ระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน
หนว ยการเรยี นรูที่ ๔
หลักสูตรหลแกั สลตู ระแกละกาารรจัดจกาดั รเรกยี นารู รเรยี นรู
รองศาสตราจารย ดร.มารุต พัฒผล
สํานักงานรบั รองมาตรฐานและ
ประเมินคณุ ภาพการศึกษา (องคก ารมหาชน)
หลกั สูตรและการจดั การเรียนรู ก
คํานํา
สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มีหนาท่ีพัฒนาและฝกอบรม
ผูประเมินภายนอก จัดทําหลักสูตรการฝกอบรมและใหการรับรองผูประเมิน โดยมีผูประเมินภายนอกซึ่งไดรับ
การรับรองจาก สมศ. ใหทําการประเมินคุณภาพภายนอกตามความเชี่ยวชาญ (Expert Judgment) สามารถทํา
การประเมินคุณภาพภายนอกไดอยางถูกตองแมนยํา รวมถึงใหขอเสนอแนะกับสถานศึกษาที่สอดคลองกับบริบท
ของสถานศึกษา เพื่อใหการประเมินคุณภาพภายนอกมีความทาทายและกระตุนหนวยงานที่เก่ียวของใหเกิดการ
สงเสรมิ การยกระดบั คุณภาพของสถานศกึ ษา
สมศ. ตระหนักถึงความสําคัญของผูท่ีทําหนาที่ในการประเมินคุณภาพภายนอก จึงไดพัฒนา
หลักสูตรการฝกอบรมใหครอบคลุมสมรรถนะหลักท่ีสําคัญ โดยมีข้ันตอนกระบวนการในการดําเนินงาน
ซึ่งจะมีการอบรมท้ังศึกษาเรียนรูผานสื่ออิเล็กทรอนิกส (e-Training) กระบวนการปฏิบัติการและกระบวนการ
ประเมินจากพีเ่ ล้ยี ง โดยผเู ขารับการฝก อบรมสามารถศึกษาสมรรถนะดา นความรูดว ยตนเองและการศกึ ษาจากสื่อ
อิเล็กทรอนิกสในรูปแบบวีดิทัศน และการทําแบบทดสอบเพ่ือประเมินผลตามวัตถุประสงคของหนวยการเรียนรู
โดยสามารถทบทวนและเรยี นรูซํ้าไดเ พือ่ ใหเ กดิ ความแมนยํา เปน การพัฒนาตนเองอยางตอ เนือ่ ง และสามารถเรียนรู
ไดท ุกที่ทุกเวลา
ขอขอบพระคุณผูทรงคุณวุฒิท่ีรวมจัดทําหลักสูตรทุกหนวยการเรียนรูทุกทานที่ไดอางอิงไวใน
บรรณานุกรมทายเลม น้ี ดว ยความขอบพระคณุ ยงิ่
คณะทาํ งานปรบั ปรุงหลักสตู รและออกแบบ
การพฒั นาผูป ระเมนิ ภายนอก
สาํ นกั งานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา
หลักสูตรและการจัดการเรียนรู ข
สารบญั หนา
๑
หลักสตู รและการจัดการเรียนรู ๑
คําอธิบายหนว ยการเรียนรู ๑
จุดประสงคก ารเรียนรู ๑
สาระการเรียนรู ๒
กิจกรรมการเรียนรู ๒
สอื่ ประกอบการเรียนรู ๒
การวดั ผลประประเมนิ ผลการเรียนรู ๓
๓
หลักสูตรและการจัดการเรียนรู ๓
๑. ความหมายของหลักสตู ร ๖
๒. ความสําคัญของหลักสตู ร ๗
๓. ความเชอ่ื มโยงตลอดแนวของหลักสตู ร ๘
๔. การพฒั นาหลักสูตรตามหลกั “ภมู ิสงั คม” ๙
๕. การออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรสถานศกึ ษา ๑๑
๖. กระบวนทัศนการเรียนรูในโลกยคุ ใหม ๑๔
๗. Transform จากการเรียนรูแบบ Passive ไปสู Active ๑๕
๘. บทสรุป
บรรณานกุ รม
หลกั สตู รและการจดั การเรียนรู ค
หลกั สูตรและการจัดการเรียนรู
คาํ อธิบายหนว ยการเรียนรู
ศึกษาวิเคราะหความหมายของหลักสูตร ความสําคัญของหลักสูตร ความเช่ือมโยงตลอดแนวของ
หลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรตามหลัก “ภูมิสังคม” สาระสําคัญของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 กระบวนทศั นการเรียนรูในโลกยุคใหม การเรยี นรูใ นสังคมยุคดจิ ิทลั ทรานสฟอรมการเรียนรู
(Transform learning) และเปล่ียนแปลงจากการเรียนรูแบบต้ังรับ (Passive) ไปสูการเรียนรูเชิงรุก (Active)
ท่ีนาํ ไปสูการประเมนิ คุณภาพการศึกษาอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
จดุ ประสงคก ารเรียนรู
๑. อธิบายความหมายและความสาํ คัญของหลักสตู รได
๒. วเิ คราะหล กั ษณะสาํ คัญของการพฒั นาหลกั สูตรตามหลัก “ภูมสิ ังคม” และนําไปใชไ ด
๓. วเิ คราะหแ นวทางการจัดการเรยี นรูเพ่ือพัฒนาศักยภาพของผเู รียนและนําไปใชไ ด
