The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

ตำ้ นำนหลวงป่ทู วดเหยยี บนำ้ ทะเลจืด วดั พะโคะ

อ.สทงิ พระ จ.สงขลำ

สารบญั หนา้

เรอื่ ง ๑๘
ประวตั คิ วามเป็นมาของหลวงป่ ูทวดเหยยี บนา้ ทะเลจดื ๑๘
ประวตั สิ ถานทเ่ี ก่ียวกบั ตานานหลวงป่ ูทวด ๒๐
๑.ประวตั คิ วามเป็นมาของวดั พะโคะ ๒๐
สถานทสี่ าคญั บรเิ วณวดั พะโคะ ๒๑
พระสุวรรณมาลิกเจดยี ศ์ รรี ตั นมหาธาตุ ๒๒
ศาลาตดั สนิ คดคี วาม ๒๓
หลกั ผูกชา้ งของเจา้ เมืองสทงิ พระ ๒๕
ลูกแกว้ บนไมท้ า้ ว ๒๖
รอยแกว้ บนในวหิ าร ๒๙
๒.ประวตั ิความเป็นมาของวดั ดหี ลวง
๓.ประวตั ิความเป็นมาของวดั ดหี ลวง

สารบัญ (ตอ่ ) หนา้
๓๔
เรอ่ื ง ๓๖
๓.ประวตั คิ วามเป็นมาของตระพงั พระ ๔๒
๔.ประวตั ิความเป็นมาของถา้ เขาคหู า ๔๒
๔๓
หลวงป่ ูทวดในแงต่ านานและความเชอ่ื ๔๔
๑.คาถาบูชาหลวงป่ ูทวดเหยียบนา้ ทะเลจดื ๔๕
๒.ความศรทั ธาเล่อื มใสเกี่ยวกบั หลวงป่ ูทวดเหยยี บนา้ ทะเลจดื ๔๕
วดั ตน้ เลียบ ๔๖
วดั ดหี ลวง ๔๗
สานกั สงฆน์ าเปล ๔๘

แผนทที่ อ่ งเทย่ี วตามรอยหลวงป่ ูทวด
อา้ งองิ
ดชั นี

ประวตั คิ วามเป็นมาของหลวงปทู่ วดเหยยี บน้าทะเลจืด

สมเด็จเจา้ พะโคะหรือหลวงป่ ูทวด เป็ นท่ีรูจ้ กั ของชาวไทยทุก
ภูมิภาคในฐานะพระศกั ดิส์ ิทธ์ิที่มีอทิ ธิปาฏิหาริยแ์ ละอภิญญาแกก่ ลา้ จน
ไดส้ มญาวา่ “หลวงป่ ูทวดเหยียบนา้ ทะเลจืด” ประวตั ิอนั พิสดารของ
ท่านมีเล่าสืบกนั มาไม่รูจ้ บส้ิน ยิ่งนานวนั ยิ่งซบั ซอ้ นและขยายวงกวา้ ง
ออกไปกลายเป็นความเชอื่ ความศรทั ธาอยา่ งฝังใจ
หลวงป่ ูทวดเป็ นบุคคลที่มีตวั ตนจริง ๆ เรื่องราวต่อไปน้ีไดร้ วบรวม
จากหนงั สอื อา้ งองิ หลายเลม่ ทง้ั ทเ่ี ป็นตานานหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์
หนงั สอื และเอกสารตา่ ง ๆ พอจะใหท้ า่ นผอู้ า่ นไดท้ ราบวา่
หลวงป่ ูทวด คือใคร เกิดในสมัยใดและไดส้ รา้ งคุณประโยชน์แก่
ประเทศชาติและพระศาสนาไวอ้ ยา่ งไรบา้ ง เพื่อเป็ นคติเตือนใจแกอ่ นุชน
รุน่ หลงั สบื ไป



เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ กวา่ ปีมาแลว้ อาณาบรเิ วณสนั ทรายทเี่ รยี ก
กนั วา่ “คราบสมุทรสทงิ พระ” เคยเป็นชุมชนโบราณแรกเรมิ่ ประวตั ศิ าสตร์
มหี ลกั ฐานปรากฏอยู่ ๓ ชมุ ชน คอื

๑.ชุมชนโบราณเขาคหู าใกล่ วดั พะโคะ
๒.ชุมชนโบราณสทิงพระ
๓.ชุมชนโบราณสทงิ หมอ้ บรเิ วณคลองปะโอ
ตอ่ มาชุมชนสทงิ พระไดพ้ ฒั นาข้ึนเป็ นเมืองเรียกกนั ว่า “เมืองสทงิ
ปุระพาราณสี” ซึ่งเป็ นเมืองท่าสาคญั ทางการคา้ ท่ีเจริญมาก ทาใหถ้ ูกโจร
สลดั เขา้ โจมตี ทาลายเมืองและวดั สาคญั หลายวดั เชน่ วดั จะทงิ พระ
วดั พะโคะ ทาใหผ้ ูค้ นก็อพยพไปตงั้ ฐานยงั ทตี่ า่ ง ๆ



ตอ่ มาเมื่อประมาณ ๔๐๐ กวา่ ปีทผ่ี า่ นมาในตอนปลายรชั สมยั ของพระมหาธรรมราชา แหง่ กรุงศรอี ยุธยา
ไดม้ ีครอบครวั คนยากจนครอบครวั หนึ่งช่ือ “ตาหูกบั ยายจนั ”เป็ นทาสในเรือนเบ้ียของเศรษฐีปาน ไดป้ ลูกบา้ นอยู่ใน
บรเิ วณบา้ นสวนจนั (ทางทศิ ใตข้ องวดั ตน้ เลียบปัจจบุ นั ) แลว้ ครอบครวั ของตาหูยายจนั ก็ไดม้ ีการใหก้ าเนิดบุตรชายหน่ึง
คน ในวนั ศุกร์ เดอื นสี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๒๓ หลงั จากนนั้ ตาหผู เู้ ป็นพ่อก็ไดน้ า รก ของลกู ชายมาฝังไวท้ โี่ คนตน้ เลียบอยู่
ทางทศิ เหนือของบา้ น ซง่ึ มีความเชอื่ กนั วา่ เม่ือมีทารกคลอดจากครรภม์ ารดาจะนิยมนารกมาฝังไวท้ ีโคนตน้ เลียบ



หลงั จากนน้ั ตาหูก็ไดก้ ลบั ไปท่ีบา้ นสงั เกตุเห็นอาการ
ของลกู ชายคบื คลานวอ่ งไวเหมือนจบั ปูใสใ่ นกระดง้ ก็เลยไดต้ ง้ั ชอื่
วา่ “เด็กชายปู” ในเวลาชว่ งเดือนส่นี นั้ เป็ นฤดูกาลเก็บเก่ียวขา้ ว
เศรษฐปี านมีคาสง่ั ใหท้ าสในเรอื นเบ้ียทุกคนออกไปเก็บเกี่ยวขา้ ว
รวมถึงครอบครวั ตาหูยายจนั ดว้ ยก็เลยตอ้ งพาบุตรชายไปดว้ ย
แลว้ ไดผ้ ูกเปลใหบ้ ุตรชายนอนใตร้ ่มตน้ มะเม่า จนกระทง่ั เวลา
ยามบ่าย เวลาประมาณบ่าย ๓ โมง ไดข้ ้ึนมาดูลูก พอมาถึงเปล
ของลูกชายนน้ั ปรากฏไดม้ ีพญางูจงอาง มาพนั อยู่รอบเปลใน
ขณะนน้ั ตาหูยายจนั ก็ตกใจมากจงึ รอ้ งตะโกนขอความชว่ ยเหลือ
เพื่อนบา้ นใหม้ าขบั ไลพ่ ญางูตวั น้ี

ทุกคนไดเ้ ห็นว่าพญางูตวั น้ีมีขนาดที่ใหญ่มากกว่า
ปกติจึงไม่มีใครกลา้ ท่ีจะขบั ไล่ ทงั้ สองเลยไปหาดอกไมบ้ ริเวณ
ใกล้ ๆ เพื่อบนบานใหเ้ ทพยดาช่วยปกปักรักษาคุม้ ครอง
บุตรชาย



เพ่ือบนบานใหเ้ ทพยดาช่วยปกปักรกั ษาคุม้ ครอง
บุตรชาย หลงั จากนน้ั พญางูก็คลายขนดเล้ือยลงจากเปลไป
ต่อมาตาหูยายจนั ก็ไดเ้ ขา้ ไปดูลูก พบวา่ ที่อกของลูกชายไดม้ ี
เป็ นฟองนา้ ลายงูตกอยูจ่ งึ ไดเ้ อามือไปปัดป้ องก็ไดท้ ราบวา่ เป็ น
ดวงแกว้ งูตนนน้ั ไดม้ าคลายดวงแกว้ ไวใ้ หเ้ ด็กชายปู หลงั จาก
นนั้ ตาหูยายจนั ก็ไดอ้ ุม้ ลูกพรอ้ มดวงแกว้ กลบั มายงั บา้ น เม่ือ
ถึงบา้ นซึ่งทางเพื่อนบา้ นหลายๆคนจึงไดเ้ ขา้ มาขอชมดวงแกว้
รวมไปถึงเศรษฐีปานก็เช่นกนั หลงั จากเศรษฐีปานไดเ้ ห็น
ลูกแก้ว ดังน้ันจึงเกิดความโลภอยากจะได้ดวงแก้วน้ี มา
ครอบครองจนกระทง่ั ไดข้ อมาครอบครองดว้ ยขอแลกกบั หน้ีส้นิ
ทงั้ หมดของครอบครวั ซง่ึ ทางตาหยู ายจนั ก็ขดั ตอ่ ความตอ้ งการ
ของเศรษฐีปานไม่ไดก้ ็จึงตอ้ งยอมยกใหไ้ ปทง้ั ๆ ท่ีไม่อยากจะ
มอบให้



