The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 34comay, 2021-04-12 04:45:25

การอ่านเชิงวิเคราะห์

หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์

วชิ าภาษาไทย ท ๓๓๑๐๒
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๖

เรื่อง การอ่านเชงิ วิเคราะห์

นางสาวจติ ตนิ นั ท์ สุวรรณภาพ
โรงเรียนพทุ ธมงคลวิทยา



คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เร่ือง การอ่านเชิงวิเคราะห์ รายวิชา
ภาษาไทย ท๓๓๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖
จัดทาข้ึนเพ่ือใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีวัตถุประสงค์
เพ่ือพัฒนาความสามารถด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 6 เนื่องจากการอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นทักษะการอ่านที่สาคัญ ใช้ความคิด
พิจารณา ไตร่ตรองอย่างมเี หตุผล ทาให้เขา้ จเน้ือหาสาระ พิจารณาจุดประสงค์
ของผู้เขียน สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น รวมถึงแสดงความคิดเห็น
อย่างสร้างสรรค์โดยภายในหนังสือมีเน้ือหาและข้อมูลเก่ียวกับการอ่านเชิง
วิเคราะห์ ประเภทบทเพลง บทร้อยกรอง สื่อส่ิงพิมพ์ประเภทข่าว บทความ
ทางวิชาการ

ผู้ จั ด ท า ข อ ข อ บ คุ ณ อ า จ า ร ย์ ที่ ป รึ ก ษ า ก า ร ค้ น ค ว้ า อิ ส ร ะ
ดร.ทรงภพ ขุนมธุรส คณะครูโรงเรียนพุทธมงคลวิทยา และนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ ๖

ผจู้ ดั ทาหวงั เปน็ อยา่ งย่ิงว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอ่าน
เชิงวิเคราะห์ เล่มน้ี คงจะเอ้ืออานวยให้เกิดประโยชน์ ต่อการจัดการเรียน
การสอน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และสามารถนาไปบูรณาการกลุ่ม
สาระการเรียนรู้อ่ืน ๆ ได้เป็นอย่างดีย่ิง พร้อมส่งเสริมให้นักเรียนมี
ความสามารถการอา่ นเชงิ วเิ คราะหส์ งู ขึ้น

จติ ตินันท์ สุวรรณภาพ



หน้ำหลัก

คำแนะนำสำหรบั ครูผสู้ อน คำแนะนำสำหรับนักเรียน

กำรสอนอ่ำนแบบพำโนรำมำ กำรอำ่ นเชิงวิเครำะห์

โวหำรภำพพจน์

กำรอำ่ นเชงิ วิเครำะหเ์ พลง
กำรอำ่ นเชิงวิเครำะห์บทร้อยกรอง
กำรอ่ำนเชิงวเิ ครำะห์ส่ือสิง่ พิมพป์ ระเภทขำ่ ว
กำรอ่ำนเชงิ วเิ ครำะห์บทควำมทำงวิชำกำร

คำช้ีแจงสำหรบั ครูผู้สอน

๑. ครเู ตรียมควำมพร้อมของหนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ หรือแทบ็ เลต็
โทรศัพท์มือถอื
๒. ครศู ึกษำเน้ือหำและลำดบั ขั้นตอนของกำรสอนอ่ำนแบบPANORAMA และกำรใชห้ นงั สอื
อิเล็กทรอนกิ ส์
๓. กอ่ นลงมือสอนหรือทำกจิ กรรม ครูควรอธบิ ำยให้นกั เรียนทรำบจุดประสงค์ในกำรเรยี นและ
กำรทำใบงำน
๔. นักเรยี นทำแบบวัดควำมสำมำรถดำ้ นกำรอำ่ นเชิงวเิ ครำะห์ก่อนเรียน
๕. ขณะนกั เรียนศกึ ษำและทำกิจกรรม ครูควรคอยดูแลอย่ำงใกล้ชิด และกระต้นุ ให้นักเรียน
อยำกเรยี นรู้ มกี ำรเสรมิ แรงใหน้ ักเรยี น
๖. เมือ่ ทำใบงำนจบแต่ละใบงำน ครวู ัดและประเมนิ ตำมเกณฑท์ ่กี ำหนด
๗. เม่อื เรยี นครบกำหนดใหน้ ักเรยี นทำแบบวดั ควำมสำมำรถด้ำนกำรอำ่ นเชิงวเิ ครำะหห์ ลังเรียน