สาระการเรยี นรู
๑. ความหมายของหลักสูตร
๒. ความสาํ คญั ของหลักสตู ร
๓. ความเชือ่ มโยงตลอดแนวของหลกั สตู ร
๔. การพฒั นาหลกั สูตรตามหลัก “ภูมสิ ังคม”
๕. การออกแบบนวตั กรรมหลักสูตรสถานศึกษา
๖. กระบวนทศั นการเรียนรใู นโลกยคุ ใหม
๗. Transform จากการเรยี นรูแ บบ Passive ไปสู Active
หลกั สตู รและการจดั การเรยี นรู ๒
กจิ กรรมการเรยี นรู
๑. ทําแบบทดสอบกอ นการเรียนรู
๒. ศึกษาผา นสอ่ื ออนไลนใ นรูปแบบวดิ ทิ ัศน
๓. ศกึ ษาสาระการเรยี นรเู พิ่มเตมิ จากเอกสารรายวชิ า
๔. สบื คน ขอ มลู เพ่ิมเติมจากแหลง เรียนรู และศกึ ษาดวยตนเอง
๕. ทําแบบทดสอบหลังการเรียนรู
ส่อื ประกอบการเรยี นรู
๑. เอกสารรายวิชา
๒. แบบทดสอบกอนและหลงั การอบรม
๓. ส่อื Power Point
๔. สอ่ื ออนไลนในรูปแบบของวีดทิ ัศน
การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรียนรู
๑. การทดสอบกอนการเรยี นรู
๒. การทดสอบหลงั การเรยี น
หลักสตู รและการจดั การเรียนรู ๓
หลักสูตรและการจดั การเรียนรู
๑. ความหมายของหลกั สูตร
เม่ือกลาวถึงหลักสูตร ในมุมมองโดยท่ัวไปของบุคคลสวนใหญจะหมายถึงสิ่งที่เปนเอกสารตาง ๆ
เชน เอกสารหลักสูตร หนังสือ ตํารา คูมือการสอน เปนตน สวนมุมมองของนักวิชาการดานหลักสูตรจะ
หมายความรวมถึงประสบการณตาง ๆ ท่ีจัดใหกับผูเรียน และผลการเรียนรูของผูเรียนดวย ความหมายของ
หลักสตู รจากการใหค วามหมายของนักวิชาการตา ง ๆ สามารถสงั เคราะหไ ด ๓ ลักษณะ ดังนี้
๑. หลักสูตร คือ รายวชิ าหรือความรูตาง ๆ ทส่ี ถานศกึ ษาจัดการเรียนการสอนใหกบั
๒. หลักสูตร คือ แผนการจัดการศึกษาท่ีสถานศึกษาจัดไวอยางเปนระบบ เพื่อนําไปสูการ
จดั การเรยี นการสอน
๓. หลักสูตร คอื มวลประสบการณการเรียนรทู ี่สถานศึกษาจัดใหก บั ผูเ รียนอยา งเปน ระบบ
อยา งไรกต็ ามความหมายของหลักสตู รในปจจบุ ันนน้ั หลกั สูตร คอื มวลประสบการณทางการศึกษา
ทง้ั หมดท่ีสถานศึกษาวางแผนและจัดใหผ เู รียนไดเ รยี นรูอยา งเปนระบบเพ่อื ใหบรรลจุ ุดมงุ หมายที่กําหนดไว
ผูประเมินภายนอกควรทําความเขาใจการใหความหมายของคําวาหลักสูตรที่แตกตางกันระหวาง
ผูบริหาร ผูสอน ผูเรียน ตลอดจนผูปกครองและชุมชน ในขณะท่ีทําการประเมินจะตองตั้งใจฟงใหเขาใจวา
บุคคลท่ีเรากําลังสนทนาอยูดวยน้ัน เขาใหความหมายของคําวาหลักสูตรวาอยางไร เชน ผูบริหารอาจจะให
ความหมายของหลักสูตรเนนไปในทางการบริหารจัดการ ผูสอนอาจใหความหมายเนนไปในเร่ืองของการ
จัดการเรียนรู ผูเรียนอาจจะมองไปถึงกิจกรรมการเรียนการสอน สวนผูปกครองอาจจะมองในเรื่องคาใชจาย
และผลการเรียนรูของผูเรียน เปนตน ซึ่งการใหความหมายท่ีมีจุดเนนแตกตางกันออกไปนั้นเปนธรรมชาติของ
การรับรูของแตละบุคคล ผูประเมินภายนอกควรปรับการสื่อสารในเร่ืองของหลักสูตรใหสอดคลองกับบุคคลท่ี
เขา ไปมปี ฏสิ ัมพันธด ว ยในขณะท่ีทําการประเมนิ
๒. ความสําคัญของหลักสตู ร
หลักสูตรมีความสําคัญหลายประการ ทั้งตอสังคมและประเทศชาติ บุคลากรทางการศึกษา ผูสอน
ผูปกครอง ชุมชน และผเู รยี น ดังตอ ไปน้ี
๑) หลักสูตรมีความสําคัญตอความมั่นคงของสงั คมและประเทศชาติ ในฐานะที่เปนเคร่ืองมือ
พฒั นาคุณภาพของประชากรในอนาคต วาควรมคี วามรู ความสามารถ และคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงคอ ยางไร
หลักสตู รและการจดั การเรยี นรู ๔
๒) หลักสูตรมีความสําคัญตอการจัดการศึกษาในฐานะท่ีเปนหลักหรือหัวใจของการจัด
การศึกษา และการจัดการเรียนการสอน เพราะหลักสูตรไดกําหนดเปาหมายของการศึกษา เน้ือหาสาระ
แนวการจัดการเรยี นการสอนและการประเมนิ ผล การบริหารจดั การ การประกนั คณุ ภาพทผ่ี มู ีสว นเกี่ยวของทุก
