The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความเชื่อล้านนาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thitinmn123, 2022-09-02 07:29:27

ความเชื่อล้านนาไทย

ความเชื่อล้านนาไทย

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาคติชนวิทยา รหัสวิชา ED1052 โดยมี
จุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวความเชื่อล้านนาไทย
และพิธกี รรมตา่ ง ๆ ของชาวลา้ นนา เพอื่ ใหเ้ กิดความรูแ้ ละความเข้าใจมากย่ิงขึ้น

โดยผู้จัดทำได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อล้านนาไทย ตั้งแต่ความเชื่อพื้นบ้าน
ล้านนาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ วัฒนธรรมความเชื่อตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิตรวมไปถึง
ความเชื่อเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ของคนล้านนาในชุมชนของข้าพเจ้า และในแต่ละชุมชน หรือ
แต่ละหมู่บ้านนั้นก็ย่อมมีประวัติความเป็นมาและเรื่องราวตำนาน ความเชื่อ พิธีกรรม ที่
แตกต่างกัน ดังนั้น การจัดทำหนังสือเล่มนี้เป็นการบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อ
แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ ๆ กับผู้ที่มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่าน้ี ซึ่งถือเป็นส่ิง
ท่ดี ี ทำใหผ้ ้อู ่านไดร้ ับความรใู้ หมเ่ ข้ามา และผอู้ า่ นสามารถนำไปเผยแพรข่ อ้ มลู ตอ่ ไปได้

สุดท้ายนี้ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ท่านพระครูโสภณกิตติญาณ ที่เป็นผู้เมตตา
อนุเคราะห์ให้ข้อมูลต่าง ๆ และอาจารย์ชุ่ม พิมพ์คีรี ที่เป็นผู้แนะนำให้คำปรึกษาในการ
จัดทำหนงั สือเลม่ นี้ จนสำเร็จออกมาเปน็ หนงั สอื ทม่ี คี ณุ คา่ ต่อผจู้ ดั ทำละผทู้ สี่ นใจศึกษา

ผ้จู ัดทำ
พระธิติ วจิ ติ ฺตาจาโร



สารบัญ

เร่อื ง หนา้
คำนำ................................................................................................................... ก
สารบัญ................................................................................................................ ข
บทที่ ๑ ความเช่ือพนื้ บ้านลา้ นนา..................................................................... ๑
บทท่ี ๒ วฒั นธรรมความเชือ่ ต้งั แต่เกิดถึงเสียชีวติ ............................................ ๙

ประเพณกี ารเกิด (การคลอด)...................................................... ๙
ประเพณกี ารบวช ........................................................................ ๑๖
ประเพณกี ารตาย ......................................................................... ๒๑



บทท่ี ๑ ความเชอ่ื พนื้ บา้ นล้านนา

ความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ และเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับ
มนุษย์ทุกคน เป็นเรื่องของความรู้สึกและจิตใจ อาจมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ได้ คน
ล้านนามีความเชื่อในเรื่องต่างๆ และยึดถือนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติใน
ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้มีความร่มเป็นสุข มีความ
เจริญรุ่งเรืองทั้งแก่ตน ครอบครัว และสังคมส่วนรวม ความเชื่อของคนล้านนานั้น
นอกจากความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลักแล้ว ยังมีความ
เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา เรื่องโชคลาง สังหรณ์ เรื่องเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจ
พิสูจน์ได้ ความเชื่อเหล่านี้ คนล้านนาได้นำมาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว จนทำให้
เกิดเปน็ ประเพณี พธิ กี รรมและวฒั นธรรม อนั เปน็ เอกลักษณล์ ้านนาไปในทสี่ ุด



๑. ความเช่ือเกีย่ วกบั สตั ว์

หอยเบี้ย เชื่อว่าเมื่อผูกตัวหอยเบี้ยไว้กับแขนของเด็ก ๆ จะสามารถป้องกัน
ภตู ผีปศี าจได้ และยงั ทำให้เดก็ คนนน้ั เป็นคนเล้ยี งง่าย

หิ่งห้อย เชื่อว่า ถ้าเด็กหรือผู้ใหญ่คนใดจับหิ่งห้อยมาเล่น ต่อไปภาคหน้าหรือ
เม่ือแกต่ ัวจะทำให้เปน็ โรคมือสั่น

๒. ความเชือ่ เกี่ยวกบั คนและกิรยิ าอาการ

กวาดเรือน ตามปรกติคนล้านนาจะกวาดเรือนตอนเช้าหรือตอนกลางวัน
ถ้าไม่จำเป็นจะไม่กวาดเรือนเวลากลางคืน เพราะถือว่า การกวาดเรือนในตอนกลางคืน
เป็นการกวาดเอาข้าวของเงินทองออกจากเรือนไป ความจริงคงเป็นเพราะว่าในเวลา
กลางคืนมีแสงสว่างไม่เพียงพอ มองไม่เห็นข้าวของเคร่ืองใช้ที่มีขนาดเล็ก อาทิ เข็มเย็บ
ผา้ เปน็ ตน้ อาจทำใหข้ า้ วของเคร่อื งใช้เหล่าน้ันสญู หายได้

กินบกจกลง คนล้านนาจะกินข้าวเหนียวเป็นหลัก โดยจะบรรจุข้าวเหนียวไว้
ในไหข้าวที่ใช้นึ่งข้าว เวลากินข้าว ผู้เฒ่าผู้แก่จะสอนลูกหลานให้คดข้าวจากด้านบนก่อน
ห้ามคดลงไปข้างล่างเจาะเอาเฉพาะข้าวที่อยู่ตรงกลางไห ในลักษณะที่เรียกว่า “กินบก
จกลง” เชื่อว่า ถ้าบ้านใดกระทำเช่นนั้น จะทำให้ข้าวในยุ้งบกบางหรือลดลงอย่างรวดเร็ว
หรือมิฉะนั้นก็ทำให้ข้าวของเงินทองพร่องลงไปมากจนหมดสิ้นไปในที่สุด เม่ือมีคนที่
เจ้าของเรือนไม่ชอบมานั่งพูดคุยด้วย ถ้าไม่อยากให้แขกรายนั้นมาอีก เมื่อเขากลับไปแล้ว
ใหร้ ีบเอาไม้กวาดๆ ไล่ พรอ้ มพูดเบาๆ ว่า “ไป ไป” เชื่อว่าบคุ คลนนั้ จะไม่มาเรอื นนัน้ อีก

กุ้มกะลุมหรือคลุมโปง ชาวล้านนาสมัยก่อนจะห้ามเด็กหรือผู้ใหญ่นอนคลุม
โปง โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในฤดูหนาว เชือ่ ว่าจะทำใหร้ ิมฝีปากแตกงา่ ย

๓. ความเช่อื เกีย่ วกับพิธกี รรมและไสยศาสตร์

แกว่งข้าว ถ้าเรือนใดมีเด็กทารกที่เลี้ยงยาก มักร้องไห้งอแงอยู่เสมอ ไม่ค่อย
กินนม ในสมัยก่อนพ่อแม่จะเอาผ้าอ้อมของเด็กไปให้คนทำพิธีแกว่งข้าวให้ ใช้หม้อน่ึง
และไหข้าวช่วยในการทำนายโดยผู้ทำพิธีจะเอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมแล้วผูกด้วย
ด้าย เอาปลายข้างหนึ่งไปผูกกับไม้ด้ามข้าว ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งผูกกับผ้าอ้อมเด็ก
พร้อมกับกล่าวลำดับเครือญาติของเด็กที่ได้ตายไปแล้ว ถ้าเรียกขานชื่อถึงญาติคนใดแล้ว
ก้อนข้าวนั้นแกว่งไปมา แสดงว่าคน ๆ นั้นกลับชาติมาเกิด ชาวล้านนาเชื่อว่าถ้าได้ทำพิธี
น้ีแล้ว เดก็ ทารกนน้ั จะกลายเปน็ คนเลย้ี งง่ายและโตวันโตคนื



แกว่งข้าวถามผี พิธีนี้เป็นการถามผีว่าจะที่ทำผิดประการต่างๆที่ทำให้ผีไม่
พอใจ เพื่อต้องการให้ผีบอกว่าจะต้องทำสิ่งใดต่อไป โดยการเอาข้าวสารใส่กระด้งหา
ดอกไม้ธูปเทียนกล้วยอ้อยและอาหารใส่ในกระด้งด้วย และที่ขาดไม่ได้คือก้อนข้าว
เหนียวที่ปั้นแขวนไว้กับไม้แกว่ง เม่ือเตรียมทุกอย่างพร้อมแม่ครูจะถามผีโดยการยกไม้
แกว่งขึ้นแล้วถามคำถามว่าบุคคลที่ไปทำผิดสิ่งใดมาถึงทำให้ผีไม่พอใจ เช่นไปตัดไม้หรือ
ไปฉี่รดที่ที่ผีอาศัยอยู่ ฯลฯ และต้องการให้ขอขมาด้วยสิ่งใดถ้าหากใช่หรือไม่ใช่ก็ขอให้
ก้อนข้าวแกวง่

จกคอละออ่ น คอื การท่ีแม่ชา่ ง (หมอตำแย) หรือหมอทำคลอดใชน้ วิ้ มอื ล้วงเขา้
ไปในลำคอของทารกแรกคลอด เพื่อล้วงเอาเสลดหรือเลือดที่ติดค้างในลำคอออกมาเช่ือ
วา่ ถ้าไมท่ ำเชน่ น้ี เม่อื โตขึน้ เดก็ คนนนั้ จะป่วยเป็นโรคหืดหอบได้

น้ำนม เชื่อว่า ถ้าเอาน้ำนมของคนทาที่ศีรษะของเด็กทารกที่มีผมบางจะทำให้
ผมขึ้นดกหนา ถ้าเอาน้ำนมหยอดตาคนที่เป็นโรคตาแดงก็จะหาย และถ้าเอาน้ำนม
มนุษย์ผสมกับดินปืนที่ใช้ทำบอกไฟดอก เชื่อว่าเมื่อจุดบอกไฟจะไม่ค่อยมีควันและมีดอก
สวยงามสว่างไสว

เม่า เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเด็กทารกในช่วงที่ยังกินนม อาการคือ บริเวณรอบริม
ฝีปากและลิ้นของเด็กจะมีลักษณะคล้ายกับถูกน้ำร้อนลวกจนสุก ทำให้เด็กรู้สึกแสบแล้ว
ร้องไห้การรักษาโรคเม่าของคนสมัยก่อนนั้น พ่อแม่เด็กจะทำกรวยดอกไม้ จากนั้นจะนำ
กรวยไปเสียบไว้ข้างฝาหรือหลังคาเรือน ทิ้งไว้ประมาณครึ่งวันจึงนำกรวยดอกไม้นั้นมา
ทำพธิ เี สกเปา่ อกี ครัง้ หนงึ่ และทำอย่างนี้ทุก ๆ วัน จนกวา่ เดก็ จะหาย

