โครงงานอาชีพ
เรอ่ื ง ปลาราบองสมุนไพรในบา น
ครูทป่ี รกึ ษา
1.นางมยุรี ทองภเู หวด
2.นางสาํ เนยี ง แกลวกลา
คณะผูจัดทาํ
1.เด็กชายพุฒิพงษ กลนิ่ ลอย เลขที่ 12
2.เด็กชายยุทธภมู ิ ยุทไธสง เลขท่ี 14
3.เดก็ ชายวีรภัทร ทวชี าติ เลขท่ี 29
ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 2
โรงเรียนบา นโนนสูงนอย
สํานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาบรุ รี มั ย เขต 3
อาํ เภอ หนองหงส จงั หวัดบุรีรมั ย
บทคัดยอ
โครงงาน เร่ือง ปลาราบองสมนุ ไพร เปนการศกึ ษาวธิ ีการทําปลาราใหส ุก สามารถเกบ็ ปลารา
ไวไดน านและเปน การถนอมอาหาร และนาํ สมุนไพรพื้นบานทมี่ ีในทอ งถ่นิ มาเปนสวนประกอบของอาหาร
เพอื่ ดบั กล่นิ คาวปลารา มีวตั ถุประสงคเ พือ่ 1) เพอ่ื ศึกษาการทําปลาราสมุนไพรและการถนอมอาหาร
2) เพ่ือนอ มนาํ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มาใชในการดํารงชวี ติ และ 3) เพ่ือนําสมุนไพรในทองถ่นิ
มาใชใ หเ กิดประโยชนมากขึ้นและสรางรายไดใ หกบั ครอบครวั โดยใชปลาราท่ีมใี นทองถ่ินและสมุนไพร 4
ชนดิ ไดแ ก ใบมะกรดู กระเทียม ตระไคร และขา ดําเนินการทดลองทโ่ี รงเรยี นบานโนนสูงนอ ย อาํ เภอ
หนองหงส จงั หวดั บรุ รี ัมย ผลการดําเนินโครงงาน พบวา ทําใหรจู กั วิธีการถนอมอาหาร โดยสามารถทาํ
ปลาราบองสมุนไพรได มีการนําสมุนไพรในทองถิ่นมาใชใหเ กดิ ประโยชนจ นสามารถสรา งรายไดใ หกบั ตนเอง
และครอบครัว มีความพอประมาณ มเี หตผุ ล มีภมู ิคุม กันในตวั ท่ีดตี ามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
กติ ติกรรมประกาศ
โครงงานนส้ี าํ เรจ็ ลลุ ว งไดด วยดี ดว ยความกรณุ าจากนายวินิต ศริ สิ นั ตเิ มธาคม ผอู าํ นวยการโรงเรียน
บานโนนสงู นอ ย และคณะครโู รงเรยี นบานโนนสงู นอยทกุ ทาน ทก่ี รณุ าใหโ อกาส ใหคําปรกึ ษา ชี้แนะแนวทาง
และเสรมิ สรางกําลงั ใจตลอดระยะเวลาท่ีทําการโครงงาน
ขอขอบคณุ ผปู กครองและเพอ่ื นๆ ทค่ี อยใหก าํ ลงั ใจทด่ี ี รวมถึงชว ยเหลอื ทกุ สง่ิ ทกุ อยา งเพอ่ื ใหก าร
โครงงานครงั้ นส้ี ําเรจ็ ลลุ ว งดว ยดี
คณะผูจัดทําโครงงาน
บทท่ี 1
บทนํา
ที่มาและความสําคญั ของโครงงาน
ปลารา เปน สว นประกอบของอาหารของชาวอสี าน ทาํ มาจากการนําปลามาหมกั กบั เกลือ เพ่ือใชใ น
การประกอบอาหาร ซ่ึงปลาราจะเปนสวนทชี่ ว ยใหร สชาติอาหารอรอ ย แตเน่ืองจากปลาราทห่ี มกั ไวจ ะมี
ลกั ษณะเปน นํา้ และมีกลน่ิ เหม็น ไมส ะดวกตอการนํามาประกอบอาหารของคนทอี่ าศยั อยใู นเมืองกรุง
และปลารา ที่คนสวนใหญร บั ประทานเปนปลารา ดบิ ถา กินเขา ไปมากๆ จะทาํ ใหเ กดิ โรคมะเรง็ ตับ โรคมะเรง็
ทอนํ้าดี พยาธิใบไมใ นตับ คณะผูจดั ทาํ จึงคิดวธิ กี ารทาํ ปลาราใหส กุ สามารถเกบ็ ปลาราไวไดนานและเปน
การถนอมอาหาร จึงนําสมุนไพรพน้ื บา นในทองถิ่นทหี่ างายทเ่ี ปนสว นประกอบของอาหาร มาใชใ นการดับ
กล่นิ ปลารา ทั้งนเ้ี พ่ือใหนักเรียน คณะครู ผูปกครองและประชาชนท่ัวไป ไดบ ริโภคผลติ ภัณฑป ระกอบ
อาหารทปี่ ลอดภยั สะอาดและมีคณุ คา ทางโภชนาการสามารถเก็บไวไ ดนาน ลดคา ใชจา ยในการดาํ รงชีวติ
และเปน การอนุรักษภ ูมปิ ญญาทองถนิ่ เพอ่ื พฒั นาและสง เสริมการนาํ สมนุ ไพรพ้นื บานทม่ี ีในทองถ่ินมาใชใ ห
เกดิ ประโยชนสงู สดุ
ดงั นนั้ พวกเราจงึ คิดทจ่ี ะทาํ โครงงานนี้ขน้ึ มา เพอ่ื ใหเ ปน ประโยชนในภายภาคหนา เพ่มิ รสชาติ
การทําอาหารมคี ุณคาทางโภชนาการ ปลอดภัย ตา นอนมุ ลู อิสระ ปองกันโรค สามารถทาํ เปนผลติ ภัณฑ
สรา งรายไดใ หก บั ครอบครัวและชมุ ชน อนุรกั ษภ ูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ และนอมนาํ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ
พอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู วั รัชกาลท่ี 9 มาใชในการดาํ รงชวี ิตประจาํ วนั นําความรูส ู
ครอบครวั ชมุ ชนและทองถิน่ ท่ีตนเองอาศัยอยู
วัตถปุ ระสงค
1. เพอ่ื ศึกษาการทําปลารา สมุนไพรและการถนอมอาหาร
2. เพ่อื นอมนาํ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชใ นการดาํ รงชวี ติ
3. เพ่ือนาํ สมุนไพรในทอ งถนิ่ มาใชใ หเ กดิ ประโยชนม ากข้ึนและสรา งรายไดใหกบั ครอบครวั
สมมุติฐาน
หวังวา ปลาราที่ทําขน้ึ จะทําใหส ามารถขายไดด กี วา ปลาราท่เี ปนตวั และสามารถนําไปขายประกอบ
