The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

CAI-Present-Prefect tense

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by トム ポンテプ, 2023-04-26 05:17:37

CAI

CAI-Present-Prefect tense

Keywords: CAI,วิจัยชั้นเรียน,ภาษาอังกฤษ,Present Prefect,สื่อการสอน

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ เรื่องPresent Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) พงศ์เทพ อินธนู ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอโพทะเล สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดพิจิตร สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ มีนาคม พ.ศ. 2565


คำนำ ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นภาษาสากลของโลกมีความสำคัญอย่างมาในการติดต่อสื่อสาร กับนานาประเทศ การพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษนั้น จึงควรพัฒนาให้ครบทุกด้านทั้งด้าน การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งทุกภาษาจะมีคำศัพท์และโครงสร้างของตนเอง หาก ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำศัพท์ก็จะสามารถเข้าใจความหมายของประโยคได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากผู้เรียนสามารถเข้าใจถึงหลักภาษา การใช้ โครงสร้างต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ก็จะ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจประโยคของภาษานั้น ๆ ได้อย่างท่องแท้ ทั้งนี้ในกระบวนการสอน โครงสร้างไวยากรณ์นั้นมีความท้าทายในเรื่องของพื้นฐานผู้เรียนและ รูปแบบกระบวนการ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน (Computer Assisted Instruction: CAI) มาใช้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานการวิจัยเล่มนี้จะเป็นประโยชน์และสามารถนำผล การศึกษาเป็นแนวทางในการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจและวิธีการใหม่ๆในการเรียนการสอน เรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ส่งเสริมทัศนคติที่ดีของผู้เรียนที่มีภาษาอังกฤษ หากพบ ข้อผิดพลาดประการใด ผู้วิจัยของอภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย ผู้วิจัย มีนาคม 2566


กิตติกรรมประกาศ การศึกษาและวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาอย่างยิ่ง นางมาเลียม จันทร์พรม ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอบางมูลนาก รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอโพทะเล ที่ให้ คำปรึกษาในการดำเนินงานวิจัยนี้ และคณะครู กศน.อำเภอโพทะเล ที่มีส่วนช่วยในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกัน อีกทั้งขอขอบคุณนักศึกษา กศน.อำเภอโพทะเลทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือในการ ดำเนินการวิจัยในครั้งนี้ คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบและอุทิศแก่ผู้มี พระคุณทุกท่าน พงศ์เทพ อินธนู


ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง Present Perfect ของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล โดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ผู้วิจัย พงศ์เทพ อินธนู คำสำคัญ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 256 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 กศน.อำเภอโพทะเล จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง Present Perfect (Computer Assisted Instruction: CAI) แผนการ จัดการเรียนรู้ จำนวน 2แผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยจำนวน 20ข้อ โดยแบ่งออกเป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า dependent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense ด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) ของ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผลความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense ภาพรวมอยู่ในระดับ มาก


สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………………….. 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา…………………………………….…………… 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………….….. 3 สมมุติฐานของการวิจัย…………………………………………………………………………….. 3 ขอบเขตการวิจัย……………………………………………..……………………………………….. 3 นิยามคำศัพท์เฉพาะ…………………………….………………………………………………….. 4 ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย…………………………………………….……………….. 5 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………………………………………..………………….. 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………..…….. 6 เอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ..........…………… 7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI)………………………………………………. 10 ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์...…………………….…………………..…..... 16 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้……………………………….……..….. 18 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ........................................................ 19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………..….……………………. 22 3 วิธีการดำเนินการวิจัย…………………………………………………………….…………………… 25 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง…………………………………………….……………………..… 25 เครื่องมือและวิธีการสร้างเครื่องมือ....…………………………………………………..… 25 การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………..… 27 การวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………..… 28


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………….……………………………………………..… 30 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………. 30 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………….…………………………………..… 30 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………….………………………………………..… 31 5 บทสรุป………………………………………………………………………………………………………..… 34 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………………………………… 34 อภิปรายผลการวิจัย…………………………………………………………………………………. 35 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………………… 36 บรรณนานุกรม……………………………………………………………………………………………………..… 37 ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………..… 43 ภาคผนวก ก ตัวอย่างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ……………..…………………….…………...............……………………… 44 ภาคผนวก ง ผลการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย…………………. 45 ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................... 78 ประวัติผู้วิจัย…………………………………………………………………………………………………………… 63


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย................................................................................. 5 2 โครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบการสอน.................................... 11 3 โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกหัดและฝึกทักษะ......... 12 4 โครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสถานการณ์จำลอง................... 12 5 โครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอน............................... 13


สารบัญตาราง ตาราง หน้า 1 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง Present Perfect Tense ก่อนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI)............................................................... 31 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction:CAI) เรื่อง Present Perfect.......................... 32


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้ระบุในแผนการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ. 2579 ว่า ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษาในฐานะกลไก หลักในการพัฒนาประเทศมาโดยตลอด โดยที่การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ที่รัฐ ต้องจัดให้เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยให้มีความเจริญงอกงามทุกด้านเพื่อเป็นต้นทุนทางปัญญาที่ สำคัญในการพัฒนาทักษะ นักศึกษาลักษณะและสมรรถนะในการประกอบสัมมาชีพ และการ ดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุข อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคงของสังคม และประเทศชาติที่ต้องพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและทัดเทียมนานาประเทศในเวทีโลกท่ามกลาง กระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งปัจจัยที่เป็นความท้าทายและทำให้ เกิดการปรับเปลี่ยนการศึกษาก็คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษา และสภาวการณ์การ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ส่งผลให้ประเทศไทยและ ประเทศทั่วโลกต้อง เผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และดำรงอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เป็นพลวัต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การศึกษาซึ่งเป็นกลไกหลักของประเทศในการพัฒนาศักยภาพและ ขีดความสามารถของทุนมนุษย์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายดังกล่าว จึงต้อง ปรับเปลี่ยนให้ทันการณ์และนำพา ประเทศสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และปัจจัยที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดนั้นก็คือ ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศของโลกที่มีการพัฒนาไปอย่างไม่ยุดยั้ง ปัจจุบันเราสามารถ ติดต่อสื่อสารกันได้ง่าย ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งการติดต่อสื่อสารนั้นจำเป็นต้องมี ภาษาเป็นสื่อกลาง เพื่อให้เกิดความความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน แต่ละประเทศก็มักจะมีภาษาถิ่น หรือภาษาประจำชาติของตนเองในการสื่อสารระหว่างกัน หากแต่ต้องสื่อสารกันระหว่างประเทศจึง ต้องมีภาษาสากล โดยภาษาที่จัดเป็นภาษาสากล (International Language) คือ ภาษาอังกฤษ กระทรวงศึกษาธิการจึงมีการปรับเปลี่ยนการศึกษาไทยให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของโลก โดย ได้นำการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแนวใหม่ตามกรอบมาตรฐานความสามารถทาง ภาษาอังกฤษที่เป็นสากลระดับชั้นมัธยมศึกษา จากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปหรือ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะ ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับประเทศที่นักศึกษาเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English


2 as a second language: ESL) ทางกระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้มีจัดการเรียนการ สอนที่บูรณาการภาษาอังกฤษกับเข้าสู่วิชาต่าง ๆ กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ การฟัง พูด อ่าน และ เขียนในภาษาอังกฤษ และมีการจัดการสอบวัดระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษมากขึ้น เพื่อสร้าง แรงจูงใจ และเตรียมพร้อมเด็กไทยในเวทีการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในการพัฒนาด้านภาษาสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากนอกเหนือจากคำศัพท์แล้ว นั้น ก็คือไวยากรณ์ ดังเช่นที่ วิไล คำกระบือ (2551) ได้กล่าวว่า ไวยากรณ์เป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ของการเรียนภาษาทุกภาษาเพื่อนำไปใช้ในการฟังพูดอ่านและเขียนได้อย่างถูกต้องในปัจจุบันนี้ ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษเช่น TOEFL และ IELTS แต่ละทักษะนั้นผู้สอนจะต้องมีพื้นฐานทางด้าน ไวยากรณ์ที่ดีมิฉะนั้นจะทำให้ผลสอบออกมาไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ผู้สอนยังมีบทบาทสำคัญใน การถ่ายทอดความรู้เป็นอย่างมากเพราะครูต้องเข้าใจหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี เข้าใจ ปัญหาของนักศึกษาไทยในการเรียนไวยากรณ์แล้วมีความสามารถในการถ่ายทอดให้เข้าใจหลัก ไวยากรณ์ได้อย่างรวดเร็วง่ายไม่เบื่อและสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ผนวกกับใน สถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ผู้สอนต้องมีการปรับวิธีการสอนให้มีความหลากหลาย ทันสมัย รวดเร็ว แต่เข้าใจง่าย ผ่านรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งสำนักงานคระ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้นำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนใน ยุคโควิด-19 ไว้ 5 รูปแบบ ได้แก่ On-site, On-Air, Online, On-hand และ On-demand โดย สถานศึกษาและครูผุ้สอนสามารถเลือกรูปแบบได้ตามความเหมาะสม และบริบทของสถานศึกษา ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีการสอนและเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาด้านไวยากรณ์ของ นักศึกษา ซึ่งพบว่า จากสาระตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ. ศ. 2542 มาตรา 22 ดังกล่าว จะเห็นว่าสื่อการเรียนการสอน นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมและสนับสนุน ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ได้หรือผู้เรียนเป็นสำคัญ สื่อการเรียนการสอนประเภท “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” เอง นับว่าเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง ทั้งนี้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีคุณสมบัติในการนำเสนอแบบหลายสื่อ (Multimedia) ด้วย คอมพิวเตอร์ และการเรียนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือเป็นเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้เรียน และจากการวิจัยของ รภิพร, สรพล และสมโภชน์(2561) เรื่อง การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 38.00 และค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.33 นักศึกษามีระดับความพึงพอใจต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.85และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.21 และ 9.85 ตามลำดับ ดังนั้นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction:


