The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aumhero, 2020-10-30 03:12:18

การปลูกและการจัดการสวนป่าสัก

การปลูกและ




การจัดการสวนปาสัก














































กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม



คำนำ
คำนำ








สักเปนพันธุไมพ้นเมืองท่มีคาย่งทางเศรษฐกิจของประเทศไทย










กรมปาไมไดวางโครงการปลกสรางสวนปาสกเปนโครงการใหญและตอเน่อง และเร่ม



ดําเนนการปลกเม่อป พ.ศ. ๒๔๘๕ เพ่อทดแทนพนท่ปาสกธรรมชาตท่ลดลงจน









ไมสามารถผลตไมสกทมีคุณภาพดจากปาธรรมชาตได ตลอดระยะเวลาทผานมา









องคความรูทางดานวิชาการเก่ยวกับการปลูกสรางสวนปาสักท่ไดจากการศึกษา

วจัยและจากประสบการณในการปฏิบัติงาน ไดมการพฒนาและสะสมมาอยาง



ตอเน่อง จนสามารถรวบรวมและสรุปผลเพ่อเปนแนวทางในการปลูกและ

การจัดการสวนปาสักได
ปจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนไดตระหนักถึงความสําคัญในการปลูก
สรางสวนปา การปลูกสรางสวนปาใหมีประสิทธิภาพและประสบผลสําเร็จ

ตามวัตถุประสงคของผูปลูกน้น จําเปนตองมีความรูทางวิชาการเก่ยวกับการปลูก

สรางสวนปาเปนอยางดี

กรมปาไมหวังเปนอยางย่งวา เอกสาร “การปลูกและการจัดการสวนปาสัก”
จะเปนประโยชนตอการดําเนินงานปลูกสรางสวนปาสักของภาครัฐและภาคเอกชน
ตลอดจนผูสนใจลงทุนปลูกสรางสวนปาสัก ซ่งจะสงผลใหการปลูกสรางสวนปาสัก

ของประเทศไทยมีความกาวหนายิ่งขึ้นและประสบความสําเร็จในที่สุด
คณะผูจัดทํา

สารบัญ
สารบัญ












การเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่ปลูก 2
การเตรียมกลาไม 4

การกำหนดระยะปลูก 9

การปลูก 12
การกำจัดวัชพืช 19

การใสปุย 21

การปองกันไฟ 23

การปองกันโรคและแมลง 24

การลิดกิ่ง 28
การตัดขยายระยะ 30

การกำหนดรอบหมุนเวียน 35

การประมาณปริมาตรไม 37

การสืบพันธุโดยการแตกหนอ 38
เอกสารอางอิง 40

การปลูก
การปลูก
การปลูก
การปลูกและ

การจัดการสวนปาสักการจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก











การเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่ปลูก 2 การปลูกสวนปาสักในประเทศไทย สวนมากดําเนินการโดยภาครัฐ คือ



การเตรียมกลาไม 4 กรมปาไม และองคการอุตสาหกรรมปาไม โดยมีวัตถประสงคเพอปลูกทดแทน




การกำหนดระยะปลูก 9 พ้นท่ปาสัมปทานและฟนฟูสภาพปาท่ถูกทําลาย นอกจากน้องคการอุตสาหกรรม

การปลูก 12 ปาไมยังมีวัตถุประสงคของการปลูกสรางสวนปาสักเพ่อเปนแหลงวัตถุดิบไม






การกำจัดวัชพืช 19 ในภาคอตสาหกรรมและเพ่อผลตอบแทนทางเศรษฐกจอกดวย แตเนองจาก
ความตองการใชสักยังมีอยางตอเน่องในขณะท่รัฐบาลประกาศปดปา ทําใหมีเกษตรกร


การใสปุย 21 และภาคเอกชนหันมาใหความสนใจในการปลูกสรางสวนปากันมากข้น โดยเฉพาะ

การปองกันไฟ 23 อยางย่ง ในป พ.ศ. 2537 รัฐบาลมีโครงการสงเสริมเกษตรกรปลูกปาโดยรัฐให

การปองกันโรคและแมลง 24 เงินทุนสนับสนุนการปลูกสวนปาเศรษฐกิจ ไรละ 3,000 บาท ทําใหมีเกษตรกร
การลิดกิ่ง 28 ทั่วทั้งประเทศใหความสนใจและปลูกสวนปาสักกันเปนจํานวนมาก
การตัดขยายระยะ 30 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก ไดมีการรวบรวมโดยนักวิชาการปาไม
หลายทาน (Kaosa-ard, 1995; จรัญ, 2542; อรุณี, 2548) โดยหลักการท่สําคัญของ

การกำหนดรอบหมุนเวียน 35
การปลูกและการจัดการสวนปาสัก ประกอบดวย การเลือกพื้นที่และการเตรียม
การประมาณปริมาตรไม 37



พ้นท่ปลูก การเตรียมกลาไม การกําหนดระยะปลูก การบํารุงดูแลรักษา การลิดก่ง
การสืบพันธุโดยการแตกหนอ 38 การตัดขยายระยะ การกําหนดรอบหมุนเวียน การสํารวจปริมาตรไม และการจัดการ
เอกสารอางอิง 40 ใหมีการสืบพันธุโดยการแตกหนอ

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การเลือกพื้นที่และการเตรียมพื้นที่ปลูก



การเลือกพ้นท่ปลูกท่เหมาะสม ไมเพียงแตเพ่มผลผลิตเทาน้น ยังลด





อายุรอบตัดฟนลงได ในขณะท่หากใชพ้นท่ท่ไมเหมาะสม เชน มักมีน้าทวมขัง


ชั้นดินตื้น เปนดินทราย ปาหญาคา หรือที่นา เปนตน จะทําใหตนสักเติบโตไมดี


ผลผลตไมสูง ไมคมกบตนทนและเวลา พนททเหมาะสมกบการปลูกสรางสวนปาสก



















ควรเปนพ้นท่ท่เคยเปนปาสัก เม่อคัดเลือกพ้นท่ไดแลว ก็เตรียมพ้นท่ปลูก ตัดไม










ดงเดมออกตลอดจนหญา วชพืช เก็บริบ สุมเผา หากจะใหไดผลดีก็ควรเตรยมพ้นท ่ ี

อยางประณีต ดวยการไถพรวน 2 ครั้ง ในแนวสลับตั้งฉากตอกัน เพื่อตัดรากไม
ท่เหลืออยูและเพ่อกําจัดพืชท่จะมาแยงอาหารสักและบังรมขณะท่กลาสักยังเล็ก





รวมท้งเปนการทําใหดินรวนซุยสําหรับการปลูกสักไดอยางมีประสิทธิภาพตอไป
ในการเตรียมพ้นท่สามารถทําไดดวยแรงงานคนหรือเคร่องจักร ซ่งมีขอดี ขอดอย




แตกตางกัน เชน การใชแรงงานคนจะสูญเสียแรงงานและเวลามาก ตัวอยางเชน


ในพ้นท่ 1 ไร จะตองใชแรงงาน 3-4 คนตอวัน แลวแตความหนาทึบของ



วัชพืช และขนาดและจํานวนของไมยืนตนท่เหลืออยูในพ้นท่ ในขณะท่การใช




เคร่องจักรจะเหมาะสําหรับพ้นท่ราบหรือคอนขางราบ โดยจะมีขีดจํากัด

อยูท่สภาพภูมิประเทศ เชน ในพ้นท่ภูเขาหรือมีความลาดชันสูง (สูงกวา 45






เปอรเซ็นต) ไมอาจใชเคร่องจักรกลในการเตรียมพ้นท่ปลูกได อีกประการหน่ง




ท่ควรตระหนักถึงคือ น้าหนักของเคร่องจักรกลท่จะบดทับพ้นท่ทําใหดินแนน


ไดมาก เชน ควรใชแทรกเตอรตีนตะขาบขนาดเล็กหรือแทรกเตอรลอยาง

จะเหมาะสมมากกวา ยกเวนในพ้นท่ท่มีตอไมหรือมีหินขนาดใหญอยูและตองการ


ดันออกจากพื้นที่ จึงมีความจําเปนตองใชรถแทรกเตอรขนาดใหญมาใชเฉพาะจุด
นอกจากน้การเลือกวิธีการเตรียมพ้นท่ยังตองคํานึงถึงปจจัยอ่นประกอบ เชน




คาแรงงาน ความสามารถในการหาแรงงานคน และงบประมาณ ในขณะทพนท ่ ี






ท่มีหญาคาข้นอยูจํานวนมาก ควรฉีดพนยาปราบวัชพืชเพ่อใหหญาคาตายกอน



ประมาณ 1 เดือน แลวจึงไถพรวน เน่องจากแมวารากหญาคาท่ถูกไถพรวน
2 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


จะถูกตัดขาดแตจะสามารถงอกเปนกอใหมและจะข้นแขงกับตนสักตอไปได



สวนการเตรียมพ้นท่โดยการใชไฟน้น แมวาจะเปนวิธีการท่สะดวกและมีการปฏิบัติกัน



เรื่อยมา แตวิธีการนี้จะมีผลเสียมากกวาผลดี เชน การเผาเศษซากพืชเพื่อเปนการ


ตัดทอนวัฏจักรการหมุนเวียนธาตุอาหาร ทําใหธาตุอาหารในดินลดลง ความรอน
ทําลายจุลินทรียในดิน ทําใหดินขาดความอุดมสมบูรณ รวมท้งความรอนทําให


คุณสมบัติของดินเปล่ยนแปลงไป เชน ดินแข็งข้น น้าฝนไหลซึมลงดินไดนอย



ดินขาดความชุมช้น และอาจเปนสาเหตุของการเกิดการชะลางพังทลายของหนาดิน
ไดมากขึ้นอีกดวย
การเตรียมพ้นท่ปลูกควรดําเนินการกอนฤดูฝน ประมาณเดือนธันวาคม


ถึงมีนาคม จากน้นจึงปกหลักหมายแนวปลูกใหมีระยะหางสม่าเสมอ เปนระเบียบ



เพ่อความสะดวกตอการตรวจสอบการรอดตาย การบํารุงดูแลรักษา และเปนท ่ ี






























กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 3

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก










ยดเกาะของกลาไม การวางแนวการปลกสาหรบทราบนยมวางแนวตามทศตะวนตก

-ตะวันออก โดยเฉพาะการปลูกพืชเกษตรแทรกในระบบวนเกษตร จะชวยทําให


พืชเกษตรซ่งตองการแสงมาก ไดรับแสงเต็มท่ตลอดท้งวัน สําหรับพ้นท่ลาดชัน



ควรปลูกใหแถวของตนไมขวางทิศทางดานลาด ลดการกัดเซาะและพังทลาย
ของดิน สวนหลักท่ใชควรเปนหลักไมไผกลมมีความยาวไมต่ากวา 75 เซนติเมตร ท้งน ้ ี



เพ่อใหมีความคงทนสามารถอยูไดนานมากจนกวาจะตรวจนับเปอรเซ็นต




การรอดตายในปหนา สําหรับพ้นท่ท่ดินขาดความอุดมสมบูรณ อาจนําตัวอยางดิน


ไปวิเคราะหหาปริมาณธาตุอาหาร และทําการปรับปรุงดิน เพ่อเพ่มความอุดม
สมบูรณของดินและกําหนดการเลือกใชปุยใหเหมาะสม
การเตรียมกลาไม


















การปลูกสรางสวนปาสัก จะใชกลาจํานวนมาก จึงตองเวลาในการเตรียม

กลาสําหรับการปลูกลวงหนาเพ่อใหไดกลาคุณภาพดี มีความแข็งแรง ซ่งกลาสัก


4 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


สามารถเตรียมไดท้งแบบอาศัยเพศ (ใชเมล็ด) และแบบไมอาศัยเพศ เชน การปกชํา






การเพาะเล้ยงเน้อเย่อ การใชเหงา เปนตน ซ่งวิธีท่เปนท่นิยมในการเตรียมกลาสัก
มี 2 วิธี ดังนี้

1. กลาไมจากเมลด โดยการเตรียมกลาปลูกเร่มตนจากการจัดหาเมล็ด

ุ







จากแหลงพนธดี หรือเลอกเกบเมล็ดจากตนท่มลักษณะดี หรือเลอกเกบจากหมูไม


























ทมลกษณะด หรอจดหาจากสวนผลตเมลดไม โดยแมไมทสามารถเกบเมลดทม ี









คุณภาพไดควรเปนแมไมท่สมบูรณดี มีอายุมากกวา 15 ป และไมควรเกิน 100 ป
(สุรพัฒน, 2511) ในสวนปาเชิงพาณิชยควรจัดหากลาท่เกิดจากการขยายพันธุ


โดยไมอาศัยเพศท่ผานการทดสอบแลววาเปนกลุมพันธุท่ดีมีความเหมาะสมในการ


ปลูกในพ้นท่นั้นๆ ในประเทศไทยระยะเวลาท่เหมาะสมสําหรับการเก็บเมล็ดพันธุสัก


อยูระหวางเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม (Kaosa-ard, 1986) ไมควรเก็บกอน









เดอนมกราคม เนองจากเมลดทเกบในเดอนพฤศจกายนถึงธนวาคม จะมอตรา



กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 5

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก

































การงอกต่า เม่อเปรียบเทียบกับเมล็ดท่เก็บในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ
(Bryndum, 1966; Suangtho, 1980) เนื่องจากเมล็ดนั้นอาจยังไมแกจัด หรือ
มีสาเหตุอื่น เชน ลมพายุ หรือสัตวบางประเภททําใหเมล็ดรวงหลนมากอนระยะ