คำช้ีแจงสำหรบั นักเรยี น

ใหน้ ักเรยี นอำ่ นคำแนะนำและปฏบิ ัติตำมขน้ั ตอนในกำรปฏบิ ตั ิกจิ กรรมกำรอำ่ นเชิงวิเครำะหโ์ ดย
กำรสอนอ่ำนแบบพำโนรำมำ (PANORAMA) รว่ มกบั หนงั สือเรียนอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ด้วยควำม
ต้งั ใจและซือ่ สัตย์ ดงั นี้
๑. ศึกษำคำแนะนำสำหรับนักเรียนให้เขำ้ ใจชัดเจน
๒. นักเรยี นทำแบบวดั ควำมสำมำรถดำ้ นกำรอำ่ นเชงิ วิเครำะหก์ อ่ นเรยี น
๓. ศกึ ษำขน้ั ตอนกำรอำ่ นแบบพำโนรำมำ (PANORAMA)
๔. ศึกษำหนังสือเรียนอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ต่ละเรอ่ื ง โดยเรยี งลำดบั ดังนี้

๓.๑ กำรอ่ำนเชงิ วเิ ครำะห์บทเพลง
๓.๒ กำรอ่ำนเชงิ วิเครำะหบ์ ทร้อยกรอง
๓.๓ กำรอ่ำนเชงิ วเิ ครำะห์สือ่ ส่งิ พิมพป์ ระเภทขำ่ ว
๓.๔ กำรอ่ำนเชงิ วเิ ครำะหบ์ ทควำมทำงวิชำกำร
๕. นกั เรยี นทำแบบวดั ควำมสำมำรถดำ้ นกำรอ่ำนเชิงวิเครำะห์หลงั เรยี น

วิธกี ำรอำ่ นแบบพำโนรำมำ

การอ่านแบบ PANORAMA เป็นการสอนที่ผู้สอนให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน มีโอกาสได้
ฝึกฝนก่อนที่นักเรียนจะอ่านด้วยตนเองตามลาพัง โดยผู้สอน
เป็นเพียงผู้จัดกจิ กรรมการอ่าน และให้คาแนะนารายละเอยี ด
ทุกข้ันตอนตลอดคาบเรียน หลังจากนั้นนักเรียนจะฝึกด้วย
ตนเอง (ชัยวัฒน์ สุทธริ ัตน,์ 2558 หนา้ 304)

มีแนวคิด 3 ขน้ั ตอน คือ
1. ข้นั เตรียม
2. ขั้นอ่าน
3. ขนั้ สรปุ

วธิ ีกำรสอนอ่ำนแบบพำโนรำมำ

ขัน้ เตรียม

 ขั้นที่ ๑ กำรกำหนดจดุ มุ่งหมำย (P = Purpose)
 ข้นั ที่ ๒ กำรปรับควำมเร็ว (A = Adaptation Rate to Material)
 ขั้นที่ ๓ ควำมจำเปน็ ในกำรต้งั คำถำม (N = Need to Pose Question)

ขน้ั อา่ น

 ขัน้ ท่ี ๔ กำรสำรวจ (O = Overview)
 ขั้นท่ี ๕ กำรคิดตำม (R = Read and Relate)
 ข้ันที่ ๖ กำรจดบันทึก (A = Annotate)

ขนั้ สรุป

 ขั้นท่ี 7 กำรใชค้ วำมจำ (M = Memorize)
 ขนั้ ท่ี 8 กำรประเมนิ ผล (A = Assess)

กำรอ่ำนเชิงวเิ ครำะห์

กำรอ่ำนเชิงวิเครำะห์ หมายถึง การอ่านอย่างละเอียด
รอบคอบโดยพิจารณาเรื่องที่อ่านอย่างถี่ถ้วน ค้นหา
รายละเอียด จุดเด่น สาระสาคัญของส่ิงต่าง ๆ และระบุ
ความสมั พนั ธ์ของส่ิงต่าง ๆ ได้

กำรอ่ำนเชงิ วเิ ครำะห์

ประโยชน์ของกำรอ่ำนเชิงวเิ ครำะห์
๑. ทาให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่าง ๆ อาจเป็นความรู้ทั่วไป หรือความรู้เฉพาะ