เปนอาชพี สรา งรายไดใ หก บั ตนเองและครอบครัวได
ขอบเขตการศกึ ษา
ใชป ลารา ท่ีมขี ายตามทองตลาด ใชส มนุ ไพร 4 ชนิด ไดแ ก 1. ใบมะกรดู 2. กระเทยี ม
3. ตระไคร และ 4. ขา ดาํ เนนิ การทดลองทโ่ี รงเรยี นบานโนนสงู นอ ย อาํ เภอหนองหงส จังหวดั บุรรี ัมย
บทที่ 2
เอกสารที่เก่ียวของ
ผศู กึ ษาไดศึกษาคน ควา เอกสารทีเ่ กย่ี วขอ ง เพอื่ เปนแนวทางในการทําปลาราบองสมุนไพร
ดงั ตอไปน้ี
ปลารา
“ปลารา ” ถือเปนอาหารเอือ้ อาทรชั้นดกึ ดําบรรพ และไมใ ชคนไทยเปนเจาของชาติเดียวแตตอ ง
เรียกวา “อาหารแหงอุษาคเนย” ดุจเดียวกัลปป ลาดบิ แหง ญปี่ ุนหรือกมิ จขิ องเกาหลี โดยมีการพบไหปลารา
ในแหลงมอญ เขมร คาํ กลา วของ นพ.กฤษดา ศริ ามพชุ ผอ.สถาบันเวชศาสตรอ ายรุ วฒั นน านาชาติ
สารอาหารทใี่ หประโยชนข องปลารา มีดังนี้
ปลารา เปนแหลงวติ ามินเคท่ียอดเยย่ี ม เชน เดียวกับถ่งั เนา เตา หยู ี้ของบานเราหรอื “นดั โตะ”
ถว่ั เนา ญ่ีปนุ โดย วิตามินเคน้นั ชว ยทงั้ หยดุ เลอื ดและชวยนําพาแคลเซียมเขากระดกู ไดด ี และยังมีสารอาหาร
อนื่ ๆ ทมี่ ปี ระโยชนตอ รางกายอกี มากมาย
คาเฉลยี่ ของสารอาหารในปลารา 100 กรมั
สารอาหารในเนอ้ื ปลารา ประกอบดวย
คารโบไฮเดรต 1.75กรัม ไขมนั 6.0 กรัม โปรตนี 14.5 กรัม พลังงาน117.5 กิโลแคลอร่ี
สารอาหารในนา้ํ ปลารา ประกอบดว ย
คารโบไฮเดรต 0.0 กรัม ไขมนั 0.6 กรัม โปรตีน 3.2 กรมั พลังงาน18.2 กโิ ลแคลอร่ี
วิตามินและแรธ าตใุ นปลารา ประกอบดว ย
วิตามินเอ วิตามนิ บี 1 วติ ามนิ บี 2 ไนอาซนี แคลเซียม ฟอสฟอรสั เหลก็
วิตามินในเนอื้ ปลารา ประกอบดวย
วติ ามนิ เอ 195.0 กรัม วิตามิน บี 1 0.02 มิลลกิ รมั วติ ามิน บี 2 0.16 มิลลกิ รมั ไนอาซีน 0.60
มิลลิกรมั แคลเซียม 939.55 มลิ ลกิ รมั ฟอสฟอรสั 648.2 มลิ ลกิ รัม เหลก็ 4.25 มิลลกิ รมั
วิตามินในนา้ํ ปลารา ประกอบดว ย
วิตามินเอ 0.0 กรมั วติ ามิน บี 1 0.0 มิลลิกรมั วิตามิน บี 2 0.0 มิลลกิ รัม ไนอาซนี 0.0 มิลลกิ รมั
แคลเซียม 76.5 มิลลกิ รมั ฟอสฟอรสั 42.5 มลิ ลิกรัม เหล็ก 0.0 มลิ ลกิ รัม
ใบมะกรูด
มะกรดู หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกวา Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda มีชือ่
วทิ ยาศาสตรวา Citrus x hystrix L. นอกจากนี้ในประเทศไทยยงั มชี ่อื อกี หลากหลายชือ่ อาทิเชน มะขู
(แมฮอ งสอน), มะขุน มะขดู (ภาคเหนือ), สม กรดู สม ม่ัวผี (ภาคใต) เปน ตน เปนพชื ทจ่ี ดั อยูในตระกลู สม
(Citrus) โดยมถี ิ่นกาํ เนดิ ในประเทศไทย ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซยี
ลักษณะของมะกรูดเปนไมยืนตน ขนาดเล็ก เนือ้ ไมแ ข็ง ลําตน และกงิ่ มหี นามยาวเล็กนอ ย ใบ
เปน ใบประกอบชนิดลดรปู มีใบยอย 1 ใบ เรียงสลับ รปู ไข คือมลี ักษณะคลา ยกบั ใบไม 2 ใบ ตอกนั อยู คอดกิ่ว
ทกี่ ลางใบเปน ตอน ๆ มกี า นแผออกใหญเ ทา กบั แผน ใบ ทําใหเห็นใบเปน 2 ตอน กวา ง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว
4-7 เซนตเิ มตร ใบสเี ขยี วแกพืน้ ผิวใบเรยี บเกลยี้ ง เปน มนั คอ นขา งหนา มกี ล่ินหอมมากเพราะมีตอ มน้ํามนั อยู
ซ่ึงผลแบบน้ีเรยี กวา ผลแบบสม (hesperitium) ใบดา นบนสเี ขม ใตใ บสอี อน
ดอกออกเปนกระจุก 3–5 ดอก กลบี ดอกสขี าว เกสรสเี หลอื ง รว งงาย มกี ล่นิ หอม มีผลสเี ขยี วเขม คลา ยมะนาว
ผิวเปลอื กนอกขรขุ ระ ขั้วหวั -ทา ยของผลเปน จุก ผลออนมีเปน สเี ขียวแก เมื่อผลสุกจะเปล่ียนเปน สเี หลืองสด
พนั ธทุ ีม่ ีผลเล็ก ผวิ จะขรุขระนอยกวา และไมม ีจกุ ที่ขวั้ ภายในมเี มล็ดจาํ นวนมาก ๆ
ประโยชนข องใบมะกรดู
“ ใบมะกรดู ” เปน สมุนไพรทมี่ กั นาํ มาปรงุ อาหารมสี รรพคุณหลายอยาง เชน ขบั ลม ทําให
เลอื ดลมไหลเวียนดี ชว ยบาํ รุงหัวใจ ระบบหมนุ เวียนของโลหติ แกไ อ ลดอาการอกั เสบของกลามเน้อื แกช ํา้ ใน
อาการเกรง็ แกฝ ภ ายใน ขบั เสมหะ น้ํามันหอมระเหยของมะกรดู ทาํ ใหผมดํา
สรรพคณุ อีกอยา ง คอื ถา เกิดรสู ึกเครียด ๆ ก็นาํ ใบมะกรูดมาฉกี แลว ดมจะทาํ ใหผ อนคลาย
ไดเหมือนกัน เพราะใน ใบมะกรดู จะมสี ารบางตัวทําใหร สู ึกผอนคลายไดด ี ใบมะกรดู ยังกนั แมลงสาบรบกวน
ขา วสารท่เี ราซอ้ื เกบ็ ไวหงุ กวาจะใชหมดบางครัง้ กม็ กั โดนแมลงตัวเลก็ ตวั นอ ยลงไปกอกวน ใชใ บมะกรดู กาํ ราบ
โดยใหวางใบมะกรดู ไวบ นขาวสารหรอื อาจจะใสผ สมปนไวในขาวสารเลยกไ็ ด ซงึ่ หากขาวสารมีจาํ นวนมากกใ็ ส