รก ชาวล้านนาเชื่อว่าหลังจากคลอดแล้วแต่รกไม่ออกตามมา ให้ระวังว่ารกจะ
ขึ้นปิดลิ้นปี่จนทำให้เด็กหายใจไม่ออก และอาจถึงตายได้ ในสมัยก่อนต้องให้หมอเวท
มนตร์ มาเสกคาถาสะเดาะเคราะห์ใส่น้ำให้แม่เด็กดื่มเพื่อบังคับรกให้ออกเมื่อนำรกไปฝัง
ให้ใช้เข็มแทงลงไปที่ห่อรกแล้วจึงนำไปฝัง เชื่อว่าจะทำให้เด็กเจ้าของรกเป็นคนที่มี
ปัญญาฉลาดเฉียบแหลมเหมือนเข็มหลังจากที่เด็กคลอดแล้ว ให้ตัดสายรกเก็บไว้สัก ๑
ข้อมือ นำไปตากให้แห้ง เมื่อมีลูกหลายคนและลูก ๆ เติบโตแล้ว ให้ฝนสายรกที่เก็บไว้
โดยรกของพี่ฝนให้น้องกินและรกของน้องฝนให้พี่กิน เชื่อว่าลูก ๆ จะรักกัน ไม่ทะเลาะ
หรือเป็นศัตรูกัน ถ้าลูกคนแรกเกิดมาเป็นผู้หญิงและมีหน้าตาเหมือนแม่ เชื่อว่าจะเป็นคน
อาภัพถ้าเหมือนพ่อ จะมีวาสนาดี แต่ถ้าเป็นลูกชายและมีหน้าตาเหมือนพ่อ จะเป็นคน
อาภพั ถา้ เหมือนแม่จะมวี าสนาดี

สายดือหรือสายสะดือ หลังคลอด แม่ช่างหรือหมอตำแยจะตัดสายสะดือของ
ทารกเชื่อว่าถ้าตัดสายสะดือเด็กจนเหลือสั้นเกินไป โตขึ้นเขาจะเป็นคนใจร้อน วู่วาม



โมโหง่าย และถ้าเอาสายสะดือที่หลุดแล้วของลูกทุกคนมาตากแดดให้แห้งแล้วเก็บไว้
ภายหลงั เอาสายสะดอื เหล่าน้ันมาแช่น้ำให้ลกู ๆ ดืม่ เชอื่ วา่ ลกู ทกุ คนจะรกั กันมาก

สายแห่ หรือสายรก เถ้าเด็กที่คลอดออกมาเป็นชาย มีสายแห่พันรอบคอได้ ๒
รอบเช่อื ว่าโตขน้ึ เขาจะได้บวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุ

หลอนเดือน การที่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดไปเยี่ยมทักทายแม่ของเด็กทารกที่เพิ่ง
คลอดและอยู่ไฟครบกำหนด ๑ เดือนในวันนั้น และเป็นคนแรกที่ไปเยี่ยม เรียกว่าบุคคล
ผู้นั้นเป็นผู้ไปหลอนเดือน เชื่อว่าถ้าอุปนิสัยใจคอของคนนั้นเป็นเช่นใด ต่อไปเด็กก็จะมี
นสิ ัยเหมือนคนๆ นัน้ ด้วย

อุ๊ก เป็นการเอาเด็กทารกแรกคลอดนอนในกระด้ง แล้วเอาผ้าห่มวงรอบตัวเด็ก
หลายรอบในลักษณะเป็นเกลียวขึ้นด้านบน เปิดบริเวณใบหน้าไว้โดยคลุมด้วยผ้าบางเพ่ือ
ป้องกันไม่ให้เด็ก ทารกถูกลม ให้กระทำเช่นนี้ ประมาณ ๗ – ๑๕ วัน แต่หากไม่ “อุ๊ก”
ตัวอย่างนี้ เชื่อว่า ผิวหนังเด็กทารกจะไม่สวย มีลักษณะลายพร้อย กระดำกระด่างไปท่ัว
ตัว

อุจจาระ คนล้านนาเชื่อว่าถ้าเด็กไม่รู้เดียงสา ชอบเล่นอุจจาระของตัวเอง โต
ข้นึ เป็นผใู้ หญจ่ ะปรุงอาหารเก่ง รสอรอ่ ย

วันเนาหรือวันเน่า คือ วันถัดจากวันสังขารล่อง หรือวันก่อนหน้าวันขึ้นปีใหม่
ปัจจุบันตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน ชาวล้านนามีความเชื่อว่าถ้าได้ตัดไม้ในวันนี้
โดยเฉพาะไม้ไผ่แล้ว จะไม่มแี มลง เช่น มอด มากดั กนิ ไม้ เพราะเนื้อไมจ้ ะมกี ลนิ่ เน่าเหม็น
เชื่อว่า ถ้าผู้ใดไม่ระวังปากไม่ระวังคำพูด มีการด่าแช่งกัน หรือทะเลาะกันในวันนี้ จะทำ
ใหป้ ากของคนเหล่านั้นเนา่ เหม็นตลอดไป

การเป่าใบไม้ คนใดที่การอาการบวมคางทูม หรือมีก้อนขึ้นในบริเวณกราม
หรือคอ จะต้องไปหาป้อครูผูัที่มีคาถาเสกใบไม้ให้รักษา โดยที่ป้อครูจะไปเด็ดใบไม้มาทำ
ความสะอาดแล้วเอ่ยบริกรรมคาถาเป่าลงบนใบไม้แล้วใช้ปูนขาวทาใบไม้แล้วแปะลงบน
บริเวณจุดที่เกิดปัญหา บางทีป้อครูก่อใช้มีดเล่มเล็กๆโดยการกล่าวคาถาแล้วเป่าลง
บริเวณที่จะรักษาแล้วให้ส้นมีดลงสับเรียกว่าการ "สับสาน" อาการตาแดงอักเสบก็มีการ
เป่าคาถารักษาได้ โดยผู้ที่ต้องการรักษาจะต้องทำการนัดแนะกับป้อครูเสียก่อนเพื่อว่า
ป้อครูจะได้เตรียมตัวไม่ทานของแสลงก่อนการรักษาเพราะอาหารบางชนิดก็ไม่ดีการ
อาการปว่ ยโรคตาแดง

การป่วยไข้ก็มีพิธี "แฮกตุ่ม" คือการจับเอาไข้ออกจากร่างกาย ป้อครูแม่ครูท่ี
จะทำการรักษาจะทำการต้มไข่ไก่ไว้พอเวลาพลบค่ำผู้ที่ต้องการรักษาจะนอนลง ป้อครู
จะผ่าครึ่งไข่ไก่ออกพร้อมเปลือก เอาไข่แดงออกจากนั้นก็เอาเงินรูปี (เงินแถบ) ซึ่งเป็น
เหรียญเงินฝังไว้แทนไข่แดงห่อด้วยผ้าผืนเล็กๆกล่าวบริกรรมคาถาลงบนไข่แล้วแตะรูดไป



ตามร่างกายผู้ป่วย เมื่อไข้ถูกจับออกมาจะทำให้เงินรูปีดำต้องใช้ขี้เถ้าขัดจนสะอาดแล้ว
ฝงั ลงในไข่ ทำแบบนีจ้ นเงินรูปีหายดำ เชือ่ วา่ ไขถ้ กู จับจนหมดแลว้

๔. ความเชอื่ เกย่ี วกบั ผี

ผีกะ ผีชนิดหนึ่งที่สืบต่อกันมาทางสายตระกูล คนสมัยก่อนมักเลี้ยงผีกะไว้เพื่อ
คุ้มครองคนในครัวเรือน ผีกะชอบกินของคาวโดยเจ้าของผีกะจะเอาผีใส่ไว้ในหม้อดินเผา
จากนั้นจึงใส่ปลาร้า พริก ข่า ตะไคร้ ลงไปในหม้อดินนั้นแล้วปิดปากหม้อด้วยผ้าแล้วผูก
ด้วยเชือก เชื่อกันว่า ถ้าเจ้าของเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดี ผีกะจะให้คุณนำความเจริญมาให้
เจ้าของ แต่ถ้าเจ้าของปล่อยปละละเลยให้ผีกะอดอยาก ผีกะจะเที่ยวออกหากินและเข้า
สิงร่างคนอื่น เมื่อถูกจับได้ก็จะบอกชื่อผู้เป็นเจ้าของ ทำให้เจ้าของอับอายขายหน้า ด้วย
เหตุนี้เจ้าของผีกะจึงต้องทำพิธีเลี้ยงผีกะเป็นประจำทุก ๆ ปี หรืออย่างน้อยก็ ๓ ปีต่อคร้ัง
หากผกี ะกล้าแขง็ มากขึน้ ก็จะกลายเป็นผีมา้ บอ้ ง

ผีปู่ย่า เป็นผีบรรพบุรุษของคนล้านนา มีหน้าที่คอยดูแลปกปักษ์รักษา
ลูกหลานผีปู่ย่าจะอาศัยอยู่ที่บ้านต้นตระกูลของฝ่ายหญิง เรียกว่า “บ้านเก๊าผี” ทั้งนี้
เพราะผีปู่ย่าสืบสายตระกูลมาจากทางแม่ แต่ละปีที่บ้านเก๊าจะจัดพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า
ลูกหลานในตระกูลจะช่วยกันเตรียมข้าวปลาอาหาร โดยทั่วไปนิยมเลี้ยงด้วยไก่ และสุรา
เมอื่ ทำพิธเี ซ่นไหว้เสรจ็ แล้วก็จะนำไก่มาทำอาหารรบั ประทานกนั ภายในหมู่ญาติมติ ร
ชาวล้านนาเชื่อว่า ผีปู่ย่าจะคุ้มครองลูกหลานให้อยู่ดีมีสุข แต่ถ้าลูกหลานคนใดทำผิดผี
เช่น มีการแตะเนื้อต้องตัวกันก่อนที่จะทำพิธีแต่งงาน หรือหลังแต่งงาน ไม่ทำพิธีเลี้ยงผี
ปู่ย่าเป็นการบอกกล่าว ผีปู่ย่าจะโกรธและทำให้ลูกหลานเจ็บป่วยได้ ลูกหลานก็จะต้อง
ทำพธิ ีขอขมา เซน่ ไหว้ผปี ่ยู า่ จงึ จะหายจากอาการเจบ็ ปว่ ย

ผีลูกกรอก เรียกเด็กที่เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องมีอวัยวะครบถ้วนทุกประการ
แต่มีตัวเล็กบ้านใดถ้ามีลูกกรอกให้เอาผ้าขาวม้าห่อ แล้วนำไปตากให้แห้งเก็บไว้ดูแล
อย่างดี เชื่อว่าลูกกรอก มีชีวิตจิตใจ มีวิญญาณ ดังนั้น เวลากินข้าวให้เรียกลูกกรอกมากิน
ด้วยทุกมื้อ และคอยซื้อเสื้อผ้าให้ใส่ โดยเปลี่ยนไปตามอายุ เช่นเดียวกับการเลี้ยงเด็กคน
หนึ่งเชื่อว่า ถ้ากระทำดังนี้แล้วลูกกรอกจะช่วยพ่อแม่หาเงินหาทอง และคอยเฝ้าบ้าน
ช่วยดูแลเป็ดไก่สัตว์เลี้ยง นอกจากนั้นถ้าจะเดินทางไปที่ใด ถ้าให้ลูกกรอกไปด้วย
ลูกกรอกจะช่วยป้องกันภัยให้ บ้านใดที่เลี้ยงลูกกรอกไว้ คนข้างบ้านจะรู้ได้จากการที่ได้
ยินเสียงคลา้ ยกบั มีเด็กเลน่ ซกุ ซนในบา้ น

ผีหม้อหนึ้ง (ผีหม้อนึ่ง) บางแห่งเรียกผีปู่ย่าหม้อหนึ้ง ผีย่าหม้อหนึ้ง หรือผีปู่ดำ
ย่าดำหมายถึงผีที่เข้าสิงชุดนึ่งข้าว ซึ่งประกอบด้วย หม้อนึ่ง ไหข้าว ฝาหม้อ ในสมัยก่อน
ชาวล้านนาเชื่อกันว่า ถ้าเด็กทารกร้องไห้ตลอดวันตลอดคืนโดยที่ไม่ได้เจ็บป่วย เป็น



