ED113 ปรชั ญาการศึกษา
ประวตั ิศาสตรก์ ารศึกษาไทย
จดั ทําโดย
นางสาววไิ ลภรณ์ สงั ขเ์ ทศ 63105010206
นางสาวอภิศรา ฝาชยั ภมู ิ 63105010208
คณะศึกษาศาสตร์ เอกการศึกษาเพอื พฒั นาชุมชน (เอกค่)ู
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ
ประวตั ิความเปนมาของการศึกษาไทย
( พ.ศ. 2412 - ปจจุบนั )
สารบญั ก
1
คํานาํ 2
ประวตั ิความเปนมาของการศึกษาไทย 3
6
สมยั รชั กาลที 5
การจดั ดตังสถานศึกษา 7
การจดั แบบเรยี น หลักสตู ร และการสอบไล่ 8
9
สมยั รชั กาลที 6 10
มหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของไทย 11
สถานศึกษาสายอาชพี 12
พระราชบญั ญตั ิ 13
โรงเรยี นในพระอุปถัมภ์ 14
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา 15
17
สมยั รชั กาลที 7 19
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา
การเขา้ มามบี ทบาทของการศึกษาคาทอลิก
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู ถึงปจจุบนั
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา
ระบบการศึกษาไทยในปจจุบนั
คํานาํ
หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส(์ E-Book)เล่มนเี ปนสว่ นหนงึ ของเอกสารประกอบ
การเรยี น รายวชิ า ED113 ปรญั ชาการศึกษา ของนสิ ติ ชนั ปที 1 คณะศึกษา
ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ นอกจากนียงั เปนสอื การเรยี นรทู้ ีจดั ทํา
ขนึ เพอื ถ่ายทอดความรเู้ กียวกับประวตั ิการศึกษาของประเทศไทย ตังแต่สมยั
รชั กาลที 5 หรอื ในสมยั ปฏิรปู การศึกษา (พ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2474) จนมาถึง
การศึกษาในสมยั ปจจุบนั
ในการจดั ทําสอื การเรยี นรหู้ รอื หนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สเ์ ล่มนี คณะผจู้ ดั ทํา
ขอขอบคณุ อาจารย์ ดร.ชนนั ภรณ์ อารกี ลุ ผใู้ หค้ วามรูแ้ ละแนวทางการจดั ทําสอื
การเรยี นรเู้ ล่มนี ทางคณะผจู้ ดั ทําหวงั เปนอยา่ งยงิ วา่ หนงั สอื เล่มนจี ะเปนสอื การ
เรยี นรทู้ ีสามารถใหค้ วามรแู้ ละเปนประโยชนแ์ ก่ผอู้ ่านทกุ ท่าน หากหนังสอื เล่มนี
ผดิ พลาดประการใด ทางคณะผจู้ ดั ทําขออภัยมา ณ ทีนี
คณะผจู้ ดั ทํา
ประวตั ิความเปนมาของการศึกษาไทย
การจดั การศึกษาของประเทศไทยมวี วิ ฒั นาการมาตังแต่สมยั โบราณเรอื ยมาจนถึง
ปจจุบนั ดว้ ยความเชอื ทีวา่ การศึกษาชว่ ยกําหนดทิศทางของชาติ เพอื พฒั นาคนไทยใหม้ ี
ความพรอ้ มทีจะเปนกําลังสาํ คัญสาํ หรบั การพฒั นาประเทศใหเ้ จรญิ ก้าวหนา้ ความเปนมา
ของการศึกษาไทยมปี ระวตั ิทีนา่ สนใจแบง่ ออกได้ 5 ชว่ ง ดงั นี
1. การศึกษาของไทยสมยั โบราณ (พ.ศ. 1781 - พ.ศ. 2411)
(1) การศึกษาสมยั กรงุ สโุ ขทัย (พ.ศ. 1781 - พ.ศ. 1921)
(2) การศึกษาสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310)
(3) การศึกษาสมยั กรงุ ธนบุรแี ละกรงุ รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้น (พ.ศ. 2311 – พ.ศ. 2411)
2. การศึกษาของไทยสมยั ปฏิรปู การศึกษา (พ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2474)
3. การศึกษาของไทยสมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู ระยะแรก
(พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2491)
4. การศึกษาไทยสมยั พฒั นาการศึกษา (พ.ศ. 2492 - พ.ศ. 2534)
5. การศึกษาสมยั ปจจุบนั (พ.ศ. 2535 - ปจจุบนั )
ในหนงั สอื ประวตั ิการศึกษาไทยเล่มนจี ะเปนจะความรเู รอื งประวติ ิการศึกษาไทยตังแต่
สมยั รชั กาลที 5 มาจนถึงปจจุบนั โดยมปี ระวติ ิศาสตรก์ ารศึกษาถึง 4 ชว่ งตังแต่ชว่ งที 2-5
โดยหนงั สอื เล่มนี จะแบง่ การใหค้ วามรเู้ รอื งประวตั ิการศึกษาในแต่รชั กาลวา่ เหตกุ ารณข์ อง
ประวตั ิการศึกษานนั ๆ อยูใ่ นสมยั ของรชั กาลใด โดยแบง่ เปนการศึกษาในสมยั ต่าง ๆ โดยมี
รชั กาลที 5 พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
รชั กาลที 6 พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั (พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