3 CAI) จึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้เรื่องของไวยากรณ์ได้ และประโยชน์ที่เด่นชัดของ สื่อคอมพิวเตอร์ส่วนสอน (CAI) ก็คือสามารถเพิ่มความรวดเร็วในกระบวนการเรียนรู้ และส่งเสริม ความสนุกสนานในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) มาใช้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tenseของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2565 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2565 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนา ความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2565 สมมุติฐานของการวิจัย 1. เมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ประกอบการสอน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 มีผลสัมฤทธิ์ด้านไวยากรณ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense อยู่ในระดับมาก ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตของเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2559) มาตรฐานที่ 2.1 มีความรู้ ความ เข้าใจ และทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับภาษาและการสื่อสาร ที่สอดคล้องกับหัวข้อไวยากรณ์ตามหนังสือ


4 เรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง Present Perfect Tense ซึ่งสามารถแยกได้เป็นหัวข้อย่อย ดังนี้ 1. Past Participle 2. การใช้ Present Perfect Tense 3. โครงสร้างของ Present Perfect Tense 4. คำบอกเวลาใน Present Perfect Tense 2. ขอบเขตประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2565 จำนวน 3 คน 3. ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเรื่อง Present Perfect Tense โดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ตัวแปรตาม คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) ผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Present Perfect Tense อยู่ในระดับมาก 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 นิยามคำศัพท์เฉพาะ ในการวิจัยครั้งนี้มีนิยามศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยดังต่อไปนี้ ผลสัมฤทธิ์หมายถึง ความสามารถทางด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ที่ได้ผ่านการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ไวยากรณ์หมายถึง ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ที่ได้จาก การวิเคราะห์หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2559) มาตรฐานที่ 2.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับภาษาและ การสื่อสาร ที่สอดคล้องกับหัวข้อไวยากรณ์ตามหนังสือเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรื่อง Present Perfect Tense


5 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) หมายถึง เครื่องมือที่ช่วยในการจัดการเรียนการสอน เป็นแบบมัลติมีเดียมีทั้งคำ ภาพ เสียง และ ภาพเคลื่อนไหว เกม นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียน ที่2 ปีการศึกษา2565 จำนวน 3 คน ประโยชน์ที่จะได้รับจากงานวิจัย 1. ให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทางด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษโดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Prefect Tense หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ผลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง Present Perfect Tense อยู่ในระดับมาก


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยโดย แบ่งเป็นหัวข้อดังนี้ 1. เอกสารเกี่ยวข้องกับการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 1.1 ความหมายของไวยากรณ์ 1.2 หลักการและขั้นตอนการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 2.1 ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.2 รูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2.3 ขั้นตอนในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3. ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ 4.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ 4.2 ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ 5.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 5.3 การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 การวิจัยต่างประเทศ


7 เอกสารเกี่ยวข้องกับการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ทำไมต้องเรียนภาษาต่างประเทศ ในสังคมโลกปัจจุบัน การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งใน ชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และ ตระหนักถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของสังคมโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและ ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เรียนรู้และ เข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการ สื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่ายและกว้างขึ้นและมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต ภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เรียนตลอดหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น เช่น ภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น อาหรับ บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบ้านหรือภาษาอื่น ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของ สถานศึกษาที่จะจัดทำรายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม ความหมายของไวยากรณ์ จินตนา สุจจานันท์(2533 อ้างถึงใน พัตรสุดา ขาวผ่อง, 2561) ได้ให้ความหมายว่า ไวยากรณ์หมายถึงการใช้กฎเกณฑ์ทางภาษาอย่างถูกต้อง มาร์แชล (Marshall, 1997) กล่าวว่า ไวยากรณ์หมายถึงสิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ทำไม่ได้ใน ภาษาการสะกดคำและการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่ถูกต้องการจัดโครงสร้างคำในลำดับที่ ถูกต้องและการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ดิกกิ้นส์ (Dickins, 1991) ได้กล่าวว่า ไวยากรณ์เป็นเรื่องของการอธิบายเกี่ยวกับภาษา ที่ให้ความสำคัญในการเชื่อมคำต่อกันเป็นประโยค จากความหมายของไวยากรณ์ดังกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ไวยากรณ์ หมายถึง กฎเกณฑ์ทางภาษาที่ให้ความสำคัญในการจัดโครงสร้างคำ และหลักการใช้ที่ถูกต้อง


8 หลักการสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สันทนา สุธาดารัตน์ (2531) กล่าวว่า การเรียนและการสอนภาษาอังกฤษทั้งการฟังพูด อ่าน หรือเขียน ล้วนอาศัยไวยากรณ์ซึ่งการเรียนไวยากรณ์ต้องมีการฝึกฝนในการสอน ไวยากรณ์หลักในการสอนไวยากรณ์และขั้นตอนการสอนไวยากรณ์ ดังนี้ 1. สำหรับนักศึกษาในระดับต้น ควรจะสอนโครงสร้างใหม่เพียงโครงสร้างเดียวในแต่ละ ครั้งของการสอน และควรจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งที่ได้สอนไปแล้ว 2. ทบทวนโครงสร้างเต็ม ที่นักศึกษาเรียนมาแล้วก่อนที่จะสอนเรื่องใหม่เสมอ เพื่อจะได้ แน่ใจว่าเด็กเข้าใจเรื่องที่เรียนมาแล้วจริง ๆ ในการสอนเรื่องใหม่ที่ต่อเนื่องกันจะทำได้ง่ายและ รวดเร็ว 3. หลักไวยากรณ์ที่จะสอนต้องอยู่ในบทสนทนาหรือเรื่องที่จะต้องอ่านในการเรียนวัน นั้นและจะต้องฝึกทั้งการถามและการตอบ4 ให้ตัวอย่างมากๆ และใกล้เคียงกับความจริง นอกจากนั้นจะต้องตรงกับเรื่องที่สอนสอดแทรกวัฒนธรรมตามความเหมาะสม 4. จัดหาอุปกรณ์การสอนหลาย ๆ อย่างที่จะทำให้การเรียนการสอนคล่องตัวขึ้นและ ประหยัดเวลาในการอธิบาย 6. จัดกิจกรรมหลายๆอย่างที่ต่อเนื่องกันในการสอนแต่ละแต่ละครั้ง เพราะจะทำให้ไม่ น่าเบื่อ 7. คำนึงถึงข้อแตกต่างระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาเดิมของเด็กตัวอย่างเช่น สำหรับนักศึกษาไทยควรเน้นการเติม s พี่คำกิริยาที่เป็นปัจจุบันเมื่อประธานเป็นเอกพจน์และ เติม s ที่คำนามเมื่อประธานเป็นพหูพจน์ 8. การฝึกจะต้องเป็นทั้งแบบปากเปล่าและแบบให้เขียนการฝึกป่าควรทำในห้องเรียน ส่วนที่เป็นเขียนควรให้เป็นการบ้าน 9. ครูต้องเตรียมคำถามที่จะใช้ถามในการสรุปกดมาให้พร้อมถ้านักศึกษาฝึกจนเข้าใจ และครูใช้คำนามที่เป็นเหตุเป็นผลนักศึกษาก็จะสามารถเข้าใจความเป็นมาของกรดได้ดีและ สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริง การเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้นโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีความสำคัญเป็น อย่างมากดังที่ เอลลิส (Ellis, 1997) ได้กล่าวไว้ว่า จากผลการศึกษามากมาย ทำให้ทราบว่าผู้ที่ เรียนโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ดีกว่าผู้ที่ไม่เรียนทั้งทางด้าน อัตราการพัฒนาของการเรียน รวมไปถึงการประสบความสำเร็จในการเรียนด้วย สอดคล้อง กับฮิลลส์ และ เชลค์ (Hilles & Celce-Murcia, 1988) ที่กล่าวว่า การเรียนการสอนในเรื่องของ โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีส่วนสนับสนุนพัฒนาการทางด้านภาษาศาสตร์ของผู้เรียน


9 โดยตรงการเรียนการสอนไวยากรณ์ทางภาษาอังกฤษโดยการใช้บริบทคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน ครั้งนี้ได้นำกระบวนการในการสอนไวยากรณ์แบบ 4 ขั้นตอน 1. ขั้นนำเสนอโครงสร้างไวยากรณ์ (Presentation) จากการศึกษาการนำเสนอโครงสร้าง ไวยากรณ์มี 2 วิธีคือแบบนิรนัย (deductive Approach) และแบบอุปนัย (inductive Approach) 1.1 การสอนแบบนิรนัย (deductive Approach) คือผู้สอนจะเริ่มสอนโดยการ สอนกฎไวยากรณ์ก่อน ตามด้วยแสดงประโยคตัวอย่างในการใช้ไวยากรณ์แล้วจึงให้ผู้เรียนฝึก การใช้ไวยากรณ์ 1.2 การสอนแบบอุปนัย (inductive Approach) คือผู้สอนจะเริ่มสอนโดยให้ ประโยคตัวอย่างที่แสดงการใช้ไวยากรณ์ที่จะสอนอ่าน จากนั้นผู้สอนให้ผู้เรียนฝึกการใช้ ไวยากรณ์และสุดท้ายผู้สอนจะให้ผู้เรียนสรุปกฎการใช้โครงสร้างไวยากรณ์นั้นด้วยตนเอง การ ที่ผู้เรียนจะเลือกวิธีการนำเสนอโครงสร้างไวยากรณ์โดยวิธีไหนก็ตาม ควรจะต้องพิจารณาถึง ความชอบของผู้เรียนความถนัดของผู้เรียนและชนิดของโครงสร้างไวยากรณ์ที่จะสอนเป็นหลัก 2. ขั้นฝึกโครงสร้างใหม่ (Focused practice) จุดมุ่งหมายของขั้นตอนนี้นั้นคือต้องการให้ ผู้เรียนได้ฝึกโครงสร้างไวยากรณ์ใหม่จนเกิดความชำนาญก่อนไปฝึกขั้น (communicative drill) ต่อไปการฝึกขั้นนี้จึงเป็นแบบ (mechanical drill) และ (Meaningful drill) 3. ขั้นฝึกการสื่อสาร (Communicative practice) เมื่อผู้เรียนได้รับการฝึกแบบโครงสร้าง ไวยากรณ์ที่เรียนใหม่จนชำนาญแล้ว ผู้เรียนควรมีการฝึกการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ใหม่ใน กิจกรรมที่เป็น (Communicative activity) ซึ่งคือ กิจกรรมที่ผู้เรียนจะได้ฝึกถ่ายโอนความรู้ด้าน พยากรณ์ใหม่ๆมาใช้จริงในสถานการณ์การสื่อสาร 4. ขั้นสะท้อนความคิด (Teacher Feedback) ถึงแม้ว่าการจัดการข้อผิดพลาดของผู้เรียน จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายแต่จริง ๆ แล้วผู้สอนควรแก้ไขข้อผิดพลาดของนักศึกษาตลอดจนกิจกรรม การเรียนการสอนและกลวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้สอนควรปรับเปลี่ยนไปตามขั้นตอนของ บทเรียนตัวอย่างเช่นในขั้นตอนที่ 2 (feedback drill)l นั้นผู้สอนควรแก้ไขข้อผิดพลาดโดยตรงแก่ ผู้เรียนทันทีทันใด แต่เมื่อถึงขั้นที่ 3 (communicative drill) ผู้สอนไม่ควรขัดจังหวะการฝึกแต่ควร แก้ไขข้อผิดพลาดให้ผู้เรียนโดยการสังเกตและจดบันทึกไว้ก่อน จากนั้นจึงแก้ไขข้อผิดพลาดของ ผู้เรียนหลังจากการฝึกในขั้นนี้สิ้นสุดลงและสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในการแก้ไขข้อผิดพลาดของ ผู้เรียนคือผู้สอนไม่ควรให้เฉพาะคำตอบที่ถูกหรือบ่งชี้จุดที่ผิดเท่านั้นแต่ควรให้เหตุผลกำกับด้วย ว่าทำไมถึงผิด จากข้างต้นสรุปได้ว่า หลักการสอนไวยากรณ์หมายถึง การสอนภาษาโดยคำนึงถึง หน้าที่และโครงสร้างทางภาษาตามหลักของภาษา เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงวิธีการใช้และ