ใบมะกรดู มากหนอยรบั รองจะไมมแี มลงมารบกวนอกี ตอ ไป หากขาวสารยงั ใชไ มห มดใบมะกรูดท่วี างไวแ หง
หรือหมดกลนิ่ ไปแลว กใ็ หเปล่ยี นใบมะกรูดเสยี ใหมไ มง นั้ เดีย่ วเจาแมลงไดใจกบั มารบกวนอกี
ตะไคร
ตะไคร ภาษาองั กฤษมีชื่อเรียกวา Lemon Grass หรือ Lapine (ชอ่ื วทิ ยาศาสตร
Cymbopogon citratus Stapf.) เปนญาตกิ บั พืชตระกูลหญา การเตบิ โตขึ้นเปนกอ ในประเทศไทยพบไดท ุก
ภาค โดยจะมีช่ือเรียกตา งกัน ไดแก ภาคเหนอื เรียกวา จะไคร (แมฮ องสอน เรียกวา คาหอม, เง้ยี ว, หอวอตะ
ไป) ภาคใต เรยี กวา ไคร ประโยชนของตะไคร ใชเปน วัตถดุ บิ ประกอบอาหาร เพราะมเี กลอื แรจ ําเปนหลาย
ชนดิ ไดแ ก แคลเซยี ม ฟอสฟอรัส เหลก็ และวิตามนิ นาํ ตะไครมาสกัดกล่นั กลิ่นใชเปน นาํ้ มันหอมระเหย
รวมถึงตะไครห อมมคี ณุ สมบัตกิ ันยุงไดดวย สรรพคุณทางยาของตะไคร ชว ยแกอาการตางๆ ดงั นี้
ประโยชนของตะไคร
1. นาํ มาใชทาํ เปนนํา้ ตะไครห อม นา้ํ ตะไครใบเตย ชวยดบั รอ นแกกระหายไดเ ปน อยา งดี
2. ชว ยในการบํารุงและรักษาสายตา
3. มีสว นชว ยในการบาํ รงุ กระดูกและฟน ใหแข
4. มีสว นชว ยในการบาํ รงุ สมองและเพิม่ สมาธิ
5. สามารถนาํ มาใชทําเปนยานวดได
6. ชว ยแกปญหาผมแตกปลาย (ตน )
7. มฤี ทธิเ์ ปนยาชวยในการนอนหลบั
8. การปลูกตะไครร วมกบั ผกั ชนดิ อืน่ ๆ จะชวยปองกนั แมลงไดเปนอยางดี
9. นาํ มาใชเปนสวนประกอบของสารระงับกลนิ่ ตา ง ๆ
10. ตนตะไครช วยดับกล่ินคาวหรือกลิ่นคาวของปลาไดเ ปนอยางดี
11.กลิน่ หอมของตะไครส ามารถชวยไลยุงและกาํ จดั ยุงไดเ ปน อยางดี
12.เปนสว นประกอบของผลติ ภณั ฑจ ําพวกยากนั ยุงชนิดตา ง ๆ เชน ยากันยงุ ตะไครหอม
13.สามารถนาํ ไปแปรรปู เปน ผลิตภณั ฑไดหลายชนดิ เชน เครอ่ื งปรงุ อบแหง ตะไครแ หงสําหรับชง ดม่ื
นํามาสกัดเปน นา้ํ มันหอมระเหย เปน ตน
14.มักนยิ มนํามาใชในการประกอบอาหารหลายชนิด เชน ตมยํา และอาหารไทยอืน่ ๆ เพื่อเพม่ิ
รสชาติ
สรรพคุณของตะไคร
1. มสี วนชว ยในการขับเหงือ่
2. เปน ยาบาํ รุงธาตุไฟใหเจรญิ (ตนตะไคร)
3. มีสรรพคุณเปนยาบาํ รงุ ธาตุ ชวยในการเจรญิ อาหาร
4. ชว ยแกอาการเบอ่ื อาหาร (ตน)
5. สารสกดั จากตะไครมสี วนชว ยในการปอ งกนั โรคมะเร็งลาํ ไสใ หญ
6. แกแ ละบรรเทาอาการหวดั อาการไอ
7. ชว ยรกั ษาอาการไข (ใบสด)
8. ใชเปน ยาแกไ ขเหนือ (ราก)
9. นาํ้ มันหอมระเหยของใบตะไครส ามารถบรรเทาอาการปวดได
10. ชว ยแกอ าการปวดศรี ษะ
11. ชว ยรักษาโรคความดันโลหติ สูง (ใบสด)
12. ใชเ ปน ยาแกอ าเจยี นหากนําไปใชร วมกบั สมุนไพรชนดิ อน่ื ๆ (หัวตะไคร)
13. ชว ยแกอ าการกษยั เสนและแกล มใบ (หวั ตะไคร)
14. รักษาโรคหอบหดื ดว ยการใชต น ตะไคร
15. ชว ยแกอ าการเสยี ดแนน แสบบริเวณหนาอก (ราก)
16. ใชเปน ยาแกอ าการปวดทอ งและอาการทอ งเสยี (ราก)
17. ชวยแกแ ละบรรเทาอาการปวดทอ ง
18. ชว ยรกั ษาอาการทองอืดทอ งเฟอ (หัวตะไคร)
19. ชวยในการขบั นํ้าดีมาชว ยในการยอ ยอาหาร
20. นํา้ มันหอมระเหยจากตะไครมสี ว นชว ยลดการบบี ตัวของลําไสได
21. มีฤทธ์ิชว ยในการขบั ปส สาวะ
22. ชว ยแกอาการปส สาวะพกิ ารและรักษาโรคนว่ิ (หัวตะไคร)
23. ชว ยแกอ าการขดั เบา (หวั ตะไคร)
24. ใชเ ปนยาแกข บั ลม (ตน)
25. ชว ยรักษาอหิวาตกโรค
26. ชวยแกลมอัมพาต (หัวตะไคร)
27. ใชเ ปน ยารกั ษาเกล้อื น (หัวตะไคร)
28. นํ้ามันหอมระเหยจากตะไคร สามารถชว ยตอตา นเชื้อราบนผิวหนงั ไดเ ปนอยา งดี
29. ชว ยแกโ รคหนองใน หากนําไปผสมกับสมุนไพรชนดิ อ่ืน ๆ
ขา
ขา เปนพชื ชนิดหนงึ่ เตบิ โตไดดีในเขตรอนชน้ี พบไดในประเทศไทย อนิ โดนีเซีย ฟลิปปนส
อนิ เดยี ศรลี งั กา มลี กั ษณะเปน ไมล มลกุ สงู 1.5-2 เมตร อยเู หนือพนื้ ดนิ มีลาํ ตน ใตด นิ เรียกวา เหงา มีขอและ
ปลอ งชดั เจน เลอื้ ยขนานพน้ื ดนิ และแตกแขนงเปน แงง เหงาหวั มขี นาดใหญดว นสขี าว สว นที่อยเู หนอื พื้นดิน
เรียกวา ลาํ ตนเทียม อันเปน สวนของกาบใบ ทีห่ ุม ซอ นทบั กนั มสี ีเขียวทรงกระบอกกลม เนอื้ ในสเี หลอื งและมี
กลิ่นหอมเฉพาะ สาํ หรบั ลกั ษณะเดน ทสี่ งั เกตไดวา เปน ตนขา ใหดสู ว นใบ จะเปนใบเดี่ยวเรยี งสลบั ลกั ษณะ
เปนรปู ใบหอก รปู วงรีหรือเกอื บขอบขนาน สวนดอก จะออกดอกเปน ชอ แบบชอกระจะ แยกแขนง ตั้งขึน้ มี
ดอกยอ ยจํานวนมากเรียงกนั แนน อยบู นกานชอ เดียวกนั เมอื่ ยงั ออ นมสี เี ขยี วปนเหลอื ง ถาเปน ดอกแกแลว จะ
