The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิลเลียม เฮิร์ด คิลแพทริค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jo Nus, 2023-09-21 23:58:38

William Kilpatrick

วิลเลียม เฮิร์ด คิลแพทริค

วิลเลียม เฮิร์ด คิลแพทริค จัดท ำโดย นำยอนุพงษ์ วิประทุม รหัสนักศึกษำ 6622610110 เสนอ ดร. รอง ปัญสังกำ รำยงำนนนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชำจิตวิทยำส ำหรับครู (EA105) ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2566 วิทยำลัยสันตพล


ค ำน ำ เอกสารรายงานนักจิตวิทยา เรื่อง William Kilpatrick ได้รวบรวมข้อมูลผลงานของนักจิตวิทยา คือ William Kilpatrick ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการสอนแบบ Project approach เป็นส่วนหนึ่งของการสอนแบบ Progressive Education รวมไปถึงขั้นตอนวิธีการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว เอกสารรายงานเล่มนี้เป็น ส่วนหนึ่งของรายวิชาจิตวิทยาส าหรับครู รหัสวิชา EA105 โดยมี ดร. รอง ปัญสังกา เป็นอาจารย์ผู้สอน ประจ าวิชา ผ็จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานชิ้นนี้มีประโยชน์แก่ผู้พบเห็น และจะน าผลงานเผยแพรต่อ สาธารณชนต่อไป อนุพงษ์ วิประทุม ผู้จัดท า


สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ชีวประวัติและการศึกษา 1 William Kilpatrick มีส่วนร่วมในหลักสูตร 3 PROJECT APPROACH การสอนแบบโครงการ 5 - หลักการ 5 - การสอนแบบโครงการคืออะไร 5 - ลักษณะของการสอนแบบโครงการ 5 - วิธีการจัดการเรียนการสอน 6 - ระยะเวลาในการสอนแบบโครงการ 7 - ประโยชน์การสอนแบบโครงการ 7 - การน าไปประยุกต์ใช้ 7 - ตัวอย่างการสอนแบบโครงการ 7 แหล่งที่มา 8


1 William Heard Kilpatrick ชีวประวัติและกำรศึกษำ William Heard Kilpatrick นักปรัชญาด้านการศึกษาและผู้สนับสนุนแนวคิดของ John Dewey เกิดใน White Plains, Georgia ในปีค.ศ. 1871 พ่อของเขาเป็นรัฐมนตรีแบ๊บติสต์และเขาได้รับการศึกษา ขั้นต้นในโรงเรียนในหมู่บ้าน หลังจากส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเมอร์เซอร์ในเมืองเมคอน รัฐ จอร์เจีย เขาศึกษาต่อด้านคณิตศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ หลังจากนั้น Kilpatrick ก็ท าง าน เป็ น ค รูใหญ่โ รงเ รี ย น ของ รั ฐใน จ อ ร์ เ จี ย ก่ อน จ ะ ก ลับไป ส อน ที่ Mercer University นอกจากนี้เขายังท าหน้าที่รักษาการแทนอธิการบดีของมหาวิทยาลัย Mercer ในช่วง สั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. 1906 เขาเข้าไปพัวพันกับการโต้เถียงหลายครั้งกับอธิการบดีของ มหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมาธิการได้ท าการพิจารณาคดี "นอกรีต" ซึ่งน าไปสู่การลาออกของ คิลแพทริกในท้ายที่สุด หลังจากส าเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Kilpatrick ย้ายไปนิวยอร์กซิตี้ในปี ค.ศ. 1908 เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่วิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาโชคดีที่มีจอห์น ดิวอี้เป็นอาจารย์ หลักคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดของเขา วิทยานิพนธ์ของ Kilpatrick ซึ่งเขาประสบ ความส าเร็จในการปกป้องในปีค.ศ. 1911 มุ่งเน้นไปที่ประวัติศาสตร์ของโรงเรียนดัตช์ในยุคอาณานิคมใน นิวยอร์ก ในขั้นต้น คิลท างานพาร์ทไทม์เป็นผู้ดูแลระบบในส านักแต่งตั้งและเป็นอาจารย์สอนวิชา ประวัติศาสตร์ที่วิทยาลัยครูอย่างไรก็ตาม ในที่สุดเขาก็ได้รับต าแหน่งครูเต็มเวลาในสาขาปรัชญาการศึกษา ซึ่งด ารงต าแหน่งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 ถึง ค.ศ. 1937 การก้าวขึ้นอย่างรวดเร็วของ Kilpatrick ในชุมชนการศึกษาเริ่มต้นด้วยการตีพิมพ์บทความที่มีอิทธิพลของ เขาเรื่อง "The Project Method" ในบันทึกของวิทยาลัยครูในปี ค.ศ. 1918 ในบทความนี้ Kilpatrick ได้ สรุปวิธีการปฏิบัติส าหรับการน าปรัชญาการศึกษาของ John Dewey ไปใช้ โดยดึงมาจากงานก่อนหน้าของ Dewey ใน “ความสนใจและความพยายาม” Kilpatrick มีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่านักเรียนสามารถมี ส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีจุดมุ่งหมายในทุกระดับได้อย่างไร รวมทั้งสติปัญญา ร่างกาย และอารมณ์การบูร ณาการโครงการต่าง ๆ ในแนวทางของเขาสอดคล้องกับแนวทางที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางซึ่งส่งเสริมโดยนัก