10 ทบทวนโครงสร้างเดิมที่นักศึกษาเรียนมาแล้วก่อนที่จะสอนเรื่องใหม่เพื่อจะได้แน่ใจว่าเด็กเข้าใจ เรื่องที่เรียนมาแล้วจริง ๆ หรือไม่และต้องเตรียมเนื้อหาการสอนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้ง่ายต่อการต่อเนื่องเนื้อหาและสอนให้นักศึกษาเข้าใจอย่างรวดเร็ว และขั้นตอนการสอน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นนำเสนอโครงสร้างไวยากรณ์(Presentation) ขั้นฝึกโครงสร้าง ใหม่ (Focused practice) ขั้นฝึกการสื่อสาร (Communicative practice) และขั้นสะท้อนความคิด (Teacher Feedback) เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ความหมายของสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction หรือ CAI) คือ สื่อที่เสนอบทเรียน โดยผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์ ช่วยทำให้ผู้เรียนเรียนรู้เนื้อหาวิชาต่าง ๆ ได้ มีผู้ให้ความหมาย ของ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ไว้มากมายในหลายลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ ขนิษฐา (2532) กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็น เครื่องมือในการเรียนการสอนโดยที่เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด และแบบทดสอบจะถูกพัฒนาขึ้นใน รูปแบบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักเรียกว่า Courseware โดยที่ผู้เรียนจะเรียนจาก บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์จะเสนอเนื้อหาวิชาที่อาจจะอยู่ในรูป ของตัวหนังสือและกราฟิก สามารถถามคำถาม รับคำตอบจากผู้เรียน ตรวจคำตอบ และ แสดงผลการเรียนอยู่ในรูปของข้อมูลป้อนกลับให้แก่ผู้เรียน ผดุง (2527) กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มา ใช้เป็นเครื่องมือช่วยครูในการเรียนการสอน โปรแกรมสำหรับการเรียนการสอน มักจะบรรจุ เนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่ครูสอน แทนที่ครูจะสอนเนื้อหาวิชาด้วยตนเอง ครูก็บรรจุเนื้อหาที่สอน เหล่านั้นไว้ในโปรแกรม ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นผู้ ถ่ายทอดวิชาแทนครู พรีนีส (Prenis, 1977) กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ผู้เรียน เรียนรู้รายวิชาไปทีละขั้นตอน คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่ถามคำถามเพื่อให้ผู้เรียนมีการ ตอบสนอง ในระหว่างที่มีการเรียนการสอนอยู่ คอมพิวเตอร์สามารถป้อนกลับไปสู่รายละเอียด ที่ผ่านมาหรือให้การทบทวนเนื้อหา ฝึกฝนซ้ำแก่ผู้เรียน สปลิทเกอร์เบอร์ (Splittgerber, 1979) กล่าวว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือ กระบวนการ สอนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอบทเรียน ที่อยู่ในแบบ


11 โต้ตอบ (Interaction Mode) เพื่อก่อให้เกิดการเรียนแบบเป็นรายบุคคล ได้แก่ การฝึกทักษะการ สอนแบบตัวต่อตัว เช่น สถานการณ์จำลอง เกม และการแก้ปัญหา กล่าวโดยสรุปคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้ด้วยตนเองจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งบรรจุเนื้อหาวิชาตามขั้นตอนของการสอนให้ เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคล และคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะทำหน้าที่เปรียบเสมือน ครูในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเรียนให้กับผู้เรียน ในลักษณะของการให้ความรู้ เพิ่มเติมหรือทบทวน บทเรียน ตลอดจนการวัดและประเมินผล และให้ข้อมูลป้อนกลับโดยอาศัย โปรแกรมที่บรรจุไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ รูปแบบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีหลายแบบจำแนกตามวิธีการและขั้นตอน การสร้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดของนักการศึกษาแต่ละท่านดังนี้ 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบการเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้เรียน (Tutorial) เป็น บทเรียนที่นิยมใช้กันมาก มีการแสดงกรอบสอนและกรอบคำถามให้ผู้เรียนได้ตอบ การตอบทุก ครั้งจะถูกประเมินและกรอบสอนกรอบใหม่ที่เหมาะสมกับผู้เรียน ถูกแสดงออกมาโดยมีพื้นฐาน อยู่บน การตอบสนองของผู้เรียน รูปแบบโดยทั่วไปมีการแสดงข้อสนเทศ มีการถามคำถาม ตรวจคำตอบและมีการให้ข้อมูลป้อนกลับถ้าผู้เรียนตอบถูกจะสอนกรอบต่อไป ถ้าตอบผิดก็จะมี การช่วยเหลือหรือสอนซ่อมเสริมเสียก่อนแล้วจึงกลับไปถามคำถามเดิม (Alessi และ Trollip, 1985: 66) ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงในอนาคตจะมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบ Tutorial เพื่อสอนเสริม สอนกึ่งทบทวน เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ล่วงหน้าก่อนการเรียนใน ชั้นเรียนปกติ ผู้เรียนอาจเรียนด้วยความสมัครใจหรืออาจเป็น Assignment จากผู้สอนในเวลา หรือนอกเวลาเรียนปกติตามแล้วแต่กรณี (สุกรี, 2531) ภาพที่ 2 โครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบการสอน 2. บทเรียนแบบฝึกหัดและฝึกทักษะ (Drill และ Practice) เป็นบทเรียนที่เน้นให้ ผู้เรียนได้ทำแบบฝึกหัดจนสามารถเข้าใจเนื้อหา หลังจากที่ได้เรียนเนื้อหานั้นแล้ว หรือมีการฝึก ซ้ำ เพื่อให้เกิดทักษะ หรือมีการเสนอคำถามที่เป็นปัญหาซ้ำจนกว่าผู้เรียนจะตอบถูกแก้ปัญหา บทนำ จบบทเรียน การเสนอเนื้อหาความรู้ คำถามและคำตอบ ให้ข้อมูลย้อนกลับ ตัดสินคำตอบ


12 เหล่านั้นได้จนบรรลุถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ลักษณะของเนื้อหาจะ เน้นด้านความรู้เป็นส่วนมาก (Alessi และ Trollip 1985) ภาพที่ 3 โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบฝึกหัดและฝึกทักษะ 3. แบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) บทเรียนคอมพิวเตอร์รูปแบบนี้เป็น การ จำลองสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์จะแสดงผลที่ได้จากการตัดสินใจนั้น (Alessi และ Trollip, 1985) การใช้ คอมพิวเตอร์แบบสร้างสถานการณ์จำลองทำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่าย เช่น เรื่องการเคลื่อนที่วิถี โค้งของอนุภาคในสนามไฟฟ้า สามารถสร้างสถานการณ์จำลองเป็นรูปภาพที่ทำให้ผู้เรียนได้เห็น จริง และเข้าใจง่าย นอกจากนี้ยังเกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ อีก เช่น สถานการณ์จำลองในบทเรียน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องวัสดุอุปกรณ์ปฏิบัติงานได้มาก สถานการณ์จำลองช่วยลดอันตรายที่ อาจเกิดขึ้นกับผู้เรียน เช่น การทดลองเกี่ยวกับการแยกตัวของสารเคมีหรือรังสี สถานการณ์ จำลองอาจย่นระยะเวลาของปรากฏการณ์ให้สั้นเข้า เช่น จาก 1 วัน มาเป็น 1 นาทีได้ เป็นต้น (อรพันธ์, 2530) ภาพที่ 4 โครงสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสถานการณ์จำลอง 4. แบบเกมการสอน (Instructional Games) เป็นบทเรียนและเครื่องมือการสอนที่มี ประสิทธิภาพ ใช้เกมประกอบบทเรียนซึ่งให้ความสนุกสนาน แต่จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการ เรียนรู้ (Alessi และ Trollip, 1985) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอนมีหลายชนิด เช่น เกมผจญภัย เกมบทบาทสมมติ เกมคำศัพท์ เป็นต้น ซึ่งพัฒนาจากแนวความคิดและทฤษฎี ทางด้านการเสริมแรง (Reinforcement Theory) บนพื้นฐานการค้นพบที่ว่า ความต้องการในการ เรียนรู้ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เช่น ความสนุกสนานจะทำให้เกิดผลดี บทนำ จบบทเรียน การเลือกคำตอบหรือปัญหา คำถามและคำตอบ ให้ข้อมูลย้อนกลับ ตัดสินคำตอบ บทนำ จบบทเรียน เสนอสถานการณ์ การกระทำที่ต้องการ การปรับระบบ การกระทำของผู้เรียน