รชั กาลที 7 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยูห่ วั (พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477)
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู ถึงปจจุบนั (พ.ศ.2475 –ปจจุบนั )
ประวตั ิการศึกษาไทย : 1
สมยั รชั กาลที 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
การศึกษาในสมยั นถี กู เรยี กวา่ "การศึกษาของไทยสมยั ปฏิรูปการศึกษา"
โดยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั ทรงปฏิรปู การศึกษาเนอื งจากทรงเล็ง
เหน็ ความสาํ คัญของการศึกษา ทรงตระหนกั วา่ การปรบั ปรงุ คนในประเทศทังพระบรม
วงศานงุ วงศ์ ขุนนาง ขา้ ราชการ และราษฎรทัวไป ใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถอ่านออก
เขยี นได้ จะสามารถชว่ ยใหป้ ระเทศชาติมคี วามเจรญิ ก้าวหนา้ ในทกุ ๆ ดา้ นและรอดพน้
จากการตกเปนอาณานคิ มของชาวตะวนั ตกดว้ ย จงึ โปรดเกล้าฯ ใหม้ กี ารจดั ระเบยี บ
แบบแผนดา้ นการศึกษารปู แบบใหม่ ใหม้ กี ารจดั ตังโรงเรยี นกําหนดวชิ าเรยี น มคี รู
สอนตามเวลาทีกําหนด มกี ารสอบไล่สามญั ศึกษาขนึ มที นุ เล่าเรยี นหลวงใหไ้ ปเรยี น
ต่างประเทศเพอื กลับมาเปนกําลังสาํ คัญในการพฒั นาประเทศและยงั จดั ตังหนว่ ยงาน
รบั ผดิ ชอบดา้ นการศึกษาขนึ ดว้ ย
“ … วชิ าหนังสอื เปนวชิ าทีน่านับถือและเปนทีน่าสรรเสรญิ มาแต่โบราณ
วา่ เปนวชิ าอยา่ งประเสรฐิ ซงึ ผยู้ งิ ใหญ่นับแต่พระมหากษัตรยิ เ์ ปนต้นมา
ตลอดจนราษฎรพ์ ลเมอื ง สมควรและจาํ เปนจะต้องรูเ้ พราะเปนวชิ าที
อาจทําใหหก้ ารทังปวงสาํ เรจ็ ในทกุ สงิ ทกุ อยา่ง … ”
พระราชดํารสั ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
ประวตั ิการศึกษาไทย : 2
สมยั รชั กาลที 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
การจดั ตังสถานศึกษา
ในชว่ งแรก ป พ .ศ. 2414 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ใหจ้ ดั ตังโรงเรยี นหลวงขนึ ใน
พระบรมมหาราชวงั โดยมกี ารสอนหนงั สอื ไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนยี มราชการ
อีกทังยงั มกี ารจดั ตังโรงเรยี นหลวงสาํ หรบั สอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวงั และ
สง่ นกั เรยี นไทยไปเรยี นวชิ าครทู ีประเทศอังกฤษ ซงึ เปนผลกระทบของการเมอื ง สง่ ผล
ใหต้ ้องเรยี นรภู้ าษาอังกฤษ เพอื เจรจากับมหาอํานาจตะวนั ตก
ป พ.ศ. 2424 มกี ารปรบั ปรงุ โรงเรยี นพระตําหนกั สวนกหุ ลาบ ใหเ้ ปนโรงเรยี น
นายทหารมหาดเล็ก และเปนโรงเรยี นฝกหัดขา้ ราชการพลเรอื น เพอื ใชใ้ นการเตรยี ม
คนเขา้ รบั ราชการในรปู แบบการปกครองใหม่ ในป พ.ศ. 2453 และ ป พ.ศ. 2459
โรงเรยี นนไี ดจ้ ดั ตังเปน "จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย"
โรงเรยี นพระตําหนักสวนกหุ ลาบ
ทีมา : https://sites.google.com
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
ทีมา : https://www.dek-d.com/education/4745
ประวตั ิการศึกษาไทย : 3
สมยั รชั กาลที 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
การจดั ตังสถานศึกษา
หลังจากพระองค์ทรงประกาศเลิกทาส ก็โปรดเกล้าฯ ใหจ้ ดั ตัง "โรงเรยี นวดั
มหรรณพาราม" เปนโรงเรยี นสาํ หรบั ราษฎรขนึ เพอื ใหไ้ ดร้ บั การศึกษา ใหม้ วี ชิ าความ
รนู้ าํ ไปประกอบอาชพี ได้ และไมก่ ลับมาเปนทาสอีก อีกทังยงั มกี ารจดั ตังโรงเรยี น
ต่างๆ ขนึ มากมาย เพอื ขยายโอกาสการศึกษาใหแ้ พรห่ ลายมากขนึ เชน่
- ป พ.ศ. 2423 โรงเรยี นสนุ นั ทาลัยในพระบรมมหาราชวงั เปน"โรงเรยี นสตร"ี
โรงเรยี นสตรี
ทีมา : https://today.line.me/th/v2/article/voXoZ0
- ป พ.ศ. 2432 ตังโรงเรยี นแพทยข์ นึ เรยี กวา่ โรงเรยี นแพทยากร ตังอยูร่ มิ แมน่ าํ หนา้
โรงพยาบาลศิรริ าช ใชเ้ ปนทีสอนวชิ าแพทย์ คือ คณะแพทยศาสตรศ์ ิรริ าชพยาบาล
มหาวทิ ยาลัยมหิดล ในปจจุบนั
โรงเรยี นแพทยากร
ทีมา : https://www.silpa-mag.com/history/article_24912