ฝา ยใชเ ปนแนวทางการปฏบิ ัตงิ านตามบทบาทหนา ท่ีเพ่ือใหห ลักสูตรบรรลเุ ปาประสงคข องหลักสูตร
๓) หลักสูตรมีความสําคัญตอผูบริหารการศึกษาในฐานะท่ีเปนกรอบการกําหนดนโยบาย
ทางการศึกษาใหสอดคลองกับเปาประสงคของหลักสูตร ตลอดจนการบริหารจัดการใหเอ้ือตอการใชหลักสูตร
ไดอยางมีประสิทธิภาพ การใชทรัพยากรทางการศึกษาใหเกิดประโยชนสูงสุด และการสงเสริมและควบคุม
คณุ ภาพการศกึ ษา
๔) หลักสูตรมคี วามสําคัญตอผูสอนในฐานะทีเ่ ปนเคร่ืองมือช้ีแนะแนวทางการปฏบิ ัติงานดาน
การจัดการเรียนการสอน เพราะหลักสูตรจะทําใหผูสอนทราบเก่ียวกับจุดมุงหมาย เนื้อหาสาระ แนวทางการ
จัดการเรียนการสอน รวมทั้งการวัดและประเมินผล ท่ีจะสามารถพัฒนาผูเรียนใหมีคุณภาพตามท่ีหลักสูตร
กําหนดไว นอกจากน้ีหลักสูตรยังชวยทําใหผูสอนตัดสินใจดําเนินการตางๆ ที่เปนประโยชนตอผูเรียนในการที่
จะสง เสรมิ คุณภาพของผเู รยี นตรงตามจุดมงุ หมายของหลักสูตร
๕) หลกั สตู รมีความสําคัญท่ีมีตอผูเรยี นและผูปกครอง ในฐานะทชี่ วยทําใหท ราบรายละเอียด
เก่ียวกับการเขารบั การศึกษา เชน เนื้อหาสาระ ระยะเวลา ความรูความสามารถและคุณลักษณะท่ีพึงประสงค
เมื่อสําเร็จการศึกษา เปนตน อีกทั้งยังชวยในการวางแผนการเรียนตลอดหลักสูตรและการศึกษาตอไดอยาง
เปน ระบบ
๖) หลักสตู รมคี วามสําคัญตอชุมชน ในฐานะท่เี ปนเคร่ืองมอื พัฒนาคณุ ภาพของผูเ รยี น ซ่งึ เปน
สมาชิกคนหนึ่งของชุมชน ใหมีคุณลักษณะสอดคลองกับความตองการของชุมชน ซ่ึงแตละชุมชนอาจมีความ
ตอ งการท่แี ตกตางกัน
ผูประเมินภายนอกควรใหความสําคัญกับหลักสูตรของสถานศึกษาเพราะเปนหลักสูตรที่อิงอยูกับ
บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตละสถานศึกษาสามารถออกแบบหลักสูตรใหตอบสนองความตองการของ
ชมุ ชนและสังคม อกี ทง้ั ยังสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลาง เปน ปจ จัยนําเขา (input) ของการจดั การเรียนรู ซงึ่
ควรประเมินใหไดขอมูลสารสนเทศวา สถานศึกษาจัดการศึกษาไดตอบสนองจุดมุงหมายของหลักสูตร
สถานศึกษาหรือไม อยางไร และใหขอเสนอแนะในดานตาง ๆ เพื่อใหสถานศึกษาสามารถปรับปรุงและ
เปลี่ยนแปลงหลักสตู รใหม ีคณุ ภาพมากย่งิ ขน้ึ
หลกั สูตรและการจดั การเรียนรู ๕
ทาํ ใหส งั คมและประเทศชาติมีความม่ันคง
กาํ หนดเปาหมายของการจัดการศกึ ษา
ความสาํ คัญ ชว ยกาํ หนดนโยบายการจดั การศกึ ษา
ของหลกั สูตร ชวยกาํ หนดเปา หมายของการจัดการเรียนรู
สนบั สนนุ การมสี วนรว มของผูปกครอง
เปน เครื่องมอื พัฒนาสรางคนดีสูส ังคม
ภาพประกอบท่ี ๑ ความสําคัญของหลักสตู ร
หลกั สูตรและการจดั การเรียนรู ๖
๓. ความเช่อื มโยงตลอดแนวของหลักสตู ร
การจัดหลักสูตรที่มีคุณภาพ มีความเช่ือมโยงตลอดแนว (alignment) ระหวาง วัตถุประสงคของ
หลักสูตร เน้ือหาสาระ การจดั การเรียนรู และการวัดและประเมินผล ดังแผนภาพตอ ไปนี้
วตั ถปุ ระสงค
เนอื้ หาสาระ ความเชือ่ มโยงตลอดแนว
การจัดการเรยี นรู (alignment)
การประเมนิ ผล
ภาพประกอบท่ี ๒ ความเช่ือมโยงตลอดแนวของหลักสตู ร
การพัฒนาเอกสารหลักสูตร ควรมีขอมูลพ้ืนฐานท่ีไดจากข้ันตอนวิเคราะหสิ่งกําหนดหลักสูตร มา
สนับสนุน การกาํ หนดเปา ประสงคของหลักสูตร การกําหนดเนื้อหาสาระ การจัดการเรยี นรูและการประเมินผล
นอกจากนี้ยังตองดําเนินการโดยคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรท่ีมีความรูและประสบการณสอดคลองกับ
หลักสูตรท่ีจะสราง เพ่ือใหหลักสูตรมีความถูกตองตามหลักวิชาการและสามารถตอบสนองความตองการของ
กลุม เปาหมาย
การประเมินของผูประเมินภายนอก จะตองพิจารณาวาหลักสูตรสถานศึกษามีความเชื่อมโยงกัน