เวลาท่แกจัด สวนเมล็ดท่อยูตามพ้นดินเกินกวาเดือนพฤษภาคมไปแลวก็ไมควรนํา

ไปเพาะ เพราะอาจเปนเมล็ดท่ถูกทําลายหรือเปนเมล็ดท่ไมมีคุณภาพ เน่องจาก


ผานฝนมาแลวในชวงเดือนเมษายน นอกจากชวงระยะเวลาที่เหมาะสมตอการ

เก็บเมล็ดพันธุสักจากตนแลว ยังตองมีการจัดการเมล็ดพันธุสักเพ่อใหสามารถงอก




ไดในอตราสง เชน การนาเมล็ดไปแชน้า การใชสารเคมี หรือการใชเคร่องจักร








ตีแยกเปลือกหุมเมล็ดออก เพ่อขจัดความมันของเมลดกอนนาไปเพาะ รวมถงการ
เก็บรักษาเมล็ดสักทั้งในระยะสั้น 1-2 ป และในระยะยาว มากกวา 5 ป อีกดวย
หลังจากที่ไดเมล็ดพันธุที่ดีแลว ทําการเพาะเมล็ดสักในแปลงเพาะโดย


การหวานอยางสม่าเสมอและไมติดกันมากเกินไป ท้งน้เพ่อมิใหกลาไมแยงชิง


6 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

อาหารกัน ในการหวานเมล็ดสักหากหวานแบบหางๆ จะใชเมล็ดนอย ไดกลา


ท่เติบโตดี แตไดจํานวนกลานอย ในขณะท่หวานเมล็ดแบบถ่ๆ หรือมีความ

หนาแนนมาก ตองใชเมล็ดพันธุมาก จํานวนตนแมวาจะไดมากแตเปนตนกลา

ขนาดเล็กเพราะมีการแขงขันกันมาก ซ่งกลาท่มีขนาดเล็กมากเกินไปจะทําให




มีอัตราการรอดตายต่า อัตราการหวานเมล็ดท่เหมาะสมข้นอยูกับปจจัย

หลายประการ เชน ขนาดกลาไม (หรือเหงา) ท่ตองการ ระยะหางระหวางกลา
ความมีชีวิต (Viability) อัตราการงอกของเมล็ดสัก อัตราการรอดตาย และเทคนิค
การหวาน เปนตน Wellendorf and Kaosa-ard (1988) ใชประสบการณจาก
ศูนยปรับปรุงพันธุสักในประเทศไทยคํานวณปริมาณเมล็ดสักท่ควรใชสําหรับ


การปลูกสรางสวนปาขนาด 6,250 ไร (1,000 เฮกแตร) ท่ระยะปลูกตางๆ เชน ระยะ
ปลูก 4x4 เมตร ตองการจํานวน 625,000 ตน หรือตองการเหงา 781,000 เหงา

ตองใชเมล็ดสัก 31,240 ลิตร หรือคิดเปนเมล็ดสัก 8.43 ตัน เปนตน สวนระยะ
เวลาท่เหมาะสมสําหรับการหวานเมล็ดสักในประเทศไทยนิยมในเดือนพฤษภาคม

ถึงมิถุนายน หรือในชวงตนฤดูฝน
หลังจากการหวานเมล็ดสักแลวตองทําการกลบดวยดินหนาอยางมาก
ไมเกิน 1 เซนติเมตร อาจกลบดวยวัสดุอ่นท่มีน้าหนักเบา มีรูพรุน ปราศจากโรคพืช



แมลง และไมเปนพิษตอเมล็ดหรือกลาที่งอกใหมๆ (Kaosa-ard, 1986; สมยศ,

2540) การกลบมากเกินไปทําใหเปอรเซ็นตการงอกตา โดยความหนาของวัสด ุ

กลบมีสัดสวนผกผันกับอัตราการงอกของเมล็ด กลาวคือกลบเมล็ดหนามากเทาไร


อัตราการงอกจะย่งลดตํ่าลงเทาน้น และทําใหไดรับกลาจํานวนลดลง (อภิชาติ และ






กมลวฒน, 2523) หากไมกลบดวยวสดุอยางใดเลยเมอฝนตกหรอรดนาแปลงเพาะ



อาจทําใหเมล็ดกล้งไปมา เปอรเซ็นตการงอกก็จะต่าไดเชนกัน จากน้นทําการกลบ






ดวยแกลบหรือข้เล่อยท่ผานสภาพผุสลายตัวแลว ทําการดูแลรักษา โดยใหน้า


ซ่งโดยปกติแปลงเพาะจะไดรับความช้นจากน้าฝนในฤดูอยูแลว แตในกรณีท่อาจม ี



ชวงแลงสั้นเกิดขึ้นระหวางเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ในชวงที่มีการหวานเมล็ด
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 7

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก






ใหมหรอเมลดสกเรมงอกใหมๆ อาจจาเปนตองใหนาดวย สวนการกาจดวชพช






ซ่งมีความสําคัญเน่องจากสักตองการแสงแดดจัด และไมทนทานตอการปกคลุม




ของวัชพืชได การกําจัดวัชพืชควรทําคร้งแรกต้งแตกอนการหวานเมล็ด และทํา




คร้งท่สองเม่อหลังการหวานไปแลวประมาณ 60 วัน ซ่งเปนการชวยใหกลาสัก
กําลังงอกใหมเติบโตไดรวดเร็ว และกําจัดวัชพืชครั้งที่ 3 หลังจากการกําจัดวัชพืช

คร้งท่ 2 ไปประมาณ 60-80 วัน เพ่อเปนการชวยใหกลาสักต้งตัวไดแลวม ี



พัฒนาการอยางดีตอไป และกําจัดวัชพืชคร้งสุดทายเม่อส้นสุดฤดูฝน เพ่อลด




ปริมาณวัชพืช และตัดแตงเรือนยอดในระหวาง 1-2 เดือนหลังจากกลาไมเริ่มงอก
ควรตัดแตงยอดกลาสักท่โตเร็วเกินไปออกดวย เพ่อไมใหบดบังกลาท่งอกภายหลัง



หรือมีกลาขนาดเล็ก เพ่อใหไดกลาไมในขนาดท่ไมแตกตางกันมากนัก ปองกันโรค


แมลง สัตวท่จะทําลายแปลงเพาะ เม่อกลาสักเติบโตใหแยกใสถุงจนกระท่งเม่อโต




ตามตองการ จึงนําไปปลูกได


2. ใชเหงา ซ่งเปนท่นิยมในปจจุบัน โดยเฉพาะอยางย่งการปลูกสัก

ขององคการอุตสาหกรรมปาไมท่สวนใหญใชการปลูกดวยเหงา การเตรียมเหงา

โดยเพาะเมล็ดสักบนแปลงเพาะ เมื่อกลาอายุประมาณ 1 ป จะไดกลาที่มีขนาด
ลําตนประมาณน้วช้ แลวจึงถอนกลาไม โดยปกติการถอนกลาสักเพ่อผลิตเหงาสัก



จะดําเนินการในฤดูกาลปลูกปาคือระหวางเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ซ่งเปนการ

ผลิตเหงาสักเพ่อยายปลูกทันทีโดยไมมีการเก็บรักษา หลังจากน้นทําการตัดแตง



ใหเปนเหงาโดยใหเหลือตา 1-2 คู เหนือคอราก หรือสวนท่เปนลําตนยาว ประมาณ
1-2 เซนติเมตร และเอารากแขนงออกใหเหลือแตรากแกวยาวประมาณ 10-15



เซนติเมตร พ้นท่ท่เหมาะสมสําหรับการเตรียมกลาไมสําหรับการผลิตเหงา ควรเลือก


พ้นท่ท่เปนดินทรายปนดินรวน หรือดินรวนปนทราย ไมควรใชดินท่เปนดินเหนียว


ปนดินรวนหรือดินรวนปนดินเหนียว เพราะดินเหนียวจะแข็งตัวและบีบรัดกลาไม
ใหถอนไดยาก และหากเปนดินทรายมากเกินไปควรมีการปรับปรุงดินโดยใช


ปุยอินทรียผสมลงไปดวย เพ่อเพ่มพูนความอุดมสมบูรณของดิน ชวยใหกลาสัก
8 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


เติบโตได ในขณะดินท่คอนขางเหนียวควรใชปุยอินทรียผสมลงไปก็อาจปรับปรุง
สภาพดินใหใชสําหรับการเตรียมกลาไมไดเชนกัน แตอาจตองใชปุยอินทรีย
ในปริมาณมากกวาปกติ รวมทั้งอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในพื้นที่แปลงเพาะ


แลวไถกลบลงไปเปนการชวยปรับสภาพดินดวย ขนาดของเหงาท่เหมาะสม ควรม ี
ความโตของคอราก 1.0-1.5 เซนติเมตร และมีความยาว 15-20 เซนติเมตร

ตัดรากฝอยออกใหหมด การขุดเหงาตองขุดในขณะท่ดินออน และเหงาหยุด

การเติบโต เม่อขุดมาแลวตองดูแลรักษาอยางระมัดระวัง เพ่อไมใหเกิดความเสียหาย

ตอเหงา เหงาขนาดเล็กจะใชปลูกไดทันทีหลังจากการเตรียมเสร็จ ไมควรเก็บ
รักษาไวนานเพราะจะสูญเสียการงอกได เนื่องจากความแข็งแรงของเหงาไมดีนัก
สวนการขนสงกลาไมระยะไกลเพ่อนําไปปลูกน้น ควรบรรจุมัดเหงาสักลงใน


ถุงพลาสติกขนาดใหญ ผูกปากใหแนน ใสขี้เลื่อยชื้นๆ ลงไปดวย อยาใหเหงาสัก
กระทบแสงแดดโดยตรงและเมื่อถึงจุดหมายใหรีบปลูกทันที
ในปจจุบันไดมีการเตรียมกลาสักจากการเพาะเล้ยงเน้อเย่อ (Tissue



culture) ที่ดําเนินการโดยบริษัทเอกชน คือ บริษัท Thai Orchid ซึ่งเปนผูผลิต

เพ่อการคา และการเตรียมกลาสักโดยวิธีการปกชาของกรมปาไมท่ดําเนินการ


ในกรณีการผลิตกลาสักเสาชิงชาเพื่อปลูกเปนไมมงคล

การกำหนดระยะปลูก
ในสวนปาสักมีการปลูกดวยระยะหางท่แตกตางกัน สําหรับใน

ประเทศไทยท่เปนท่นิยมกันไดแก 2x2 เมตร 2x4 เมตร และ 4x4 เมตร ท้งน้ข้นกับ





ปจจัยตางๆ เชน คุณภาพของพื้นที่ คาใชจาย การตัดขยายระยะ ความตองการใช
ประโยชนไมขนาดตางๆ รวมทั้งรูปแบบการปลูก เชน การปลูกแบบเชิงเดี่ยว การ
ปลูกแบบวนเกษตร หรือการปลูกระหวางแถวของพืชเกษตร เปนตน อยางไรก็ตาม

คุณภาพของพ้นท่เปนขอจํากัดท่สําคัญของการเลือกระยะปลูก โดยระยะปลูกเร่ม




ตนท่แตกตางกันมีผลตอการเติบโต คุณภาพของลําตน และการควบคมวัชพืช

กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 9

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
ในสวนปา การเลือกระยะปลูกนั้น การปลูกในพื้นที่ที่สภาพแลง อัตราการเติบโต
คอนขางตํ่าที่มีความสูงเฉลี่ยตํ่ากวา 1 เมตรตอป การปลูกดวยระยะปลูกเริ่มตน


แคบเชน 2x2 เมตร นาจะเปนระยะปลกทเหมาะสม ในทางกลบกนการปลก







ท่ระยะปลูกเร่มตนที่ 4x4 เมตร เพ่อวัตถุประสงคในดานการลดคาใชจายจะมีความ






เหมาะสมมากกวาในการปลกในพนททมสภาพความเหมาะสมสง (Kaosa-ard,



1981) ระยะปลูกที่เหมาะสมสําหรับการปลูกและใหการเติบโตที่ดีนั้น ขึ้นกับการ

กําหนดอายุรอบหมุนเวียนของสวนปาเพ่อใหไดไมไปใชประโยชนตามวัตถุประสงค
วิเชียร (2540) ไดทดลองระยะปลูกสัก 4 ระยะปลูก คือ 2x2 เมตร 3x3 เมตร
4x4 เมตร และ 6x6 เมตร ที่สวนปาแมเมาะ จังหวัดลําปาง ผลการศึกษาพบวา
เมื่อหมูไมมีอายุ 10 ป ระยะปลูก 2x2 เมตร มีขนาดความโต (DBH) เฉลี่ยและ



ความสงสงสด รองลงมาคอระยะปลก 3x3 เมตร 4x4 เมตร และ 6x6 เมตร ตามลาดบ




แตเมื่อหมูไมมีอายุ 18 ป และ 29 ป ระยะปลูก 6x6 เมตร มีขนาดความโตและ
ความสูงเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือระยะปลูก 4x4 เมตร 3x3 เมตร และ 2x2 เมตร
ตามลําดับ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อหมูไมมีอายุมากขึ้น การแกงแยงทางเรือนยอดและ

เรือนรากของหมูไมมีมากข้นดวย ดังนั้นหมูไมท่มีระยะปลูกหางจึงมีแนวโนมท่จะม ี




ขนาดความโตและความสูงเฉล่ยของหมูไมมากกวาระยะปลูกท่แคบกวา สอดคลอง










กบผลการทดลองระยะปลกของสกทสวนผลตเมล็ดพนธไมปาดงลาน อาเภอชุมแพ
จังหวัดขอนแกน เมื่อหมูไมมีอายุ 25 ป พบวา ระยะปลูก 6x6 เมตร มีความโต
และความสูงเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาไดแกระยะปลูก 4x4 เมตร 3x3 เมตร และ
2x2 เมตร ตามลําดับ (ถวิล และเทพประสิทธิ์, 2540)
สําหรับการปลูกในระบบวนเกษตร หรอเพอความสะดวกตอการใช