แตเ่ ม่ือใหไ้ ปแลว้ ก็ไดอ้ ธิษฐานวา่ “ถา้ ของสาคญั สิ่งน้ี
เป็ นส่ิงคู่บารมีของลูกชายจริงวนั หนึ่งวนั ใดก็ตอ้ งกลบั มาหาลูก
ชาย” เม่ือดวงแกว้ ไดไ้ ปอยู่กบั ครอบครวั ของเศรษฐีปานจึงได้
เกิดเหตุการณไ์ ม่ดีมากมาย คือลูกเมียไม่สบาย ไฟไหม้ยุง้ ฉาง
โดยหาสาเหตุไม่ได้ จนกระทงั่ หลงั จากนน้ั ประชาชนต่างพากนั
พูดวา่ เป็ นเพราะการท่ีเศรษฐีปานนาดวงแกว้ มาอยู่กบั ตนดว้ ย
ความไม่ชอบธรรม จนในท่ีสุดเศรษฐีปานก็สานึกผิด แลว้ ก็นา
ดวงแกว้ กลบั ไปคืนยงั ครอบครวั ของตาหูยายจนั และไดย้ ก
หน้ีสินทงั้ หมดพรอ้ มดว้ ยมอบที่ดินสว่ นหนึ่งใหก้ บั ครอบครวั ตา
หูยายจนั อีกดว้ ยเพ่ือเป็ นการขอขมาลาโทษ สว่ นครอบครวั ของ
ตาหูยายจนั หลงั จากท่ีไดล้ ูกแกว้ กลบั คืนมาแลว้ ไดส้ ินใจพาไป
ฝากไวก้ บั สมภารจวง ท่ีวดั ดีหลวง ซึ่งทา่ นสมภารจวงกบั แม่จนั
ท่านมีความสมั พนั ธเ์ ป็ นพี่กบั นอ้ งสมภารจวงเป็ นพ่ีของแม่จนั
เม่ือนาดวงแกว้ ไปฝากไวแ้ ลว้ ก็เกิด



ปรากฏการณ์ท่ีตามมาหลังจากน้ันเด็กชายปูไดม้ ี
อาการงอแง รอ้ งไห้ บ่อยข้ึน ไม่สบายเน้ือสบายตวั ทาใหต้ าหู
ยายจนั เกิดความไม่สบายใจก็เลยเดินทางไปหาทา่ นสมภารจวง
ท่านไดพ้ รมนา้ มนตแ์ ลว้ เม่ืออยู่ในวดั แลว้ เด็กชายปูก็มีอาการ
ปกติ รา่ เริงแจม่ ใส ตาหูยายจนั จึงตดั สินใจมอบเด็กชายปูใหอ้ ยู่
ในวดั กบั สมภารจวง จนกระทง่ั เจริญวยั ถึง ๑๔ ปี สมภารจวงก็
ไดท้ าการบรรพชาบวชสามเณร ครองผา้ ไตรผืนแรกในพุทธ
ศาสนา ณ อุโบสถวดั ดีหลวง ต่อมาไดเ้ รียน ก ข แล ก กา
สามเณรปูมีความหมน่ั เพียรศึกษาวชิ าความรูจ้ นกระทงั่ จบจาก
สานกั วดั ดีหลวงและหลงั จากนน้ั ไดเ้ ดินทางไปศึกษาต่อยงั สานกั
ของพระชินเสนเถระ ที่วดั สีกุยงั หรือวดั สีหยงั ในปัจจบุ นั เมื่อจบ
การเล่าเรียนที่สานกั พระชินเสนเถระแลว้ ทา่ นก็ไดส้ ่งสามเณรปู
เรยี นตอ่ ทสี่ านกั วดั เสมาเมืองกบั พระครูกาเดมิ



เมื่ออายุครบ ๒๑ ปี บริบูรณ์ก็เลยได้ทาการ
อปุ สมบทเป็ นพระภิกษุ โดยการอุปสมบทแบบอทุ กเสมาคือนา
เรือมาส ๓–๔ ลามาตอ่ กนั เป็ นแพแลว้ การอุปสมบทกลางนา้
ท่ีคลองท่าแพ จงั หวดั นครศรีธรรมราช หลังจากบวชเป็ น
พระภิกษุแลว้ ก็ไดร้ บั ฉายาว่า สามีราโม หลงั จากนั้นท่านมี
ความประสงค์ท่ีจะศึกษาต่อจึงไดป้ รึกษากบั พระครูกาเดิม
เพื่อท่ีจะไปเรียนต่อท่ีกรุงศรีอยุธยาและพระครูกาเดิมก็ได้
ตดิ ตอ่ ประสานเรอื สาเภาฝากใหเ้ ดินทางไปดว้ ย หลงั จากนดั วนั
ตกลงเดินทางกนั แลว้ ทา่ นก็ไดไ้ ปข้ึนเรอื ท่ที า่ นา้ วดั คงคาเลียบ
หรือท่ีเรียกว่า “ท่าซกั ”เมื่อออกเดินทางไปบริเวณน่านนา้
ชุมพร เรือไดต้ ิดพายุจึงตอ้ งทอดสมอเรือเป็ นระยะเวลา ๗ วนั
จงึ ทาใหล้ อยเรอื อยูก่ ลางทะเล เสบียงอาหารทเี่ ตรยี มไวไ้ ดห้ มด
ลง



ทุกคนภายในเรือไดพ้ ากนั โทษวา่ คงเป็ นเพราะพระภิกษุสามีรา
โมรูปน้ีวา่ ทาใหเ้ กิดเหตุอาเพสเป็ นแน่แท้ ก็เลยตกลงกนั วา่ จะนิมนตท์ า่ น
ใหล้ งเรือเล็กใหเ้ ดินทางไปแตเ่ พียงลาพงั แตไ่ ดม้ ีลูกเรือคนหนึ่งที่ชื่อวา่
นายจนั ขออาสาพายเรือให้ ตอ่ มานายจนั ลูกเรือคนน้ีก็เกิดอาการหิวนา้
อยากด่ืมนา้ ก็พูดไปต่าง ๆนานา แลว้ พระภิกษุสามีราโมท่านก็มีจิต
เมตตาปราถณาจกั ชว่ ยสงเคราะหจ์ ึงตงั้ จติ อทิศฐานแลว้ หยอ่ นเทา้ ซา้ ยลง
ในนา้ ทะเล จากนน้ั นา้ ทะเลที่มีความเค็มกลายเป็ นนา้ จืด ดว้ ยความดีใจ
ของนายจนั ลูกเรือคนน้ีก็ไดต้ ะโกนบอกสาเภาอนิ ทร์ เม่ือไดย้ ินอย่างนน้ั
เจา้ สาเภาอินทรก์ ็ไดส้ านึกผิดจึงไดข้ อตกั นา้ นน้ั มาเป็ นเสบียงอาหารแลว้
จึงไดน้ ิมนตพ์ ระภิกษุสามีราโมเดินทางกลบั ข้ึนสู่เรือสาเภาลาเดิมแลว้
ทงั้ หมดก็ไดร้ ว่ มเดินทางไปยงั ถึงกรุงศรอี ยุธยา ทุกคนไดไ้ ปสง่ ทา่ นทว่ี ดั
แคราชานุวาส กรุงศรอี ยุธยา



อกั ขระบาลี ในรชั สมยั สมเด็จพระเจา้ เอกาทศรถเป็ นกษตั ริย์ของกรุงศรี
อยุธยา ปรากฏไดม้ ีเหตุการณเ์ กิดข้ึน พระเจา้ พุฎฐคามินีกษตั ริยศ์ รีลงั กา
สง่ จานวนพราหมณ์ ๗ คน โดยใหช้ า่ งทาการตีเป็ นแผ่นทองเท่าใบมะขาม
จานวน ๘๔,๐๐๐ ช้ิน โดยมีการเขียนอกั ขระไวด้ า้ นในเพ่ือเป็ นการพนนั ใน
กรุงศรีอยุธยานน่ั เองทาแยกเป็ น ๗ ขนั นามาทา้ พนนั ต่อกรุงศรีอยุธยา
ทางกรุงศรีอยุธยามองเห็นวา่ เป็ นทางเมืองพุทธและมีนกั ปราชญ์มากมาย
ทางศรีลงั กาใหพ้ ราหมณท์ ง้ั ๗ คนนาอกั ขระบาลีมาเพ่ือท่ีจะทาการพนนั
โดยมีการพนนั วา่ ถา้ กรุงศรอี ยุธยาเรียงอกั ขระบาลีสาเร็จภายใน ๗ วนั จะ
ถวายทอง ๗ ลาสาเภาเรือเป็ นเครื่องเคร่ืองราชบรรณาการ แตถ่ า้ เรียงไม่
สาเร็จทางกรุงศรีอยุธยาตอ้ งสง่ เครื่องราชบรรณาการไปยงั ศรีลงั กาแทน
ดว้ ยเหตุน้ีสมเด็จพระเจา้ เอกาทศรถทรงวินิจไฉว่าทางกรุงศรีอยุธยามี
นกั ปราชญท์ ่ีชาญฉลาดอยา่ งมากมาย จึงรบั คาทา้ พนนั แตส่ มเด็จพระเจา้
เอกาทศรถไม่ทราบว่าพวกพราหมณ์ทง้ั ๗ คนน้ันไดซ้ ่อนอกั ขระบาลี
ทง้ั หมดไวใ้ นมวยผมคนละ ๑ ตวั เมื่อมีใครมาเรยี งอกั ขระน้ีก็ไมส่ าเรจ็