มีสขี าวปนมวงแดง สว นผล ลกั ษณะรปู ทรงกระบอกหรือกลมรี ขนาดเทาเมด็ บัว ผลออนสีเขยี ว เมือ่ แกจ ะมสี ี
แดงอมสม และภายในมเี มลด็ เลก็ ๆ สีดํา มีรสขมและเผด็ สาํ หรับใครทสี่ งสัยวา ขากับขิง ทําไมถึงมลี ักษณะ
คลายกนั นั่นก็เปนเพราะทง้ั ขาและขิง จัดอยใู นพชื วงศเดยี วกันคอื วงศ ZINGIBERACEAE โดยพืชชนดิ อืน่ ๆ
เชน กระชาย กระชายดาํ กระชายแดง กระวาน กระวานเทศ ขมน้ิ เรว เปราะปา เปราะหอม วานนางคาํ และ
วา นรากราคะ ก็จดั อยใู นพชื วงศนเี้ ชนเดียวกัน
สรรพคณุ ของขา
1. ชว ยขบั ลม แกอาการไอ เจบ็ คอ ขบั เสมหะดว ยมรี สชาติทเ่ี ผ็ดรอ น ทาํ ใหขา มฤี ทธ์ิชว ยขบั เลือดลมให
เดนิ สะดวก เพมิ่ การไหลเวียนของเลอื ดและเพมิ่ การเผาผลาญของรา งกายใหดขี ้ึน นอกจากน้ี เมอื่ สกดั นํ้ามัน
หอมระเหยจากขา มา ยังสามารถใชป ระโยชน ในการชวยแกอ าการหวดั ไอ และเจบ็ คอไดอ กี ดวย
2. ชวยใหย อยอาหาร ลดการบบี ตัวของลําไสการรับประทานขา สงผลดตี อ ลําไส เพราะชวยยอย
อาหารและลดการบีบตัว โดยสาร eugenol จากเหงาขาจะมฤี ทธ์ขิ บั น้ําดี ชวยยอ ยอาหารได สว นสาร
cineole, camphor และ eugenol ในขาเอง กม็ ฤี ทธล์ิ ดการบีบตัวของลาํ ไส อนั เปนสาเหตขุ องการเปนโรค
ลาํ ไสแ ปรปรวน ทจี่ ะทาํ ใหเ กดิ อาการปวดทอ ง ทอ งเสยี ทองอดื ไมส บายทอง หรอื มีปญหาเกย่ี วกับระบบ
ขบั ถาย
3. ใชร กั ษาโรคกลาเกลื้อนไดสารสกัดขา สามารถรกั ษาโรคกลากเกล้อื นได เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั ยา
รกั ษาทั่วไป โดยเมอื่ ใชส ารสกดั จากขาดวยนํ้ากล่ันเมทานอล ไดคลอโรมีเทน เฮกเซน หรอื แอลกอฮอล จะมี
ฤทธส์ิ ามารถฆา เชอ้ื รา Microsporum gypseum, Trichophyton
rubrum และ Trichophyton mentagrophyte ท่เี ปนสาเหตขุ องโรคกลากเกลอื้ นได
4. มคี ุณคา ทางโภชนาการขา กเ็ ชนเดยี วกบั ขงิ สามารถนําสว นเหงา ออ นของขา มาตมด่มื กินได
เพราะนอกจากชว ยขบั ลม ดตี อสขุ ภาพ ยงั ใหส ารอาหารท่มี ปี ระโยชก บั รา งกาย โดยมีการศกึ ษา คณุ คา ทาง
โภชนาการของเหงาขา ออ น ขนาด 100 กรัม พบวาใหพลังงาน 20 กโิ ลแคลอร่ี มสี ารอาหารตา งๆ
ประกอบดว ย กากใยอาหาร 1.1 กรัม แคลเซียม 5 มลิ ลิกรัม ฟอสฟอรัส 27 มลิ ลกิ รมั ธาตเุ หล็ก 0.1 มลิ ลิกรมั
วติ ามนิ บี 1 0.13 มิลลกิ รมั วิตามินบี 2 0.15 กรัม และวติ ามินซี 23 มิลลกิ รัม
5. ชว ยรักษาอาการขออกั เสบไดเ มอื่ คนเราแกตวั ลง มักจะเกดิ อาการขออกั เสบ เนื่องจากขอ ตอกระดกู
เสอ่ื มและมนี ้าํ หนกั ตวั ทเ่ี พิม่ มากขึ้น การรับประทานขาหรอื สารสกดั จากขา จะชว ยรกั ษาอาการขอ อักเสบได
เพราะมสี ารออกฤทธ์ิ คอื 1′-acetoxychavicol acetate, 1′-acetoxyeugenol acetate และ eugenol ที่
จะชว ยลดการอกั เสบของกระดูก และมสี าร p-hydroxycinnamaldehyde ชวยยบั ยั้งการสลายของเนอื้ เยื่อ
กระดูกออ น จึงลดความเสีย่ งทจ่ี ะเกดิ โรคไขขอ อกั เสบและเสรมิ ความแขง็ แรงใหก บั ขอตอ ในรางกายเราไดเปน
อยางดี
6. มีฤทธยิ์ ับย้งั แผลในกระเพาะอาหารเหงาขา มสี าร 1’S-1′-acetoxychavicol acetate และ 1’S-1′-
acetoxyeugenol acetate ทชี่ วยยับย้งั แผลในกระเพาะอาหาร และเมอ่ื นาํ สารสกัดจากเหงาขา มาทดลอง
พบวา ดว ยสารปโตรเลียมอเี ธอร, ไดเอทิลอีเธอร, อะซโี ตน ท่มี ีอยใู นสารสกดั สามารถฆา เชือ้
แบคทเี รยี Escherichia coli และ Salmonella typhi ท่เี ปน สาเหตุของโรคทอ งรวงไดอ ีกดว ย เหงา ขา จึงมี
ฤทธ์ชิ วยยับย้งั แผลในกระเพาะอาหาร และปองกันการอาการทองรวงได
7. สามารถตานเซลลมะเรง็ ได จากการศกึ ษาทางเภสัชวิทยาทผ่ี านมา พบวา สารสกัดจากเหงาขา
สามารถทําใหเซลลม ะเรง็ ในรา งกายมนษุ ยชนดิ ตา ง ๆ ไวตอ การรกั ษาดวยยาปจ จบุ นั มากขึ้น และมฤี ทธิต์ า น
และยับยงั้ การเจริญเติบโตของเซลลมะเรง็ ได ไมว า จะเปนเซลลม ะเรง็ ตอ มนา้ํ เหลอื ง เซลลม ะเรง็ มดลกู
เซลลม ะเรง็ เตานม เซลลม ะเร็งปอด เซลลม ะเรง็ กระเพาะอาหาร เซลลม ะเรง็ ลาํ ไสใ หญ เซลลมะเร็งชนิดท่ี
แพรก ระจายไดรวดเรว็ (HT1080) และเซลลม ะเรง็ เม็ดเลอื ด อยา งไรกต็ าม ยังไมม ผี ลการศกึ ษาเพ่มิ เตมิ ที่
เพียงพอ ทจี่ ะมายืนยันถงึ ประสทิ ธภิ าพดงั กลา ว จงึ ตอ งรอผลการศึกษาที่นาเชอ่ื ถอื กวานีต้ อไป
ประโยชนข องขา
