือกบริเวณโคนทอนทุกทอน

ั่




6.7 เก็บทอนปลายยอดไปแยก ลาตน กิง และใบ ออกจากกันกอน นําไปชงน้าหนก
สดแตละสวน

6.8 แยกสวนของลําตน กิง และใบ ในแตละทอนออกจากกัน นําไปช่งน้ําหนักสด

แยกแตละสวน

29





6.9 สุมเก็บตวอยาง ลําตน กิง และใบ ของแตละตน ประมาณตวอยางละ 500-








1,000 กรม เพือนาไปหาน้าหนกแหง และธาตอาหาร โดยบรรจใสถุงพลาสติก เขียนหมายเลขตน
และชิ้นสวนใหชดเจน






6.10 สุมตวอยางจาก ขอ 6.9 มาชงน้าหนกสดอีกคร้งดวยเครืองชงทศนิยม 1








ตาแหนง ตวอยางละประมาณ 500 กรม บรรจใสถุงกระดาษ เขียนหมายเลขตนและชนสวน (ลําตน



ึ่
ใบ กิ่ง) ใหชดเจน นาไปผงใหแหงในที่รมกอนนําไปอบ

0



6.11 นาตวอยางในขอ 6.10 ไปอบดวยเตาอบไฟฟาทีอณหภมิ 85 C เปนเวลา 48


ชั่วโมง หรือจนกวาน้ําหนักจะคงที่ ชั่งหาน้ําหนักแหงของตัวอยาง
7. คํานวณหาน้ําหนักแหง (มวลชวภาพ) ของลําตน กิ่ง และใบทั้งตน



8. หามวลชวภาพรากจากตวแทนตนไมทีตดฟน โดยเลือกตนเล็กที่สด 1 ตน ตนใหญ



ั่
ทีสุด 1 ตน และตนทีมีความโตระหวางกลาง 1-3 ตน ทําการขดราก ศึกษาระบบราก นําไปชง



น้ําหนักสด สุมตัวอยางไปอบเพื่อหามวลชวภาพของราก


9. นาขอมลมวลชีวภาพทีไดจากตวแทนตนไมทั้งหมดไปสรางสมการประมาณมวล



b
ชีวภาพของลําตน กิ่ง ใบ และราก ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )

10. คํานวณหาปริมาตรของตวแทนตนไม (ผลรวมของปริมาตรลําตนทุกทอน) นํา
ขอมูลที่ไดจากตัวแทนตนไมทั้งหมดไปสรางสมการประมาณปริมาตรลําตนเหนือเปลือกและใต
b
เปลือก ในรูปของสมการยกกําลัง (power equation: Y = aX )



11. นาคาขนาดเสนผานศนยกลางเพียงอก (และความสูง ในกรณีทีวัดไดแมนยํา) ของ


ตนไมรายตนในสวนปาไปแทนคาในสมการ ขอ 9 และ 10 เพือประมาณปริมาตรลําตน และมวล
ชีวภาพของสวนปา

12. หาคาปรบแกของสมการประมาณปริมาตรลําตน และมวลชวภาพ แลวคูณคา

ปรบแกเขากับผลผลิตทีประมาณได


13. การประมาณการกักเก็บคารบอนและธาตอาหารในมวลชีวภาพ โดยใชผลจากการ



วิเคราะหในหองปฏิบัติการไดความเขมขนของคารบอนและธาตอาหาร นาไปคํานวณหาปริมาณการ


กักเก็บคารบอนและธาตุอาหารตอพืนที ่

30



เอกสารอางอิง


ประพาย แกนนาค, อาไพ พรลีแสงสวรรณ, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ อโณทัย ไพยารมณ. 2557.


การประมาณปริมาตรไมและมวลชีวภาพของสวนปาไมสักอายุ 10 ป. กลุมงานวนวัฒนวิจัย

สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม กรุงเทพฯ. 11 น.



พงษศกดิ สหนาฬุ. 2538. ผลผลิตและการหมนเวียนของธาตอาหารในระบบนิเวศปาไม. คณะวน


ศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรงเทพฯ. 557 น.

สมบูรณ กีรติประยูร และ สมหมาย นามสวาท. 2537. เทคนิคบางอยางในการประมาณผลผลิต

ของสวนปา II. การประมาณมวลชวภาพของสวนของลําตนที่มีขนาดจํากัด, น. 124-137. ใน
รายงานการประชมวิชาการปาไม ประจาป 2537: การปลูกปาเพื่อพัฒนาสิ่งแวดลอม.