เพราะเด็กถูกรบกวนจากพ่อเกิดแม่เกิด เนื่องจาก “เด็กหนีมาเกิด” จึงต้องมีการลงผี
หม้อนึ่งโดยนำอุปกรณ์ที่ใช้ในการนึ่งข้าว มาประกอบเป็นรูปคน เครื่องประกอบพิธีลงผี
หม้อนึ่งจะมีเมล็ดข้าวสาร พริกหนุ่ม พลู ๔ ใบ กล้วย ๒ ลูก ข้าวเหนียว ๒ ปั้น เสื้อผ้า
สำหรบั ใชส้ วมใสห่ มอ้ นึง่ ไหข้าว และคา่ ขนั ตง้ั

วิธีลงผีหม้อนึ่ง ผู้ประกอบพิธีจะเอาเสื้อผ้ามาสวมใส่หม้อนึ่งกับไหข้าว แล้วนำ
ไม้มาพาด ไว้ที่ปากไหในลักษณะเป็นแขนขา หลังจากนั้นผู้ประกอบพิธีจะเชิญผีมาลง
และก่อนที่จะ มีการถามผีจะยกหม้อนึ่งลงก่อน คำถามที่ถามกันส่วนใหญ่ก็คือ เด็กที่เพ่ิง
มาเกิดในบ้านเป็นใครมาเกิด เป็นคนนั้นคนนี้ใช่ไหม ถ้าใช่ หม้อนึ่งก็จะโขกลงกับพื้น แต่
ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ โขก แล้วถามต่อไปว่า ต้องการให้เด็กที่เกิดใหม่มีชื่ออย่างนี้หรือไม่ ต้องการ
จะให้ เปลี่ยนเป็นชื่ออะไร เชื่อว่าการเปลี่ยนให้เด็กเสียใหม่จะทำให้เด็กทารกนั้นหยุด
รอ้ งไห้

ผีเอาเด็กซอ่ น ในสมยั ก่อน คนโบราณจะห้ามเด็กเล่นซ่อนหา หรือแอบล้กี ันใน
เวลาพลบค่ำและเวลากลางคืน โดยเฉพาะในที่ลับตาคน ถ้าลูกไม่เชื่อฟังก็จะถูกดุและทำ
โทษ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเชื่อว่า ผีชอบอำเอาเด็กไปซ่อน ทำให้ผู้ใหญ่มองไม่เห็นตัวเด็กคน
นั้น แม้จะส่องไฟตามหา และเดินผ่านเด็กไปมาหลายรอบก็มองไม่เห็น หรือกว่าจะพบ
ต้องใช้เวลานานในการค้นหา บางครั้งอาจทำให้เด็กถึงแก่ชีวิตไปเลยก็มี ซึ่งเรื่องนี้เด็กท่ี
เคยถูกผีอำเล่าให้ฟังว่า เห็นผู้ใหญ่ส่องไฟเดินผ่านไปผ่านมา จะเรียกหรือแสดงตัวก็ไม่ได้
เน่ืองจากพดู ไมอ่ อกและขยบั เขย้อื นตวั ไมไ่ ด้

๕. ความเชอ่ื เกย่ี วกับเคร่ืองใช้เคร่อื งเรือน

ครกหิน , ครกดิน การตำน้ำพริกด้วยครกหินหรือครกดิน ต้องค่อย ๆ ตำ อย่า
ตำแรงจนเกินไป ในภาคเหนือวิธีการตำน้ำพริกที่ถูก คือให้ตำข้าง ๆ ครก คนล้านนาเชื่อ
ว่า ถ้าตำแรงจนครกแตก ถือว่า ขึดหรืออัปมงคล ไม่ดี ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว หากตำ
น้ำพริกจนครกแตก ต้องแก้ด้วยการบวชชี จึงจะพ้นจากขึด ตรงข้ามกับทางภาคกลางที่
ผู้หญิงต้องตำน้ำพริกให้แรง เร็วและมีเสียงดัง ถ้าสาวบ้านใดตำน้ำพริกได้เช่นนั้น ถือว่า
สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ แต่หากตำน้ำพริกแล้วเสียงขาดเป็นช่วง ๆ เชื่อว่าหญิงนั้นเป็น
คนทำอะไรเชื่องช้า ไม่ทันกิน ดังนั้นสมัยก่อน การจะเลือกลูกสะใภ้จึงมักไปแอบฟังเสียง
ตำน้ำพรกิ

ไม้ยูหรือยู (ไม้กวาด) ในสมัยโบราณเชื่อกันว่า ถ้าใช้ไม้กวาดวางพาดบนปากอู่
หรือเปลเด็กทารก จะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจมารบกวนเด็ก หรือมาหยอกล้อเด็ก ทำให้
เด็กตกใจหรือร้องไห้ และหากมีคนถูกคุณไสย หรือถูกตู้ ถูกของที่ร้าย เวลาคนนั้น ๆ
นอนหลับใหใ้ ชไ้ ม้กวาดโบกพัดเหนือตัวเขา จะทำใหค้ ุณไสยเสอื่ มลงและหายไปในท่สี ดุ



สตางค์แดง เป็นเหรียญทองแดงมีรูตรงกลาง มีราคา ๑ สตางค์ หากคนที่กิน
มะเขือลำโพงหรือมะเขือบ้าเข้าไปแล้วเกิดอาการเมา ให้ฝนสตางค์แดงกับน้ำสะอาดแล้ว
เอาใหด้ ่ืม เชอ่ื ว่าอาการเมาจะทเุ ลาลง

สุดหรือมุ้ง คนสมัยโบราณจะสอนไม่ให้เอามุ้งที่กางกันยุงมาห่มนอน เชื่อว่าถ้า
กระทำดังนั้นจะกลายเป็นคนที่จะสุดคำคึดหรือสิ้นคิด เป็นสำนวนว่า สิ้นสุดเหียที่หั้น
*อู่หรือเปล การสานอู่ด้วยไม้ไผ่สมัยก่อนจะมีวิธีนับตาของไม้ที่สานไขว้กัน โดยนับจาก
ก้นอู่ขึ้นไปจนถึงปากอู่ ให้มีจำนวนตาตกตรงกับคำโศลกที่ดี โดยเริ่มต้นด้วย “ตาหลับ”
ตามด้วย “ตาลืม” สลับกันไป ถ้าถึงปากอู่ด้านบนสุด ให้นับตรงกับคำว่า ”ตาหลับ” เช่ือ
ว่าเด็กที่นอนในอู่นี้ จะเป็นคนที่นอนหลับง่ายและหลับสนิท หลับนานแต่ถ้าตกตรงกับคำ
ว่า “ตาลืม” เดก็ จะนอนหลบั ไม่สนิท หลบั ยาก

๖. ความเช่อื เก่ียวกับสถานที่

น้ำบ่อหรือบ่อน้ำ คนล้านนานับถือน้ำบ่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะขุด
บ่อน้ำจะให้หมอประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้รู้ของท้องถิ่นในด้านโหราศาสตร์ไสยศาสตร์มา
ช่วยดูชัยภูมิและกำหนดทิศทางว่าควรจะขุดตรงจุดไหนของบ้านจึงจะ บริเวณไหนขุด
แล้วจะมีน้ำ มากสามารถใช้ได้ตลอดปี น้ำไม่แห้งขอด บริเวณไหนที่ขุดแล้วจะมีน้ำใส
และไม่เป็นน้ำฮาก (น้ำสนิม มีสีแดง) วิธีตรวจหาทำเลในการขุดสร้างน้ำบ่อนั้น หมอหรือ
ท่านผู้รู้บางคนจะตีเส้นเป็นช่อง ๆ คล้ายตาราง ร่างบนกระดาษก่อน จากนั้นจึง
คำนวณหาทิศทางที่เป็นมงคล เมื่อทราบแล้วก็จะไปชี้สถานที่เหมาะสมที่ตรงตามตำรา
ในการขุดหาน้ำบ่อ หรือมิฉะนั้นหมอบางคนอาจจะไปตรวจหาสถานที่ในการขุดหาน้ำบ่อ
ในเวลากลางคืน โดยการเดินไปเดินมาในสวน เมื่อเลือกได้สถานที่เหมาะสมแล้ว ก็จะปัก
ไม้ไว้เป็นเครื่องหมาย ซึ่งเรื่องนี้ได้เคยตั้งคำถามกับหมอซึ่งเป็นผู้รู้ในท้องถิ่นว่า ทราบได้
อย่างไรว่าพื้นที่บริเวณไหนจะมีน้ำมาก น้ำน้อย ท่านหมอบอกว่าถ้าหากเมื่อเดินผ่าน
สถานที่บริเวณใดแล้วเกิดความรู้สึกว่ามีกระแสความอุ่นไหลผ่าน แสดงว่าตรงบริเวณน้ัน
มีน้ำมาก โดยเหตุที่บ่อน้ำเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีคุณแก่คน ดังนั้นคนล้านนาจะห้ามน่ัง
บนปากบ่อ โดยเฉพาะผู้หญิง หากไปนั่ง เชื่อว่าจะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสียได้ และห้ามถม
น้ำบ่อถือว่าเป็นขึดใหญ่ ไม่ดี ผู้กระทำต้องได้รับความวิบัติ ฉิบหาย และอาจถึงแก่ชีวิต
เลยก็ได้ นอกจากนี้ทุก ๆ ปี ในวันพญาวันหรือวันขึ้นปีใหม่ คนล้านนาจะจุดประทีปบูชา
ตรงบรเิ วณบอ่ นำ้

อุโบสถ เป็นสถานที่สำหรับทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ห้ามผู้หญิงขึ้น หรือเข้าไปในเขตดังกล่าว ยกเว้นผู้หญิงที่มีลูกชายผ่านการบวชเรียน
มาแล้วจำนวน ๙ คน จึงจะสามารถเขา้ ไปในเขตอโุ บสถได้



นี่เป็นความเชื่อที่บรรพบุรุษชาวล้านนายึดถือปฏิบัติต่อๆกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
หากแต่ในยุคปัจจุบันวิถีชีวิตต่างๆได้เปลี่ยนแปลงจนหมดสิ้น ความเชื่อดั้งเดิมหลายๆ
ประการได้สูญหายไปจากสังคมล้านนาจนมิอาจเรยี กย้อนคนื กลบั มาได้



บทท่ี ๒ วัฒนธรรมความเชื่อตงั้ แตเ่ กดิ ถงึ เสยี ชวี ิต

ประเพณกี ารเกดิ (การคลอด)

การเตรยี มตัวก่อนคลอด
ตามประเพณีของทางภาคกลาง เมื่อท้องย่างเข้าเดือนที่ ๗ สามีก็เริ่มจัดเตรียม

ฟืนไว้ใช้ในตอนอยู่ไฟ ในล้านนาสมัยดั้งเดิม ก็มีการเตรียมฟืนเหมือนกัน เพราะเรือนใน
สมัยนั้นทำเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว เป็นทั้งห้องนอน ห้องทำงาน และห้องครัว หญิงหลัง
คลอดต้องอยู่ไฟในห้องนอน (จึงเรียกการอยู่ไฟว่า "อยู่เดือนไฟ" ต่อมาในสมัยหลัง เมื่อ
แยกครัวออกจากห้องนอน การอยู่ไฟแบบผิง ไฟค่อยๆ หมดไป จึงเรียกการอยู่เดือนไฟ
เป็น "อยเู่ ดือน" คือใช้ผา้ ให้ความอบอุ่นแกร่ า่ งกายแทนไฟ)

