The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสาร สห.ทบ. ฉบับที่ 24

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ห้องสมุด สห.ทบ., 2022-11-24 22:18:23

วารสาร สห.ทบ. ฉบับที่ 24

วารสาร สห.ทบ. ฉบับที่ 24

1 | หน้า

2 | หน้า

3 | หน้า

(อ่านตอ่ จากฉบับทีแ่ ล้ว) (สำเนา)

ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม
ว่าด้วยการกำหนดหน้าทขี่ องเจา้ หนา้ ทีแ่ ละสว่ นราชการ

ในกองทัพบก
พ.ศ. ๒๔๙๕

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหน้าที่บางตำแหน่งและส่วนราชการในกองทัพบกไว้ให้แน่นอน จึงตราข้อบังคับไว้
ดงั ตอ่ ไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการกำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และส่วนราชการใน
กองทพั บก พ.ศ. ๒๔๙๕

ข้อ ๒ ใหใ้ ช้ข้อบงั คับนี้ ต้ังแตว่ ันท่ี ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๕ เปน็ ตน้ ไป
ฯลฯ

ข้อ ๙ ฝ่ายธุระการมีหน้าที่เสนอความเห็นแก่ผู้บังคับบัญชา แนะนำเจ้าหน้าท่ีฝา่ ยเสนาธิการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายเท็คนคิ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษและหน่วยราชการอื่น ๆ ในกิจการฝ่ายธุรการ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาการการทำแผน ประมาณ
การและทำคำสง่ั ตลอดจนแนะนำกำกับการในสายงานของตน

ฯลฯ
(๒) กรมการสารวัตรทหารบก มีสารวัตรใหญ่ทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่กำกับการสารวัตร
กิจการเชลยศึก รักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยของทหาร การจราจร การอพยพของผู้หลบภัย ป้องกันและ
สอบสวนอาชญากรรมภายในกองทัพบก จับกุมผู้หลบหนีทัพและผู้ขาดหนีราชการ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่วางแผนและกำกับ
การในเรื่องการเกณฑ์การอบรมและการใชห้ นว่ ยปกครอง โดยฝ่ายทหาร กำกับการและควบคุมข่าวสารทเ่ี กีย่ วกับเชลยศกึ

ฯลฯ

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๔๙๕
(ลงช่อื ) จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม

4 | หน้า

เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ทางราชการ
(กระทรวงกลาโหม) ได้เล็งเห็นความสำคัญของกิจการ
สารวัตรทหาร จึงได้มคี ำสง่ั (ขอ้ บังคบั ฯ) ให้ตั้ง “กรมสารวตั ร
ทหารบก” ขึ้นมาใหม่ โดยมี พ.อ. ขุนชิตผดุงผล เปน็ สารวัตร
ใหญ่ทหารบก พ.อ. จงยุทธ ชูศรี เป็นรองสารวัตรใหญ่
ทหารบก ซึ่งภารกิจของทหารสารวัตรที่ระบุเพิ่มเติมมาให้
เห็นเด่นชดั ข้ึนคอื กิจการดำเนนิ การเกี่ยวกบั เชลยศึกการจบั กุมผหู้ นภี ยั หนรี าชการ
การรักษาความสงบเรียบร้อย และระเบียบวินัยทหารเหล่านี้เป็นต้น แสดงให้เห็น
ว่า ทหารสารวัตรเขา้ ไปมบี ทบาทในเรื่องการดำเนินการด้านการยุทธในการดำเนนิ
กรรมวิธีต่อเชลยศึก และผู้ลี้ภัยสงครามต่าง ๆ (การปฎิบัติงานในพื้นที่การรบ)
กรมสารวัตรทหารบก ไดม้ กี ารปรบั ปรงุ หนว่ ยโดยมีการแบ่งส่วนราชการออกเปน็ ๔ ส่วนคอื
๑. แผนกกลาง
๒. กองการปกครอง
๓. กองการเชลยศึก
๔. โรงเรยี นสารวตั รทหารบก

กรมสารวัตรทหารบก

แผนกกลาง กองการปกครอง กองการเชลยศึก โรงเรยี นสารวตั รทหารบก
ปกครอง

ส่วนสถานที่ทำงานของกรมสารวัตรทหารบก
ยังคงอยู่ ณ กองสารวัตรในมณฑลทหารบกที่ ๑ (ต่อมา
เปลี่ยนเปน็ กองพนั ทหารสารวตั รท่ี ๑ ) ณ สวนมสิ กวัน ซงึ่ เป็นท่ี
ทำการเพียงชั่วคราว และในเวลาต่อมา กรมสารวัตรทหารบก ก็
ได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ ณ เชิงสะพานกรุงธนฝั่งพระนคร เมื่อวันที่
๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๖

5 | หน้า

(สำเนา)
ข้อบงั คบั กระทรวงกลาโหม
วา่ ดว้ ยการกำหนดหนา้ ทขี่ องเจา้ หน้าทีแ่ ละสว่ นราชการ

ในกองทัพบก
พ.ศ. ๒๔๙๕

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหน้าที่บางตำแหน่งและส่วนราชการในกองทัพบกไว้ให้แน่นอน จึงตราข้อบังคับ
ไว้ดังตอ่ ไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการกำหนดหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และส่วน
ราชการในกองทัพบก พ.ศ. ๒๔๙๕

ขอ้ ๒ ใหใ้ ช้ขอ้ บงั คบั น้ี ต้ังแต่วนั ท่ี ๖ สงิ หาคม พ.ศ.๒๔๙๕ เปน็ ตน้ ไป
ฯลฯ

ข้อ ๙ ฝ่ายธุระการมีหน้าที่เสนอความเห็นแก่ผู้บังคับบัญชา แนะนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ เจ้าหน้าที่ฝ่าย
เท็คนิค เจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษและหน่วยราชการอื่น ๆ ในกิจการฝ่ายธุรการ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาการการทำ
แผน ประมาณการและทำคำสั่งตลอดจนแนะนำกำกับการในสายงานของตน