ระหวางวันที่ 21-25 พฤศจกายน 2537 ณ โรงแรมวังใต อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎรธานี.
Bremner, J.M. and C.S. Mulvaney. 1982. “Nitrogen-total”, p: 595-622. In A.L. Page (ed),

th
Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological Properties) 2 ed.
American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin, USA.
Knudsen, D., G.A. Peterson and P.F. Pratt. 1982. “Lithium, Sodium and potassium”, p: 225-

245. In A. Klute (ed.), Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological
th
Properties) 2 ed. American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin,
USA.

Lanyon, L.E. and W.R. Heald. 1982. “Magnesium, calcium, strontium and barium”, p: 247-

260. In A. Klute (ed.), Methods of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological
th
Properties) 2 ed. American Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin,
USA.

Olsen, S.R. and L.E. Sommers. 1982. “Phosphorus”, p: 403-427. In A. Klute (ed.), Methods
th
of Soil Analysis Part 2 (Chemical and Microbiological Properties), 2 ed. American
Society of Agronomy, Inc., Publisher Madison, Wisconsin, USA.

Snowdon, P. 1991. A ratio estimator for bias correction in logarithmic regression. Canadian

Journal of Forest Research, 1991, 21(5): 720-724, 10.1139/x91-101.
Walkley, A. and I.A. Black. 1947. Chromic acid titration method for determination of soil

organic matter. Soil Science 63: 257.

31



ภาคผนวก







ตารางภาคผนวกท 1 สัญญลักษณทีควรรในการใชโปรแกรม Excel

ลําดับ สัญญลักษณ  ความหมาย
1 + บวก
2 - ลบ

3 * คูณ
4 / หาร

5 ^ ยกกําลัง

6 < นอยกวา
7 > มากกวา

8 A3 คอลัมน A แถว 3

9 A$3 ตรึงแถวเปลี่ยนคอลัมน

10 $A$3 ตรึงคอลัมนและแถว
11 3+6*9 ผลลัพธคือ 57 (ถาไมใสวงเล็บจะคูณ/หาร กอน +/- เสมอ)

12 (3+6)*9 ผลลัพธคือ 81 (ถาใสวงเล็บจะคํานวณวงเล็บกอน)


13 = หรือ + ใชนําหนาสูตร เพื่อคํานวณคาตามสูตรที่กําหนด
-1
3
14 m .ha .yr -1 ลูกบาศกเมตรตอเฮกแตรตอป
15 8E-05 เทากับ 0.00008 พบในสมการที่มีจุดทศนิยมหลายตําแหนง

8E คือ ตัวเลขบอกคาตัวสุดทายของจุดทศนิยม

05 คือ จํานวนหลักหลังจุดทศนิยม

32






ตารางภาคผนวกท 2 มาตราชัง และ วัด ทีควรร ู


มาตราชง


1 เมกกะกรัม (Mg) = 1 ตัน (ton)
1 เมกกะกรัม (Mg) = 1,000 กิโลกรม (kg)

1 กิโลกรม (kg) = 1,000 กรัม (g)

1 กรม (g) = 1,000 มิลลิกรม (mg)


ตัน CO = ตันคารบอน x 44/12
2

มาตราวด
1 เฮกแตร = 6.25 ไร

1 เฮกแตร = 100 x 100 เมตร
1 ไร = 40 x 40 เมตร

33





แบบฟอรมท 1 วัดการเติบโของตนไมในสวนปา


34



แบบฟอรมท่ 2 วัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ


35



แบบฟอรมท่ 3 วัดมิติตางๆ ของตนไมเพือหาสมการปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพ


36























รวมสมการประมาณปริมาตรลําตน




และมวลชีวภาพปาไม

37



รวมสมการประมาณปริมาตรลําตนและมวลชีวภาพปาไม



บทนํา





ผลผลิตของปา โดยทั่วไปสามารถประเมินได 2 รปแบบ คือ ปริมาตรลําตน และน้าหนก


แหงหรือมวลชวภาพ รูปแบบการประเมินกําลงผลิตของปาขึ้นกับกลไกของการซือขายในตลาด การ


ประเมินผลผลิตของปาสามารถประเมินในปาธรรมชาติเพือดูความอดมสมบูรณของปา ซึงจะ





แตกตางกันไปตามชนิดของปา หรือประเมินผลผลิตของสวนปาเพือวิเคราะหผลตอบแทนทีไดรบจาก
การปลูกสรางสวนปา
การประมาณผลผลิตของปา