ด้านกไ็ ด้ เช่น การอา่ นตารา หนงั สอื คมู่ ือ หนังสืออ่านประกอบในแขนงวิชาตา่ ง ๆ เปน็ ต้น
๒. ทาให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ การอ่านหนังสือพิมพ์ การอ่านจากส่ือ

สารสนเทศ ในสังคม ทั้งภายในและภายนอกประเทศ นอกจากน้ียังจะได้ทราบข่าวกีฬา
ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจน การโฆษณาสินค้าอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่าง
ย่ิงในการปรับความเปน็ อยู่ใหเ้ หมาะสมสอดคล้องกบั สภาพ สงั คมของตนในขณะนนั้

๓. ทาให้ค้นหาคาตอบที่ต้องการได้ การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคาถามท่ีเราข้อง
ใจ สงสัย ต้องการ รู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพ่ือหาความหมายของคา อ่านหนังสือ
กฎหมายเม่ือต้องการรู้ข้อปฏิบัติ อ่านหนังสือคู่มือแนะวิธีเรียนเพื่อต้องการประสบ
ความสาเร็จในการเรียน เป็นต้น

๔. ทาให้เกิดความเพลิดเพลิน การอ่านหนังสือท่ีมีเน้ือหาดี น่าอ่าน
น่าสนใจ ย่อมทาให้ผู้อ่านมีความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้อยตาม
อารมณ์ของเร่ืองนั้น ๆ ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และ ยังเป็นการ
ยกระดบั จติ ใจผอู้ ่านใหส้ งู ขนึ้ ไดอ้ กี ดว้ ย

๕. ทาให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน ผู้ท่ีอ่านหนังสือสม่าเสมอ
ย่อมเกิดความชานาญใน การอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเร่ืองราวที่อ่านได้
ง่าย จับใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นสาคัญของ เรื่อง และสามารถประเมิน
คุณค่าเร่ืองที่อ่านได้อยา่ งสมเหตสุ มผล

๖. ทาให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ ผู้อ่านมากย่อมรู้เร่ืองราว
ต่าง ๆ ทาให้เกิดความรู้ ความคิดที่หลากหลาย กว้างไกล สามารถนามาเป็น
แนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิตมีคุณค่า และ มีระเบียบแบบแผนท่ีดี
ยงิ่ ข้นึ

โวหารภาพพจน์

โวหาร คือ การใช้ถ้อยคาอย่างมีชั้นเชิง เป็นการแสดงข้อความออกมาในทานองต่าง ๆ
เพ่อื ให้ขอ้ ความได้เนอ้ื ความดี มคี วามหมายแจ่มแจ้ง เหมาะสมน่าฟัง ในการเขียนเร่ืองราว
อาจใชโ้ วหารตา่ งๆ กนั แลว้ แต่ชนดิ ของข้อความ (สมถวลิ วิเศษสมบัติ. 2544 : 129)
โวหารภาพพจน์ คือ กลวิธีการนาเสนอสารโดยการพลิกแพลงภาษาท่ีใช้พูด หรือเขียนให้
แปลกออกไปจากภาษาตามตัวอักษรทาให้ผู้อ่านเกิดภาพในใจ เกิดความประทับใจ
เกดิ ความรู้สกึ สะเทือนใจ เปน็ การเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชดั เจน )

ประเภทของโวหารภาพพจน์

1. อุปมาโวหาร (Simile)
อุปมา คือ การเปรียบเทยี บวา่ สงิ่ หน่ึงเหมือนกับส่ิงหนึ่งโดยใช้คาเชอ่ื มที่มี
ความหมายเช่นเดยี วกับคาว่า " เหมือน " เช่น ดุจ ดัง่ ราว ราวกบั เปรยี บ
ประดจุ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนึง่ เพยี ง เพ้ียง พา่ ง ปนู ถนัด ละหมา้ ย เสมอ
กล อย่าง ฯลฯ

2. อปุ ลกั ษณ์ (Metaphor)
อุปลักษณ์ กค็ ลา้ ยกบั อุปมาโวหารคือเปน็ การเปรียบเทยี บเหมือนกัน แตเ่ ป็น
การเปรยี บเทยี บสง่ิ หนึง่ เปน็ อีกสิ่งหนงึ่ การเปรยี บเทยี บส่งิ หนง่ึ เป็นอีกสง่ิ หนึ่ง