2 การศึกษาหัวก้าวหน้าในช่วงเวลานี้การมุ่งเน้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล การปฏิบัติแบบไตร่ตรอง และการ พัฒนาแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับครูในขณะนั้น ความโดดเด่นที่เพิ่มขึ้นในด้านการศึกษาของอเมริกาของ Kilpatrick มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย รวมถึงการสอนที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการพูดในที่สาธารณะที่มีเสน่ห์แม้จะสอนชั้นเรียนที่มี นักเรียนมากกว่า 600 คน แต่เขาก็สามารถรวมงานกลุ่ม การอภิปราย และการบรรยายสั้นๆ เพื่อเพิ่ม ประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับนักเรียนของเขา ส าเนียงจอร์เจียที่โดดเด่นของ Kilpatrick ผมหนาสีขาว และ ดวงตาสีฟ้าที่เฉียบแหลม ล้วนรวมอยู่ในกรอบเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งมีส่วนส่งเสริมบุคลิกที่น่ารักของ เขา ความโด่งดังของเขาท าให้เขาได้รับสมญานามว่า "ศาสตราจารย์เงินล้านแห่งโคลัมเบีย" จากสื่อมวลชน ในนครนิวยอร์ก แม้ว่าเงินเดือนของเขาจะไม่ถึงตัวเลขนั้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ค่าเล่าเรียนที่ได้จากชั้นเรียน ของเขามีส่วนส าคัญต่อรายได้ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย อาชีพของคิลที่วิทยาลัยครูจบลงท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้ง Dean William Russell บังคับใช้ อายุเกษียณภาคบังคับของสถาบันซึ่งส่งผลให้ Kilpatrick เป็นเหยื่อรายแรกของการพิจารณาคดีนี้การ ตัดสินใจครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดเสียงโห่ร้องในระดับชาติในหมู่นักการศึกษา และการโต้เถียงกลายเป็นสาเหตุ ของ célèbre ในการประชุมระดับชาติหลายครั้งในปี ค.ศ. 1936 โดยจอห์น ดิวอี้พูดปกป้องการแต่งตั้ง อย่างต่อเนื่องของคิล ชั้นเรียนสุดท้ายของ Kilpatrick ในปีค.ศ. 1937 มีนักเรียนมากถึง 622 คน ท าให้ จ านวนนักเรียนทั้งหมดของเขาที่สอนในวิทยาลัยครูเป็น 35,000 คน แม้จะเกษียณแล้ว แต่คิลแพททริก ยังคงท างานอยู่ โดยเป็นผู้น าของ New York Urban League, Progressive Education Association และด ารงต าแหน่งประธานคนแรกของ John Dewey Society นอกจากงานเขียนและงานพูด แล้ว Kilpatrick สอนภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัย Stanford, Northwestern และ Minnesota การมีส่วน ร่วมของเขาในองค์กรเหล่านี้มักท าให้เขาขัดแย้งกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่น Robert Hutchins, Father Charles Coughlin และ William Randolph Hearst ตรงกันข้าม กิจกรรมของ Kilpatrick สอดคล้องกับเขานักเสรีนิยม ที่มีอิทธิพลในอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึง Eleanor Roosevelt, Ralph Bunche และ Bayard Rustin Kilpatrick สนับสนุนข้อความการศึกษาแบบก้าวหน้าโดยเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลาง ประชาธิปไตย และการวางแนวทางทางสังคม อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นักวิจารณ์ได้โต้แย้งแนวคิดและ แนวทางปฏิบัติเหล่านี้ โดยให้เหตุผลว่าหลักสูตรขาดความเข้มงวด และนักเรียนไม่พร้อมด้านวิชาการที่จะ