1. ใชร ับประทานหรอื เปนสวนประกอบในการทาํ อาหาร รสชาติทเ่ี ผด็ รอ นของขา ชว ยชูรสใหก บั
อาหารไดเปนอยา งดี ทําใหค นไทยนยิ มนําขา โดยเฉพาะสว นของเหงาขา มาเปน สว นประกอบในการทาํ ตมยาํ
ตม ขา แกง ลาบ ผัดเผ็ด พรกิ แกงตาง ๆ เพื่อแตง กล่ินและดบั กลิน่ คาวของเน้อื สตั ว นอกจากน้ี ชนพนื้ เมอื ง
ทองถน่ิ ยงั นิยมสว นตา ง ๆ ของขา มารับประทานเปนผกั สดอีกดว ย เชน ชาวไทใหญ นิยมนาํ ชอ ดอกมาลวก
หรอื กนิ คกู บั นํา้ พรกิ ชาวปะหลอง นาํ ดอกมารบั ประทานเปน ผกั จมิ้ นํ้าพรกิ เปน ตน
2. เปน ยารักษาโรค ดวยคณุ สมบัติทางยามากมาย ทาํ ใหม กี ารนําขา มาเปน ยารกั ษาโรค โดยในสว น
ของเหงา ขา นํามารกั ษาอาการทองอืด ทองเฟอ ขบั ลมในลําไส แกล มพิษ รักษาโรคกลากเกล้ือน อาการแนน
จุกเสียดตามชองทองสวนหนอ ใชบ าํ รงุ ธาตุ แกลมแนนหนา อก สวนใบ ใชแกก ลากเกลอ้ื น ฆาพยาธิ สวนผล ก็
สามารถนาํ ไปบด แลวเอามาทา แกอาการปวดฟนได ฯลฯ ดวยคณุ ประโยชนทสี่ ามารถนาํ มาใชรักษาโรคไดท งั้
ตน คนโบราณจงึ นิยมนาํ ขา มาทาํ เปน ยาตั้งแตอ ดีตถึงปจจบุ นั
3. ใชก าํ จดั แมลงและเชื้อราบางชนิดได เม่ือสกัดนํ้ามันหอมระเหย ออกมาจากขา จะสามารถใชกาํ จัด
แมลงได โดยมฤี ทธทิ์ าํ ใหไ ขแมลงฝอ หากใชผ สมกับสะเดา กจ็ ะชว ยเพมิ่ ประสิทธิภาพในการกําจดั แมลงไดมาก
ข้นึ นอกจากน้ี น้ํามันหอมระเหยจากขา ยงั มฤี ทธช์ิ วยกาํ จดั เชื้อราบางชนดิ ไดอ กี ดว ย
4. แปรรปู เปน ผลติ ภณั ฑไดห ลากหลาย ดว ยคณุ ประโยชนท หี่ ลากหลาย ทงั้ สามารถกินเพ่อื สขุ ภาพ ใช
ในการรกั ษาโรค และใชเปนยากําจัดและไลแมลง จงึ มนี าํ ขา ไปแปรรูป เปน ผลติ ภณั ฑต า ง ๆ มากมาย ไมว าจะ
เปน เครอ่ื งดื่มหรอื ชา ลูกประคบ สเปรยดบั กลิ่น ฯลฯ
ขอควรระวงั ในการใชขา
ถงึ แม ขา จะมปี ระโยชนม ากมาย แตก ารใชประโยชน ควรใชในปริมาณใหพอเหมาะ และควรศกึ ษา
ผเู ชี่ยวชาญกอ นใชง าน โดยขอ ควรระวงั ในการใช ขา ทต่ี องรู คอื
นํ้ามนั หอมระเหยจากเหงา ขา มีความเปน พษิ หากบรโิ ภคในปรมิ าณมากเกินไป ทาํ ใหเปน พษิ ตอ
รางกาย
ขา ทําใหเ กดิ อาการระคายเคอื งผิวหนังได ทาํ ใหม อี าการแสบรอนผวิ หนัง ถาใชไมถ ูกวิธี ควร
ศกึ ษาวธิ ีการใชง านใหดี กอ นใช ขา ในการรักษา
พืชสมุนไพรอยาง ขา ไมเพยี งชว ยเพิ่มรสชาติ กลน่ิ หอม ใหกบั อาหาร แตย งั มีคุณประโยชนใ นการ
รักษาโรคตา ง ๆ อันแสดงใหเ ห็นถงึ ภูมิปญ ญาของคนโบราณ ดงั นนั้ อยามองขามเครอื่ งเทศบางอยาง แลว หนั
ไปใชแ ตเ ครื่องปรุงสําเรจ็ รูป เพราะอาจพลาดคุณคาทางสารอาหารทใ่ี หประโยชนก บั รางกายได
มะขามเปย ก
มะขามเปยก เปนวัตถุดิบสําคัญในการประกอบอาหารไทยหลายอยาง รวมถึงมีผูนาํ มาประยุกต
กับการใชมะขามเปยกขัดผิว ใชเปนสวนประกอบสําคัญของผลิตภัณฑเสริมความงาม มาดูกันวา
มะขามเปยกใชทาํ อะไรไดบาง มะขามเปยก คือการแปรรูปผลของตนมะขาม ซ่ึงเปนไมยืนตนท่ีปลูกโต
ไดดีในแถบอากาศรอนชื้น ดวยวิธีถนอมอาหารใหเก็บไดนานข้ึนดวยภูมิปญญาชาวบานท่ีนาํ มะขาม
เปร้ียวสุกมาแกะเมล็ดออกนาํ เฉพาะเน้ือมาปนเปนกอนรมไฟ เพ่ือปองกันแมลง หรือหากใครมี
ตนมะขามเปรี้ยวออกลูกดกก็นาํ มาแกะเปลือกปนเก็บไวในตูเย็นไดเชนกัน วิธีนาํ มะขามเปยกมาใช คือ
นํามาละลายกับน้าํ รอน หรือนาํ มาต้ังเตาเคี่ยว นํานาํ้ มะขามมาใชประกอบอาหาร แมวามะขามเปยกจะ
เก็บไดนานกวาผลสด แตก็ควรนําเน้ือมะขามเปยกแชตูเย็น เพ่ือปองกันการทองเสียจากการนําไป
ประกอบอาหารคนสมัยกอนใชประโยชนจากผลมะขามมาประกอบอาหาร และนํามาใชผสมสมุนไพรขัด
ผิว รวมถึงนาํ มาทาํ ขนมหรือเครื่องดื่มใหมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน บางก็วาชวยอาการแพทองของหญิง
ตั้งครรภได
- เปนวัตถุดิบประกอบอาหาร
- เปนวัตถุดิบทาํ น้าํ จ้ิมรสเลิศ
- ใชทําขนม
- ผสมเคร่ืองด่ืมไดบางชนิด
- ผสมสมุนไพรขัดผิว ชวยใหผิวชุมช้ืนมากข้ึน
สรรพคณุ ของมะขามเปยก
1. มะขามมีสรรพคุณชวยขับเสมหะ ลดอาการไอ มะขามมวี ติ ามินซีสงู และมกี รดทารทารกิ จงึ มสี ว น
ชวยในการบรรเทาอาการไอ กระตุน ตอ มนาํ้ ลายใหผ ลติ น้าํ ลายมากข้นึ และชวยขบั เสมหะ หามอี าการไอไม
มากกผ็ สมน้าํ มะขามกบั น้ําอุน เตมิ น้ําผ้งึ เพอื่ จบิ แกไอได
2. มะขามมีสรรพคุณชว ยการขบั ถาย มะขามเปยกมรี สชาตเิ ปรย้ี ว มีฤทธชิ์ ว ยในการขับถา ย