ประวตั ิการศึกษาไทย : 4
สมยั รชั กาลที 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
การจดั ตังสถานศึกษา
- ป พ.ศ. 2435 จดั ตัง"โรงเรยี นมูลศึกษาขนึ ในวดั ทัวไป ทังในกรงุ เทพมหานครและหวั
เมอื ง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเล่าเรยนหนงั สอื ไทย ใหแ้ พรห่ ลายเปนแบบแผนยงิ
ขนึ และตังโรงเรยี นฝกหัดครูเปนแหง่ แรกทีตําบลโรงเลียงเดก็ ต่อมายา้ ยไปอยูท่ ีวดั
เทพศิรนิ ทราวาส
- ป พ.ศ. 2437 นกั เรยี นฝกหดั ครชู ุดแรก 3 คน สาํ เรจ็ การศึกษาและไดร้ บั
ประกาศนยี บตั รเปนครสู อนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- ป พ.ศ. 2449 ยา้ ยโรงเรยี นฝกหดั ครู ซงึ ต้องอยูท่ ีวดั เทพศิรทิ ราวาส ไปรวมกับ
โรงเรยี นฝกหดั ครฝู งตะวนั ตก (บา้ นสมเดจ็ เจา้ พระยา) ปรบั ปรงุ หลักสตู รขนึ เปน
โรงเรยี นฝกหดั อาจารยส์ อนหลักสตู ร 2 ป รบั นกั เรยี นทีสาํ เรจ็ มธั ยมศึกษา
- ป พ.ศ. 2456 ตังโรงเรยี นฝกหัดครูหญงิ ขนึ เปนครงั แรกทีโรงเรยี นเบญจมราชาลัย
โรงเรยี นฝกหดั ครู
ทีมา : https://www.guideubon.com/2.0/ubon-story/2159/
ประวตั ิการศึกษาไทย : 5
สมยั รชั กาลที 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ วั
( พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2453)
การจดั แบบเรยี น หลักสตู ร และการสอบไล่
- ป พ.ศ. 2414 ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า ฯ ใหพ้ ระยาศรสี นุ ทรโวหารเรยี บเรยี งแบบ
เรยี นหลวงขนึ 1 เล่ม "ชุดมูลบรรพกิจ" เพอื ใชเ้ ปนบทหลักสตรู วชิ าชนั ต้นป พ .ศ. 2427
กําหนดหลักสตู ร ชนั ประโยคหนงึ โดยอนโุ ลมตามแบบเรยี นหลวงหกเล่ม ไดแ้ ก่ มูลบท
บรรพกิจ วาหนติ ินกิ ร อักษรประโยค สงั โยคพธิ าน ไวพจนพ์ จิ ารณ์ พศิ าลกานต์
นบั เปนปแรกทีจดั ใหม้ กี ารสอบไล่วชิ าสามญั และมกี ารกําหนดหลักสตู รชนั ประโยคสอง
ซงึ เปนหลักสตู รทีเกียวกับวชิ าสามญั ศึกษา หมายถึง ความรตู้ ่าง ๆ ทีต้องการใชส้ าํ หรบั
เสมยี น ในราชการพลเรอื นตามกระทรวงต่าง ๆ
- ป พ.ศ. 2431 กรมศึกษาธกิ ารจดั ทําแบบเรยี นเรว็ ใชแ้ ทนแบบเรยี นหลวงชุดเดมิ ผู้
แต่งคือ พระองค์เจา้ ดศิ วรกมุ าร (กรมพระยาดา รงราชานภุ าพ) 1 ชุด มี 3 เล่ม
- ป พ.ศ. 2433 ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิวชิ า พ .ศ. 2433 มผี ลทําใหห้ ลักสตู รภาษา
ไทยแบง่ ออกเปน 3 ประโยค หลักสตู รภาษาอังกฤษแบง่ ออกเปน 6 ชนั
- ป พ.ศ. 2434 ไดแ้ ก้ไขการสอบไล่จากเดมิ ปละครงั เปนปละ 2 ครงั เพอื ไมใ่ หน้ กั เรยี นเสยี
เวลานานเกินไป
แบบเรยี นเรว็ ใหม่
ทีมา : https://www.slideshare.net
ประวตั ิการศึกษาไทย : 6
สมยั รชั กาลที 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
มหาวทิ ยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
ในสมยั รชั กาลที 6 การศึกษาของไทยไดเ้ จรญิ ก้าวหนา้ ขยายตัวออกไปอยา่ ง
กวา้ งขวางกวา่ แต่ก่อนมาก อาทิ มกี ารขยายการศึกษาถึงขนึ อุดมศึกษา โดยนาํ เงินที
เหลือจากการบรจิ าคในการสรา้ งพระบรมรปู ทรงมา้ มาปรบั ปรงุ โรงเรยี นขา้ ราชการ
พลเรอื น ในป พ.ศ. 2453 แล้วยกฐานะขนึ เปน "จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย" ในป ป
พ .ศ. 2459 นบั เปนมหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของประเทศไทย ในครงั แรกจุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลัย เปดสอนอยู่ 4 คณะ คือ คณะแพทยศาสตร์ คณะรฐั ประศาสนศาสตร์
คณะวศิ วกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์
โรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื น
ทีมา : http://210.86.210.116/chalengsak
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
ทีมา : https://campus.campus-star.coml
ประวตั ิการศึกษาไทย : 7
สมยั รชั กาลที 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
สถานศึกษาด้านสายอาชพี
ไดม้ กี ารบาํ รงุ อาชวี ศึกษา และมคี วามมุง่ หมายในการจดั การ ศึกษาครงั แรก