๑๐

พระเจา้ เอกาทศรถก็ไมร่ ูว้ า่ เกิดอะไรข้ึนจงึ ไดน้ ิมนตภ์ ิกษุ
และผูม้ ีความรูเ้ พื่อมาแกป้ ริศนาธรรมภายใน ๗ วนั แต่ก็ไม่มีใคร
สามารถแกป้ รศิ นาธรรมน้ีได้ พระเจา้ เอกาทศรถก็ได้ พระสุบินวา่
มีชา้ งเผือกเชอื กหนึ่งเดนิ มาจากทศิ ทกั ษิณ (ทางทศิ ใต)้ ข้ึนเหยียบ
บนบลั ลงั กข์ องท่าน ท่านจึงคิดกงั วลวา่ ครง้ั น้ีท่านอาจจะตอ้ งเสีย
กรุงศรอี ยุธยา จึงไดใ้ หโ้ หราศาสตรท์ านายพระสุบินนิมิต ทราบวา่
จะมีพระสมณศกั ดิ์รูปหนึ่งเดินทางมาจากทางใตซ้ ่ึงมีความเฉลียว
ฉลาดสามารถที่จะมาแกป้ ริศนาธรรมครง้ั น้ีได้ จึงไดส้ ง่ั ใหข้ ุนศรี
ธนญชยั ออกสืบหาพระภิกษุรูปดงั กล่าว ต่อมาจึงไดท้ ราบวา่ มี
พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเดินทางมาจากปักษใ์ ตร้ ะหวา่ งทางไดม้ ีการ
สรา้ งอิทธิปาฏิหาริย์เหยียบนา้ ทะเลจืดช่วยคนบนเรือไวไ้ ด้ ซึ่ง
ขนาดนนั้ ทา่ นพานกั อยูท่ วี่ ดั แคราชานุวาส ขุนศรีธนนชยั ก็ไดเ้ ขา้ ไป
อาราธนานิมนต์ ทา่ นไดร้ บั อาราธนานิมนตจ์ งึ เดนิ ทางเขา้ สูก่ รุงศรี
อยุธยา เม่ือพราหมณท์ ง้ั ๗ เห็นอาการกรยิ าทพี่ ระปู สามีราโม

๑๑

แสดงใหเ้ ห็นกอ่ นทาการเรยี งอกั ขระบาลีโดยวธิ ีลุกข้ึนยืน
แลว้ นง่ั ลงก็ไดพ้ ากนั หวั เราะวา่ นกั ปราชญ์ในกรุงศรีอยุธยาไม่มี
ความเกง่ กลา้ แลว้ หรอื จงึ นาพระภิกษุหนุ่มมาแกป้ ริศนาธรรม เมื่อ
เจา้ หนา้ ท่ีนาแผ่นทองอกั ขระบาลีมาถวายใหพ้ ระสามีราโมเพื่อทา
การเรียง ท่านก็คานวณทราบว่าแผ่นทองอกั ขระขาดไป ๗ ตวั
ดว้ ยกนั ซ่ึงเป็ นอกั ขระบาลีหวั ใจพระภิธรรม คือ “สงั วิ ธา ปุ กะ
ยะ ปะ จงึ ไดส้ อบถามกบั พราหมณ์ หลงั จากนนั้ ทาใหพ้ ราหมณท์ งั้
๗ คนไดน้ าอกั ขระบาลีที่ตนเองซอ่ นไวอ้ อกมาจากมวยผมคนละ ๑
ตวั แลว้ ไดท้ ูลถวายทาใหก้ ารเรียงอกั ขระบาลีในครงั้ น้ันสาเร็จ
สามารถปกป้ องเมืองไวไ้ ด้ พระเจา้ เอกาทศรถจงึ พระราชทานสมณ
ศกั ด์ิแด่พระปู สามีราโม เป็ น สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมา
จารย์ ตอ่ มาไมน่ านกรุงศรอี ยุธยาเกิดโรคหา่ ระบาดไปทว่ั เมือง

๑๒

สมเด็จพระราชมุนีก็ไดช้ ว่ ยไวอ้ ีกครง้ั โดยราลึกถึงอานาจ
ของดวงแกว้ วเิ ศษแลว้ นานา้ พระพุทธมนตป์ ระพรมตามบา้ นเรอื น จึง
ทาใหโ้ รคหา่ ก็หายขาด ดว้ ยอานาจอภินิหารคณุ ความดีและคุณธรรม
อนั สูงส่ง ทาใหพ้ ระเจา้ เอกาทศรถเล่ือนสมณศักดิ์เทียบสมเด็จ
พระสงั ฆราช มีพระนามวา่ พระสงั ฆราชคูรูปาจารย์ เม่ือท่านไดร้ บั
ตาแหน่งไดไ้ ม่นานท่านก็ได้ เดินทางกลบั คืนสู่มาตุภูมิโดยการเดิน
ธุดงควตั รระหวา่ งเดินทางทา่ นไดร้ กั ษาผูค้ นมาตลอดการเดินทาง จน
เดินทางถึงวดั ดีหลวงสรา้ งความปิ ติยินดีกบั ชาวบา้ นอย่างมากใน
ขนาดนนั้ วดั พะโคะชารุดซุดโซมเป็ นอนั มากเลยคิดเห็นกบั สมภารจวง
(หลวงลุง) วา่ ควรบูรณปฏิสงั ขรณว์ ดั พะโคะข้ึนมาใหม่ ท่านจงึ ขอการ
พระราชทานการบูรณะข้ึนมาใหม่จากพระเจา้ เอกาทศรถกษตั ริย์ของ
กรุงศรีอยุธยา ทางกรุงศรีอยุธยาจึงไดส้ ง่ั ใหม้ ีการนาขบวนชา่ งและ
ส่ิงของต่าง ๆ ลงเรือมาพรอ้ มดว้ ยหล่อยอดเบญจโลหะมาเป็ นยอด
พระสุวรรณมาลิกเจดยี ท์ ว่ี ดั พะโคะ

๑๓

นาลงเรือมาและไดส้ ่งช่างจานวน ๕๐๐ คนลงมาทานุ
บารุงพระพุทธศาสนาทว่ี ดั พะโคะ ในขณะนนั้ คณะชา่ งกไ้ ดม้ าตงั้ บา้ น
อยูบ่ ริเวณทางทศิ ตะวนั ตกเฉียงใตข้ องวดั พะโคะติดกบั หนองเจดกี ิน
นา้ ชาวบา้ นไดเ้ รยี กกนั วา่ “หมูบ่ า้ นทาเจด”ี ทีมชา่ งไดข้ ุดดินบริเวณ
นนั้ เผาทาอฐิ ทากระเบ้ืองแลว้ ไดน้ ามาตากแดดบรเิ วณทศิ ใตข้ องวดั
จนภายหลงั ชาวบา้ นเรียกกนั วา่ “บา้ นตากแดด”(ปัจจุบนั คือบา้ น
พะโคะ) เมื่อบูรณะสาเร็จแลว้ ต่อมาชาวบา้ นไดน้ ิมนตส์ มเด็จพระ
ราชมุนีมาจาพรรษาท่ีวดั พะโคะเม่ือจาพรรษาท่ีวดั พะโคะชาวบา้ นได้
ขนานนามวา่ “สมเด็จเจา้ พะโคะ” ตอ่ มาทา่ นไดเ้ ดินทางไปยงั เย่ียม
ญาติโยมชายทะเล แตเ่ กิดเหตุการณไ์ ม่คาดฝันไดเ้ จอกบั โจรสลดั ที่
เขา้ มาปลน้ ในพ้ืนท่ี โจรสลดั ไดจ้ บั ตวั สมเด็จเจา้ พะโคะไปเพ่ือเป็ นตวั
ประกนั โดยจบั ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะข้ึนเรอื ไป ปรากฎวา่ เรือเจอพายุ
ที่กลางทะเลเชน่ เดียวกนั กบั ครง้ั แรก ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะจึงมีจิต
เมตตาสรา้ งปาฏิหารยิ อ์ กี ครง้ั หน่ึง คอื การเหยยี บนา้ ทะเลจดื

๑๔

ชว่ ยโจรสลดั ที่จบั ตวั ทา่ นเอาไว้ หลงั จากนนั้ ทาใหโ้ จร
สลดั สานึกผิดและนิมนตท์ า่ นสมเด็จเจา้ พะโคะมายงั ฝั่ง โจรสลดั
เหลา่ นนั้ ไดก้ ลบั ใจเลิกเป็ นโจรโดยมีการกระทาตนโดยการนบั ถือ
พระพุทธศาสนา ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะไดเ้ ดนิ ทางมุง่ หนา้ ไปยงั
วดั พะโคะ ระหวา่ งทางไดม้ ีการแวะพกั ที่ร่มตน้ ไมย้ างนาตน้ หนึ่ง
และไดเ้ อาไมเ้ ทา้ ของทา่ นเองไปพิงไวก้ บั ตน้ ยางนาตน้ นั้น ตอ่ มา
ในภายหลงั เกิดมีความแปลกประหลาดของตน้ ยางนามีกิ่งคดงอ
คลา้ ยกบั ไมเ้ ทา้ ของสมเด็จเจา้ พะโคะ ชาวบา้ นจึงไดเ้ รียกตน้ ยาง
นาน้ีวา่ ตน้ ยางไมเ้ ทา้ ตอ่ มาทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะไดเ้ ดนิ ทาง ไป
ยงั วดั พะโคะไดอ้ ยู่จาพรรษาอยู่ตลอดเป็ นระยะเวลานานจนไดม้ ี
สามเณรรูปหนึ่ง ช่ือ สามเณรบุญรอด ถือดอกดอกไมม้ ณฑา
สวรรคม์ ายงั วดั พะโคะ เพื่อสืบหาพระโพธิสตั ว์ โดยมีการมายงั
วดั พะโคะ ในคนื วนั ๑๕ คา่ เดอื น ๖ ซง่ึ เป็นวนั วสิ าขบูชา