การประมาณผลผลิตของปา แบงเปน 2 ประเภท คือ
1. การประมาณผลผลิตปาธรรมชาติ

2. การประมาณผลผลิตสวนปา

1. การประมาณผลผลิตปาธรรมชาติ





การประมาณผลผลิตของปาชนิดตางๆ สามารถเลือกใชสมการทีมีผสรางขึ้นมากอนแลว

ใหตรงกับชนิดหรือสภาพของปาน้นๆ เชน ถาตองการประมาณปริมาตรลาตนของปาดิบเขาควร


เลือกใชสมการของ Sungpalee, et al. (2009) หรือ การประมาณมวลชวภาพของปาดิบแลง ควร



เลือกใชสมการของ Tsusumi (1983) เปนตน สมการประมาณปริมาตรลําตนหรือมวลชวภาพของปา




ชนิดตางๆ ในประเทศไทยทีนกวิชาการหลายทานไดสรางขึน (ตารางที 1-5) ยังไมครอบคลุมปาทุก

ชนิด การสรางสมการประมาณมวลชวภาพของปาธรรมชาติเปนเรื่องที่ทําไดยากในปจจุบัน




เนืองจากตองตดตวแทนตนไมทั้งแปลง ซึงเสียงตอการตอตานของคนในชมชนและองคกรตางๆ



ดังน้น การประมาณมวลชีวภาพของปาทียังไมมีสมการตวแทนของปาชนิดน้น อาจเลือกใชสมการ



ของปาชนิดอืนที่มีลักษณะคลายคลึงกัน เชน การประมาณมวลชวภาพของปาดิบเขาอาจเลือกใช 




สมการของ Tsusumi (1983) ซึงเปนปาไมผลัดใบเหมือนกัน หรือ การประมาณมวลชวภาพในปาเตง





รง อาจเลือกใชสมการประมาณมวลชวภาพปาผลัดใบของ Ogawa et al. (1965) จะใหคาใกลเคียง
กวาการเลือกใชสมการของปาไมผลดใบ


38



2. การประมาณผลผลิตสวนปา

สวนปาทีปลกสรางขึนมักปลูกเปนพืชเชงเดี่ยว ซึ่งในปจจุบันมีสวนปาหลากหลายชนิด







และหลายชนอายุ โดยมีนกวิชาการหลายทานไดสรางสมการปริมาตรลําตนและมวลชวภาพไว

มากมาย (ตารางที่ 6-17) การเลือกใชสมการตองคํานึงถึงปจจยหลายอยาง ไดแก ชนิดของพันธุไม


อายุ ระยะปลูก สภาพแวดลอมของพืนที ใหใกลเคียงกับสวนปาทีตองการประเมินมากทีสุด จงจะให




คาใกลเคียงความเปนจริง

เอกสารอางอิง

กาญจนา นิตยะ. 2528. ลักษณะทางคณิตศาสตรปาไมบางประการของไมสนสองใบ.

วิทยานิพนธปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร กรงเทพฯ.





ชิงชัย วิริยะบัญชา, วิโรจน รัตนพรเจริญ, จตพร มังคลารตน และ ประสิทธิ เพียรอนรกษ.
2548. มวลชีวภาพและการเจริญเติบโตของพันธุไมมีคาทางเศรษฐกิจบางชนิด เพือ




ประมาณการสะสมธาตุคารบอนในสวนปา. ฝายวนวัฒนวิจยและพฤกษศาสตร กรมอทยาน
แหงชาติ สตวปา และพันธุพืช. 8 น.



ชิงชย วิริยะบัญชา, กันตินนท ผิวสอาด และ สิริรตน จันทรมหเสถียร. 2548. การประเมินศักยภาพ

ของกิจกรรมการปลูกสรางสวนปาในการลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพ
ภมิอากาศ. ใน รายงานการประชมวิชาการการเปลียนแปลงสภาพภมิอากาศทางดานปาไม





“ศกยภาพของปาไมในการสนบสนนพิธีสารเกียวโต” ณ โรงแรมมารวย การเดน กรงเทพฯ



วันที่ 4-5 สิงหาคม 2548. 18 น.