เคร่องจักรสําหรับการกําจัดวัชพืชน้น ควรปลูกดวยระยะปลูก 2×4 เมตร (1,250 ตน


ตอเฮกแตร) ในขณะที่ในตางประเทศการปลูกสักมีการใชระยะปลูกที่หลากหลาย
เชน 2.5×2.5 เมตร 2.7×2.7 เมตร 1.8x3.6 เมตร และ 2.7×3.6 เมตร ในประเทศ
อินเดีย (Tewari, 1992) 2×2 เมตร ในบังคลาเทศ (Banik, 1993) 2×3 เมตร และ
10 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

3×3 เมตร ในจีน (Anon, 1993) 2×2.5 เมตร ในคาริเบียนและอเมริกากลาง

2.6×2.6 เมตร ในพมา (Gyi, 1993) 3×3 เมตร ในศรีลังกา (Maddugoda, 1993) และ
2×3 เมตร ถึง 2×5 เมตร ในอินโดนีเซีย (Anon, 1993) การเลือกระยะปลูกนั้น






ข้นกับความเหมาะสมของพ้นท่ และจํานวนไมท่ตองการปลูก และส่งสําคัญท่ตอง
คํานึงถึง คือ การปลูกในระยะชิดจะทําใหกลาสักเจริญไดดีทางดานความสูงมีลําตน
เปลาตรงไมคอยแตกกิ่งกานสาขามากในระยะแรก แตมีขอเสียคือ สิ้นเปลืองกลา
ตองดําเนินการตัดขยายระยะโดยดวนเม่อสักมีเรือนยอดชิดติดกัน เน่องจากมีการ


แยงอาหารกันมาก การเจริญทางความโตของเสนผานศูนยกลางมีนอย ลําตน

มักออนแอ งายตอการหักโคนเม่อถูกพายุพัด และอาจเกิดอันตรายตอการระบาด

ของโรคและแมลงไดงาย สําหรับการปลูกสวนปา มีวัตถุประสงคเพ่อตองการเน้อไม

ท่มีคุณภาพเปนส่งสําคัญ ตนไมท่ปลูกดวยความหนาแนนในชวงแรก จะทําใหมีการ



แขงขันทางความสูง เมื่อตนไมมีขนาดใหญขึ้นจะหนาแนนมากเกินไป ตองทําการ
ตัดขยายระยะใหตนไมที่เหลืออยูมีการเติบโตของลําตนเพิ่มมากขึ้น

กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 11

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การปลูก

การปลูกสักควรเร่มในตนฤดูฝน เชนระหวางเดือนพฤษภาคมถึง

มิถุนายน ซ่งมีปริมาณน้าฝน หรือความช้นเพียงพอใหตนไมสามารถต้งตัวและ





เติบโตและมีโอกาสรอดตายสูง ท้งน้ควรปลูกในชวงเชา ในขณะท่แดดยังไมจัดมากนัก

หรือปลูกในวันท่อากาศไมรอนจัด เพราะนอกจากกลาไมหรือเหงาไมกระทบตอ

อากาศที่รอนจัดจนอาจทําใหเกิดการชะงักการเติบโตไดแลว คนงานที่ปฏิบัติงาน
ยังสามารถทํางานไดอยางเต็มที่อีกดวย ซึ่งสามารถปลูกได 2 วิธี ไดแก

1. การปลูกดวยกลาสัก ทําการขุดหลมใหมีขนาดกวางและลึก

พอประมาณ 30x30 เซนติเมตร หรือ 50x50 เซนติเมตร ข้นกับขนาดตนกลา





หรอใหมความลึกถงระดบคอรากของกลาสัก รองกนหลมดวยปยหมก ปยคอก



ใสฟูราดานประมาณ 1 ชอนชา และหินฟอสเฟต ผสมดินชั้นหนาลงแลวคลุกกับ
ปุยกนหลุม ทําการกรีดถุงพลาสติกหรือภาชนะเพาะชําออก ระวังอยาใหดิน

แตกกระจาย กระทบกระเทือนระบบราก นํากลาวางลงปลูกใหระดับโคนตนต่ากวา


























12 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


ผิวดินเล็กนอย กลบดวยดินรวนท่เปนหนาดินใหเต็มหลุม กดดินรอบโคนตนใหแนน

















สาหรบพนทท่มฝนตกชกควรกลบดนใหสงเลกนอย ปองกนมใหนาขงโคนตนได







ตรงกนขามกบพนทคอนขางแหงแลง ควรกลบดนบรเวณโคนตนใหเปนแองเลก


เพื่อเก็บกักนํ้าฝนที่ตกลงมาสําหรับเอื้ออํานวยใหแกกลาไมไดอยางเต็มที่ (สมยศ,

2538) และหลังการปลูกกลาไมหากเกิดฝนท้งชวงอาจทําใหกลาสักตายได ควรทําการ
รดน้ากลาไม หรือหลังการปลูกแลวเกิดฝนตกหนักหลายวันติดตอกันทําใหดิน

แฉะน้าเกินไปก็อาจเปนอันตรายตอกลาสักไดเชนกัน และผลเสียท่อาจเกิดข้น



กับลําตนของสัก คือ กลาไมที่มีความสูงเกินไปมักมีลําตนคดงอ เมื่อกลาไมเติบโต
ไปเปนไมใหญแลว ลําตนในชวงแรกท่ใชทําไมซุงก็จะคดงอทําใหขายไมไมไดราคา



2. การปลูกดวยเหงาสัก ซ่งทําไดงายและเปนท่นิยมกันมากใน
ประเทศไทย พมา ลาว และอินเดีย (RAP/Teaknet, 1998) เนื่องจากประหยัด











แรงงานและคาขนสงไดมาก ในปจจบนนวธการนเปนทนยมกนท่วไป โดยใช


เหลกชะแลงแทงลงไปในดินใหเปนรลกพอดีกับความยาวของเหงา ตามขนาดความยาว



ของเหงา นําเหงาสักเสียบลงไปจนเกือบมิด หรือโผลเหนือดิน 1-2 เซนติเมตร



หรอข้นอยูกับสภาพพ้นท่หากเปนชวงท่ฝนตกชุกควรใหเหงาอยูสูงกวาระดับดิน



หากเปนชวงท่มีอากาศแหงแลงหรือมีฝนตกเปนระยะๆ ควรใหปลายของเหงาเสมอกับ
ระดับดินแลวใชชะแลงกระทุงดินอีกคร้งเพ่ออัดดินขางรูใหแนน การอัดดินใหแนน


จะทําใหเหงามีอัตราการรอดตายสูง เพราะหากมีโพรงอากาศในดินเม่อฝนตกอาจ

ทําใหเหงาเนาได การปลูกดวยเหงามีอัตราการรอดตายราว 75-90 เปอรเซ็นต
การปลูกดวยเหงามีขอดีหลายอยาง คือ ปลูกไดงาย ประหยัดคาใชจาย สะดวก
ในการขนยาย ขนสงไดคร้งละมากๆ และสามารถปลูกไดวันละมากๆ โดยการปลูก

โดยใชเหงาคนงานหน่งคนจะปลกไดประมาณวนละ 2 ไร ในขณะทปลกดวยกลาไม








จะไดเพียงวันละ 0.5 ไร เทานั้น (มณฑี, 2528) นอกจากนี้ยังเปนวิธีที่จะทําให

ตนไมเติบโตไดดีกวาการปลูกท้งตน หรือปลูกโดยตรง เน่องจากไดเก็บพลังของ



ความเจรญเอาไวในเหงา มีลําตนเปลาตรงในระยะแรก ในขณะท่มีขอเสียอยูท ่ ี
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 13

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก




























































14 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก




จะตองขุดหรือถอนเสร็จแลวจะตองมีการแตงเหงา ซ่งท้ง 2 อยางน้อาจทําใหตนไม
บอบชํ้า ทั้งนี้แลวแตความประณีตและเครื่องมือที่ใช และปญหาอีกเรื่องหนึ่ง คือ
การไมดูแลรักษาเหงาในระหวางการถอนและการขนสงเหงา ปลอยใหตากลม
ตากแดดตลอดเวลาทําการตั้งแตถอน ขนยาย ตกแตง และปลูก การปลอยเหงา
ถูกแดดถูกลมยอมทําลายเซลลของเหงา สาเหตุอาจจะรุนแรงถึงทําใหเหงาตายได

การปลูกสัก มีหลักการเหมือนกับการปลูกไมผลท่วไป ควรตรวจสอบ
คุณสมบัติทางกายภาพของดินเสียกอน เพ่อใหรูวาตองปรับปรุงสภาพดินกอน

หรือไม หรือควรใสธาตุอาหารเสริม ซึ่งอาจเปนโดโลไมท และ หินฟอสเฟส ฯลฯ












สาหรับจานวนทใสจะมากนอยเพยงใดขนกับวาดนนนขาดธาตอาหารทจาเปน



มากนอยแคไหน ที่สําคัญไมควรใสปุยเคมี หรือปุยที่มีความเขมขนสูงรองกนหลุม
ฤดูกาลปลูกมีผลกระทบตอการรอดตายและการเติบโตของสักในสวนปา
อยางมาก โดยการรอดตายและการเติบโตจะมีสูงสุดในเดือนพฤษภาคมถึง

กรกฎาคม ฤดูกาลท่เหมาะสมมากท่สุดในการปลูกสักคือหลังจากมีฝนแรก (ปลาย



เดือนเมษายน) และอัตราการเติบโตจะข้นสูงสุดเม่อตนฤดูฝนคือเดือนพฤษภาคม


ถึงมิถุนายน หลังจากน้นจะลดลงคอนขางมากในกลางฤดูฝน ต้งแตเดือนกรกฎาคม

ถึงตุลาคม และจะมีการเติบโตต่ามากในชวงฤดูแลง ระหวางเดือนพฤศจิกายน

ถึงเมษายนในปตอไป (Kaosa-ard, 1981) ดังน้นการปลูกสักควรปลูกระหวาง
ปลายเดือนเมษายนถึงตนเดือนมิถุนายน การปลูกลาชาเกินไปคือประมาณ
เดือนสิงหาคมถึงกันยายน แมวาจะปลูกไดเพราะยังมีนํ้าฝนเพียงพอในการตั้งตัว

แตวาฤดูฝนท่เหลืออยูจะเปนชวงส้นๆ ซ่งอาจส้นเกินกวาที่ตนไมจะต้งตัวและ





แข็งแรงไดจริง มีผลทําใหมีอัตราการรอดตายต่าลง อยางไรก็ตามในปจจุบันฤดูกาล
คอนขางเปล่ยนแปลงไปทําใหฤดูกาลปลูกท่เหมาะสมอาจตองปรับเปลี่ยนไปดวย


อยางไรก็ตามสําหรับภาคเอกชนไดมีการพัฒนาการปลูกสักในเชิง



พาณิชย อาจมีการปรับปรุงพ้นท่เพ่อใหน้าชลประทานแบบน้าหยด (Drip



irrigation) จึงสามารถปลูกไดตลอดท้งปโดยไมมีขอจํากัดใดๆ หรือมีการใช
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 15

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก

สารสังเคราะหโพลีเมอร (Polymer) ท่ดูดซับน้าจนอ่มแลวใชรองกนหลุมปลูก


เพ่อชวยทําใหกลาสักท่ปลูกมีความช้นเพียงพอในการปลูกปลายฤดูฝนได (สมยศ,



2539)
การปลูกซอมควรทําระยะ 2 สัปดาหหลังการปลูก เพราะจะตองปลูกซอม
ใหทันฝน และทําใหอายุของไมอยูในรุนเดียวกัน หากการปลูกซอมลาชาจะทําให


ตนไมท่ปลูกไวกอนเติบโตบดบังตนไมท่ปลูกซอมจนตายหรือไมสามารถเติบโตได


หากจํานวนตนท่ตายอยูในอัตราต่าหรือต่ากวา 5 เปอรเซ็นต อาจไมจําเปนตองปลูก





ซอมก็ได ในทางปฏิบัติจะตองเตรียมกลาหรือเหงา 10-20 เปอรเซ็นต ของจํานวน
ตนไมที่ปลูกทั้งหมดสําหรับการปลูกซอมเสมอ ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพพื้นที่ ภูมิอากาศ
และปจจัยอ่นท่เก่ยวของ สําหรับการปลูกสักในระบบวนเกษตรหรือปลูกพืชแทรก



































16 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

ในแปลงสัก ควรทําหลังจากสักมีการเติบโตประมาณ 2-3 ปไปแลว ซึ่งมีความสูง



พอท่พืชเกษตรไมบดบังแสง เน่องจาก สักเปนตนไมท่ตองการแสงคอนขางมาก


ซ่งหากปลูกพรอมกันพืชเกษตรท่เติบโตเร็วอาจบดบังแสงและแกงแยงธาตุอาหาร


เน่องจากรากอยูในระดับเดียวกัน ซ่งตนสักจะตายและเติบโตไมดี ควรรอใหตนสัก
มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร โดยการปลูกในระบบวนเกษตร ควรปลูกตนไม






ในแนวทศตะวนออกและตก เพอใหมแสงสองเขาแปลงไประหวางแปลงสวนสก
ไดตลอดวัน พืชเกษตรสวนมากตองการแสงเพื่อการเติบโต เมื่อตนไมอายุมากขึ้น