เพอื มุง่ ฝกใหค้ นเขา้ รบั ราชการ ในเวลาต่อมามคี วามจาํ เปนนอ้ ยลง จงึ โปรดใหบ้ าํ รงุ
การศึกษาทางดา้ นอาชวี ขนึ อยา่ งจรงิ จงั กําเนดิ โรงเรยี นเพาะชา่ ง จดั ตังโรงเรยี น
ฝกหัดครูสตรี ขนึ เมอื พ.ศ. 2456 ต่อมาพระราชทานนามวา่ "โรงเรยี นเบญจมราชา
ลัย" และใน พ.ศ. 2455 ไดม้ กี ารจดั ตัง "โรงเรยี นพาณชิ ยการ"
อาคารเรยี นโรงเรยี นเพาะชา่ ง ในป พ.ศ. 2509
ทีมา : https://www.wikiwand.com
ประวตั ิการศึกษาไทย : 8
สมยั รชั กาลที 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
ในสมยั รชั กาลที 6 ไดม้ กี ารตราพระราชบญั ญตั ิเพมิ
และมพี ระราชบญั ญตั ิทีสาํ คัญมากในสมยั นนั คือ
ตราพระราชบญั ญตั ิโรงเรยี นราษฎร์ พ.ศ.2461
ตราพระราชบญั ญตั ิประถมศึกษา พ.ศ. 2464
ตราพระราชบญั ญตั ิโรงเรยี นราษฎร์ พ.ศ. 2461
เพอื ควบคมุ โรงเรยี นของบุคคลหรอื คณะบุคคล
ซงึ แต่ก่อนมชี อื เรยี ก โรงเรยี นของเอกชนวา่
"โรงเรยี นเชลยศักดิ"
ตรา พระราชบญั ญตั ิประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ขนึ เพอื บงั คับใหเ้ ดก็ ทกุ คนไมเ่ ลือก
เพศหรอื ศาสนาใดทีมอี ายุตังแต่ 7 ปบรบิ ูรณข์ นึ ไปต้องไปเขา้ เรยี นหนงั สอื อยูใ่ น
โรงเรยี นจนถึงอายุ 14 ปบรบิ ูรณ์ โดยไมต่ ้องเสยี ค่าเล่าเรยี น นบั วา่ เปนการจดั การ
ศึกษาภาคบงั คับเปนครงั แรก กําเนดิ การศึกษาประชาบาล ซงึ โรงเรยี นนปี ระชาชนใน
ท้องทีจดั ตังขนึ ดว้ ยทนุ ทรพั ยข์ องประชาชนในท้องที โดยมอบใหอ้ ยูใ่ นความดแู ลของ
กระทรวงศึกษาธกิ าร โรงเรยี นประเภทนลี ้วนเปนโรงเรยี นประถมศึกษา เงินค่าใชจ้ า่ ย
สาํ หรบั โรงเรยี นประชาบาลนี ไดม้ าจากเงิน ซงึ เรยี กเก็บจากประชาชนเปนรายป เรยี ก
วา่ เงินค่าศึกษาพลี การเก็บเงินค่าศึกษาพลีนี เก็บจากชายทีมอี ายุ 18 – 60 ป โดย
เก็บอยา่ งนอ้ ยปละ 1 บาทแต่ไมเ่ กิน 3 บาท ผทู้ ีไดร้ บั การยกเวน้ ไมต่ ้องเสยี เงินค่า
ศึกษาพลีไดแ้ ก่ ผทู้ ีทํามาหากินไมไ่ ด้ พระภิกษุ สามเณร บาทหลวง ทหาร ตํารวจ
ประวตั ิการศึกษาไทย : 9
สมยั รชั กาลที 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
รชั กาลที 6 โปรดใหจ้ ดั ตังโรงเรยี นในพระบรมราชูปถัมภ์ 4 แห่งไดแ้ ก่
1. โรงเรยี นมหาดเล็กหลวงกรงุ เทพฯ ตังขนึ เมอื พ.ศ. 2453 ซงึ รบั เฉพาะนกั เรยี นทีกิน
นอน เปนโรงเรยี นประจาํ ทํานองเดยี วกันกับปบลิคสกลู ของ ประเทศอังกฤษ
2. โรงเรยี นราชวทิ ยาลัย ตังอยูท่ ี ตําบลบางขวาง จงั หวดั นนทบุรี
3. โรงเรยี นพรานหลวง ตังอยูท่ ีสวนมสิ กวนั เปนโรงเรยี นประถมโดยเฉพาะ
4. โรงเรยี นมหาดเล็กหลวงเชยี งใหม่ ตังอยูท่ ีตําบลหว้ ยแก้ว จงั หวดั เชยี งใหม่
โรงเรยี นทัง 4 แหง่ นี ภายหลังทีพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั เสดจ็
สวรรคตแล้ว ไดถ้ กู ยุบรวม กิจการเขา้ อยูใ่ นโรงเรยี นมหาดเล็กหลวงกรงุ เทพฯ แล้ว
รชั กาลที 7 ทรงพระราชทานนามใหใ้ หมว่ า่ "โรงเรยี นวชริ าวุธวทิ ยาลัย" ซงึ ในปจจุบนั ก็
ยงั เปดรบั เดก็ นกั เรยี นเพอื ฝกไปเปนมหาดเล็กหลวง เมอื เรยี นจบแล้วนกั เรยี นจะไดเ้ ปน
มหาดเล็กและต้องไปปฏิบตั ิหนา้ ทีในวงั
โรงเรยี นวชริ าวุในป พ.ศ.2469
ทีมา : https://vajiravudh.ac.th/VC_Annals/vc_annal13.htm
ประวตั ิการศึกษาไทย : 10
สมยั รชั กาลที 6 พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2468)
ววิ ฒั นาการในการจดั การศึกษาในสมยั รชั กาลที 6 มดี งั นี
ป พ.ศ. 2453 : ประกาศตังโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นเพอื ฝกคนเขา้ รบั ราชการตาม
กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ และ
ป พ.ศ. 2459 : ไดป้ ระกาศยกฐานะโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นนี ขนึ เปนจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย นบั เปนมหาวทิ ยาลัยแหง่ แรกของประเทศไทย
ป พ.ศ. 2454 : ตังกองลกู เสอื หรอื เสอื ปาขนึ เปนครงั แรกโครงการศึกษา