การจัดห้องคลอด บนห้องใช้ร่างแหหรือยอ ขึงเป็นเพดาน ล้อมด้วยสายสิญจน์
ติดผ้ายันต์กันผี ติดตาแหลว (เฉลว) ที่ร้อย ด้วยเชือกที่ฟั้นจากต้นคาสดไว้ที่ประตู ฝา
ตรงไหนเป็นรูเป็นช่องก็ต้องซ่อมแซม บริเวณใต้ถุนตรงกับห้องคลอดและจะใช้เป็นห้อง
อย่เู ดอื นด้วยน้ัน กจ็ ะลอ้ มดว้ ยไม้ไผ่สะด้วยหนามเลบ็ แมว เช่อื วา่ ผีกลัว

เรื่องการสะหนามก็เพื่อป้องกันผีเป็นสำคัญ โดยเฉพาะผีปอบ ทางเหนือเรียก ผี
ปอบว่า "ผีกะ" ผีกะชอบมากเมื่อมีการเกิดลูก เพราะชอบของสดของคาว เช่นเดียวกับ ผี
กระสือที่ชอบกินของสดของคาวเหมือนกัน ชอบกินเลือดในหัวใจของเด็กทารกที่เกิดใหม่
ถ้าไม่ระวังให้ดีมันจะมากล่อมผู้เป็นแม่ให้หลับแล้วบีบคอทารกให้ตายจึงดูดเลือดกิน ถ้า
ไม่สะหนามใต้ถุนห้องที่คลอดและอยู่เดือน ผีกะที่มีอายุแก่กล้า จะแปลงตัวเป็นม้าเรียก
กันว่า"ผีม้าบ้อง" จะมาวิ่งชนเสาหรือเสียดสีเสาใต้ถุน ถ้าสะด้วยหนามเล็บแมว ผีกะจะ
กลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนแหหรือยอนั้น ถือว่ามีตามากกว่าตาผีและตาก็เล็กกว่าด้วย ตาผี
จึงลอดเข้าไปทำอนั ตรายไม่ได้



พวกผีกะจะมีชุกชุมและเป็นผีที่อันตรายในล้านนา บ้านต้นผีหรือบ้านเก๊าผีกะ
นั้น จะต้องเลี้ยงผีพวกนี้ให้ดีอย่าให้อดอยาก ตามปกติอย่างมาก ๓ ปี ต้องจัดพิธีเลี้ยงผี
มีการฟ้อนให้แก่ผีที่เรียกกันว่า "ฟ้อนผีมด" ถ้าไม่ฟ้อนไม่เลี้ยง ผีจะอดอยาก แล้วจะ
ออกไป หากินเอง ไปเข้าสิงคนตามหมู่บ้านซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้หญิง เมื่อถูกหมอผีบังคับ
ให้บอกชื่อเจ้าของ ผีกะก็จะบอกชื่อผู้เป็นเจ้าของ ของมันเรียกว่า "ผีขายหน้า" คนที่เป็น
เจ้าของจะอับอายมาก เพราะการเป็นผีกะส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยให้ใครทราบ นอกเสีย
จาก ตระกลู ผีดว้ ยกันเทา่ นน้ั

การสังเกตว่าใครเป็นผีกะให้สังเกตนกฮูกหรือนกเค้า จะมีนกเค้าชนิดหนึ่ง
เรียกว่า "นกเค้าผีกะ" ตามนิทานเล่าสืบกันมาว่า นกเค้ากับผีกะเคยเป็นมิตรกันมาก่อน
ต่อมาผิดใจกันด้วยเรื่องอะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว จึงเป็นศัตรูกันตั้งแต่นั้นมา เมื่อผีกะจะไป
ทางไหนจะไปบ้านใคร นกเค้าสามารถรู้ได้จึงล่วงหน้าไปก่อนเพื่อร้องบอกให้คนได้ทราบ
ถ้านกเค้ารอ้ งบอกสกั ประเดีย๋ วเดยี ว จะเห็น คนทีเ่ ป็นผีกะโผลม่ าใหเ้ ห็น

อีกวิธีหนึ่งการดูว่าผหู้ ญิงเป็นผกี ะหรอื ไม่ คอื ผหู้ ญิงคนนน้ั จะสวยแบบที่ เรยี กว่า
"งามขำ" ยิ่งดึกยิ่งเด่น ยิ่งเย็นยิ่งสวย บ่าว (ชายหนุ่ม) ทั้งหลายที่ใฝ่ในการเที่ยวสาว ต้อง
สอบหาข่าวในเวลากลางคืน หากพบหญิงใดที่สวยซึ้งตรึงใจให้ใหลหลง สองแก้มแดง เรื่อ
ใสเนียน ยิ่งดึกยิ่งสวย ลักษณะดังกล่าวมาแล้วนั้น เชื่อกันว่าหญิงนั้นมักเป็นผีกะ สิ่งที่ทำ
ให้แก้มทั้งสองข้างแดงเรื่อ ดังผลมะปราง สุกเดือนเจ็ด ก็เพราะมีมักฏะ คือลิง ๒ ตัว นั่ง
ยอหัวอยู่บนไหล่ทั้ง ๒ คอยแลบเลียผิวแก้มให้สดใส คนทั่วไป ไม่สามารถจะมองเห็น ได้
ด้วยตา แต่ทว่าหมอผีที่มีวิชาเก่งกล้า ท่องบ่นด้วยมนต์คาถา แล้วก้มหัวลงผ่านหว่างขา
ตัวเอง มองดูจะเห็นเป็นลิงคู่นั่งอยู่ นอกจาก นั้นผีกะก็ยังจำแลงแปลงกายให้คล้ายกับ
สัตว์ได้อีกหลายชนิด เช่น เป็นแมวดำ หมาดำ เป็นม้า จะว่าเป็นม้าอาชาก็ไม่เป็นสีดำ
มักจะ แสดงแปลงตัวในตอนหัวค่ำ จะประจำอยู่ตามซอยมืดเป็นม้าสีขาว วิ่งเข้าวิ่งออก
คล้ายกับเสียงวิ่งของวัวควาย เล่ากันถึงวิธีแปลงกาย เป็นม้าของผีกะ มันจะใช้แขนพับ
ครึ่ง ยกสูงให้เป็นหัว ใช้มือตัวเป็นใบหู ถ้ารู้ว่ามีใครแอบดู หน้าไม่ชอบแต่จะเอาส่วนก้น
ใหด้ แู ทน

การสืบต่อหรือการรับมรดกตกทอดร่วมเป็นตระกูลผีกะ ตกอยู่กับฝ่ายหญิง ฝ่าย
ชายจะไม่ค่อยรู้ในเรื่องนี้ และหญิงชายใดที่ แต่งงานได้เสียกับคนท่ีเป็นผีกะ ได้นอนกับ
สาว กนิ ขา้ วรว่ มไหเพยี ง ๗ ไห กถ็ อื วา่ ไดเ้ ปน็ ตระกลู สายผกี ะไปแลว้

เจ็บท้องและการคลอด
เมื่อถึงกำหนดเดือนมาทันกำหนดวันมารอด หญิงแม่มานเริ่มเจ็บท้อง เมื่อคน

ในบ้านรู้จะรีบช่วยกันจัดเตรียมห้อง เปิดช่อง เปิดหีบเปิดตู้ ไขกุญแจ ถอดกลอน แล้วจึง

๑๐

ม้วนที่นอนสำหรับไว้อิง บางแห่งทำราวหรือแขวนเชือกไว้เป็นที่จับ จากนั้นจึงไปบอก แม่
ช่างให้รับทราบแล้วเชิญมา ในช่วงนี้ใครจะไปยืนขวางประตูหรือคาบันไดไม่ได้ เพ่ือ
ต้องการให้เป็นเคล็ดว่าจะได้เกิดง่าย ไม่ค้างคา แม้แต่การพูดการจา ก็ไม่ให้พูดไปใน
ทำนองว่า เกิดยาก คลอดยาก ค้างคาอะไรอย่างนี้ เข้าไปในทีท่าทำนองเป็นการลอง
ปากลองคอ กลัวว่าจะเป็นเหตุให้เป็นจริงขึ้นมาได้ หญิงมีครรภ์ท้องมานอย่าได้ผ่านเข้า
เยี่ยมตอนนี้ เพราะเคล็ดเขามีว่าเด็กในท้อง จะอายกัน แล้วจะพลันไม่ยอมออก ไม่ยอม
คลอด อีกอย่างหนึ่งผู้ชายที่เป็นสามีหากเคยได้ฝังเสาฝังหลักหรือตอกตะปู ให้นึกดูถ้ารู้
ให้ ถอดถอน คงเพื่อกันการติดการยึด เด็กในท้องจะได้โยกคลอนเกิดง่ายไม่ทรมาน ขัน
ข้าว ขันตั้ง เงินค่าครูของแม่ช่างนั้นไม่มี หลังจาก ที่ออกเดือนแล้ว จึงแต่งดาเป็นเครื่อง
สระเกล้าดำหัว มีน้ำขมิ้น ส้มป่อย ข้าวสาร หมาก พลู บุหรี่ เหมี้ยง เงินติดเป็นยอดเป็น
ปลาย แล้วแต่ฐานะ ไม่มีกำหนดว่ารายละเท่าใด นอกจากนี้เมื่อถึงวันปีใหม่สงกรานต์
ลกู หลานจะพากันไปดำหวั ทานขันขา้ วแมช่ า่ งเปน็ ประจำทกุ ปี

ถ้าหากว่า มีเหตุขัดข้องทำให้คลอดยาก ทำให้แม่ลำบาก เพราะเด็กไม่ยอม
คลอดออกมาง่ายๆ ก็ต้องพึ่งพาหมอให้ช่วยมนต์คาถา โดยใช้คาถาบทที่ชื่อว่า “คาถา
สะเดาะ” คาถานี้ใช้สะเดาะให้คนเกิดลูกง่าย หรือสะเดาะก้างที่ติดคอ มักจะเป็นคำที่
สัปดน หมอท่องมนต์ ก็ท่องบ่นให้เสียงดัง คนที่ได้ฟังก็อดที่จะขำและหัวเราะไม่ได้ ท่อง
มนต์ไปแล้วเสกน้ำให้แม่มานกินสักอึกสองอึกแล้ว จึงใช้น้ำมนต์ ลูบท้องของแม่มาน
ตั้งแต่อกลงไปถึงสะดือ เวลาลูบน้ำมนต์ตามที่เคยยึดถือ คือให้ลูบด้วยมือทีเดียวอย่าหยุด
ระหว่างกึ่งกลาง และห้าม ลูบจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน การเจ็บท้องเกิดลูกของผู้หญิง
จำต้องทนทรมาน บางคนร้องเรียกหาแต่พ่อแม่ ผู้หญิงที่ผ่านการเกิดลูก มาแล้วจะรู้ถึง
บุญคุณของพ่อแม่ที่เคยให้กำเนิดตนมา ดังคำที่พูดกันไว้ว่า หญิงจะรู้ซึ้งถึงบุญคุณพ่อแม่
ก็ตอนท่ีเจ็บทอ้ งเกดิ ลกู นเ้ี อง