๑๕

พระภิกษุทง้ั หลายลงมาทาสงั ฆกรรมที่อุโบสถ สามเณรก็
ไดม้ ายืนอยหู่ นา้ อุโบสถหวงั วา่ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดถามถึงดอกไม้
ในมือของสามเณร แต่ก็ไม่ปรากฏพระภิกษุรูปใดเลยท่ีจะถามถึง
ดอกไมน้ ้ี จนกระทง่ั ภิกษุรูปสุดทา้ ยเดินทางเขา้ มาสามเณรจึงไดถ้ าม
กลบั ไปวา่ บนอารามแหง่ น้ียงั มีพระภิกษุอ่ืนอกี หรือไม่ท่ียงั ไม่ลงมาทา
สงั ฆกรรมในครง้ั น้ี พระภิกษุรูปนนั้ บอกวา่ มีสมเด็จเจา้ พะโคะอกี หนึ่งรูป
กาลงั พานกั อยู่ท่ีกุฏิ เณรก็ไดเ้ ดนิ ทางไปยงั กุฏิ สมเด็จเจา้ พะโคะจงึ ถาม
สามเณรวา่ ไดด้ อกไมม้ ณฑาสวรรคม์ าจากไหน เพียงตอนนน้ั สามเณร
ก็ไดร้ ูว้ า่ น้ีคือ พระโพธิสตั วท์ ี่ตนไดต้ ามหาจึงเขา้ ไปกราบและไดถ้ วาย
ดอกไมม้ ณฑาสวรรคเ์ ป็ นพุทธบูชา ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะไดร้ ับดอกไม้
มณฑาสวรรค์ ท่านจึงเดินทางออกจากกุฏิมาประทบั ฝ่ าพระบาทไวท้ ่ี
แผ่นหินปรากฏใหเ้ ห็นอยูใ่ นปัจจุบนั หลงั จากนนั้ ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะ
ไดพ้ าสามเณรเขา้ กุฏิ ทา่ นเขา้ ฌานและโละหายไปพรอ้ มสามเณรในคา่
คนื นนั้

๑๖

ในขณะเดียวกนั นน้ั มีชาวบา้ นนอกบริเวณวดั เห็นดวงไฟ วดั ตน้ เลยี บ
แปลกประหลาด ๒ ดวงข้ึนจากวดั พะโคะ และคอ่ ย ๆ ลอยเคลื่อนไป วดั ดหี ลวง
เวยี นองคเ์ จดยี ์ ๓ รอบ และไดล้ อยหายไปยงั ทิศตะวนั ออกนบั ตง้ั แต่ สานกั สงฆน์ าเปล
บดั นน้ั จนกระทงั่ ปัจจุบนั ก็ไม่มีผูใ้ ดพบเห็นสมเด็จเจา้ พะโคะอีกเลย
เหลือแต่เรื่องราวของดวงไฟแปลกประหลาดที่ปรากฏอยู่ใหเ้ ห็น
เม่ือมีเหตุการณใ์ ด ๆก็จะเห็นดวงไฟแปลกประหลาดลอ่ งลอยมายงั
วดั ดหี ลวง วดั ตน้ เลียบ วดั พะโคะ เชอื่ กนั วา่ เป็ นสมเด็จเจา้ พะโคะกบั
สามเณรบุญรอดกลับมาเย่ียมลูกหลาน จนเป็ นการสืบทอด
ประเพณีสมโภชสมเด็จเจา้ ในประเพณีสมโภชน้ีจะถูกจดั ข้ึนเม่ือ
หลงั จากเหน็ ดวงไฟดงั กลาวปรากฎข้ึนชาวบา้ นก็จะทาการตีระฆงั ตี
โพน เพ่ือเป็นสญั ญาณใหช้ าวบา้ นรูเ้ พื่อจดั การสมโภชนโ์ ดยมีการทา
ขนมโคพรอ้ มดว้ ยนาป่ิ นโตมาถวายพระที่วดั ต่าง ๆ นน่ั เอง น้ีคือ
ขนบธรรมเนียมทสี่ บื ทอดตงั้ แตอ่ ดตี มาจนถึงปัจจบุ นั
พระครูใบฎกี าศกั รินทร(์ ๒๕๖๓)

๑๗

ประวัติสถานทเี่ ก่ียวกับตานานหลวงปทู่ วด

๑.ประวัติความเป็นมาของวดั พะโคะ

เดิมวดั น้ีปรากฏวา่ พระชินเสนเป็ นผูส้ รา้ งราว พ.ศ.๕๐๐ ช่ือวา่ วดั พระ
ราชประดิษฐาน ฝังวิสุงคามสีมา พ.ศ.๘๔๐ พระยาธรรมรงั คลั เจา้ เมืองพัทลุง
(สทิงพระรานสี) เป็ นศาสนูปถัมภ์ สรา้ งถาวรวตั ถุหลายอย่าง เพราะเห็น
ความสาคญั ของวดั พระพุทธบาท หรือวดั พระราชประดิษฐาน ครน้ั ตอ่ มาระหวา่ ง
พ.ศ. ๒๐๙๑ – พ.ศ. ๒๑๑๑ พระยาดารงกษตั ริย์ (บางแหง่ กลา่ ววา่ พระยาธรรม
รงั คลั ) ไดน้ ิมนตพ์ ระมหาอโนมทสั สี พระณไสยมุย และพระธรรมกาวา ใหไ้ ปเอา
กระบวนพระมหาธาตุ เมืองลงั กา และมาสรา้ งเจดียศ์ รีรตั นมหาธาตุ สูงหน่ึงเสน้
หา้ วา ทาพระวิหารธรรมศาลา ทาอุโบสถสรา้ งกาแพงสูงหกศอกระหว่างเขต
สงั ฆาวาสที่พกั สงฆอ์ าศยั คือ ส่วนลดตา่ ทางทิศตะวนั ตกของพ้ืนที่วดั ส่วนที่เป็ น
เนินสูงราบเป็นชน้ั ๆ พ้ืนทว่ี ดั ทางทศิ ตะวนั ออกเป็นพุทธาวาส

๑๘

ตอ่ มาชาวบา้ นเรยี กชอื่ วดั น้ีวา่ วดั พระโคตรมะ จนเรยี กเพ้ียนเป็น
วดั พะโคะ ในกาลครงั้ นนั้ กษตั ริย์หวั เมืองพทั ลุง (สทิงพระ) และคณะสงฆ์ชนั้
ผู้ใหญ่ทาฎีกาเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาขอทากัลปนาต่อพระเจ้าอยู่ หัวได้
พระราชทานที่กัลปนาแก่วัดพะโคะ และอารามต่าง ๆ ในเขตหัวเมือง
นครศรีธรรมราช และเมืองพทั ลุง ทาใหว้ ดั พะโคะเร่ิมเจริญรุ่งเรือง เกิดศึก
สงครามอุชงคตนะโจรสลดั เขา้ โจมตีจนเป็ นวดั รา้ ง เม่ือสมเด็จพระราชมุณีสามี
รามคณุ ูปมาจารย์ หรือสมเจา้ พะโคะ(หลวงป่ ูทวด)จาริกกลบั มาแตก่ รุงศรอี ยุธยา
ขนาดทจี่ าพรรษา ณ วดั ดีหลวง ทา่ นเห็นวา่ วดั พะโคะที่เจริญรุง่ เรอื งในอดตี ชารุด
ทรุดโซม ท่านไดข้ อพระราชทานการบูรณปฏิสงั ขรณ์จากพระเจา้ เอกาทศรถ
กษตั ริยแ์ ห่กรุงศรีอยุธยาท่านไดส้ ่งช่างจานวน ๕๐๐ คนพรอ้ มดว้ ยหล่อยอด
เบญจโลหะ มาเป็ นยอดพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ เมื่อชา่ งไดท้ าการบูรณะจนเสร็จ
ไดน้ ิมนตท์ า่ นสมเด็จพระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารยห์ รือสมเจา้ พะโคะ (หลวง
ป่ ูทวด) จาพรรษาอยูท่ ว่ี ดั พะโคะแลว้ ไดม้ ีการฉลองสมโภชนค์ รงั้ ใหญถ่ ือปฏิบตั มิ า
จนถึงทุกวนั น้ีและวดั พะโคะมคี วามเจรญิ รุง่ เรอื งจนถึงปัจจบุ นั

๑๙

สถานที่สาคญั บรเิ วณวดั พะโคะ พระสุวรรณมาลกิ เจดยี ศ์ รรี ตั นมหาธาตุ สรา้ งข้ึนเมื่อ
พ.ศ. ๕๐๐ พระยาธรรมรงั คลั เจา้ เมืองพทั ลุง (สทิงพระรานสี)เป็ น
เจดียแ์ บบลงั กาทรงระฆงั ฝ้ามีระเบียงฐานรบั ออกมา ๓ ชนั้ แตล่ ะชน้ั มี
เจดีรายประดบั มุมละองค์ ถดั จากนนั้ เป็ นเฉลียงหลงั คาทั้ง ๔ ดา้ น
สว่ นฐานเจดไี ดร้ บั อทิ ธิพลจากทางพระบรมธาตนุ ครศรธี รรมราช
คือซุม้ ชา้ งลอ้ มและพระพุทธรูปรายรอบ และมีฐานปทกั ษิณ หลงั จาก
ศึกอชุ งคตนะเขา้ โจมตีทาใหท้ รุดโซมมากเมื่อสมเด็จเจา้ พะโคะกลบั มา
บูรณปฏิสงั ขรณใ์ หม่ ท่านไดข้ อพระราชทานการบูรณะจากพระเจา้
เอกาทศรถกษตั ริยก์ รุงศรีอยุธยา ไดส้ ่งชา่ งจานวน ๕๐๐ คนพรอ้ ม
ดว้ ยหลอ่ ยอดเบญจโลหะ มาเป็ นยอดพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ ในการ
บูรณะครงั้ นน้ั ทา่ นสมเด็จเจา้ พะโคะไดน้ าลูกแกว้ คู่บารมีไปไวบ้ นยอด
พระสุวรรณมาลกิ เจดยี ์