ฯลฯ
(๒) กรมการสารวัตรทหารบก มีสารวัตรใหญ่ทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่กำกับการ
สารวัตร กิจการเชลยศึก รักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยของทหาร การจราจร การอพยพของผู้หลบภัย
ป้องกันและสอบสวนอาชญากรรมภายในกองทัพบก จับกุมผู้หลบหนีทัพและผู้ขาดหนีราชการ นอกจากนี้ยังมีหน้าท่ี
วางแผนและกำกับการในเรื่องการเกณฑ์การอบรมและการใช้หน่วยปกครอง โดยฝ่ายทหาร กำกับการและควบคุม
ข่าวสารทเ่ี กยี่ วกบั เชลยศกึ

ฯลฯ

ประกาศ ณ วนั ที่ ๒๔ พฤศจกิ ายน ๒๔๙๕
(ลงช่ือ) จอมพล ป. พบิ ูลสงคราม
รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม

เป็นข้อบังคับ ที่ให้มีกรมสารวัตรทหารบก โดยมีสารวัตรใหญ่ทหารบกเปน็ ผู้บังคับบัญชาเป็นการร้ือ
ฟื้นสถานภาพของกรมสารวัตรทหารบก (ช่วงนั้นเป็นกองสารวัตรทหารบกที่ ๑) ขึ้นมาใหม่หลังจากได้มีการยุบ กรม
สารวัตรทหารบกไป ซึ่งในสมัยนั้นก็ยังคงเป็น จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงกลาโหมอยู่

6 | หน้า

(สำเนา)

ระเบยี บกองทพั บก
วา่ ด้วยการกำหนดหนา้ ท่ขี องส่วนราชการในกองทพั บก

พ.ศ. ๒๔๙๖

ข้อ ๑ ระเบยี บนี้ใหเ้ รยี กวา่ “ระเบยี บกองทัพบกว่าดว้ ยการกำหนดหน้าท่ีของสว่ นราชการในกองทพั บก พ.ศ.
๒๔๙๖

ข้อ ๒ ระเบยี บนใี้ ห้ใช้ต้ังแต่วันที่ ๖ สงิ หาคม ๒๔๙๖ เป็นตน้ ไป
ข้อ ๓ หน้าที่ของส่วนราชการใดที่มิได้ระบุไว้ในระเบียบนี้ ให้ถือปฏิบัติตามข้อบังคับกระทรวงกลาโห ม ว่า
ดว้ ยการกำหนดหน้าท่แี ละสว่ นราชการในกองทัพบก พ.ศ.๒๔๙๕
ข้อ ๑๐ กรมการสารวัตรทหารบกมีสารวัตรใหญ่ทหารบกเป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่กำกับการสารวัตร
กจิ การเชลยศึก รกั ษาความสงบเรยี บร้อยและระเบียบวินยั ของทหารการจราจร การอพยพของผู้หลบภัย ป้องกันและ
สอบสวนอาชญากรรมภายในกองทัพบก จับกุมผู้หนีทัพและผู้ขาดหนีราชการ นอกจากนั้นยังมีหน้าที่วางแผนและ
กำกับการในเรื่องการเกณฑ์ การอบรม และการใช้หน่วยปกครองโดยฝ่ายทหาร กำกับการและควบคุมข่าวสารที่
เกี่ยวกบั เชลยศกึ
กรมการสารวัตรทหารบกแบง่ สว่ นราชการออกเปน็
ก. แผนกกลางฯ มีหน้าท่ีในทางธรุ การ การพลาธิการ การยานพาหนะ การสวสั ดิการ และการเงนิ ของกรม
ข. กองการปกครอง มีหน้าที่ในการวางแผนการจัดหน่วยสารวัตรทหาร การวางแผนหลักสูตรและหลักฐาน
ในการฝึกสารวัตรทหาร วางแผนนโยบายและกำกับดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยของทหาร การ
จับกุมผู้หนีทัพและขาดหนีราชการ การจราจรในเขตทหาร อำนวยการกำกับการและดำเนินการป้องกันและสอบสวน
อาชญากรรมภายในกองทพั บก
ค. กองการเชลยศึกและผู้หลบภัย วางแผนนโยบายกำกับดูแลและประสานแผนการควบคุมเชลยศึก การ
อพยพผู้หลบภัยและการควบคุมข่าวสารที่เกี่ยวกับเชลยศึก วางแผนและกำกับการในเรื่องการเกณฑ์การอบรม และ
การใช้หนว่ ยปกครองโดยฝา่ ยทหาร
ง. โรงเรยี นสารวัตรทหารบก มหี นา้ ท่ีอำนวยการศึกษาวทิ ยาการสารวตั รทหาร
ข้อ ๒๙ ใหส้ ่วนราชการต่าง ๆ ท่ีข้นึ ตรงกองทัพบกมีอำนาจออกระเบียบปลกี ย่อยเพ่ือปฏบิ ัตติ ามระเบียบน้ีได้

ประกาศ ณ วันท่ี ๑๗ มนี าคม พ.ศ.๒๔๙๖
(ลงชือ่ ) พล.อ. ผ. ชณุ หะวณั
ผบ.ทบ.