เรือนยอดชิดกัน อาจเปล่ยนเปนพืชเกษตรท่ทนรมมากข้น การปลูกแบบวนเกษตร


จะเปนการใชพ้นท่ใหเต็มศักยภาพรวมท้งยังสามารถทํารายไดใหแกเกษตรกร


ระหวางที่รอผลผลิตจากสักอีกดวย

รูปแบบการปลูกและการจัดการสวนสักท่เหมาะสมสําหรับเกษตรกรท่ม ี

พ้นท่เพาะปลูกไมเกิน 50 ไร ควรปลูกสักรวมกับพืชเกษตรโดยมีการจัดการแบบผสม


ผสานระหวางการเกษตรกับปาไม การกําหนดรูปแบบการปลูกและวิธีการจัดการ




ท่เหมาะสมนอกจากจะเปนระบบท่เอ้อใหมีการใชประโยชนพ้นท่ไดมากข้นแลว


ยังทําใหเกษตรกรมีรายไดเพ่มข้น หรือมีรายไดจากพืชเกษตรในระหวางการรอ


สักโต จากการศึกษาการจัดการฟารมแบบผสมผสานกับสวนปาสักภายในเน้อท ี ่

20 ไร โดยการปลูกสักเนื้อที่ 8 ไร ปลูกขาวนาปเนื้อที่ 8 ไร ปลูกขาวนาปรังเนื้อที่
4 ไร และปลูกพืชไร (ขาวโพด มันสําปะหลัง และออย) เนื้อที่ 2 ไร บอนํ้าและอื่นๆ


เน้อท่ 2 ไร กําหนดอายุรอบหมุนเวียนของสวนปา 15 ป และ 20 ป ระยะปลูกของ
สวนปา 2x2 เมตร และ 4x4 เมตร วางแผนการตัดขยายระยะสวนปา เมื่อสวนปา
มีอายุ 5 ป 10 ป 15 ป และ 20 ป วิเคราะหเปรียบเทียบคาสมมูลของรายไดรายป
(Equivalent annual income) พบวารูปแบบการจัดการฟารมแบบผสมผสานกับ
สวนปาสักทําใหความสามารถในการทํากําไร (Profitability) เพิ่มขึ้นและชวยลด
รายไดที่ติดลบจากการปลูกสักแตเพียงชนิดเดียว การกําหนดอายุรอบหมุนเวียน
ของสวนปา 20 ป และกําหนดระยะปลูก 4x4 เมตร ใหคาสมมูลของรายไดรายป
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 17

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
สูงสุด (Noda et al., 2012)
สําหรับการปลูกสักในระบบวนเกษตร ลักษณะการปลูกควรใหชองวาง

ระหวางแถวตนสักอยูในทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก เพ่อใหพืชเกษตรท่ปลูกแทรก

ไดรับแสงแดด เมื่อสักอายุมากขึ้นและเรือนยอดชิดกัน อาจเปลี่ยนพืชเกษตรเปน
ประเภทที่ทนรมมากขึ้น หรือลิดกิ่งใหโปรงมากขึ้น สักเปนพันธุไมที่มีการผลัดใบ
ในชวงฤดูแลง ทําใหมีแสงสวางเขามาในพื้นที่ไดมาก ที่ผานมาเกษตรกรไดมีการ

ปลูกสักรวมกับพืชเกษตรหลายชนิดและประสบผลสําเร็จ ชนิดพืชท่ปลูกรวมกับ

สัก ไดแก กลวย กระชาย มันสําปะหลัง พืชสมุนไพร ขาวโพด และไมผลตางๆ

เปนตน การปลูกสักในระบบวนเกษตรสามารถสรุปได 3 แนวทาง คือ


1. การปลูกสักและพืชเกษตรพรอมกัน

การปลูกรวมกันจะชวยใหมีการแขงขันของสักในการเติบโตทางความสูง
แตการปลูกพรอมกันตองระมัดระวัง พืชเกษตรท่ทําการปลูกแทรกควรเปน

พืชเกษตรที่มีการเติบโตทางความสูงไมมาก ไมเติบโตเร็วจนบดบังแสงแดดทําให

สักชะลอการเติบโต หรือตายได ระบบรากตื้นอาจเปนพืชเกษตรที่เก็บเกี่ยวระยะ



เวลาส้น ท่ผานมามีการปลูกสักกับไผพรอมกัน สักเติบโตชา เน่องจากไผเติบโต
เร็วกวาและรากขยายไปเร็ว ดังน้นถาจะปลูกรวมควรปลูกสักกอน แทรกไผ

ภายหลังจากสักเติบโตตั้งตัวไดแลว


2. การปลูกพืชเกษตรแทรกภายหลัง
เปนการปลูกพืชเกษตรแทรกลงในแปลงสัก โดยทําการปลูกพืชเกษตร
เม่อสักเติบโตไดระยะเวลาหน่ง หรือมีความสูงประมาณ 1 ถึง 3 เมตร ซ่งสัก



สามารถต้งตัวไดแลว เน่องจากสักเปนพันธุไมท่ตองการแสงมาก หากปลูกพรอมกับ




พืชเกษตรท่เติบโตเร็ว อาจเปนการบดบังแสงและแกงแยงธาตุอาหารจากตนสัก
จะทําใหสักตายหรือเติบโตไมดี
18 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

3. การปลูกพืชเกษตรกอน ปลูกสักแทรกภายหลัง


โดยปลูกสักแทรกไปในพืชเกษตรท่ปลูกอยูกอน ทําใหสักเติบโตทาง




ความสูงไดดี แตเม่อสักเติบโตมากข้น จะบดบังแสงตอพืชเกษตรได ท้งน้ข้นอยู

กับระยะหางระหวางตนสักและพืชเกษตร



สําหรับเกษตรกรท่ตองการเปล่ยนพ้นท่การเกษตรไปเปนสวนสัก


สามารถปลูกสักแทรกและทําการเกษตรไปดวย เม่อตนสักมีขนาดใหญข้น



จึงเปล่ยนพ้นท่เปนสวนสักอยางเดียว เชน การทําสวนผลไม เม่อผลไมเร่มมีผลผลิต




ลดลง และตองการตัดตนท้งในเวลา 2-3 ปขางหนา เกษตรกรสามารถปลูกสัก
แทรกลงไปได เชน การปลูกสักแทรกในสวนมังคุดที่มีอายุมาก ซึ่งมีผลผลิตลดลง
และตองการตัดออกในอีก 3-4 ป ขางหนา เมื่อปลูกสักแทรกลงไป ปรากฏวาสัก
มีการเติบโตทางความสูงไดดี (อรุณี, 2553)
การกำจัดวัชพืช
สักเปนไมท่ตองการแสงสวาง ดังน้นการกําจัดวัชพืชมีความจําเปน







เปนอยางมากในชวงท่สักกําลังต้งตัว หรือ ท่อายุ 1-3 ป กอนท่ตนสักจะเติบโตข้นมา
บดบังวัชพืช การกําจัดวัชพืชตองทําเปนระยะๆ ดังนี้

1. การกำจัดวัชพืชคร้งท่ 1 จะดําเนินการในเดือนพฤษภาคมถึง

มิถุนายน หรือหลังจากการปลูกใหมประมาณ 1 เดือน เพื่อลดการแกงแยงอาหาร
จากวัชพืช ชวยเปดแสงใหสัก เพ่อใหมีอัตราการเติบโตดี การกําจัดวัชพืชในระยะน ้ ี

ควรเปนการถางตลอดท่วท้งพ้นท่ (Clear weeding) เพ่อใหโลงเตียนท่วท้ง







สวนปา โดยเฉพาะอยางยิ่งวัชพืชประเภทใบกวาง แตสําหรับวัชพืชที่เปนหญาคา


การถางใหโลงเตียนท่วพ้นท่ทําไดยากและส้นเปลืองมาก เพราะหญาคากลับ


แตกหนอใหมไดอยางรวดเร็ว การถางเฉพาะแนวปลูก (Strip weeding) จะเปน
การเหมาะสมมากกวา
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 19

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก

































2. การกำจัดวัชพืชคร้งท่ 2 ควรดําเนินการในเดือนกันยายน หรือ
ประมาณ 2 เดือนหลังจากการกําจัดวัชพืชคร้งแรกไปแลว ควรกําจัดแบบการ

ถางเฉพาะแนวปลูก (Strip weeding) คือถางใหเปนแนวกวางประมาณ 2 เมตร
ตามแนวปลูกตนไมสําหรับการปลูกปาในพ้นท่ท่เปนหญาคามากๆ การกําจัดวัชพืช



รอบๆ โคนตน (Spot weeding) ใหมีรัศมี 1 เมตร รอบโคนตนก็เพียงพอ เพราะวา
เปนการประหยัด และรวดเร็ว



3. การกำจัดวัชพืชคร้งท่ 3 ดําเนินการในชวงกอนส้นฤดูฝน หรือ

ประมาณเดือนพฤศจิกายน กอนจะเร่มฤดูรอนตอไป การกําจัดวัชพืชครั้งน้เพ่อ





ลดปริมาณเช้อเพลิงในสวนปาใหเหลือนอยท่สุดในชวงฤดูรอน การถางแบบท่วท้ง ั

พื้นที่ (Clear weeding) แลวนําไปสุมเผาโดยมีการควบคุมตอไป
20 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

การกําจัดวัชพืชในระยะ 1-3 ป ควรดําเนินการ 3-4 ครั้งตอป และในป
ถัดไปกําจัดวัชพืชตอปละ 2-3 ครั้ง ไปจนถึง 5 ป หรือจนกวาตนไมจะมีการเติบโต


สูงพนวัชพืช โดยเทคนิคการกําจดวัชพืชอาจทําดวยแรงงานคน เคร่องทุนแรง เชน
เครื่องตัดหญา ติดตั้งกับแทรกเตอรลอยาง (Rotary cutter) หรือเครื่องตัดหญา

สะพายบา (Knapsack slasher) ท่มีขนาดเล็กและน้าหนักเบา หรือใชสารเคม ี



กําจัดวัชพืชฉีดพน นอกจากน้ยังมีวิธีการใชส่งมีชีวิตดวยกันชวยกันกําจัดวัชพืช
เชน การเล้ยงสัตวตางๆ ให วัว ควาย แพะ แกะ เขาไปเล็มวัชพืชในสวนปา


เปนอาหาร (Bio-control) ซ่งอาจมีขอเสียในเร่องการแทะเล็มใบ หนอ ตา ของตนไม











รวมทงเหยยบทาลายกลาไมทยงมขนาดเลกอกดวย นอกจากนยงอาจควบคม






วัชพืชโดยการใชพืช เชน การปลูกพืชตระกูลถ่วคลุมดิน ซ่งนอกจากสามารถ
แผขยายตัวคลุมดินและคลุมวัชพืช และปองกันมิใหวัชพืชเติบโตไดดีแลว ยังชวย

ในการปรับปรุงบํารุงดินเพราะมีปมรากท่ตรึงไนโตรเจนได รวมท้งเปนอินทรียวัตถ ุ

ในการปรับปรุงดินไดเปนอยางดีอีกดวย
การใสปุย
การใสปุยใหแกสวนปาในภูมิภาคเขตรอนและชุมช้นในอดีตไมเปนท ี ่


นยมทากนมากนก เพราะวานอกจากดนในเขตรอนและชมชนมความอดมสมบรณ 















สูง มีอินทรียวัตถุมากแลว ปริมาณน้าฝนท่คอนขางสูง ทําใหปุยสลายตัวไดรวดเร็ว
หรือถูกชะลางไปไดงาย การใสปุยจึงดูเหมือนเปนการส้นเปลืองมากเกินไป สําหรับ

สักจึงไมมีการใสปุยเรงการเติบโตกันมากนัก มีการทดลองการใสปุยในสวนปาสัก
อายุ 1-3 ป ในตางประเทศ พบวาตนสักเติบโตดีเกินไปจนยอดหักในชวงฤดูฝน



เน่องจากตนกลาจากการเพาะเล้ยงเน้อเย่อมีการเติบโตทางความสูงเร็วมาก



ไมแตกก่งขาง และมีใบขนาดใหญ ยอดออนท่เน้อเย่อยังไมแข็งแรงมากนัก อยางไร




ก็ตามการทดลองท่รัฐอุตตรประเทศ และรัฐกานาตากาในประเทศอินเดีย ซ่งม ี
ปริมาณนํ้าฝนไมสูงมากนัก คือระหวาง 1,200-1,500 มิลลิเมตรตอป ไดทดลอง
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 21

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
ใสปุยในสวนปาสักปรากฏวาสามารถลดรอบตัดฟนใหเหลือเพียง 20 ป ได โดยมี
เสนผานศูนยกลางระดับอกเฉลี่ย 45-48 เซนติเมตร ขณะตัดฟน (RAP/Teaknet,
1998)








อยางไรกตามการปลกสรางสวนปาสกเพอวตถประสงคดานเศรษฐกจ





รวมท้งเม่อมีการปลูกสวนปาสักในพ้นท่ตางๆ กันอยางกวางขวางจึงมีความจําเปน

ตองใสปุยใหแกตนสัก โดยเฉพาะอยางย่งในระยะแรก ปุยท่ดีท่สุดท่ไมมีผล




ขางเคียงตอส่งแวดลอม และเหมาะสมสําหรับตนไม คือ ปุยอินทรีย ไดแก ปุยหมัก
ปุยคอก กระดูกปน กากถั่ว ปุยพืชสด ปุยเทศบาล และปุยจากกลุมจุลินทรียที่มี
ประสิทธิภาพ (Effective Micro-organism, EM) เปนตน ทั้งนี้อินทรียวัตถุในดิน
เปนตัวสงเสริมการจับตัวของเม็ดดิน มีผลตอการอุมนํ้า การเคลื่อนที่ของนํ้า และ
อากาศในดิน ธาตุอาหารที่สําคัญ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และ