โวหารภาพพจน์

ประเภทของโวหารภาพพจน์

๓. สญั ลักษณ์ (symbol)
สัญลักษณ์ เปน็ การเรยี กช่ือสง่ิ ๆหน่ึงโดยใชค้ าอน่ื มาแทน ไม่เรียกตรงๆ สว่ น
ใหญค่ าทีน่ ามาแทนจะเปน็ คาทเ่ี กิดจากการเปรียบเทียบและตคี วาม ซ่งึ ใช้กัน
มานานจนเป็นที่เขา้ ใจและรจู้ กั กันโดยทวั่ ไป ทงั้ นอี้ าจเป็นเพราะผปู้ ระพนั ธ์
ตอ้ งการเปรียบเทียบเพื่อสรา้ งภาพพจนห์ รือมฉิ ะนนั้ ก็อาจจะอย่ใู นภาวะท่ี
กลา่ วโดยตรงไม่ได้ เพราะไมส่ มควรจึงต้องใช้สญั ลกั ษณแ์ ทน

4. บุคลาธษิ ฐาน (Personification)
บุคลาธษิ ฐาน หรอื บุคคลวัต บุคคลสมมติ คอื การกล่าวถึงสิ่งตา่ งๆ ทไี่ ม่มชี ีวติ
ไมม่ คี วามคดิ ไม่มีวญิ ญาณ เชน่ โตะ๊ เกา้ อี้ อฐิ ปูน หรือสิ่งมีชวี ิตทไี่ มใ่ ชม่ นุษย์
เชน่ ตน้ ไม้ สัตว์ โดยให้สง่ิ ต่างๆเหล่าน้ี แสดงกิริยาอาการและความร้สู ึกได้
เหมือนมนุษย์ ใหม้ คี ุณลักษณะตา่ งๆ เหมอื นส่ิงมชี ีวิต
(บคุ ลาธิษฐาน มาจากคาว่า บคุ คล + อธษิ ฐานหมายถึง อธษิ ฐานใหก้ ลายเป็น
บคุ คล)



โวหารภาพพจน์

ประเภทของโวหารภาพพจน์

5. อธพิ จน์ (Hyperbole)
อตพิ จน์ หรือ อธพิ จน์ คือโวหารที่กลา่ วเกินความจริง เพ่ือสร้างและเน้น
ความรู้สกึ และอารมณ์ ทาใหผ้ ู้ฟังเกิดความรสู้ กึ ทล่ี กึ ซงึ้ ภาพพจนช์ นิดนน้ี ิยมใช้
กนั มากแม้ในภาษาพดู เพราะเป็นการกลา่ วท่ที าให้เหน็ ภาพได้ง่ายและแสดง
ความรู้สึกของกวไี ดอ้ ย่างชดั เจน

6. สัทพจน์ (Onematoboeia)
สทั พจน์ หมายถึง ภาพพจน์ที่เลยี นเสียงธรรมชาติ เชน่ เสยี งดนตรี เสียงสัตว์
เสียงคล่นื เสียงลม เสียงฝนตก เสียงน้าไหล ฯลฯ การใช้ภาพพจน์ประเภทน้ี
จะทาให้เหมือนไดย้ ินเสยี งนั้นจริง ๆ

7. นามนัย (Metonymy)
นามนัย คือ การใชค้ าหรอื วลซี ึ่งบ่งลกั ษณะหรอื คุณสมบตั ิของสงิ่ ใดสิ่งหนง่ึ
แทนอีกส่งิ หน่งึ คลา้ ยๆ สญั ลกั ษณ์ แต่ตา่ งกันตรงท่ี นามนยั นนั้ จะดงึ เอา
ลกั ษณะบางสว่ นของสง่ิ หนึ่งมากล่าวให้หมายถึงส่วนทงั้ หมด หรอื ใชช้ ่อื
ส่วนประกอบสาคัญของสงิ่ นน้ั แทนส่ิงนน้ั ทั้งหมด