7 | หน้า

เป็นระเบียบกองทัพบกที่กำหนดให้กรมสารวตั รทหารบก(หน่วยข้ึนตรง)
ได้แบ่งส่วนราชการ(หน่วยขึ้นตรง)ออกเป็น ๔ ส่วน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นซึ่งผู้บัญชาการ
ทหารบกในขณะนน้ั คอื พล.อ. ผนิ ชณุ หะวณั

ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้ พ.อ. ขุน
ชิตผดุงพล สารวัตรใหญ่ทหารบก ไปเป็น รอง ผบ.พล.๒.และรอง
ผบ.มทบ.๒ และย้าย พ.อ. สวัสดิ์ สวัสดิรณภักดิ์ สารวัตรตรวจการ
ภาค ๑ มาเป็นสารวัตรใหญ่ทหารบกตามคำส่ัง ๖๒/๔๙๗๗ ลง ๒๗
มี.ค. ๙๗ (ตำแหน่ง สารวตั รตรวจการภาค ๑ ยังไมเ่ ปน็ ท่ีระบุแน่ชัดว่า
เป็นตำแหน่งอะไร) และในปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๘ ก็มีการโยกย้าย
ตำแหน่งที่สำคัญของกรมสารวัตรทหารบก คือย้าย พ.อ. จงยุทธ ชูศรี
รองสารวัตรใหญ่ทหารบกไปประจำกรมจเรทหารบก และย้าย พล.จ.
ประชุม สุวรรณกร จาก รอง จก.สพ.ทบ. มาเป็น รองสารวัตรใหญ่
ทหารบก ตามคำสง่ั กห ท่ี ๓๐๐/๓๕๒๖๔ ลง ๖ ธ.ค. ๒๔๙๘

ตึกหลวงไกรฤกษ์ ถ.ราชวถิ ี

8 | หน้า

(สำเนา)
คำส่งั กระทรวงกลาโหม

(เฉพาะ)
ที่ ๖๒/๑๖๕๗๘๐

เร่อื งแก้ อตั รากองทพั บก ๙๑ (ครง้ั ที่ ๘๘)

ใหแ้ ก้ขอ้ บงั คับทหารว่าด้วยการจัดและกำหนดกำลังเจ้าหนา้ ท่กี องทัพบกในเวลาปกติ ๙๑ ดงั ต่อไปน้ีคอื

๑. ให้ยกเลิกอัตรา “กรมสารวัตรทหารบก” แล้วใช้อัตรา “กรมการสารวัตรทหารบก” ที่แนบมากับคำสั่ง
ฉบบั นแ้ี ทน

๒. ให้เพิ่มอตั รา “กองบงั คับการสารวัตรภาคทหารบกที่ ๑ – ๒ – ๓” ทแ่ี นบมากับคำสงั่ ฉบบั น้ี
๓. ให้ยกเลิกอัตรา “กองสารวัตรมณฑลทหารบกที่ ๑” แล้วใช้อัตรา “กองสารวัตรมลฑลทหารบกที่ ๑” ท่ี
แนบมากบั คำสงั่ ฉบบั นแี้ ทน
๔. ให้ยกเลิกอัตรา “หมวดสารวัตรมณฑลทหารบกที่ ๒ – ๔ – ๕ – ๖ – ๗” อัตรา “กองสารวัตรมณฑล
ทหารบกท่ี ๓” และอตั รา “หมวดสารวัตรจังหวดั ทหารบก” แล้วใช้อัตรา “สารวัตรมณฑลทหารบกที่ ๒ – ๓ – ๔ – ๕
- ๖ – ๗ ” และอตั รา “สารวตั รจังหวดั ทหารบก” ทแี่ นบมากบั คำสั่งฉบับนี้แทน
ทั้งนต้ี ัง้ แต่บัดนีเ้ ปน็ ตน้ ไป

สงั่ ณ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๙๘

(ลงชอ่ื ) จอมพล ป. พิบูลสงคราม
รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหม

เปน็ การแก้อัตราของ กรมสารวัตรทหารบก เสยี ใหม่ รายละเอียดในเน้ือหาการแก้
อัตรานั้นไม่ระบุไว้อย่างชัดเจน แต่ที่น่าสนใจตรงที่ให้เพิ่มอัตรา “กองบังคับการสารวัตร
ภาคทหารบกที่ ๑, ๒ และ๓” นั้นคือหน่วยใดในปัจจุบัน ไม่เป็นที่แน่ชัด ส่วนกองสารวัตร
มณฑลทหารบกที่ ๑ นั้นปัจจุบันคือ “กองพันทหารสารวัตรท่ี๑๑” นั้นเอง คำส่ัง
กระทรวงกลาโหม ฉบับนี้ก็ยังคงอยู่ในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่ง
รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรีอยเู่ ชน่ เดิม

9 | หน้า

(สำเนา)
เลม่ ที่ ๗๓ ราชกจิ จานเุ บกษา ๑๒ มถิ ุนายน ๒๔๙๙

(เปลี่ยนชอ่ื กรมการสารวัตรทหารบก)
พระราชกฤษฎกี า

จัดวางระเบียบราชการกองทพั บก ในกระทรวงกลาโหม
พ.ศ.๒๔๙๙

ภมู พิ ลอดุลยเดช ปร.
ให้ไว้ ณ วันท่ี ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๙

เปน็ ปที ี่ ๑๑ ในรชั กาลปัจจบุ ัน
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศวา่ โดยท่ี
เป็นการสมควรจดั วางระเบียบราชการกองทัพบกในกระทรวงกลาโหมเสยี ใหม่ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙๕
ของรฐั ธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ พุทธศักราช ๒๔๙๔ กับมาตรา ๑๕ และ
มาตรา ๒๕ แห่งพระราชบญั ญัติจัดระเบยี บป้องกนั อาณาจักร พ.ศ. ๒๔๙๑ จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหต้ ราพระ
ราชกฤษฎกี าน้ีข้นึ ไว้ ดงั ต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรยี กว่า “พระราชกฤษฎกี าจัดวางระเบยี บราชการกองทัพบกใน
กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๔๙๙
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎกี านี้ใหใ้ ช้บังคับต้ังแต่ วันท่ี ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๙ เป็นตน้ ไป
มาตรา ๓ ใหย้ กเลกิ พระราชกฤษฎีกาจดั วางระเบียบราชการกองทพั บก ในกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๔๙๘
มาตรา ๔ หน้าที่ราชการในกองทัพ แยกเป็น ๓ สว่ น

ฯลฯ
(ข) กรมการสารวตั รทหารบก

ฯลฯ
มาตรา ๘ ให้รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎกี านี้
ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม
นายกรฐั มนตรี