๒๐

ศาลาตดั สินคดีความ เป็ นศาลาโถงกวางก่ออฐิ ถือปูนประดบั ชอ่ งลม
เซลมิกสเี ขียว หลงั คาจว่ั มีเฉลียงลงมา ๓ ชนั้ ศิลปะอยุธยาครงั้ หนึ่งเคยพงั ทลาย
ลงมาไม่สามารถบูรณะใหค้ งเดิมได้ ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวชิ ยั ๓ องค์
ประดิษฐานบนฐานชุคชี พรอ้ มทง้ั มีการประดิษฐานรูปหล่อหลวงป่ ูทวดปาง
เหยียบนา้ ทะเลจดื ๑ องค์ ปางสมาธิทง้ั ๒ องค์ ศาลาหลงั น้ีเคยเป็ นสถานทถ่ี ือ
นา้ พิพฒั นส์ ตั ยาของคณะขุนนางในเมืองสทิงพระที่มีตาแหน่งในยุคนนั้ และยงั
เป็ นสถานท่ีท่ีสมเด็จเจา้ พะโคะ (หลวงป่ ูทวด) เคยใช่ศาลาสาหรบั วา่ ความคดี
ตา่ ง ๆ ตามทม่ี ีพระราชโองการถวายที่กลั ปนาแกว่ ดั พะโคะ โดยมีอาณาเขตดงั น้ี

จากวดั พพะโคะไปทางทศิ เหนือจดเขาพงั ไกล-แหลมตลุมพุก
จากวดั พพะโคะไปทางทศิ ใตจ้ ดหวั เขาแดง
จากวดั พพะโคะไปทางทศิ ตะวนั ออกจดทะเลเคม็
จากวดั พพะโคะไปทางทศิ ตะวนั ตกจดทะเลสาบ
หากเหตกุ ารณว์ วิ าทใดเกิดข้นึ ในอาณาเขตน้ีก็จะมาตดั สนิ กนั ท่ี
ศาลาน้ี ตอ่ มาชาวบา้ นจงึ ไดเ้ รยี กกนั วา่ ศาลาตดั สนิ คดคี วามจนปัจจบุ นั

๒๑

หลกั ผูกชา้ งของเจา้ เมืองสทิงพระ มีความ
เชื่อกนั วา่ เจา้ เมืองไดข้ ่ีชา้ งออกจากเมืองไดม้ าผูกไว้
กบั หลกั น้ีทตี ระพงั หลุงแลว้ ก็ลงเรอื มาข้ึนท่ีทา่ ทอง ซง่ึ
ก็คือวดั ทา่ คุระในปัจจบุ นั ทา่ นไดเ้ ดินทางตอ่ มายงั วดั
พะโคะเพ่ือท่ีจะทาพิธีถือนา้ พิพฒั สตั ยาของขุนนาง
นายจรูญ กาญจนเพ็ญ ผูพ้ บหลกั น้ีทต่ี ระพงั หลุงแลว้
นามาถวายไว้ที่วัดพะโคะ และได้สร้างศาลา
ประดษิ ฐานไวใ้ กล้ ๆ กบั ศาลาตดั สนิ ความ

๒๒

ลูกแกว้ บนไมท้ า้ ว อยู่ที่กุฎิของหลวงพ่อเจา้ อาวาส ตรงน้ีจะ
เป็ นสิ่งสาคญั ของวดั พะโคะ ใครท่ีไปวดั พะโคะจะตอ้ งไปสกั การะลูกแกว้
กบั ไมท้ า้ ว ลูกแกว้ จะเป็ นลูกแกว้ คู่บารมีของหลวงป่ ูทวด ที่พญางู
จงอางคายไวใ้ หต้ อนท่ีทา่ นเป็ นทารก ปัจจุบนั ไดเ้ ก็บรกั ษาไวท้ ่ีกุฏิของ
หลวงพ่อเจา้ อาวาส ซึ่งมีตานานเลา่ ขานไวว้ า่ ครงั้ ที่สมเด็จเจา้ พะโคะได้
บูรณะเจดีย์ ไดน้ าเอาลูกแกว้ ไปไวบ้ นยอดสุวรรณมาลิกเจดีย์ ดว้ ยเหตุ
ดงั กลา่ วทาใหล้ ูกแกว้ ไดต้ กลงมา แตบ่ างทา่ นเชอื่ วา่ น่าจะฟ้ าฝ่ าบนเจดยี ์
จึงทาใหล้ ูกแกว้ ตกลงมา ในอดีตไดม้ ีเด็กมาเล่นสะบา้ บริเวณเจดีแลว้
ลูกเกิยตกเขาไปแลว้ หาไม่เจอลูกเกิย บงั เอญิ ไปเจอลูกแกว้ เด็ก ๆ ได้
นาลูกแกว้ ดวงนน้ั มาเลน่ กนั อย่างแทนลูกเกิยเมื่อใกลถ้ ึงเวลากลบั บา้ น
มีเดก็ คนหนึ่งไดน้ าลกู แกว้ กลบั ไปดว้ ย เมื่อถึงเขตประตูชยั ทางออกจาก
วดั ก็ไดพ้ บเจอพญางูจงอางมาขวางหนา้ ไว้ เด็กเหล่านนั้ จึงคิดวา่ เป็ น
ลูกแกว้ ท่ีมีความศกั ดิ์สิทธ์ิแลว้ จริง ๆ จงึ นาลูกแกว้ ไปฝากไวท้ ี่กุฎิของ
เจา้ อาวาส

๒๓

ตอ่ มาบงั เอญิ มีนายจนี ทา่ ครุ ะเป็ นคนวกิ ลจริตนาลูกแกว้
ดวงน้ีออกจากกุฏิเจา้ อาวาส เม่ือออกไปถึงประตูชยั จุดที่เด็ก ๆ
เคยเจอพญางูจงอาง นายจีนท่าคุระก็ไดพ้ บเจอกับงูจงอาง
เชน่ เดียวกนั อกี มาขวางหนา้ ไว้ นายจีนก็เลยอธิฐานลูกแกว้ พาเหาะ
เหินเดนิ อากาศหนีพญางูแตก่ ็ไม่สาแดงฤทธ์ิ นายจนี คิดวา่ น่าจะไม่
มีอนุภาพแลว้ จึงไดน้ ากอ้ นหินมาทุบลูกแกว้ แตกออกเป็ นเส่ียง ๆ
ชาวบา้ นที่เห็นเหตุการณ์ไดท้ าการแย่งชิงกลบั มา ทาใหม้ ีการ
ประชุมวา่ จะเชื่อมต่อลูกแกว้ ใหส้ มบูรดงั เดิมโดยมีการนากาวมา
แปะตดิ ไวเ้ พ่ือใหล้ ูกแกว้ คงสภาพมาถึงปัจจบุ นั ซง่ึ ในปัจจบุ นั มีคณะ
ศรทั ธาไดน้ าเจดียแ์ กว้ ใสมาถวายเพื่อประดิษฐานลูกแกว้ คู่บารมี
ของหลวงป่ ูทวด สว่ นไมท้ า้ วซึง่ เป็ นไมท้ า้ วคูบ่ ารมีของหลวงป่ ูทวด
เคยใชใ้ นอดตี ไดป้ ระดษิ ฐานอยูใ่ กลก้ นั

๒๔

รอยพระบาทภายในวหิ าร ซ่ึงชาวบา้ นเช่ือกนั วา่
เป็ นรอยพระบาทขา้ งซา้ ยที่เชื่อกันว่าสมเด็จเจา้ พะโคะ
(หลวงป่ ูทวด)ได้เหยียบไวบ้ นแผ่นหิน ก่อนท่ีจะพา
สามเณรหายไปจากวดั พะโคะ และในวหิ ารหลวงป่ ูทวดเป็ น
สถานท่ีประดิษฐานรูปเคารพของหลวงป่ ูทวด ทง้ั ปาง
สมาธิและปางธุดงค์ รวมถึงปัจจุบนั มีการประดิษฐานรูป
เคารพของสมเด็จพระเอกาทศรถกษัตริย์ของกรุงศรี
อยุธยาอกี ดว้ ย พระครูใบฎีกาศกั รินทร์ สริ ิภทโฺ ท (๒๕๖๓)

๒๕

๒.ประวัติความเป็นมาของวดั ตน้ เลียบ

วดั ตน้ เลยี บ ตง้ั อยูห่ มูท่ ่ี ๑ ตาบลดหี ลวง อาเภอสทงิ พระ
จงั หวดั สงขลา มีตน้ เลียบขนาดใหญ่ อายุประมาณ ๕๐๐ ปี อยู่บนท่ีดินของ
เศรษฐีปาน และตน้ เลียบตน้ น้ีความสมั พนั ธก์ บั คนในชุมชนอย่างมากในดา้ น
คติความเชื่อ เช่นการฝังรกของทารกท่ีคลอดในชุมชน ดงั่ ไดป้ รากฏเป็ น
หลกั ฐานเม่ือประมาณ ๔๐๐ ปีทผี่ า่ นมามีครอบครวั คนยากจนคหู่ นึ่ง มีนามวา่
นายหูและนางจนั ทร์ เป็ นทาสในเรือนของเศรษฐีปาน ไดใ้ หก้ าเนิดบุตรชาย
เมื่อวนั ศุกร์ เดือนสี่ ปี มะโรง ชว่ งประมาณปี พ.ศ.๒๑๒๓ หลงั จากนน้ั ตาหูผู้
เป็นพอ่ ก็ไดน้ า รก ของลกู ชายมาฝังไวท้ ีโ่ คนตน้ เลียบอยูท่ างทศิ เหนือของบา้ น
ซง่ึ มีความเชอ่ื กนั วา่ เมื่อมีทารกคลอดจากครรภม์ ารดาจะนิยมนารกมาฝังไวท้ ี
โคนตน้ เลยี บตน้ น้ี หลงั จากนน้ั ตาหกู ็ไดก้ ลบั ไปทีบ่ า้ นสงั เกตเุ หน็ อาการของลูก
ชายคบื คลานวอ่ งไวเหมือนจบั ปูใสใ่ นกระดง้ ก็เลยไดต้ ง้ั ชอ่ื วา่ “เด็กชายปู”
และมีปาฏิหารยิ เ์ กิดกบั เดก็ ชายปูคนน้ีอกี หลายประการอยา่ งตอ่ เนื่อง