3 แข่งขันในระดับโลก ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 Kilpatrick เผชิญกับค าวิจารณ์เฉพาะเจาะจงใน วรรณกรรมปฏิรูปโรงเรียน ผู้สนับสนุนหลักสูตรดั้งเดิมบางคน เช่น ED Hirsch และ Diane Ravitch กล่าวโทษปรัชญาก้าวหน้าที่สนับสนุนโดย Kilpatrick ที่ท าให้มาตรฐานการศึกษาในโรงเรียนอเมริกันตกต่ า ลง อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนที่เน้นความก้าวหน้าแบบต่าง ๆ เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ การสอน เป็นทีม และการสอนแบบรายบุคคล ยังคงถูกน ามาใช้ในห้องเรียนของอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อ ปฏิบัติเหล่านี้พร้อมกับความมุ่งมั่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลงของ Kilpatrick ต่อหลักการประชาธิปไตยใน โรงเรียน ยังคงเป็นรากฐานที่ส าคัญของมรดกของเขา ตามที่ John Dewey ผลงานของ Kilpatrick มีส่วน สนับสนุนที่ไม่เหมือนใครในการพัฒนาสังคมโรงเรียนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เป็นธรรมชาติของชีวิต ประชาธิปไตยที่ก าลังเติบโต ซึ่งเขาถือว่าโดดเด่นและไม่มีใครเทียบได้ William Kilpatrick มีส่วนร่วมในหลักสูตร William Kilpatrick เชื่อว่าหลักสูตรของควรมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การเจริญเติบโต และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็ก เขาได้รับเครดิตจากการแนะน าการใช้ปฏิสัมพันธ์กลุ่มย่อยและ Project Method ซึ่งครูและนักเรียนท างานร่วมกันในการวางแผนบทเรียน วิธีการนี้เรียกว่าหลักสูตรที่เน้น เด็กเป็นศูนย์กลาง Project Method ของ Kilpatrick ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Progressive Education ได้รับการออกแบบมาส าหรับการศึกษาปฐมวัยและหลักสูตรและกิจกรรมในชั้นเรียนที่เป็นศูนย์กลางตาม หัวข้อหลักของวิชา เขาปฏิเสธบทบาทของครูเผด็จการและเชื่อว่าครูควรท าหน้าที่เป็นผู้ชี้แนะ ขณะที่เด็ก ๆ ชี้น าการเรียนรู้ของตนเองตามความสนใจและความรู้สึกตามธรรมชาติแนวทางการศึกษาของ Kilpatrick และ Project Method สนับสนุนให้เลิกเรียนแบบเดิม ๆ ซึ่งให้ความส าคัญกับการท่องจ า การเรียนแบบ ท่องจ า ห้องเรียนที่จัดอย่างเข้มงวดและรูปแบบการประเมินโดยทั่วไป Kilpatrick มักถูกเรียกว่านักพัฒนา นักปรัชญาและนักปฏิรูปการศึกษาชาวอเมริกันได้มีส่วนส าคัญในการพัฒนาหลักสูตรในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาเป็นบุคคลส าคัญในขบวนการการศึกษาที่ก้าวหน้าและเชื่อว่าการศึกษาควรให้ความส าคัญกับความ ต้องการและความสนใจของนักเรียนเป็นอันดับแรก Kilpatrick ได้รับเครดิตจากการพัฒนาแนวคิดของ "การเรียนรู้ด้วยโครงงาน" ซึ่งจัดล าดับความส าคัญของ การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงผ่านโครงการที่เกี่ยวข้องและมีความหมาย เขาเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยให้