เมื่อยามเกิดตอนเด็กหลุดออกมาตกถึงพื้น เรียกกันว่า ตกฟาก เวลายามที่เกิดนี้
ก็ต้องจดจำไว้ให้ดี ถ้าเป็นกลางวันก็จะดู พระอาทิตย์ว่าเป็นกี่โมงกี่ยาม ถ้าเป็นกลางคืนก็
จะกำหนดเอาการขันของไก่ เมื่อจดจำไว้ดีแล้ว วันต่อมาจึงไปหาพระตามวัด ให้พระ
เขียนชะตาวันเดอื นปี ยามที่เกดิ ลงในใบลานหรือใบตาลเกบ็ ใส่กระบอกไมไ้ ว้

เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว ผู้ที่คอยช่วยแม่ช่างก็ต้องกดท้องแม่มานไว้ให้ดี เพ่ือ
ป้องกันรกบิน ถ้าดูเหมือนว่ารกขึ้นสูง จะใช้ ไม้คานขวางกดตรงลิ้นปี่ไว้เพื่อไม่ให้รกบิน
ขึ้น ซึ่งกลัวกันมากว่ารกจะขึ้นปิดลิ้นหัวใจ ทำให้หายใจไม่ออกและทำให้เสียชีวิต เพราะ
อันตรายจากรกเลื่อนตัวขึ้น ด้านบนเกิดขึ้นเป็นประจำ ถ้าหากรกไม่ออก ท่านให้เอาใบ
พลูมาม้วนแล้วแหย่หมุนในคอผู้เป็นแม่ ถ้า อาเจียนรกจะออก ถ้ายังไม่ออกให้เอาหมอน
ถูหลังไปมารกจะออก ถ้ายังไม่ออกให้ใช้มือกด ๒ ข้าง ถ้ายังไม่ออกก็ต้องไปหา หมอพ่อ

๑๑

เลี้ยงคาถาสะเดาะมนต์น้ำให้กิน ถ้ารกยังไม่ออกแม่ช่างจะยังไม่ตัดสายสะดือ เพราะกลัว
ว่าสายรกจะหลุดเข้าข้างใน ผู้เป็น แม่อาจตาย เพราะรกขึ้นไปปิดหัวใจ สายรกทาง
ล้านนาเรียกว่า สายแห่ ถ้าเด็กเกิดมาเป็นผู้ชาย ตอนที่เกิดออกมาสายแห่คล้องคออยู่
ทำนายว่า จะได้บวชเรยี นในพระพทุ ธศาสนา

จากนั้นแม่ช่างจะอุ้มเด็กพร้อมกับล้วงปาก เอาน้ำเมือกออกจากคอให้หมด ถ้า
ล้วงน้ำเมือกออกไม่หมด เมื่อเด็กโตขึ้นมักจะพูด เสียงแหบเครือไม่กังวาน และจะทำให้
เป็นหืดหอบได้ง่าย หลังจากล้วงน้ำเมือกออกแล้ว ถ้าเด็กยังไม่ร้องก็ต้องพยายามทำให้
เด็กร้อง ให้ได้ โดยใช้มือตีที่ก้น หรือใช้กระด้งพัด ถ้ายังไม่ร้องให้ใช้เหล็กเผาไฟนาบไปท่ี
รก เพื่อความร้อนจะได้ผ่านไปถึงเด็ก เด็กจะร้อง แต่ถ้าไม่ร้องจริงๆ เด็กนั้นมักจะไม่รอด
เมื่อเด็กร้องไห้แล้วให้เอาผ้าห่อเด็กไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อรกออกมาแล้วก็เป็นที่เบาใจ
แม่ก็ต้องนอนพักผ่อนเพราะอ่อนเพลียจากการเกิด ปล่อยให้แม่ช่างจัดการกับรกและ
สายสะดอื เดก็ ต่อไป

อปุ กรณ์ทตี่ อ้ งเตรยี มไว้สำหรับใชห้ ลังคลอด
ห้องนอนนั้นไม่ต้องพูดถึง ดูเหมือนจะเป็นของหญิงหลังคลอดทั้งห้อง การ

จัดเตรียมห้องก็ดังที่เคยพูดไปแล้ว คือใช้ร่างแห หรือยอที่ทางเหนือเรียกว่า "จำ" ขึงเป็น
เพดานข้างบน ข้างฝาพื้นฟากที่เป็นช่องเป็นรูก็ต้องหาหนามมาสะไว้ ส่วนใหญ่จะใช้
หนาม เล็บแมว ฝาตรงไหนที่เป็นช่องที่พอจะปิดได้ก็ปิด ประตูห้องก็ต้องติดเฉลว ๓ ช้ัน
บ้าง ๗ ชั้นบ้าง (เฉลว ทางเหนือเรียก ตาแหลว แหลวคือเหยี่ยว ตาของเหยี่ยวคมและ มี
เลนส์ที่ไว สามารถมองเห็นได้ไกล) ที่ติดตาแหลวตาเหยี่ยวก็เพื่อให้ช่วยดูแลรักษาป้องกัน
ผี ผีมาทางไหนตาแหลวจะได้มองเห็นหมด แล้วจะได้บอกสิ่งป้องกันภัยอย่างอื่นให้ระวัง
คงจะเปน็ อย่างนีก้ ระมัง

นอกจากการเตรียมห้องก็ต้องเตรียมของใช้ ได้แก่ ผ้ามัดหัว สำหรับโพกหัวท้ัง
กลางวันและกลางคืน เพื่อป้องกันลมขึ้นหัว ผ้าคาดท้องเพื่อป้องกันไม่ให้ท้องใหญ่และ
เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ถือกันว่าถ้าคาดท้องดีมดลูก จะได้ต้อม (แฟบ) แห้ง ถ้าไม่คาดท้อง
ระหว่างที่อยู่เดือนจะเป็นท้องตกปง คือ ท้องหย่อนในภายหลัง ผ้าอ้อมโดยมากจะฉีกเอา
จากผ้าซิ่นเก่าของแม่ หม้อต่อมสำหรับน้ำปูเลย (ไพล และต้มยาต่าง ๆ มุ้ง และยาหอม
ยาดม ม้วนที่นอนไว้สำหรับให้แม่กำเดือนพิงเอนหลัง ตะเกียงน้ำมันก๊าด อู่ (เปล) ไม้ไผ่
ตะกรุด ป้องกันผี มหาหิงค์ ซ่ึงเป็นยาปอ้ งกันและรกั ษาท้องเด็ก

๑๒

การตัดสายสะดือ
เมื่อตัดสายรกแล้วจะอาบน้ำให้เด็กด้วยน้ำอุ่น โดยแม่ช่างจะเอาเด็กนอนบน

หน้าแข้งเอา หัวเด็กหันไปทางปลายเท้า แล้วจึง ชำระล้าง พร้อมกับดัดแขนดัดขาเด็กให้
ตรงให้สวย ถ้าดัดในตอนนี้แข้งขาเด็กจะไม่โก่ง คือถ้าขาเด็กโค้งออกด้านนอก เมื่อโตขึ้น
น่อง จะไม่สวย มีการบีบดั้งจมูกเด็กเพื่อให้โด่งแหลม จมูกจะได้ไม่แฟบ คือจะตบแต่ง
อะไรส่วนไหนก็ทำตอนอาบน้ำนี้แหละ การอาบน้ำบนหน้าแข้งคงเป็นความสะดวกใน
สมยั นน้ั การป้อนข้าวเดก็ จะปอ้ นบนหน้าแขง้ แตจ่ ะหันหัวเด็กมาทางเขา่

ในกรณีที่แม่เลี้ยงลูกไม่ติด เช่น เคยมีมาแล้วแต่ตายไปหมดไม่ได้เลี้ยง แม่ช่างจะ
ทำเคล็ดให้ เมื่อเด็กคลอดออกมาหลังจาก ที่ตัดสายสะดือแล้ว จะนำสุ่มปลามาครอบ
เด็กไว้พร้อมกับพูดว่า “นั่นปลา นั่นปลา มีเยอะแยะเลย” แล้วจึงนำไปอาบน้ำ เชื่อว่า
เมอ่ื ได้ ทำดงั น้แี ล้ว เดก็ จะไม่ตายอกี เหมอื นลูกคนกอ่ นๆ

การทำเคล็ดป้องกันเด็กเป็นลมชัก เรียกกันว่า "ลมขึ้น" เมื่อตัดสายสะดือแล้ว
ยังไม่ได้อาบน้ำ แม่ช่างจะอุ้มเด็กไปที่เสาเรือน ตรงเสาดั้ง แล้วชูเด็กขึ้นจนสุดแขน ทำท่า
เดก็ ใหด้ ูเหมอื นกับจะปนี เสา พรอ้ มพูดขึ้นว่า "ถา้ อยากขน้ึ กข็ น้ึ ไป เอา้ ข้ึนไป ขึ้นไป" แลว้
จงึ นำมาอาบนำ้ เชอ่ื ว่าเมือ่ ได้ทำอยา่ งนี้แลว้ เด็กคนน้ันจะไม่เป็นลมชกั

การทำเคล็ดเพื่อไม่ให้เด็กเป็นคน "สึ่งทึง" หรือเป็นคนโง่ หรือปัจจุบันเรียกเด็ก
ปัญญาอ่อน ก่อนที่จะเอาเด็กมานอนในกระด้ง ให้เอาใบตองทึงมาปูในกระด้ง แล้วจึงปู
ผา้ ทบั ลงไป แล้วใหเ้ ด็กนอน เชอ่ื ว่าต่อไปเดก็ จะไม่ "สึ่งทงึ " ไม่โง่ แต่จะเป็นคนฉลาด

ขายเดก็ ทารก
เม่อื อาบนำ้ เดก็ เสรจ็ แล้ว จะนำเดก็ หอ่ ผา้ ใสก่ ระดง้ ไปขายท่หี วั บนั ได โดยวางเดก็

ไว้แล้วกล่าวว่า "ถ้าเป็นลูกผีทั้งหลาย เช่น ผีจอมปลวก ผีบวกควายก็ให้เอาไป" แล้วรีบ
พูดต่อว่า "แต่เด็กนี้เป็นลูกข้า ข้าจะเอา" แล้วจึงยกกระด้งเข้าในห้องที่จัดไว้ การทำพิธี
ขายลูกดังกล่าวคงเป็นการหลอกผีนั่นเอง เมื่อยกเข้าในห้องแล้วใช้ผ้าห่มวางซ้อนกันทำ
เป็นวงกลมที่ขอบกระด้ง เปิดเป็นช่องกลมด้านบนไว้เล็กน้อย คลุมด้วยผ้าขาวบางหรือ
เศษมุ้ง บางคร้งั ใชร้ ่างแหหรอื ยอข้างบน เป็นการปอ้ งกันผี

บม่ ผิวทารก
การให้ทารกนอนในกระด้ง ใช้ผ้าวงรอบขอบกระด้ง แล้วคลุมด้วยผ้าโปร่งกัน

แมลง เพื่อบ่มผิวทารกให้อุ่นให้ร้อน การบ่ม ผิววิธีนี้เรียกกันว่า "อุ้ก" เมื่อนานวันเข้า
ผิวหนังชั้นนอกของเด็กจะลอกออก เรียกผิวหนังชั้นนอกนี้ว่า หนังในท้องไม่ใช่หนังจริง

๑๓

เมื่อลอกหนังสีแดง ออกเป็นหนังสีขาวเชื่อว่าผิวหนังเด็กจะดี ถ้าไม่ทำการอุ้กตัว ดังกล่าว
เมื่อโตขนึ้ เดก็ มกั จะเป็นโรคผิวหนงั หรอื ผวิ กระดา่ งกระดำ ผวิ ไม่สวย