ป พ.ศ. 2456 และฉบบั แก้ไข พ.ศ. 2458 : โดยมุง่ ใหป้ ระชาชนมคี วามรทู้ างดา้ นการ
ทํามาหาเลียงชพี ตามอัตภาพของตน พยายามทีจะเปลียนค่านยิ มของประชาชนไมใ่ ห้
มุง่ ทีจะเขา้ รบั ราชการอยา่ งเดยี ว
ป พ.ศ. 2459 : จดั ตังกองลกู เสอื หญงิ และอนกุ าชาดโรงเรยี นกลุ สตรวี งั หลังและได้
จดั ตังกองลกู เสอื หญงิ ขนึ เรยี กวา่ "เนตรนาร"ี
ป พ.ศ. 2461 : มกี ารปรบั ปรงุ และขยายฝกหดั ครขู นึ โดยโอนกลับมาขนึ กับกระทรวง
ศึกษาธกิ าร ซงึ เดมิ เปนแผนกหนงึ ของโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื น
ป พ.ศ. 2461 : ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิโรงเรยี นราษฎร์
ป พ.ศ. 2464 : ปรบั ปรงุ โครงการศึกษาชาติ โดยวางโครงการศึกษาขนึ ใหมเ่ พอื สง่
เสรมิ ใหท้ ํามาหาเลียงชพี นอกเหนอื จากทําราชการ
ป พ.ศ. 2464 : ใชพ้ ระราชบญั ญตั ิประถมศึกษาบงั คับใหเ้ ดก็ ทกุ คนทีมอี ายุ 7 ป
บรบิ ูรณห์ รอื ยา่ งเขา้ ปที 8 ใหเ้ รยี นอยูใ่ นโรงเรยี นจนถึงอายุ 14 ปบรบิ ูรณห์ รอื ยา่ งเขา้
ปที 15 โดยไมต่ ้องเสยี ค่าเล่าเรยี น และมกี ารเรยี กเก็บเงินศึกษาพลีจากประชาชน
คนละ 1- 3 บาทเพอื นาํ ไปใชจ้ า่ ยในการจดั ดาํ เนนิ การประถมศึกษา
ประวตั ิการศึกษาไทย : 11
สมยั รชั กาลที 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477)
ปจจยั ทีมอี ิทธพิ ลต่อการจดั การศึกษาในสมยั นี มดี งั นี
(1) ปญหาการเมอื งทีเกิดขนึ ภายในประเทศ มกี ล่มุ ผตู้ ืนตัวทางการเมอื งใน
กรงุ เทพมหานคร เรยี กรอ้ งใหม้ กี ารเปลียนแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม และ
การเมอื ง มกี ารวพิ ากษ์วจิ ารณร์ ะบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช
(2) ปญหาสบื เนอื งจากอิทธพิ ลจกั รวรรดนิ ยิ มตะวนั ตก ซงึ เปนปญหาทีตกค้าง
มาตังแต่รชั กาลก่อน ๆ
(3) ปญหาสบื เนอื งจากภาวะเศรษฐกิจตกตํา ในระหวา่ งพ.ศ.2463 - พ.ศ.2474
เศรษฐกิจของประเทศตกตํา จนเปนเหตใุ หร้ ฐั บาลต้องตัดทอนรายจา่ ยลง มกี าร
ยุบหนว่ ยงานและปลดขา้ ราชการออก สรา้ งความไมพ่ อใจใหก้ ับรฐั บาลระบอบ
สมบูรณาญาสทิ ธริ าชยเ์ ปนอยา่ งมาก
4) ปญหาสบื เนอื งจากการประกาศใชก้ ฎหมายการศึกษา คือ "พระราชบญั ญตั ิ
ประถมศึกษา" ทําใหก้ ารศึกษาแพรห่ ลายออกไป แต่ขาดความพรอ้ มทางดา้ นงบ
ประมาณการศึกษา
ประวตั ิการศึกษาไทย : 12
สมยั รชั กาลที 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477)
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษาในสมยั นี มดี งั นี
(1) ป พ.ศ. 2469 เปลียนชอื กระทรวงธรรมการอยา่ งเดมิ ซงึ ในปจจุบนั คือ
กระทรวงศึกษาธกิ าร
(2) ป พ.ศ. 2473 ยกเลิกการเก็บเงินศึกษาพลีคนละ 1 - 3บาท จากผชู้ ายทกุ
คนทีมอี ายุระหวา่ ง 16 - 60 ป โดยใชเ้ งินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ
อุดหนนุ การศึกษาแทน ซงึ เปนการยกเลิกการใชพ้ .ร.บ.การศึกษาทีพระบาท
สมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยูห่ วั เปนผบ็ู ญั ญตั ิไว้
(3) ป พ.ศ. 2474 ปรบั ปรงุ กระทรวงธรรมการเพอื ใหส้ อดคล้องกับภาวะ
เศรษฐกิจตกตําของประเทศ โดยยุบกรมสามญั ศึกษาในตอนนนั กระทรวง
ธรรมการจงึ มหี นว่ ยงานเพยี ง 3 หนว่ ยคือ กองบญั ชาการ กองตรวจการ
ศึกษากรงุ เทพ ฯ และกองสขุ าภิบาลโรงเรยี น
(4) ยกเลิกระเบยี บวา่ ดว้ ยการควบคมุ แบบเรยี น
กระทรวงธรรมการ
ทีมา : https://www.moe.go.th/
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ทีมา : https://www.moe.go.th/
ประวตั ิการศึกษาไทย : 13
สมยั รชั กาลที 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยูห่ วั
(พ.ศ. 2468 - พ.ศ. 2477)
การเขา้ มามบี ทบาทของการศึกษาคาทอลิก
นอกจากนนั ยงั มกี ารเปลียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์
เปนการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยใน พ.ศ. 2475 การศึกษาคาทอลิกไดข้ ยายการ
จดั การทังในเมอื งหลวงและในต่างจงั หวดั เพราะจาํ นวนคาทอลิกเพมิ ขนึ และชาวไทย