13 ต่อการเรียนรู้และความคงทนในการจำดีกว่าการเรียนรู้จากแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) บทเรียนแบบเกมการสอนที่ดีควรต้องท้าทาย (Challenge) กระตุ้นจินตนาการเพ้อ ฝัน (Curiosity) (สุกรี, 2535) ภาพที่ 5 โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอน 5. บทเรียนแบบทดสอบ (Testing) ใช้ทดสอบผู้เรียนโดยตรงหลังจากได้เรียนเนื้อหา หรือฝึกปฏิบัติแล้ว ผู้เรียนก็จะทำแบบทดสอบโดยผ่านคอมพิวเตอร์ เมื่อคอมพิวเตอร์รับคำตอบ แล้วก็จะทำการบันทึกผล ประมวลผล ตรวจให้คะแนน และเสนอผลให้ผู้เรียนทราบทันทีที่ทำ ข้อสอบ (อรพันธ์, 2530) ข้อสอบต่าง ๆ อาจถูกเก็บในรูปของคลังข้อสอบ (Item Bank) เพื่อ สะดวกต่อ การสุ่มมาใช้สำหรับทดสอบ การตั้งคำถามอาจจะผสมผสานบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนแบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เข้ามาร่วมด้วยก็ได้ นอกจากรูปแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้ง 5 รูปแบบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยืน (2529); บุปผชาติ (2529); ทักษิณา (2530); และครรชิต (2532) ยังได้เพิ่มเติมรูปแบบของ บทเรียนอีก 3 แบบ ดังนี้ 1) แบบแก้ปัญหา (Problem Solving) คอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมมากในการนำไปใช้ เพื่อช่วยแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน โดยไม่มีขีดจำกัดว่าต้องเป็นเนื้อหาด้านใดด้าน หนึ่งโดยเฉพาะลักษณะบทเรียนจะคล้ายกับแบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) แต่แบบ แก้ปัญหาจะเน้นกระบวนการคิดในระดับที่สูงกว่าในด้านการใช้เหตุผล 2) แบบค้นคว้า (Discovery) เป็นการให้โอกาสผู้เรียนได้มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ จากการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซ้อน ประกอบกับการที่คอมพิวเตอร์สามารถเก็บข้อมูลไว้ได้ บทนำ จบบทเรียน เสนอสถานการณ์ การกระทำที่ต้องการ การกระทำการแข่งขัน การปรับระบบ การกระทำของผู้เรียน


14 มาก ผู้เรียนจึงสามารถค้นคว้าหาความรู้โดยอาศัยวิธีการอุปนัย (Inductive Method) คือ การ ตั้งคำถามให้ผู้เรียนลองทำด้วยการลองผิดลองถูก วิธีอุปนัยเป็นการเรียนรู้ที่มีลักษณะใกล้เคียง กับการเรียนรู้จากห้องทดลอง หรือการเรียนรู้จากประสบการณ์ภายนอกห้องเรียน 3) แบบสนทนา (Dialogue) เป็นวิธีการที่พยายามให้เป็นการพูดคุยกับระหว่างผู้สอน กับผู้เรียนโดยเลียนแบบการสอนในห้องเรียน แทนที่จะใช้เสียงก็เป็นตัวอักษรบนจอภาพแทน และมีการตั้งปัญหาถามซึ่งลักษณะการใช้คำถามก็เป็นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีผู้แบ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแตกต่างกันออกไปอีก เช่น การ สาธิต (Demonstration) การไต่ถาม (Inquiry) แบบรวม (Combination) คือ การนำบทเรียน รูปแบบหลายรูปแบบหรือหลายอย่างผสมกัน จากรูปแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าวมาแล้วทุกประเภท สามารถพัฒนาไปใช้ได้ กับทุกสาขาวิชา การที่จะเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือมากกว่า 1 รูปแบบมาผสมผสานกันก็ ได้เพื่อให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพ บางทีอาจจะใช้รูปแบบการสอนที่เนื้อหาเพียง อย่างเดียว หรือใช้รูปแบบการสอนผสมกับรูปแบบทดสอบหรือแบบสถานการณ์จำลองร่วมกัน ซึ่งการจะเลือกใช้รูปแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเนื้อหารายวิชา และวัตถุประสงค์ของบทเรียน เป็นสำคัญ (บุญสืบ, 2537) ขั้นตอนในการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วสันต์ (2530) ได้กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการเรียนการสอนแบบ รายบุคคลประเภทหนึ่งที่เป็นการนำเอาหลักการของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบ โปรแกรม (Programmed Instruction) ของสกินเนอร์(Skinner) และเครื่องช่วยสอนของเพรสซี่ (Pressey) มาผสมผสานกัน โดยที่มีจุดมุ่งหมายที่จะตอบสนองในเรื่องของความแตกต่างระหว่าง บุคคลของผู้เรียน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการศึกษาเป็นรายบุคคล โดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นสื่อแทนสิ่งพิมพ์ทำให้บทเรียนมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพราะคอมพิวเตอร์สามารถแก้ไข ข้อบกพร่องของบทเรียนแบบโปรแกรมได้ เช่น ความเร็วในการเสนอเนื้อหา การซ่อนคำตอบ การเสริมแรง เป็นต้น ซึ่งมีลักษณะการเรียนที่เป็นขั้นเป็นตอน 1) ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน จะเริ่มต้นตั้งแต่การทักทายกับผู้เรียน บอกวิธีการเรียน และ บอกจุดประสงค์ของการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบว่าเมื่อเรียนจบบทเรียนนี้แล้วเขาจะ สามารถ ทำอะไรได้บ้าง คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถนำเสนอวิธีการในรูปแบบที่น่าสนใจได้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือผสมผสานหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน เพื่อเร้า ความสนใจของผู้เรียนให้มุ่งความสนใจเข้าสู่บทเรียน บางโปรแกรมมีแบบทดสอบวัดความ


15 พร้อมของผู้เรียนก่อนหรือมีรายการ (Menu) เพื่อให้ผู้เรียนเลือกเรียนได้ตามความสนใจและ ผู้เรียนสามารถจัดการเรียนก่อนหลังได้ด้วยตนเอง 2) ขั้นเสนอเนื้อหา เมื่อผู้เรียนเลือกเรียนในเรื่องใดแล้วคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็ จะเสนอเนื้อหานั้นออกเป็นกรอบ (Frame) ในรูปแบบที่เป็นตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพกราฟิกและ ภาพเคลื่อนไหว เพื่อที่จะเร้าความสนใจในการเรียนและสร้างความเข้าใจในความคิดรวบยอด ต่าง ๆ แต่ละกรอบ หรือเสนอเนื้อหาเรียงลำดับไปทีละอย่างทีละประเด็นโดยเริ่มจากง่ายไปหา ยาก ผู้เรียนจะควบคุมความเร็วในการเรียนด้วยตนเอง เพื่อที่จะเรียนรู้ได้มากที่สุดตาม ความสามารถ และชี้แนะหรือการจัดเนื้อหาสำหรับช่วยเหลือผู้เรียน เพื่อที่จะช่วยผู้เรียนให้เกิด การเรียนรู้ดีขึ้น 3) ขั้นคำถามและคำตอบ หลังจากเสนอเนื้อหาของบทเรียนไปแล้ว เพื่อที่จะวัด ผู้เรียนว่ามีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วเพียงใด และจะมีการทบทวนโดยการให้ ทำ แบบฝึกหัดช่วยเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญ เช่น ให้ทำแบบฝึกหัดชนิดคำถามแบบเลือกตอบ แบบถูกผิด แบบจับคู่และแบบเติมคำ เป็นต้น ซึ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถนำเสนอ แบบฝึกหัดให้แก่ผู้เรียนได้น่าสนใจกว่าแบบทดสอบธรรมดา ผู้เรียนตอบคำถามผ่านทาง แป้นพิมพ์หรือเมาส์(Mouse) นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถจับเวลาในการตอบ คำถามของผู้เรียนถ้าผู้เรียนไม่สามารถตอบคำถามได้ในเวลาที่กำหนดไว้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็ ให้ความช่วยเหลือ 4) ขั้นการตรวจคำตอบ เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้รับคำตอบจาก ผู้เรียนแล้วคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะตรวจสอบและแจ้งผลให้ผู้เรียนได้ทราบ การแจ้งอาจแจ้ง เป็นข้อความ กราฟิก หรือเสียง ถ้าผู้เรียนตอบถูกก็จะได้รับการเสริมแรง เช่น ให้คำชมเชย เสียงเพลง หรือให้ภาพกราฟิกสวย ๆ และถ้าผู้เรียนตอบผิดคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็จะบอกใบ้ให้ หรือให้การซ่อมเสริมเนื้อหา แล้วให้ตอบคำถามนั้นใหม่ เมื่อตอบถูกต้องจึงก้าวไปสู่หัวเรื่องใหม่ ต่อไป ซึ่งจะหมุนเวียนเป็นวงจรอยู่จนกว่าจะหมดบทเรียนนั้น ๆ 5) ขั้นการปิดบทเรียน เมื่อผู้เรียนเรียนจนจบบทเรียนครบทุกหน่วยของบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะทำการประเมินความรู้ของผู้เรียนโดยการทำแบบทดสอบ ซึ่งจุดเด่น ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ สามารถสุ่มข้อสอบออกมาจากคลังข้อสอบที่ได้สร้างเก็บไว้และ เสนอให้ผู้เรียนแต่ละคนโดยที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้ผู้เรียนไม่สามารถจดจำคำตอบจากการที่ ทำในครั้งแรก นั้นได้ หรือแบบรู้คำตอบนั้นมาก่อนแล้วนำมาใช้ประโยชน์เมื่อทำแบบทดสอบนั้น เสร็จแล้วผู้เรียนจะได้รับทราบคะแนนการทำแบบทดสอบของตนเอง ว่าผ่านตามเกณฑ์ที่


