The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วิทยาศาสตร์น่ารู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sirinan Cherdram, 2022-10-20 03:08:44

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วิทยาศาสตร์น่ารู้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 วิทยาศาสตร์น่ารู้

แผนการจดั การเรยี นรู้
วิชา วิทยาศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๔ โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ หนองใส

นางสาวสริ นิ ันท์ เชิดรมั ย์
๖๒๐๔๐๑๑๑๑๓๑

สาขาวิชา วทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไปและชวี วทิ ยา

การฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศกึ ษา ๑
รหัสวชิ า ED๑๘๕๐๑ (INTERNSHIP IN SCHOOL ๑)

คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔

แผนการจดั การเรยี นรู้
วิชา วิทยาศาสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๔ โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ หนองใส

นางสาวสริ นิ ันท์ เชิดรมั ย์
๖๒๐๔๐๑๑๑๑๓๑

สาขาวิชา วทิ ยาศาสตรท์ วั่ ไปและชวี วทิ ยา

การฝึกปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศึกษา ๑
รหัสวชิ า ED๑๘๕๐๑ (INTERNSHIP IN SCHOOL ๑)

คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุดรธานี
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๔



คำนำ

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ว ๑๔๑๐๑ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ เล่ม ๑ นี้ จดั ทาขึน้
เพือ่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการจดั การเรยี นการสอนให้มปี ระสิทธิภาพ และใหน้ กั เรยี นบรรลตุ ามมาตรฐานการ
เรียนรู้/ตวั ชี้วดั ทกี่ าหนดไวใ้ นหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง
๒๕๖๐) ผูจ้ ดั ทาจงึ ได้ศึกษาสาระการเรยี นรู้ เทคนคิ วิธีการสอน การวดั และประเมนิ ผล มาจัดทาแผนการ
จัดการเรยี นรู้ในครัง้ น้ี

แผนการจดั การเรียนรู้ในเล่ม ๑ ประกอบด้วย เป้าหมายของวิทยาศาสตร์ เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ คุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ คาอธบิ ายรายวชิ า โครงสรา้ งรายวชิ า แผนการจัดการเรยี นรู้

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ เรือ่ ง วิทยาศาสตร์นา่ รู้ เพ่ือให้ผเู้ รยี นบรรลมุ าตรฐานการเรยี นรูไ้ ดเ้ ต็มศกั ยภาพ
อย่างแทจ้ รงิ จงึ หวงั เปน็ อย่างยงิ่ วา่ แผนการจดั การเรียนรฉู้ บบั นี้ จะสามารถนาไปใชป้ ระกอบการจัดการเรียน
การสอนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ นาไปสกู้ ารพฒั นาท่ีถูกต้องและเกิดผลแกผ่ เู้ รียนเป็นอย่างดี

นางสาวสริ นิ ันท์ เชดิ รัมย์
๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๕

สำรบญั ข

เรื่อง หน้ำ
คำนำ ก
สำรบญั ข
หลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน พ.ศ. ๒๕๕๑ (ฉบับปรบั ปรุง ๒๕๖๐)
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ค

เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์ ง
เรยี นรู้อะไรในวิทยาศาสตร์ จ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ฉ
คณุ ภาพผ้เู รยี นจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ช
สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น ซ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ของผเู้ รยี น ฑ
ตวั ชี้วัดและสาระเรยี นรู้แกนกลาง ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔ ฒ
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ ด
โครงสรำ้ งรำยวชิ ำ
กำหนดกำรสอน ๑
หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี ๑ วทิ ยำศำสตรน์ ำ่ รู้ ๙
แผนการจดั การเรยี นรู้ ๑ วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ ๑๗
แผนการจดั การเรยี นรู้ ๒ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
แผนการจดั การเรยี นรู้ ๓ จิตวิทยาศาสตร์



หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขัน้ พน้ื ฐำน พ.ศ. ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐)
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี

เป้ำหมำยของวทิ ยำศำสตร์

ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุดเพื่อให้ได้ท้ัง
กระบวนการและความรู้จากวิธีการสังเกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลที่ได้ มาจัดระบบเป็น
หลักการ แนวคิด และองคค์ วามรู้

การจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมเี ปา้ หมายท่ีสาคัญ ดงั น้ี
๑. เพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎีและกฎท่เี ป็นพ้ืนฐานในวิชาวทิ ยาศาสตร์
๒. เพอื่ ให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวชิ าวิทยาศาสตร์และข้อจากัดในการศกึ ษา
วชิ าวิทยาศาสตร์

๓. เพอ่ื ใหม้ ที กั ษะที่สาคัญในการศกึ ษาค้นควา้ และคดิ ค้นทางเทคโนโลยี
๔. เพ่อื ให้ตระหนักถึงความสัมพันธร์ ะหว่างวิชาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยมี วลมนุษย์
และสภาพแวดลอ้ มในเชิงที่มอี ทิ ธิพลและผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
๕. เพอ่ื นาความรคู้ วามเขา้ ใจ ในวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยไี ปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์
ตอ่ สงั คมและการดารงชีวิต
๖. เพ่ือพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแก้ปญั หา และ
การจดั การ ทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
๗. เพื่อให้เป็นผู้ท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์

เรียนร้อู ะไรในวทิ ยำศำสตร์

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรม์ งุ่ หวังใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ เชอ่ื มโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือ
ปฏบิ ัตจิ รงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ชั้น โดยกาหนดสาระสาคัญ ดงั นี้

✧วิทยำศำสตร์ชีวภำพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตการ
ดารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสง่ิ มชี ีวติ

✧ วิทยำศำสตร์กำยภำพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปล่ียนแปลงของสารการ
เคลอื่ นท่ี พลังงาน และคล่นื



✧ วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์
ภายในระบบสุรยิ ะ เทคโนโลยอี วกาศ ระบบโลก การเปลยี่ นแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปล่ียนแปลงลม
ฟา้ อากาศ และผลตอ่ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนร้เู ก่ียวกับ เทคโนโลยเี พือ่ การดารงชีวติ ในสังคม

ที่มีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตรอ์ ื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรอื พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมโดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ สงั คม และสง่ิ แวดล้อม

● วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับ การคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหา
เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่ือสาร ในการแกป้ ญั หาท่พี บในชวี ิตจริงได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้

สำระที่ ๑ วิทยำศำสตรช์ วี ภำพ
มำตรฐำน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต

กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสงิ่ แวดล้อมรวมทัง้ นาความรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์

มำตรฐำน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสตั ว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์
กัน ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ทที่ างานสมั พนั ธก์ ัน รวมทั้งนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

มำตรฐำน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง
พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและ
วิวฒั นาการของส่ิงมีชวี ติ รวมทั้งนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

สำระท่ี ๒ วทิ ยำศำสตรก์ ำยภำพ
มำตรฐำน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบัติ

ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

มำตรฐำน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ
ลักษณะการเคล่อื นทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวตั ถรุ วมทั้งนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์



มำตรฐำน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสียง แสง และคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์

สำระที่ ๓ วทิ ยำศำสตร์โลก และอวกำศ
มำตรฐำน ว ๓.๑ เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวฒั นาการของเอกภพ

กาแลก็ ซดี าวฤกษแ์ ละระบบสรุ ิยะ รวมทงั้ ปฏิสมั พนั ธ์ภายในระบบสุรยิ ะทีส่ ง่ ผลต่อสงิ่ มชี วี ติ และการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีอวกาศ

มำตรฐำน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลกกระบวนการ
เปล่ียนแปลงภายในโลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบตั ิภัย กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก
รวมท้งั ผลตอ่ สิ่งมชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม

สำระที่ ๔ เทคโนโลยี
มำตรฐำน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มีการ

เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อ
แก้ปญั หาหรอื พัฒนางานอย่างมคี วามคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเ้ ทคโนโลยี
อยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสง่ิ แวดล้อม

มำตรฐำน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชวี ติ จริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้การทางาน และการแก้ปัญหาได้
อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รเู้ ท่าทนั และมจี ริยธรรม

คุณภำพผเู้ รยี น

จบชัน้ ประถมศกึ ษำปที ่ี ๖

❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะการปรับตัวของส่ิงมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ
สิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่ การทาหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของมนุษย์

❖ เข้าใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะของสสารการ
ละลาย การเปล่ียนแปลงทางเคมีการเปล่ียนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้และการแยกสารอย่างง่าย

❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรง
ต่าง ๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุความดัน หลักการท่ีมีต่อวัตถุวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายปรากฏการณ์เบ้ืองต้น
ของเสียง และแสง

❖ เข้าใจปรากฏการณ์การข้ึนและตก รวมถึงการเปล่ียนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ความแตกตา่ งของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์การขึ้น
และตกของกลุ่มดาวฤกษก์ ารใช้แผนท่ดี าว การเกิดอุปราคาพัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ



❖เข้าใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง
หยาดนา้ ฟ้า กระบวนการเกดิ หนิ วฏั จกั รหนิ การใชป้ ระโยชน์หินและแร่ การเกดิ ซากดึกดาบรรพก์ ารเกดิ ลมบก
ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติธรณีพิบัติภัยการเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์
เรอื นกระจก

❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเช่ือถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้
เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการทางานรว่ มกนั เขา้ ใจสิทธิและ
หนา้ ที่ของตน เคารพสิทธขิ องผอู้ ื่น

❖ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งท่ีจะเรียนรู้ตามท่ีกาหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคาถามหรือปัญหาที่จะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลทงั้ เชิงปรมิ าณและคุณภาพ

❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสารวจ
ตรวจสอบในรูปแบบท่ีเหมาะสม เพื่อส่ือสารความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและหลักฐาน
อ้างอิง

❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมนั่ ในสิง่ ทจ่ี ะเรียนรู้ มีความคดิ สร้างสรรคเ์ กี่ยวกบั เรอ่ื งท่จี ะศึกษา
ตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่ีมีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คดิ เหน็ ผู้อืน่

❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานที่ได้ รับมอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ ประหยัด
ซ่อื สัตยจ์ นงานลุลว่ งเปน็ ผลสาเรจ็ และทางานร่วมกับผอู้ ื่นอยา่ งสร้างสรรค์

❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ความรแู้ ละกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหา
ความรเู้ พิ่มเตมิ ทาโครงงานหรอื ชิน้ งานตามทกี่ าหนดใหห้ รือตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเก่ียวกับการใช้การดูแลรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมอย่างรคู้ ุณค่า

สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน มุ่งให้ผูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดังน้ี
๑. ความสามารถในการสอื่ สาร เป็นความสามารถในการรบั และสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใช้

ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณ์ อนั จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมท้ังการเจรจาตอ่ รองเพ่ือขจัด
และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนการเลือกใช้วธิ กี ารสื่อสารท่ีมีประสิทธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบทมี่ ตี ่อตนเองและสังคม

๒. ความสามารถในการคิด เปน็ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศ เพอ่ื การตัดสินใจเก่ยี วกับตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม



๓. ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผลคุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบท่ีเกิดขึ้นต่อตนเอง สั งคมและ
สง่ิ แวดล้อม

๔. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใชใ้ น
การดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทางาน และการอยู่ร่วม กันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง
เหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลยี่ นแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและการรู้จกั หลีกเส่ียงพฤติกรรม
ไมพ่ งึ ประสงคท์ ่ีส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

๔. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยี
ด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในต้านการเรียนรู้การ
สอ่ื สารการทางาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ งเหมาะสมและมคี ณุ ธรรม

คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้

สามารถอยู่ร่วมกบั ผอู้ ื่นในสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลกดงั นี้
๑. รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
๒. ซือ่ สัตยส์ ุจริต
๓. มีวนิ ัย
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มุ่งมน่ั ในการทางาน
๗. รกั ความเปน็ ไทย
๘. มีจติ สาธารณะ



ตวั ช้ีวดั และสำระเรยี นรแู้ กนกลำง ชัน้ ประถมศกึ ษำปที ี่ ๔

สำระท่ี ๑ วทิ ยำศำสตรช์ วี ภำพ

มำตรฐำน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้
ประโยชน์

ชั้น ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๑.๒ ป.๔/๑ บรรยายหนา้ ที่ของ • ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ดอกทาหน้าที่แตกต่างกนั
ราก ลาต้น ใบ และดอกของพืช - รากทาหน้าที่ดูดนา้ และแรธ่ าตุขึ้นไปยังลาต้น
ดอกโดยใชข้ อ้ มูลที่รวบรวมได้ - ลาตน้ ทาหนา้ ท่ลี าเลยี งนา้ ต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของพชื

- ใบทาหน้าท่ีสร้างอาหาร อาหารที่พืชสร้างข้ึนคือน้าตาลซึ่ง

จะเปลี่ยนเป็นแปง้

- ดอกทาหน้าที่สืบพันธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ

ได้แก่ กลีบเล้ียง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ซ่ึง

สว่ นประกอบแต่ละสว่ นของดอก ทาหน้าที่แตกตา่ งกัน

มำตรฐำน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม สาร

พันธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธุกรรมทีม่ ีผลต่อส่ิงมีชวี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวฒั นาการของ

สงิ่ มชี ีวิต รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

ชน้ั ตวั ชี้วัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๑.๓ ป.๔/๑ จาแนกสิ่งมีชีวิต - สิง่ มชี วี ิตมหี ลายชนดิ สามารถจัดกลมุ่ ได้โดยใช้ ความ

โดยใช้ความเหมือนและ ความ เหมอื นและความแตกต่างของลักษณะต่าง ๆ เชน่ กลมุ่ พืช

แตกต่างของลักษณะของสง่ิ มีชีวิต สร้างอาหารเองได้ และเคลื่อนทด่ี ว้ ยตนเองไม่ได้ กลุม่ สัตว์กนิ

ออกเป็น กลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และ ส่ิงมีชวี ิตอนื่ เปน็ อาหารและเคลอ่ื นท่ไี ด้ กลุ่มที่ไมใ่ ช่พืชและ

กลุ่มท่ีไม่ใชพ่ ืชและสัตว์ สตั ว์ เช่น เห็ด รา จุลนิ ทรยี ์

ว ๑.๓ ป.๔/๒ จาแนกพืช - การจาแนกพืช สามารถใชก้ ารมดี อกเปน็ เกณฑ์ ในการ

ออกเปน็ พชื ดอกและพชื ไม่มีดอก จาแนก ไดเ้ ป็นพชื ดอกและพืชไม่มีดอก การจาแนกสัตว์

โดยใช้การมดี อกเป็นเกณฑ์ โดย สามารถใชก้ ารมีกระดกู สนั หลัง เปน็ เกณฑ์ในการจาแนก ได้

ใช้ข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ เป็นสัตว์มกี ระดูกสนั หลงั และสตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลัง

ว ๑.๓ ป.๔/๓ จาแนกสตั ว์ - การจาแนกพชื สามารถใช้การมีดอกเปน็ เกณฑ์ในการ

ออกเป็นสตั วม์ กี ระดกู สันหลังและ จาแนก ได้เปน็ พชื ดอกและพืชไม่มีดอก

สตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลัง โดยใช้

การมกี ระดกู สันหลงั เป็นเกณฑ์

โดยใชข้ อ้ มลู ทรี่ วบรวมได้



ช้นั ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๑ . ๓ ป . ๔ / ๔ บ ร ร ย า ย - สัตว์มกี ระดกู สันหลังมหี ลายกลุ่ม ได้แก่กลุ่มปลากลุ่มสตั ว์

ลักษณะเฉพาะที่สังเกตได้ของ สะเทนิ น้าสะเทินบกกลุม่ สัตว์เลอื้ ยคลานกลุ่มนกและกลมุ่

สัตว์ มีกระดูกสันหลังในกลุ่มปลา สัตว์เลีย้ งลกู ดว้ ยน้านม ซึ่งแต่ละกลมุ่ จะมลี กั ษณะเฉพาะที่

กลุ่มสัตว์สะเทินน้า สะเทินบก สังเกตได้

กลมุ่ สตั ว์เลือ้ ยคลาน กลุ่มนก และ

กลุ่มสัตว์เล้ียงลูกด้วยน้านม และ

ยกตัวอยา่ ง ส่ิงมชี ีวิตในแตล่ ะกลมุ่

สำระท่ี ๒ วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ

มำตรฐำน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัตขิ อง

สสารกบั โครงสรา้ งและแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร

การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

ชนั้ ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๒.๑ ป.๔/๑ เปรียบเทยี บสมบตั ิ - วัสดแุ ต่ละชนดิ มสี มบัตทิ างกายภาพแตกตา่ งกนั วัสดุท่ีมี

ทางกายภาพดา้ นความแข็ง ความแขง็ จะทนต่อแรงขูดขีด วสั ดทุ ี่มีสภาพยืดหยุ่นจะ

สภาพยดื หยนุ่ การนาความร้อน เปล่ยี นแปลงรปู ร่างเม่ือมีแรงมากระทาและกลับสภาพเดิมได้

และการนาไฟฟ้าของวสั ดโุ ดยใช้ วสั ดุทน่ี าความร้อนจะรอ้ นได้เรว็ เม่อื ไดร้ ับความรอ้ น และ

หลักฐานเชงิ ประจกั ษจ์ ากการ วัสดุที่นาไฟฟ้าได้ จะให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ ดังนนั้ จึงอาจ

ทดลองและระบุการนาสมบตั ิ นาสมบัติต่าง ๆ มาพิจารณาเพ่อื ใช้ในกระบวนการออกแบบ

เรือ่ งความแขง็ สภาพยืดหยุ่น ช้ินงานเพอ่ื ใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจาวัน

การนาความร้อน และการนา

ไฟฟา้ ของวสั ดไุ ปใชใ้ น

ชีวิตประจาวัน ผา่ นกระบวน

การออกแบบช้ินงาน

ว ๒.๑ ป.๔/๑ แลกเปลี่ยน

ความคิดกบั ผอู้ ืน่ โดยการอภปิ ราย

เกยี่ วกับสมบตั ทิ างกายภาพของ

วสั ดอุ ยา่ งมีเหตผุ ลจากการ

ทดลอง

ว ๒.๑ ป.๔/๓ เปรียบเทยี บสมบัติ วสั ดเุ ปน็ สสารเพราะมมี วลและต้องการที่อยู่ สสารมีสถานะ

ของสสารทัง้ ๓ สถานะ จาก เปน็ ของแขง็ ของเหลว หรอื แก๊ส ของแขง็ มีปริมาตรและ

ขอ้ มูลที่ได้จากการสังเกต มวล รูปร่างคงที่ของเหลวมี ปรมิ าตรคงท่ีแต่มีรูปรา่ งเปลี่ยนไปตาม

การต้องการท่ีอยู่ รูปร่างและ ภาชนะ เฉพาะส่วนที่บรรจุของเหลว สว่ นแกส๊ มปี ริมาตร

ปรมิ าตรของสสาร และรูปร่างเปลยี่ นไปตามภาชนะที่บรรจุ

ว ๒.๑ ป.๔/๔ ใชเ้ ครอ่ื งมอื เพื่อวดั

มวล และปริมาตรของสสารท้ัง ๓

สถานะ



มำตรฐำน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวนั ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคล่อื นทแ่ี บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ช้นั ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๒.๒ ป.๔/๑ ระบุผลของแรง - แรงโน้มถว่ งของโลกเป็นแรงดึงดูดทโี่ ลกกระทาต่อวัตถุมีทิศ