10 | หน้า

เป็นพระราชฤกษฎีกาในสมัยของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙
ที่ให้ “กรมสารวัตรทหารบก เปลี่ยนชื่อไปเป็น กรมการสารวัตรทหารบก” ณ วันที่ ๓๑
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี ก็เป็นที่มาของชื่อ “กรมการสารวัตรทหารบก”
มาจวบจนทุกวันนี้ ด้วยความบังเอิญ ได้ไปอ่านในบทความของ
พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านได้เขียน
ไว้ในชื่อเรื่อง ภาพเก่าเล่าตำนาน ทหารสารวัตร ตำรวจตระเวน
ชายแดน ในบทความของท่านมีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเมื่อเปิดอ่าน
(อ่านทาง web side) คือพบรูปภาพเก่า ๆ (ประมาณ ๗๐ ปี) ซึ่งบรรยายไว้ว่าเป็น
หนังสือเก่าๆ มีอายุราว ๗๐ ปี เปื่อย กรอบ แทบจะขยับไม่ได้ หนา ๗๐ หน้า หน้าปก
เป็นรูปปืนพกไขว้ ลอดใต้วงจักร ซึ่งเป็นเครื่องหมายเหล่าทหารสารวัตร (ในปัจจุบัน) มี
ตัวหนังสอื เปน็ ภาษาองั กฤษทัง้ หมด ซง่ึ ต่อมาพสิ จู น์ไดว้ ่าเปน็ รายงานของนายทหารสหรฐั คือ พันตรี เลค (Maj Richard
Lake) ที่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัย
คุกคามจาก “คอมมิวนิสต์” ในรายงานฉบับนี้ได้เผยให้เห็นภารกิจของ “กระทรวงกลาโหม
สหรัฐ” ในเวลานั้นต้องการที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการแพร่ขยายของ “คอมมิวนิสต์”
โดยพยายามผลักดันให้กองทัพบกไทย ปรับปรุงขีดความสามารถ “หน่วยทหารสารวัตร” พอ
อา่ นถึงตรงนี้ ก็ไมเ่ ข้าใจว่าทำไมถึงต้องสนับสนุนหนว่ ยทหารสารวัตร ในรายงานบันทึกว่าการ
ที่จะเข้าพบผู้ใหญ่ของไทยในสมัยนั้น ซึ่งตรงกับสมัยของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้
บัญชาการทหารบก (สมัยของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ) ก็ต้องทำการติดต่อหรือตี
สนิทกับคนสนทิ ของทา่ น “คนโปรด” กจ็ ะสามารถทำงานหรอื เข้าพบไดส้ ะดวก (การประสานงาน
สะดวก) ในรายงานฉบบั นี้ยงั บอกอีกวา่ ในสมัยนัน้ กองทัพเองกไ็ ม่มีเสถยี รภาพเท่าทีค่ วร เพราะนายทหารระดับสูงของ
ไทยในสมัยนั้นต่างมีความหวาดระแวง “ทหารสารวัตร”ว่าจะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพราะสหรัฐอเมริกาเอง
ต้องการสนับสนุนให้หน่วยทหารสารวัตรมีขีดความสามารถมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนั้น และในเวลานั้นสถานการณ์
ของบ้านเมืองของไทยคุกรุ่นไปด้วยข่าวการทำ “รัฐประหาร” อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้กรมฝ่าย
เสนาธิการ จะต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น แม้แต่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ภายใน
กองทัพก็เช่นกัน เพราะการปรบั ปรุงหน่วย “ทหารสารวตั ร” มีเรื่องการเมืองแอบแฝง อยู่ด้วย
ซ่ึงในเวลาเดียวกันน้ัน สหรัฐก็เขา้ มาสร้าง “หน่วยตำรวจตระเวนชายแดน” ในยคุ สมยั ของ พล
ตำรวจเอก เผา่ ศรียานนท์ ด้วย (โดยนาย บิล แลร์ (Bill lair) เป็นหนว่ ยข่าวกรอง ซไี อเอ (CIA)
ของสหรัฐ) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ เช่นเดียวกับ ทหารสารวัตร
เอกสารฉบับนีบ้ นั ทกึ ชว่ งการปฏิบัติภารกจิ ของคณะทำงาน (สหรฐั ) ในห้วงสงิ หาคม ๒๔๙๗ ถงึ
กรกฎาคม ๒๔๙๙ ผู้แทน ทบ.สหรัฐ พยายามผลักดันการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยทหารสารวัตร แต่ผู้ใหญ่
ภายในกองทพั (ทบ.ไทย) ยงั เชือ่ วา่ ภารกิจที่ ทบ.สหรฐั เสนอมานัน้ เปน็ ภารกิจของตำรวจ จึงทำใหก้ ารทำงาน

11 | หน้า

ทบ.สหรฐั ค่อนข้างจะติดขดั คณะทำงานของ ทบ.สหรัฐ จงึ หาช่องทางทจ่ี ะทำทกุ วิถที างเพ่ือให้
เร่ืองทเี่ สนอได้ถงึ มือของ ผบ.ทบ. ในขณะนนั้ ไดเ้ รว็ และราบรนื่ มากทีส่ ดุ กต็ ้องผา่ นผู้ใกล้ชิด หรือ
นายทหารคนสนิท ก็คือ พันโท ศักดิ์ พิสิทธ์พงษ์ (Lt.Col Sakdhi Pisitpongse) ผู้บังคับกองพัน