4 นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และการท างานร่วมกัน ตลอดจนความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นในประเด็นนั้น ๆ นอกจากนี้ Kilpatrick ยังสนับสนุนการใช้ "วิธีโครงการ" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดหลักสูตรเกี่ยวกับ โครงการหลักหรือปัญหาที่นักเรียนท างานร่วมกันในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น วิธีการนี้ได้รับการออกแบบมา เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียนและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในกระบวนการเรียนรู้ ในช่วงต้นถึงกลางศตวรรษที่ 20 นักการศึกษาได้มีส่วนร่วมที่โดดเด่นหลายประการในการพัฒนา หลักสูตร หนึ่งในแนวคิดที่ส าคัญที่สุดของเขาคือ Project Method ส าหรับการศึกษาปฐมวัย ซึ่งเป็น รูปแบบหนึ่งของ Progressive Education ที่จัดหลักสูตรและกิจกรรมในชั้นเรียนเกี่ยวกับโครงการเชิง ส ารวจและประสบการณ์เขาเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าจุดประสงค์ของหลักสูตรควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การเจริญเติบโตของเด็ก และความสัมพันธ์ทางสังคม นอกจากนี้ Kilpatrick ยังน าเสนอแนวคิดใหม่ๆ มากมายในด้านการศึกษา รวมถึงการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ การสอนเป็นทีม การสอนแบบรายบุคคล และแง่มุมเชิงประสบการณ์ของขบวนการโรงเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น เขาพัฒนาปรัชญาการศึกษาที่ก้าวข้ามความเป็นปัจเจกชนนิยมและปฏิเสธแนวคิด วิทยาศาสตร์เทียมที่แพร่หลายในการศึกษาในช่วงเวลาของเขา การมีส่วนร่วมของเขาใน การ พัฒนา หลักสูตรและปรัชญาการศึกษามีผลกระทบยาวนานต่อทฤษฎีและการปฏิบัติทางการศึกษา


5 PROJECTAPPROACH กำรสอนแบบโครงกำร การสอนแบบโครงการได้เริ่มในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นความคิดริเริ่มของ William Heard Kilpatrick ซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดของ John Dewey ที่สนับสนุนให้สร้างประสบการณ์ทางการศึกษาให้ เด็กเกิดความตระหนัก การน ามาประยุกต์ สอนเด็กถึงวิธีการใช้โครงการที่เกี่ยวกับประสบการณ์จริงให้เป็น รากฐานส าคัญของการศึกษา หลักกำร การสอนแบบโครงการ Project Approach มีหลักส าคัญ คือ การพัฒนาเด็กด้วยการให้เด็กเป็นผู้รู้จัก แสวงหาความรู้ ความร่วมมือรวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อค้นหาค าตอบในเรื่องที่ตนเองสนใจ ซึ่ง การสอนแบบโครงการได้น าแนวคิดของ John Dewey มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนอีกด้วย กำรสอนแบบโครงกำรคืออะไร การสอนแบบโครงการ คือ การเรียนการสอนที่ให้ความส าคัญกับตัวเด็ก เรียนในเรื่องที่เด็กสนใจ ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาค าตอบด้วยตนเองอย่างลุ่มลึก เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง การเรียนการสอน แบบโครงการจะเน้นให้เด็กเป็นผู้กระท าด้วยตนเอง ลงมือกระท าสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการ ค้นหาค าตอบ โดยมีครูผู้สอนเป็นผู้อ านวยความสะดวกและให้ความรู้กับเด็กจากประสบการณ์ตรงและจาก แหล่งการเรียนรู้ ลักษณะของกำรสอนแบบโครงกำร 1. การสอนแบบอภิปราย 2. การน าเสนอประสบการณ์เดิม 3. การท างานภาคสนาม 4. การสืบค้น 5. การจัดแสดง