16 กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะบอกเวลาที่ ใช้ไปในการเรียนในหน่วยนั้น ๆ ได้ ด้วย เป็นต้น ดังนั้นการนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการเรียนการสอนรายบุคคล จึงเป็นวิธี เรียนที่มีข้อดีหลายประการดังได้กล่าวมาแล้ว การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้จึง เกิดขึ้น อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) มีนักการศึกษาทั้งในและ ต่างประเทศได้ให้นิยามไวหลายท่านดังนี้ กู๊ด (Good, 1973) ให้นิยามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวหมายถึง การเข้าถึงความรู้หรือ พัฒนาทักษะทางการเรียน ซึ่งปกติพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้หรือคะแนนที่ได้จาก งานที่ผู้สอนมอบให้หรือทั้งสองอย่าง สอดคล้องกับ บุญชม ศรีสะอาด (2540) ที่ให้ความหมาย ไววาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการค้นคว้าการอบรม การสั่งสอน หรือ ประสบการณต่าง ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ที่ผลมาจากการฝึกสอน ไพศาล หวังพานิช (2543) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือนักศึกษาลักษณะของ บุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณเรียนรู้ที่ เกิดจากการฝึกฝน อบรม หรือการสอน สรุปได้วา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลการทดสอบซึ่งวัดจากคะแนนสอบ โดยเกิดจากกระบวนการเรียนการสอนหรือผ่านการฝึกอบรมต่าง ๆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (Achievement Test) ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ไวดังนี้ กรันลันด์ (Grounlund, 1993) ได้ให้ความหมายไว้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึงกระบวนการเชิงระบบ เพื่อการวัดพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก กิจกรรม การเรียนรู้โดยมีหน้าที่หลักสำหรับการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เยาวดี วิบูลยศรี (2540) ได้ให้ความหมายไววาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หมายถึง แบบทดสอบวัดความรู้เชิงวิชาการ มักใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เน้นวัดความสามารถ ทางการเรียนรู้ ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล


17 สมบูรณ ตันยะ (2545) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของนักศึกษาว่ามีความรู้ความสามารถ ในเรื่อง ที่เรียนรู้มาแลว หรือได้รับการฝึกฝนอบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด สรุปได้ว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หมายถึงแบบทดสอบ ที่ใช้วัดพฤติกรรมหรือผล การเรียนรู้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หลังจากการเรียนการสอน หรือจากการฝึกอบรมว่ามีมากน้อย เพียงใด ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารทำได้โดยอาศัยเครื่องมือได้แก เครื่องมือ ประเภทแบบทดสอบต่าง ๆ (Test) และประเภทไมเป็นแบบทดสอบสอบ (Non-test) แต่เครื่องมือ ที่นิยมใช้กันมากคือแบบทดสอบ ซึ่งสมบูรณ ตันยะ (2545) ได้แบ่งชนิดแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนตามหน้าที่หรือการนำไปใช้วัดเป็น 2 ชนิดคือ 1. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบสอบที่สร้างขึ้น โดย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาหรือโดยผู้สอนผู้สอนวิชานั้น ๆ และผ่านการทดลองใช้วิเคราะห์ นักศึกษาภาพ และปรับปรุงแก้ไขหลายครั้งจนกระทั่งมีนักศึกษาภาพดีพอจึงสร้างเกณฑ์ปกติ (Normal) เพื่อใช้เป็นหลัก ในการเปรียบเทียบ การที่จะเรียกว่าเป็นแบบสอบมาตรฐานได้นั้นต้อง มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ มีมาตรฐานในการสร้างแบบทดสอบ มีมาตรฐานใน วิธีดำเนินการสอบ และมีมาตรฐานในการ แปลความหมายคะแนน 2. แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างเอง (Teacher-made Test) เป็นแบบทดสอบสอบที่ผู้สอน สอน เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เป็นผลมาจากการจัด กิจกรรมการเรียน การสอนของผู้สอนซึ่งอาจจะเป็นแบบทดสอบที่ใช้ในการประเมินผลย่อยหรือ ประเมินผลรวมก็ได้ แบบทดสอบเหล่านี้ผู้สอนผู้ออกข้อสอบอาจมีการนำไปทดลองใช้วิเคราะห์ เรียนภาพ และปรับปรุงแกไข หรือไมก็ได้แล้วแต่ผู้สอนแต่ละคน ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่งได้ 2 ชนิด คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งมุ่งวัด ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาทั่ว ๆ ไป สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เกิด ความเป็นมาตรฐาน และแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างเอง อาจนำไปทดลองใช้วิเคราะห์นักศึกษา ภาพหรือไม่ก็ได้ ซึ่งมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ ของนักศึกษาเฉพาะกลุ่ม


18 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ กรมวิชาการ (2546) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่าแผนการจัดการ เรียนรู้ หมายถึง แผนซึ่งผู้สอนเตรียมการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษา โดยวางแผนการจัดการ เรียนรู้ แผนการใช้สื่อการเรียนรู้หรือแหล่งเรียนรู้ แผนการวัดผลประเมินผลโดยการวิเคราะห์ จากคำอธิบายรายวิชาหรือหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งยึดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและสาระการเรียนรู้ ที่กำหนด อันสอดคล้อง กับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น สอดคล้องกับ เอกรินทร์ สี่มหาศาล (2545) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ (Lesson Plan) เป็นวัสดุหลักสูตรที่ควรพัฒนามาจาก หน่วยการเรียนรู้ (UNIT PLAN) ที่กำหนด ไว้ เพื่อให้การจัดการสอบบรรลุเป้าประสงค์ตาม มาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร หน่วยการเรียนรู้จึงเปรียบเสมือนโครงร่าง หรือพิมพ์เขียวที่ กล่าวถึงประสบการณ์การเรียนรู้ตามหัวข้อการจัดการเรียนรู้และกระบวนการวัดผลที่ สอดคล้องสัมพันธ์กัน ส่วนแผนการเรียนรู้จะแสดงการจัดการเรียนรู้ตามบทเรียน (lesson) และ ประสบการณ์การเรียนรู้เป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์ดังนั้นแผนการจัดการเรียนรู้ จึงเป็น เครื่องมือหรือแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาตามกำหนดไว้ในสาระ การเรียนรู้ของแต่ละกลุ่ม อาภรณ์ ใจเที่ยง (2546) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หรือแผนการเรียนรู้ เป็น คำใหม่ที่นำมาใช้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เหตุที่ใช้คำ “แผนการ จัดการเรียนรู้” แทนคำ “แผนการสอน” เพราะต้องการให้ผู้สอนมุ่งจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนโดยเน้นนักศึกษาเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่บ่งไว้ใน มาตรา 22 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2544 ที่กล่าวไว้ว่า “การจัดการ ศึกษาต้องยึดหลักว่านักศึกษาทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่า นักศึกษาสำคัญที่สุด” จากข้างต้นสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนที่ผู้สอนผู้สอนเตรียมไว้เพื่อ เป็นแนวทางในการสอน และจัดแผนตามบทเรียนและประสบการณ์การเรียนรู้เป็นรายวัน ซึ่งยึดผล การเรียนรู้ที่คาดหวังและสาระการเรียนรู้ที่กำหนดอันสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ประโยชน์ของแผนการจัดการเรียนรู้ สำลี รักสุทธี (2544) และ ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง (2545) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ แผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกันว่า ทำให้การดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นไป อย่างมีขั้นตอน ไม่สับสนวนไปมา เกิดความต่อเนื่องของการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร และ


19 นักศึกษายังได้ปฏิบัติอย่างชัดเจน มีขั้นตอน รู้ผลสะท้อนกลับอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดการ ปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนรู้จากข้อจำกัดที่พบ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2540) กล่าวว่าลักษณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีมีลักษณะดังนี้ 1. สอดคล้องกับหลักสูตร และแนวการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2. นำไปใช้สอนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. เขียนอย่างถูกต้องตามหลักวิชาเหมาะสมกับนักศึกษาและเวลาที่กำหนด 4. มีความกระจ่างชัดเจน ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและเข้าใจได้ตรงกัน 5. มีรายละเอียดมากพอที่ทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้สอนได้ 6. ทุกหัวข้อในแผนการจัดการเรียนรู้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน สรุปได้ว่า แผนการสอนทำให้การการสอนมีประสิทธิภาพเป็นไปอย่างมีขั้นตอน เกิด ความต่อเนื่องในการเรียนรู้ และทำให้เกิดผู้สอนสามารถปรับปรุงวิธีการจัดการเรียนรู้หรือการ สอนได้อย่างทันที หากเกิดผลสะท้อนที่ไม่ดี เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ วรรณวิมล จงจรวยสกุล (2551) ได้กล่าวถึงความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึกที่ดี มีความชอบพอใจ มีความเต็มใจ มีความสบายใจ ได้รับการยกย่อง ในการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนมีความพอใจในการเรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมีการสร้าง แรงจูงใจ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจและมีความสนใจและรู้สึกรักที่จะเรียน สมหมาย เปียถนอม (2551) สรุปไว้ว่าความพึงพอใจเป็นทัศนคติอย่างหนึ่งที่มีลักษณะ เป็นนามธรรมไม่สามารถมองเห็นรูปร่างได้ เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่เป็นสุขเมื่อได้รับการ ตอบสนองความต้องการของตนเองในสิ่งที่ขาดหายไป และเป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมในการ แสดงออกของบุคคลที่มีต่อการเลือกที่จะปฏิบัติในกิจกรรมนั้น ๆ ความพึงพอใจทำให้บุคคลเกิด ความสบายใจหรือตอบสนองความต้องการทำให้เกิดความสุขรวมทั้งสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ กิตติธัช อิ่มวัฒนกุล (2553) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกชอบ หรือพอใจ ในองค์ประกอบและสิ่งจูงใจด้านต่า งๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้โดยแสดงออกจาก พฤติกรรม เช่น สายตา การพูด ลักษณะท่าทาง เป็นต้น จากข้างต้นสรุปความหมายของความพึงพอใจ ได้ว่า ความพึงพอใจเป็นทัศนคติที่อยู่ใน รูปของนามธรรม จับต้องไม่ได้ แต่สามารถแสดงออกมาทางสายตา การพูด ลักษณะท่าทาง