ทหารสารวัตรที่ ๑ ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้า รปภ. ให้กับ ผบ.
ทบ. จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และครอบครัว ในขณะนั้น
ในบันทึกได้ระบุไว้ว่าเจ้ากรมการสารวัตรในเวลานั้นคือ
พลจัตวา สวัสดิ์ สวัสดิ์รณภักดิ์ และมี พันเอกสมบูรณ์ วิจิ
ตรานุช เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนทหารสารวัตร พันโท ชู
เกียรติ สุรพิบูลย์ เป็นนายทหารยุทธการของโรงเรียน
สหรัฐสนับสนุนโดยการให้นายทหารไทยของเราเข้ารับ
การศึกษา ณ ฟอร์ต กอร์ดอน (Ft.Gordon) รัฐ จอร์เจีย
จำนวน ๑๐ นาย ซึ่งเป็นที่มาภายหลังที่ สหรัฐ ให้ทุนการ
ไปศึกษา ของกำลังพลเหล่าทหารสารวัตรอีกในหลาย ๆ ท่าน
ต่อมา ในรายงานยงั บันทึกไวว้ ่า กองทพั บกไทยในเวลานั้นมี ๒๑ หนว่ ย โดยมีทหารสารวตั รกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ
ขึ้นกับมณฑลทหารบก ภายใต้การบังคับบัญชาของ “แม่ทัพภาค” และที่สำคัญกำลังพลที่เป็นทหารสารวัตรสว่ นใหญ่
ถกู ปรับโอนมาจากทหารหน่วยอนื่ จึงไมม่ พี ้ืนฐาน ความรู้ในวิชาทหารสารวตั ร คณะทำงานของสหรฐั จงึ ร่วมทำงานกับ
โรงเรียนทหารสารวัตร จัดหลักสูตรชัน้ นายร้อยเหล่า สห. เปิดเรียนใน มีนาคม ๒๔๙๙ มีนายทหารท่ีสำเร็จการศึกษา
๔๖ นาย ปิดหลักสตู รเมื่อ ๔ มิถุนายน ๒๔๙๙ และสหรัฐยังเปิดหลกั สตู รการสอบสวนให้ทั้งสารวตั รทหารและตำรวจ
ในเวลาต่อมาอกี ดว้ ย เหล่านีค้ ือบันทึกทีถ่ ูกถา่ ยทอดโดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ซึ่งราย
งายฉบับนี้มีนาย พอล แซมเบอร์ส (Paul Chambers) ชาวอเมริกัน ปัจจุบันเป็น
อาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ อยู่ที่มหาลัยนเรศวร เป็นเจ้าของรายงาน
ฉบับนี้ ซึ่งท่านได้สั่งซื้อมาในราคา ๓๐๐ เหรียญสหรัฐ ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ที่รวบรวม
เอกสารเก่า ภาพเก่าจากทว่ั โลก
จากภาพหน้าปกรายงานทำให้ทราบข้อมูลมาอีกอย่างหนึ่งของเหล่า
ทหารสารวัตรคือ สัญญาลักษณ์ “ปืนพกไขว้” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงนั้นน่าจะมี
ระเบียบหรอื ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมหรือการแต่งเครื่องแบบ ของสารวัตรทหารแล้ว
และได้กำหนดสัญลักษณ์ประจำ (เหล่า) ของทหารสารวัตรแล้ว แต่ไม่ทราบชัดเจนว่า
กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ (รายงานปี พ.ศ. ๒๔๗๙ - พ.ศ.๒๔๙๙) และไม่ได้ระบุไว้ว่าปืนพกไขว้ทำจากอะไร แต่คงพอ
สันนิษฐานได้ว่าทำจากโลหะ (เลียนแบบต่างชาติ) จะสีทองหรือสีเงิน ก็ไม่สามารถบอกได้ แต่วงจักรเริ่มแรกที่ติดกับ
ปลอกแขนผ้าสักหลาดสีแดงนั้นเป็นสีเงิน เปลี่ยนมาเป็นสีทอง ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นอักษรสีขาว สห. (คงเลียนแบบ
สหรัฐที่ใช้ MP) คาดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงสหรัฐ ฯ เข้ามามีบทบาทในการจัดทำหลักสูตร หรือให้ทุน
นายทหารสารวตั รของไทยได้ไปศึกษาท่สี หรฐั อเมริกา

(อ่านต่อฉบับหน้า)

12 | หน้า

ความผดิ ยอมความไม่ได้ หรอื อาญาแผ่นดิน และ ความผดิ ท่ยี อมความได้

หรือความผิดต่อสว่ นตวั มีความแตกต่างกนั อยา่ งไร

คือ คดีที่เกี่ยวกับความผิดและโทษซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่น

เช่น พระราชบัญญตั ิต่าง ๆ ซงึ่ มโี ทษในทางอาญา โทษทางอาญา มี 5 สถาน ได้แก่ ประหารชวี ิต จำคกุ กกั ขัง
ปรับ และ รบิ ทรัพยส์ ิน

คดีอาญาจะถูกแบ่งออกเป็น ความผิดยอมความไม่ได้หรืออาญาแผ่นดิน และ

ความผิดที่ยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว คุณคงนึกภาพออกแล้วแต่เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น เรามาดู
ความหมายเพิม่ เตมิ กนั

ความผิดอาญาแผน่ ดนิ ผู้ถกู กระทำได้รับผลกระทบโดยตรงและมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมแปลว่าสังคม

ก็เสียหายไปดว้ ย ทำให้รัฐต้องดำเนินคดี ยอมความกันไม่ได้ แม้ไม่มีการแจ้งความตำรวจก็สามารถเข้ามาดำเนนิ คดี
ได้ และอัยการส่ังฟ้องได้โดยไมม่ ตี ้องมผี เู้ สยี หายร้องทุกข์ เช่น

ความผดิ ฐานฆ่าคนตาย ชิงทรพั ย์

ปลน้ ทรัพย์ ประมาทเป็นเหตใุ หผ้ ู้อื่นถึงแก่ความตาย

บกุ รุกในเวลากลางคืนหรือมีอาวุธติดตัวมาขเู่ ข็ญ ฉ้อโกงประชาชน

ลกั ทรัพย์ เป็นต้น

ความผิดต่อสว่ นตวั ผ้ถู กู กระทำไดร้ บั ผลกระทบโดยตรงแต่ไม่มผี ลกับสังคมโดยรวมทำให้ถ้าจะเอาเรื่องต้อง

แจง้ ความดำเนนิ คดีเอง หรอื ฟอ้ งศาลเพ่ือดำเนนิ คดีเอง เพราะคนอื่นจะทำแทนไม่ได้ ตำรวจจะเขา้ ไปดำเนินคดีเลย
ไม่ได้ เปน็ ความผิดทย่ี อมความกันได้ พอยอมความแล้วการดำเนนิ คดีกจ็ ะส้นิ สดุ ลง เชน่

หม่นิ ประมาท ทำให้เสียทรพั ย์
ฉ้อโกง ยกั ยอกทรพั ย์ เป็นตน้

13 | หน้า

อายคุ วามของคดีอาญามีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ระหว่างคดอี นั ยอมความไดแ้ ละคดีอนั ยอมความไมไ่ ด้

 คดีที่ยอมความได้ต้องแจ้งความดำเนินคดีภายใน 3 เดือน หรือฟ้องศาลภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่อง

ความผิดและรู้ตัวคนทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 “ภายใต้บงั คบั มาตรา 95 ในกรณคี วามผิดอันยอม
ความได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกขภ์ ายในสามเดือน นับแต่วนั ที่รูเ้ รือ่ งความผิดและรูต้ วั ผู้กระทำความผิด เป็นอันขาด
อายคุ วาม”

 กำหนดอายุความความผิดอันยอมความไม่ได้ และความผิดยอมอันความได้ที่เคยแจ้งความมาแล้ว หรือยังไม่รู้

เรอ่ื งวา่ มีการทำผดิ ยงั ไมร่ ตู้ ัวคนผดิ ไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95

( 1 ) 20 ปี สำหรับความผดิ ตอ้ งระวางโทษประหารชีวติ จำคกุ ตลอดชวี ติ หรือจำคุก 20 ปี
( 2 ) 15 ปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไมถ่ ึง 20 ปี
( 3 ) 10 ปี สำหรบั ความผดิ ตอ้ งระวางโทษจำคกุ กว่า 1 ปี ถึง 7 ปี
( 4 ) 5 ปี สำหรับความผดิ ต้องระวางโทษจำคุกกวา่ 1 เดือน ถึง 1 ปี
( 5 ) 1 ปี สำหรบั ความผิดต้องระวางโทษจำคกุ ตงั้ แต่ 1 เดือนลงมาหรือตอ้ งระวางโทษอยา่ งอืน่
ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงด
การพจิ ารณาไวจ้ นเกินกำหนดดังกล่าวแลว้ นับแตว่ ันที่หลบหนีหรอื วันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา กใ็ หถ้ ือว่าเป็นอันขาด
อายคุ วามเช่นเดยี วกัน

...........................

14 | หน้า

candidates

attaches

requirement I wish you
good luck

Vocabulary

15 | หน้า

Grammar

Subject + wish + somebody + something

16 | หน้า

17 | หน้า

18 | หน้า

19 | หน้า

20 | หน้า

การประชุม APEC 2022

ฉบับนี้ขอนำเรื่องที่สำคัญระดับโลกที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ การประชุม เอเปค 2022

เป็นการประชุมโดยมีสุดยอดผู้นำของประเทศต่าง ๆ มาเขา้ ร่วม ระหวา่ งวนั ท่ี 18 – 19 พฤศจกิ ายน 2565 ให้
พอเปน็ ความรูเ้ บื้องตน้ ครบั

เอเปค หรือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
คือเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2532

โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าการลงทุน รวมถึงความร่วมมือในด้านมิติสังคมและการ
พัฒนาด้านอื่น ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเกษตร การส่งเสริมบทบาทสตรีในเศรษฐกิจ การลดความเสี่ยง
จากภัยพิบัติ และการพัฒนาด้านสาธารณสขุ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลมุ
ยงั่ ยืน และความมั่งค่ังของประชาชนในภูมิภาค

ปัจจบุ นั เอเปคมีสมาชกิ จำนวน 21 เขตเศรษฐกจิ ประกอบด้วยมหาอำนาจทางเศรษฐกจิ ของโลก เชน่
สหรัฐอเมรกิ า จนี ญปี่ ุน่ แคนาดา เกาหลีใต้ และรสั เซีย โดยไทยเปน็ หนงึ่ ใน 12 เขตเศรษฐกิจผู้รว่ มก่อต้ัง ทั้งน้ี
เอเปคมีประชากรรวมกว่า 2,900 ลา้ นคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของโลก มีผลติ ภณั ฑม์ วลรวม (GDP) รวมกัน
กว่า 53 ล้านลา้ นดอลลารส์ หรัฐ หรอื ประมาณ 1,700 ล้านล้านบาท เกินครึ่งของ GDP โลกและมีมูลค่าการค้า
รวมกนั เกือบคร่งึ หน่งึ ของการค้าโลก
กลไกการทำงานของเอเปคแบ่งการดำเนินงานออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้

 ระดบั นโยบาย
1.1 การประชมุ ผ้นู ำเขตเศรษฐกจิ เอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting หรอื AELM)
1.2 การประชมุ รัฐมนตรเี อเปค (APEC Ministerial Meeting หรอื AMM)
1.3 การประชมุ รัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting หรือMRT)
1.4 การประชุมรัฐมนตรคี ลงั เอเปค (APEC Finance Ministerial Meeting หรอื FMM)
1.5 การประชมุ รฐั มนตรสี าขาตา่ ง ๆ (Sectoral Ministerial Meetings)