ชิงชัย วิริยะบัญชา, ประวิทย จตตจานงค, ชชวาล สทธิศรีศิลป ศภรตน สาราญ และกันตินนท ผิว



สอาด. 2545. การปรับสมการเพือประเมินมวลชวภาพเหนือพืนดินของสวนปาสักในประเทศ




ไทย. สวนวนวัฒนวิจัย, สํานกวิชาการปาไม, กรมปาไม. 22 น.



ธิติ วิสารตน และ ชลธิดา เชญขนทด. 2547. องคประกอบของชนิดพันธุพืชและปริมาณมวล



ชีวภาพเหนือพืนดินของตนไมในปาดิบแลง. ใน เอกสารประกอบการประชม “การประชม
การเปลียนแปลงสภาพภูมิอากาศทางปาไม: ปาไมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ.




โรงแรมมารวยการเดน กรงเทพฯ ระหวางวันที 16-17 สิงหาคม 2547. กรมอทยานแหงชาติ
สัตวปา และพันธุพืช. 31 น.

39



บพิตร เกียรติวุฒินนท. 2557. การประมาณผลผลิตของสวนปาสนคาริเบีย. กลุมงานวนวัฒนวิจัย
สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 19 น.


ประพาย แกนนาค และ อโณทัย ไพยารมย. 2556. การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพของ
สวนปาไมสัก. กลุมงานวนวัฒนวิจัย สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 11 น.
ประพาย แกนนาค, อาไพ พรลีแสงสุวรรณ, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ อโณทัย ไพยารมย. 2557.



การประมาณปริมาตรไมและมวลชวภาพของสวนปาไมสักอายุ 10 ป. กลมงานวนวัฒนวิจย

สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 11 น.
เยาวลักษณ วงศสิงห, ศศิธร พวงปาน และ พิพัฒน พัฒนผลไพบูลย. 2555. ความสัมพันธเชงแอล


โลเมตรีสําหรับประมาณมวลชวภาพสวนเหนือพืนดินและใตดินของกลาไมวงศยาง. วารสาร

พฤกษศาสตรไทย 4 (ฉบับพิเศษ): 37-46.

วิจารณ มีผล. 2553. การเก็บกักคารบอนของปาชายเลน บริเวณพืนที่สงวนชวมณฑลระนอง.

วารสารการจัดการปาไม 4(7) : 33-47.


สมชาย นองเนือง, สาโรจน วัฒนสุขสกุล และ ปริญญา มโนวงศ. 2542. การประมาณปริมาตรลา
ตนของไมสนบางชนิด. สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวิชาการปาไม กรมปาไม. 19 น.

สุนันทา ขจรศรีชล. 2531. ลักษณะทางนิเวศวิทยาบางประการของปาสนธรรมชาติ บริเวณ

โครงการหลวงบานวัดจันทร อําเภอแมแจม จงหวัดเชียงใหม. วิทยานิพนธปริญญาโท


มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 134 น.


อาไพ พรลีแสงสวรรณ, สมชาย นองเนือง และ วรพจน คําใบ. 2557. การประมาณปริมาตรไมใน
ปาเต็งรัง. กลุมงานวนวัฒนวิจัย สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม กรมปาไม. 19 น.

Kutintara, U., D. Marod, M. Takahashi and T. Nakashizuka. 1995. Growth and dynamics of
bamboos in tropical seasonal forest, pp. 125-139. In International workshop on changes

of tropical forest ecosystem, National Research Council, Bangkok.

Nongnuang, S. 2012. Carbon sinks and nutrient accumulation in ecosystems of series of Pinus
kesiya plantations and fragmented forests in Boakaew Highland Watershed, Chiang Mai

province. Ph.D. Thesis. Chiang Mai University. 267 p.

Ogawa, H., K. Yoda, K. Ogino, and T. Kira. 1965. Comparative ecological study on three main
types of forest vegetation in Thailand. II. Plant biomass. Nature and Life in Southeast

Asia 4: 49-80.

40



Ogino, K., D. Ratanawongs, T. Tsutsumi and T. Shidei. 1967. The primary production of
tropical forest in Thailand. The Southeast Asian Studies Vol. 5 (1): 122-154, Kyoto,

Japan.

Pornleesangsuwan, A. 2012. Pine growth, soil properties and succession in Pinus kesiya
plantations, and influence of fragmented forests on reforestation in Boakaew Highland

Watershed, Chiang Mai province. Ph.D. Thesis. Chiang Mai University. 304 p.