20 เกิดจากความพอใจ ชอบใจ สบายใจ จากการกระตุ้นหรือการตอบสนองความต้องการของ ตนเอง ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์(Thorndike’s Conn ectionism Theory) การเรียนรู้ จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มนุษย์หรือสัตว์ได้เลือกเอาปฏิกิริยาตอบสนองเชื่อมต่อกับสิ่งเร้าอย่าง เหมาะสมหรือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นด้วยการเชื่อมโยงหรือพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง เมื่อสถานการณ์หรือสิ่งที่เป็นปัญหาเกิดขึ้นร่างกายพยายามที่จะแก้ปัญหานั้นโดยแสดง พฤติกรรมตอบสนองออกมาหลากหลายรูปแบบซึ่งร่างกายจะเลือกพฤติกรรมตอบสนองที่ พอใจที่สุดไปเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าหรือปัญหานั้นทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นมา ได้แก่ 2.1 กฎแห่งความพร้อม (law of readiness) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ถ้านักศึกษามี ความพร้อมทั้งกายและจิตใจ 2.2 กฎแห่งการฝึกหัด (law of Exercise) การฝึกหัดหรือกระทำบ่อย ๆ ด้วยความเข้าใจ จะทำให้เกิดความคงทนในการเรียนรู้ถ้าไม่ได้กระทำซ้ำบ่อย ๆ ในที่สุดอาจลืมได้ 2.3 กฎแห่งการใช้ (law of use and disuse) การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งเร้ากับการตอบสนองถ้านำมาใช้บ่อย ๆ ก็จะเกิดความมั่นคงในการเรียนรู้ 2.4 กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (law of effect) เมื่อบุคคลได้รับผลที่พึงพอใจย่อมอยากที่จะ เรียนต่อไปดังนั้นการได้รับผลที่พึงพอใจจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียน การสร้างแบบวัดความพอใจ ระพินทร์ โพธิ์ศรี (2549) กล่าวถึงการสร้างแบบวัดความพึงพอใจการแปลความหมาย การวัดความพอใจมีดังนี้ ขั้นที่ 1 การกำหนดเนื้อหาความพึงพอใจคือให้เขียนนิยามซึ่งสามารถกระทำโดย 1. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและกำหนดนิยาม 2. สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 คน ขั้นที่2 เลือกประเด็นที่วัดความพอใจและกำหนดวิธีการวัด 1. ประเด็นที่วัดความพอใจให้เลือกมาจากกรอบเนื้อหาที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 1 2. วิธีวัดความพอใจโดยทั่วไปนิยมใช้วิธีจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับและประเด็น วัดความพอใจเป็นทางบวกคือพอใจอย่างยิ่งพอใจมาก พอใจสมควรพอใจน้อยหรือค่อนข้างไม่ พอใจ ขั้นที่3 จัดทำความพอใจฉบับร่าง ขั้นที่4 ทดลองกลุ่มย่อยประมาณ 3-5 คนเพื่อตรวจสอบความมั่นคงเฉพาะหน้า


21 ขั้นที่ 5 ให้ผู้เชี่ยวชาญ 3-5 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงเฉพาะหน้าและความ เที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ขั้นที่ 6 ทดลองภาคสนามเพื่อการวิเคราะห์ปรับปรุงคุณภาพแบบวัดความพอใจโดยการ หาค่าอำนาจจำแนกและค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีการครอนบาค (Cronbach) ขั้นที่7 นำไปใช้จริงการแปลความหมายการวัดความพอใจกรณีความพอใจด้วยการจัด อันดับ 5 อันดับสามารถแปลความหมายได้ดังนี้ 1 ถึง 1.5 หมายถึงพอใจน้อยที่สุด 1.51 ถึง 2.25 หมายถึงพอใจน้อย 2.26 ถึง 2.50 หมายถึงค่อนข้างพอใจ 2.51 3.50 หมายถึงพอใจ พอสมควร 3.51 ถึง 3.75 หมายถึงพอใจค่อนข้างมาก 3.76 ถึง 4.50 หมายถึงพอใจมาก 4.51 ถึง 5.00 หมายถึงพอใจเป็นอย่างยิ่งหรือมากที่สุด การปรับปรุงแบบวัดความพึงพอใจ 1. พยายามให้มีข้อคำถามวัดความพอใจให้มากพอสมควรอยู่ระหว่าง 10 ถึง 20 ข้อ 2. ควรตัดข้อคำถามที่ค่าอำนาจจำแนกน้อยกว่า 0 ออกไป 3. ปรับปรุงข้อคำถามที่ค่าอำนาจจำแนกน้อยกว่า 0.20 แต่ไม่เท่ากับ 0 หรือติดลบ 4. ควรปรับแบบความพอใจให้มีคำถามเผื่อไว้เพื่อตัดข้อคำถามที่ไม่ดีออกไปเพื่อให้ แบบวัดความพอใจมีคุณภาพถึงระดับที่ต้องการ สมนึก ภัททิยธนี (2553) กล่าวถึงการสร้างแบบวัดความพึงพอใจมีดังนี้ 1. คำชี้แจงระบุถึงจุดประสงค์และวิธีการตอบคำถามพร้อมตัวอย่าง 2. ข้อคำถามส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถามเช่น ข้อคำถามส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถามเช่น ชื่อ-นามสกุล เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ 3. ข้อคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา เพื่อให้แบบสอบถามมีคุณภาพสูง จากการศึกษาการสร้างแบบวัดความพอใจข้างต้น สรุปได้ว่า การกำหนดเนื้อหาเป็นสิ่ง ที่สำคัญที่นำพาให้ได้รายละเอียดถึงสิ่งที่จะศึกษา โดยในการสร้างต้องมีการหาค่าความเที่ยง ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นครอนบาค (Cronbach) ด้วย เพื่อทำให้ประสิทธิภาพของ เครื่องมือมีคุณภาพสูง งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ นิศากร แสงสว่าง (2558) ได้ศึกษาผลการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษที่เน้น นิทานคุณธรรม เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน ภาษาอังกฤษ และความตระหนักรู้ด้าน


22 คุณธรรม สำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสกลวิทยา อำเภอสามพราน จังหวัด นครปฐม ผลการวิจัยพบว่า1) สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษที่เน้นนิทานคุณธรรมมีค่า ประสิทธิภาพเท่ากับ78.45/80.86 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์75/75 2) ความสามารถ ในการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความตระหนักรู้ด้านคุณธรรมของนักศึกษาหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) นักศึกษามี ความเห็นที่ดีต่อสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษที่เน้นนิทานคุณธรรม อภิรดี จีนคร้าม และคณะ (2559) ได้ศึกษาการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเรียน ภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะดานการฟัง-พูดในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของ นักศึกษาระดับประถมศึกษาโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ปุ ตำบลแม่ปุ อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ผล วิจัยพบว่า 1) นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยเรียนภาษา มีคะแนนเฉลี่ยของการสัมภาษณ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 24.62 2) นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษา มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาในระดับมาก รภิพร, สรพล และสมโภชน์(2561) ที่ได้ศึกษาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อ พัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนแตกต่างกัน < p .05 โดย M หลังเรียนเท่ากับ 38.00 และ M ก่อนเรียนเท่ากับ 16.33 นักศึกษามีระดับความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ใน ระดับดีมาก โดยมี M เท่ากับ 4.85 และSD เท่ากับ 4.21 และ 9.85 ตามลำดับ สุนันทา กสิวิวัฒน์ และคณะ (2557) ศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่5 ผลวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่5 มีประสิทธิภาพ 81.33/85.80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความ พึงพอใจของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับมากที่สุด การวิจัยต่างประเทศ


23 Otto Frank (2015) ได้ศึกษาคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กับการสอนและการเรียนรู้ภาษา ผลวิจัยพบว่า ครูสอนภาษามากมายมีการผสมผสานระหว่างบทเรียนกับสื่อ เพื่อดึงดูความสนใจของ นักศึกษา ซึ่งการพัฒนาครูและสื่อการสอนเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้น พบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นวิธีการที่ดีที่จะนำการพัฒนาทั้งบุคคลากรและใช้ทรัพยากรที่ มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด GUI Gang and GU Wei (2016) ศึกษาการบูรณาการการเรียนแบบร่วมมือและ สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการสอนภาษา ผลวิจัยพบว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ในทศวรรษที่ผ่านมาเปิดทางให้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามาปฏิวัติแบบวิธีสอน ภาษาอังกฤษแบบดังเดิมไป ซึ่งมีการยกผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนให้แก่ผู้เรียนได้หลายด้าน แต่เนื่อง ด้วยข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรต่าง ๆ โรงเรียนหลาย ๆ โรงเรียนในจีน ที่อยู่ในถิ่นธุรกันดารยังไม่ สามารถพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ จึงต้องมีการพัฒนาสื่อ ผสมผสานแบบใหม่ขึ้นมา จากการศึกษางานวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศสรุปได้ว่า สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อที่เหมาะสมกับศตวรรษที่ 21 นี้อย่างมาก เป็นการพัฒนาบุคลากรครูและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการเรียนการสอนเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาไปในทางที่ดีขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาผู้เรียนให้มีความ กระตือรือร้นก้าวทันโลก


บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงทดลองโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนด้านไวยากรณ์ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 คน กศน.อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร มีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการวิจัยที่จะนำเสนอตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 1. แผนการเรียนรู้ ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จัดทำแผนการเรียนรู้เกี่ยวกับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ จำนวน 2 แผน คือ Past Participle และ Have you ever…? ใช้เวลาในการทดลอง 6 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 2 สัปดาห์โดยดำเนินการดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนังสือและคู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ และแบบเรียนจาก หนังสือรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