๒๖

ภายหลงั ไดก้ ุฎิข้ึนหน่ึงหลงั จากนน้ั ตาชปี ะขาวชว่ ง(ตาสมุทรชว่ ง)
ไดบ้ วชเป็ นพระภิกษุ(หลวงตาช่วง) ไดท้ าการยกเป็ นท่ีพกั สงฆ์ตน้ เลียบ
ขนาดเดียวกนั หลวงป่ ูจาเนียรไดบ้ วชทแ่ี ละจาพรรษาวดั พะโคะ คืนนนั้ หลวง
ป่ ูจาเนียรไดฝ้ ันคลบั คลา้ ยคลบั คลาวา่ สมเด็จเจา้ พะโคะ (หลวงป่ ูทวด) ได้
ใหห้ ลวงป่ ูจาเนียรไปดูแลตน้ เลียบใหท้ ่าน จึงทาใหห้ ลวงป่ ูจาเนียรมาจา
พรรษาที่พกั สงฆต์ น้ เลียบ และไดพ้ ฒั นาจึงทาใหส้ ถานท่ีแห่งน้ีเป็ นที่รูจ้ กั
มากมายของคนจนสามารถยกฐานะเป็ นสานกั สงฆ์ตน้ เลียบ เม่ือปี พ.ศ.
๒๕๓๘ หลวงป่ ูจาเนียร โชตธิ มโฺ มบอกวา่ อกี หน่ึงปีทา่ นจะมรณภาพ หลวงป่ ู
จาเนียรสงั่ หา้ มเผาศพ ใหเ้ ก็บศพทา่ นไวเ้ พราะศพทา่ นจะไม่เน่าเป่ื อย แต่ก็
ไม่มีใครเช่ือพอถึงวนั อาทิตย์ที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ก่อนเขา้ พรรษา
ท่านก็มรณภาพจริง จึงไดเ้ ก็บศพไวต้ ามพินยั กรรมท่ีท่านเขียนเอาไว้ ซึ่ง
ปัจจุบนั สรีระร่างกายของหลวงป่ ูจาเนียร ตง้ั ศพอยู่ที่สานกั สงฆต์ น้ เลียบ
ตลอดมา

๒๗

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ แพทยห์ ญิง คุณหญิง พรทิพย์
โรจนสุนันท์ พรอ้ มคณะศรทั ธาหลวงป่ ูทวด ดาเนินการซ้ือ
ท่ีดินขยายพ้ืนที่เพื่อขอตงั้ เป็ นวดั และสามารถประกาศตง้ั เป็ น
วดั ตน้ เลียบ(สถานที่ฝังรกหลวงป่ ูทวด)ในวนั ที่ ๒๑ ตุลาคม
๒๕๕๙

หากมีโอกาศมาสกั ครง้ั หน่ึงในชวี ติ จะเป็ นมงคลแห่ง
ชีวติ ในดา้ นการมีรากฐานที่มน่ั คงเพาะที่น่ีคือท่ีฝังรกของหลวง
ป่ ูทวด หากตอ้ งการจะใหช้ ีวิตอยู่เย็นเป็ นสุข ตอ้ งมาท่ีวิหาร
หลวงป่ ูทวดองค์ท่ีสวยที่สุดประเทศไทย พระครูใบฎีกา
ศกั รินทร์ สริ ิภทโฺ ท (๒๕๖๓)

๒๘

๓.ประวตั ิความเป็นมาของวดั ดหี ลวง

วดั ดีหลวงตงั้ อยู่หมู่ที่ ๒ ตาบลดีหลวง อาเภอสทิงพระ จงั หวดั สงขลา
เม่ือไดย้ ินชื่อวา่ วดั ดีหลวงแลว้ เราจะแปลกๆวา่ ทาไมถึงช่ือดีหลวง ในลกั ษณะของ
การรบั อุปถมั ภจ์ ากหลวง เลยมีการสรา้ งกุฎิไวห้ น่ึงหลงั จงึ เรียกกนั วา่ วดั กุฏิหลวง
และเพ้ียนมาเป็ นวดั ดีหลวงในปัจจุบนั และขอ้ สนั นิษฐานอีกประการหน่ึง คือวดั ดี
หลวงสถาปัตยกรรมตา่ ง ๆ เต็มไปดว้ ยองคเ์ จดยี ท์ ลี่ ายรอบอุโบสถอยู่ รวมถึงพุทธ
สินเชงิ ชา่ งหลาย ๆ แขนงท่ผี สมกลมกลืนอยู่ในงานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมของวดั
ดีหลวงมากมายทีเดียว รูปแบบของวดั ดีหลวง โดยเฉพาะตวั อุโบสถสนั นิษฐานวา่
เม่ือก่อนอุโบสถไม่มีผนัง คือเป็ นอุโบสถโล่ง ๆ มีหลงั คาไม่มีผนัง การสรา้ ง
พระพุทธรูปจะสรา้ งใหม้ ีซุม้ เรือนแกว้ เพราะบังลม แดด ฝน ใหพ้ ระพุท ธรูป
พระพุทธรูปดงั กล่าวเป็ นพระพุทธปางมารวิชยั ภายในซุม้ เรือนแกว้ จะมีภาพ
จติ รกรรมฝาผนงั วา่ ดว้ ยเรื่องของที่ชุมนุม และมีรศั มีซุม้ เรือนแกว้ เป็ นรูปการเขียน
ภาพเป็นพญานาคเล้ือย ทางดา้ นหนา้ ของพระประธานทง้ั ๒ ฝั่ง

๒๙

การป้ันรูปพระพุทธรูปปางเปิ ดโลก อยู่ภายใต้ ๕ ชนั้ ยืนหงายมืออยู่
ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวา ความแปลกของพระพุทธน้ีคือมือ ๖ น้ิวชาวบา้ นเรียกวา่
หลวงพ่อย้ิมและชาวบา้ นเรียกขาลกนั วา่ เป็ นพระพุทธรูปนกั เลง หรือพระห้ิวนก
คาวา่ ห้ิวนกถา้ ผวนคาจะเป็ นคาวา่ หกน้ิว จึงนามาสู่เร่ืองของการพระมี ๖ น้ิว
รวมแลว้ เป็ น ๑๑ น้ิว ซงึ่ มีน้ิวไม่เหมือนพระภิกษุรูปอ่นื ๆ ชาวบา้ นบางคนบาง
ทา่ นเรียกวา่ หลวงพ่อเหลือ หากใครมีโอกาสไดก้ ราบไหว้ จะมีเหลือกินเหลือใช้
ประกอบกบั โบสถห์ ลงั น้ีเป็ นสถานทใ่ี หก้ ารบรรพชาของหลวงป่ ูทวดคอื เป็ นจดุ ที่
คลองวดั ผืนแรกของหลวงป่ ูทวด และหลวงป่ ูทวดไดเ้ รียนในสานกั น้ี รวมถึง
ท่านไดม้ ีการงานเป็ นถึงพระราชาคณะในกรุงศรีอยุธยาในส่วนของตวั อุโบสถ
ของวดั ดีหลวงไดม้ ีการปรบั ปรุงเปลี่ยนรูปแบบเพ่ิมเตมิ ใหม้ ีผนงั เกิดข้ึนมา ชว่ ง
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔โดยประมาณ โดยสงั่ ใหบ้ ูรณะยกปรบั พ้ืนท่ีข้ึนใหม่ ใน
ขณะเดียวกนั ยุคน้ีเป็ นยุคของพระอธิการแกว้ พุทธมุนี ซึ่งเป็ นครูชา่ งและรูเ้ รื่อง
หตั ถกรรมตา่ ง ๆ

๓๐

สถาปัตยกรรมจงึ รุง่ เร่ืองมากในยุคของทา่ น ท่านพระอธิการแกว้
พุทธมุนี ก็ไดเ้ ป็ นครูตน้ แบบของชา่ งหลาย ๆช่าง ทาใหเ้ ห็นว่ารอบของตวั
อุโบสถมีเจดียม์ ากมายทีเดียว ลายรอบอยู่รวมถึงซุม้ ลูกนิมิตเรียกวา่ ซุม้ ใบ
เสมา อยู่ในขอบเดียวกนั แต่รวดลายแต่ละช้ินไม่เหมือนกนั แล้วแต่การ
ออกแบบของชา่ ง และศาสนสถานสาคญั อกี จุดหนึ่งของวดั คือเจดีย์ ๕ ยอด
ทอี่ ยหู่ นา้ โบสถข์ องวดั ดหี ลวง ซง่ึ เชอื่ กนั วา่ เจดียน์ ้ีเป็ นเจดยี ท์ สี่ มเด็จเจา้ พะโคะ
ไดม้ าบูรณปฏิสงั ขรณค์ รง้ั ทก่ี ลบั มาจากกรุงศรอี ยุธยาพรอ้ มเพรียงกนั กบั วดั
พะโคะ ในตอนนน้ั ดา้ นหลงั ก็มีเจดีย์ ๓ ยอด เจดีย์ ๓ ยอดน้ีทาหนา้ ท่ีเป็ น
เหมือนเจดียบ์ รรพบุรุษ คือเม่ือก่อนมีความเชอ่ื กนั กนั วา่ ญาติมิตรพี่นอ้ งใคร
ก็ตามที่ล่วงลบั ไปแลว้ จะนาเถา้ กระดูกอฐั ิใส่ขวดหรือใส่โกศก่อนที่จะนาไป
ประดิษฐานไวใ้ นบวั ตามความเชอื่ เขาจะนามาฝังไวท้ ี่ฐานเจดยี ์ ๓ ยอด แลว้ ก็
ยงั เป็ นสญั ลกั ษณใ์ หว้ ดั ดีหลวงอีกดว้ ยในเรื่องของออกแบบพิมพว์ ตั ถุมงคล
ตา่ ง ๆ จะทาเป็นรูปเจดยี ์
๓ ยอดของวดั ดหี ลวงนน่ั เอง