เพราะฉะนนั้ หากบรโิ ภคมากเกนิ ไปก็อาจเปน ยาระบายออ นๆ ได ดงั น้นั ไมควรใชม ะขามแทนยา หากมีอาการ
ทอ งผกู แลวตองการใชเปน ยา ควรปรึกษาแพทยผ เู ชย่ี วชาญ
3. มะขามมีสรรพคุณชว ยขบั ปส สาวะ เนอ่ื งจากมะขามมฤี ทธ์ชิ ว ยใหการขับถา ย และมีสารท่ีชว ยขับ
ฟลูออไรดในปส สาวะ ก็ชวยเร่อื งน่วิ ได ชว ยลดการเกดิ นวิ่ ในไต แตก็ไมส ามารถใชเ ปน ยารกั ษาได หากมอี าการ
นว่ิ ในไตควรปรึกษาแพทย
4. มะขามมสี รรพคณุ ชวยผลดั เซลลผ ิว สาร AHA ที่ชว ยผลดั เซลลผ ิวนีพ้ บในมะขามสงู มาก คน
สมยั กอนจึงนยิ มนํามะขามมาขัดผิว ปจ จุบันกย็ งั ใชอยใู นคอรสขดั ผิวเจา สาว ดว ยการผสมกบั สมุนไพรตางๆ
และใชอ ยางเปนประจํา
กระเทยี ม
กระเทียม (Garlic) มีช่ือวิทยาศาสตรวา Allium sativum เปนพืชสมุนไพรไทยชนิดหน่ึง
มักถูกจัดอยูในประเภทเครื่องเทศ มีลักษณะกลมแปน ประกอบดวยกลีบท่ีหอหุมดวยเปลือกสีขาว
คนไทยนิยมนํามาใชทาํ อาหาร เนื่องจากชวยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติใหเมนูอาหารมีความเขมขน
ยิ่งข้ึน ประโยชนของกระเทียมมีมากมาย โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาท่ีสงผลดีตอสุขภาพ ถือเปน
สมุนไพรคูครัวสารพัดประโยชนท่ีทุกคนเขาถึงได กระเทยี มเปน พชื สมุนไพรเกา แกซ ่ึงมีฤทธท์ิ างยาหลาย
อยาง แมก ระท่ังบดิ าทางการแพทยของกรกี โบราณคือ ฮปิ โปเครตสิ ก็ยกยองวากระเทยี มคือสมนุ ไพรทใ่ี ห
ประโยชนท างยาสงู สุดชนดิ หนงึ่ เชน ตอตานการเกิดเซลลมะเรง็ ตา นการอกั เสบจากเชือ้ แบคทเี รียและเช้อื
ไวรัสบางชนดิ ทสี่ าํ คญั คอื ชว ยลดระดบั โคเลสเตอรอลและไขมันชนดิ ไมดที ร่ี างกายไมต องการ จงึ แนะนําใหผูที่
มคี วามเสยี่ งตอ การเกดิ โรคหวั ใจและหลอดเลอื ดตีบตนั กนิ กระเทียมเปนประจํา ในกระเทียมสด 1 กลบี
ประกอบดว ย นา้ํ 64.3% โปรตนี 7.9% ไขมนั 0.6% คารโ บไฮเดรต 16.3% ใหพ ลงั งานทงั้ หมด 98 กโิ ล
แคลอรี
สารออกฤทธิ์สําคญั ในกระเทียม
1. ไดซลั ไฟด ชวยควบคมุ ระดบั โคเลสเตอรอลและไขมันในเลอื ด
2. อลั ลซิ ิน ชวยตอตา นเช้อื แบคทเี รียและลดอาการอักเสบ
3. อลั ลิอิน มีคณุ สมบตั เิ ปน สารปฏชิ วี นะ
4. เซลเิ นยี ม เปนสารแอนติออกซแิ ดนท ควบคุมการทาํ งานของรา งกายใหอยใู นภาวะปกติ
5. กํามะถัน ปอ งกนั โรคผิวหนงั หลายชนดิ บํารงุ ขอ ตอและกลา มเนอื้
ประโยชนของกระเทยี ม สรรพคุณที่ไมค วรมองขา ม
ในกระเทียมมสี ารอัลลิซนิ (Allicin) ซึง่ เปน สารท่ีใหก ลน่ิ ฉุนอนั เปนเอกลกั ษณทีเ่ ราคนุ เคยกันดี ซง่ึ สาร
ตัวน้ีจะออกฤทธ์ใิ หส รรพคณุ ทางยาท่มี ปี ระโยชนตอ สุขภาพ ดงั นี้
1. รักษาโรคหวดั ในกระเทียมมสี ารตานอนมุ ลู อสิ ระทช่ี ว ยสรางภมู ิคมุ กนั ในรางกาย แตหากเปนหวดั ก็
สามารถฝานกระเทียมไปแชน ํา้ รอน แลวกรองนา้ํ ออกมาดม่ื ชากระเทยี มอุนๆ จะทําใหห วดั หายเร็วขนึ้
2. ลดระดับไขมนั ในเลือด การกินกระเทยี มเปน ประจําจะชวยลดระดบั คอเลสเตอรอล และระดบั
ไขมนั ในเลือด ซ่ึงมผี ลชว ยลดความเสีย่ งในการเปน โรคหัวใจ
3. ลดความเส่ยี งเกิดโรคมะเรง็ สถาบนั มะเร็งแหง ชาตสิ หรัฐอเมริกา (NCI) เผยผลวิจัยทร่ี ะบวุ า
กระเทยี มอาจมีคณุ สมบัตติ านโรคมะเรง็ เนอื่ งจากสารในกระเทยี มออกฤทธิล์ ดความเสี่ยงตอการเกดิ เน้ืองอก
4. แกโ รคผิวหนงั อักเสบ หากผิวหนงั อกั เสบจากอาการแพจนเปน ผ่นื แดง หรอื มอี าการคนั จากโรค
สะเกด็ เงิน ใหท าน้ํามนั กระเทยี มบรเิ วณผิวหนัง จะชว ยลดอาการอกั เสบ และรักษาอาการคันใหหายได
5. แกป ญ หาผมรว ง สารอลั ลิซินและสารซลั เฟอรท ่ีอยใู นกระเทียม สามารถชว ยลดปญ หาผมขาดหลุด
รว งได เพียงฝานกระเทยี มบางๆ ผสมนํา้ มันออยล แลว นําไปนวดบาํ รงุ ศีรษะ หนงั ศีรษะกจ็ ะแขง็ แรงขน้ึ
6. บรรเทาอาการปวดขอ ประโยชนของกระเทียมคอื ทาํ ใหเลือดไหลเวียนดีข้ึน จึงสามารถชว ยลด
อาการปวดตามขอของรางกาย บรรเทาอาการเจบ็ จากขอเทา พลิก รวมถึงอาการเคลด็ ขัดยอกตา งๆ
7. ปองกันแมลงกัดตอยคนไทยโบราณนยิ มใชก ระเทยี มเปน ยากนั ยงุ รวมถงึ การห่นั กระเทยี มแลว
นาํ ไปผสมกับขผี้ ึ้ง ทาตามแขนขาเมื่อตอ งเดินทางในปา กลนิ่ ของกระเทยี มจะทาํ ใหไ มม แี มลงมารบกวน
8. ถอนเส้ยี นหนาม วิธีธรรมชาตทิ ่คี นไทยโบราณนยิ มใชกาํ จดั เสย้ี นหนาม และเสี้ยนไมท ีต่ ํามือหรอื ตาํ
เทา ใหฝ านกระเทียมแผน บางๆ วางลงบนเสีย้ น แลว ใชผ าพนั แผลกดทบั ลงไป ไมนานเสยี้ นกจ็ ะหลดุ ออกเอง