25 1.2 ศึกษาค้นคว้าเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทฤษฎี หลักการ แนวคิดที่ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1.3 วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาเกี่ยวกับไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 1.4 สร้างแผนการสอนให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์รวมทั้งร่างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 1.5 นำแผนการสอนที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้บริหารสถานศึกษา 1.6 นำแผนการสอนไปใช้ในการวิจัยต่อไป 2. คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 2.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หนังสือและคู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ และ แบบเรียนจากหนังสือรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อชีวิตและสังคม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา สาระความรู้พื้นฐาน 2.4 ศึกษาแนวการสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 2.5 วิเคราะห์เนื้อหา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี และออกแบบ สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนโดยใช้โปรแกรม PowerPoint 2.6 จัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 สร้างแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ 3.2 เสนอแบบทดสอบต่อผู้บริหารสถานศึกษา 3.3 นำแบบทดสอบไปใช้ในการวิจัยต่อไป


26 4. แบบสอบถามความพึงพอใจ 4.1 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 12 ข้อ 4.2 เสนอแบบสอบถามความพึงพอใจต่อผู้บริหารสถานศึกษา และนำมา ปรับปรุงให้เหมาะสม 4.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจไปใช้ในการวิจัยต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากการทดลองมีลำดับขั้นดังนี้ 1. ขั้นทดสอบก่อนเรียน ให้นักศึกษาทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วตรวจให้ คะแนน จากนั้นนำผลไปวิเคราะห์ 2. ขั้นเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ให้นักศึกษาเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ใช้ เวลาในการเรียนเป็นเวลา 2 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง โดยทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียนไป ด้วย 3. ขั้นทดสอบหลังเรียน ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบคำศัพท์หลังเรียน ซึ่งเป็น แบบทดสอบฉบับเดียวกับแบบทดสอบก่อนเรียน แล้วตรวจให้คะแนน แล้วนำผลไปวิเคราะห์ 4. ขั้นทำแบบสอบถามความพึงพอใจ เมื่อนักศึกษาเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense เรียบร้อยแล้วให้นักศึกษาทำแบบสอบถามวัด ระดับความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 5. ขั้นวิเคราะห์คะแนนก่อนและหลังเรียนเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เรียนโดยใช้บท คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย


27 การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) (สมนึก ภัททิยธนี. 2551) n x x = เมื่อ x แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม n แทน จำนวนคนทั้งหมด 1.2 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร (สมนึก ภัททิยธนี. 2551) 1 ( ) . . 2 − − = n x x S D เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน คะแนนของแต่ละคน n แทน จำนวนคนทั้งหมด แทน ผลรวม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 1. การทดสอบหาความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สูตร (สมนึก ภัททิยธนี. 2551) n R IOC = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับ เนื้อหา R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด


28 2. วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจต่อการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายโดยใช้เกณฑ์การประเมินค่า 5 ระดับ ตามวิธีของ Likert (1932) โดยเกณฑ์ในการ แปลความหมายเพื่อจัดระดับคะแนนเฉลี่ย ค่าความพึงพอใจกำหนดเป็นช่วงคะแนนดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง พึงพอใจน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 1. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ dependent Sample t-test (α = 0.01)


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิจัย ดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการสื่อสารข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของ สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลไว้ ดังนี้ n แทน จำนวนนักศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง ̅แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติใน t-distribution *p แทน มีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยได้เสนอ 2 ตอน ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ(Computer Assisted Instruction: CAI) ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense


30 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลัง เรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) ตาราง 1 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) การทดสอบ n ̅ S.D. t p ก่อนเรียน 10 8.80 2.74 -8.276 .00 หลังเรียน 10 14.90 .99 **p < 0.01 จากตาราง 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยก่อน เรียนคิดเป็น 8.80 คะแนน และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็น 14.90 คะแนน แสดง ว่าผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense ของผู้เรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


31 ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense ตาราง 2 ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense ข้อ รายการประเมิน ̅ S.D. ระดับความพึง พอใจ 1 บทเรียนมีความน่าสนใจ และดึงดูด 4.70 .48 มากที่สุด 2 การแบ่งหัวข้อของเนื้อหาชัดเจนไม่สับสน 5.00 .00 มากที่สุด 3 การนำเสนอเนื้อหาง่ายต่อการทำความเข้าใจ 4.00 .00 มาก 4 ปริมาณเนื้อหากำลังดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป 4.40 .52 มาก 5 ส่วนนำเข้าบทเรียนมีความเร้าใจและน่าสนใจ 5.00 .00 มากที่สุด 6 สีสันของบทเรียน และความสวยงามบทหน้าจอ 5.00 .00 มากที่สุด 7 ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย 4.70 .48 มากที่สุด 8 เสียงเพลงประกอบเหมาะสม 5.00 .00 มากที่สุด 9 วิดีทัศน์ถ่ายทอดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย และ น่าสนใจ 5.00 .00 มากที่สุด 10 แบบฝึกท้ายหน่วยน่าสนใจ และเลือกตอบง่าย 5.00 .00 มากที่สุด 11 ระยะเวลาในการศึกษาบทเรียน 4.80 .42 มากที่สุด 12 ท่านได้ความรู้เรื่อง Present Perfect เพิ่มขึ้น หลังจากศึกษาผ่านบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน 5.00 มากที่สุด รวม 4.80 .06 มากที่สุด จากตาราง 2 พบว่า ความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณา ข้อคำถามเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ข้อ 2 การแบ่งหัวข้อของ เนื้อหาชัดเจนไม่สับสน ข้อ 5 ส่วนนำเข้าบทเรียนมีความเร้าใจและน่าสนใจ ข้อ 6 สีสันของ


32 บทเรียน และความสวยงามบทหน้าจอ ข้อ 8 เสียงเพลงประกอบเหมาะสม ข้อ 9 วิดีทัศน์ ถ่ายทอดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย และน่าสนใจ ข้อ 10 แบบฝึกท้ายหน่วยน่าสนใจ และเลือกตอบ ง่าย และข้อ 12 ท่านได้ความรู้เรื่อง Present Perfect เพิ่มขึ้นหลังจากศึกษาผ่านบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.00 อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อ 11 ระยะเวลาในการศึกษาบทเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.80 อยู่ในระดับมากที่สุด และข้อ 1 บทเรียนมีความน่าสนใจ และดึงดูด และข้อ 7 ตัวอักษรชัดเจน อ่านง่าย มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.70 อยู่ในระดับมากที่สุด ข้อที่ได้คะแนนต่ำที่สุด คือ ข้อ 3 การนำเสนอเนื้อหาง่ายต่อการทำ ความเข้าใจ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 อยู่ในระดับมาก


บทที่ 5 บทสรุป การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล โดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ซึ่งสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผลการวิจัย 3. ข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยก่อนเรียนคิดเป็น 8.80 คะแนน และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็น 14.90 คะแนน แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้าน ไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense พบว่า ความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาข้อคำถามเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ข้อที่ 9 วิดีทัศน์ถ่ายทอดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย และน่าสนใจ (̅=5.00, S.D.= .00) รองลงมาคือ ข้อ 4 ปริมาณเนื้อหากำลังดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป (̅=4.67, S.D.=.58) และข้อ 8 เสียงเพลง ประกอบเหมาะสม (̅=4.67, S.D.=.58)


34 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล โดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) ผู้วิจัยได้นำผลการวิจัย มาอภิปราย ผลดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอ โพทะเล โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ(Computer Assisted Instruction: CAI) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยก่อนเรียนคิดเป็น 8.80 คะแนน และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนคิดเป็น 14.90 คะแนน แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้าน ไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 สอดคล้องกับงานวิจัยรภิพร, สรพล และสมโภชน์(2561) ที่ได้ศึกษาการใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนแตกต่างกัน p < .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 38.00 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 16.33 นักศึกษามี ระดับความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในระดับดีมาก โดยมี คะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 4.85 และ SD เท่ากับ 4.21 และ 9.85 ตามลำดับ 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้าน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Computer Assisted Instruction: CAI) เรื่อง Present Perfect Tense พบว่า ความพึงพอใจที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Present Perfect Tense ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. อำเภอโพทะเล มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาข้อคำถามเป็นรายข้อพบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ข้อที่ 9 วิดีทัศน์ถ่ายทอดได้ชัดเจน เข้าใจง่าย และน่าสนใจ (̅=5.00, S.D.= .00) รองลงมาคือ ข้อ 4 ปริมาณเนื้อหากำลังดี ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป (̅=4.67, S.D.=.58) และข้อ 8 เสียงเพลง ประกอบเหมาะสม (̅=4.67, S.D.=.58) สอดคล้องกับอภิรดี จีนคร้าม และคณะ (2559) ได้ ศึกษาการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะดานการฟัง-พูดใน การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของนักศึกษาระดับประถมศึกษาโรงเรียนชุมชน บ้านแม่ปุตำบลแม่ปุอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ผลวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษา มีคะแนนเฉลี่ยของการสัมภาษณ์หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 24.62 2) นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยบทเรียน


35 คอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาในระดับมาก ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษควรดำเนินการวิจัยในชั้นเรียนด้วยตนเอง เพื่อเข้าใจถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นและสามารถหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นได้ 2. ผู้สอนควรเข้าไปศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างและสร้างความคุ้นเคยด้วยการ เป็นผู้ช่วยสอนในชั้นเรียน หรือเข้าไปช่วยสอนกลุ่มตัวอย่าง ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. การวิจัยครั้งนี้มีข้อจำกัดด้านความสามารถในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนโดยของผู้จัดทำ ดังนั้นในการวิจัยครั้งต่อไปควรควรมีการพัฒนาความสามารถด้านการ พัฒนาสื่อให้มากขึ้น 2. ด้วยเหตุว่างานวิจัยครั้งนี้ใช้โปรแกรม PowerPoint ในการพัฒนาและผลิตบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ครั้งต่อไปควรลองพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยโปรแกรม อื่น ๆ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของบทเรียน 2. ควรเพิ่มจำนวนของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อประสิทธิภาพของงานวิจัย 3. ควรเพิ่มแผนการจัดการเรียนรู้ และจำนวนคำศัพท์ที่ใช้วิจัย เพื่อใช้ในการพัฒนา นักศึกษาให้มีประสิทธิภาพการเรียนรู้มากขึ้น