แคลเซียม เปนตน และยังชวยใหการดูดซับประจุบวกไดดีข้น พบวาสักเปนไม









ทมความตองการแคลเซยมในการเตบโตสงกวาไมชนดอนๆ เกษตรกรเจาของ



สวนปาจึงมักนิยมใสธาตุอาหารน้เพ่ม รวมท้งการปรับคาความเปนกรด-ดางท ่ ี
เหมาะสมก็ทําใหสักดูดธาตุอาหารที่จําเปนไดมากขึ้น

การใสปุยจะใสหลังจากท่กลาสักมีการเติบโตไปแลวระยะหน่งหากใช

ปุยเคมีควรขุดดินใหเปนรูหยอดปุยในหลุมดินประมาณ 1 ชอนโตะ จํานวน 4–6 หลุม



ตอตน แลวกลบดวยดินท่ขุดข้นไวแตแรก ท้งน้เพ่อปองกันการเกิดดินเค็ม และ



ควรใสหางจากตนไมเพ่อปองกันไมใหปุยถูกรากฝอย เพราะหากรากสัมผัสปุย
แตแรกกลาสักอาจตายได หรือหากจะใชปุยเคมีรองกนหลุม ประมาณ 1 ชอนโตะ
แลวตองใชดินรองกนหลุมไปสักช้นหน่งกอนเพ่อไมใหระบบรากสัมผัสกับปุย













โดยตรง ธาตโพแทสเซยมอาจมผลทาใหสกออกดอกและผลเรวขน ทาใหการเตบโต


ดานความสูงหยุดไป การปลูกสักของสวนปาภาคเอกชนท่ผานมามีบางสวนท ี ่

ตนสักออกดอกและผลตั้งแตอายุยังนอย
22 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

การปองกันไฟ

ไฟสามารถทําความเสียหายใหกับสวนปา คือทําใหตนไมตายและเติบโต

ชาลง การทําแนวกันไฟหรือทางตรวจการจึงมีความจําเปนและมความสําคัญ
เพื่อปองกันไฟปา รวมทั้งทําใหสะดวกในการตรวจตราปองกันสวนปา เนื่องจาก
สักเปนไมผลัดใบในฤดูแลง ปริมาณการรวงหลนของเศษไม ใบไม จะเปนแหลง
เชื้อเพลิงที่สําคัญที่สุดของสวนสัก เศษไม ใบไมที่รวงหลนในสวนสักอายุ 1 ป 2 ป



6 ป และ 8 ป น้นมีปริมาณเพ่มข้นจาก 402 กิโลกรัมตอไรตอป 614 กิโลกรัมตอไร

















ตอป 878 กโลกรมตอไรตอป และ 1,864 กโลกรมตอไรตอป ตามลาดบ โดยรวงหลน


มากที่สุดในเดือนมีนาคมและเมษายน (สนิท และคณะ, 2515) ซึ่งขอมูลนี้จะเปน
ประโยชนตอการกําจัดวัชพืช ทําแนวกันไฟ หรือกําหนดการชิงเผาในสวนสักเพื่อ
ปองกันการเกิดไฟไหมในสวนสัก
การทําแนวกันไฟ ควรทําในชวงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม โดยการ
ไถเปนแนวกวางประมาณ 3–4 เมตร และทําการชิงเผา เพราะเดือนนี้ความชื้น


















กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 23

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
ในอากาศยังสูง การเก็บริบ สุมเผา เปนหยอมๆ และการชิงเผาในตอนกลางคืน
จะสามารถกําจัดวัชพืชและใบสักท่รวงหลนลงมาไดดี ควรมีการทําความสะอาด



แนวกันไฟรวมท้งทําการตรวจตราอยางสม่าเสมอ การปองกันไฟอาจใชแนวกันไฟ




ธรรมชาต โดยปลูกตนไมหรอพืชเกษตรทมความช้นสง และไมผลดใบในฤดแลง






รอบแปลงสวนสักแทนแนวกันไฟ ไดแก กลวย หรือพืชอวบน้า ดังน้นสวนปาควรม ี

ถังดับไฟปา และมีความรูเร่องการดับไฟปาบางพอสมควร เพ่อปองกันความเสียหาย


ที่อาจเกิดขึ้นไดอยางไมคาดคิด


อยางไรก็ตามไฟมีท้งคุณและโทษ สวนสักหรือปาสักท่ไมเคยโดนไฟไหม
หลายปติดตอกันอาจเปนบอเกิดของโรคและแมลง เทียม และคณะ (2512) แนะนํา
ใหปองกันไฟในสวนสักติดตอกัน 6 ปแลวเผา 1 ป จะชวยกําจัดถิ่นที่อยูของโรค

และแมลง โดยไมมีผลกระทบในทางลบตอการสูญเสียดินและน้าในรูปของปริมาณ
ตะกอนและนํ้าไหลบาหนาดินแตอยางใด
การปองกันโรคและแมลง

การปลูกสวนปาในลักษณะเชิงเด่ยวเปนแปลงขนาดใหญ ทําใหมีโอกาส
ระบาดของโรคและแมลงไดมาก และจะมีการแพรระบาดอยางรวดเร็วและยาก

ในการแกไข โดยโรคท่เกิดจากเช้อราหรือแบคทีเรียท่เกิดกับสักจะพบในระยะกลาไม



มากกวา เชน โรครากเนา ในสวนปาอายุมากๆ ที่พบเห็นคือโรคไสผุหรือเนื้อไมผุ
อันมีสาเหตุจากลําตนถูกทําลายจากการตัดถากหรือรอยครูดจากยานพาหนะหรือ
บาดแผลจากไฟไหม แลวจึงมีเช้อราเขาไปทําลายเน้อไมใหผุและเปนโพรง แตไมม ี





ผลตอการเติบโตของสักมากนัก นอกจากน้ยังมีโรคใบดาง โรคใบจุดเน่องจากเช้อรา

พวกราสนิม (Rust) หรือในชวงฤดูฝนท่มีความช้นสูงมาก อาจพบโรคราน้าคาง



(Powdery mildew) โรคพืชอันเน่องจากพืชเบียน คือ กาฝากจะพบในสวนปาสัก
มากที่สุด กาฝากจะเกิดขึ้นในสวนสักแลวคอยระบาดออกไปโดยสัตวเปนพาหนะ
ในการนําเมล็ดกาฝากไปแพรกระจาย ทําใหสักมีกาฝากขึ้นอยูมาก
24 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

สําหรับตนสัก พบวามีแมลงเขามาทําลาย ประมาณ 56 ชนิด แมลงศัตร ู




ท่สําคัญท่ทําความเสียหายแกสักในประเทศไทยโดยการเจาะทําลายเน้อไมใหเสีย
คุณภาพและเสียราคา คือ ประเภทเจาะลําตนและกิ่ง ไดแก มอดปาเจาะตนสัก
(Teak beehole borer) ที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Xyleutes ceramicus Walker

สักท่มีรูมอดปาจํานวนมากอาจไมสามารถขายไมได หรืออาจเปนประเภทกินใบ
ไดแก หนอนผีเสื้อกินใบ ที่มีชื่อวิทยาศาสตรวา Hyblaea puera Cramer และ
Pyrausta machaeralis Walker ซ่งจะเกิดการระบาดหนักในชวงฤดูฝน



โดยเฉพาะเม่อฝนท้งชวง และมีรอบการระบาดประมาณ 30 วัน หากในปหน่ง


สักถูกหนอนกินใบหลายคร้งของทุกคร้งท่ผลิใบใหม ก็จะทําใหอัตราการเติบโตของ


สักในปนั้นลดลง นอกจากนี้จะมีตั๊กแตนผี (Aulaches miliaris L.) จะดูดนํ้าเลี้ยง
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 25

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
ของใบและยอดออน อีกพวกหนึ่งที่ทํา
อันตรายตอกลาสักในระยะแรกๆ คือ
ปลวก ซ่งสามารถกัดกินรากหรือเหงา

ของสักในแปลงเพาะหรือในสวนสักได
มีผลทําใหกลาสักตายเปนจํานวนมาก



ปญหานจะพบในฤดแลงเพราะปลวก


ตองการอาหารและความช้น สักท่ปลูก
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้งแตยาย

ปลูกจนถึง 2 ป ไดรับความเสียหาย
จากปลวกเปนประจํา (ฉวีวรรณ และ
สุภโชติ, 2538)

การปองกันโดยการฉีดพนยา
ฆาแมลงชนิดถูกตัวตายหรือชนิดดูดซึม

เม่อกลาสักเร่มถูกทําลาย นอกจากนยัง





ตองใชเช้อแบคทีเรียบาซิลลัสทูริงเยนซิส

(Bacillus thuringiensis) ดวยเครื่อง
พนหมอก หรือเครื่องพนสารเคมี หรือ

โปรยจากเคร่องบินใชสารเคมีกําจัด

ศัตรูพืชพวกเช้อรา การเรงการเติบโต
ของกลาสักชวง 5 ปแรก จะชวยลด
การทําลายของแมลงได และการกําจัด


พืชอาหารแมลงออกจากพ้นท่สวนปา
เชน ตนกระเชาถุงทอง นางแยมปา คูน
เปลาหลวง ปอเจ๋ยน เถาตูดหมูตูดหมาแดง

และมะคาโมง เปนตน การใชไฟเผา


26 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

หนาดินในชวงดวงกําลังวางไข หรือฟกตัว ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม






และเน่องจากแมลงท่ทําลายสักมักจะอยูในระยะท่เปนหนอน เพราะฉะน้นเม่อ
พบเห็นหนอน ดักแด หรือตัวเต็มวัยของแมลงที่ทําลายสัก ใหจับแลวทําลายเสีย

ซ่งจะเปนการลดจํานวนและตัดวงจรชีวิต สามารถลดความเสียหายลงไดมาก
พอสมควร
เพื่อใหการปลูกสรางสวนปาประสบความสําเร็จนอกจากการกําจัดโรค



และแมลงท่เกิดข้นแลว ควรพิจารณาในเร่องวนวัฒนวิทยา ไดแก การคัดเลือก
พันธุไมท่มีความทนทานตอการทําลายของโรคและแมลงสําหรับใชขยายพันธุ

ตอไป รวมท้งการปลูกปาแบบผสมใหมีไมอยางนอย 2 ชนิดข้นไปปะปนกัน


สามารถลดความเส่ยงหรือลดความรุนแรงในการแพรระบาดของโรคและแมลงได

เชนเดียวกัน ดังเชนในการศึกษาของสุรชัยและพรทิพย (2535) พบวาการปลูกสัก




ผสมกับยูคาลิปตัส ทําใหการระบาดของมอดปาเจาะสักในสวนปาวังช้นลดลงจาก

กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 27

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก

76.40 เปอรเซ็นต เหลือเพียง 10.19 เปอรเซ็นต และท่สวนปาแมนาพูนลดลงจาก
44.14 เปอรเซ็นต เหลือเพียง 16.27 เปอรเซ็นต ในขณะที่สวนปาแมยม-แมแปง
การปลูกยูคาลิปตัสผสมในสวนสัก ทําใหการระบาดของมอดปาเจาะสักลดลงจาก

42.23 เปอรเซ็นต เหลือเพียง 26.00 เปอรเซ็นต เทานั้น ฉวีวรรณ (2534) แนะนํา


ใหปลูกไมอ่นผสมรอบๆ แปลงปลูกสัก ใหมีความกวางของแนวกันชนไมต่ากวา




50 เมตร จะสกดกนทางบนของมอดปาสกไมใหเขาไปทาลายสกได ชนดไมทควรปลก













รอบๆ ควรเปนพวกไมในกลุมที่มีสารขับไลแมลง (Insect repellent) เชน สะเดา












เปนตน เพราะสะเดาสามารถขนไดดีในพนท่ทสกข้นอย ทนแลงและสภาพดนตางๆ
ู
ไดดีมาก และสะเดามีสารอะซาดิราชติน (Azadirachtin) สูงเหมือนสะเดาเทียม
แตจะขึ้นในที่แหงแลงไดดีกวา
การลิดกิ่ง
การลิดก่งเปนการตัดก่งไมท่อยูดานลางท่ถูกบดบัง หรือก่งแหงตาย





ของตนไม เพื่อใหรูปทรงของตนไมดีขึ้น ไดลําตนที่เปลาตรง เหมาะสําหรับการใช

ประโยชนในรูปแบบตางๆ และงายตอการแปรรูปไม สําหรับสักซ่งโดยปกติเปน





พันธุไมท่มีการลิดก่งตามธรรมชาติ คือก่งขนาดเล็กเม่ออายุมากข้นจะคอยๆ
แหงตายและรวงหลนไปเอง การปลูกดวยความหนาแนนท่เหมาะสมจะทําใหตนไม



เปลาตรง แตกก่งกานนอย โดยไมจําเปนตองชวยในการลิดก่ง ซ่งเปนการส้นเปลือง





แรงงานและคาใชจาย ยกเวนก่งขนาดใหญซ่งจะติดกับลําตนเปนเวลานานท่จะ

ทําใหรูปทรงของสักเสียไป และอาจทําใหเกิดรอยแผลทําใหสูญเสียคุณคาของเน้อไม
เมื่อนํามาแปรรูป ควรลิดกิ่งประมาณรอยละ 25 ของเรือนยอด หรือ 1 ใน 4 ของ
ความสูงตนไม โดยปกติมักทําการลิดกิ่งสูงจากพื้นดิน ประมาณ 5 เมตร ซึ่งเปน
ขนาดความยาวของไมซุงท่ตองการ ดังน้นจึงควรลิดก่งเม่อไมมีความสูงไดขนาด









