The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณัฐกานต์ บัวสด, 2023-09-14 21:15:33

วิจัยในชั้นเรียนเพื่อนช่วยเพื่อน 2566

วิจัยในชั้นเรียน นนท์ 2566 v3

รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย โดยใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน รหัสวิชา ว20289 รายวิชา การสร้างผลงานมัลติมีเดีย เรื่อง การออกแบบงานมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 7 โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ ผู้วิจัย : นายณัฐกานต์ บัวสด ครูผู้ช่วย โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ ปัญหาและความสำคัญของปัญหา การศึกษา คือ กระบวนการเรียนรู้ ของคนและสังคม คนทุกคนที่มารวมกันเป็นสังคม มนุษย์ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน ถึงจะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคมและประเทศชาติ สถานศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการการเรียนรู้แก่ผู้เรียนโดยตรง จึงมีภารกิจบทบาทและความสำคัญใน ฐานะหน่วยงานที่จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับ “คน” และ “สังคม” “การศึกษา” เน้นให้ความสำคัญ กับ “ผู้จัด” แต่ “การเรียนรู้” ให้ความสำคัญกับ “ผู้เรียน” ดังนั้น บทบาทของสถานศึกษาจึงไม่ใช่ “โรงสอน” แต่เป็น “โรงเรียน” และสำหรับการศึกษาในปัจจุบันตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา ต้องการให้ปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เด็กไทยทุกคนได้มีโอกาสรับการศึกษา ที่ดีที่สุด ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ได้รับการพัฒนาครบทั้ง 4H คือ Head, Heart, Hand, Health และเน้นว่าการพัฒนาต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ (สำนักโฆษกรัฐบาล, 14 มีนาคม 2559) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ก าหนดให้การศึกษาภาคบังคับ คือ ตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายในการ ส ่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ และได้มีการปรับปรุง หลักสูตรเพื่อช่วยให้เยาวชน สามารถเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีได้ตามความสามารถ ตามการเรียนรู้ใน แต่ละระดับชั้น การปรับเปลี่ยนโดย การน าเอาวิชาการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาให้เยาวชน ได้เรียนรู้เร็วขึ้น นับว่าเป็นการช่วยส่งเสริมการ เรียนรู้ของเยาวชนและช่วยเพิ่มความสามารถในการ เรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาคุณภาพ ของคนที่จะช่วยพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต (จรวยพร ธรณินทร์, 2561: ออนไลน์) ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาการค านวณ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 พบว่านักเรียนไม่มีความกระตือรือร้น และไม่ค่อยสนใจเรียน อีกทั้งไม่กล้าซักถาม รวมทั้งไม่ กล้าตอบค าถาม ของครู ไม่ให้ความร่วมมือกับเพื่อน ๆ ในการท ากิจกรรมกลุ่ม มักพูดคุย และเล่นกัน ส่งเสียงดังเมื่อครู ให้ปฏิบัติงาน หรือท ากิจกรรมกลุ่ม ในฐานะผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนในรายวิชานี้จึงมี