ระหวา งวตั ถปุ ระสงค เนอื้ หาสาระ การจัดการเรยี นรู และการประเมนิ หรอื ไมอ ยางไร และใหข อ เสนอแนะเพื่อ
การปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาใหมีความเช่ือมโยงกันมากข้ึน และยังคงไวซึ่งความสอดคลองกับหลักสูตร
แกนกลาง
หลักสูตรและการจดั การเรยี นรู ๗
๔. การพัฒนาหลกั สตู รตามหลัก “ภมู สิ ังคม”
“ภูมสิ งั คม” ตามหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว หมายถึง การพัฒนาใด ๆ ตอง
คํานึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณนั้นวาเปนอยางไร และสังคมวิทยาเก่ียวกับลักษณะนิสัยใจคอของคน
ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแตละทองถ่ินที่มีความแตกตางกัน (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมแหงชาติ. ๒๕๕๐)
“ภูมิ” หมายความถึง ลักษณะของภูมิประเทศ สภาพแวดลอมท่ีอยูรอบตัว “สังคม” หมายถึง
สภาพแวดลอมทางวัฒนธรรม จารตี ประเพณี วถิ ีชวี ิต แนวคดิ ทศั นคติ
มนูญ มุกขประดิษฐ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อดีตเลขาธิการ กปร. ไดระบุไววา
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงเนนเสมอวาการพัฒนาหรือการดําเนินการอะไรก็ตามตองยึดหลักสําคัญคือ
ใหสอดคลองกับ ภูมิสังคม นั่นคือ การพัฒนาโดยยึดหลักสภาพความเปนจริงของ "ภูมิประเทศ" ท้ังในดานพ้ืน
ที่ดิน ดานสังคมวิทยา ดานลักษณะนิสัยประจําถ่ิน คือ นิสัยใจคอ ความเคยชิน วิถีชีวิตความเปน อยู ความเชือ่
และหลกั ศาสนา การพฒั นาโดยยดึ หลกั ภูมสิ งั คม เปน หลกั สาํ คัญย่งิ ของการพฒั นาอยางยงั่ ยนื
"...การพัฒนาจะตองเปน ไปตามภูมิประเทศ ทางภูมิศาสตรและภูมิประเทศทางสังคมศาสตร ในสังคม
วิทยาภูมิประเทศตามสังคมวิทยา คือนิสัยใจคอของคนเราจะไปบังคับใหคนคิดอยางอื่นไมได เราตองแนะนํา
เราเขา ไปชว ย โดยท่จี ะคดิ ใหเขาเขากบั เราไมไ ด แตถ า เราเขา ไปแลว เราเขา ไปชวยดูวา เขาตอ งการอะไรจริง ๆ
แลวกอ็ ธบิ ายใหเ ขาเขาใจ หลกั การของการพัฒนาน้ีกจ็ ะเกดิ ประโยชนอ ยา งยิ่ง..."
ดังนั้นถาวิเคราะหหลักการทรงงาน “ภูมิสังคม” ดังกลาว และนํามาใชในการพัฒนาหลักสูตร จะ
พบวาการพัฒนาหลักสูตรใด ๆ ควรยึดหลักความสอดคลองกับความตองการและธรรมชาติของกลุมเปาหมาย
หรือผูเรียน (demand side) ตลอดจนความสอดคลองกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ความเชื่อ คานิยม
ตาง ๆ ซึ่งนักพฒั นาหลกั สตู รตอ งบรู ณาการหลัก “ภมู ิสังคม” เขากบั การพฒั นาหลกั สูตรทุกระบบ ไดแ ก ระบบ
การวางแผนหลกั สตู ร ระบบการบริหารหลกั สูตร และระบบการประเมนิ หลักสตู ร ดงั แผนภาพตอ ไปนี้
การพฒั นาหลกั สตู ร สอดคลองกับ
1. การรา งหลักสูตร ความตองการ
2. การนาํ หลกั สูตรไป ของกลุมเปา หมาย
บริบททางสงั คม
3. การประเมินหลกั สูตร วัฒนธรรม ความเชือ่
ภาพประกอบที่ ๓ การพัฒนาหลักสตู รตามหลัก “ภูมิสงั คม” ๘
หลักสูตรและการจัดการเรยี นรู
ผูประเมินภายนอกควรวิเคราะหบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแตละสถานศึกษาและนํามา
พิจารณาวาหลักสูตรของสถานศึกษามีความสอดคลองกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมหรือไมอยางไร และ
ควรใหขอเสนอแนะตอสถานศึกษาในการพัฒนาหลักสูตรใหสอดคลองกับกับบริบทดังกลาวมากยิ่งข้ึน
นอกจากน้ียังควรอธิบายใหสถานศึกษามีความเขาใจถึงความหลากหลายของหลักสูตรสถานศึกษาที่
สถานศกึ ษาสามารถออกแบบใหเหมาะสมกบั ผเู รียน และยังคงความสอดคลอ งกับหลักสตู รแกนกลาง
๕. การออกแบบนวตั กรรมหลกั สูตรสถานศกึ ษา
การออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรสถานศึกษา เปนการกําหนดแนวความคิดสําหรับการพัฒนา
นวัตกรรมหลักสูตรที่จะนําไปสูปฏิบัติการพัฒนาหลักสูตรตอไป โดยแนวคิดหลักของการออกแบบนวัตกรรม
หลักสูตร คือ การท่ีจะพัฒนาหลักสูตรใหสามารถตอบสนองความตองการของผูเรียน ใหเกิดการเรียนรูไดมาก
ท่ีสุด โดยที่หลักสูตรมีความสอดคลองกับสภาพการทางสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี
ภายใตเง่ือนไขหรือขอจํากัดตาง ๆ ซึ่งเปนโจทยที่สําคัญที่สุดของนักพัฒนานวัตกรรมหลักสูตรจะตองศึกษา
คนควา วิจยั คิดวิเคราะห สังเคราะห ประเมนิ คา และที่สําคัญทีส่ ุดคือการมกี ารคิดสรา งสรรค
สําหรับหลักการออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรที่จะทําใหหลักสูตรตอบโจทยความตองการของ
ผูเ รียนไดนัน้ มดี ังตอ ไปน้ี
๑) ออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรใหมีความสอดคลองกับธรรมชาติและความตองการของ
กลมุ เปาหมายรวมทง้ั บรบิ ทตา ง ๆ โดยเฉพาะบริบททางสังคมวัฒนธรรมและเทคโนโลยที ม่ี คี วามเปน พลวัต
๒) ออกแบบการดําเนินการพัฒนานวัตกรรมหลักสูตรที่เปนระบบ อยางนอย 3 ระบบ ไดแก
ระบบการรางหลักสูตร ระบบการบริหารหลักสูตร และระบบการประเมินหลักสูตร โดยใหความสําคัญกับ
ระบบการบริหารหลกั สูตรทมี่ คี วามยืดหยนุ ในดา นเวลา วิธีการ และสถานท่กี ารเรยี นรู
๓) ออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรใหมีความเช่ือมโยงเปนแนวเดียวกัน (alignment) ทั้ง
จุดมุงหมายของหลักสูตร สาระและกิจกรรมของหลักสูตร และการประเมินผลของหลักสูตร โดยสาระของ
หลักสูตรมคี วามทนั สมยั กจิ กรรมและการประเมนิ มคี วามยืดหยนุ และหลากหลาย
๔) ออกแบบนวัตกรรมหลักสูตรที่ผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเรียนรู มีความ
ยืดหยุน สงู แตส ามารถเรยี นรูไดต รงตามจุดมงุ หมายของหลกั สตู รอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
๕) ใชองคความรูทางวิชาการและผลการวิจัยตางๆ ท่ีเปนปจจุบัน ตลอดจนแนวโนมของสังคม
ความเจรญิ กาวหนา ของเทคโนโลยี และมุมมองของผเู ช่ยี วชาญในการตัดสนิ ใจออกแบบนวตั กรรมหลกั สตู ร
๖) ใชกระบวนการมีสวนรวมของผูมีสวนไดสวนเสียของหลักสูตร โดยเฉพาะ ความตองการของ
กลมุ เปา หมาย ควรนํามาวเิ คราะหและพิจารณาในการออกแบบนวัตกรรมหลักสตู รเปนลาํ ดับแรก
หลักสูตรและการจัดการเรียนรู ๙
ผูประเมินภายนอกควรสงเสริมแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมหลักสูตรสถานศึกษาใหกับผูบริหาร
ผูสอน และบุคลากรฝายตาง ๆ โดยชี้ใหเห็นวาสถานศึกษาสามารถออกแบบรายวิชาใหม ๆ ที่ตอบสนองความ
ตองการของผเู รยี นไดอ ยางหลากหลาย ซง่ึ จะทําใหหลกั สตู รสถานศกึ ษาเปน หลกั สตู รที่สามารถพัฒนาผเู รียนได
อยางแทจริง
๖. กระบวนทศั นก ารเรียนรูในโลกยุคใหม
โลกปจ จุบนั มีความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอยางมาก มีความรูและ
นวัตกรรมมากมายแขวนอยูในโลกออนไลนที่คนสว นใหญสามารถเขาถึงได โดยใชเคร่ืองมือตาง ๆ เชน Smart
Phone, Tablet, Computer เปนตนมี Application ตาง ๆ มากมายที่ตอบสนองความตองการท่ีจะเรียนรูที่
หลากหลายของผูค นในสังคม
ความรูท่ีเคยบรรจุไวในหนังสือ ตํารา และเอกสารตาง ๆ และวางอยูใน ตูหนังสือในหองสมุด ถูก
แปลงมาเปนไฟลด ิจทิ ัลหรือเอกสารออนไลนในรูปแบบตาง ๆ ซ่ึงมีทงั้ ทสี่ ามารถเขาถึงไดโดยไมมีคา ใชจ ายและ
ทต่ี องเสยี คาใชจาย
นอกจากน้ียังมีการเรียนรูตามหลักสูตรของสถาบันการศึกษาตาง ๆ ท้ังในและตางประเทศ ใน
รปู แบบของการเรียนรูออนไลนขา มซีกโลกกย็ งั สามารถเรียนรูแบบ real time ได เรยี กไดวาเปนการเรียนรูที่ไร