Sungpalee, W., A. Itoh, M. Kanzaki, K. Sri-ngernyuang, H. Noguchi, T. Mizuno, S. Teejuntuk,
M. Hara, K. Chai-udom, T. Ohkubo, P. Sahunalu, P. Dhanmmanonda, S. Nanami, T.

Yamakura and A. Sorn-ngai. 2009. Intra- and interspecific variation in wood density

and fine-scale spatial distribution of stand-level wood density in a northern Thai tropical
montane forest. Journal of Tropical Ecology 25: 359-370.

Suwannapinunt, W. 1983. A study on the biomass of Thyrsostachys siamensis Gamble forest

at Hin-Lap, Kanchanaburi. Journal of Bamboo Research 2 (2): 82-101.
Tsutsumi, T., K. Yoda, P. Sahunaru, P. Dhanmanonda and B. Prachaiyo. 1983. Forest: burning

and regeneration. In Shifting cultivation, an experiment at Nam Phrom, Northeast

Thailand, and its implications for upland farming in the monsoon tropics. Kyuma, K and

Pairintra, C. (ed.). A report of a cooperative research between Thai-Japanese
universities.

Vacharangkura, T. 2001. Total biomass and nutrient distribution of Dalbergia cochinchinensis

and Eucalyptus camaldulensis stands in Thailand, pp : 29-40. In Proceeding of the Joint
Meeting for the Cooperative Research Project on Ecological Impact Assessment of

rd
Tropical Plantations. 3 October, 2001, Tokyo, Japan, Japan Overseas Plantation Center for
Pulpwood (JOPP).
Viriyabuncha, C. and K. Peawsa-ad. 2002. Assessment of the Potentiality of Re-afforestation

Activities in Climate Change Mitigation, Annual Report April, 2001 – March, 2002. Forest

Research Office, Royal Forest Department, Thailand. 62 p.

41





ตารางที่ 1 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาดิบเขาและปาสน



ชนิดของปา สมการ อางอิง

2
ปาดิบเขา V = 0.00007629674(DBH .H) 0.914502 Sungpalee, et al. (2009)

เมื่อ V = ปริมาตร (ลูกบาศกเมตร)

DBH = ขนาดเสนผาศูนยกลางเพียงอก (เซนติเมตร)


H = ความสูงทั้งหมด (เมตร)

สนสองใบ Log V = -5.6765 + 1.9402 log C + 1.1728 log H กาญจนา (2528)


เมื่อ V = ปริมาตรไมไมรวมเปลือก (ลูกบาศกเมตร)

C = ขนาดเสนรอบวงเหนือเปลือกที่ระดับอก (เชนติเมตร)


H = ความสูงทั้งหมดของตนไม (เมตร)

41





ตารางที่ 1 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาดิบเขาและปาสน



ชนิดของปา สมการ อางอิง

2
ปาดิบเขา V = 0.00007629674(DBH .H) 0.914502 Sungpalee, et al. (2009)

เมื่อ V = ปริมาตร (ลูกบาศกเมตร)

DBH = ขนาดเสนผาศูนยกลางเพียงอก (เซนติเมตร)


H = ความสูงทั้งหมด (เมตร)

สนสองใบ Log V = -5.6765 + 1.9402 log C + 1.1728 log H กาญจนา (2528)


เมื่อ V = ปริมาตรไมไมรวมเปลือก (ลูกบาศกเมตร)

C = ขนาดเสนรอบวงเหนือเปลือกที่ระดับอก (เชนติเมตร)


H = ความสูงทั้งหมดของตนไม (เมตร)

42





ตารางที่ 2 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาเต็งรัง

b
2 b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value

2 0.8699
1 กระบก Irvingia malayana V = 0.0003 (DBH) 2.1982 0.9673 0.8553 V = 0.0001 (D H) 0.9858 1.1035

2 0.8278
2 กอแพะ Quercus kerrii V = 0.0001 (DBH) 2.4235 0.9354 1.1577 V = 0.0001 (D H) 0.9979 1.2238

2 0.8759
3 เก็ดแดง Dalbergia oliveri V = 0.0004 (DBH) 1.9937 0.9474 1.1081 V = 0.0001 (D H) 0.9779 1.0593