6 วิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เริ่มต้นโครงการ เป็นขั้นที่ให้เด็กและครูร่วมกันอภิปรายเพื่อเลือกหัวข้อที่จะท าการศึกษา โดยเรื่องที่เลือกต้องมาจาก ความสนใจของตัวเอง โดยหัวข้อที่จะท าการศึกษาต้องมาจากความสนใจของเด็ก สามารถบูรณาการได้กับ ทุกวิชาไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาและศิลปะ และ เรื่องที่จะท าการศึกษาต้องสามารถท า ให้เด็กมีการท างานร่วมกัน ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองได้ เมื่อได้เรื่องที่เด็กต้องการ ให้เด็ก ๆ น าเสนอประสบการณ์เดิมของเด็กเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน ข้อสงสัย ต่าง ๆ สิ่งที่ตนเองอยากรู้ ระยะที่ 2 วางแผนโครงการ เป็นช่วงเวลาในการก าหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา และ ระยะในการศึกษาค้นคว้า ระยะที่ 3 ด าเนินโครงการท าที่ก าหนดไว้ เป็นขั้นตอนของการด าเนินโครงการตามแผนที่ก าหนด ที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา เด็กจะได้รับ ข้อมูลใหม่จากประสบการณ์การตรงหรือแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่ได้จากการสนทนา พูดคุยกับผู้รู้ และสืบค้น จากแหล่งการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นของจริง หนังสือ หรือ วัสดุต่าง ๆ รวมไปถึงการออกนอกสถานที่เพื่อไป ศึกษาหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ วิทยากรท้องถิ่น เพื่อให้เด็กท าการสืบค้นสังเกต ให้เด็กลงมือปฏิบัติด้วย ตนเองผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยมีครูคอยให้ค าแนะน าและคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ระยะที่ 4 สรุปผลโครงการ เป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อปิด Project ครูอาจจะจัดนิทรรศการภายในห้องเกี่ยวกับเรื่องที่เราท ามาตลอด ทั้งสัปดาห์ มีการแบ่งหน้าที่เด็กทุกคนให้มีส่วนร่วมในการน าเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการน าเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเล่านิทาน การแสดง การอภิปราย ซึ่งตรงส่วนนี้เป็นหน้าที่ของเด็กในการน าเสนอ ขั้นตอนนี้ถือ ว่าเป็นการทบทวนการปฏิบัติ ทบวนความรู้ตลอดโครงการที่เรียนมา โดยการจัดนิทรรศการนี้จะมี พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้บริหาร มาเป็นผู้รับฟังความรู้ต่าง ๆ ของเด็กที่ได้ศึกษามา ซึ่งจะท าให้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้บริหาร ได้เห็นถึงความสามารถของเด็กอีกด้วย


7 ระยะเวลำในกำรสอนแบบโครงกำร 1-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของการเรียนการสอน ประโยชน์กำรสอนแบบโครงกำร ผมคิดว่า การสอนแบบโครงการส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามหัวข้อเรื่องที่ตนเองสนใจ อย่างมีความสุข สนุกสาน ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง การท างานอย่างมีแบบแผน มีโอกาสที่จะ ประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่ เกิดแรงจูงใจภายในและความสามารถที่เกิดจากตัวเด็กในการท ากิจกรรม สร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง เนื่องจาการสอนแบบโครงการ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน จะต้องร่วมมือกับครูสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก กำรน ำไปประยุกต์ใช้ การสอนแบบ Project Approach เป็นการสอนที่เหมาะส าหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก เพราะ การสอนแบบ Project Approach นั้นเป็นการสอนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลุ่มลึกในเรื่องนั้น ๆ ในฐานะที่เรา เป็นครูผู้สอน เราควรเลือกเรื่องที่เด็กนั้นสนใจจริง ๆ แต่เรื่องที่เด็กเลือกควรเป็นเรื่องที่สามารถมา ประยุกต์ใช้ในรายวิชาอื่น ๆ ได้ หรือ น ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ เมื่อได้เรื่องที่เด็กสนใจ ครูก็ ด าเนินการตามขั้นตอนการสอนของ Project Approach และครูควรปล่อยให้เด็กได้ท ากิจกรรมอย่างเต็มที่ ปล่อยให้เด็กมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเด็กจะมีความรู้จากประสบการณ์เดิมแล้วก็ตาม โดยครูนั้น ต้องเป็นผู้อ านวยความสะดวก และคอยให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เด็กอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่ำงกำรสอนแบบโครงกำร โรงเรียนเกษมพิทยา


8 แหล่งที่มำ http://piggynicha.blogspot.com https://studentsmirror.com/william-kilpatrick


Click to View FlipBook Version