โน้มถ่วงที่มีต่อวัตถุจากหลักฐาน ทางเข้าสศู่ ูนยก์ ลางโลก และเป็นแรงไม่สัมผัส แรงดงึ ดูดทีโ่ ลก

เชงิ ประจักษ์ กระทากบั วัตถุหน่งึ ๆทาใหว้ ัตถุตกลงสู่พ้นื โลกและทาให้วัตถุมี

ว ๒.๒ ป.๔/๒ ใช้เครื่องชั่งสปริง นา้ หนักวดั น้าหนกั ของวตั ถไุ ด้จากเครื่องชงั่ สปริง น้าหนัก

ในการวดั น้าหนกั ของวัตถุ ของวัตถุข้ึนกับมวลของวัตถุโดยวัตถุท่ีมีมวลมากจะมีน้าหนัก

มากวัตถทุ ่ีมมี วลนอ้ ยจะมีนา้ หนักน้อย

ว ๒.๒ ป.๔/๓ - มวล คือ ปริมาณเน้ือของสสารทั้งหมดท่ีประกอบกันเป็น

วตั ถุซึ่งมผี ลตอ่ ความยากง่ายในการเปลี่ยนแปลงการเคล่ือนท่ี

ของวัตถุวัตถุท่ีมีมวลมากจะเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนท่ีได้ยาก

กว่าวัตถุท่มี มี วลน้อย ดังน้ันมวลของวตั ถนุ อกจากจะหมายถึง

เ น้ื อ ท้ั ง ห ม ด ข อ ง วั ต ถุ นั้ น แ ล้ ว ยั ง ห ม า ย ถึ ง ก า ร ต้ า น ก า ร

เปลี่ยนแปลงการเคลอื่ นทข่ี องวตั ถุนั้นดว้ ย

มำตรฐำน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง

กบั เสียง แสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ชน้ั ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๒.๓ ป.๔/๑ จาแนกวัตถุเป็น - เมื่อมองสิ่งต่าง ๆ โดยมีวัตถุต่างชนิดกันมาก้ันแสงจะทาให้

ตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่ง ลักษณะการมองเห็นส่ิงน้ัน ๆ ชัดเจนต่างกัน จึงจาแนกวัตถุ

แ ส ง แ ล ะ วั ต ถุ ทึ บ แ ส ง จ า ก ที่มากั้นออกเปน็ ตวั กลางโปร่งใสซึ่งทาใหม้ องเหน็ สิง่ ต่าง ๆ ได้

ลักษณะ การมองเห็นส่ิงต่าง ๆ ชัดเจนตัวกลางโปร่งแสงทาใหม้ องเห็นส่ิงต่าง ๆ ได้ไม่ชัดเจน

ผ่านวัตถุนั้นเป็นเกณฑ์โดยใช้ และวัตถทุ บึ แสงทาใหม้ องไมเ่ หน็ สงิ่ ตา่ ง ๆ นน้ั

หลักฐานเชิงประจักษ

สำระที่ ๓ วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ

มำตรฐำน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซดี าวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมทัง้ ปฏสิ มั พนั ธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะทสี่ ง่ ผลตอ่ ส่ิงมชี วี ิตและการประยุกต์ใช้

เทคโนโลยอี วกาศ

ชั้น ตวั ชี้วดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๓.๑ ป.๔/๑ อธิบายแบบรูป - ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โดยดวงจันทร์หมุนรอบ

เส้นทางการขึ้นและตก ของดวง ตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะท่ีโลกก็หมุนรอบตัวเองด้วย

จันทรโ์ ดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์ เช่นกัน การหมุนรอบตัวเองของโลกจากทิศตะวันตกไปทิศ

สิ่งต่าง ๆ ผ่านวัตถุน้ันเป็นเกณฑ์ ตะวนั ออกในทศิ ทางทวนเขม็ นาฬิกาเมื่อมองจากขัว้ โลกเหนอื

โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ทาให้มองเหน็ ดวงจันทรป์ รากฏข้ึนทางด้าน



ชน้ั ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง

ทิศตะวันออกและตกทางด้านทิศตะวันตกหมุนเวียนเป็นแบบ

รปู ซ้า ๆ

ว ๓.๑ ป.๔/๒ สร้างแบบจาลอง - ดวงจนั ทรเ์ ปน็ วตั ถทุ เี่ ปน็ ทรงกลม แต่รูปร่างของดวงจันทร์ท่ี

ท่ี อ ธิ บ า ย แ บ บ รู ป ก า ร มองเห็นหรือรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์บนท้องฟ้าแตกต่าง

เปล่ียนแปลงรูปร่างปรากฏของ กันไปในแต่ละวันโดยในแต่ละวันดวงจันทร์จะมีรูปร่าง

ดวงจันทร์และพยากรณ์รูปร่าง ปรากฏเปน็ เส้ียวที่มขี นาดเพมิ่ ข้นึ อยา่ งตอ่ เน่ืองจนเต็มดวง

ปรากฏของดวงจันทร์ จากน้ันรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์จะแหว่งและมีขนาด

ลดลงอย่างต่อเนื่องจนมองไม่เห็นดวงจันทร์จากนั้นรูปร่าง

ปรากฏของดวงจันทร์จะเป็นเสยี้ วใหญ่ขนึ้ จนเตม็ ดวงอกี คร้ัง

การเปลย่ี นแปลงเชน่ น้เี ป็นแบบรูปซา้ กันทกุ เดือน

ว ๓.๑ ป.๔/๓ สร้างแบบจาลอง - ระบบสุริยะเป็นระบบท่ีมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางและมี

แสดงองค์ประกอบของระบบ บรวิ ารประกอบด้วย ดาวเคราะห์แปดดวงและบริวาร ซึง่ ดาว

สุริยะ และอธิบายเปรียบเทียบ เคราะห์แต่ละดวงมีขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตย์

คาบการโคจรของดาวเคราะห์ต่าง แตกต่างกัน และยังประกอบด้วย ดาวเคราะห์แคระ ดาว

ๆ จากแบบจาลอง เคราะห์น้อย ดาวหาง และวัตถขุ นาดเล็กอื่น ๆ โคจรอยู่

รอบดวงอาทิตย์วัตถุขนาดเล็กอ่ืน ๆ เม่ือเข้ามาในชั้น

บรรยากาศเน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลกทาให้เกิดเป็นดาว

ตกหรือผีพงุ่ ไตแ้ ละอุกกาบาต

สำระท่ี ๔ เทคโนโลยี

มำตรฐำน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวติ จริงอย่างเป็นข้ันตอน

และเป็นระบบใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี

ประสทิ ธิภาพ รูเ้ ท่าทัน และมีจรยิ ธรรม

ช้ัน ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๔.๒ ป.๔/๑ ใช้เหตุผลเชิง - การใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะเป็นการนากฎเกณฑ์ หรอื เงื่อนไขท่ี

ตรรกะในการแก้ปัญหา การ ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหา การ

อธิบายการทางาน การคาดการณ์ อธิบายการทางาน หรือการคาดการณ์ผลลพั ธ์

ผลลัพธ์จากปญั หาอย่างง่าย - สถานะเริ่มต้นของการทางานที่แตกต่างกันจะให้ผลลัพธ์ที่

แตกต่างกัน

- ตัวอย่างปัญหา เช่น เกม OX โปรแกรมที่มี การคานวณ

โปรแกรมท่ีมีตัวละครหลายตัวและมีการสั่งงานที่แตกต่าง

หรือมีการสื่อสารระหว่างกัน การเดินทางไปโรงเรียน โดย

วิธกี ารต่าง ๆ

ว ๔.๒ ป.๔/๒ ออกแบบ และ - การออกแบบโปรแกรมอย่างง่าย เช่น การออกแบบโดยใช้

เขยี นโปรแกรมอยา่ งงา่ ย โดยใช้ storyboard หรือการออกแบบอัลกอรทิ มึ

ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหา - การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับของคาสั่ง ให้

ข้อผิดพลาดและแกไ้ ข คอมพิวเตอร์ทางาน เพ่ือให้ได้ผลลัพธ์ตาม ความต้องการ



ชั้น ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง

หากมีข้อผดิ พลาดใหต้ รวจสอบ การทางานทลี ะคาสง่ั เม่อื พบ

จุดท่ีทาให้ผลลัพธ์ ไม่ถูกต้อง ให้ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้

ผลลพั ธท์ ีถ่ กู ต้อง

- ตัวอย่างโปรแกรมท่ีมีเรื่องราว เช่น นิทานท่ีมี การตอบโต้

กับผใู้ ช้ การต์ นู สัน้ เลา่ กจิ วตั รประจาวัน ภาพเคล่อื นไหว

การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของผู้อ่ืนจะช่วย

พฒั นาทกั ษะการหาสาเหตุของปัญหาไดด้ ยี ิ่งขึน้

- ซอฟต์แวรท์ ใ่ี ชใ้ นการเขียนโปรแกรม เชน่ Scratch, logo

ว ๔.๒ ป.๔/๓ ใช้อินเทอร์เน็ต - การใช้คาคน้ ทีต่ รงประเดน็ กระชับ จะทาให้ได้ ผลลัพธ์ที่

ค้นหาความรู้ และประเมินความ รวดเร็วและตรงตามความตอ้ งการ

น่าเชอ่ื ถอื ของขอ้ มลู - การประเมินความนา่ เชือ่ ถอื ของขอ้ มูล เชน่ พิจารณา

ประเภทของเว็บไซต์ ผเู้ ขียน วันทเ่ี ผยแพรข่ ้อมลู การอา้ งอิง

- เม่ือได้ข้อมลู ท่ีต้องการจากเวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ จะตอ้ งนาเนื้อหา