2 0.827
4 ตาลเหลือง Ochna integerrima V = 0.0003 (DBH) 2.0779 0.9473 0.8551 V = 0.0001 (D H) 0.9269 1.4854

2 0.8386
5 ติ้วเกลี้ยง Cratoxylum cochinchinense V = 0.0001 (DBH) 2.4609 0.9561 1.3934 V = 0.0001 (D H) 0.9994 1.2925

2 1.0413
6 ตุมกวาว Haldina cordifolia V = 0.00008 (DBH) 2.7951 0.9682 1.0270 V = 0.00004 (D H) 0.9740 1.0850

2 0.8417
2.45

7 เตง Shorea obtusa V = 0.0001 (DBH) 0.9385 1.1563 V = 0.0001 (D H) 0.9749 1.2312
2 0.8463
8 เต็งหนาม Bridelia retusa V = 0.0003 (DBH) 2.1489 0.9935 0.8544 V = 0.0001 (D H) 0.9703 1.3416

2 0.7668
9 ประด ู Pterocarpus macrocarpus V = 0.0002 (DBH) 2.4002 0.9842 0.8014 V = 0.0002 (D H) 0.9952 0.9629

2 0.8097

10 มะกอกเกลือน Canarium subulatum V = 0.0002 (DBH) 2.182 0.9853 1.0773 V = 0.0002 (D H) 0.9944 0.7679
2 0.8572
11 มะหา Syzygium oblatum V = 0.0002 (DBH) 2.3389 0.9502 0.8203 V = 0.0001 (D H) 0.9661 1.0563


2 0.8997
12 รกขี้หม ู Semecarpus albescens V = 0.00009 (DBH) 2.6811 0.9584 0.9631 V = 0.00009 (D H) 0.9592 1.0387

2 0.7994
13 รักใหญ Gluta usitata V = 0.0003 (DBH) 2.1408 0.9808 0.8541 V = 0.0002 (D H) 0.9866 0.8529

42





ตารางที่ 2 สมการทีใชในการประมาณปริมาตรลําตนของตนไมในปาเต็งรัง

b
2 b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value

2 0.8699
1 กระบก Irvingia malayana V = 0.0003 (DBH) 2.1982 0.9673 0.8553 V = 0.0001 (D H) 0.9858 1.1035

2 0.8278
2 กอแพะ Quercus kerrii V = 0.0001 (DBH) 2.4235 0.9354 1.1577 V = 0.0001 (D H) 0.9979 1.2238

2 0.8759
3 เก็ดแดง Dalbergia oliveri V = 0.0004 (DBH) 1.9937 0.9474 1.1081 V = 0.0001 (D H) 0.9779 1.0593


2 0.827
4 ตาลเหลือง Ochna integerrima V = 0.0003 (DBH) 2.0779 0.9473 0.8551 V = 0.0001 (D H) 0.9269 1.4854

2 0.8386
5 ติ้วเกลี้ยง Cratoxylum cochinchinense V = 0.0001 (DBH) 2.4609 0.9561 1.3934 V = 0.0001 (D H) 0.9994 1.2925

2 1.0413
6 ตุมกวาว Haldina cordifolia V = 0.00008 (DBH) 2.7951 0.9682 1.0270 V = 0.00004 (D H) 0.9740 1.0850

2 0.8417
2.45

7 เตง Shorea obtusa V = 0.0001 (DBH) 0.9385 1.1563 V = 0.0001 (D H) 0.9749 1.2312
2 0.8463
8 เต็งหนาม Bridelia retusa V = 0.0003 (DBH) 2.1489 0.9935 0.8544 V = 0.0001 (D H) 0.9703 1.3416

2 0.7668
9 ประด ู Pterocarpus macrocarpus V = 0.0002 (DBH) 2.4002 0.9842 0.8014 V = 0.0002 (D H) 0.9952 0.9629

2 0.8097

10 มะกอกเกลือน Canarium subulatum V = 0.0002 (DBH) 2.182 0.9853 1.0773 V = 0.0002 (D H) 0.9944 0.7679
2 0.8572
11 มะหา Syzygium oblatum V = 0.0002 (DBH) 2.3389 0.9502 0.8203 V = 0.0001 (D H) 0.9661 1.0563


2 0.8997
12 รกขี้หม ู Semecarpus albescens V = 0.00009 (DBH) 2.6811 0.9584 0.9631 V = 0.00009 (D H) 0.9592 1.0387