๒ ความสนใจที่จะศึกษาในเรื่อง วิธีสอนหนึ่งที่สามารถน ามาใช้ในการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็น ส าคัญ คือ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (สิปปนนท์เกตุทัต. 2526 : 12) กล่าวว่า การเรียนรู้ของนักศึกษามิใช่มาจากครูแต่เพียงผู้เดียวแต่สามารถเรียนรู้จากเพื่อนนักศึกษา ด้วยกัน เพราะนักศึกษาย่อมประสบปัญหาในการเรียนคล้าย ๆ กัน เมื่อผู้เรียนหนึ่งเรียนรู้เร็ว เข้าใจ ก็สามารถช่วยเหลือเพื่อนได้ว่าปัญหาที่ขัดข้องอยู่ที่ใด การเรียนโดยวิธีเพื่อนช่วยเพื่อนผู้เรียนมีโอกาส ฝึกภาษาเท่ากัน ขณะที่ฝึกในกลุ่มทุกคนมีโอกาสติติงแนะน ากันเองได้มากกว่าที่ครูคน เดียวจะติติง หรือแนะน านักศึกษาทั้งชั้น ซึ่งสอดคล้องกับ พรรณรัศน์เง่าธรรมสาร (2533 : 27) ที่ระบุว่าการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ค านึงถึงหลักการของ แบบการ เรียนรู้ของผู้เรียนที่แตกต่างกัน โดยนักเรียนมีโอกาสที่จะช่วยเหลือและแนะน าซึ่งกันและ กัน เกิดการเรียนรู้ด้วย ความเพลิดเพลินและสนุกสนาน นักเรียนที่เก่งเมื่อได้รับค าแนะน าเพื่อนใน กลุ่มก็ถือว่าได้เป็นการทบทวน ความรู้และท าให้จ าเรื่องที่เรียนได้ดียิ่งขึ้นและเกิดความภาคภูมิใจที่มี โอกาสแนะน าเพื่อน ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อนและเรียนปานกลางก็พยายามที่จะเรียนรู้ให้ทันเพื ่อน เพื่อที่จะให้กลุ่มของตนเองท ากิจกรรมได้ดีกว่ากลุ่ม อื่นๆ การจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้จะท าให้ นักเรียนที ่เรียนและปานกลางมีความก้าวหน้าทางการเรียนสูง และยังเป็นการส ่งเสริมในเรื ่อง กระบวนการกลุ ่มของนักศึกษาโดยเน้นการให้นักเรียนช่วยเหลือกันตลอดจนการเห็นคุณค ่าของ การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นผลให้สมาชิกของกลุ ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ รุ่งทิวา ควรชม (2546 : บทคัดย่อ) สุนันทา โพธิ์ชัย (2547 : 73) และ สุรพล เสียงเพราะ (2548 : บทคัดย่อ) จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้สนใจที่จะศึกษาการใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยใช้กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ในวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแนวทางในการ พัฒนาความสามารถ ของนักเรียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย 2. เพื่อนำการวิจัยครั้งนี้ ไปปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในปีการศึกษาต่อไป


๓ ขอบเขตการวิจัย 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ ที่เรียนรหัสวิชา ว20289 รายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้อง รวม 94 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 7 จำนวน 31 คน ได้จากการสุ่ม ตัวอย่างแบบอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลาก โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม 3. ตัวแปรที่ศึกษา 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การเรียนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ การแก้ไขปัญหาทางการเรียนรายวิชาการสร้างผลงาน มัลติมีเดีย 4. ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ ประชากรนักเรียนที่เรียนวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ภาคเรียนที่ 1/2566 จำนวน 31 คน วิธีการดำเนินการวิจัย การเตรียมการวิจัย ผู้วิจัยได้เตรียมการวิจัย โดยดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้ 1. ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน 2. คิดค้นนวัตกรรมในการแก้ปัญหา จากปัญหาผู้เรียนบางคนประสบปัญหาในการเรียนในวิชานั้นๆ ทำให้เกิด นวัตกรรม เพื่อนช่วยเพื่อน เพราะนักเรียนย่อมประสบปัญหาในการเรียนคล้ายๆกัน เมื่อผู้เรียนหนึ่ง เรียนเร็ว เข้าใจ ก็สามารถช่วยเหลือเพื่อนได้ว่าปัญหาที่ขัดข้องอยู่ตรงไหน 3. สร้างเครื่องมือวิจัย เครื่องมือวิจัยที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเพื่อการวิจัยในครั้งนี้ มี 3 ประเภท คือ 3.1 แผนการเรียนรู้วิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย 3.2 แบบทดสอบหลังเรียน โดยเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 50 จำนวน 20 ข้อ 3.3 แบบบันทึกการสังเกตการณ์จัดกิจกรรมการเรียน การดำเนินการวิจัย ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดังนี้ ขั้นที่ 1 วางแผนการปฏิบัติ (Planning) เริ่มด้วยการสำรวจปัญหาระหว่างครู ระบุ ปัญหาที่จะทำการแก้ไข และพัฒนา หาแนวทางแก้ไข พร้อมสร้างเครื่องมือวิจัย ขั้นที่ 2 ลงมือปฏิบัติตามแผน (Action) นำแผนที่กำหนดซึ่งควรยืดหยุ่นและปรับได้ไป ปฏิบัติ ถ้ามีปัญหาอุปสรรคขณะปฏิบัติทำการปรับปรุงแผน