มาพิจารณา เปรยี บเทียบ แล้วเลอื กข้อมลู ทีม่ ีความ

สอดคล้องและสมั พันธ์กัน

- การทารายงานหรือการนาเสนอข้อมลู จะต้อง นาข้อมลู มา

เรียบเรยี ง สรปุ เปน็ ภาษาของตนเอง ทเ่ี หมาะสมกบั

กลุม่ เปา้ หมายและวธิ กี ารนาเสนอ (บูรณาการกบั วชิ าภาษ

ไทย)

ว ๔.๒ ป.๔/๔ รวบรวม ประเมิน - การรวบรวมข้อมูล ทาได้โดยกาหนดหัวข้อ ท่ีต้องการ

นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ เตรียมอปุ กรณ์ในการจดบนั ทึก

โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย - การประมวลผลอย่างง่าย เช่น เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม

เพ่ือแก้ปัญหาในชวี ติ ประจาวนั เรียงลาดบั การหาผลรวม

- วิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือกท่ีเป็นไปได้ ประเมิน

ทางเลือก (เปรยี บเทียบ ตัดสิน)

- การนาเสนอข้อมูลทาได้หลายลักษณะตาม ความเหมาะสม

เช่น การบอกเล่า เอกสารรายงาน โปสเตอร์ โปรแกรม

นาเสนอ

- การใช้ซอฟต์แวร์เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน เช่น การ

สารว จเมนูอาหารกลางวันโ ดยใช้ซอฟต์แว ร์ส ร้ า ง

แบบสอบถามและเก็บข้อมูล ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทางานเพ่ือ

ประมวลผลข้อมูล รวบรวมข้อมูลเก่ียวกับคุณค่าทาง

โภชนาการและสร้างรายการอาหารสาหรับ ๕ วัน ใช้

ซอฟต์แวร์นาเสนอผลการสารวจ รายการอาหารที่เป็น

ทางเลอื ก และข้อมูลด้านโภชนาการ



ชน้ั ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง

ป.๔ ว ๔.๒ ป.๔/๕ ใช้เทคโนโลยี - การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั เข้าใจสิทธิและ

สารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจ หน้าท่ีของตน เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน เช่น ไม่สร้างข้อความ

สิทธิและหน้าที่ของตน เคารพใน เท็จและส่งให้ผู้อ่ืน ไม่สร้าง ความเดือดร้อนต่อผู้อ่ืนโดยการ

สิทธิของผู้อ่ืน แจ้งผู้เก่ียวข้องเม่ือ ส่งสแปม ข้อความลูกโซ่ ส่งต่อโพสต์ที่มีข้อมูลส่วนตัวของ

พ บ ข้ อ มู ล ห รื อ บุ ค ค ล ที่ ไ ม่ ผู้อ่ืน ส่งคาเชิญเล่นเกม ไม่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือการบ้าน

เหมาะสม ของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้เคร่ืองคอมพิวเตอร์/

ช่อื บญั ชขี องผู้อ่นื

- การสือ่ สารอยา่ งมมี ารยาทและรกู้ าลเทศะ

- การปกป้องข้อมูลส่วนตัว เช่น การออกจากระบบเมื่อเลิก

ใชง้ าน ไม่บอกรหสั ผา่ น ไม่บอกเลขประจาตวั ประชาชน



คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ

ว๑๔๑๐๑ วทิ ยำศำสตร์ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์

ชั้นประถมศึกษำปที ี่ ๔ เวลำ ๑๒๐ ชัว่ โมง

...................................................................................................................................................................

ศึกษา วิเคราะห์ หนา้ ที่ของราก ลาต้น ใบ และดอกของพืชดอก สว่ นประกอบของพชื ดอก ความ

แตกต่างชองลกั ษณะส่งิ มชี ีวติ กล่มุ พชื กลมุ่ สัตว์ และกลุม่ ท่ีไมใ่ ช่พืชและสตั ว์ จาแนกพืชออกเปน็ พชื ดอกและ

พืชไมม่ ีดอก จาแนกสตั ว์ออกเปน็ สตั วม์ ีกระดูกสันหลังและสัตวไ์ มม่ กี ระดูกสนั หลัง ลักษณะเฉพาะของสัตว์มี

กระดูกสนั หลงั ในกลมุ่ ปลา กลมุ่ สัตว์สะเทินนา้ สะเทนิ บก กลมุ่ สัตว์เลอ้ื ยคลาน กล่มุ นก และกลมุ่ สัตว์เลีย้ งลกู

ด้วยนม ตัวอยา่ งของสัตว์ในแต่ละกล่มุ สมบัตทิ างกายภาพของวสั ดุ การนาสมบตั ิของวัสดุไปใช้ใน

ชีวติ ประจาวันสมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ ด้านความแขง็ ความยืดหยนุ่ การนาความร้อน การนาไฟฟ้า สมบัติ

ของสสาร มวล และปรมิ าตรของสสาร เครื่องมือทใ่ี ชว้ ัดมวลและปรมิ าตรของสสาร ผลของแรงโน้มถ่วงท่ีมตี ่อ

วัตถุ การใชเ้ ครือ่ งช่ังสปรงิ มวลของวัตถุกบั การเคล่ือนท่ีของวตั ถุ วัตถุทีเ่ ป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปรง่ แสง

วตั ถุทึบแสง และลักษณะการมองเหน็ ผ่านวตั ถุ แบบรูปเส้นทางการขนึ้ และตกของดวงจันทร์ การเปลีย่ นแปลง

และการพยากรณร์ ูปรา่ งปรากฏของดวงจันทร์ องคป์ ระกอบของระบบสุริยะ และการโคจรของดาวเคราะห์

ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบคน้ ข้อมลู

เปรียบเทียบข้อมลู จากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ การอธบิ าย อภปิ ราย และการสร้างแบบจาลอง เพื่อให้เกิดความรู้

ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่อื สารส่ิงท่เี รียนรู้ มคี วามสามารถในการตดั สินใจ นาความรู้ไปใชใ้ น

ชีวติ ประจาวนั มีจิตวิทยาศาสตร์ มจี ริยธรรม คุณธรรมและคา่ นิยมที่เหมาะสม

ใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะในการแก้ปญั หา การทางาน การคาดการณผ์ ลลัพธ์จากปัญหาอย่าง

การออกแบบ การอธบิ าย และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์ หรอื สอื่ และตรวจหาขอ้ ผิดพลาด

และแก้ไซใช้อินเทอรเ์ น็ตค้นหาความรู้ รวบรวม ประเมนิ นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ โดยใช้ซอฟตแ์ วร์ที่

หลากหลาย เพือ่ แกป้ ัญหาในชวี ิตประจาวัน ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั เข้าใจสิทธแิ ละหนา้ ท่ีของ

ตน เคารพในสทิ ธิของผู้อน่ื

รหสั ตวั ช้ีวัด ป.๔/๑
มาตรฐาน ว ๑.๒ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓, ป.๔/๔
มาตรฐาน ว ๑.๓ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓, ป.๔/๔
มาตรฐาน ว ๒.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓
มาตรฐาน ว ๒.๒ ป.๔/๑
มาตรฐาน ว ๒.๓ ป.๔/๑ , ป.๔/๒, ป.๔/๓
มาตรฐาน ว ๓.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓, ป.๔/๔, ป.๔/๕
มาตรฐาน ว ๔.๒

รวม ๒๑ ตัวชี้วัด



โครงสร้ำงหลักสตู ร รำยวิชำวิทยำศำสตร์ (ว๑๔๑๐๑)
กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ตำมหลกั สตู รโรงเรียนเทศบำล ๑ หนองใส

ช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ี ๔ ภำคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลำ ๖๐ ชั่วโมง

ลำดับที่ ช่อื หน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำร สำระสำคัญ/ควำมคดิ รวบยอด เวลำ น้ำหนกั
๑. วทิ ยาศาสตรน์ า่ รู้ เรยี นรู้/ตวั ชว้ี ัด (ช่วั โมง) คะแนน
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ การศึกษาเก่ียวกบั
๒. ความหลากหลายของ - สง่ิ ต่าง ๆ ท่ีอยรู่ อบตวั วิธีการและขนั้ ตอน ๖ ๘
ส่ิงมชี ีวติ ทใ่ี ช้เพ่ือตอบปัญหาทส่ี งสยั เรียกว่า
• เร่ืองท่ี ๑ ว ๑.๓ ป.๔/๑ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ๒๒ ๑๐
ส่งิ มีชีวิตรอบตวั เรา ว ๑.๓ ป.๔/๒
ว ๑.๓ ป.๔/๓ ในการสืบเสาะหาความรู้อย่างเปน็ ๑๔ ๑๒
• เรื่องที่ ๒ ว ๑.๓ ป.๔/๔ ระบบ ผเู้ รยี นควรฝกึ ฝนทกั ษะ
ส่วนตา่ ง ๆ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใหเ้ กดิ ความ
ของพชื ดอก ว ๑.๒ ป.๔/๑ ชานาญ เพ่ือให้สามารถคน้ หาคาตอบได้
อย่างถูกต้อง

เม่ือทาการศึกษาและแสวงหาความรู้
โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ลว้
ผ้เู รียนจะเกิดจิตวทิ ยาศาสตร์

ส่ิงมีชวี ติ มีหลายชนิด โดยแตล่ ะชนิดจะ
มีลกั ษณะสาคัญบางอย่างเหมือนกันหรือ
แตกต่างกนั ไป ซ่ึงสามารถใช้เป็นเกณฑ์ใน
การจัดกล่มุ ส่ิงมชี วี ิตออกเปน็ กลุ่มพชื
กลมุ่ สตั ว์ และกล่มุ ทไ่ี ม่ใช่พชื และสตั ว์