ตระหนกั ถึงความสาํ คัญของการศึกษามากขนึ ดว้ ย ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ภคินคี ณะเซนต์ปอล
เดอ ชารต์ รขยายกิจการโรงเรยี นเพมิ ขนึ เชน่ โรงเรยี นเซนต์ฟรงั ซสี ซาเวยี รค์ อนแวนต์
โรงเรยี นอัสสมั ชญั คอนแวนต์ โรงเรยี นเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ โรงเรยี นซางตาครสู้ คอน
แวนท์ และโรงเรยี นเซนต์ปอล โรงเรยี นมงฟอรต์ วทิ ยาลัยเชยี งใหม่ เปนต้น
สว่ นบาทหลวงคณะซาเลเซยี นซงึ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ มายงั กรงุ เทพฯ เมอื พ.ศ. 2470
เพอื ทํางานแพรธ่ รรมและจดั การศึกษาอบรมเยาวชนดา้ นวชิ าชพี สงั กัดอาชวี ศึกษา ดว้ ย
การจดั ตังโรงเรยี นอาชวี ะดอนบอสโก (Don Bosco) ในกรงุ เทพฯ ต่อมาไดเ้ ปดโรงเรยี น
เซนต์ดอมนิ กิ (St. Dominic) ทีกรงุ เทพฯ เชน่ เดยี วกัน เปนโรงเรยี นระดบั ประถมและ
มธั ยมศึกษา และยงั ไดข้ ยายโรงเรยี นไปยงั ต่างจงั หวดั ดว้ ย เชน่ โรงเรยี นสารสทิ ธิ
พทิ ยาลัย จงั หวดั ราชบุรี และโรงเรยี นแสงทองวทิ ยาลัย จงั หวดั สงขลา เปนต้น
การก่อตังโรงเรยี นอัสสมั ชญั คอนแวนต์
ทีมา : https://www.sarakadeelite.com
ประวตั ิการศึกษาไทย : 14
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญ
(พ.ศ.2475 –ปจจุบนั )
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา มดี งั นี
(1) มกี ารประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติ หลังเปลียนแปลงการปกครองเปนระบอบ
ประชาธปิ ไตยแล้ว โดยจดั ตังคณะกรรมการการศึกษาและทรงพระกรณุ าโปรดเกล้า ๆ ให้
ตังสภาการศึกษา พ.ศ. 2475 ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติ ต่อมามกี ารปรบั ปรงุ การ
จดั การศึกษาภาคบงั คับจาก 6 ป เหลือ 4 ป และประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479
(2) การมอบให้ท้องถินจดั การศึกษา พ.ศ. 2476 และยกฐานะท้องถินขนึ เปนเทศบาล
ตราพระราชบญั ญตั ิเทศบาลขนึ และเทศบาลไดจ้ ดั การศึกษาอยา่ งแท้จรงิ ใน พ.ศ. 2478
3) การปรบั ปรงุ หนว่ ยงานทีมสี ว่ นรบั ผดิ ชอบในการจดั การศึกษาและเหตกุ ารณส์ าํ คัญ
ทางการศึกษา ดงั เชน่
- ป พ.ศ. 2476 มกี ารปรบั ปรุงสว่ นราชการในกระทรวงธรรมการและประกาศตัง
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ์ ละการเมอื ง
- ป พ.ศ. 2477 โอนคณะนติ ิศาสตรใ์ นจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัยไปสมทบกับ
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรแ์ ละการเมอื ง
- ป พ.ศ. 2478 ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิประถมศึกษาทัวประเทศ ป พ.ศ. 2488
ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิครพู ุทธศักราช 2488
- ป พ.ศ. 2494 มกี ารประกาศใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ที 1 ปพ.ศ.2503
ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ที2
- ป พ.ศ.2520 ประกาศใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ที3
ประวตั ิการศึกษาไทย : 15
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญ
(พ.ศ.2475 –ปจจุบนั )
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา มดี งั นี
ปจจุบนั กําลังใชแ้ ผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 ฉบบั ที 4 และพระราชบญั ญตั ิ
การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542
การปฏิวตั ิเมอื เดอื นตลุ าคม 2501 ไดม้ กี ารจดั ทําและนาํ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและ
สงั คมมาใช้ ซงึ ต่อมาไดย้ ุบเลิกและจดั ตังสภาการศึกษาขนึ มาแทน สภานไี ดพ้ จิ ารณา
เสนอแผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2503 ขนึ มา เปนผลใหก้ ารศึกษาในระยะหลังได้
เปลียนไปอยา่ งมาก การศึกษาไดข้ ยายตัวขนึ ทกุ ระดบั เพราะประเทศกําลังอยูใ่ นระหวา่ ง
การพฒั นา จงึ จาํ เปนจะต้องสง่ เสรมิ ใหพ้ ลเมอื งไดร้ บั การศึกษาทีดขี นึ เพอื จะไดเ้ ปน