การฝงั รก
หลังจากจัดการเรื่องเด็กเรียบร้อยแล้ว แม่ช่างจะล้างทำความสะอาดรก ถ้าไม่

ล้างให้สะอาด เด็กจะเกิดเม็ดผดผื่นคัน เนื้อตัวดู ไม่ค่อยสะอาดไปด้วย เสร็จแล้วห่อด้วย
ใบตองส่วนหาง ที่เรียกว่า หางตอง แล้วใช้เข็มเย็บผ้าปักลงไปบนห่อรก เชื่อว่าต่อไปใน
ภาย ภาคหน้าเด็กจะฉลาดมีปัญญาเฉียบแหลมเหมือนเข็ม พ่อของเด็กจะเป็นผู้ฝังรก จะ
ไม่นิยมนำไปฝังโคนต้นไม้ เชื่อว่าเม่ือเด็กโตขึ้น กำลังซนจะชอบปีนต้นไม้ จึงนิยมเอาไป
ฝังใต้บันไดบ้าน ถึงเด็กจะชอบขึ้นลงเล่นบันได หากตกบันไดเด็กจะ ไม่เป็นอันตรายมาก
เท่ากับตกต้นไม้ การจับห่อรกตอนนำไปฝังต้องจับให้ถูกข้าง คือใช้มือขวาจับ เด็กจะได้
ถนัดมือขวา ถ้าใช้มือซ้ายจับ เด็กจะถนัดมือซ้าย ประเพณีในภาคกลางจะไม่ฝังรก
ในทันที แต่เก็บรกไว้ในหม้อ เอาเกลือโรยข้างบนตั้งไว้ที่เตาไฟครบ ๓ วันแล้วจึงจะนำไป
ฝงั

ส่วนสายสะดือที่ติดอยู่กับตัวเด็กเมื่อถึงกำหนดหลุดออก พ่อแม่จะนำไปตาก
แห้งแล้วห่อผ้าขาวเก็บไว้ เมื่อมีพี่มีน้องด้วยกัน หลายคน จะนำสายสะดือรวมกันแช่น้ำ
ให้ลูกๆ ทุกคนดื่ม เชื่อว่าพี่น้องจะรักกันไม่ทะเลาะกัน มีกิจการงานสิ่งใดจะคอย
ช่วยเหลอื กนั เสมอ

การให้นมใหอ้ าหาร
หลังจากคลอดแล้ว แม่บางคนยังไม่มีน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารก ก็ต้องคอยน้ำนม

กันต่อไป เมื่อไม่แน่ใจว่าจะมีน้ำนมหรือไม่ ก็จะ หาสมุนไพรท่ีทำให้เกิดน้ำนม หรือของ
อย่างอื่นตามที่เชื่อต่อๆ กันมา เมื่อมีน้ำนม น้ำนมแรกจะมีสีเหลืองเชื่อกันว่าเป็นน้ำนม
เสีย จะ บีบทิ้งก่อน จนเห็นเป็นสีขาวแล้วจึงให้ลูกดูด การที่ไม่มีน้ำนมให้ลูก สมัยก่อน
เป็นเรื่องที่น่ากังวลของผู้เป็นแม่มาก ปัจจุบันนี้คง ไม่เกิดปัญหาอะไร เพราะให้ทารกดื่ม
น้ำนมสัตว์แทนนมแม่ได้ แต่สมัยโบราณนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวถ้าคลอด หลายวัน
แล้ว แม่ไม่มีน้ำนม ก็ต้องอุ้มเด็กไปหาหญิงที่คลอดลูกในช่วงเดียวกัน หรือไปอ้อนวอน
ขอให้ผู้หญิงนั้นมาที่บ้าน เพื่อให้นมแก่ลูก แต่โดย มากหญิงทั่วไป ไม่มีใครรังเกียจทจี่ ะให้
ดื่มนมร่วมกัน คงสงสารเด็กมากกว่าอย่างอื่น ด้วยเหตุนี้จึง ทำให้หมอพื้นบ้านค้นหา
ตำรา ยาสมุนไพรที่กินแล้วทำให้มีน้ำนม ตำราหนึ่งกล่าวว่า หลังจากที่เกิดลูกแล้วสัก ๒
วัน ให้เอาหัวปลีมาต้มกิน อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ขวั้น (ขั้ว) ขนุนที่เขาปลิดลูกแล้ว แต่ยัง
เหลือขวั้นติดกับต้น นำมาต้มกินน้ำ จะทำให้มีน้ำนม ให้ลูกกินอย่างอุดมสมบูรณ์

๑๔

สมัยก่อน เมื่อคลอด ได้ ๖-๗ วันก็จะให้อาหารแก่ทารกแล้ว อาจจะให้กล้วยน้ำว้าก่อน
จากนั้นจึงจะให้ข้าวผสมลงไปด้วย บางรายเมื่อเด็กร้องไห้บ่อยๆ คิดว่าเด็กหิวเพราะ
น้ำนมไม่อยู่ท้อง จึงทำให้เด็กร้องไห้ หลังเกิด ๓-๔ วันก็ให้อาหารแก่ทารก เพื่อต้องการ
ให้เดก็ หลับนานๆ ไมร่ อ้ งไห้รบกวน

เดก็ ตายหลังคลอด
ถ้าเด็กตายหลังจากเกิดแล้ว ๓ วัน ๗ วัน ขึ้นไป ก่อนที่จะนำเด็กไปฝัง พ่อแม่จะ

ร้องไห้บอกกับศพเด็กว่าให้วิญญาณของลูก จงมาเข้าท้องของแม่ จะได้เป็นแม่เป็นลูกกัน
อีก โดยทั่วไปเชื่อว่าเด็กที่ตายในช่วงนี้จะเกิดใหม่ได้เร็ว ดังนั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ จะใช้
ปูนแดง หรือมินหม้อป้ายก้นเด็กให้เป็นเครื่องจำหมาย ที่ใช้มินหม้อคงเพราะเป็นของที่
หาได้ง่าย เมื่อมีลูกคนต่อไป ถ้ามีปานดำ หรือปานแดงที่ก้น เชื่อว่าเป็นลูกคนก่อนมาเกิด
ใหม่

การฝังศพเด็กจะไม่ค่อยพิถีพิถันมากเท่าใด ใช้ผ้าห่อศพแล้วนำไปฝังที่ป่าช้า
ถ้าเด็กอายุเป็นเดือนขึ้นไป จะใช้เปลของเด็กนั้น ใส่ศพหามไปฝังที่ป่าช้า บนปากหลุมใช้
เปลครอบตีหลัก เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเป็นหลุมฝังศพเด็ก และเพื่อกันหมาขุดคุ้ยด้วย
คนใน ล้านนาจะไม่ค่อยกลัวผีเด็ก ไม่เหมือนกับทางภาคกลางที่ต้องให้หมอ เวทมนตร์มา
ทะ (ห้าม) ขนันศพ แล้วบรรจุลงหม้อ ที่ลงยันต์ ตรีนิสิงเห ปิดด้วยผ้าขาว ผูกด้วย
สายสิญจน์ แล้วจึงนำไปฝัง คงกลัวว่าผีเด็กจะมารบกวน ต่างกับล้านนาที่บอกให้
วิญญาณเดก็ มา เข้าท้องเปน็ ลูกเป็นแม่กนั ใหม่

ระหว่างที่ลูกยังเล็กอยู่ในเดือนนี้ พ่อแม่ต้องระวังภัยอันจะเกิดมีขึ้นหลายอย่าง
หลายประการ พระเครื่องที่เชื่อว่ามักจะรบกวน หยอกล้อเด็กให้ร้องไห้ เช่นพระสิบสอง
พระรือหน้ายักษ์ เป็นต้น ต้องอาราธนาออกไปไว้นอกชายคาบ้าน โดยมากจะเก็บไว้ ท่ี
ค้าง เฟอื ง (โรงเรือนหรอื ท่สี ำหรับเกบ็ ฟางข้าว) หรือนำไปฝากเพอ่ื นบ้านไว้

๑๕

ประเพณีการบวช

ในสมัยโบราณวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาทุกแขนง ผู้ที่มีลูกชายจึงใฝ่ฝันท่ี
จะให้ลูกได้เข้าไปอยู่ในวัด เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่างๆ ยิ่งถ้าได้บวชในพุทธ
ศาสนา ผเู้ ปน็ พอ่ แมย่ งิ่ เปน็ สุข

เมื่อลูกชายอายุได้ ๗-๘ ขวบ พ่อแม่จะเสียสละแรงงานที่จะได้จากลูก โดยการ
นำไปฝากเรียนหนังสือที่วัด เรียกว่าไปเรียนเป็นขะโยม ในช่วงที่ลูกไปอยู่วัดพ่อแม่จะเก็บ
เงินเตรียมการไว้ เมื่อลูกมีอายุได้ ๑๑-๑๒ ปี จึงจัดงานบวชลูกเป็นสามเณร เรียกว่า
“ปอยหน้อย” หรือ “งานบวชลูกแก้ว” ต่อมาเมื่อสามเณรมีอายุครบ ๒๐ ปี จึง
อุปสมบทเปน็ พระภิกษุ

การบวชลูกแก้ว คือ การบวชเณรของชาวล้านนา ประเพณีนี้ถือว่าเป็นงานที่
ใหญ่พอสมควรจึงเรียกอีกอย่างว่า “ปอยหน้อย” ในล้านนามีรูปแบบการบวชอยู่ ๒
อยา่ ง การบรรพชาบวชเณรนน้ั นยิ มเรยี กว่า “บวชพระ” หรือ “บวชลกู แก้ว” ส่วนการ
อุปสมบทหรือบวชเป็นพระภิกษุนั้นเรียกว่า “บวชเป็กข์” หรือ “เป็กข์ตุ๊” ซึ่งคำเรียก
เณร ทางล้านนานิยมเรยี กว่า “พระ” ส่วน ภกิ ษุน้นั เรยี กวา่ “ตุเ๊ จา้ ”

๑๖

ขั้นตอนพิธกี รรมการบวช
เมื่อเป็นขะยมได้หลายปี เด็กสามารถสูดเรียน (สวด) อ่านเขียนหนังสือได้แล้ว

เจ้าอาวาสจะแจ้งให้พ่อแม่รู้ว่าเด็กควรจะบวชเณรได้ พ่อแม่จะดีใจ และเข้าไป
ปรึกษาหารือกับเจ้าอาวาส พร้อมกับตกลงกับพ่อแม่ของเด็กคนอื่น ๆ แล้วเจ้าอาวาส
และผู้เฒ่าผู้แก่จะเปิดตำราหาฤกษ์หาวัน วันที่ห้ามบวชเณร บวชพระ บวชชีบวชผ้าขาว
การบวชทุกอย่าง

บอกบุญแก่ญาตพิ ี่น้อง
ใกล้ถึงวันบวช พ่อแม่หรือญาติจะไปบอกบุญกับญาติพี่น้องที่อยู่ต่างบ้านต่าง

ตำบลหรือแม้แต่ต่างอำเภอ ของที่นำไปในการบอกบุญนั้นมีขัน คือ พานใส่ดอกไม้ธูป
เทียน และผ้าสบง หรือผ้าจีวรวางบนพานแล้วอุ้มไป จึงเรียกการไปบอกญาติอย่างนี้ว่า
“ไปผ้าอุ้ม” คือการอุ้มผ้าเหลืองไปบอกเกี่ยวกับการบวชลูกบวชหลาน พร้อมทั้งบอกวัน
เวลา และสถานที่ท่จี ะบวช

การเตรียมงาน
ก่อนวันบวช ๒ วัน เด็กที่บวชจะโกนผม พ่อแม่ ญาติพี่น้องจะช่วยกันอาบน้ำ