2 0.7994
13 รักใหญ Gluta usitata V = 0.0003 (DBH) 2.1408 0.9808 0.8541 V = 0.0002 (D H) 0.9866 0.8529

43





ตารางท 2 (ตอ)

2 b
b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value

2 0.8482
14 รัง Shorea siamensis V = 0.0002 (DBH) 2.1578 0.9588 1.0808 V = 0.0001 (D H) 0.9783 1.1725

2 1.041
15 ละมุดปา Manilkara littoralis V = 0.00004 (DBH) 2.9108 0.9736 1.1196 V = 0.00003 (D H) 0.9879 1.1749

2 0.8591
16 สมปอง Carallia brachiata V = 0.0002 (DBH) 2.3699 0.9654 0.8218 V = 0.0001 (D H) 0.9708 1.3360


2 1.0609
17 สตบรรณ Alstonia scholaris V = 0.00008 (DBH) 2.7147 0.9263 1.0637 V = 0.00003 (D H) 0.9738 1.1085

2 0.8244
18 สาน Dillenia obovata V = 0.0001 (DBH) 2.4285 0.9552 1.3293 V = 0.0002 (D H) 0.9948 0.8150

2 0.7102
19 สารภีปา Anneslea fragrans V = 0.00007 (DBH) 2.641 0.9898 0.9908 V = 0.0003 (D H) 0.9894 0.9769

2 0.8698
20 หนามมะเค็ด Catunaregam tomentosa V = 0.0001 (DBH) 2.567 0.9548 1.0222 V = 0.0001 (D H) 0.9709 1.0146

2 0.7685
21 เหมือดจี ้ Memecylon scutellatum V = 0.0005 (DBH) 1.7035 0.8860 1.0253 V = 0.0002 (D H) 0.9129 0.9115

2 0.9943
22 เหมือดโลด Aporosa villosa V = 0.0002 (DBH) 2.2204 0.8966 1.3208 V = 0.00005 (D H) 0.9527 1.2014

2 0.7677
23 เหียง Dipterocarpus obtusifolius V = 0.0006 (DBH) 1.8902 0.9081 0.9828 V = 0.0002 (D H) 0.9355 1.2372

2 0.8724
Total V = 0.0002 (DBH) 2.310 0.9260 0.8975 V = 0.0001 (D H) 0.9590 1.0845




ที่มา: อาไพ และคณะ (2557)


43





ตารางท 2 (ตอ)

2 b
b
V = a (DBH) V = a (D H)
No. Thai name Scienceific name
2
2
Equation R Adjust value Equation R Adjust value

2 0.8482
14 รัง Shorea siamensis V = 0.0002 (DBH) 2.1578 0.9588 1.0808 V = 0.0001 (D H) 0.9783 1.1725

2 1.041
15 ละมุดปา Manilkara littoralis V = 0.00004 (DBH) 2.9108 0.9736 1.1196 V = 0.00003 (D H) 0.9879 1.1749

2 0.8591
16 สมปอง Carallia brachiata V = 0.0002 (DBH) 2.3699 0.9654 0.8218 V = 0.0001 (D H) 0.9708 1.3360


2 1.0609
17 สตบรรณ Alstonia scholaris V = 0.00008 (DBH) 2.7147 0.9263 1.0637 V = 0.00003 (D H) 0.9738 1.1085

2 0.8244
18 สาน Dillenia obovata V = 0.0001 (DBH) 2.4285 0.9552 1.3293 V = 0.0002 (D H) 0.9948 0.8150

2 0.7102
19 สารภีปา Anneslea fragrans V = 0.00007 (DBH) 2.641 0.9898 0.9908 V = 0.0003 (D H) 0.9894 0.9769

2 0.8698
20 หนามมะเค็ด Catunaregam tomentosa V = 0.0001 (DBH) 2.567 0.9548 1.0222 V = 0.0001 (D H) 0.9709 1.0146

2 0.7685
21 เหมือดจี ้ Memecylon scutellatum V = 0.0005 (DBH) 1.7035 0.8860 1.0253 V = 0.0002 (D H) 0.9129 0.9115

2 0.9943
22 เหมือดโลด Aporosa villosa V = 0.0002 (DBH) 2.2204 0.8966 1.3208 V = 0.00005 (D H) 0.9527 1.2014

2 0.7677
23 เหียง Dipterocarpus obtusifolius V = 0.0006 (DBH) 1.8902 0.9081 0.9828 V = 0.0002 (D H) 0.9355 1.2372