พลเมอื งทีมคี ณุ ภาพสามารถเพมิ รายไดข้ องตน และชว่ ยยกฐานะทางเศรษฐกิจของ
ประเทศใหส้ งู ขนึ ดว้ ยเหตนุ รี ฐั บาลจงึ ไดใ้ หส้ ภาพฒั นาเศษรฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติจดั ทํา
แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ คือ
ฉบบั ที 1 (พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2509)
ฉบบั ที 2 (พ.ศ. 2510 - พ.ศ. 2514)
ฉบบั ที 3 (พ.ศ. 2515 - พ.ศ. 2519 )
ฉบบั ที 4 (พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2524)
ฉบบั ที 5 (พ.ศ. 2525 - พ.ศ. 2529)
ฉบบั ที 6 (พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2534)
ฉบบั ที 7 (พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2539)
ฉบบั ที 8 (พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2544)
ฉบบั ที 9 (พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2549)
ประวตั ิการศึกษาไทย : 16
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญ
(พ.ศ.2475 –ปจจุบนั )
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา มดี งั นี
ซงึ การจดั การศึกษาในปจจุบนั ไดม้ ุง่ ยดึ แนวนโยบายทีสอดคล้องกับแผนพฒั นา
เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติฉบบั ที 9 (พ.ศ.2545- พ.ศ. 2549) ไดจ้ ดั แผนการศึกษา
ระยะ เวลา 15 ปเพอื วางแนวทางในการพฒั นาการอยา่ งบูรณาการคณุ ภาพชวี ติ ในทกุ ๆ
ดา้ นและสอดรบั กับวสิ ยั ทัศน์ แนวนโยบาย มาตรการและกฎหมายอืน ๆ ทีเกียวขอ้ งกับ
การพฒั นาสงั คมไทย สว่ นการจดั การศึกษาของประเทศไทยในสมยั การปกครองระบอบ
รฐั ธรรมนญู มกี ารขยายสถานศึกษาทังในสว่ นกลางและสว่ นภมู ภิ าค โดยเฉพาะในสว่ น
ภมู ภิ าค เชน่
- ป พ.ศ. 2503 เรมิ ก่อสรา้ งและจดั ตังมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหมแ่ ละรบั นสิ ติ เขา้ เรยี น
- ป พ.ศ. 2509 เรมิ ก่อสรา้ งมหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทรใ์ นภาคใต้
เนอื งจากมผี สู้ นใจศึกษาในระดบั อุดมศึกษามากขนึ
- ป พ.ศ. 2514 มกี ารจดั ตังมหาวทิ ยาลัยรามคําแหงเปนมหาวทิ ยาลัยเปดแหง่ แรก
- ป พ.ศ. 2521 ตังมหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าชเปนมหาวทิ ยาลัยเปดแหง่ ทีสอง
มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช
ประวตั ิการศึกษาไทย : 17
สมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญ
(พ.ศ.2475 –ปจจุบนั )
ววิ ฒั นาการการจดั การศึกษา มดี งั นี
การจดั การศึกษาในปจจุบนั ไดม้ ุง่ ยดึ แนวนโยบายทีสอดคล้องกับแผนพฒั นา
เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ไดจ้ ดั แผนการศึกษาระยะ เวลา 15 ปเพอื วางแนวทาง
ในการพฒั นาการอยา่ งบูรณาการคณุ ภาพชวี ติ ในทกุ ๆ ดา้ นและสอดคล้องกับวสิ ยั
ทัศน์ แนวนโยบาย มาตรการและกฎหมายอืน ๆ ทีเกียวขอ้ งกับการพฒั นาสงั คมไทย
สว่ นการจดั การศึกษาของประเทศไทยในสมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนญู มกี าร
ขยายสถานศึกษาทังในสว่ นกลางและสว่ นภมู ภิ าค
การปรบั โครงสรา้ งการบรหิ ารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ ารใหม่
แบง่ ออกเปน 4 สว่ น คือ
1. สภาการศึกษา
2.สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั พนื ฐาน
3.สาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
4.สาํ นกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
กระทรวงศึกษาธกิ าร
ทีมา : https://www.moe.go.th
ประวตั ิการศึกษาไทย : 18
ระบบการศึกษาไทยในปจจุบนั
ระบบการศึกษาไทยในปจจุบนั ตามทีกําหนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ.2542 แก้ไขเพมิ เติม (ฉบบั ที 2) 2545 มกี ารจดั ระบบการศึกษา 6-3-3 ดงั นี
- การศึกษาขนั ประถมศึกษา 6 ป
- การศึกษาขนั มธยั มศึกษาตอนต้น 3 ป (3 ระดบั ชนั )
- การศึกษาขนั มธยั มศึกษาตอน ปลาย 3 ป (3 ระดบั ชนั )