พรมแดนอยา งแทจ ริง ไมมขี อ จํากัดใด ๆ สามารถเรยี นรูไ ดท กุ เวลาและสถานที่
นอกจากการเรียนรจู ะไรพรหมแดนแลว การทํางานย่งิ ไรพรหมแดนมากกวา ท่ีเราสามารถทํางาน
รวมกับเพ่ือนรวมงาน ที่อยูในโลกออนไลนไดอยางมีประสิทธิภาพ สํานักงานจะสามารถเคลื่อนท่ีไปในที่ตาง ๆ
ได หากมีสัญญาณอินเทอรเน็ต ไมตองนั่งประจําอยูท่ีโตะ ไมตองตอกบัตรลงเวลา ไมตองเดินทาง แตสามารถ
สรา งผลผลติ ของงานไดต ามมาตรฐานที่กําหนด
จากการที่โลกของเรามีความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีดิจิทัลดังกลาว สงผลกระทบทําใหเกิด
การเปลย่ี นแปลงวิถชี ีวติ วิถีการทํางาน รวมถึงวถิ กี ารเรียนรดู ว ยเชน กัน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ผูเรยี นในยุคดิจิทัล
ผูเรียนในยุคดิจิทัลไดใช Smart Phone และ Tablet เปนเครื่องมือที่สําคัญสําหรับการเรียนรูส่ิง
ตาง ๆ ตามความสนใจของตนเอง และนําสิ่งท่ีไดเรียนรูมาใชพัฒนาคุณภาพชวี ิต ประสิทธิภาพของการทํางาน
การแกไขปญ หาตาง ๆ ตลอดจนการสรางสรรคนวัตกรรมท่เี ปน ประโยชนตอ ตนเองและสงั คม
การเรียนรูของผูเรียนยุคดิจิทัล มีความแตกตางไปจากเดิม เนื่องจากความรูในทุกวันน้ีไมไดอยู
เฉพาะทผ่ี ูสอนแตเพยี งผูเดียวอีกตอไป ตรงกันขา ม ความรูมอี ยูทกุ ที่และสามารถเขา ถึงไดทกุ เวลา
ผูประเมินภายนอกควรพิจารณาใหเห็นวาสถานศึกษามีกระบวนทัศนใหมในการเรียนรูแลวหรือยงั
ถาสถานศึกษายังมีความคิดติดกรอบการจัดการศึกษาแบบเดิม ๆ ก็ควรชี้แนะหรือแบงปนประสบการณของ
ตนเองใหกับสถานศึกษา เพ่ือท่ีกระตุนใหเกิดแนวคิดใหมที่ดีกวาเดิม ในการจัดการศึกษา หรือการจัดการ
เรยี นรูท่ดี ขี ึ้น
หลักสูตรและการจัดการเรียนรู ๑๐
ตอบสนองความตองการเรียนรูท่ีหลากหลาย
ใชเทคโนโลยีสนบั สนนุ การเรียนรู
กระบวนทัศน ผูเ รยี นเขา ถงึ ความรูไดทุกเวลาและสถานที่
การเรียนรู การเรียนรตู ามสภาพจริงแบบ real time
ในโลกยุคใหม
การเรียนรทู ่ที าํ ใหช มุ ชนและสังคมเกิดการ
พัฒนา
การเรยี นรูทน่ี าํ ไปสูการสรา งสรรคน วตั กรรม
ภาพประกอบที่ ๔ กระบวนทัศนก ารเรยี นรูใ นโลกยคุ ใหม
หลกั สูตรและการจดั การเรียนรู ๑๑
๗. Transform จากการเรยี นรแู บบ Passive ไปสู Active
Active Learning แปลวา การเรียนรูเชิงรุก หมายถึง กระบวนการเรียนรูท่ีผูเรียนมีบทบาทใน
กจิ กรรมการเรยี นรอู ยางมีชวี ติ ชวี าและต่นื ตวั มีความหมายตรงขามกับ Passive learning (ราชบณั ฑิตยสถาน.
2555: 10) แนวคดิ สาํ คญั ของ Active Learning คอื ผเู รยี นไดเรียนรู ในเรอ่ื งทผ่ี เู รียนสนใจ โดยใชกระบวนการ
เรียนรูตาง ๆ และนําไปสูการเกิดความรู ความเขาใจ ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค การ
เรียนรูเชิงรุก มีเปาหมาย ๔ ประการ ซึ่งผูสอนบูรณาการเปาหมายท้ัง ๔ ดาน ไปกับการลงมือปฏิบัติกิจกรรม
การเรยี นรูของผูเรยี นดงั ตอไปน้ี
๑) มีวิธีการคิด เนนที่การคิดข้ันสูงประเภทตาง ๆ เชน การคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห
การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ การคดิ แกปญ หา การคิดสรา งสรรค เปน ตน
๒) มวี ธิ กี ารเรยี นรู คือคณุ ลักษณะบุคคลแหงการเรียนรู ใฝเ รียนรู ชา งสงสัย สบื เสาะแสวงหา
ความรู การเรยี นรูดว ยตนเองอยางตอ เน่ือง
๓) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู มุงเนนการเรียนรูรวมกับบุคคลอื่น ทักษะทางสังคม การมี
ปฏสิ มั พนั ธกบั บคุ คลอ่นื
๔) มีคณุ ลกั ษณะ/สมรรถนะท่ีพึงประสงค มงุ เนนการพัฒนาคณุ ธรรมจรยิ ธรรม คา นิยมอันพึง