9. รกั ษาสิว นอกจากมีฤทธ์ปิ องกนั เชอ้ื ราแลว กระเทยี มยังสามารถฆาเชือ้ แบคทเี รยี ไดอ กี ดว ย เคล็ด
ลับภูมปิ ญ ญาไทยจงึ ใชก ระเทยี มในการรกั ษาสวิ ดวยการฝานกระเทียมสด แปะลงบริเวณท่มี สี ิว
10. กาํ จดั กลิ่นเทา ใครท่ีมกี ลน่ิ เทาไมพ งึ ประสงค ใหนํากระเทียมไปบด แลวแชในนํ้าอุน หลงั จากนั้น
ใหแชเทาเพอ่ื กําจัดกลน่ิ ไมพงึ ประสงค เหมาะสําหรบั ผทู ่ีมปี ญ หาเชอ้ื ราทเี่ ทา นํา้ กดั เทา หรอื เทาอบั ช้ืน
โทษของกระเทียม หากกินมากเกินไป
กระเทียมมีประโยชนและสรรพคณุ ทางยากจ็ รงิ แตท ุกอยา งก็ตอ งต้งั อยบู นความสมดลุ หากกิน
กระเทยี มมากเกินไปอยา งตอ เน่ืองเปน ระยะเวลานาน ก็อาจสง ผลเสียตอรางกายไดเ ชน กัน เพราะจะสง ผลให
เกดิ ภาวะเลอื ดแข็งตัวชา เนือ่ งจากสารในกระเทยี มจะยับยง้ั การเกาะตัวของเกลด็ เลือด ซงึ่ หากเกิดบาดแผลจะ
ทําใหเลือดไหลไมหยดุ
คาํ เตอื น! โรคทห่ี ามกินกระเทียม
สําหรบั สตรมี ีครรภและหญงิ ใหนมบุตร ควรงดกินกระเทียมในรปู แบบยาเสรมิ อาหาร เน่อื งจากอาจทาํ
ใหรสชาตินํา้ นมเปลยี่ นไป สวนผูทมี่ โี รคประจําตัว ซ่ึงตอ งกนิ ยากลุมตานการแขง็ ตัวของเลือด และยาละลายลมิ่
เลือดเปน ประจาํ ไมควรกินกระเทยี มในปรมิ าณทม่ี ากเกินไป เนอื่ งจากอาจทาํ ใหเ ปนโรคโลหติ จาง ในผูท่ีแพ
กระเทียมบางราย อาจมีอาการปวดทอ ง อาเจียน และวงิ เวียนศีรษะควบคูกัน แมป ระโยชนข องกระเทียมจะมี
มากมาย แตหากกินในปรมิ าณที่มากเกนิ พอดี กอ็ าจสง ผลเสยี ไดเ ชน กัน สําหรบั ผทู ีม่ ีโรคประจําตัวและตอ งการ
กินยาแผนโบราณท่มี กี ระเทียมเปน สว นประกอบ แนะนาํ ใหป รึกษาแพทยก อ นเสมอเพื่อความปลอดภยั
สมรรถนะในการทํางาน
ระบบสมรรถนะในการทาํ งาน (Competency Model) เปนเครือ่ งมอื บริหารจัดการ ทรพั ยากรมนุษยท่ี
สําคญั อยางหน่ึงทีผ่ บู รหิ ารทกุ ระดบั สามารถนาํ มาใชใ นการ สรรหา รกั ษา และพัฒนาบคุ ลากรใหม คี วามรู
ทกั ษะ และความสามารถและบคุ ลกิ ลกั ษณะเฉพาะตรงตามท่ี ตําแหนง กําหนด เพื่อใหป ฏิบตั หิ นา ที่ไดตามผล
ตามที่คาดหวงั ไว
สมรรถนะในการทํางาน (Competency) หมายถงึ ความรู ทกั ษะ และคุณลกั ษณะ (Knowledge, Skills,
Personal Attribute) ของบุคคลทีจ่ ําเปนตอ งมี เพอ่ื ใชในการปฏบิ ัติหนาท่ี ใหป ระสบผลสาํ เรจ็ ตามทก่ี ําหนดไว
ความรู (Knowledge) หมายถึง ความรูที่จําเปนในการปฏบิ ตั ิหนาท่ี ถา ไมม ีความรู พนกั งานก็ไม
สามารถปฏบิ ตั ิหนา ทที่ ี่รบั ผิดชอบไดอ ยา งถกู ตอ ง ความรนู มี้ กั จะไดจากการศกึ ษา อบรม สัมมนา รวมไปถงึ การ
แลกเปลี่ยนความรกู บั ผมู คี วามรูในดานนน้ั ๆ
ทักษะ (Skills) หมายถึงทักษะ ความสามารถเฉพาะทจ่ี ําเปน ในการปฏิบัตหิ นา ท่ี ถา ไมมีทกั ษะแลว ก็
ยากทท่ี าํ ใหพ นกั งานทํางานใหมผี ลงานออกมาดแี ละตามเปาหมายทกี่ ําหนด ไวได ทกั ษะนีม้ ักจะไดม าจากการ
ฝก ฝน หรอื กระทาํ ซํ้าๆอยางตอเน่อื ง จนทําใหเกิดความ ชาํ นาญในสิ่งนน้ั
คณุ ลักษณะสวนบคุ คล (Personal Attribute) หมายถงึ คุณลักษณะ ความคิด ทศั นคติ คา นิยม
แรงจงู ใจและความตอ งการสว นตัวของบคุ คล คณุ ลักษณะเปนสง่ิ ท่ตี ิดตัวและ เปลย่ี นแปลงไดไมง ายนัก
คณุ ลกั ษณะที่ไมเ หมาะสมกบั หนาทม่ี กั จะกอ ใหเกดิ ปญหาในการ ทาํ งาน และทําใหงานไมป ระสบผลสําเรจ็ ตาม
เปา หมาย
บทท่ี 3
วัสดแุ ละการดําเนนิ การ
วัสดุอุปกรณ ไดแ ก
1. เคร่ืองชัง่
2. มีด
3. ชาม
4. กระทะ
5. ครก,สาก
6. เตาแกส
7. ทพั พี
8. ชอน
9. ถวยตวง
10. ถาด
11. เขยี ง
12. กระปกุ บรรจุ
13. กะละมงั
14. หมอ
สว นผสม
1. ขา
2. ตะไคร
3. ใบมะกรูด
4. กระเทยี ม
5. มะขามเปยก
6. พริกแหง (พริกปน )
7. ปลารา
8. ผงชูรส
9. นา้ํ ตาลทรายแดง
บทที่ 4
วธิ ีดําเนนิ งาน
วธิ ดี ําเนนิ งาน
1. จับกลุมคิดเคาโครงเร่ืองการทาํ โครงงานอาชีพ ปรกึ ษาหารือในกลมุ การทําโครงงาน
2. ปรกึ ษาครูทป่ี รกึ ษาเพือ่ หาแนวทางการทาํ โครงงาน
3. คน หาขอ มูลในการทาํ ปลารา บองสมุนไพร
4. ดําเนินการทาํ ปลารา บองสมุนไพร
5. รายงานผล
6. นําเสนอผลงาน
ขั้นตอนวิธที ําปลารา บองสมนุ ไพร
ขนั้ ตอนการเตรียมอปุ กรณ
1. ลางทําความสะอาดขา , ตะไคร, ใบมะกรดู และกระเทยี ม
2. แชมะขามเปย กครงึ่ กโิ ล ในนํา้ อนุ แลว บดใหเ นือ้ มะขามละลาย