พอท่จะทําไมซุงไดทอนหน่งแลว แตไมควรลิดก่งตนไมท่มีอายุนอยและมขนาด
เล็กเกินไป เพราะอาจทําใหตนไมโตชา อยางไรก็ตามการลิดกิ่งตองเหลือทรงพุม
28 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก





ของเรอนยอดใหมากพอทจะใชปรุงอาหารและสรางความเตบโตตอไปในอนาคต











ไดเปนอยางดี และการลดกงควรตดกงใหเสมอกบผิวของลาตนเพอไมทาใหเกด

แผลบนลําตนมากจนเกิดความเสียหายหรือทําใหลําตนฉีกขาด ควรใชเล่อยแทน

มีดและขวาน จากน้นใชปูนขาวปายเพ่อกันโรคและแมลงทําลาย อยางไรก็ตาม


ในสวนปาของเกษตรกรสวนใหญมีการลิดก่งกันโดยทวไป แตไมมีการเกบขอมูล







รวมท้งการศึกษาในเร่องของการลิดก่งสักท่เหมาะสมในประเทศไทยยังมีอยูนอยมาก




























กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 29

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การตัดขยายระยะ
การตัดขยายระยะเปนการปฏิบัติเพ่อลดความหนาแนนของตนไมลง

ลดการเบียดเสียดแกงแยงทางเรือนยอดและทางระบบรากใหนอยลง เปดโอกาส

ใหไมท่เหลืออยูเติบโตตอไปอยางเต็มท่ หากไมทําการตัดขยายระยะจะสงผลทําให





ตนไมท้งแปลงหยุดการเติบโตและตายลงบางสวนเพ่อใหตนไมท่เหลืออยูสามารถ


เติบโตได ซ่งการปลอยใหเปนไปตามธรรมชาติจะทําใหระยะเวลาท่ตนไมจะม ี
ขนาดใหญไดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจชาไปมาก การตัดขยายระยะในคร้งแรก



























มวตถประสงคเพอตองการใหไมทเหลออยเตบโตดมคณภาพ ดงนนตนไมทเหลอไว 



ควรเปนตนไมท่มีลักษณะดี และมีขนาดใหญ ไมท่จะใหราคา คือไมท่มีอายุมากกวา
15 ป หรือมีขนาดเสนผานศูนยกลางมากกวา 10 น้วข้นไป ซ่งมีราคาดีกวาไมขนาด




เล็กมาก ในทางทฤษฎีอาจตองวัดอัตราการเติบโตของตนไมติดตอกันทุกป เม่อพบวา

การเติบโตเฉล่ยลดลงจึงควรทําการตัดขยายระยะแตทางปฏิบัติการตัดขยายระยะ
จะทํากันเมื่อเรือนยอดชิดกันมากเกินไปแลว


ปกติแลวการตัดขยายระยะตนไมในสวนปาคร้งแรกน้นเปนปจจัยสําคัญ



ในการจัดการสวนปาเพ่อใหอัตราการเติบโตเพ่มข้น สวนใหญแลวจะดําเนินการ
เม่อตนไมมีเรือนยอดเบียดชิดกัน โดยท่วไปจะเร่มดําเนินการคร้งแรกเม่อตนไม





มีอายุ 5–7 ป และดําเนินการครั้งตอไปทุก 5 ป (เจริญ และคณะ, 2522) สําหรับ
วิธีการตัดขยายระยะนั้นมี 5 วิธี ประกอบดวย 1) การตัดขยายระยะที่ตัดตนไม
ที่มีเรือนยอดไมเจริญหรือถูกงํา (Suppressed) และที่ตายแลวออกกอน แลวจึง



ตัดตนไมท่มีช้นเรือนยอดเหนือข้นไปตามลําดับ จนถึงตนท่มีเรือนยอดเดน



(Dominant) หรือท่เรียกวา Low thinning หรือ Thinning from below 2) การตด


ขยายระยะไมช้นบน หรือเลือกตัดตนไมท่มีเรือนยอดเดนและเรือนยอดรองเดน




(Co-dominant) ซ่งเบียดบังตนไมอ่นท่อยูในช้นเรือนยอดเดียวกันออก เพ่อสงเสริม


การเติบโตของตนไมท่เหลือ หรือท่เรียกวา Crown thinning หรือ Thinning from


above 3) การตัดขยายระยะโดยตัดตนไมท่มีเรือนยอดเดนท่สุดออก เพ่อชวย


30 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก




ใหตนไมท่มีเรือนยอดรองลงไปมีโอกาสเจริญเติบโตอยางเต็มท่ หรือท่เรียกวา
Selection thinning หรือ Thinning of dominants 4) การตัดขยายระยะ
โดยเลือกตัดแบบตนเวนตน หรือโดยวิธีตัดเวนระยะระหวางแถวหรือแนว โดยไม
คํานึงถึงเรือนยอดของตนไม หรือเรียกวา Mechanical thinning 5) การตัดขยาย
ระยะที่ใชอยางนอย 2 วิธีขึ้นไปรวมกัน ที่เรียกวา Free thinning หรือ Integrate
thinning หรือบางครั้งเรียกวา Combine method (Nyland, 1996) อยางไรก็ดี



การจะเลือกวิธีการตัดขยายระยะแบบไหนน้น จะตองคํานึงถึงความสม่าเสมอของ
ตนไมในแปลงปลูก สวนจะทําการตัดขยายระยะเมื่อใดนั้นขึ้นอยูกับหลายปจจัย
เชน ระยะปลูก หรืออัตราการเติบโต เปนตน








การตดขยายระยะ แบบเลอกตดแบบตนเวนตน หรอโดยวธตดเวนระยะ



ระหวางแถวหรอแนว (Mechanical thinning) โดยยดระยะระหวางตนเปนสาคญ








เปนวิธีท่สะดวกและเสียคาใชจายในการดําเนินการนอยท่สุดสําหรับสวนปาสักท ี ่




การเติบโตของหมูไมมีความสม่าเสมอและทําการตัดขยายระยะคร้งแรก สวนการ












กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 31

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก



ตัดขยายระยะแบบท่ตัดตนไมท่มีเรือนยอดไมเจริญหรือถูกงําและท่ตายแลวออกกอน

(Low thinning) จะเหมาะสมตอการสรางรายไดท่ดีในรอบตัดฟนรอบสุดทาย
เพราะจะตัดไมท่ถูกบดบังออก ซ่งไมพวกน้ไมชาก็จะตายไปเอง ไมกอใหเกิดรายได





เทาไร ในขณะท่สุริยัน (2537) ไดรายงานวาสักในสวนปาตองการแสงสวางเพ่อ
การเติบโตในสภาพท่เรือนยอดชิดกันหรือถูกคลุมไวจะออนแอ การตัดขยายระยะ

อยางเหมาะสมในชวงครึ่งแรกของอายุรอบหมุนเวียนจะชวยใหสักเติบโตดีที่สุด
การศึกษาเรื่องการตัดขยายระยะในประเทศไทย สําหรับการปลูกดวย

ระยะ 2x2 เมตร บุญวงศและวสันต (2529) แนะนําใหตัดขยายระยะคร้งแรก

โดยวิธีตัดแถวเวนแถว และควรดําเนินการเม่อสวนปามีอายุ 10 ป หากกําหนดรอบ
ตัดฟนไวที่ 60 ป ก็ควรทําการตัดขยายระยะรวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง โดยครั้งที่สองเมื่อ
อายุ 15 ป ครั้งที่สามเมื่ออายุ 20 ป ครั้งที่สี่เมื่ออายุ 30 ป และครั้งที่หาเมื่ออายุ

40 ป ตามลําดับ สําหรับสวนปารุนใหมที่ปลูกดวยระยะปลูก 4x4 เมตร และมี
การปลูกพืชเกษตรแทรกตามระบบวนเกษตร แนะนําวาอาจทําการตัดขยายระยะ

3 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ป ตัดออกสองแถวเวนสองแถว จะไดสักขนาด
เล็กออกมาใชประโยชน สําหรับทําบานปกไม (Log cabin) หรือทําของใชภายใน


ครัวเรือนหรือไมแกะสลักขนาดเล็กได ขณะเดียวกันพ้นท่อันเกิดจากการตัดขยาย
ระยะออกสองแถวจะมีความกวางถึง 12 เมตร สามารถใชประโยชนในการปลูก

พืชเกษตรแทรกไดอีกระยะหน่ง พรอมกับการจัดการสวนปา ตามระบบการตัดให
แตกหนอ ทําใหสวนปาภายหลังการตัดขยายระยะรุนแรกจะมีไมอยูสองลักษณะ

คือ หมูไมที่เหลืออยูเดิมที่ปลูกดวยเหงาหรือกลา และหมูไมรุนใหมที่เกิดจากการ
แตกหนอ การตัดขยายระยะควรทําใหอยูในแนวตะวันออก ตะวันตก และควร

ตัดไมในฤดูท่ตากําลังงันและพักตัวอยูพรอมท่จะแตกหนอไดทันทีภายหลังการตัดฟน




สวนการตัดขยายระยะคร้งท่สองและคร้งท่สามนั้น จะทําเม่อตนสักอายุ 20 ป



และ 30 ป โดยใชวธการเลอกตด หรอวธตดไมขนาดเลกออกใหเหลอไรละประมาณ












35 ตน และ 20 ตน ตามลําดับ ไมท่คัดออกจะเปนไมขนาดกลาง สามารถจําหนาย

32 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


สําหรับทําเฟอรนิเจอร ปารเก และไมแกะสลักท่วไปได (บุญวงศ และคณะ, 2535)


การตดขยายระยะมผลทาใหอัตราการเตบโตของหมูไมเพมข้น ดังเชน





ผลการทดลองตัดขยายระยะสวนปาสักที่มีระยะปลูก 4x4 เมตร เมื่ออายุ 20 ป


โดยเปรยบเทยบวิธีการตัดแบบสองแถวเวนสองแถว และตัดหน่งแถวเวนหน่งแถว



ถึงแมวาการตัดขยายระยะคร้งแรกดําเนินการลาชาไปก็ตาม แตภายหลังการตัดขยาย




ระยะ 3 ป ผลปรากฏวาตนไมในแปลงที่ตัดขยายระยะทั้งสองวิธีมีอัตราการเติบโต


ทางดานเสนผานศูนยกลางลําตนเพ่มข้น ไมวาจะทําการวิเคราะหในภาพรวมของ


ตนไมท้งหมดหรือวิเคราะหเฉพาะไมช้นเรือนยอดเดนและไมช้นรองเดนเทาน้น




แตอยางไรก็ตามการตัดขยายระยะท้งสองวิธีไมมีผลตอผลผลิตรวมท้งหมดและ
อัตราการเติบโตทางดานปริมาตรของหมูไม เมื่อพิจารณาถึงอัตราการเติบโตทาง

ดานปริมาตรตอตน ผลการศึกษาปรากฏวาแปลงท่ตัดขยายระยะท้งสองวิธีมีอัตรา

การเตบโตสงกวาแปลงทไมไดตดขยายระยะอยางมนยสาคญทางสถต (ทศพร และ















ชิงชัย, 2545)

การตดขยายระยะทสวนปาสกในโครงการสงเสรมปลกไมเศรษฐกจ






อําเภอตากฟา จังหวัดนครสวรรค พบวาการตัดขยายระยะมีผลทําใหไมขนาด

ใหญท่เหลืออยูภายหลังการตัดขยายระยะมีอัตราการเติบโตและผลผลิตสูงข้น

จึงควรมีการตัดขยายระยะเมื่อสักอายุ 6-9 ป และการตัดขยายระยะแบบการตัด

ขยายระยะแบบท่ตัดตนไมท่มีเรือนยอดไมเจริญหรือถูกงําและท่ตายแลวออกกอน




(Low thinning) จะเหมาะสมกับการสงเสริมใหไมท่มีขนาดใหญท่เหลืออยูเติบโต
เร็วขึ้น (กฤษฎา, 2549)

การดําเนินการจัดการสวนปาขององคการอุตสาหกรรมปาไมท่ใช
รอบหมุนเวียน 30 ป มีการตัดขยายระยะโดยพิจารณาจากหลักวนวัฒนวิธี ได
กําหนดการตัดขยายระยะจํานวน 3 ครั้ง ตามตารางที่ 1
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 33

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
ตารางที่ 1 การจัดการสวนปาขององคการอุตสาหกรรมปาไมที่ใช
รอบหมุนเวียน 30 ป



ตัดขยาย คงเหลือตนไมจำนวน
ระยะครั้งที่ อายุ (ป) วิธีการตัดขยายระยะ (ตนตอไร)

1 10 Integrate thinning 70

2 15 Low thinning และ 50
Selection thinning

3 20 Low thinning และ 30
Selection thinning



ที่มา: องคการอุตสาหกรรมปาไม (2548)


อยางไรก็ตามการตัดขยายระยะสวนปาสักขององคการอุตสาหกรรมปาไม
ก็มีการปรับเปลี่ยนตามปจจัยอื่นๆ เชน งบประมาณ แรงงาน หรือความตองการ


นําไมจากการตัดขยายระยะไปใชในการจําหนาย ปจจุบันน้ไดมีการปรับเปล่ยน



ระบบเพ่อปองกันปญหาดานส่งแวดลอมจึงยังคงเหลือตนไมอยูในพ้นท่หรือไมได

ใชระบบการตัดหมดนั่นเอง

ในการจัดการสวนปาของเกษตรกรน้นสวนใหญไมนิยมตัดขยายระยะ
เน่องจากสาเหตุหลายประการ เชน ไมยังมีขนาดไมใหญมากนักจึงเสียดาย