ประสงค ตลอดจนสมรรถนะตา ง ๆ ของผูเรยี น เชน สมรรถนะดา นการสือ่ สาร สมรรถนะดานการใชเ ทคโนโลยี
สารสนเทศ
การจัดการเรียนรูเชิงรุกใหบรรลุเปาหมายท้ัง ๔ ประการดังกลาว มุงใหผูเรียนเกิดการเรียนรูจาก
การลงมือปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตา ง ๆ ตามความสนใจอยางกระตอื รือรน ผูสอนจําเปนตองวิเคราะหและคนหา
ความตองการและความสนใจของผูเรียนใหพบ กอนท่ีจะออกแบบการจัดการเรียนรู เน่ืองจากกิจกรรมการ
เรียนรูท่ีตอบสนองความตองการและความสนใจของผูเรียนไดดี ยอมทําใหผูเรียนมีแรงจูงใจภายในในการ
เรยี นรู
การเรยี นรเู ชิงรุกมีหลกั การที่ผสู อนควรนาํ ไปใชในการออกแบบกจิ กรรมการเรียนรูดังตอ ไปน้ี
๑) ผูเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรูอยางสรางสรรค คือ เปนกิจกรรมการเรียนรูท่ี
นา สนใจ ทา ทายความสามารถ และสอดคลอ งกับความตอ งการของผเู รียน
๒) ผูเรียนไดเรียนรูรวมกันในลักษณะทีมเรียนรู คือ มีภารกิจท่ีจะตองทําใหสําเร็จรวมกัน มี
การวางแผนและทํางานรวมกันอยางตอเนือ่ ง
๓) ผูเรียนเช่ือมโยงการปฏิบัติกับเนื้อหาสาระ สมรรถนะ ทักษะ และคุณลักษณะ คือ ทํา
กิจกรรมไปดวย เกดิ การเรยี นรใู นเนือ้ หาสาระ รวมทงั้ พัฒนาสมรรถนะ ทักษะ และคณุ ลักษณะตา ง ๆ ไปพรอม
กนั
๔) ผูเรียนมีอิสระทางความคิด คือ ผูเรียนมีเสรีภาพในการกําหนดเปาหมายและกิจกรรมการ
เรียนรูของตนเองและทมี ภายใตก ารกํากบั ดูแล ใหคําแนะนาํ จากผสู อน
หลกั สตู รและการจัดการเรียนรู ๑๒
๕) ผูเรยี นรับผิดชอบตอการเรียนรู คือ การใชความมงุ มัน่ พยายาม ความมีวินัยในตนเอง เพ่ือ
ปฏิบตั กิ จิ กรรมการเรียนรจู นประสบความสําเร็จ
๖) ผูเ รยี นสะทอ นคิด คอื คิดทบทวน ใครค รวญ ประสบการณที่ไดรับจากการปฏบิ ัติกิจกรรม
การเรียนรู แลว สรปุ องคค วามรหู รือส่งิ ทไี่ ดเรยี นรู จุดเดน และจดุ ท่ตี องพัฒนาตนเอง
การเรยี นรูเชิงรุกมปี จจยั สนับสนนุ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู ใหม ีประสิทธภิ าพดงั ตอ ไปน้ี
๑) ความสุขในการเรียนรู คือ สภาวะทางจิตใจและอารมณของผูเรียนในระหวางที่ปฏิบัติ
กิจกรรมการเรียนรูที่มีความผอนคลาย ปลอดภัย สนุกสนาน ไมเครียดหรือวิตกกังวล ผูเรียนท่ีเรียนรูอยางมี
ความสุขจะเรยี นรูไดดกี วา ผูเ รียนทเี่ รยี นดวยความทุกข
๒) ความเปน ประชาธปิ ไตย คอื ความเทา เทยี มกันทางความคิดระหวา งผเู รียนและผสู อน การ
เคารพกันในทางความคิด ไมดวนตัดสินความคิดของกันและกัน ซ่ึงบรรยากาศการเรียนรูท่ีเปนประชาธิปไตย
จะชวยกระตนุ ใหผูเรยี นแสดงศักยภาพของตนเองออกมาอยา งเตม็ ท่ี
๓) การแลกเปล่ียนเรียนรู คือ การเปดพื้นที่ใหผูเรียนแลกเปล่ียนความรู ความคิด และ
ความรูสึกซ่ึงกันและกัน ชวยทําใหเกิดคุณลักษณะเคารพศักดิ์ศรีความเปนมนุษย อีกทั้งยังเปนกระบวนการท่ี
นําไปสูการมีความคิดใหมๆ ซึ่งเปนตนกําเนิดของนวัตกรรม อีกท้ังยังเปนการพัฒนาทักษะทางสังคมใหกับ
ผเู รียนทป่ี จจบุ นั
๔) การตอบสนองแบบการเรียนรูของผูเรียน คือ กิจกรรมการเรยี นรูมีความหลากหลาย แตมี
เปาหมายเดียวกัน มีความยืดหยุน ตามความสนใจและความตองการของผูเรียน ผูเรียนที่ไดทํากิจกรรมการ
เรยี นรูส อดคลองกับแบบการเรยี นรขู องตนเองจะเรยี นรไู ดด ีกวากจิ กรรมทไ่ี มส อดคลองกับแบบการเรยี นรู
๕) การมีความเช่ือมนั่ ในตนเอง คือ ผูเ รยี นมคี วามม่ันใจวา ตนเอง มีความสามารถมศี ักยภาพที่
จะเรียนรูและทํากิจกรรมตาง ๆ ไดประสบความสําเร็จ เพราะความเชื่อมั่นในตนเองเปนพื้นฐานท่ีสําคัญที่สุด
ของการเรยี นรสู งิ่ ตาง ๆ
๖) การโคชของผูสอน คือ การใหคําแนะนํา คําช้ีแนะ คําถามกระตุนการคิด ตลอดจนการ