๓๑

สถาปัตยกรรมสาคญั อกี ช้ินหนึ่งของวดั ดีหลวงท่ีขาดไม่ได้
นน่ั ก็คอื สถูป มีลายหนา้ บนั ลวดลายของชาวดีหลวง อกี องคป์ ระกอบ
ที่หนา้ สนใจคือเป็ นภาพที่มีลกั ษณะเหมือนยกั ษแ์ บกพระพุทธรูปหรือ
พระสาวก แต่สนั นิษฐานวา่ น่าจะเป็ นพวงน้ิวรอ้ ยกลดั เอาไว้ รูปที่เรา
เห็นก็สนั นิษฐานวา่ เขาปั้นหมายถึงพระองคุลิมาล เพราะมีสายคอที่
เต็มไปดว้ ยน้ิวมือคนที่ฆ่ามามองดวงตาเห็นธรรม ก็เลยเลือกท่ีจะเอา
ทามารูปแบบสถาปัตยกรรมเชงิ ชา่ งไวห้ นา้ วดั ดีหลวงนนั่ เอง หนา้ บนั
อุโอสถก็คอื หนา้ จว่ั ดา้ นทิศตะวนั ออก นาเสนอเร่ืองราวของพระอนิ ทร์
ทรงชา้ งเอราวณั ดา้ นทิศตะวนั ตกทาเป็ นพระเจา้ ประทานพรให้ มี
พระองค์คณะพระสารีบุตรเป็ นสาวกเบ้ืองซ้ายเบ้ืองขวาและ
ประกอบดว้ ยลวดลายที่ปรากฏข้ึนศาลาโถงไมห้ รอื ศาลาพระแกว้ พุทธ
มุนี ทา่ นสรา้ งไวเ้ พื่อทจี่ ะตง้ั ศพของทา่ น

๓๒

เม่ือท่านมรณภาพลงแลว้ ก็ไดใ้ ชศ้ าลาน้ีเป็ น
เมรุเผาศพ โดยเฉพาะศาลาดา้ นทศิ ตะวนั ออกจะมีการยก
พ้ืนของศาลาข้ึน เม่ือก่อนจะยกทงั้ ๔ ทิศ แต่ปัจจุบนั
เปล่ียนแปลงจาก ๔ ทิศ เหลือ ๒ ทิศ และมีการเปลี่ยน
รูปแบบข้ึน ออกแบบไวเ้ พ่ือเป็ นศาลาพกั ศพนน่ั เอง สว่ น
ของศาลาจะมีเรื่องของลวดลายเทวดาลวดลายตา่ ง ๆ ท่ี
เกิดข้ึนผสมผสานลงตวั เป็ นลายกนกปูนปั้น และศาลา
หลงั น้ีเป็นศาลาโถงไม้ พระครูใบฎีกาศกั รินทร์
สริ ภิ ทโฺ ท(๒๕๖๓)

๓๓

๔.ประวตั คิ วามเป็นมาของตระพงั พระ

ตระพงั พระ ตงั้ อยู่ท่ี ตาบลชุมพล อาเภอสทิงพระ
จงั หวดั สงขลา ความเป็ นมาของตระพงั พระ ตงั้ อยูห่ า่ งจากถา้ เขา
คหู าไปทางทิศตะวนั ออกเป็ นระยะทางประมาณ ๓๙๙ เมตร มี
ลักษณะเป็ นสระน้ารูปสี่เหลี่ยม ขนาด ๑๗๐*๑๘๐ เมตร
ตอนกลางตระพงั พระเป็ นเนินดินเรียกวา่ เกาะกลาง มีขนาด
๑๑๐*๑๗๐ เมตร เคยพบเทวรูปพระอคสั ตยะสาริด ซง่ึ เป็ นรูป
เคารพในศาสนาฮินดู สูง ๒๒.๕ เซนติเมตร อายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๕ ในแผนท่ีภาพสมยั อยุธยาแสดงวดั ต่าง ๆ ใน
คาบสมุทรสทงิ พระซง่ึ ข้ึนตอ่ เมืองพทั ลุง ปรากฏชอื่ ตระพงั พระวา่
ตพงั พระ แสดงรูปวิหาร(หรือศาลา) มีพระพุทธรูปปางสมาธิ
ประดิษฐานอยู่ภายในตรงเกาะกลางนา้ ลอ้ มรอบดว้ ยดอกบัวซ่ึง
ข้นึ อยูเ่ ต็มสระ

๓๔

ส่ิงสาคญั ตระพงั พระ เนื่องจากในสมยั รตั นโกสินทร์
ตระพงั พระ ถูกใชเ้ ป็ นอุโบสถหรืออุทกเสมาสาหรบั บวชพระใน
ชุมชน เมื่อมีชาวบา้ นบวชก็จะนานา้ ในตระพงั พระมาใชใ้ นการ
ประกอบทางศาสนา ชาวบา้ นจึงเรียกชือ่ พงั ดงั กล่าวสืบเนื่องกนั
วา่ ตระพงั พระ เดิมตระพงั พระมีลกั ษณะเป็ นสระนา้ ที่มีเกาะอยู่
ตรงกลาง มีสะพานไมข้ ามไปยงั เกาะกลางได้ สภาพเกาะในอดีต
มีขนาดใหญ่ต่อมาเม่ือมีการขุดลอกดินจากเกาะกลางออกไป
ปรบั ถมบริเวณขอบสระ ทาใหเ้ กาะกลางตระพงั พระมีขนาดเล็ก
ลงกว่าเดิม ตระพงั พระมีอายุสมยั พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ พุทธ
ศตวรรษที่ ๑๓ ถึงทาใหม้ ีตระพงั พระจนถึงปัจจุบนั (อุดม หนู
ทอง:/๒๑๒),พระครูใบฎกี าศกั รินทร์ สริ ิภทโฺ ทง (๒๕๖๓)

๓๕

๕.ประวตั ิความเปน็ มาของถาเขาคูหา

เขาคูหา ตงั้ อยู่ที่ ตาบลชุมพล อาเภอสทิงพระ จงั หวดั สงขลา ความ
เป็ นมาเขาคูหา เป็ นโบราณสถานที่เก่าแก่แห่งหน่ึงของภาคใตท้ ี่มีรูปแบบ
สถาปัตยกรรมตามคติศาสนาฮินดู โดยมีลกั ษณะพิเศษ คือ การขุดภูเขาเขา้ ไป
เป็ นโพรงถา้ และขุดเจาะทาเป็ นแทน่ บูชาภายใน บนผนงั ถา้ มีการเขียนภาพสีภาพ
สญั ลักษณ์ทางศาสนาไวภ้ ายใน จากการดาเนินงานทางโบราณคดีไดพ้ บ
โบราณวตั ถุเนื่องในศาสนา และโบราณวตั ถุท่ีเป็ นสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ศิวลึงค์
ฐานโยนี ส่วนลาตวั ของประติมากรรมรูปพระวิษณุช้ินส่วนเคร่ืองถว้ ยพ้ืนเมือง
ช้ินส่วนเคร่ืองถว้ ยจีน ต่าง ๆ จึงสนั นิษฐานวา่ โบราณสถานเขาคูหาแห่งน้ีน่าจะ
เป็นศาสนสถานหรอื เทวาลยั ในการประกอบพิธกี รรมของศาสนาฮนิ ดูเม่ือราวพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๒-๑๔ ตอ่ มาในสมยั กรุงศรีอยุธยาจงึ ปรบั เปลี่ยนมาเป็ นพุทธสถาน
เขาคหู าปรากฏอยู่ในเอกสารทางประวตั ิศาสตรส์ มยั อยุธยา ไดแ้ ก่ กลั ปนาวดั หวั
เมืองพทั ลุง ความวา่ ในทวี่ ดั หลวงนนั้ มีภูเขา ๔ ภูเขา

๓๖

ในที่วดั หลวงเขาหน่ึง ชื่อภิพชั สิง เขาหนึ่งช่ือเขาพนงั ตุ
กแกอยขู่ า้ งทกั ษิณ เขาหน่ึงชอ่ื เขาคหู าอยูข่ า้ งอุดร เขาหนึ่งเลา่ ชอ่ื เขา
ผีอยูข่ า้ งพายพั เขาภิพชั สิงและเขาทง้ั น้ีอยูท่ ี่วดั หลวงนนั้ ซงึ่ ขอ้ ความ
น้ีอยู่ในสมยั ท่ีพระยาธรรมรงั คลั เป็ นเจา้ เมืองสทิงพระ ตรงกับ
พ.ศ.2057 ในรชั สมยั ของสมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี ๒ แห่งกรุง
ศรอี ยุธยา สง่ิ สาคญั เขาคหู า เป็นโบราณสถานเน่ืองในศาสนาฮนิ ดูที่
เกา่ แกแ่ หง่ หน่ึงของภาคใต้ ซงึ่ มีลกั ษณะสถาปัตยกรรมท่ีตง้ั อทิ ธิพล
จากอินเดีย โดยเฉพาะการขุดสกัดภูเขาเขา้ ไปเป็ นถ้าสองถ้า
ประกอบดว้ ยถา้ ทิศเหนือและถา้ ทิศใต้ ซ่ึงถือวา่ เป็ นหลกั ฐานทาง
ประวตั ศิ าสตรแ์ ละโบราณคดที สี่ าคญั ทพ่ี บเพียงแหง่ เดียวในประเทศ
ไทย