2 0.8724
Total V = 0.0002 (DBH) 2.310 0.9260 0.8975 V = 0.0001 (D H) 0.9590 1.0845




ที่มา: อาไพ และคณะ (2557)


44






ตารางที่ 3 สมการที่ใชในการประมาณมวลชวภาพรายตนของสวนตางๆ ของตนไมในปาชนิดตางๆ
ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง

2 0.9814


ปาสนเขา (เฉพาะไมสนเขา) Ws (stem) = 0.02141(D H) 0.995 สนนทา (2531)
2 1.4561
Wb (branch) = 0.00002(D H) 0.929
2 1.0138
Wl (leaf) = 0.00030(D H) 0.937
เมือ W = biomass (kg)

D = diameter at breast height (cm)

H = total height (m)
2
ปาดิบแลง W (stem) = 0.0509 (D H) 0.919 0.978 Tsutsumi et al. (1983)
S
2
W (branch) = 0.00893 (D H) 0.977 0.890
B
2
W (leaf) = 0.0140 (D H) 0.669 0.714
L
2
W (root) = 0.0313 (D H) 0.805 0.9 81
R
เมื่อ W = biomass (kg)

D = diameter at breast height (cm)

H = total height (m)

2
ปาดิบแลง Ws = 0.0702 DBH Ht 0.8737 ธิติ และชลธิดา (2547)
2 0.9403
ตนไมหนุมมีขนาด DBH นอยกวา 4.5 Wb = 0.0093 DBH Ht

2
เซนติเมตร Wl = 0.0244 DBH Ht 1.0517



เมือ W = biomass (kg)

DBH = diameter at breast height (cm)
Ht = total height (m)

44






ตารางที่ 3 สมการที่ใชในการประมาณมวลชวภาพรายตนของสวนตางๆ ของตนไมในปาชนิดตางๆ
ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง

2 0.9814


ปาสนเขา (เฉพาะไมสนเขา) Ws (stem) = 0.02141(D H) 0.995 สนนทา (2531)
2 1.4561
Wb (branch) = 0.00002(D H) 0.929
2 1.0138
Wl (leaf) = 0.00030(D H) 0.937
เมือ W = biomass (kg)

D = diameter at breast height (cm)

H = total height (m)
2
ปาดิบแลง W (stem) = 0.0509 (D H) 0.919 0.978 Tsutsumi et al. (1983)
S
2
W (branch) = 0.00893 (D H) 0.977 0.890
B
2
W (leaf) = 0.0140 (D H) 0.669 0.714
L
2
W (root) = 0.0313 (D H) 0.805 0.9 81
R
เมื่อ W = biomass (kg)

D = diameter at breast height (cm)

H = total height (m)

2
ปาดิบแลง Ws = 0.0702 DBH Ht 0.8737 ธิติ และชลธิดา (2547)
2 0.9403
ตนไมหนุมมีขนาด DBH นอยกวา 4.5 Wb = 0.0093 DBH Ht

2
เซนติเมตร Wl = 0.0244 DBH Ht 1.0517



เมือ W = biomass (kg)

DBH = diameter at breast height (cm)
Ht = total height (m)

45




ตารางที่ 3 (ตอ)


ชนิดของปา สมการ R 2 อางอิง

2 0.902


ปาผลดใบ (ปาเบญจพรรณ และปาเตงรัง) W = 189 (D H) Ogino et al. (1967)
S
W = 0.125 W 1.204
B
S
0.9
1/W = (11.4/W ) + 0.172
S
L
เมื่อ W = biomass (kg)
D = diameter at breast height (m)
H = total height (m)
2 0.9326


ปาผลดใบ (ปาเบญจพรรณ และปาเตงรัง) Ws = 0.0396 (D H) Ogawa et al. (1965)
2 1.027
Wb = 0.003487 (D H)

-1
Wl = (28.0/WTC + 0.025)
WTC = Ws + Wb

2 0.9326
ปาดิบช้น Ws = 0.0396 (D H) Ogawa et al. (1965)

2 1.027
Wb = 0.006003 (D H)
-1
Wl = (28.0/WTC + 0.025)
WTC = Ws + Wb
2
W = 0.0264 (D H) 0.775
R
เมื่อ W = biomass (kg)

D = diameter at breast height (cm)

H = total height (m)


Click to View FlipBook Version