นอกจากนนั ระบบการศึกษาไทยยงั จดั เปนระบบ
- การศึกษาในระบบโรงเรยี น
- การศึกษานอกระบบโรงเรยี น
- การศึกษาตามอัธยาศัย
ในการจดั ระบบการศึกษาตามแนวพระราชบญั ญตั ิฉบบั นจี ะไมพ่ จิ ารณา แบง่ แยกการ
ศึกษาในระบบ โรงเรยี นออกจากการศึกษานอกระบบโรงเรยี นแต่จะถือวา่ การศึกษาใน
ระบบ การศึกษานอก ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเปนเพยี งวธิ กี ารเรยี นการสอน
หรอื รปู แบบของการเรยี น การสอนทีภาษาอังกฤษใชคํา วา่ "Modes of learning"
ฉะนนั แนวทางใหม่ คือ สถานศึกษา สามารถจดั ไดท้งั 3 รปู แบบและใหร้ ะบบเทียบโอน
การเรยี นรทู้ ัง 3 รปู แบบโดย พรบ. การศึกษาแหง่ชาติมาตรา 15 กล่าววา่ การจดั การ
ศึกษามสี ามรปู แบบ ดงั นี
(1) การศึกษาในระบบ เปนการศึกษาท่กีา หนดจุดมุง่ หมายวธิ กี ารศึกษา หลักสตู ร
ระยะเวลาของการศึกษา การวดั และการประเมนิ ผล ซงึ เปนเงือนไขของการสาํ เรจ็ การ
ศึกษาทีแนน่ อน
(2) การศึกษานอกระบบ เปนการศึกษาทีมคี วามยดื หยุน่ ในการกําหนดจุดมุง่ หมาย
รปู แบบวธิ กี ารจดั การศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวดั และประเมนิ ผล ซงึ เปน
เงือนไขสาํ คญขั องการสาํ เรจ็ การศึกษาโดยเนอื หาและหลักสตู รจะต้องมคี วามเหมาะสม
สอดคล้องกับสภาพปญหาและ ความต้องการของบุคคลแต่ละกล่มุ
(3) การศึกษาตามอัธยาศัย เปนการศึกษาทีใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรดู้ ว้ ยตนเองตาม
ความสนใจ ศกัยภาพความพรอ้ม และโอกาสโดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณส์ งั คม
สภาพแวดล้อมหรอื แหล่งความรอู้ ืน ๆ
ประวตั ิการศึกษาไทย : 19
ระบบการศึกษาไทยในปจจุบนั
การศึกษาในระบบมี 2 ระดบั คือ การศึกษาขนั พนื ฐานและการศึกษาระดบั อุดมศึกษา
1.การศึกษาขนั พนื ฐาน การศึกษาซงึ ต้องไมน่ อ้ ยกวา่ สบิ สองปก่อนระดบั อุดมศึกษา
การแบง่ ระดบั และประเภทของ การศึกษาขนั พนื ฐานใหเ้ปนไปตามทีกําหนด ในกฎ
กระทรวงการแบง่ ระดบั หรอื การเทียบระดบั การศึกษานอกระบบหรอื การศึกษาตาม
อัธยาศัยใหเ้ ปนไปตามทีกําหนดในกฎกระทรวง การศึกษาในระบบทีเปนการศึกษาขนั
พนื ฐานแบง่ เปนสามระดบั ดงั นี
1.1 การศึกษาก่อนระดบปั ระถมศึกษา จดกั ารศึกษาใหแ้ ก่เดก็ ทีมอี ายุ 3 - 6 ป
1.2 การศึกษาระดบั ประถมศึกษา โดยปกตใชิ เว้ ลาเรยี น 6 ป
1.3 การศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาแบง่ เปน 2 ระดบั ดงั นี
- การศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้นโดยปกติใชเ้ วลาเรยี น 3 ป
- การศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายปกติใชเ้ วลาเรยี น 3 ป แบง่ เปน 2 ประเภท
ดงั นี 1) ประเภทสามญศั ึกษา เปนการจดกั ารศึกษาเพอื เปนพนื ฐานในการศึกษาต่อ
ใน ระดบอั ุดมศึกษา
2) ประเภทอาชวศี ึกษา เปนการจดกั ารศึกษาเพอ่ื พฒนั าความรแู ้ละทกัษะในการ
ประกอบอาชพหี รอื ศึกษาตอ่ในระดบอั าชพชี นสั งู ตอ่ไป
2.การศึกษาระดบอั ุดมศึกษา แบง่ เปน 2 ระดบั คือ ระดบั ตํากวา่ ปรญิ ญาและระดบั
ปรญิ ญา การใชค้ ํา วา่ "อุดมศึกษา" แทนคําวา่ "การศึกษาระดับมหาวทิ ยาลัย" ก็
เพอื จะใหค้ รอบคลมุ การศึกษาในระดบั ประกาศนยี บตั รหรอื อนปุ รญิ ญาทีเรยี นภาย
หลังทีจบการศึกษาขนั พนื ฐานแล้วทังนกี ารศึกษา ภาคบงั คับจาํ นวนเก้าป โดยใหเ้ ดก็
ซงึ มอี ายุยา่ งเขา้ ปทีเจด็ เขา้ เรยี นในสถานศึกษาขนั พนื ฐาน จนอายุยา่ งเขา้ ปทีสบิ หก
เวน้ แต่สอบไดช้ นั ปทีเก้าของการศึกษาภาคบงั คับหลักเกณฑ์และ วธิ กี ารนบั อายุใหเ้ ปน
ไปตามทีกําหนดในกฎกระทรวง
ประวตั ิการศึกษาไทย : 20
ประวัติศาสตร์การศึ กษาไทย
“ … วิชาหนังสื อเปนวิชาทนี ่านับถอื และเปนทนี ่าสรรเสริญมาแตโ่ บราณ
วา่ เปนวิชาอยา่ งประเสริฐซึงผูย้ ิงใหญน่ ับแตพ่ ระมหากษัตริย์เปนตน้ มา
ตลอดจนราษฎร์พลเมือง สมควรและจําเปนจะตอ้ งรู้เพราะเปนวิชาทอี าจ
ทาํ ใหห้การทงั ปวงสํ าเร็จในทุกสิ งทุกอยาง่ … ”
พระราชดาํ รัสของพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว