1 | หน้า
2 | หน ้า
3 | หน้า
4 | หน ้า
5 | หน้า
6 | หน ้า
7 | หน้า ข้อบังคับว่าด้วย สารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙ (ทั้ง ๒ ฉบับ) ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติ หน้าที่ของเหล่าทหารสารวัตร จนมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในสมัยของ พลตรี วิจิตร กรีเงิน เป็นเจ้า กรมการสารวัตรทหารบก ได้พัฒนาปรับปรุง ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการสารวัตรทหาร พ.ศ. ๒๕๒๙ เพื่อปรับปรุงและรวบรวมงานในหน้าที่ของสารวัตรทหาร ซึ่งกระจัด กระจายอยู่ในระเบียบ และคำสั่งต่าง ๆ ไว้ในที่เดียวกันและเป็นมาตรฐานใน การปฏิบัติงาน และได้มีการจัดตั้งกองพันทหารสารวัตรสนามตาม อจย. หมายเลข๑๙-๓๕เป็นหน่วยของกองทัพบกเมื่อ ๑๒ พ.ย. ๒๕๒๕ ย้อนไป ในปี พ.ศ.๒๕๒๑ ที่ทำการกรมการสารวัตรทหารบก ได้ย้ายที่ทำการมาตั้งในสถานที่ใหม่เลขที่ ๗๕/๓ ถ.โยธี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ ตั้งแต่สมัยของ พลตรี กวี รักษ์งาน เป็นเจ้า กรมการสารวัตรทหารบก นับตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน ประกาศราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๘๓ ตอนที่ ๗๗ ลง ๑๘ ส.ค. ๑๓ หน้า ๕๖๙ ให้กำหนดตราสัญลักษณ์ ประจำกรมการสารวัตรทหารบก ภายหลังได้มีพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๑๓ และ พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการและการกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ กองทัพบก กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๑๓ ขึ้นมาใหม่ (อ่านต่อจากฉบับที่แล้ว)
8 | หน ้า เป็นรูป "ท้าวกุเวร" หรือ "ท้าวเวสสุวัณ" ประทับอยู่บนแท่น บรรจุอยู่ในวงกลม หัตถ์ขวาถือกระบอง หัตถ์ซ้าย ในท่าให้อภัย ด้านข้างประกอบด้วยลายกนก เบื้องบนมีชื่อ "กรมการสารวัตรทหารบก" เบื้องล่างมีตัวอักษร ภาษาอังกฤษว่า THE PROVOST MARSHAL GENERAL DEPARTMENT มีความหมายถึง ผู้รักษาความ ปลอดภัยและทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม (ไม่จำกัดสีและขนาด) หลักฐาน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๘๗ ตอนที่ ๗๗ ลง ๑๘ ส.ค.๑๓ หน้า ๕๖๙
9 | หน้า ( สำเนา ) ประกาศกองทัพบก เรื่อง กำหนดวันทหารสารวัตร จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ปรากฏแน่ชัดแล้วว่า วันที่ ๒๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๐ เป็นวันที่กำหนดหน้าที่สารวัตรใหญ่ทหารบกขึ้นเป็นครั้งแรก กองทัพบก ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่กรมการสารวัตรทหารบก ได้รายงานขอกำหนดให้ วันที่ ๒๗ มีนาคม เป็นวันทหารสารวัตร เพื่อเป็นวันที่ระลึกของเหล่าทหารสารวัตร และเพื่อเป็นการ เสริมสร้างความสามัคคีขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในเหล่าทหารสารวัตรนั้น เป็นการเหมาะสมแล้ว จึงขอกำหนดให้ วันที่ ๒๗ มีนาคม เป็นวันทหารสารวัตรสืบไป จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๑ ( ลงชื่อ ) พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ( ชวลิต ยงใจยุทธ ) ผู้บัญชาการทหารบก ในสมัยของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการทหารบก นั้น กองทัพบก ได้ออกประกาศกำหนดให้วันที่ ๒๗ มีนาคม เป็นวันทหาร สารวัตร เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามัคคี ขวัญและกำลังใจแก่ ข้าราชการในเหล่าทหารสารวัตร และเป็นการระลึกถึงวันที่ได้กำหนดใน การทำหน้าที่ของสารวัตรใหญ่ทหารบกขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๗ มีนาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ที่มีสารวัตรใหญ่ทหารบกคนแรกคือ พ.อ. พระยาวิเศษสัจธาดา (อิ่ม ธรรมานนท์) ดังประกาศกองทัพบก
10 | หน ้า ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยสารวัตรทหาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๙ ---------- โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงออก ข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑. ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร(ฉบับที่๓) พ.ศ. ๒๕๓๙” ข้อ ๒. ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ ๓. ให้ยกเลิกความในข้อ ๓.๓ แห่งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ. ๒๕๑๙ และให้ ใช้ความต่อไปนี้แทน “๓.๓ คำว่า " ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร " หมายถึง ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่มี ทหารสารวัตรอยู่ ในบังคับบัญชา หรือผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดสารวัตรทหารตามที่ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ กำหนด ในกรณีไม่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับบัญชา เป็นผู้มีอำนาจสั่งใช้ สารวัตรทหารได้ภายในเขตพื้นที่รับผิดชอบ หรือตามอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือแบบธรรมเนียมของทหาร” ข้อ ๔. ให้ยกเลิกความในข้อ ๔ แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙ และให้ใช้ ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๔ สารวัตรทหารให้จัดจากทหารสารวัตรในกรณีไม่มีทหารสารวัตรบรรจุอยู่ในอัตรากำลังของ หน่วยหรือในเหล่า หรือในเหล่าทัพใดให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร ซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดสารวัตรทหารตามที่ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ กำหนดจัดทหารเหล่าอื่นหรือพรรคอื่นเป็น สารวัตรทหารได้” ข้อ ๕. ให้ยกเลิกความในข้อ ๑๓ แห่ง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ. ๒๕๑๙ และให้ ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ ๑๓ ให้ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศ ออกระเบียบปลีกย่อยเพื่อ ปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ได้” ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ (ลงชื่อ) พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ (ชวลิต ยงใจยุทธ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
11 | หน้า (สำเนา) ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๕๕ _____________________ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงออก ข้อบังคับไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๕๕” ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้ยกเลิก ๓.๑ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙ ๓.๒ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๑ ๓.๓ ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยสารวัตรทหาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๙ บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่ได้กำหนดไว้แล้วในข้อบังคับนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับ ข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้ ๔.๑ คำว่า “ทหารสารวัตร” หมายถึง ทหารเหล่าทหารสารวัตรที่บรรจุในอัตรากำลังของหน่วยต่าง ๆ ๔.๒ คำว่า “สารวัตรทหาร” หมายถึง ทหารสารวัตรหรือทหารเหล่าอื่นหรือพรรคอื่นซึ่งปฏิบัติหน้าที่สารวัตร ทหารตามคำสั่งของผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร ๔.๓ คำว่า “ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร”หมายถึง ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับ บัญชา หรือผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดสารวัตรทหารตามที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศกำหนด ในกรณีไม่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับ บัญชา เป็นผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารได้ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ หรือตามอำนาจที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือ แบบธรรมเนียมของทหาร ข้อ ๕ สารวัตรทหารให้จัดจากทหารสารวัตร ในกรณีไม่มีทหารสารวัตรบรรจุอยู่ในอัตรากำลังของหน่วยหรือในเหล่า ทัพใด ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดสารวัตรทหารตามที่ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ กำหนด จัดทหารเหล่าอื่นหรือพรรคอื่นเป็น สารวัตรทหารได้ ข้อ ๖ การแต่งกายของสารวัตรทหารในขณะปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ข้อบังคับและแบบธรรมเนียม ของทหารที่ว่าด้วยการนั้น ข้อ ๗ เพื่อให้การรักษาระเบียบวินัยดำเนินไปโดยเคร่งครัดรวมถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีให้ สารวัตรทหารมีหน้าที่ดังนี้
12 | หน ้า ๗.๑ สอดส่องตรวจตราให้ทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมอยู่ใน ระเบียบวินัยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ๗.๒ ว่ากล่าวตักเตือนและจับกุมทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ กระทำความผิด ๗.๓ สืบสวนสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร ๗.๔ ควบคุมการจราจรในกิจการทหาร ๗.๕ รักษาความปลอดภัยทางวัตถุและอารักขาบุคคลสำคัญ ๗.๖ ปฏิบัติการเกี่ยวกับการเรือนจำทหาร และเชลยศึก ทหารผลัดหน่วย พลเรือน ผู้ถูกกักกันในยามสงคราม ตามที่กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ๗.๗ กำหนดมาตรการป้องกันอาชญากรรมในวงการทหาร ๗.๘ หน้าที่อื่นตามที่กระทรวงกลาโหมหรือผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารจะกำหนด ข้อ ๘ สารวัตรทหารมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารได้ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ภายใต้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร ข้อ ๙ สารวัตรทหารมีอำนาจที่จะปฏิบัติต่อทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และคนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมผู้ ไม่อยู่ในระเบียบวินัย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีซึ่งอยู่ภายนอกที่ตั้งหน่วยทหารหรือสถานที่ทำงานตามควร แก่กรณีดังนี้ ๙.๑ ว่ากล่าวตักเตือน ๙.๒ จับกุม ๙.๓ ตรวจค้นผู้ถูกจับกุมเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีสิ่งของที่ผิดกฎหมายหรือเพื่อใช้ในการกระทำที่ผิด กฎหมาย ถ้าผู้ถูกจับกุมเป็นหญิงให้สารวัตรทหารหญิงหรือหญิงอื่นเป็นผู้ตรวจค้น ๙.๔ ยึดสิ่งของตามข้อ ๙.๓ หรือ สิ่งของที่อาจเป็นภัยอันตรายหรือที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการกระทำผิดนั้น ได้ ข้อ ๑๐ ในการจับกุม สารวัตรทหารต้องแจ้งเหตุที่จะจับกุมให้ผู้จะต้องถูกจับกุมทราบ การจับกุมให้กระทำโดยละม่อม ถ้าจำเป็นจะต้องใช้เครื่องพันธนาการหรือใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนก็ให้กระทำได้แต่ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ ข้อ ๑๑ เมื่อสารวัตรทหารจับกุมผู้ใดแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ ๑๑.๑ รายงานให้ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารทราบโดยเร็ว ๑๑.๒ ผู้ถูกจับกุมสังกัดอยู่ในหน่วยทหารที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของหน่วยสารวัตรทหารที่จับกุมให้ นำตัวผู้ถูกจับกุมส่งหน่วยทหารต้นสังกัดของผู้นั้น หรือรีบแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกจับกุมทราบโดยเร็วเพื่อรับตัว ไป ในกรณีนี้ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายไปรับตัวผู้ถูกจับกุมนั้นโดยเร็ว และต้องไม่เกินกว่า ๒๔ ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้รับแจ้ง ๑๑.๓ ผู้ถูกจับกุมสังกัดอยู่ในหน่วยทหารที่ตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของหน่วยสารวัตรทหารที่จับกุม ให้รีบแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกจับกุมทราบโดยเร็วเพื่อรับตัวไป ในกรณีนี้ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ที่ผู้บังคับบัญชา มอบหมายไปรับตัวผู้ถูกจับกุมนั้นโดยเร็ว และต้องไม่เกินกว่า ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
13 | หน้า ๑๑.๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีการรับตัวให้สารวัตรทหารควบคุมหรือจัดการเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ถูก จับกุมหลบหนี ข้อ ๑๒ ในเขตพื้นที่ใดมีหน่วยทหารต่างเหล่าทัพตั้งอยู่เมื่อเห็นเป็นการสมควรผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหารในเขตพื้นที่ นั้นอาจจัดสารวัตรทหารร่วมขึ้นปฏิบัติภารกิจในบังคับบัญชาของนายทหารเหล่าทัพใดก็ได้ทั้งนี้ให้ทำความตกลงกัน เป็นหนังสือ ข้อ ๑๓ สารวัตรทหารไม่มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใด ๆ ต่อบุคคลอื่นนอกจากทหาร ข้าราชการกลาโหมพลเรือน และ คนงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมซึ่งกระทำความผิด เว้นแต่จะได้รับการร้องขอจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้ร่วมมือด้วยในเหตุผลอันสมควร หรือเป็นการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา ข้อ ๑๔ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ออกระเบียบปลีกย่อยเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้ได้ ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ (ลงชื่อ) พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต ( สุกำพล สุวรรณทัต ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หมายเหตุ:- หลักการและเหตุผลในการประกาศใช้ระเบียบฉบับนี้ คือ ปรับปรุงข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วย สารวัตรทหาร พ.ศ.๒๕๑๙ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๑๐ (๔) และมาตรา ๑๗ (๑) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงชื่อส่วนราชการจากเดิม “กองบัญชาการทหารสูงสุด” เป็น “กองบัญชาการกองทัพไทย” และตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ลับ ที่ ๓๓/๕๓ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เรื่อง แก้อัตราเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม (ส่วนกลาง) และคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม(เฉพาะ) ลับ ที่ ๔๓/ ๕๓ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์๒๕๕๓ เรื่อง แก้อัตราเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหม (ส่วนกลาง) ที่กำหนดให้สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหมมีอำนาจในการจัดและการสั่งใช้สารวัตรทหาร รวมทั้งสามารถออกระเบียบปลีกย่อย เพื่อให้การ ปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับและเป็นแนวทางเดียวกัน จึงจำเป็นต้องออกข้อบังคับนี้ จากข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยสารวัตรทหาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๙ และฉบับแก้ไขล่าสุดที่ใช้ ในปัจจุบันคือ พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งสาระสำคัญอยู่ตรงที่ ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร และการจัดสารวัตรทหาร ในกรณีที่ ไม่มีทหารสารวัตรอยู่ในอัตรากำลังของหน่วย ซึ่งบทบัญญัติ ๒ ประโยคนี้มักจะทำให้เกิดความสับสนต่อผู้บังคับบัญชา หน่วยที่มีทหารสารวัตร หรือไม่มีทหารสารวัตรในอัตราเป็นอย่างมาก เพราะผู้มีอำนาจดังกล่าวมักจะไม่ใช่นายทหารที่ มีกำเนิดมาจากเหล่าทหารสารวัตร ดังนั้นแล้วเพื่อความกระจ่างจะขออธิบายขยายข้อความให้ดังนี้ ผู้มีอำนาจสั่งใช้สารวัตรทหาร คือผู้บังคับบัญชาหน่วยที่มีทหารสารวัตรอยู่ในบังคับบัญชา (คือมีหน่วย สห. อยู่ในอัตราของหน่วย) หรือผู้บังคับบัญชาหน่วยราชการ (เหล่าทัพใดก็ได้) ที่มีอำนาจตามที่ สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ กำหนดหมายถึงอาจจะ
14 | หน ้า เป็นนายทหารผู้ใดผู้หนึ่งก็ได้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาปกครองหน่วยสารวัตรทหารอีกที และที่ว่า “สารวัตรทหารให้จัด จากทหารสารวัตร” นั้นหมายความว่าการจะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารออกไปปฏิบัติหน้าที่นั้น จะต้องจัดจาก กำลังพลในเหล่าทหารสารวัตร (เหล่า สห.) แต่ในกรณีไม่มีทหารสารวัตร (เหล่า สห.) บรรจุอยู่ในอัตรากำลังของหน่วย หรือในเหล่าทัพใด ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดสารวัตรทหารตามที่ สำนักงานปลัดกระทรวง กลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ กำหนด ในที่นี้คือ ปลัดกระทรวง กลาโหม ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศจัดทหาร เหล่าอื่นหรือพรรคอื่น (มิใช่เหล่า สห.) เป็นสารวัตรทหารได้ ซึ่งก็คงกระจ่างในเจตนาของ ข้อบังคับฯ กันแล้ว หลังจาก สับสนกันมานาน การปฏิบัติหน้าที่ของสารวัตรทหาร ได้รับความไว้วางใจ จากผู้บังคับบัญชาของกองทัพบกด้วยดีตลอดมา และได้เล็งเห็น ความสำคัญที่จะให้มีทหารสารวัตรหญิง ขึ้นปฏิบัติภารกิจในการถวาย ความปลอดภัยแก่เชื้อพระวงศ์ที่เป็นฝ่ายสตรี จึงมีหนังสือ กพ.ทบ. ด่วน มาก ที่ กห๐๔๐๑/๑๔๑๑ ลง ๒๑ พ.ศ.๔๕ ให้บรรจุกำลังทหารสารวัตร หญิง หมวดทหารสารวัตรหญิง กองพันทหารสารวัตรที่ ๑๑ นับว่าเป็น กำลังพลสารวัตรทหารที่เป็นผู้หญิงเกิดขึ้นครั้งแรก และเป็นหน่วยแรกใน เหล่าทหารสารวัตรตั้งแต่มีการจัดตั้งเหล่าทหารสารวัตรมาและในปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๙) กองทัพบกได้ขยายอัตรา สารวัตรทหารหญิงให้บรรจุอยู่กระจายทั่วทุกกองพันทหารสารวัตร ทุกกองทัพภาคแล้ว ก็ถือว่าเป็นการพัฒนาการใน ด้านกำลังพลต่อมาในอนาคต ส่วนในเรื่องหมายเลข อจย. หรือ อฉก. ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้การปรับปรุงแก้ไขมาโดยตลอดล่าสุด คำสั่ง กองทัพบก(เฉพาะ)ที่ ๑/๕๗ เรื่อง แก้อัตรากองทัพบก ๒๕๐๖ (ครั้งที่ ๒๖) ลง ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ ได้ปรับปรุง เพิ่มเติม และแก้ไขในส่วนต่าง ๆ ของเหล่าทหารสารวัตร แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ดังต่อไปนี้ ๑. หน่วยทหารสารวัตรส่วนกลาง ได้แก่ กรมการสารวัตรทหารบก ซึ่งเป็นกรมฝ่ายกิจการพิเศษขึ้น ตรงต่อกองทัพบก และได้ยึดถือการปฏิบัติ ภารกิจ หน้าที่ การจัดตามคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ ๑/๕๗ เรื่องแก้ อัตรากองทัพบก ๒๕๐๖ (ครั้งที่ ๒๖) ลง ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ โดยได้กำหนดภารกิจไว้ดังนี้.- กรมการสารวัตรทหารบก มีหน้าที่วางแผน ประสานงานและกำกับการอันเกี่ยวกับ การรักษาระเบียบวินัย การจับกุมทหารที่กระทำความผิด การเรือนจำทหาร การจราจรในกิจการทหาร การรักษาความปลอดภัย การฝึกและการศึกษาวิชาการเหล่าทหารสารวัตร การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร การป้องกันและการวิจัยอาชญากรรมในกองทัพบก และ
15 | หน้า เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการประสานงาน กำกับการเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย การอารักขาบุคคลสำคัญ การจราจรในกิจการทหาร กิจการเรือนจำทหาร และดำเนินการ เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหาร เสนอแนะ และให้คำแนะนำทางวิชาการเกี่ยวกับกิจการทหารสารวัตร กำหนดหลักนิยม วิจัยและพัฒนา ตำรา คู่มือเกี่ยวกับวิทยาการของเหล่าสายทหารสารวัตร วางแผนอำนวยการจัดทำ และปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนดำเนินการให้การศึกษา กำลังพล เหล่าทหารสารวัตร ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการทั้งปวงของเหล่าทหารสารวัตร เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการพิเศษในกิจการทหารสารวัตร ซึ่งมีหน้าที่ - ช่วยเหลือฝ่ายอำนวยการในการทำคำสั่งและแบบธรรมเนียมทหาร - ให้ข้อเสนอแนะ คำปรึกษาหารือแก่ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ - ควบคุมทางสายวิทยาการที่เกี่ยวกับกิจการทหารสารวัตรในหน่วยต่าง ๆ
16 | หน ้า กล่าวนำ
17 | หน้า
18 | หน ้า
19 | หน้า 1 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อสังเกตเบื้องต้น 1 2 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 1 “ผู้ต้องขังทุกคนพึงได้รับกำรปฏิบัติด้วยความเคารพต่อศักดิ์ศรีอันมีติดตัวมาแต่เกิดและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ต้องไม่มีผู้ต้องขังคนใดที่ จะถูก กระทรมานและกำรปฏิบัติหรือกำรลงโทษอื่น ๆ ที่ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำศักดิ์ศรีและผู้ต้องขังทุกคนต้องได้รับกำรคุ้มครองป้องกัน จากการกระทำ เช่นนั้น โดยจะต้องไม่มีการอ้างเงื่อนไขใด ๆ ที จะกระทำการดังกล่าว ความปลอดภัย และความมั่นคงของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการด้านต่าง ในเรือนจำ และผู้เข้าเยียมต้องได้รับ การประกันตลอดเวลา”
20 | หน ้า 3 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 2 (1). 4 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 7. 5 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 11 (ก). 6 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 54. 7 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 55. 8 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 50. 9ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 51. 10 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 52 (2).
21 | หน้า 11 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่60. 12 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 43. 13 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 45. 14 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 44. 15 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 36. 16 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนดที่ 37.
22 | หน ้า 17 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนด 47. 18 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนด 48. 19 ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งองค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง, ข้อกำหนด 82. 20 ดูเรื่องกฎการใช้กำลังประกอบ.
23 | หน้า
24 | หน ้า
25 | หน้า
26 | หน ้า
27 | หน้า
28 | หน ้า
29 | หน้า
30 | หน ้า แล้วคุยกันต่อในฉบับหน้า ขอบคุณคร ับ
31 | หน้า
32 | หน ้า
33 | หน้า