ในการจาแนกพืชสามารถใชล้ ักษณะ
การมดี อกของพชื เปน็ เกณฑ์ และในการ
จาแนกสัตวส์ ามารถใช้การมีกระดกู สนั
หลงั ของสตั ว์เปน็ เกณฑ์ได้ สัตว์มีกระดูก
สนั หลังแบ่งออกได้ ๕ กลมุ่ ซ่ึงสัตว์มี
กระดูกสันหลงั แตล่ ะกลุ่มจะมี
ลักษณะเฉพาะ ทสี่ ังเกตได้แตกตา่ งกนั
พชื ดอกมสี ว่ นตา่ ง ๆ ที่สาคัญ ไดแ้ ก่ ราก
ลาตน้ ใบ ดอก ผลและเมลด็ ซ่งึ ส่วนตา่ ง
ๆ เหลา่ น้จี ะทาหน้าท่ีต่างกันไป



ลำดับท่ี ชอื่ หน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำร สำระสำคญั /ควำมคิดรวบยอด เวลำ น้ำหนัก
๓. แรงโน้มถว่ งของโลก เรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
และตวั กลางของแสง ว ๒.๒ ป.๔/๑ แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงดึงดูดที่
• เรอ่ื งท่ี ๑ ว ๒.๒ ป.๔/๒ โลกกระทาต่อมวลของวัตถุทุกชนิดท่ีอยู่ ๘ ๑๐
แรงโน้มถว่ งของโลก ว ๒.๒ ป.๔/๓ บนโลกและท่ีอยู่ใกล้โลก ซง่ึ มีทศิ ทางเข้าสู่
ศูนย์กลางของโลก ทาให้วัตถุมีน้าหนัก ๘ ๑๐
• เร่ืองที่ ๒ ว ๒.๓ ป.๔/๑ และตกลงส่พู ืน้ โลก เราสามารถวดั น้าหนัก
ตวั กลางของแสง ของวัตถุได้โดยใชเ้ ครอื่ งชง่ั สปริง

มวลของวัตถุต่าง ๆ มีผลต่อการ
เปล่ียนแปลงการเคล่ือนท่ีของวัตถุ วัตถุท่ี
มีมวลมากจะเปลี่ยนแปลงการเคล่ือนท่ีได้
ยากกว่าวัตถุทม่ี ีมวลน้อย

เมื่อมองส่ิงต่าง ๆ โดยมีวัตถุต่างชนิด
มาก้ันแสง จะทาให้มองเห็นสิ่งน้ัน ๆ
ชัดเจนแตกต่างกันไปจึงจาแนกวัตถุที่
น า ม า กั้ น แ ส ง ไ ด้ เ ป็ น ตั ว ก ล า ง โ ป ร่ ง ใ ส
ตวั กลางโปร่งแสง และวัตถทุ บึ แสง

ระหว่ำงเรียน ๕๘ ๕๐
สอบกลำงภำค ๑ ๒๐
สอบปลำยภำค ๑ ๓๐
๖๐ ๑๐๐
รวมทั้งหมด



กำหนดกำรสอน

รำยวชิ ำวิทยำศำสตร์ ชนั้ ประถมศึกษำปีที่ ๔ ภำคเรยี นที่ ๑
จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกติ เวลำ ๖๐ ชั่วโมง

วัน / เดือน /ปี ชือ่ หน่วยกำรเรียนรู้ / หน่วยย่อย จำนวนคำบ
หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ ๑ วทิ ยำศำสตร์นำ่ รู้ (๖)

- วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ ๒
- ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ๒
- จติ วทิ ยาศาสตร์ ๒
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ ๒ ควำมหลำกหลำยของสิ่งมชี ีวิต (๓๖)
(๒๒)
• เรื่องท่ี ๑ ส่ิงมชี วี ติ รอบตัวเรา
- การจดั กลมุ่ ของสิ่งมีชีวิต ๒
- ลกั ษณะของสิ่งมีชีวติ ๒
- การจาแนกพชื ๒
- พืชไมม่ ดี อก ๒
- พืชดอก ๒
- พืชใบเลีย้ งเด่ยี วและพชื ใบเลีย้ งคู่ ๒
- การจาแนกสตั ว์ ๒
- สัตว์ไมม่ กี ระดูกสันหลัง ๔
- สตั ว์มีกระดูกสนั หลัง ๔
(๑๔)
• เรื่องที่ ๒ สว่ นตา่ ง ๆ ของพืชดอก
- หน้าท่ีของส่วนตา่ ง ๆ ของพืชดอก ๒
- การลาเลยี งนา้ และแร่ธาตุ ๒
- การคายน้าของพชื ๒
- การสรา้ งอาหารของพืช ๒
- คลอโรฟลิ ลก์ บั การสร้างอาหารของพืช ๒
- ส่วนประกอบของดอก ๔
สอบกลำงภำค ๑
(๑๖)
หน่วยกำรเรียนรูท้ ่ี ๓ แรงโนม้ ถว่ งของโลกและตัวกลำงของแสง (๘)

• เร่อื งท่ี ๑ แรงโน้มถว่ งของโลก ๒
- แรงโน้มถ่วง ๓
- การวัดน้าหนกั ของวัตถุ ๓
- มวลของวตั ถกุ บั การเคล่ือนที่ (๘)

• เรื่องที่ ๒ ตัวกลางของแสง ๔
- ตวั กลางของแสง

วัน / เดือน /ปี ช่ือหน่วยกำรเรยี นรู้ / หนว่ ยยอ่ ย ต
- การจาแนกตัวกลางของแสง
จำนวนคำบ
สอบปลำยภำค ๔


รวม ๖๐ คำบ



แผนการจดั การเรยี นรู้ ๑
กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว๑๔๑๐๑

ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ ๔ ภาคเรียนท่ี ๑/๒๕๖๔

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์น่ารู้ จานวน ๖ ช่ัวโมง

เรอื่ ง วิธีการทางวิทยาศาสตร์ จานวน ๒ ชว่ั โมง

ผ้สู อน นางสาวสริ ินันท์ เชดิ รมั ย์ วันท่ี……………………..

...................................................................................................................................................................

๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ช้ีวดั

-

๒. สาระสาคัญ
วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์เป็นขน้ั ตอนการทางานอย่างเปน็ ระบบท่นี กั วทิ ยาศาสตรใ์ ชใ้ นการค้นควา้ หา

ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยมกี ารนาข้อมลู ท่ีได้มาวเิ คราะหเ์ พื่อพิสูจนห์ าข้อเทจ็ จริงของเร่ืองน้นั ๆ หรืออาจ
เช่ือมโยงไปสู่ความรู้ใหมส่ าหรับใชใ้ นการศึกษาตอ่ ไปในอนาคต
๓. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (เชิงพฤติกรรม)

เมือ่ เรียนจบบทเรยี นน้ีแล้ว นกั เรียนสามารถ
๑. อธิบายวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ได้ (K)
๒. สอื่ สารและนาความรู้เรอื่ งวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ได้ (P)
๓. นักเรยี นสนใจใฝ่รู้ มีความรับผิดชอบกบั การเรยี นและการร่วมกจิ กรรมในชั้นเรยี น (A)
๔. สาระการเรียนรู้
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างมีกระบวนการท่ีเป็นแบบแผน
มีข้ันตอนท่ีสามารถปฏิบัติตามได้ โดยข้ันตอนวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นเคร่ืองมือสาคัญของนกั วิทยาศาสตร์
ประกอบด้วย ๕ ข้ันตอน ดังน้ี ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล ใช้
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๕. กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (๕Es Instructional Model)
ขัน้ ที่ ๑ ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)

๑.๑ ครูกระตุน้ ผเู้ รยี นโดยการถามคาถามเก่ียวกับประสบการณเ์ ดิมของนกั เรียน เช่น
– นกั เรียนรู้จักนักวิทยาศาสตรห์ รอื ไม่ (แนวคาตอบ รจู้ ัก)
– นกั วิทยาศาสตรท์ างานเกยี่ วกบั อะไร (แนวคาตอบ ค้นคว้าหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์)
– วิธีการท่ีนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ วิธีการทาง
วิทยาศาสตร์)

๒.๒ นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่
การเรยี นรูเ้ รื่องวิธีการทางวิทยาศาสตร์



ขั้นที่ ๒ ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
๒.๑ ครูยกตัวอย่างการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาผลของแสงที่มีต่อการ

เจรญิ เตบิ โตของต้นถั่วงอกในหนงั สอื เรยี น
๒.๒ ครูใหน้ ักเรียนปฏิบัติกิจกรรม ฝึกการใช้วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ ตามขน้ั ตอน ดงั น้ี

– ให้นักเรียนอ่านสถานการณ์ตัวอย่างต่อไปน้ี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาส้มโอและครอบครัวเดินทางไปยัง
บ้านของคุณลุงที่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อเดินทางไปถึงส้มโอจึงเดินสงั เกตรอบ ๆ บ้านของคุณลุง พบว่ามีต้นไม้ ๒ ตู้
โดยแตล่ ะต้มู ีปลาหลายชนดิ กาลังว่ายนา้ กลับไปกลับมา สม้ โอจงึ ต้ังข้อสงสยั ว่า เพราะเหตใุ ดปลาจงึ วา่ ยน้าได้

– ให้นักเรียนค้นหาคาตอบของคาถามจากสถานการณ์ตัวอยา่ งโดยใชว้ ิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ จากนนั้
บนั ทึกขั้นตอนทใี่ ช้ในการศึกษา แลว้ นาเสนอข้อมูลหน้าห้องเรียน