21 | หน้า

 ระดับปฏบิ ัติ
การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting หรือ SOM) ซึ่งกำกับดูแลผลการประชุม
ของคณะกรรมการหลัก 4 เสาคือ (1) คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade
and Investment หรอื CTI) (2) คณะกรรมการด้านงบประมาณและการบริหาร (Budget and Management
Committee หรือ BMC) (3) คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (Economic Committee หรือ EC) และ (4)
คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Steering Committee on Economic and
Technical Cooperation หรอื SCE) และมีการประชุมระดับคณะทำงานอีกจำนวนมากภายใต้คณะกรรมการ
ทงั้ ส่ี
 สภาท่ีปรึกษาทางธุรกจิ เอเปค (APEC Business Advisory Council หรอื ABAC) ท้งั น้ี สามารถ
ศึกษารายละเอียดเพิม่ เติมได้ที่คู่มือเอเปคหวั ข้อหลัก (Theme) และประเด็นสำคญั (Priorities) ที่ไทยผลักดนั
ในการเป็นเจา้ ภาพเอเปค

เอเปค และ ไทย

ประโยชนข์ องไทยในการเป็ นเจา้ ภาพเอเปค

การเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะส่งเสริมนโยบายและทิ ศทางการ
พัฒนาทีจ่ ะเปน็ ประโยชนต์ ่อทั้งไทยและภูมิภาคเอเชยี แปซิฟิกในหลายมติ ิ โดยไทยจะไดป้ ระโยชน์จากการฟื้นฟู
เศรษฐกิจในยุคหลังโควดิ -19 ให้เติบโตอย่างย่ังยืน ได้ยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจให้เป็นสากล เสริมสร้าง
ความสามารถในการแข่งขันให้กับภาครัฐและภาคเอกชนผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากเขต
เศรษฐกิจอื่น ๆ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพการประชุมของไทยท่ามกลาง
บรรยากาศการฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
โดยเฉพาะภาคการเดินทางและท่องเที่ยว เป็นการฟื้นฟูการเดินทางและทำธุรกิจแบบพบหน้า และยังเป็น
โอกาสให้ไทยได้แสดงความพร้อมว่าไทยสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับสถานการณ์โควิดได้โดยยังสามารถ
ขับเคล่อื นเศรษฐกจิ ไปได้พร้อมกนั

ประเด็นที่ไทยมุ่งผลักดันให้เป็นรูปธรรมและเป็นผลลัพธ์ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ ได้แก่
(1) การส่งเสริมการค้าการลงทุนเสรีและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเอเปค
ผ่านการขับเคลื่อนการเจรจาเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of Asia-Pacific: FTAAP) ใน
บริบทของการเจริญเติบโตหลังโควิด-19 ที่จะต้องยั่งยืนและสมดุล และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน (2)
ส่งเสริมการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย ผ่านการจัดตั้งกลไก APEC Safe Passage Taskforce เพื่อหารือ
แนวทางที่ส่งเสริมการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย อาทิ การอำนวยความสะดวกอาชีพสำคัญ เช่น ลูกเรือ
การส่งเสริมการใช้ Public Key Infrastructure ในการแชร์ข้อมูลด้านสุขภาพในภูมิภาค และการขยาย
คุณสมบัติของบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card: ABTC) ให้ครอบคลุมผู้

22 | หน้า

คุณสมบัติของบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card: ABTC) ให้ครอบคลุมผู้
เดินทางกว้างข้ึน และ (3) การส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุมในเอเปค ด้วยการจัดทำเอกสาร
ผลลัพธ์ระดับผู้นำเพื่อเร่งการพัฒนาตามแผนงานของเอเปคไปสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ยั่งยืน
ครอบคลมุ และสมดลุ ในยุคหลัง โควิด-19 ตามแนวคดิ BCG Economy

สาขาความรว่ มมือทไี่ ทยใหค้ วามสำคญั ในปี 2565

สาขาความรว่ มมอื ท่ีไทยใหค้ วามสำคัญในปี 2565 ประกอบด้วย
 ความรว่ มมือดา้ นการค้าการลงทนุ
 ความรว่ มมอื ด้านการคลัง
 ความร่วมมือดา้ นการท่องเที่ยว
 ความรว่ มมอื ดา้ นการเกษตร
 ความร่วมมือด้านป่าไม้
 ความร่วมมอื ดา้ นกิจการสตรี
 ความรว่ มมอื ดา้ นการส่งเสริม MSMEs
 ความร่วมมอื ด้านสาธารณสุข

การประชุมเอเปค สง่ ผลดีทันทตี ่อเศรษฐกจิ ในประเทศไทย??

นอกจากผลการประชุมที่จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวในการสรา้ งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกรอบ
ที่ใหญ่ที่สดุ ในโลกแลว้ ผลไดจ้ ากการประชมุ APEC ทเ่ี กดิ ข้ึนทนั ที โดยไมต่ ้องรอการประชมุ สุดยอดผูน้ ำ นั่นคือ
ตลอดทั้งปี มีคณะของ 21 เขตเศรษฐกิจ APEC ในทุกระดับ ที่มาประชุมกันรวมแล้วกว่า 14 คลัสเตอร์ ตั้งแต่
เจ้าหน้าที่ จนถงึ รัฐมนตรี และผนู้ ำของประเทศ รวมท้งั กองทพั สอื่ ไดเ้ ดนิ ทางเขา้ มาในประเทศ เข้าทางประชุม
เขา้ มาใชบ้ รกิ ารต่าง ๆ ทงั้ อาหาร โรงแรม การท่องเท่ียว อตุ สาหกรรมของที่ระลกึ ขนส่ง ภาคบรกิ าร และกาค
การผลิตของไทยก็ได้รับผลประโยชน์ไปแล้ว ลองนึกภาพว่าแต่ละประเทศที่เข้ามาประชุมมีคณะทำงานตั้งแต่
10 ท่าน จนถึงระดับผู้นำที่มีคณะทำงานหลักหลายร้อย ร่วมกับกองทัพนักข่าวอีกนับพัน ทั้งหมดคือกิจกรรม
ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจในประเทศไทยเกิดการขยายตัว และยังถือเป็นการช่วย
ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในเวทีโลกได้เป็นอย่างดี เพราะต้องอย่าลืมว่า โรงแรมทุกโรง อาหารทุกมื้อ ของท่ี
ระลึกทุกชิ้น ภาคบริการเสริมท่ีเกีย่ วเน่ืองกับการประชุม ล้วนแล้วแต่เปน็ ฝีมือ และความตั้งใจอย่างดีทีส่ ุดของ
ชาวไทย ที่จะนำเสนอตอ่ สายตาชาวโลก