การอา่ นเชิงวิเคราะหจ์ ากบทเพลง

เพลง หมายถงึ บทประพันธ์ทีม่ เี น้ือรอ้ งและมีดนตรี
ประกอบเป็นจังหวะ ทานอง เพอื่ ใหเ้ พลงมคี วามไพเราะ
นา่ ฟัง เปน็ สง่ิ จรรโลงใจใหผ้ ู้ฟังมคี วามสุข เพลงมีลกั ษณะ
คลา้ ยบทกวี คือใช้คาเหมอื นกนั แตเ่ พลงจะมีลักษณะท่ี
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คอื มภี าษาและทานอง

เพลงทวั่ ไปในปจั จุบันแบง่ ออกไดป้ ระมาณ ๔ ประเภท
๑. เพลงลกู กรุง ได้แก่ เพลงที่มเี นอ้ื หาเกยี่ วกบั ความรู้สกึ ตา่ งๆ เช่น

ความรัก ความเศรา้ ใจ ความผิดหวัง หรอื บรรยายสภาพธรรมชาติ ฯลฯ โดยจะใช้
ถอ้ ยคาท่สี ละสลวย ไพเราะและมีความหมายลกึ ซึง้ กนิ ใจ ทานองสว่ นมากเปน็ ไป
ตามมาตรฐานสากล

๒. เพลงลกู ทุ่ง ไดแ้ ก่ เพลงท่สี ะทอ้ นภาพชีวติ ของผคู้ นในชนบท
การใชถ้ อ้ ยคาง่าย ๆ ตรงความหมาย ไมค่ อ่ ยมีสานวนท่ีลกึ ซึ้งมากนกั ท่วงทานอง
มกั ไดแ้ บบจากเพลงพืน้ บ้านหรือเพลงไทยเดมิ
ลลี าการร้องมักจะมีการเออ้ื นเสียงหรือเลน่ เสยี งลกู คอมาก

๓. เพลงสตริง ได้แก่ เพลงในยคุ สมยั ปัจจบุ นั เปน็ เพลงทไ่ี ดร้ บั
อทิ ธิพลจากเพลงตา่ งประเทศมกั จะเน้นทจ่ี ังหวะร้อนแรง เนอ้ื รอ้ งไม่เน้นสมั ผัส
เป็นการเลา่ เรือ่ งธรรมดาความสละสลวยของถอ้ ยคาไม่มเี ท่าใดนกั

๔. เพลงเพอื่ ชีวติ ไดแ้ ก่ เพลงทสี่ ามารถสะท้อนชีวติ สังคมไทยใน
ปจั จุบนั เพื่อนามาเป็นคตเิ ตือนใจ มีคุณคา่ ตอ่ การดาเนินชีวิตประจาวันของคนไทย



ใบงานการอ่านเชงิ วิเคราะหจ์ ากบทเพลง

คาสั่ง ให้นักเรียนอ่านเนอื้ เพลงต่อไปน้แี ล้วตอบคาถามลงในตารางให้ถูกต้อง

เพลง ซอ่ นกลิ่น
คารอ้ ง ปาลม์ ม,ี่ วีรณัฐ ทพิ ยมณฑล และ พรี ะนัต สขุ สาราญ
ทานอง ปาลม์ มี่, วีรณฐั ทิพยมณฑล
นักร้อง ปาลม์ ม่ี

ลมออ่ นพัดโชยมา นา้ ตาก็ไหลริน เหลอื เพยี งกลนิ่ หัวใจ คลุ้งไปกบั ความเหงา

รักยงั ไมจ่ างไป ตรึงติดชิดดวงใจ ยงั หอม รญั จวนชวนใหฝ้ นั

เคยแอบแนบเคยี งกาย อิงแอบมิรูค้ ลาย ใต้เงาของแสงจนั ทร์ เยา้ ยวนไมเ่ ลอื นหาย

ซอ่ นเกบ็ ไว้ขา้ งใน ตรงสดุ ลกึ ดวงใจ ถนอม..เธออยใู่ นน้นั

*คงไวไ้ ด้แคก่ ลน่ิ ทไี่ ม่เคยเลอื นลา ยังหอมดังวันเก่ายามเมอ่ื ลมโชยมา

ทิ้งไว้เพยี งอดีตทไ่ี ม่เคยหวนมา ซอ่ นเธอไวใ้ นใจ

**เจา้ ดอกไม้ซอ่ นกลิน่ หอมบาดลึกเกนิ ใคร หอมเกินหักหา้ มใจทกุ คราวตอ้ งหวนั่ ไหว

รอ้ ยเกบ็ เจ้ามาลยั ทดั เธอไว้ในใจ เพือ่ คง กลนิ่ หอมไวอ้ ย่างนนั้

ซา้ * (ซ่อนเธอไวใ้ นใจ)