3. หนั่ ขา , ตะไคร, ใบมะกรดู และกระเทยี ม เปน ช้ินเล็กๆและชง่ั ดว ยเครอ่ื งชง่ั อยางละ 1 กโิ ลกรมั แลว
นาํ ไปโขลกใหล ะเอยี ดทลี ะอยา งและค่ัวในกระทะทลี ะอยางๆละ 5 นาทีเพื่อใหม ีกลิ่นหอม พกั ไวใ หเ ย็น
4. นาํ ปลารา ทส่ี บั ไปคั่วใหส ุกประมาณ 10 นาที
5. คลุกเคลาขา, ตะไคร, ใบมะกรดู และกระเทียมใหเ ขา กัน
6. นําปลารา ทส่ี ุกมาผสมรวมกัน ใสนํา้ มะขามเปยก, พริกปน , นํ้าตาลทรายแดงประมาณ 3 ชอนโตะ
ผงนัวตามใจชอบ จากน้นั กค็ นใหเ ขากนั ประมาณ 10 นาที แลว ชิมใหไ ดร สชาติทต่ี องการ
7. เมื่อเสรจ็ ขน้ั ตอนแลว กน็ าํ มาบรรจใุ สภ าชนะท่ีเตรยี มไว
ผลการทาํ ปลาราบองสมนุ ไพร
จากการดาํ เนนิ งานตามขน้ั ตอน การทําโครงงานอาชีพปลารา บองสมนุ ไพร รจู กั วธิ ีการถนอมอาหาร
โดยสามารถทําปลาราบองสมุนไพรได มกี ารนําสมนุ ไพรในทอ งถน่ิ มาใชใหเ กิดประโยชนจ นสามารถสรา ง
รายไดใ หก บั ตนเองและครอบครัว มคี วามพอประมาณ มเี หตผุ ล มีภมู คิ ุมกนั ในตัวทดี่ ตี ามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง สง ผลตอ ตวั เอง ดังน้ี
ดา นพฤตกิ รรม : เกดิ การเรียนรูทกั ษะกระบวนการตางๆ ในการทาํ งาน มวี ินยั ในตนเอง ทัง้ ใน
เรอ่ื งการกนิ การอยู การดูและการฟง อยา งสรา งสรรค ใสใจในการประกอบอาชพี ท่สี จุ รติ รกั การทํางาน
มคี วามมัน่ ใจในตนเองยดึ ม่ันในคณุ ธรรม 8 ประการและสามารถแบงเบาภาระของครอบครัว ใชเวลาวางใหเกิด
ประโยชนแ ละไมม วั่ สมุ เก่ยี วกบั ยาเสพตดิ
ดานจติ ใจ : มีความสขุ จากการทาํ โครงงาน เกดิ ความภาคภมู ใิ จและเห็นคุณคา แหง ตน
ดานปญญา : ไดเ รยี นรูก ารประกอบอาชพี แนวทางการวางแผนเพื่อการประกอบอาชีพที่
หลากหลายจนเกดิ จนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
บทท่ี 5
บทสรปุ และขอเสนอแนะ
สรุปผลการดําเนนิ การโครงงาน
โครงงานทไี่ ดจัดทาํ ข้นึ น้ี มีวตั ถุประสงค คือ 1) เพ่ือศึกษาการทาํ ปลารา สมุนไพรและการ
ถนอมอาหาร 2) เพอื่ นอมนําหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มาใชใ นการดํารงชีวติ และ 3) เพอ่ื นาํ
สมนุ ไพรในทองถิ่นมาใชใ หเ กิดประโยชนม ากขน้ึ และสรา งรายไดใ หกับครอบครัว โดยใชปลารา ทม่ี ีในทองถน่ิ
และสมุนไพร 4 ชนิด ไดแก ใบมะกรูด กระเทียม ตระไคร และขา ดาํ เนนิ การทดลองทีโ่ รงเรียนบา นโนน
สงู นอย อําเภอหนองหงส จังหวัดบรุ รี มั ย จากการดําเนนิ งานตามขนั้ ตอน การทําโครงงานอาชพี ปลาราบอง
สมุนไพร รจู ักวิธีการถนอมอาหาร โดยสามารถทําปลารา บองสมนุ ไพรได มกี ารนาํ สมุนไพรในทองถ่ินมาใชใ ห
เกดิ ประโยชนจนสามารถสรางรายไดใหก ับตนเองและครอบครัว มคี วามพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมคิ ุม กนั ใน
ตัวทด่ี ตี ามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง สง ผลใหตนเองมกี ารเปลีย่ นแปลงคา นยิ มในการทาํ งาน มี
พฤตกิ รรมทสี่ รางสรรค และยงั เปน การแกป ญหาความยากจน ชวยเหลือแบง เบาภาระคา ใชจายของผูปกครอง
โดยเปน การสรางงานใหน ักเรียน มงี านทําตามทตี่ นถนัด มปี ระสบการณว ิชาชีพ ซึ่งเปน การพฒั นาอาชีพสู
รายไดอ ยา งเหมาะสมเปนระบบ ทยี่ ่ังยืนตลอดจนเปนการเสรมิ ประสบการณทจี่ ะสนบั สนนุ อาชีพในอนาคตอีก
ทางหนง่ึ เปน การเตรยี มพรอมใหแกต นเองกอ นที่จะจบการศกึ ษา และเขาสูการทาํ งานจรงิ ในอนาคต รวมทัง้
เปน การหารายไดเ พ่ือชวยเหลือครอบครัว หรอื เพื่อเปนคา ใชจ ายในการเรียนตอไป
สรุปผลการดาํ เนินงานโครงงานอาชีพในครงั้ นถี้ ือวาบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงค และเปาหมายที่
ทางกลุมนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 2 มกี ารดาํ เนินงานทีส่ จุ ริต และมที ักษะในการทาํ งาน สูการประกอบ
อาชพี ที่ดใี นอนาคต
แผนการดาํ เนนิ งานในอนาคตและขอเสนอแนะ
- ขยายผลสูนองๆ ในโรงเรยี น เพิม่ มากขน้ึ
- ตอ ยอดโครงงาน การสรางสรรคค วามรู คณุ ธรรม ทกั ษะ ความคดิ สอู าชีพในฝน
ประโยชนท ่ไี ดรบั
- นักเรยี น ครู ผปุ กครองไดบ ริโภคปลารา บองสมุนไพรพื้นบา นท่สี ะอาดปลอดภยั และมีคณุ คา ทาง
โภชนาการ
- อนุรักษภ ูมิปญญาทอ งถนิ่
- พัฒนาและเผยแพรส มุนไพรพ้นื บานใหสามารถนํามาใชประโยชนไดมากขนึ้
- ลดคาใชจา ยในครอบครวั และนาํ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา อยหู วั มาใชใ นครอบครวั ทองถ่ิน ชมุ ชน