๒.๓ ครคู อยแนะนาช่วยเหลือนักเรยี นขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบ ๆ ห้องเรยี นและ
เปดิ โอกาสให้นกั เรยี นทุกคนซักถามเม่ือมปี ัญหา

ขน้ั ที่ ๓ ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
๓.๑ นักเรียนนาเสนอผลการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมหนา้ ห้องเรยี น
๓.๒ ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภปิ รายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวคาถาม เชน่

– ปัญหาของกจิ กรรมนค้ี ืออะไร (แนวคาตอบ เพราะเหตใุ ดปลาจึงวา่ ยน้าได)้
– นักเรียนต้ังสมมุตฐิ านของกิจกรรมนว้ี ่าอะไร (แนวคาตอบ ปลานา่ จะวา่ ยน้าได้ เพราะมีครีบทลี่ าตวั )
– นักเรียนรวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ด้วยวิธีใด (แนวคาตอบ ใช้แว่นขยายส่องดู
ลักษณะภายนอกของปลาในตู้ปลา และสืบค้นข้อมูลเก่ียวกับลักษณะภายนอกของปลาจากแหล่งการเรียนรู้
ต่าง ๆ ท่เี ช่อื ถอื ได)้
– นักเรียนวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลว่าอะไร (แนวคาตอบ ปลาเป็นสัตว์น้าชนิดหนึ่ง
หายใจโดยใช้เหงอื ก และลาตัวมีครีบสาหรบั ใช้ในการทรงตวั และวา่ ยนา้ )
ขน้ั ท่ี ๔ ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)

๔.๑ ครูอธิบายถึงเรอื่ งวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ จากใบความรู้หรอื ในหนังสือเรียน โดยครชู ว่ ย
อธิบายให้นักเรยี นเข้าใจว่า วิธีการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นข้ันตอนการทางานอย่างเป็นระบบท่ีนักวทิ ยาศาสตร์ใช้
ในการค้นคว้าหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยมีการนาข้อมูลที่ไดม้ าวิเคราะห์เพ่ือพิสูจน์หาข้อเท็จจริงของเร่อื ง
นั้น ๆ หรืออาจเช่ือมโยงไปสู่ความรู้ใหม่สาหรับใช้ในการศึกษาต่อไปในอนาคต วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ประกอบดว้ ย ๕ ข้ันตอน ดังนี้

– ระบุปัญหา เป็นการตั้งคาถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับเร่ืองท่ีต้องการหาคาตอบจากการสังเกตส่ิง
ต่าง ๆ รอบตวั

– ตั้งสมมุติฐาน เป็นการคาดคะเนคาตอบของคาถามหรือข้อสงสัยที่ต้องการศึกษาไว้ล่วงหน้า โดยใช้
ความรหู้ รือประสบการณ์เดมิ ของตนเอง หรืออาจสอบถามจากผรู้ ้ใู นเรื่องน้ัน ๆ

– รวบรวมข้อมูล เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อตรวจสอบว่าคาตอบท่ีคาดคะเนไว้ถูกต้องหรือไม่ โดย การ
เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต การสารวจ หรือการทดลอง แล้วนาข้อมูลท่ีได้มาจัดทา
เป็นหมวดหมู่และบันทกึ ข้อมูลไว้

– วิเคราะหข์ ้อมลู เป็นการนาขอ้ มูลท่ีไดจ้ ากการรวบรวมข้อมลู ดว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ เชน่ การสังเกต การ
สารวจ หรอื การทดลองมาแปลความหมายหรอื อธบิ ายความหมายของข้อมูลทีร่ วบรวมไดอ้ ยา่ งมีเหตุผล

– สรุปผล เป็นการนาผลท่ีได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลมาเปรียบเทียบกับสมมุติฐานที่ต้ังไว้ว่าเป็น จริง
หรือไม่ แลว้ เลือกวธิ ีท่ีดีทส่ี ุดในการนาเสนอข้อมูลที่ได้ เพือ่ เขยี นสรุปผลทค่ี น้ พบให้ผอู้ ืน่ เขา้ ใจ



ขัน้ ที่ ๕ ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
๕.๑ ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคาถาม เช่น

– วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรม์ ปี ระโยชน์อยา่ งไร (แนวคาตอบ ชว่ ยใหส้ ามารถค้นควา้ หาความร้ทู าง
วิทยาศาสตรไ์ ดอ้ ยา่ งเป็นระบบ และนาความรทู้ ี่ไดม้ าวิเคราะหเ์ พ่ือพสิ ูจน์หาข้อเทจ็ จริง หรืออาจเชือ่ มโยงไปสู่
ความรูใ้ หม่ในอนาคตได)้

– วิธีการทางวิทยาศาสตร์ใช้ได้เฉพาะกับนักวิทยาศาสตร์ใช่หรือไม่ เพราะอะไร (แนวคาตอบ ไม่ใช่
เพราะทกุ คนสามารถนาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาประยกุ ตใ์ ชก้ บั การทางานของตนเองได้ เพื่อใหส้ ามารถ
ทางานไดอ้ ย่างเป็นระบบ)

๕.๒ ครูประเมินนกั เรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาถามการรว่ มกจิ กรรมรายบุคคล
๕.๓ ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ประเมนิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่นี ักเรยี นได้ฝึกผา่ น
กระบวนการเรยี นรู้

๖. ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้
๖.๑ หนงั สอื เรียนแมบ่ ทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.๔ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๑ วทิ ยาศาสตรน์ ่ารู้
๖.๒ ใบกจิ กรรมที่ ๑.๑ เรอื่ ง วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์

๗. กระบวนการวัดและประเมนิ ผล

จดุ ประสงค์ เครือ่ งมือ/วธิ กี ารวดั เกณฑ์ความสาเร็จ

๑. นักเรยี นสามารถอธิบาย - การตอบคาถามจากการร่วม ผ่านเกณฑ์การ
ประเมนิ ไมน่ ้อยกว่า
วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ (K) กิจกรรมในชั้นเรียน
ร้อยละ ๗๕
- ตรวจการบันทกึ การเรยี นรู
ผ่านเกณฑก์ าร
ของรายบคุ คล/การสรปุ องค์ ประเมนิ ไม่น้อยกว่า

ความรู้ ร้อยละ ๗๕

๒. นกั เรียนสามารถสือ่ สาร - ตรวจแบบบันทึกขอ้ มลู ผา่ นเกณฑก์ าร
ประเมนิ ไม่น้อยกวา่
และนาความรูเ้ รอ่ื งวิธีการทาง - สังเกตพฤตกิ รรมดา้ นทกั ษะ
รอ้ ยละ ๗๕
วทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ น กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ชีวติ ประจาวนั ได้ (P) โดยใชแ้ บบสังเกตและประเมนิ

๓. นักเรียนสนใจใฝร่ ู้ มคี วาม - สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ ง

รบั ผิดชอบกบั การเรยี นและ เรยี นมีความรับผิดชอบโดยใช้

การรว่ มกจิ กรรมในชนั้ เรยี น แบบสงั เกตและประเมนิ

(A)





แบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คำชแี้ จง : ให้ผสู้ อนทำเคร่อื งหมำย √ ลงในช่องทต่ี รงตำมทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ทไี่ ด้รบั จำกกำร
ทำกิจกรรม

ชอ่ื ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท่ี..................

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๑. กำรสังเกต
๒. กำรวดั
๓. กำรจำแนกประเภท
๔. กำรหำควำมสมั พันธ์ระหวำ่ งสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลำ
๕. กำรคำนวณ
๖. กำรจดั กระทำและสื่อควำมหมำยขอ้ มลู
๗. กำรลงควำมเห็นจำกข้อมูล
๘. กำรพยำกรณ์
๙. กำรตง้ั สมมติฐำน
๑๐. กำรกำหนดนิยำมเชงิ ปฏบิ ัติกำร
๑๑. กำรกำหนดและควบคมุ ตวั แปร
๑๒. กำรทดลอง
๑๓. กำรตคี วำมหมำยขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ
๑๔. กำรสรำ้ งแบบจำลอง



แบบสังเกตและประเมนิ พฤติกรรม

คำชี้แจง :ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหว่ำงเรยี นและนอกเวลำเรียนแล้วทำเครื่องหมำย √ ลงใน
ชอ่ งที่เป็นจริง

ชอ่ื ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท.ี่ .................

พฤตกิ รรมทส่ี ังเกต คะแนน
๓ ๒๑
๑. มคี วำมต้ังใจใน กำรทำงำน
๒. มีควำมรับผดิ ชอบ
๓. ควำมมรี ว่ มกิจกรรมในชั้นเรยี น
๔. มกี ำรทำงำนรว่ มกับเพ่อื นในช้ันเรียนอยำ่ งสรำ้ งสรรค์
๕. มสี ว่ นรว่ มในกำรแสดงควำมคิดเห็นในชั้นเรยี น

รวม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤติกรรมอยำ่ งสม่ำเสมอ ให้ ๓ คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครั้ง ให้ ๒ คะแนน
ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบำงครง้ั ให้ ๑ คะแนน

เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ

ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
๑๒ - ๑๕ ดี
๘ - ๑๑
ต่ำกวำ่ ๘ พอใช้
ปรบั ปรงุ



ภาคผนวก





แผนการจัดการเรยี นรู้ ๒
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๑๔๑๐๑

ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๔ ภาคเรียนท่ี ๑/๒๕๖๔

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์น่ารู้ จานวน ๖ ชวั่ โมง

เรื่อง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จานวน ๒ ชั่วโมง

ผู้สอน นางสาวสริ ินนั ท์ เชิดรมั ย์ วนั ที่……………………..

...................................................................................................................................................................