ซา้ *

เคยแอบแนบเคยี งกาย ซ่อนเธอไว้ในใจ (ซอ่ นเธอไวใ้ นใจ)

ทิ้งไว้เพียงอดีตท่ไี ม่เคยหวนมา (ซ่อนเธอไว้ในใจ)







การอ่านเชงิ วเิ คราะห์จากบทรอ้ ยกรอง

ความหมายของบทร้อยกรอง

บทร้อยกรอง หมายถึง คาประพนั ธท์ ี่เรียบเรียงขึน้ โดยขอ้ บงั คับ จากดั คาและวรรคตอน
ใหส้ มั ผัสกัน ไพเราะตามเกณฑท์ ไี่ ดว้ างไว้ในฉันทลักษณ์ คาวา่ “บทรอ้ ยกรอง”มีคาทใ่ี ช้
เรยี กแตกต่างกันหลายๆ อยา่ ง เช่น คาประพนั ธ์ คาประพนั ธร์ อ้ ยกรอง กาพยก์ ลอน กวี
นิพนธ์ หรือบทกวี เป็นต้น

ประเภทของบทรอ้ ยกรอง

จาแนกออกได้เป็น ๕ ประเภท คือ กาพยก์ ลอน โคลง ฉันท์ร่าย ซงึ่ แต่ละประเภท
สามารถแบง่ ออกเปน็ ชนิดย่อย ๆ ดงั น้ี
๑. กาพย์ แบง่ เปน็ กาพย์ยานี กาพย์ฉบัง กาพย์สรุ างคนางค์ กาพย์ขับไม้
๒. กลอน มกี ลอนแปด กลอนหก ดอกสร้อย กลอนสกั วา กลอนเพลงยาว เสภา นริ าศ
กลอนบทละคร กลอนเพลง ปฏิพากยแ์ ละกลอนกลบทแบบตา่ ง ๆ
๓. โคลง โคลงสอง โคลงสาม โคลงส่ี โคลงดน้ั โคลงกระทู้ โคลงกลอักษร
๔. ฉนั ท์ เชน่ อินทรวเิ ชียรฉนั ท์ ภชุ งคประยาตฉันท์ วชิ ชมุ มาลาฉันท์ อทิ สิ ังฉันท์
วสนั ตดลิ กฉนั ท์ เป็นตน้
๕. ร่าย รา่ ยโบราณ รา่ ยดนั้ รา่ ยสภุ าพ ร่ายยาว