ไมตองการตัดตนไมหรือตองการเก็บไมเอาไวใช ไมขนาดเล็กจากการตัดขยายระยะ
ไมสามารถนําไปจําหนายได ไมมีแรงงานในการตัดขยายระยะ และไมตองการ


เสียคาใชจายในการตัดขยายระยะในขณะท่ไมท่ตัดออกมาไมสามารถนําไปจําหนาย







เพอใหเกดรายได หากมีการตดตนไมออกจากสวนปาจะใชวธการเลอกตด โดย

ตัดตนไมท่มีลักษณะแคระแกรน มีลําตนไมสวยงาม มีการเติบโตไมดีออก และ

34 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


บางกรณีเลือกตัดตนไมออกตามความตองการเชน ตัดไมท่มีขนาดตามตองการ

ไปใชประโยชน หรือตัดไมตามขนาดท่มีผูมาขอซ้อ โดยไมไดคํานึงถึงหลักการ

เรื่องการแกงแยงแขงขัน ซึ่งอาจตัดตนไมออกนอยเกินไป ทําใหไมที่เหลืออยูก็ยัง
ไมสามารถเติบโตไดอยางเต็มที่นัก ซึ่งอาจไมไดนับวาเปนการตัดขยายระยะ
จรัญ (2542) รายงานวาภาครัฐไมใหความสนใจตอการตัดขยายระยะ
ระเบียบการตางๆ ท่กําหนดไวทําใหการตัดขยายระยะไมในสวนปาทําไดยาก

เสียเวลา เพราะมีข้นตอนมาก ไมอํานวยประโยชนตอบแทนแกการลงทุน ในบางกรณ ี


ไมท่ตัดขยายระยะลงจะเนาเปอยไปโดยเปลาประโยชนเพราะระเบียบดังกลาว

สมควรท่รัฐควรใหความสนใจปรับปรุงเปล่ยนแปลงระเบียบใหสอดคลองกับ


สภาวะความเปนจริงดวย โดยเฉพาะอยางย่งในการพัฒนาสวนปาเปนแหลงเก็บ
เมล็ดพันธุ ซึ่งการตัดขยายระยะจะทําใหการผลิตเมล็ดมีศักยภาพเพิ่มขึ้นดวย
ในป พ.ศ. 2555 กรมปาไมโดยกลุมงานวนวัฒนวิจัย สํานักวิจัยและ

พัฒนาการปาไม ไดเร่มดําเนินโครงการศึกษาเก่ยวกับการตัดขยายระยะเพ่อให



ทราบถึงวิธีการ อัตราการตัดขยายระยะท่เหมาะสม อายุของตนไมในสวนปา
ที่เหมาะสมตอการตัดขยายระยะ และผลที่เกิดจากการตัดขยายระยะ

การกำหนดรอบหมุนเวียน


การกําหนดรอบหมุนเวียน ข้นอยูกับอัตราการเติบโตของหมูไมหรือ


คุณภาพของพ้นท่ปลูก และวัตถุประสงคของการปลูกสรางสวนปา ซ่งมีปจจัย

หลายประการที่จะนํามาพิจารณา คือ
1. อัตราดอกเบี้ย กลาวคือขึ้นกับเจาของสวนจะสามารถยืดอายุรอบ

ตัดฟนออกไปอีกไดนานแคไหน หรือจําเปนตองตัดฟนไปใชประโยชนเพ่อ
ลดตนทุนคาใชจาย







กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 35

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
2. อัตราการเติบโตของตนไม หากสวนปาที่ใชสายพันธุที่ดี ผานการ

คัดเลือก หรือการปรับปรุงพันธุมาแลว ก็จะทําใหรอบตัดฟนส้นลงได อาจเหลือเพียง
15 ป ที่ความโต 80-90 เซนติเมตร จากที่สวนปาของรัฐและปาธรรมชาติใชรอบ

ตัดฟน 60 ป ที่ความโต ประมาณ 120 เซนติเมตร
3. สวนปาบางแหง อาจพบปญหาการลักลอบเขามาตัดฟนสัก อาจตอง


ลดรอบตดฟนลงเพ่อปองกันมิใหไมหมดสวนปากอน อาจลดรอบตัดฟนเหลือ 30 ป
ในประเทศไทยในอดีตการปลูกสรางสวนปาและการจัดการสวนปาสัก










ขององคการอตสาหกรรมปาไม ใชวธการปลกดวยเหงาและกาหนดอายรอบหมนเวยน





ของไมที่ปลูกเปนสวนปาไว 60 ป ตามที่กรมปาไมไดดําเนินการมากอน (อํานวย,


2535) และตอมาไดปรับเปลี่ยนเปนรอบหมุนเวียน 30 ป
























36 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

การประมาณปริมาตรไม




เพ่อการวิเคราะหขอมลของไมท่มีอย เพอใชในการตดสินใจในการ




จัดการไดอยางถูกตอง การสํารวจหาปริมาตรไมทําได 2 แบบ คือ แบบวัดหมด
ทุกตน ซ่งส้นเปลืองเวลาและงบประมาณ แตก็ไดความแมนยําของขอมูล หรือแบบ


สุมตัวอยาง ซึ่งนิยมวัดเพียง 10-20 เปอรเซ็นตของพื้นที่ก็นับวาเพียงพอแลว โดย







เลือกพ้นท่ท่เห็นวาเปนตัวแทนของพ้นท่สวนปาท้งหมด ทําการวัดไมบริเวณน้น วิธ ี
ที่งายที่สุด คือ การวางแปลงตัวอยางถาวร ขนาดแปลงละ 40x40 เมตร จํานวน








กแปลงขนอยกบขนาดของสวนใหญมากนอยแคไหน โดยทาการวดขนาด
เสนรอบวงท่ความสูงเพียงอก (ความสูงจากระดับดิน 1.30 เมตร) และความสูงของ


เรือนยอดท้งหมด จดบันทึกเปนรายปแลวนําไปคํานวณหาอัตราการเติบโตและ

ปริมาตรไม จัดทําขอมูลควบคูกับคาใชจายของสวนต้งแตปแรกจนถึงรอบตัดฟน



ปสดทาย เพอจะใหสามารถเปรียบเทียบตนทุนกับปริมาตรของเน้อไมท่งอกเงย


ข้นมาในรอบปท่ผานๆ ไป ตลอดจนทราบตนทนและผลผลิตในรอบตดฟนสดทาย















ไดอยางถูกตองอีกดวย ขอมูลท่ควรวัด ไดแก การวดความสงททาเปนสนคาได





การสํารวจเปอรเซ็นตการรอดตาย การรังวัดจัดทําแผนท่สวนปาก็มีความจาเปนเพอ
ใชในการวางแผนที่รอบคอบ ถูกตอง และใชเปนขอมูลในการตัดสินใจที่จะทําให
เกิดประโยชนสูงสุดตอการจัดการสวนปา
กรมปาไม โดยโครงการความรวมมือดานการวิจัยระหวางกรมปาไมและ
Japan International Research Center for Agricultural Sciences (JIRCAS)
ไดจัดทําตารางผลผลิตของสวนปาสักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โครงการ

ความรวมมือดานการวิจัยระหวางกรมปาไมและ JIRCAS, 2554) ซ่งแสดงผลผลิตของ
สักในสวนปาท่จําแนกตามระยะปลูกหรือความหนาแนนเม่อเร่มปลูก พรอมคําแนะนํา



ในการใชสําหรับเกษตรกรเพ่อนําไปประเมินผลผลิตหรือปริมาตรสักในสวนปา

ไดดวยตนเองอีกดวย อยางไรก็ตามควรมีการศึกษาวิจัยเพ่อจัดทําตารางผลผลิต

เชนเดียวกันนี้สําหรับการปลูกสรางสวนปาสักในภาคอื่นๆ เพิ่มเติม
กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 37

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การสืบพันธุโดยการแตกหนอ


เน่องจากสักเปนไมท่แตกหนอไดดีมาก หลังจากท่ไดตัดฟนสักออกจาก

พ้นท่แลว หากไมตองการท่จะเตรียมพ้นท่และดําเนินการปลูกใหม สักสามารถ






จัดการใหมีการสืบพันธุโดยการแตกหนอจากตอท่เหลือได โดยสักสามารถ
แตกหนอใหมได 100 เปอรเซ็นต (บุญวงศ และคณะ, 2535) และหนอสวนใหญ
มีการเติบโตท่เร็วมาก หากเลือกตนท่แข็งแรงไวหนอเดียว ก็จะเติบโตเปนสักรุนท่ 2



ไดเปนอยางดีและมีการเติบโตท่เร็วมาก ยังเปลาตรงดีงามอีกดวย การตัดสัก

ใหแตกหนอใหมตองตัดหมดใหตอสูงจากพื้นดินไมเกิน 60 เซนติเมตร และตนสัก


ท่ใชระบบการตัดฟนแบบน้ควรมีเสนผานศูนยกลางเพียงอกประมาณ 30 เซนติเมตร
หรืออายุประมาณ 20 ป หากตองการใหมีการแตกหนอควรตัดฟนเสร็จเรียบรอย



กอนเร่มฤดูฝน การตัดใหแตกหนอในขณะท่อากาศรอนจัดควรหลีกเล่ยงเพราะจะทํา

ใหเย่อเจริญ (Cambium) ของตอแหงตายได และภายหลังการตัดฟนจะตอง

ปองกันไฟปาใหไดผลอยางจริงจังดวย เพ่อใหการแตกหนอและการเติบโตของ
หนอมีประสิทธิภาพ (บุญวงศ และคณะ, 2535)
การศึกษาการแตกหนอของสักในสวนรวมพันธุ (Clone bank) สักท ่ ี
จังหวัดอุทัยธานี ของ Thueksathit (2006) พบวาสายพันธุ (Clone) สัก 5 อันดับ
แรกที่มีศักยภาพในการแตกหนอดีที่สุด ตามลําดับ จากทั้งหมด 71 สายพันธุ คือ
สายพันธุ V100 ที่มาจากแมไมในอําเภอเดนชัย จังหวัดแพร สายพันธุ V34 จาก
แมไมในอําเภองาวและอําเภอแมหวด จังหวัดลําปาง สายพันธุ V126 จากแมไม

ในอําเภอลอง จังหวัดแพร สายพันธุ V49 จากแมไมในจังหวัดยะลา และสายพันธุ
V118 จากแมไมในอําเภอลอง จังหวัดแพร โดยขนาดของตอไมมีความสัมพันธกับ
ศักยภาพของการแตกหนอของแตละสายตน สวนในเร่องการเติบโตของหนอสัก

พบวา ความโตที่ระดับโคนตน (D0) ความโตที่ระดับความสูงเพียงอก (DBH) และ
ความสูง (H) เฉล่ย เม่ออายุ 1 ป เทากับ 6.40 เซนติเมตร 4.60 เซนติเมตร และ 5.33


เมตร ตามลําดับ และเมื่อทําการเปรียบเทียบระหวางตนที่เกิดจากการแตกหนอ


38 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


และกลาท่เกิดจากการปกชํา (Ramet) ในสายตนเดียวกันพบวา มีคาความสูง
แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.01) แมวาในพืชหลายชนิดการจัดการแบบ




ใหแตกหนอจะมีผลดีในเร่องการทําใหรอบตัดฟนส้นข้นหรือไดผลผลิตเร็วมากข้น

ก็ตาม แตจากการศึกษาในสักพบวาเม่อมีอายุมากข้นคาความแตกตางในการ


เติบโตระหวางตนท่เกิดจากการแตกหนอและจากกลาท่ไดจากการปกชํามีคาลดลง


ในการศึกษาของ Thaiutsa et al. (2001) เร่องความสามารถ
ในการแตกหนอของสักอายุ 17 ป หลังการตัดขยายระยะในสวนปาทองผาภูม ิ
จังหวัดกาญจนบุรี ขององคการอุตสาหกรรมปาไม พบวาวิธีการตัดขยายระยะไมสงผล

ตอความหนาแนนของสักแตสงผลตอคาความโตและความสูงของหนอ เม่อหนอสัก
มีอายุ 1 ป ในแปลงทดลองที่มีการตัดหมดความโตและความสูงของหนอสักจะมี
คาสูงท่สุด รองลงมา ไดแก วิธีการตัดขยายระยะแบบ 2:2 Mechanical thinning

1:1 Mechanical thinning และ Low thinning ตามลําดับ อยางไรก็ตาม

การตัดขยายระยะแบบ 2:2 Mechanical thinning เปนวิธีการท่ควรนํามาใชหาก

ในพ้นท่ดังกลาวไมสามารถใชวิธีการตัดหมดได สักท่แตกหนอจากตอหลังการตัดไม



ออกจากพ้นท่ท้งหมด (Clear cutting) จะมีการเติบโตดีกวาสักท่แตกหนอจากตอ



หลังการตัดขยายระยะ และสักที่ปลูกขึ้นใหม (Himmapan and Noda, 2012)
การจัดการใหมีการสืบพันธุโดยการแตกหนอของสักน้นจะชวยลดคาใชจาย

ในเร่องการเตรียมพ้นท่ การปลูก การใสปุยและการกําจัดวัชพืชในระยะแรก รวมท้ง ั



คากลาไม โดยหากในสวนปาสักท่ปลูกดวยระยะปลูก 4x4 เมตร การจัดการใหสัก

แตกหนอจะสามารถลดคาใชจายในปแรก จาก 3,960 บาทตอไร ซึ่งเปนคาใชจาย
มาตรฐานขององคการอุตสาหกรรมปาไม เหลือเพียง 1,933 บาทตอไร และลดลง
เหลือเพียง 1,758 บาทตอไร ถาสักสามารถแตกหนอได 50 เปอรเซ็นต และ

70 เปอรเซ็นต ตามลําดับ (วรพรรณ, 2551) ในเร่องความสามารถในการแตกหนอ

และการจัดการน้น กรมปาไมกําลังทําการศึกษาภายใตโครงการความรวมมือดาน
การวิจัยระหวางกรมปาไมและ JIRCAS เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมตอไป


กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 39

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
เอกสารอางอิง



กฤษฎา จันทรทองศรี. 2549. ผลของการตัดขยายระยะตอการเจริญเติบโตและ
ผลผลิตของสวนปาสักในโครงการสงเสริมปลูกไมเศรษฐกิจ อําเภอตากฟา
จังหวัดนครสวรรค. วิทยานิพนธปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.