เสริมแรงทางบวกใหกับผูเรียนตลอดระยะเวลาของการเรียนรู ผูสอนยุคใหมใชการโคช แทนการถายทอด
ความรูโดยผเู รยี นปราศจากแรงจงู ใจภายใน
การเรียนรูเชิงรับ (Passive learning) และการเรียนรูเชิงรุก (Active learning) มีความแตกตางกัน
โดยท่ีการเรียนรูเชิงรับน้ันผูเรียนจะขาดเปาหมายในการเรียนรู ปฏิบัติกิจกรรมโดยขาดความสนใจ ปฏิบัติ
กิจกรรมตามคําสง่ั ใชกระบวนการเรียนรอู ยางใดอยา งหนึ่ง ขาดการแลกเปล่ยี นเรียนรู และรับการประเมินเพ่ือ
การตัดสินผลการเรียน สวนการเรียนรูเชิงรุกผูเรียนจะมีเปาหมายทางการเรียนรูของตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม
ดวยความกระตือรือรน ริเร่ิมกิจกรรมท่ีตองการปฏิบัติ ใชกระบวนการเรียนรูท่ีหลากหลาย มีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู และประเมนิ ตนเองเพือ่ พัฒนาการเรียนรู ซง่ึ สรุปไดดังตารางตอไปน้ี
ตารางที่ ๑ Transform จากการเรียนรแู บบ Passive ไปสู Active
หลกั สูตรและการจัดการเรยี นรู ๑๓
การเรยี นรเู ชิงรบั (Passive learning) การเรียนรเู ชงิ รุก (Active learning)
ผเู รียนขาดเปาหมายในการเรยี นรู ผูเ รยี นมีเปาหมายทางการเรียนรขู องตนเอง
ผเู รียนปฏิบตั ิกจิ กรรมโดยขาดความสนใจ ผเู รียนปฏิบตั กิ จิ กรรมดว ยความกระตือรอื รน
ผูเรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตามคําสั่ง ผูเรียนรเิ รมิ่ กิจกรรมทีต่ องการปฏิบตั ิ
ผูเรยี นใชกระบวนการเรียนรอู ยา งใดอยางหนึ่ง ผูเรยี นใชก ระบวนการเรียนรทู หี่ ลากหลาย
ผูเรยี นขาดการแลกเปล่ยี นเรยี นรู ผเู รยี นมีการแลกเปล่ยี นเรียนรู
ผูเรยี นรับการประเมินเพ่ือการตดั สินผลการเรียน ผูเรยี นประเมนิ ตนเองเพอื่ พัฒนาการเรยี นรู
ผูประเมินภายนอกควรประเมินใหไดสารสนเทศเกี่ยวกับการจัดการเรียนรูของสถานศึกษาวา
มุง เนนไปทศิ ทางของการจดั การเรียนรูเชิงรุกแลวหรือไมอยางไร มีจดุ ใดทส่ี ถานศึกษาจัดการเรียนรูไดอยางโดด
เดน ท่คี วรรักษาไว และมจี ุดใดทส่ี ถานศึกษาควรปรับปรุงและพัฒนา พรอ มทง้ั ใหขอเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุง
การจัดการเรยี นรูใหเ ปน การจัดการเรยี นรูเชิงรุกทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ
๘. บทสรปุ
หลักสูตรและการจัดการเรียนรูในศตวรรษท่ี ๒๑ นั้น จําเปนตองเปลี่ยนแปลงจากการถายทอด
ความรูมาเปนการช้ีแนะใหผูเรียนคิดและลงมือปฏิบัติดวยความมุงมั่น ตั้งใจ และมีความถูกตองตามหลัก
วิชาการ / วิชาชพี ซึง่ เปนวธิ กี ารจัดการเรียนรยู ุคใหมทต่ี อบสนองธรรมชาติของผูเรยี นที่เกิดมาในยุคดิจิทัลและ
อินเทอรเน็ต มีทักษะการเรียนรูท่ีหลากหลาย เนนการใชเทคโนโลยีเปนเคร่ืองมือในการเรียนรู ท่ีครูยุคใหม
ตองเรียนรูและปรบั ตัวใหมคี วามรูและทักษะในการพฒั นาศักยภาพของผเู รียนดว ยวธิ กี ารใหม ตอบโจทยผูเรยี น
นาํ ไปสกู ารเรียนรแู ละพัฒนาอยางตอ เนอ่ื ง
หลักสูตรและการจัดการเรยี นรู ๑๔
บรรณานกุ รม
วิชัย วงษใหญ และมารุต พัฒผล. (๒๕๒๖). จากหลักสูตรแกนกลางสูหลักสูตรสถานศึกษา: กระบวนทัศนใหม การ
พัฒนา. (พิมพค รั้งท่ี ๖). กรุงเทพฯ: จรลั สนิทวงศก ารพมิ พ.
วิชยั วงษใ หญ และมารตุ พฒั ผล. (๒๕๕๘). การโคชเพอ่ื การรคู ิด. (พิมพครั้งท่ี ๕). กรงุ เทพฯ: จรลั สนทิ วงศก ารพมิ พ.
Marzano, Robert J. and Simms, Julia. ( 2012) . Coaching Classroom Instruction: The Classroom
Strategies Series. Bloomington: Marzano Research Laboratory.
************************************************************
หลกั สูตรและการจดั การเรียนรู ๑๕
หลกั สตู รและการจัดการเรียนรู ๑๖