ใบงาน การอา่ นเชงิ วเิ คราะห์จากบทรอ้ ยกรอง

คาสั่ง ให้นกั เรยี นอา่ นบทประพนั ธ์ต่อไปนี้แลว้ ตอบคาถามลงในตารางให้ถกู ตอ้ ง

บทเหช่ มปลา

โคลง

พิศพรรณปลาวา่ ยเคลา้ คลงึ กัน

ถวิลสดุ าดวงจนั ทร์ แจ่มหน้า

มตั สยายอ่ มพัวพัน พศิ วาส

ควรฤพรากนอ้ งช้าชวด เคลา้ คลึงชม

กาพย์

พิศพรรณปลาวา่ ยเคลา้ คดิ ถงึ เจ้าเศร้าอารมณ์

มัตสยายงั รชู้ ม สาสมใจไมพ่ ามา

นวลจนั ทร์เป็นนวลจริง เจ้างามพรง้ิ ยงิ่ นวลปลา

คางเบอื นเบือนหนา้ มา ไมง่ ามเทา่ เจ้าเบอื นชาย

เพยี นทองงามด่งั ทอง ไมเ่ หมอื นนอ้ งห่มตาดพราย

กระแหแหหา่ งชาย ดง่ั สายสวาทคลาดจากสม

แก้มช้าชา้ ใครต้อง อันแก้มนอ้ งชา้ เพราะชม

ปลาทุกทกุ ขอ์ กกรม เหมือนทุกขพ์ ีท่ ่ีจากนาง

นา้ เงินคือเงนิ ยวง ขาวพรายชว่ งสีสาอาง

ไมเ่ ทยี บเปรยี บโฉมนาง งามเรืองเรอื่ เน้ือสองส*ี *

ปลากรายวา่ ยเคียงคู่ เคล้ากนั อยดู่ ูงามดี

แตน่ างหา่ งเหนิ พี่ เหน็ ปลาเคลา้ เศร้าใจจร

หางไก่วา่ ยแหวกวา่ ย หางไก่คล้ายไมม่ หี งอน

คิดอนงคอ์ งค์เอวอร ผมประบา่ อ่าเอ่ยี มไร

ใบงาน การอา่ นเชิงวเิ คราะห์จากบทร้อยกรอง

คาสัง่ ใหน้ ักเรียนอา่ นบทประพนั ธต์ อ่ ไปนี้แล้วตอบคาถามลงในตารางใหถ้ ูกตอ้ ง

บทเหช่ มปลา

กาพย์

ปลาสรอ้ ยลอยลอ่ งชล ว่ายเวยี นวนปนกันไป

เหมือนสร้อยทรงทรามวัย ไม่เห็นเจ้าเศรา้ บ่วาย

เนือ้ อ่อนออ่ นแตช่ อื่ เนอ้ื นอ้ งฤๅอ่อนทัง้ กาย

ใครต้องข้องจิตชาย ไม่วายนึกตรึกตรงึ ทรวง

ปลาเสอื เหลือที่ตา เล่อื นแหลมกว่าปลาทง้ั ปวง

เหมอื นตาสดุ าดวง ดแู หลมลา้ ขาเพราคม

แมลงภู่คู่เคียงวา่ ย เห็นคล้ายคล้ายนา่ เชยชม

คดิ ความยามเมอื่ สม สนิทเคลา้ เจ้าเอวบาง

หวเี กศเพศชือ่ ปลา คิดสดุ าอ่าองคน์ าง

หวเี กลา้ เจา้ สระสาง เสน้ เกศสลวยรวยกลิ่นหอม

ชะแวงแฝงฝ่งั แนบ ชะวาดแอบแปบปนปลอม

เหมือนพี่แอบแนบถนอม จอมสวาทนาฏบังอร

พศิ ดหู มู่มัจฉา ว่ายแหวกมาในสาคร

คะนงึ นชุ สดุ สายสมร มาดว้ ยพี่จะดีใจ











การอ่านเชิงวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพมิ พ์ประเภทข่าว

ความหมายของขา่ ว

ข่ำว หมายถึง เหตกุ ารณท์ ่ีคนในสังคมกาลังให้ความสนใจ และตพี ิมพ์
เผยแพร่ทางหนังสือพมิ พ์ หรือนติ ยสาร เหตุการณท์ น่ี ามาเขยี นเป็นขา่ ว
จะตอ้ งเปน็ เรื่องทันสมยั ทนั เหตกุ ารณ์ สง่ ผลกระทบต่อบุคคลในสงั คม

องคป์ ระกอบของข่าว

ข่าวมีองค์ประกอบ ๔ ส่วน คอื พาดหวั ข่าว ความนาส่วนเชือ่ ม และเนอื้ ขา่ ว ดังน้ี
๑. พาดหัวข่าว (Headline) เป็นส่วนที่สร้างความเข้าใจ โดยใช้คาสะดุดตา และตัวอักษร

ขนาดใหญ่กวา่ เน้อื ขา่ ว
๒. ความนา (Lead) คือ เน้ือเรื่องย่อของข่าว เป็นการเขียนอธิบายให้ผู้อ่านทราบว่า

เหตุการณ์ที่นามาเขียนข่าวมีเนื้อความอย่างไร ความนาท่ีดีต้องชัดเจน และทาให้ผู้อ่านเข้าใจ
เร่ืองราว โดยอาจไม่จาเปน็ ต้องอ่านสว่ นตอ่ ไป

๓. ส่วนเชื่อม (Neck) คือ ส่วนที่อยู่ระหว่างความนากับเนื้อเร่ือง ทาหน้าท่ีขยายความหรือ
ใหร้ ายละเอียดเพ่มิ เติมจากความนา องค์ประกอบส่วนนี้ไม่มีความจาเป็นมากนัก บางข่าวอาจจะ
มหี รืออาจจะไมม่ ีก็ได้