บรรณานุกรม


37 บรรณานุกรม กมลรัตน์หล้าสุวงษ์. (2541). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ศรีราชา. กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พุทธศักราช 2545. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่ง สินค้าและพัสดุภัณฑ์(ร.ส.พ.). กิตติธัช อิ่มวัฒนกุล. (2553). ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการด้าน โครงสร้างพื้นฐานของ องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอโนนไทย จังหวัด นครราชสีมา โครงงานหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร, มหาบัณฑิตสาขาวิศวกรรมโยธา, สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. ขนิษฐา ชานนท. (2532). เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับการเรียนการสอน.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. ครรชิต มาลัยวงศ์. (2532). การใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ช่วยในการสอน. กรุงเทพ : ไอ.ซี.ซี. อินเตอรชั่นแนลจํากัด (มหาชน). ชลวิภา เฟื่องกาญจน์. (2547). การใช้กิจกรรมแผนผังความคิดเพื่อเพิ่มพูนความสามารถ ทางภาษาอังกฤษและทักษะการคิดของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เชียงใหม่. ชวาล แพรัตกุล. (2524). เทคนิคการวัดผล. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : วัฒนาพาณิช. ชัยพร วิชชาวุธ . (2540). ความจำมนุษย์. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์. ณัฐวุฒิ กิจรุ่งเรือง. (2545). นักศึกษาเป็นสำคัญและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของ ผู้สอนมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์. ดวงกมล คำเอี่ยม. (2540). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนคำศัพท์ ภาษาอังกฤษสำหรับคนตาบอด. วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต. สาขา เทคโนโลยีทางการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา. ทักษิณา สวนานนท์. (2530). คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา. นิตยา ชุ่มจิตต์ และคณะ. (2550). การพัฒนาหนังสืออ่านประกอบสามิติ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชุด My holiday ที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. มหาวิทยาลัยพะเยา, พะเยา.


38 นิศากร แสงสว่าง. (2015). ผลการใช้สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ภาษาอังกฤษที่เน้นนิทาน คุณธรรมเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษและความตระหนักรู้ ด้านคุณธรรมสำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสกลวิทยา อำเภอ สามพราน จังหวัดนครปฐม. Veridian E-Journal, Silpakorn University (Humanities, Social Sciences and arts), 8(2), 788-803. น้ำผึ้ง มีนิล. (2545). ผลของการใช้เทคนิคผังกราฟฟิกในการเรียนการสอนวิชาโครงงาน วิทยาศาสตร์กับนักศึกษาภาพชีวิตที่มีต่อการใช้ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และความสามารถในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (การศึกษาวิทยาศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ถ่ายเอกสาร. บุปผชาติ ทัฬหิกรณ. (2544). E-Learning: เพื่อการเรียนรูที่เน้นนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง. ไอที ปริทัศน์. ปที่ 9 ฉบับที่ 5 (พฤษภาคม 2544) บุญสืบ พันธ์ดี. (2537). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาชีววิทยาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธทศ.ม. สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. ผดุง อารยวิญญู. (2527). ไมโครคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. พรพิไร ทองหยอด. (2538). การทดลองใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ให้ผลย้อนกลับเป็น ข้อความและเป็นรูปภาพในการสอนภาษาอังกฤษเทคนิค. วิทยานิพนธ์ค.ม. กรุงเทพฯ : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ. พรสวรรค์ สีป้อ. (2550). สุดยอดวิธีสอนภาษาอังกฤษ. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์. พัตรสุดา ขาวผ่อง. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยการเรียนรู้ แบบกำกับตนเองของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ศ.ม. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ไพรินทร์ พึ่งพงษ์. (2556). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและเขียนสะกดคำที่มีสระ ประสมของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ยุทธวิธีพหุปัญญาแผนผัง ความคิดและแบบฝึกเสริมทักษะ. มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ. ไพศาล หวังพานิช. (2543). การวัดและประเมินผลระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ทบวงมหาวิทยาลัย. ยืน ภู่วรวรรณ. (2537). อินเทอร์เน็ตสำหรับผู้เริ่มต้น. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น


39 เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2540). การวัดผลและการสร้างแบบสอบสัมฤทธิ์. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เยาวมาลย์ ไสยวรรณ. (2537). การพัฒนาชุดการเรียนด้วยตนเองเพื่อการพัฒนาทักษะ ทางคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 3. มหาวิทยาลัยศรีนคินทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ. รภิพร สุริยะรัตนพรหม,สรพล จิระสวัสดิ์และสมโภชน์พนาวาส. (2562). การใช้บทเรียน คอมพิวเตอร ช่วยสอนเพื่อพัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของ นักศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่6. วารสาร วิชาการ บัณฑิต วิทยาลัย สวนดุสิต, 15(1), 161-174. ระวิวรรณ ศรีคร้ามครัน. (2552). เทคนิคการสอน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. วชิราภรณ์ เยี่ยมแสง, สมปอง ศรีกัลยา, & อเนก ศิลปนิลมาลย์. (2556). การใช้ผังความคิด และวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านเพื่อความเข้าใจ ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขามแก่นนคร. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มนุษยศาสตร์ และ สังคมศาสตร์) (Rajabhat Maha Sarakham University Journal), 7(3), 237-250. วรรณวิมล จงจรวยสกุล. (2559). ภาวการณ์มีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัย ราชพฤกษ์ปีการศึกษา 2555-2556. Journal of Humanities and Social Sciences, Rajapruk University, 2(3), 51-60. วสันต์ อติศัพท์. (2530). คอมพิวเตอร์ช่วยสอน. ศึกษาศาสตร์, 3(8), 17-27. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2544). เอกสารประกอบการสอนวิชา การพัฒนาการเรียนการ สอน. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. (2545). เอกสารประกอบวิชา 05067030 พัฒนาการเรียนการ สอน. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมนึก ภัททิยธนี. (2560). การพัฒนาตัวชี้วัดและแนวทางส่งเสริมการพัฒนาตนให้รอบรู้ ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สุรินทร์ เขต 3. Journal of Educational Measurement Mahasarakham University, 23(1), 3- 10. สมบูรณ์ ตันยะ. (2545). การประเมินทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สุวีริยสาล์น.


40 สมหมาย เปียถนอม. (2551) ความพึงพอใจของนักศึกษาในการได้รับการบริการจาก มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม. นครปฐม : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์. 2542. มุ่งสู่นักศึกษาภาพอย่างมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: วัฒนาพานิช. สันทนา สุธาดารัตน์. (2531). ภาษาสาสตร์สำหรับครู (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค. สำลี รักสุทธี. (2544). เทคนิควิธีการจัดการเรียนการสอนและเขียนแผนการสอน โดยยึด นักศึกษาเป็นสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัฒนาศึกษา. สุกรี รอดโพธิ์ทอง. (2541). เอกสารประกอบการอบรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน. กรุงเทพฯ: ศูนยเทคโนโลยีการศึกษาคณะครุศาสตรจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. สุชญา พุ่มสวย. (2559). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนชลบุรี "สุขบท". Silpakorn University Journal, 9(3), 1040-1041. สุไร พงษ์ทองเจริญ. (2526). วิธีสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มเรียน. กรุงเทพฯ : ประมวล ศิลป์. อภิรดี จีนคร้าม และคณะ (2559). การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการฟัง-พูดในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคม อาเซียนของนักศึกษาระดับประถมศึกษาโรงเรียนชุมชน บ้านแม่ปุตำบลแม่ปุ อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง. Lampang Rajabhat University Journal, 5(1), 83-97. อรพันธุประสิทธิรัตน. (2530). คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : คราฟแมนเพรส. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2546). หลักการสอน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อาภาภรณ์ ใจเที่ยง. (2540) หลักการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. เอกรินทร์ สี่มหาศาล. (2545). กระบวนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา แนวคิดสู่ปฏิบัติ. กรุงเทพฯ: บุ๊คพอยท์.


41 Alessi, Stephen M., & Trollip, Stanley R. (1985). Computer-Based Instruction. Englewood, New Jersey : Prentice-Hall. Atkinson, R.C. and Shiffrin, R.M. (1997). The Psychology of Learning and motivator: Advances in Research and Theory. New York: Academic. Celce-Murcia, M., & Hilles, S. (1988). Techniques and Resources in Grammar Teaching. Dickins, P. M. R., & Woods, E. G. (1988). Some criteria for the development of communicative grammar tasks. Tesol quarterly, 22(4), 623-646. Ellis, R. (1997). SLA research and language teaching. Oxford University Press, 198 Madison Avenue, New York, NY 10016-4314. Flood, J., & Lapp, D. (1988). Conceptual mapping strategies for understanding information texts. The Reading Teacher, 41, 780-783. Folse, K. S. (2004). The underestimated importance of vocabulary in the foreign language classroom. CLEAR news,8(2), 1-6. Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book. Gronlund, N. E. (1993). How to make achievement tests and assessments. Allyn & Bacon. Lado, R. (1996). Language Leaning Teaching and Learning English. New York : McGraw - Hill. Marshall, G. (1997). Repositioning class: Social inequality in industrial societies. Sage. Otto, F. (2015). Computer-assisted instruction (CAI) in language teaching and learning. Annual review of applied linguistics, 1, 58-69. Prenis, John. (1977). Running Press Glossary of Computer Terms. Dissertation Abstracts International 49, 4 : 780-A. Splittgerber, Fred L. (1979). Computer-Based Instruction : A Revolution in the Making. Educational Technology 19, 1 : 20-26. Wallace, C. (2007). Vocabulary: The key to teaching English language learners to read. Reading Improvement, 44(4), 189-194.


Click to View FlipBook Version