ขัดสีฉวีวรรณ ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สะอาด ส่วนชาวบ้านเดียวกันจะมาช่วยกันจัดเตรียม
ทุกอย่างจัดของถวาย ตั้งเตียงเณรใหม่ ผูกต้นคาเพื่อทำเป็นที่ปักธนบัตร เรียกว่า “ต้น
เงนิ ” เตรยี มเร่อื งอาหารหวานคาวสำหรบั ถวายพระสงฆ์และญาตมิ ิตรทม่ี ารว่ มงาน
วนั ดา

ก่อนวันบวช ๑ วัน เรียกวันดา เป็นวันเตรียมแต่งดาเครื่องไทยทานและอาหาร
หวานคาวที่จะถวายพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น รวมทั้งจัดสถานที่สำหรับการบวช และถ้าจะมี
การซอใหต้ ัง้ ผามไว้ดว้ ยเพอ่ื ความครกึ คร้นื จงึ เรยี กกันวา่ วันดา

ไปเอาลกู แกว้
พวกหนุ่มสาวจะนำฆ้องกลอง บางแห่งมีแตรด้วย พร้อมกับพาเด็กขะยมที่โกน

ผมไว้ตั้งแต่วันก่อนไปยังวัดที่อยู่ห่างออกไป โดยจะเลือกวัดที่ชื่อเป็นมงคล เมื่อไปถึงวัด
แล้ว จะแต่งตัวเหมือนเป็นกษัตริย์ มีการแต่งหน้า แต่งตัว เขียนคิ้วเขียนตา ทาปากแดง
ชโลมด้วยเครื่องไล้ลา ทาด้วยของหอมทั้งหลาย ประดับด้วย กำไล แหวน สร้อยสังวาล
แตง่ ให้เหมือนเทวดา หรือแตง่ เปน็ ดังกษัตรยิ ์สวมมงกุฎ

ต่อมาเมื่อล้านนาอยู่ใต้การปกครองของพม่าประมาณ ๒๐๐ ปีตั้งแต่ พ.ศ.
๒๑๐๑ วัฒนธรรมการแต่งตัวลูกแก้ว จึงเอาแบบอย่างพม่า คือ นุ่งโสร่งผ้าต้อย สวมเสื้อ

๑๗

แพร โพกหัวด้วยผ้าสีต่าง ๆ แบบกษัตริย์พม่า จึงเรียกกันว่าแต่งตัวแบบพม่า เมื่อแต่งตัว
ใหเ้ ดก็ ขะยมเสร็จแลว้ จะเรียกกันวา่ ลกู แกว้ ทนั ที

เมื่อเป็นลูกแก้วแล้วจะได้รับการทะนุถนอมมาก แม้แต่ดินก็ไม่ให้เหยียบไปทาง
ไหนจะมีคนอุ้มตลอด จากนั้นลูกแก้วตามด้วยคนยกสำรับกับข้าวที่เตรียมมาจะขึ้นไป
กราบเจ้าอาวาสวัดนั้น หลังจากนั้นกราบขอพร เจ้าอาวาสจะให้พรและให้เงินแก่ลูกแก้ว
ใหม่กลับไปท่ีบ้านเจา้ ภาพ ในระหว่างทางทแ่ี ห่ลกู แกว้ มา จะมเี ด็กและผใู้ หญ่คอยดขู บวน
แห่กันตามประตูบ้านตลอดทาง เมื่อขบวนแห่มาถึงบ้าน ลูกแก้วจะถูกอุ้มลงจากหลังม้า
พอมาถึงตรงเชิงบันไดบ้านจะมีคนคอยตักน้ำล้างเท้าให้ลูกแก้ว แล้วจึงอุ้มขึ้นไปพักผ่อน
บนเรือน
การแหล่ กู แก้ว

เมอื่ เลยี้ งขา้ วกลางวนั กันเรียบรอ้ ยแลว้ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. ลูกแกว้ จะได้
แต่งหน้าแต่งตาอีกครั้งหนึ่ง แล้วอุ้มขึ้นหลังม้า พวกหนุ่มสาวตั้งขบวนก็จะแห่ลูกแก้วไป
แอ่ว คือไปขอพรญาติผู้ใหญ่

๑๘

การฮ้องขวัญลกู แก้ว
การฮ้องขวัญลูกแก้ว เจ้าภาพจะไปเชิญ “ปู่อาจารย์” หรือปู่จารย์ที่มีความรู้ใน

การทำพิธี และเปน็ ผู้มเี สียงไพเราะมาเป็นผู้เรยี กขวัญหรือ “ฮอ้ งขวัญลูกแก้ว”
โดยมขี น้ั ตอนพิธฮี อ้ งขวัญ ดังน้ี
การปดั เคราะห์ คอื ไลเ่ สนยี ดจญั ไร ส่ิงช่วั ร้ายออกจากตวั พระลกู แก้ว
การเล่ากำเนิด คือ การเลา่ เรอ่ื งราวหรือประวัตลิ ูกแก้ว นบั ตงั้ แตเ่ กิดมาจนถึง
ปจั จุบนั
การฮ้องขวัญ ตามความเชื่อว่าทุกคนมีขวัญอยู่ ๓๒ ขวัญ กระจายอยู่ทั่ว

ร่างกาย คราใดคนเราได้รับความกระทบกระเทือน สะดุ้งหวาดผวา ขวัญจะหนีออกจาก
ร่าง เรียกว่า ขวัญหนี ขวัญล่า ขวัญหาย ต้องเรียกให้มาอยู่กับตัว เพื่อจะได้มีความสุข
สวัสดี

๑๙

การบวช
พิธีบวชจะเริ่มกันตั้งแต่ตี ๕ พระสงฆ์ที่นิมนต์ไว้จะมาพร้อมกันในวิหาร คนท่ี

มาร่วมพิธีนอกจาก พ่อแม่แล้วญาติพี่น้องเท่านั้น พระสงฆ์ใช้เวลาในการบวชอย่างมาก
ประมาณ ๑ ชั่วโมง บวชเสร็จก็เป็นเวลารุ่งอรุณ เมื่อถึงเวลาอาหารเช้าก็จัดอาหารถวาย
แดพ่ ระสงฆ์ พระสงฆอ์ นุโมทนาเปน็ อันเสรจ็ พธิ บี วชแตเ่ พียงน้ี

สามเณรที่บวชใหม่จะต้องอยู่กรรม คือบำเพ็ญ ศีลภาวนาในวิหารเป็นเวลา ๓
วัน ๗ วัน ก่อนนอนทุกคืนเณรใหม่จะนั่งภาวนานับประคำ ๑๐๘ จบ แล้วอุทิศส่วนบุญ
กศุ ลใหแ้ ก่ญาติท่ลี ว่ งลบั ไปแล้ว และอุทศิ บุญอนั เกดิ จากการบวชใหก้ ับพ่อแมต่ น

การบวชในสมัยโบราณมีวัตถุประสงค์เพื่อการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม ต่อมา
การบวชถือเป็นเพียงประเพณีไป แต่ก็มีข้อดีกับสังคมอยู่ที่เด็กจะได้รับการอบรมบ่มนิสัย
ให้เป็นคนดี เมื่อพ่อแม่มีลูกเป็นพระภิกษุ เป็นสามเณร การจะทำสิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรม
ก็เกดิ ความละอายต่อชาวบา้ นทจ่ี ะตอ่ ว่าวา่ เป็นแมพ่ ระแมต่ ุ๊แลว้ ยงั ทำบาปอีก

๒๐

ประเพณีการตาย
การทำศพ

เมื่อมีการเกิดขึ้นก็ย่อมมีการแตกดับเป็นธรรมดาของสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยง
แท้แน่นอน และเป็นทุกข์เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เป็นอนัตตา คือ ไม่อยู่ในการ
ควบคุมของใคร อาจกล่าวได้ว่า ความตายนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ไม่มีผู้ใดจะไปบังคับ
ให้ตายหรือไม่ให้ตายได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงสอนให้คนเรารำลึกถึงความตาย
อย่ตู ลอดเวลา เพ่อื จะไดล้ ะเวน้ ความช่ัว ประพฤติแตค่ วามดี

ในกรณีที่มีการตายธรรมดา คือ เจ็บป่วย ครั้นเห็นว่าคนเจ็บนั้นไม่มีทางรอด
แล้ว ญาติพี่น้องหรือผู้อยู่ข้างหลังควรจะได้เตรียมข้าวของที่จะต้องใช้ไว้เงียบๆ อย่าให้มี
อาการตื่นตกใจล่วงรู้ไปถึงหูคนเจ็บได้ เมื่อคนเจ็บหมดลมแล้ว ให้จุดเทียน กาละเม็ด คือ
ไฟประจำชีวิตที่จุดให้เมื่อวันเกิดนั่นเอง ให้ตั้งไว้ข้างเตียงไม่แตะต้องรบกวนผู้ตายก่อนไฟ
เทียนเล่มนั้นหมดไป ครั้นเมื่อทราบว่าตายแน่แล้วจึงเอาน้ำอุ่นชุบสำลี เช็ดถู และรีดเส้น
เอ็นให้เรียบร้อย ถ้าศพนั้นอ้าปากหรือลืมตาอยู่ให้ปิดเปลือกตาเบาๆ เหมือนคนนอน
หลับปกติ

อนึ่ง ลักษณะการจัดพิธีปลงศพแบบล้านนานี้ มิได้เน้นเอาความโศกเศร้าความ
ห่วงใยเป็นหลัก แต่จะเน้นให้เห็นถึงข้อธรรมะในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะไตรลักษณ์
หรือสามัญญลักษณ์ข้ออนิจจัง สังขารเมื่อจากไปก็ไปด้วยความพร้อม ญาติมิตรพี่น้องให้
เกียรติมาช่วยเสริมสร้างบุญบารมีให้ค้ำหนุนดวงวิญญาณไปสู่สุคติ โดยมิต้องห่วงใยกับ
สมบัตินอกกาย ให้ละทิ้งทุกข์โศก โลภ โกรธ หลง ไว้เบื้องหลังให้ลอยขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์
โดยมีวิมานปราสาทแก้วเป็นพาหนะ ภาพของขบวนพิธีอันงดงามก็จะอยู่ในความทรงจำ
ของผู้มาร่วมงานศพไปอีกนานและบางศพจะมีวงดนตรีปี่พาทย์พื้นเมืองล้านนา หรือสะ

๒๑

ลอ้ ซอ ซงึ โดยบรรเลงเพลงพน้ื เมอื งตา่ ง ๆ เชน่ ปราสาทไหว ฤๅษหี ลงถำ้ เป็นต้น ที่นยิ ม
ใช้ส่งสก๋ารจะบรรเลงท้ังในพิธีตั้งศพและบรรเลงถึงป่าช้า จนกระทั่งผู้คนวาง
ดอกไม้จนั ทนแ์ ละเผาจนไฟลกุ โชนจึงจะหยุดบรรเลง

พอเวลาผ่านไปสัก ๓-๗ วันในช่วงนี้เรียกว่า เฮือนเย็น ในแต่ละคืน จะมีเพื่อน
บ้านมาเยี่ยมคุยเป็นเพื่อนแก้ความโศกเศร้าเหงาหงอย แล้ว จึงมีพิธีเก็บกระดูก และพิธี
ทําบุญสังคหะบ้าน เพื่อความอยู่สุขสบายต่อไป แต่ปัจจุบันส่วนมากมีการรวบรัดตัด
ตอนและปรับเปลี่ยนพิธีต่าง ๆ ให้เข้ากับยุคสมัยสภาพแวดล้อม แต่ก็ยังรักษาประเพณี
เดิมอยู่มาก จึงสอนไว้เพื่อว่าคนรุ่นต่อ ๆ ไปจะได้รู้ถึงการจัดงานศพ และปริศนา
ความหมายแห่งธรรมในงานศพ แม้จะทําตามไม่ได้ก็ให้รู้ตํารา พิธีการ ไว้บ้างก็ยังดีกว่าท่ี
จะปล่อยให้สญู หายไปตามกาลเวลานั้นเอง