๔. เน้ือข่าว (Body) คือ รายละเอียดทั้งหมดของข่าว ส่วนใหญ่นิยมเขียนเป็นย่อหน้าสั้น ๆ
หากมีรายละเอยี ดมาก อาจจะเขยี นแยกออกไปหนา้ ยอ่ หน้า โดยเรียงลาดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ
เรยี งลาดบั ความสาคัญมากไปหาน้อย

การอ่านเชิงวิเคราะห์จากสอื่ สง่ิ พมิ พ์ประเภทข่าว

ประเภทของข่าว

ขา่ วที่อ่านในหนงั สอื พิมพ์ หรอื นติ ยสาร แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเภท ดงั นี้
๑. ข่าวหนกั (Head News) หมายถึง ข่าวทมี่ เี นอื้ เรอื่ งในเชิงสาระ และมีอิทธพิ ลต่อคนสว่ น

ใหญใ่ นสังคม เช่น ขา่ วการเมอื ง ขา่ วเศรษฐกิจ ข่าวธรุ กจิ ขา่ วการศึกษา เป็นต้น
๒. ข่าวเบา (Soft News) หมายถึง ขา่ วทเ่ี กิดขึ้นในกลมุ่ คนกลมุ่ ยอ่ ย ๆ ไม่มีอทิ ธิพลต่อคน

สว่ นใหญ่ มากนัก เช่น ชาวบา้ น ขา่ วสงั คม บนั เทิง ข่าวกีฬา ขา่ วอาชญากรรม เปน็ ตน้

หลกั การพิจารณาข่าว

การอ่านขา่ วควรพจิ ารณาตามโครงสร้างของขา่ ว ดงั นี้
๑. พิจารณาพาดหัวข่าว การพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ เป็นการจัดลาดับความสาคัญของข่าว

หากนักเรียนสังเกตการณ์พาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์ จะพบว่าส่วนสาคัญท่ีสุดของข่าว
จะพาดหัวด้วยตัวอักษร ขนาดใหญ่ ดังนั้นในการอ่านและพิจารณาข่าว ควรอ่านพาดหัวข่าว
ใหญก่ ่อน แล้วจงึ อา่ นพาดหัวขา่ วตอ่ มา
๒. พจิ ารณาความนาเม่ืออา่ น และพจิ ารณาพาดหวั ขา่ ว และทราบเรอื่ งราวสั้น ๆ ของข่าวนั้นแล้ว
ขนั้ ตอ่ มาคือการอา่ น และพจิ ารณาความนา ซึ่งจะสรุปเรอื่ งราวของขา่ วโดยขยายความ
๓. พิจารณาเนอ้ื ข่าว เน้ือขา่ วเปน็ ส่วนทีผ่ ้อู ่านจะอ่าน หรอื ไม่อ่านก็ได้ หากทราบเรื่องย่อ ข่าวจาก
ความนามาแลว้ เนอ้ื ข่าวเปน็ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั เหตุการณเ์ ปน็ ข่าว
๔. พิจารณาการใช้สานวนภาษา เม่ือนักเรียนพิจารณาการใช้สานวนภาษาในการเขียนข่าว
การอ่านอาจจะพบข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งในการเขียนสะกดคา การใช้คาย่อ การใช้
คาผิดระดับ ภาษา การใช้คาสแลง การวางส่วนขยายของประโยคไม่ถูกต้อง ท้ังน้ี เพราะการ
จัดทาหนังสือพิมพ์จะมีค่า เฉพาะวันนี้เท่าน้ัน พอถึงวันพรุ่งนี้ก็จะลดค่าลงทันทีอย่างไรก็ตาม
หากนักเรียนนาตัวอย่างการใช้ภาษา ในการเสนอข่าวมาคิดพิจารณา ในฐานะเป็นบทเรียน
สอนการใชภ้ าษา ก็จะทาใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจพลงั ของภาษา

ใบงำน กำรอำ่ นเชงิ วิเครำะหจ์ ำกสอ่ื ส่งิ พมิ พ์

คำส่งั ใหน้ กั เรียนอา่ นขา่ วต่อไปน้ีแลว้ ตอบคาถามลงในตารางให้ถูกต้อง


















Click to View FlipBook Version