กรุงเทพมหานคร.

โครงการความรวมมือดานการวิจัยระหวางกรมปาไมและ JIRCAS. 2554. ตาราง
ผลผลิตของสวนปาไมสักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. หางหุนสวนจํากัด

ฟนนี่ พับบลิซซิ่ง. กรุงเทพมหานคร.


จรัญ สะวิคามน. 2542. การปลกสรางสวนปาสกในประเทศไทย. สํานักงานปาไมเขต



ลําปาง กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.
เจริญ การกสิขวิธี ชุบ เข็มนาค สนิท อักษรแกว ปรีชา ธรรมานนท พงษศักด์ สหุนาฬ ุ

สุรีย ภูมิภมร และ วิสุทธิ์ สุวรรณภินันท. 2522. การปลูกสวนพืชปา.
ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
กรุงเทพมหานคร.


ฉวีวรรณ หุตะเจริญ. 2534. แนวคิดในการจัดการมอดปาเจาะตนสักในวิธีปลูก
แบบผสม ใน การประชุมวิชาการปาไมประจําป 2534. กรมปาไม.
กรุงเทพมหานคร.







ฉวีวรรณ หตะเจริญ และ สภโชต องวิจารณปญญา. 2538. แมลงศตร ู
ตนสัก. สวนปลูกปาภาคเอกชน สํานักสงเสริมการปลูกปา กรมปาไม,
กรุงเทพมหานคร.





40 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


ถวิล กุศลกุล และเทพประสิทธ์ ณ นคร. 2540. การเจริญเติบโตของสักในระยะปลูก


ตางกน (ออนไลน). แหลงทมา http://www.dnp.go.th/research/


silviculture/teak-spacing.htm. 23 สิงหาคม 2555.
ทศพร วัชรางกูร และ ชิงชัย วิริยะบัญชา. 2545. การตัดสางขยายระยะและ
การแตกหนอของสวนปาสัก I. การเจริญเติบโตของสวนปาสักในชวง
ระยะเวลา 3 ป ภายหลังการตัดขยายระยะ. น. 83-102. ใน รายงาน

การประชุมวิชาการปาไม ประจําป 2545. “ศักยภาพของปาไมตอ

การฟนฟเศรษฐกจไทย” กรมปาไม กระทรวงเกษตรและสหกรณ.

กรุงเทพมหานคร. ISBN : 974-9623-11-8.

เทียม คมกฤส วัลลภ นรพัลลภ เกษม จันทรแกว ชุมพล งามผองใส และนิพนธ

ต้งธรรม. 2512. อิทธิพลของไฟปาตอการสูญเสียดินและน้าท่ปาแมหวด


อําเภองาวจังหวัดลําปาง. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. ใน รายงาน
วนศาสตรวิจัย เลมท่ 6. อางโดย บุญวงศ ไทยอุตสาห สุนันทา ขจรศรีชล

และสิรินทร ติยานนท. 2535. งานวิจัยดานการปลูกสรางสวนสัก. ใน
สัมมนา 50 ป สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี

ระหวางวันที่ 5-8 สิงหาคม 2535 ณ โรงแรมเวียงทอง จังหวัดลําปาง.
กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.


บุญวงศ ไทยอุตสาห และ วสันต เกตุปราณีต. 2529. ขอสังเกตเก่ยวกับอาย ุ
เสนผานศูนย



กลางเพยงอกและความหนาแนนของสกในสวนสักหวยทาก จงหวัดลําปาง.


บันทึกวิจัย ฉบับท่ 20. คณะวนศาสตร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.
กรุงเทพมหานคร.





กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 41

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
บุญวงศ ไทยอุตสาห สุนันทา ขจรศรีชล และสิรินทร ติยานนท. 2535. งานวิจัยดาน

การปลกสรางสวนสัก. ใน สัมมนา 50 ป สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรต ิ
60 พรรษามหาราชินี ระหวางวันท่ 5-8 สิงหาคม 2535 ณ โรงแรมเวียงทอง

จังหวัดลําปาง. กรมปาไม. กรงเทพมหานคร.


มณฑี โพธ์ทัย. 2528. การปลูกสรางสวนปา. สวนปลูกสรางปาไม ฝายทําไม
ภาคตะวันตกและภาคใต องคการอุตสาหกรรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.

มนันยา เตยะธิติ และโชติรัตน วิมุกตะลพ. 2535. การศึกษาความเปนไปได

ของการปลูกสักเชิงเศรษฐกิจโดยเกษตรกร. น. 324. ใน การสัมมนา
50 ป สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี. กรมปาไม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ. กรุงเทพมหานคร.
วรพรรณ หิมพานต. 2551. การเจริญเติบโตของสักแตกหนอ. กรมปาไม.

กรุงเทพมหานคร.

วิเชียร สุมันตกุล. 2540. การทดลองระยะปลูกสัก. เอกสารงานวิจัย พ.ศ.2540.
สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวิชาการปาไม กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.


สนิท อักษรแกว ชุบ เข็มนาค และทวี แกวละเอียด. 2515. การศึกษาอินทรีย
วัตถุในสวนสัก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. ใน รายงานวนศาสตรวิจัย

เลมท่ 23. อางโดย บุญวงศ ไทยอุตสาห สุนันทา ขจรศรีชล และ
สิรินทร ติยานนท. 2535. งานวิจัยดานการปลูกสรางสวนสัก. ใน สัมมนา
50 ป สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี ระหวาง

วันท่ 5-8 สิงหาคม 2535 ณ โรงแรมเวียงทอง จังหวัดลําปาง. กรมปาไม.
กรุงเทพมหานคร.

สมยศ กิจคา. 2538. กลยุทธใหมในการปลูกสรางปาไมเขตรอน. สวนวนวัฒนวิจัย
สํานักวิชาการปาไม กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.



42 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

สมยศ กิจคา. 2539. การปลูกปานอกฤดูฝนของภาคเอกชนในประเทศไทย.
อนุสารไมอัดบางนา เลมที่ 2 ปที่ 25 ฉบับที่ 139 มีนาคม-เมษายน
2539. กรุงเทพมหานคร.

สมยศ กิจคา. 2540. กลยุทธการขยายพันธุไมปา. สวนวนวัฒนวิจัย สํานักวิชาการ
ปาไม กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.

สุรชัย ชลดํารงคกุล และพรทิพย ผลวิชา. 2535. อิทธิพลของการปลูกสักผสม

ยูคาลิปตัสตอการระบาดของมอดปาเจาะตนสัก. ใน สัมมนา 50 ป
สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี 5-8 สิงหาคม
2535. ลําปาง

สุรพัฒน รัตรโกเศศ. 2511. การทดลองเพาะเมล็ดสักในคณะวนศาสตร.

มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร ป 2503-2510. ใน รายงานการสัมมนา
ทางวนวัฒนวิทยา ครั้งที่ 1. กรมปาไม. น. 120-139. อางโดย บุญวงศ
ไทยอุตสาห สุนันทา ขจรศรีชล และสิรินทร ติยานนท. 2535.

งานวิจัยดานการปลูกสรางสวนสัก. ใน สัมมนา 50 ป สวนสักหวยทาก
เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษามหาราชินี ระหวางวันท่ 5-8 สิงหาคม

2535 ณ โรงแรมเวียงทอง จังหวัดลําปาง. กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.

สุริยัน มูลสาร. 2537. ปลูกสักทองอายุ 15 ป แลวขายไดจริงหรือ. อนุสารไมอัด
บางนา 23 (130): 4-17

องคการอุตสาหกรรมปาไม. 2548. คูมือการปลูกสรางสวนปาสัก (ออนไลน).



แหลงทมา http://www.fioln.org/manuals/teak_manual.swf.
27 สิงหาคม 2555
อภิชาติ ขาวสะอาด และกมลวัฒน วิเศษศิริ. 2523. อิทธิพลของความลึก
ในการหวานเมล็ดตอการงอกและการผลิตกลาสัก. วนสาร ฉบับที่ 38 :
138-145.



กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 43

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก

อรุณี ภูสุดแสวง. 2548. ความรูและขอแนะนําเพ่อการตัดสินใจปลูกสวนปาสัก
เชิงเศรษฐกิจ. กลุมเศรษฐกิจปาไม สํานักวิจัยและพัฒนาการปาไม
กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.












อรณ ภสดแสวง. 2553. การปลกและจดการสกเชงเศรษฐกจ สาหรบเกษตรกรและ

ภาคเอกชน. กลุมงานเศรษฐกิจปาไม สํานักวจัยและพัฒนาการปาไม

กรมปาไม. กรุงเทพมหานคร.
อํานวย คอวนิช. 2535. อดีต ปจจุบัน และอนาคตของสักในประเทศไทย.
คณะวนศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. น. 1-14 ใน สัมมนา 50 ป

สวนสักหวยทาก เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี วันท่ 5-8
สิงหาคม 2535 ณ โรงแรมเวียงทอง จังหวัดลําปาง. กรมปาไม.
กรุงเทพมหานคร.
Anon. 1993. Teak in Indonesia. In “Teak In Asia” Technical Document
GCP/RAS/I34/ASB, FORSPA Publication 4. FAO-RAPA. 35-40 pp.

Banik, R.L. 1993. Teak in Bangladesh. In “Teak In Asia” Technical

Document GCP/RAS/I34/ASB, FORSPA Publication 4. FAO-RAPA.
1-10 pp.

Bryndum, K. 1966. The germination of teak. Nat. His.Bull. Siam Soc. Vol.21 :

75-86.

Gyi, K.K. 1993. Teak in Myanmar. In “Teak In Asia” Technical Document
GCP/RAS/I34/ASB. FORSPA Publication 4. FAO-RAPA. 51-62 pp.

H







44 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก

immapan, W. and I. Noda. 2012. A preliminary result of coppicing
trails in teak plantations in Kanchanaburi. Thailand. 13-18
pp. In Approach to Sustainable Forestry of Indigenous Tree

Species in Northeast Thaniland. JIRCAS Working Report No. 74.
Edited by I.Noda, T.Vacharangkura and W.Himmapan. Japan
Internatiional Research Center for Agricultural Sciednces.
Tsukuba Ibaraki. Japan. ISSN 1341-710X

Kaosa-ard, A. 1981. Teak Its natural distribution and related factors.

Nat. His. Bull. Siam. Soc. 29;55-74
Kaosa-ard, A. 1986. Teak (Tectona grandis Linn. f.). Nursery Techniques:
with special reference to Thailand. Danida Forest Seed Center

Seed Leaflet No.4-A. November 1986. 21 p.

Kaosa-ard, A. 1995. Management of Teak Plantations : Overview of
problems in teak plantation establishment. Teak for future.
In Proceedings of the Second Regional Seminar on Teak. 29
May-3 June 1995. TEAKNET Publication : No.1, RAP Publication

1998/5. 49-59 pp.
Keogh, R.M. 1987. The care and management of teak plantations. A

practical guide for foresters in the Caribbean. Central America.
Venezuela and Colombia. Universidad Nacional de Costa Rica
and Gorta. cited by Apichart Kaosa-ard. 1995. Management of

Teak Plantations : Overview of problems in teak plantation
establishment. Teak for future. In Proceedings of the Second
Regional Seminar on Teak. 29 May-3 June 1995. TEAKNET

Publication : No.1, RAP Publication 1998/5. 49-59 pp.


กรมปาไม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม 45

การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การปลูกและ
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
การจัดการสวนปาสัก
Maddugoda, 1993. Teak in Sri Lanka. In Teak in Asia (edited by
H.Wood). FORSPA publication 4, GCP/RAS/I34/ASB. Bangkok.
Thailand. cited by Apichart Kaosa-ard. 1995. Management of

Teak Plantations : Overview of problems in teak plantation
establishment. Teak for future. In Proceedings of the Second
Regional Seminar on Teak. 29 May-3 June 1995. TEAKNET

Publication : No.1, RAP Publication 1998/5. 49-59 pp.

Nyland, R.D. 1996. Silviculture : Concepts and Applications. The McGraw-
Hill Companies. INC. Singapore.


Noda, I. W.Himmapan N.Furuya and A.Pusudsavang. 2012. Profitability
of combined farm management with teak plantations in
Northeast Thailand. 82-89 pp. In Approach to Sustainable

Forestry of Indigenous Tree Species in Northeast Thailand.
JIRCAS Working Report No. 74. Edited by I.Noda, T.Vacharangkura
and W.Himmapan. Japan Internatiional Research Center for

Agricultural Sciednces, Tsukuba, Ibaraki. Japan. ISSN 1341-
710X

RAP/Teaknet. 1998. Teak for future. In Proceedings of the Second

Regional Seminar on Teak. 29 May-3 June 1995. TEAKNET
Publication : No.1. RAP Publication 1998/5. 49-59 pp.

Suangtho, V. 1980. Factors controlling teak (Tectona grandis) seed
germination and their importance to Thailand. M.Sc. Thesis.

Australian National University. Canberra. Australia.




46 การปลูกและการจัดการสวนปาสัก


Click to View FlipBook Version