๓๗

ถา้ ทิศเหนือ ลกั ษณะเป็ นถา้ ที่หนั หนา้ ไปทางทิศตะวนั ออก
ประตูถา้ สกดั เป็ นรูปส่ีเหลี่ยมผืนผา้ ดา้ นบนและดา้ นล่างเป็ นช่อง
ประตูคลา้ ยหนา้ ต่าง มีร่องรอยการสกัดเป็ นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้
สาหรบั ใส่ธรณีประตู ชอ่ งใสธ่ รณีประตู พ้ืนถา้ เป็ นพ้ืนหินธรรมชาติ
ไม่มีร่องรอยการปูพ้ืน ดา้ นในสุดซ่ึงอยู่ติดกบั พนงั เป็ นแทน่ หินสกดั
ขนาดใหญ่ เป็ นรูปสี่เหล่ียมผืนผา้ สนั นิษฐานว่าใชป้ ระดิษฐาน
ประติมากรรมรูปเคารพ เน่ืองจากบนแทน่ หนิ ดงั กลา่ วมีรอ่ งรอยการ
สกดั พ้ืนหินเป็ นชอ่ งสี่เหล่ียมสาหรบั เสียบเดือยของแท่นประดิษฐาน
รูปเคารพ มีแทน่ หนิ รูปสเี่ หลี่ยมผืนผา้ ทมี่ ีการเจาะหนิ เป็นแอง่ รูปทรง
คอ่ นขา้ งกลม ๒ แอง่ และพบแนวรอ่ งนา้ ที่สกดั เลาะไปตามแนวผนงั
ถา้ ดา้ นทิศเหนือและดา้ นตะวนั ออกเฉียงเหนือจนทะลุผนังถา้ ออกไป
ภายนอกถา้

๓๘

ถา้ ทิศใต้ ตงั้ อยู่ทางทิศใตข้ องถา้ ทิศเหนือ ปากถา้ หนั ทาง
ทิศตะวนั ออกเชน่ เดียวกบั ถา้ ทิศเหนือ ที่บริเวณปากถา้ พบรอ่ งรอย
การปูพ้ืนอิฐอยูเ่ ล็กนอ้ ย พ้ืนถา้ ไม่เรียบเหมือนพ้ืนถา้ ทิศเหนือที่ผนงั
ถา้ ทงั้ สองมีการสกดั หนิ ใหเ้ ป็ นแทน่ ทีบ่ รเิ วณผนงั ดา้ นในสุดของถา้ มี
ร่องรอยการสกัดหินใหเ้ รียบเป็ นแท่นทึบ และผนงั แท่นน้ีมีภาพ
จิตรกรรมเป็ นรูปสญั ลกั ษณ์ของคาว่า โอม ขอ้ มูลหลกั ฐานทาง
โบราณคดีท่ีพบในการขุดคน้ และขุดแตง่ ในเขาคูหาคงสรา้ งข้ึนมาใช้
เป็ นศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดู โดยมีการขุดเจาะถา้ ใหม้ ีสภาพ
เหมาะสมในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชนท่ีนบั ถือ
ศาสนาฮนิ ดูในพ้ืนที่ดงั กลา่ ว อาคารหนา้ ถา้ ดา้ นทิศเหนือ ตงั้ อยูห่ นา้
ถา้ ทิศเหนือหา่ งจากปากถา้ ประมาณ ๒ เมตร มีลกั ษณะเป็ นอาคาร
ลกั ษณะรูปส่เี หล่ียมผืนผา้ อยูใ่ นสภาพชารุด เหลือเพียงแนวอฐิ ท่ีเป็ น
ขอบของอาคารเพียง ๒ แนววางตวั ขนานกนั ตามแนวทศิ ตะวนั ออก-
ตะวนั ตก

๓๙

พบร่องรอยหลุมเสาท้ังหมด ๔ แห่ง มีขนาดและ
รูปแบบท่ีไม่เหมือนกนั มีที่กน้ั เจาะผา่ นพ้ืนอฐิ เจาะลงไปในพ้ืนหิน
ใตด้ ิน และนาหินมาเรียงกนั เป็ นวงกลม จากการขุดแต่งทาง
โบราณคดีไม่พบร่องรอยการปูนฉาบและผนังอาคารเลย ซึ่ง
สนั นิษฐานว่าน่าจะเป็ นอาคารโถงหลงั คาเป็ นเคร่ืองไมม้ ุงดว้ ย
กระเบ้ืองโบราณสถานเขาคูหาคงใชเ้ ป็ นศาสนสถานประกอบ
พิธีกรรมเน่ืองในศาสนาฮินดูต่อเนื่องมาตงั้ แต่ประมาณพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๒-๑๔ จนในราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๐-๒๒ มีพวก
โจรสลดั มุสลิมปลายแหลมมลายูและหมู่เกาะอินเดียเขา้ มาปลน้
โจมตบี า้ นเรอื นบนคาบสมุทรสทงิ พระ เทวาลยั ที่เขาคหู าแหง่ น้ีถูก
โจรสลดั เขา้ มาทาลาย จึงทาใหม้ ีการพบประติมากรรมพระวษิ ณุ
และศวิ ลงึ คท์ ถี่ กู ทาลาย

๔๐

อนั สอดคลอ้ งกบั หลกั ฐานทางเอกสาร เช่น
ตานานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชที่กล่าวถึงการ
รุกรานดินแดนในบริเวณคาบสมุทรสทิงพระโดยโจร
มุสลิม ๒ กลุ่ม ไดแ้ ก่ อาแจะอาหรู และอุชงคตนะ
ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๗-๒๒ ทาใหเ้ ทวสถานเขา
คูหาส้ินสุดความเป็ นเทวลยั เน่ืองในศาสนาฮินดูตงั้ แต่
นนั้ มา(อุดม หนูทอง:/๒๑๒),พระครูใบฎีกาศกั รินทร์
สริ ภิ ทโฺ ท(๒๕๖๓)

๔๑

หลวงปู่ทวดในแง่ตานานและความเช่อื

๑.คาถาบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบนาทะเลจดื

คาถาอาราธนา
(นะโม ๓ จบ)
ปาทงั ราชมุนีสามีรามงั อาราธนงั สะระนงั อาคชั ฉามิ (๓ จบ)
คาถาบูชา
นะโม โพธิสตั โต ราชามุนีสามีราโม มหาปุญโญ อะนุภาเวนะ เมรกั ขนั ตุ
(๓ จบ)
พระครูใบฎกี าศกั รนิ ทร์ สริ ิภทโฺ ท(2563)

๔๒

๒.ความศรทั ธาเลอ่ื มใสเกย่ี วกบั หลวงปูท่ วดเหยยี บนาทะเลจืด

วดั ตน้ เลียบ
มีความเชื่อกนั วา่ ถา้ บุคคลใดไดม้ ากราบไหวส้ กั การะบูชาท่ีวดั แหง่ น้ี จะชว่ ยทาใหม้ ีชีวติ รากฐานท่ี

มนั่ คงเปรยี บเสมือนรกของหลวงป่ ูทวดเหยียบนา้ ทะเลจดื ท่ีถูกฝังไวท้ ีโ่ คนตน้ เลียบบริเวณวดั พระครูใบฎีกา
ศกั รนิ ทร์ สริ ิภทโฺ ท(๒๕๖๓)

๔๓

วดั ดหี ลวง
มีความเชื่อกนั วา่ ถา้ บุคคลใดไดม้ ากราบไหวส้ กั การะบูชาที่วดั แห่งน้ี จะชว่ ยทาใหม้ ีชีวติ หนา้ ท่ี

การเรียน การเงิน การงานที่ดี จะตอ้ งมาท่ีน่ีเพราะสถานที่แห่งน้ีเป็ นที่บวชสามเณรของหลวงป่ ูทวด
เหยียบนา้ ทะเลจดื พระครใู บฎกี าศกั รนิ ทร์ สริ ิภทโฺ ท(๒๕๖๓)

๔๔

สานกั สงฆน์ าแปล
มีความเชอ่ื กนั วา่ ถา้ บุคคลใดไดม้ ากราบไหวส้ กั การะบูชาที่สานกั สงฆแ์ หง่ น้ี จะทาใหส้ ุขภาพรา่ งกาย

ท่ีแข็งแรง เล้ียงลูกง่าย จะตอ้ งมาท่ีน่ีเพราะขนาดที่ตาหูยายจนั ทรไ์ ดท้ านาเกี่ยวขา้ ว แลว้ นาลูกเด็กชายปูไป
ปลูกแปลไวท้ บ่ี รเิ วณทงุ่ นา แลว้ มีงูจงอางมาเฝ้ าลูกไวใ้ ห้ พระครูใบฎีกาศกั รนิ ทร์ สริ ภิ ทโฺ ท(๒๕๖๓)

๔๕

แผนท่ที ่องเท่ยี วตามรอยหลวงป่ทู วด
๔๖

อา้ งอิง

• แหลง่ ขอ้ มูลมาจากพระครูใบฎกี าศกั รนิ ทร์ สริ ิภทโฺ ท (๒๕๖๓)

๔๗


Click to View FlipBook Version