๑. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชว้ี ัด

-

๒. สาระสาคัญ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะท่ีแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสืบเสาะค้นหาความรู้

ทางวิทยาศาสตร์ผ่านการสังเกต การสารวจ การทดลอง การสืบค้นข้อมูล หรือวิธีการอ่ืน ๆ อย่างเป็นระบบ
เพ่ือให้สามารถคน้ หาคาตอบและแก้ปญั หาตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและเหมาะสม
๓. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ (เชิงพฤติกรรม)

เมื่อเรยี นจบบทเรยี นนีแ้ ลว้ นักเรียนสามารถ
๑. อธบิ ายและระบทุ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ได้ (K)
๒. สอื่ สารและนาความรูเ้ ร่อื งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ (P)
๓. นกั เรยี นสนใจใฝ่รู้ มีความรบั ผดิ ชอบกับการเรียนและการร่วมกิจกรรมในชัน้ เรยี น (A)
๔. สาระการเรียนรู้
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ คือ วธิ ีการสาคญั ในการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์เพราะช่วยให้สามารถ
หาคาตอบในเรื่องท่ีสนใจได้อย่างถูกต้องซึ่งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียนในช้ันเรียนน้ีเป็น
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย ทักษะการวัด ทักษะการใช้จานวน ทักษะการต้ังสมติฐาน
ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร ทักษะการทดลอง และทักษะ
การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ
๕. กิจกรรมการจดั การเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (๕Es Instructional Model)
ขน้ั ท่ี ๑ ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)

๑.๑ ครถู ามคาถามนกั เรียนเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– นกั เรยี นคิดวา่ มดชอบกนิ ของหวานหรอื ไม่ (แนวคาตอบ ชอบ)
– นกั เรยี นมวี ธิ ีการค้นหาคาตอบของคาถามดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ มี โดยการนาลกู อม
และยาแก้ปวดไปวางไว้ในบริเวณทีม่ ดเดนิ ผา่ นหรือใกลร้ งั มด แล้วสงั เกตและนบั จานวนของลูกอมและยา
แกป้ วดทีเ่ หลืออยูบ่ รเิ วณนั้น)
– วิธีการค้นหาคาตอบของนกั เรียนใชท้ กั ษะกระบานการทางวทิ ยาศาสตรใ์ ด (แนวคาตอบ การ
สังเกตและการใชจ้ านวน)
๑.๒ นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคาตอบ เพ่ือเช่ือมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

๑๐

ขน้ั ท่ี ๒ ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration)
๒.๑ ครเู ลา่ ปญั หาใหน้ กั เรยี นฟังว่า เด็กชายธาดาตอ้ งการปลกู ต้น ถ่วั เขียวแต่ที่บ้านเดก็ ชาย

ธาดาไม่มีท่ีแสงแดดส่องถึงเลย เด็กชายธาดาจึงเกิดข้อสงสัยว่า แสงแดดมีผลต่อการเจริญเติบโตของ ต้นถั่ว
เขียวหรือไม่ จากเร่ืองของเด็กชายธาดา ครูจึงให้นักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ครูให้นักเรียนระบุปัญหา
ของเร่อื งนคี้ ืออะไร

๒.๒ ครูให้นักเรียนดูวิดีโอเก่ียวกับการทดลองปลูกต้นถั่วเขียว ในท่ีมีแสงและไม่มีแสงพร้อม
ตั้งสมมตฐิ าน กาหนดตวั แปร รวบรวมขอ้ มูล วิเคราะห์ขอ้ มูล และสรปุ ผล

ขน้ั ท่ี ๓ ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
๓.๑ ครูสุม่ นกั เรียนออกมานาเสนอสิง่ ท่ีได้จากการดวู ิดโี อ
๓.๒ ครูให้นักเรียนแต่ละคนรวามตอบคาถามเก่ียวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

โดยให้ทุกคนมสี ว่ นร่วมในช้นั เรียน
ข้นั ที่ ๔ ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
๔.๑ ครูเชื่อมโยงความรู้เขา้ กับบรู ณาการอาเซียน โดยครูอธิบายใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจว่า ประเทศ

ตา่ ง ๆ ในกลุ่มสมาชกิ อาเซียนมกี ารแลกเปลีย่ นและใหค้ วามรว่ มมอื เกีย่ วกบั การศกึ ษาและวิจัยทางวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น ด้านพลังงาน ด้านดาราศาสตร์ และด้านการใช้ประโยชน์จาก
เทคโนโลยีแสง ทั้งน้ี เพื่อพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มสมาชิก
อาเซยี นให้กา้ วไกลส่รู ะดับสากล

๔.๒ นักเรียนทาใบกิจกรรมที่ ๑.๒ เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจ
ขั้นที่ ๕ ข้นั ประเมนิ (Evaluation)

๕.๑ ครูประเมนิ นกั เรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาถามการรว่ มกจิ กรรมรายบคุ คล
๕.๒ ครูและนักเรยี นร่วมกันประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทนี่ ักเรียนไดฝ้ กึ ผา่ น
กระบวนการเรยี นรู้

๖. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
๖.๑ หนังสอื เรียนแม่บทมาตรฐาน วิทยาศาสตร์ ป.๔ หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๑ วิทยาศาสตร์นา่ รู้
๖.๒ ใบกจิ กรรมที่ ๑.๒ เรือ่ ง ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

๑๑

๗. กระบวนการวดั และประเมินผล

จุดประสงค์ เคร่ืองมือ/วธิ กี ารวัด เกณฑค์ วามสาเรจ็

๑. นกั เรียนสามารถอธิบาย - การตอบคาถามจากการรว่ ม ผา่ นเกณฑก์ าร
ประเมินไม่น้อยกวา่
และระบุทกั ษะกระบวนการ กิจกรรมในช้นั เรียน
รอ้ ยละ ๗๕
ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ (K) - ตรวจการบนั ทกึ การเรยี นรู
ผา่ นเกณฑก์ าร
ของรายบุคคล/การสรปุ องค์ ประเมนิ ไมน่ อ้ ยกว่า

ความรู้ ร้อยละ ๗๕

๒. นักเรียนสามารถสื่อสาร - ตรวจแบบบนั ทกึ ขอ้ มลู ผ่านเกณฑ์การ
ประเมินไมน่ ้อยกว่า
และนาความรเู้ รอ่ื งทกั ษะ - สงั เกตพฤติกรรมดานทกั ษะ
รอ้ ยละ ๗๕
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ (P) โดยใช้แบบสังเกตและประเมิน

๓. นกั เรยี นสนใจใฝร่ ู้ มคี วาม - สงั เกตพฤตกิ รรมระหวา่ ง

รบั ผดิ ชอบกับการเรยี นและ เรยี นมีความรับผดิ ชอบโดยใช้

การรว่ มกจิ กรรมในช้นั เรยี น แบบสังเกตและประเมิน

(A)

๑๒

๑๓

แบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คำช้ีแจง : ให้ผสู้ อนทำเครื่องหมำย √ ลงในช่องทต่ี รงตำมทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ทไี่ ด้รบั จำกกำร
ทำกจิ กรรม

ชอื่ ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท่ี..................

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๑. กำรสังเกต
๒. กำรวดั
๓. กำรจำแนกประเภท
๔. กำรหำควำมสัมพนั ธ์ระหวำ่ งสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลำ
๕. กำรคำนวณ
๖. กำรจดั กระทำและส่ือควำมหมำยขอ้ มลู
๗. กำรลงควำมเห็นจำกขอ้ มลู
๘. กำรพยำกรณ์
๙. กำรตัง้ สมมติฐำน
๑๐. กำรกำหนดนิยำมเชงิ ปฏิบตั กิ ำร
๑๑. กำรกำหนดและควบคุมตวั แปร
๑๒. กำรทดลอง
๑๓. กำรตคี วำมหมำยขอ้ มลู และลงข้อสรุป
๑๔. กำรสร้ำงแบบจำลอง

๑๔

แบบสังเกตและประเมนิ พฤตกิ รรม

คำชแ้ี จง :ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่ำงเรยี นและนอกเวลำเรยี นแล้วทำเครื่องหมำย √ ลงใน
ชอ่ งทเี่ ป็นจรงิ

ชือ่ ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท.ี่ .................

พฤติกรรมท่ีสงั เกต คะแนน
๓ ๒๑
๑. มคี วำมตั้งใจใน กำรทำงำน
๒. มีควำมรับผิดชอบ
๓. ควำมมีรว่ มกิจกรรมในช้ันเรยี น
๔. มกี ำรทำงำนรว่ มกับเพอ่ื นในชน้ั เรยี นอยำ่ งสรำ้ งสรรค์
๕. มีสว่ นรว่ มในกำรแสดงควำมคิดเหน็ ในชน้ั เรียน

รวม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยำ่ งสมำ่ เสมอ ให้ ๓ คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ ๒ คะแนน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบำงครงั้ ให้ ๑ คะแนน

เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
๑๒ - ๑๕ ดี
๘ - ๑๑
ต่ำกว่ำ ๘ พอใช้
ปรับปรงุ

๑๕

ภาคผนวก

๑๖

๑๗

แผนการจดั การเรยี นรู้ ๓
กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๑๔๑๐๑

ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔ ภาคเรยี นที่ ๑/๒๕๖๔

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ วทิ ยาศาสตรน์ า่ รู้ จานวน ๖ ช่ัวโมง

เร่ือง จิตวทิ ยาศาสตร์ จานวน ๒ ชัว่ โมง

ผู้สอน นางสาวสริ นิ นั ท์ เชิดรมั ย์ วนั ท่ี……………………..

...................................................................................................................................................................