๔ ขั้นที่ 3 สังเกตการณ์ปฏิบัติ (Observation) โดยสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้ง กระบวนการและผลที่เกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 4 สะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflection) เป็นการวิพากษ์สภาพที่เกิดขึ้นในชั้น เรียน สิ่งที่ดำเนินการ/ข้อค้นพบ ดีหรือไม่ดีอย่างไร หาคำตอบอธิบายต่อสิ่งที่ค้นพบ นำข้อค้นพบไป ใช้ประโยขน์ หรือปรับปรุงแถวทางการปฏิบัติ ทำการปรับแผนการปฏิบัติ และปฏิบัติครบทุกแผน เมื่อปฏิบัติการเสร็จสิ้นแล้วจึงทำการทดสอบผบการเรียนรู้ของนักเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. ขั้นตอนการสอนโดยใช้การเรียนการสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน โดยใช้ แผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย 3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยไปเก็บด้วยตนเอง โดยการสอนด้วยวิธีการเรียน การสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และประเมินผลการเรียนรู้ ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การสรุปผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) โดยการแยก ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตีความหาย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และสร้างข้อสรุปจากข้อมูลต่างๆ ที่รวย รวมได้ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้การแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ̅ ระดับความพึงพอใจ ค่าระดับคะแนน ช่วงคะแนน ปรับปรุง ร้อยละ 0-49 1 – 5 พอใช้ ร้อยละ 50-64 6 – 10 ดี ร้อยละ 65-79 11 – 15 ดีมาก ร้อยละ 80-100 16 – 20 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่องการแก้ปัญหานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ ในรายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย โดยใช้หลักการสอนแบบกลุ่มเพื่อน ช่วยเพื่อน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 31 คน


๕ ตารางที่ 1 แสดงผลคะแนนการทดสอบก่อนการสอนและหลังการสอน โดยใช้วิธีแบบกลุ่มเพื่อนช่วย เพื่อน รายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 31 คน นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน แปลผลการ ประเมินตาม เกณฑ์ คะแนนหลังเรียน แปลผลการ ประเมินตาม เกณฑ์ คะแนน (20) ร้อยละ คะแนน (20) ร้อยละ 1 14 70 ระดับดี 17 85 ระดับดีมาก 2 7 35 ระดับปรับปรุง 15 75 ระดับดี 3 11 55 ระดับพอใช้ 15 75 ระดับดี 4 15 75 ระดับดี 17 85 ระดับดีมาก 5 8 40 ระดับปรับปรุง 16 80 ระดับดีมาก 6 6 30 ระดับปรับปรุง 17 85 ระดับดีมาก 7 6 30 ระดับปรับปรุง 18 90 ระดับดีมาก 8 11 55 ระดับพอใช้ 15 75 ระดับดี 9 12 60 ระดับพอใช้ 16 80 ระดับดีมาก 10 8 40 ระดับปรับปรุง 14 70 ระดับดี 11 9 45 ระดับปรับปรุง 15 75 ระดับดี 12 8 40 ระดับปรับปรุง 15 75 ระดับดี 13 12 60 ระดับพอใช้ 16 80 ระดับดีมาก 14 11 55 ระดับพอใช้ 15 75 ระดับดี 15 13 65 ระดับดี 16 80 ระดับดีมาก 16 11 55 ระดับพอใช้ 16 80 ระดับดีมาก 17 7 35 ระดับปรับปรุง 14 70 ระดับดี 18 11 55 ระดับพอใช้ 15 75 ระดับดี 19 10 50 ระดับพอใช้ 14 70 ระดับดี 20 7 35 ระดับปรับปรุง 16 80 ระดับดีมาก 21 10 50 ระดับพอใช้ 17 85 ระดับดีมาก 22 10 50 ระดับพอใช้ 17 85 ระดับดีมาก 23 15 75 ระดับดี 18 90 ระดับดีมาก 24 8 40 ระดับปรับปรุง 14 70 ระดับดี 25 13 65 ระดับดี 16 80 ระดับดีมาก 26 13 65 ระดับดี 16 80 ระดับดีมาก