เหตุผลส่วนที่สองที่ยิ่งขับให้ความร่วมมือทางเศรษฐกจิ ที่สำคัญนี้มีความโดดเดน่ มากย่ิงขึ้น และยิ่งทำ
ให้ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพมีความสำคัญอย่างย่ิงดว้ ย ก็เนื่องจาก ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การประชุม APEC
มักจะเกิดอุปสรรคขึ้นเสมอ ๆ เริ่มตั้งแต่ สหรัฐอเมริกาเริ่มต้นประกาศสงครามการค้ากับ 15 ประเทศที่
สหรัฐอเมริกา

23 | หน้า

สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าด้วย โดยเฉพาะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสงครามการค้าในคร้ังน้ีที่เริม่ ต้นในปี

2018 ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่ควรจะต้องหารือกันเพื่อสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจไม่

สามารถบรรลุผลการประชุมร่วมกันและออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ในปี 2018 ที่ประเทศปาปัวนิวกีนีเป็น

เจ้าภาพ ตอ่ เนือ่ งด้วยปี 2019 ที่เกิดเหตุการณค์ วามไม่สงบทางการเมืองขนึ้ ในประเทศเจ้าภาพการประชุม น่ัน

คอื ประเทศชลิ ี ทำให้ในปี 2019 ไมม่ ีการประชุมสดุ ยอดผนู้ ำ APEC

จากนั้นทั่วท้งั โลกก็เผชญิ กบั วกิ ฤตการณก์ ารแพรร่ ะบาดของเช้ือโควิด-19 ทำใหใ้ นปี 2020 และ 2021

การประชุม APEC ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบพบหน้าในที่ประชุม หากแต่ต้องใช้ระบบการประชุมทางไกล ซึ่ง

ถึงแม้จะสามารถบรรลุเป้าหมาย สามารถออกวิสัยทัศน์ “ปุตราจายา 2040” และแผนปฏิบัติการ “เอาทีรัว”

ได้ แต่สิ่งทีท่ ั่วโลกจับตามองมากกวา่ การประชุมใน Plenary Session นั่นก็คือ Sideline meetings ที่ผู้นำจะ

ได้พบปะกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อสร้างความรว่ มมือ ความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษมากกว่าการประชุมหลัก รวมท้ัง

การพบปะสงั สรรค์ แลกเปลีย่ นกนั ระหวา่ งผนู้ ำกบั ผนู้ ำ ระหวา่ งผู้นำประเทศกับผู้บริหารระดับสงู ของภาคธุรกิจ

ปรากฏการณ์เหลา่ นีก้ ไ็ มไ่ ดเ้ กดิ ขน้ึ อย่างน้อยก็ 3 ปีแลว้

ดังนั้นการประชุมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2022 และการประชุมสุดยอดผู้นำที่จะเกิดขึ้นในเดือน

พฤศจิกายน 2022 จึงเป็นการประชุมแบบพบปะ ถกแถลง เสวนาแบบเจอตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปี

ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั่วทั้งโลกกำลังต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจยิ่งกว่าที่เคย

เป็นมา เพื่อฟ้ืนฟหู ว่ งโซม่ ลู คา่ ระดบั นานาชาติหลงั การระบาดของโควิด-19 ทา่ มกลางปญั หาวิกฤตการณ์อาหาร

วกิ ฤตการณ์พลังงาน สงครามการคา้ สงครามเทคโนโลยี และความพยายามของบางชาตทิ ี่ต้องการใช้เคร่ืองมือ

ทางเศรษฐกจิ เป็นอาวุธในการกดดันประหตั ประหารบางเขตเศรษฐกิจ

สถานการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทำให้โลกต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับสูงที่สุดอย่างที่

ไมเ่ คยเปน็ มาก่อน ประเทศไทยในฐานะเจา้ ภาพก็ได้เตรียมความพร้อม จดั การวาระการประชุม และส่ิงอำนวย

ความสะดวกต่าง ๆ อยา่ งเพยี บพรอ้ มมาต้ังแต่ 2 ปกี อ่ นหนา้ เพื่อให้การประชมุ ครัง้ สำคญั นี้บรรลผุ ลดังท่ีทุกคน

ต้องการ น่ันคอื ความร่วมมอื ทางเศรษฐกิจที่มคี วามรับผดิ ชอบเพื่อให้เศรษฐกิจของท้งั 21 เขต และของท้ังโลก

พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรับผิดชอบ สร้างสรรค์และยั่งยืน โดยมีการ

เตรยี มการผลักดันเป้าหมายกรงุ เทพ หรือ Bangkok’s Goals อนั ประกอบไปดว้ ย 4 เป้าหมาย ได้แก่

 ร่วมกันสร้างระบบการค้าและการลงทุนทย่ี ง่ั ยืน (Sustainable Trade and Investment)

 รว่ มกนั บริหารจัดการทรัพยากรและอนรุ ักษ์ส่งิ แวดลอ้ มและความหลากหลายทางชวี ภาพ อยา่ งยงั่ ยืน

 ร่วมกนั รบั มอื กับการเปล่ยี นแปลงสภาวะภูมอิ ากาศอยา่ งเปน็ รูปธรรม เพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายการเป็น

เขตเศรษฐกิจผู้ปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และ

 รว่ มกันบรหิ ารจัดการของเสยี และขยะอย่างยงั่ ยืน แล้วคุยกันตอ่ ในฉบบั หน้า

ขอบคุณครับ

24 | หน้า

25 | หน้า

26 | หน้า


Click to View FlipBook Version