๑. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ดั

-

๒. สาระสาคญั
จิตวิทยาศาสตร์ คือ ลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดข้ึนจากการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดย

ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๓. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (เชิงพฤติกรรม)

เมอ่ื เรยี นจบบทเรียนน้แี ลว้ นักเรียนสามารถ
๑. อธิบายจติ วทิ ยาศาสตร์ พร้อมทงั้ ยกตวั อย่างลักษณะนสิ ัยของผ้ทู มี่ จี ิตวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ (K)
๒. สือ่ สารและนาความรู้เร่อื งจิตวทิ ยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้ (P)
๓. นักเรียนสนใจใฝ่รู้และมคี วามสุขกบั การเรยี นและการร่วมกจิ กรรมในช้ันเรยี น (A)
๔. สาระการเรยี นรู้
จติ วิทยาศาสตร์
๕. กจิ กรรมการจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (๕Es Instructional Model)
ข้ันที่ ๑ ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement)

๑.๑ ครถู ามคาถามนกั เรยี นเพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจ เชน่
– นักเรยี นรจู้ ักนกั วิทยาศาสตร์ทา่ นใดบ้าง (แนวคาตอบ เซอร์ไอแซก นวิ ตัน และทอมัส แอลวา
เอดสิ ัน)
– นักเรียนคดิ วา่ นกั วิทยาศาสตร์ท่ีนกั เรยี นรู้จักมีลกั ษณะนสิ ัยอย่างไร (แนวคาตอบ มคี วามสนใจ
ใฝร่ ้แู ละกระตอื รอื ร้นในการสืบเสาะหาความรูใ้ หม่ๆ อยู่เสมอ วางแผนการทางานอยา่ งเปน็ ระบบ นาเสนอ
ข้อมูลตามความเปน็ จรงิ และอธบิ ายหรอื แสดงความคิดเหน็ อยา่ งมีเหตุผลโดยไม่ยดึ ถือความคิดเหน็ ของตนเอง
เป็นหลัก)

๑.๒ นักเรียนร่วมกันตอบคาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคาตอบ เพ่ือเชื่อมโยงไปสู่
การเรยี นร้เู รอื่ งจิตวิทยาศาสตร์

๑๘

ขัน้ ที่ ๒ ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration)
๒.๑ ครูใหน้ กั เรยี นแบ่งกลมุ่ ออกเป็นกลุ่มละ ๔-๕ คน เพื่อทากิจกรรมจาลองสถานการณจ์ าก

หัวข้อทก่ี าหนดให้ เชน่ พฤตกิ รรมทเ่ี หมาะสมในชัน้ เรียน พฤตกิ รรมที่นักวิทยาศาสตรค์ วรมใี นการทางาน
๒.๒ ครคู อยใหค้ าชี้แนะในแตก่ ลุม่

ขนั้ ท่ี ๓ ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
๓.๑ ครูให้แตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอการจาลองสถานการณ์เรอ่ื ง จิตวทิ ยาศาสตร์
๓.๒ ครูให้แต่ละคนร่วมตอบคาตอบเกี่ยวกับจิตวิทยาศาสตร์โดยให้ทุกคนมีส่วนร่วมในชั้น

เรียน
ขั้นท่ี ๔ ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
๔.๑ ครยู กตวั อย่างลกั ษณะนสิ ัยของผู้ทมี่ จี ติ วิทยาศาสตร์ในหนงั สือเรยี น
๔.๒ ครอู ธิบายเร่อื งนา่ รู้ เร่อื ง การทางานรว่ มกับผอู้ ื่นได้อยา่ งสร้างสรรค์ ให้นักเรยี นเขา้ ใจว่า

การทางานร่วมกับผอู้ ่ืนได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ เป็นการแสดงความสามารถในการทางานรว่ มกับผู้อนื่ ในกลุ่มตา่ ง ๆ
ทห่ี ลากหลายอย่างมปี ระสิทธิภาพและให้เกียรตผิ ู้อนื่ มคี วามยืดหยุ่นและยินดีทจี่ ะรับฟังความคดิ เหน็ ของผู้อื่น
เพ่ือให้บรรลเุ ป้าหมาย พร้อมท้งั มคี วามรับผิดชอบตอ่ งานที่ทาร่วมกัน และเห็นคุณคา่ ของผลงานที่พฒั นาข้นึ
จากสมาชิกแต่ละคนในกล่มุ

๔.๓ ครูเช่ือมโยงความรู้เข้ากับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า
ความประหยัดเป็นคุณลักษณะหน่ึงของผู้ท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ ซ่ึงเราสามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง เช่น การ
เลือกใชว้ สั ดุ อปุ กรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันควรพจิ ารณาถงึ ขอ้ ดี ขอ้ เสยี ของวัสดุ อุปกรณเ์ หลา่ นัน้ กอ่ นแล้วจงึ
ตัดสินใจเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ตรงความต้องการของเรามากที่สุด เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากวัสดุ อุปกรณ์
เหลา่ นน้ั ได้คุม้ ค่าและเกดิ ประโยชน์สงู สุด และยงั ช่วยประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยอกี ด้วย

๔.๔ นักเรียนทาใบกจิ กรรมที่ ๑.๓ เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจ
ขัน้ ที่ ๕ ขั้นประเมิน (Evaluation)

๕.๑ ครูประเมินนกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคาถามการรว่ มกจิ กรรมรายบคุ คล
๕.๒ ครูและนักเรียนร่วมกันประเมินทักษะกระบวนการทปางวิทยาศาสตร์ท่ีนักเรียนได้ฝึก
ผา่ นกระบวนการเรยี นรู้

๖. ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้
๖.๑ หนงั สอื เรียนแม่บทมาตรฐาน วทิ ยาศาสตร์ ป.๔ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์นา่ รู้
๖.๒ ใบกจิ กรรมที่ ๑.๑ เรื่อง วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์

๗. กระบวนการวดั และประเมินผล

๑๙

จุดประสงค์ เคร่อื งมอื /วิธีการวดั เกณฑค์ วามสาเรจ็
๑. . อธบิ ายจติ วิทยาศาสตร์
พรอ้ มทั้งยกตวั อยา่ งลักษณะ - การตอบคาถามจากการร่วม ผา่ นเกณฑก์ าร
นสิ ยั ของผู้ท่มี จี ติ วทิ ยาศาสตร์ กจิ กรรมในชั้นเรียน ประเมนิ ไมน่ ้อยกวา่
ได้ (K) - ตรวจการบันทึกการเรยี นรู
ของรายบคุ คล/การสรปุ องค์ รอ้ ยละ ๗๕
๒. นกั เรยี นสามารถส่อื สาร ความรู้
และนาความรเู้ รือ่ งจติ ผา่ นเกณฑ์การ
วิทยาศาสตร์ไปใช้ใน - ตรวจแบบบนั ทึกขอ้ มูล ประเมินไมน่ ้อยกว่า
ชวี ิตประจาวันได้ (P) - สังเกตพฤติกรรมดานทกั ษะ
๓. นกั เรียนสนใจใฝร่ ู้และมี กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รอ้ ยละ ๗๕
ความสุขกับการเรยี นและการ โดยใชแ้ บบสังเกตและประเมิน
ร่วมกิจกรรมในชนั้ เรยี น (A) ผา่ นเกณฑก์ าร
- สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ ง ประเมินไม่นอ้ ยกว่า
เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบโดยใช้
แบบสังเกตและประเมิน รอ้ ยละ ๗๕

๒๐

๒๑

แบบประเมนิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

คำช้ีแจง : ให้ผสู้ อนทำเครื่องหมำย √ ลงในช่องทต่ี รงตำมทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ทไี่ ด้รบั จำกกำร
ทำกจิ กรรม

ชอื่ ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท่ี..................

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
๑. กำรสังเกต
๒. กำรวดั
๓. กำรจำแนกประเภท
๔. กำรหำควำมสัมพนั ธ์ระหวำ่ งสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลำ
๕. กำรคำนวณ
๖. กำรจดั กระทำและส่ือควำมหมำยขอ้ มลู
๗. กำรลงควำมเห็นจำกขอ้ มลู
๘. กำรพยำกรณ์
๙. กำรตัง้ สมมติฐำน
๑๐. กำรกำหนดนิยำมเชงิ ปฏิบตั กิ ำร
๑๑. กำรกำหนดและควบคุมตวั แปร
๑๒. กำรทดลอง
๑๓. กำรตคี วำมหมำยขอ้ มลู และลงข้อสรุป
๑๔. กำรสร้ำงแบบจำลอง

๒๒

แบบสังเกตและประเมนิ พฤตกิ รรม

คำชแ้ี จง :ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหว่ำงเรยี นและนอกเวลำเรยี นแล้วทำเครื่องหมำย √ ลงใน
ชอ่ งทเี่ ป็นจรงิ

ชือ่ ........................................................................................................................ชั้น.................เลขท.ี่ .................

พฤติกรรมท่ีสงั เกต คะแนน
๓ ๒๑
๑. มคี วำมตั้งใจใน กำรทำงำน
๒. มีควำมรับผิดชอบ
๓. ควำมมีรว่ มกิจกรรมในช้ันเรยี น
๔. มกี ำรทำงำนรว่ มกับเพอ่ื นในชน้ั เรยี นอยำ่ งสรำ้ งสรรค์
๕. มีสว่ นรว่ มในกำรแสดงควำมคิดเหน็ ในชน้ั เรียน

รวม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยำ่ งสมำ่ เสมอ ให้ ๓ คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยคร้ัง ให้ ๒ คะแนน
ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤตกิ รรมบำงครงั้ ให้ ๑ คะแนน

เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ

ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
๑๒ - ๑๕ ดี
๘ - ๑๑
ต่ำกว่ำ ๘ พอใช้
ปรับปรงุ

๒๓

ภาคผนวก

๒๔

๒๕


Click to View FlipBook Version