๖ นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน แปลผลการ ประเมินตาม เกณฑ์ คะแนนหลังเรียน แปลผลการ ประเมินตาม เกณฑ์ คะแนน (20) ร้อยละ คะแนน (20) ร้อยละ 27 7 35 ระดับปรับปรุง 16 80 ระดับดีมาก 28 6 30 ระดับปรับปรุง 14 70 ระดับดี 29 11 55 ระดับพอใช้ 18 90 ระดับดีมาก 30 10 50 ระดับพอใช้ 16 80 ระดับดีมาก 31 11 55 ระดับพอใช้ 15 75 ระดับดี คะแนน เฉลี่ย 10.03 50.16 ระดับพอใช้ 15.77 78.87 ระดับดี จากตารางที่ 1 พบว่าผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียน โดยใช้วิธีการสอนแบบกลุ่มเพื่อน ช่วยเพื่อนรายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนเฉลี่ย 10.03 คิดเป็น 50.16 แปลผลได้ ระดับพอใช้และผลคะแนนการทดสอบหลังเรียน คะแนนเฉลี่ย 15.77 คิดเป็นร้อยละ 78.87 แปลผลได้ระดับดี โดยมีเกณฑ์การประเมินดังนี้ ผลการทดสอบก่อนเรียน ระดับ 4 = ร้อยละ 80-100 ผ่านเกณฑ์ระดับดีมาก จำนวน 0 คน ระดับ 3 = ร้อยละ 65-79 ผ่านเกณฑ์ระดับดี จำนวน 6 คน ระดับ 2 = ร้อยละ 50-64 ผ่านเกณฑ์ระดับพอใช้ จำนวน 12 คน ระดับ 1 = ร้อยละ 0-49 ผ่านเกณฑ์ระดับปรับปรุง จำนวน 13 คน ผลการทดสอบหลังเรียน ระดับ 4 = ร้อยละ 80-100 ผ่านเกณฑ์ระดับดีมาก จำนวน 18 คน ระดับ 3 = ร้อยละ 65-79 ผ่านเกณฑ์ระดับดี จำนวน 13 คน ระดับ 2 = ร้อยละ 50-64 ผ่านเกณฑ์ระดับพอใช้ จำนวน 0 คน ระดับ 1 = ร้อยละ 0-49 ผ่านเกณฑ์ระดับปรับปรุง จำนวน 0 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากตารางที่ 1 ผลการทำแบบทดสอบก่อนเรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรายวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย จำนวน 31 คน มีผลการทำ แบบทดสอบก่อนเรียนค่าเฉลี่ย (̅=10.03) และผลการทำแบบทดสอบหลังเรียนโดยใช้การสอน แบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน มีผลการทำแบบทดสอบค่าเฉลี่ย (̅=15.77) แสดงให้เห็นว่านักเรียน มี


๗ ผลคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนโดยใช้การสอนแบบกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน มีค่าเฉลี่ย (̅=5.74) สรุปอภิปรายผลการวิจัย จากการใช้การเรียนแบบร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาการเรียนวิชาการสร้างผลงานมัลติมีเดีย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 31 คน ซึ่งมีปัญหาในการเรียน ผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัติตาม กิจกรรมที่กำหนด ส่งผลทำให้ไม่สามารถทำแบบทดสอบได้ ผลจากการทำแบบทดสอบหลังการใช้ กระบวนการกลุ่มกับนักเรียนแล้ว ปรากฏว่านักเรียนมีผลคะแนนการทำแบบทดสอบสูงขึ้น คิดเป็น ค่าเฉลี่ย (̅=5.74) การใช้กระบวนการกลุ่มช่วยให้นักเรียน ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ แตกต่างกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการ แบ่งกลุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลาก ซึ่งมีจำนวนสมาชิกในกลุ่ม 2-3 คน สมาชิกในกลุ่มจะทำการ ช่วยเหลือนักเรียนที่อ่อนกว่า การช่วยเหลือกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่พบจากการปฏิบัติงานตาม กิจกรรมที่กำหนดให้ จะทำให้ผู้เรียนสามารถทำแบบทดสอบเมื่อเรียนจบเนื้อหาในบทเรียนได้ดีขึ้น ข้อเสนอแนะ 1. เป็นแนวทางในการสร้างห้องเรียนออนไลน์ ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ ในรายวิชาอื่น ๆ หรือในระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป 2. ควรมีการศึกษาประสิทธิผลของการเรียนการสอนในระยะยาวจากห้องเรียนออนไลน์ โดยศึกษาว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้วถ้านำบทเรียนออนไลน์มาให้ผู้เรียนใช้อีกครั้งหนึ่ง จะยังให้ผลดี เช่นเดิมหรือไม่ 3. แอปพลิเคชันในการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ ควรใช้ให้หลากหลายรูปแบบ นักเรียน เข้าถึงข้อมูลในช่องทางต่าง ๆ ได้สะดวก ทบทวนความรู้ได้ตลอดเวลา มีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกัน มีระบบกำกับ ติดตาม บันทึก ประเมิน และมีผลข้อมูลย้อนกลับ


๘ เอกสารอ้างอิง อารีย์วรรณ อ่วมตานี. ผลการใช้วิธีการสอนแบบจับคู่ดูแลกันในวิชาการพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาการทางการเรียนของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ มหาบัณฑิต (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDUCU/article/view/179883/127733: (31 มกราคม 2566). โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมแสงชนูทิศ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2563). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และมาตรฐาน การเรียนรู้และตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560).


๙ ภาคผนวก


๑๐


๑๑


Click to View FlipBook Version