ในกรณีที่เป็นการตายธรรมดาและผู้ตายเป็นญาติผู้ใหญ่ชั้นปู่ย่า ตายาย ซึ่งถือ
ว่ามีอายุมากแล้วมีประเพณีให้เรียกประชุมญาติพี่น้อง ลูกหลานมาประชุมกันต่อหน้า
ท่าน เพื่อเป็นการสั่งเสียในช่วงสุดท้ายของชีวิต รวมถึงการสั่งเสียเรื่องมรดก ในระหว่าง
นั้นจะมีการนิมนต์พระภิกษุมารูปหนึ่ง เพื่อแนะทางสวรรค์ให้หรือมาเทศนาธรรมแบบ
ล้านนา ให้ท่านฟังมีการจุดเทียนไว้ที่ทิ้งพระหัวนอน เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างส่งดวง
วิญญาณไปสู่สุคติเมื่อทราบแน่ชัดว่าสิ้นแล้ว บรรดาญาติพี่น้องและลูกหลานจะกราบ
ขมาศพ ในปัจจุบันผู้ป่วยนิยมไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ครั้นเมื่อถึงแก่กรรมเจ้าภาพจะ
ปรึกษากันว่า สมควรจะนําศพตั้งบําเพ็ญที่บ้านหรือวัด สําหรับประเพณีเรื่องการทําศพ
ในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่จะนิยมไปตั้งที่วัด คงจะพิจารณาถึงความสะดวกในเคารพศพ ฟัง
สวดพระอภธิ รรม จดั โต๊ะเกา้ อ้ี ท่ีจอดรถ เตรยี มจัดถ้วยโถโอชาม เป็นตน้

พธิ สี ูมาแกว้ ต้ังสาม
ในขณะที่คนป่วยใกล้จะสิ้นอายุขัย มีอาการทุกข์ทรมานต่างๆ ลูกหลานจะ

ขอให้ลูกชายหรือผู้ชายคนหนึ่งที่มีโวหาร นําขันข้าวตอกดอกไม้ลําเตียนไปที่วัดเพื่อเป็น
ตัวแทนผู้ป่วยขอสูมาแก้วตั้งสาม อันหมายถึง พระรัตนตรัย ต่อหน้าพระประธานในวัด
แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระแก้วตั้งสาม บัดนี้ (ออกชื่อผู้ป่วย) ได้เอาข้าวตอกดอกไม้ ลํา
เตียนนี้มาขอสูมา แม้ว่าได้ประมาท บ่คารวะขึ้นที่ต่ําย้ำที่สูง ขอพระแก้วเจ้าตังสาม
จุ่งลดโต้ด อย่าเป็นบาปเป็นกรรมแก่ (ออกชื่อผู้ป่วย)เน่อ กายะกัมมัง วจีกัมมัง
มโนกัมมัง สัปปปัง โตสัง ขมันตุโนฯ คุณค่าของการไปสูมาแก้วตังสามนี้เป็นเครื่องชี้ว่า
ผู้ป่วยเป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนาไม่เสื่อมคลาย หากในกรณีมีการเสียชีวิต
อย่างอื่น เช่น หลับตาย (ไหลตาย) หรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ก็ไม่ต้องสูมาเพราะตายไปก่อน
แล้ว แต่หากตายด้วยอุบัติเหตุก็จะมีการทําบุญอุทิศสูตรถอนสิ่งชั่วร้ายออกไป ดังจะเห็น

๒๒

ได้ว่ามีการก่อเจดีย์ทรายเล็ก ๆ ปักด้วยตุงแดง วางด้ายสายสิญจน์อยู่ข้างถนน อัน
หมายถึงเป็นการชว่ ยใหด้ วงวิญญาณพ้นวิบากอกุศลกรรม

พิธีเทศน์ธรรมใหค้ นป่วยหนกั
ผู้ป่วยบางคนเจ็บป่วยอยู่นานจะหายก็ไม่หายจะตายก็ไม่ตาย ทางภาษา

ล้านนาเรียกว่า คนลําบาก หากเป็นเช่นนี้จะมีพิธี ๒ อย่าง คือ การฟังเทศน์และการ
ถวายสะพาน (ตานขัว) เพื่อเป็นอานิสงส์แก่คนป่วยหนักเพื่อจะได้รับอานิสงส์ คือ ถ้าจะ
หายก็จะได้หายไวๆ หรือถา้ จะตายกจ็ ะไดต้ ายเรว็ ขึ้น ไม่ต้องทกุ ขท์ รมานแสนสาหสั

การฟังเทศน์นิยมเอาธรรม ๓ ผูกๆใดผูกหนึ่งมาเทศน์ คือ มหาวิบาก
กรรมวาจา และกุมารภังค์ ซึ่งธรรมมหาวิบากนี้จะใช้ในกรณีที่ป่วยตามธรรมดา เพราะ
การเทศน์มหาวิบากนี้ด้วยมีความเชื่อว่า คนป่วยมีวิบากกรรมทําให้ป่วยนาน เมื่อเทศน์
แล้วจะหมดวิบาก ถ้าป่วยด้วยถูกอาถรรพ์ ถูกกระทําด้วยคุณไสยหรือชาวบ้านเรียกว่าถูก
ขึด ก็จะเทศน์กรรมวาจา ในบทถอนสีมาเพราะเชื่อว่า เป็นคาถาที่ถอนเอาความชั่วร้าย
เสนียดจัญไรอุบาทว์ (ขีด) ทั้งหลายออกจากผู้ป่วย ผู้ป่วยอาจจะหายหรือไม่ก็จะได้ตาย
อย่างสงบ ถ้าป่วยด้วยถูกภูตผีปีศาจ กระสือ ปอบ หรืออมนุษย์ยักษ์ เป็นต้น จะนําเอา
ธรรมกุมารภังค์ มาเทศน์ซึ่งเป็นคาถามีคําทั้งบาลี คําไทย คําพม่า มอญ และ กระเหรี่ยง
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกมาก แต่ต้องเตรียมตกแต่งขันตั้งมีเครื่องครัวคาวหวานให้ครบก่อนที่จะ
เทศน์ ซึ่งพิเศษกว่ากัณฑ์อื่น ในคัมภีร์ธรรมจะมีบอกไว้เกี่ยวกับเครื่องบูชา เมื่อมีการ
เทศน์ธรรมแล้ว บางคนก็หายป่วยแต่บางคนก็ตายโดยจะได้อยู่เพียงไม่เกินสามวัน บาง
คนตายในขณะพระเทศนก์ ็มี

พิธีถวายสะพาน (ตานขัว) ให้คนป่วยหนักโดยมีความเชื่อว่า ที่คนไม่ตายน้ัน
แม้จะป่วยหนักไม่รู้สึกตัวก็ยังไม่ตายเพราะว่าจะข้ามไปสู่ภพหน้ายังไม่ได้ เพราะไม่มี
สะพานเดินข้ามไป ญาติพี่น้องลูกหลานจึงทำพิธีตานขัวโดยทําไม้ขัว ๓ ท่อน เจดีย์ทราย
ช่อ ตุง ขันข้าว โภชนาหาร นิมนต์พระมา ๔ รูป โอกาสเวนทานถวายหยาดน้ำเพื่อเป็น
อานิสงส์ให้แก่ผู้ป่วยจะได้อาศัยสะพานข้ามภพ ข้ามสังสารวัฏ ไปสู่ภพหน้าต่อไป พอ
ตานขัวแล้วผู้ป่วยจะอยู่ไม่ถึง ๓ วันก็จะสิ้นใจ (ตาย) และพอใกล้วิญญาณจะออกจากร่าง
ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้รู้จะสอนให้ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่ว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตามก็
จะสอนว่า ปู๋ทโธเน่อ ธัมโมเน่อ สังโฆเน่อ หื้อไปตางดีจะไปแวะตางใดเน่อ ไผมา
จวนแว่ก่ออย่าได้แว่ ห้ือไปเถิงพระธาตุเกษแก้วจุฬามณีเน่อ เมื่อคนนั้นได้สิ้นลมหายใจ
ไปแล้ว ทางล้านนาเรียก คนถอดจิต กลายเป็นศพ ซึ่งจะไม่นิยมเรียกว่าศพ แต่เรียกว่า
ขอนผี เขาจะนําเอาเทียนขี้ผึ้งอย่างดีมาจุดที่ปลายเท้า บางคนเป็นคนที่เคยทําบุญอบรม
สมโภชสร้างพระพุทธรูปจะมีขี้ผึ้งปิดตามพระพุทธรูปเก็บไว้นํามาสีเป็นเทียนไว้ใช้กับคน

๒๓

ตาย เรียกเทียนนี้ว่า เทียนส่องทาง จะจุดไว้จนไฟดับเอง ประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยใน
เวลานั้นจะยังไม่เคลื่อนย้าย หรือแตะต้องศพ เพราะกลัวว่าคนตายอาจฟื้นก็ได้ หากทํา
อะไรไปแล้ววญิ ญาณจะเขา้ ร่างไมไ่ ด้

เมื่อตายลงใหม่ๆ นั้นลูกเมียญาติๆ (ที่เป็นผู้หญิง) จะมีการ หวีดร้อง อย่าง
โหยหวน เรียกว่า หุย ซึ่งการหุยนี้จะมีมาแต่โบราณ ปรากฏในตํานานเชียงใหม่ปางเดิม
และโบราณนิทานปฐมเหตุการณ์ ตั้งเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงพระยาแมนตาทอกอยู่เวียง
เจ็ดรินไปรบกับผีตายืนถูกผีฆ่าตาย นางอทุมประกายผู้เป็นราชเทวีรู้ข่าวจึงร้องไห้ คร่ำ
ครวญอยไู่ หนกนิ ไหนไมไ่ ดจ้ งึ ร้องรำ่ ไหไ้ ปมาวา่

“ลูกฮักอีแม่เหย เกยมาอุ้มมากอด อนุญาตหื้อข้าน้อยทอดเป็นแม่ตั๋ว ผัวแปงอ่ี
แม่เหย ใจบ่เลยบานจมจื่น ต้ังนี้เป็นหมื่นปี ก่บ่หมีไผมาอุ้มมากอด มาละเตต้อดหนี้เสีย
มาละเมียหื้อเป็นหม้าย ละห้ือตกต่ำ จ้าเขาดูแควน จักหาไผแตนบ่ได้ ไอ้โฮ ... ลูกฮักอีแม่
เหย ผวั แปงอแี่ ม่เหย” คนท้ังหลายไดย้ ินกเ็ รียนเอาธรรมเนียมนี้เปน็ คาํ วิงวอนสอนโลก

การหุย นี้จะทํากัน ๒ ครั้ง คือ ตายใหม่ๆ ครั้งหนึ่งกับเวลาจะนําศพออกจาก
บ้านเรือนไปเผาอีกครั้งหนึ่ง ในการหุยครั้งแรก มักเป็นการพรรณนาไปในทํานองที่เคย
อยู่ด้วยกันทํามาหากินด้วยความยากลําบากเมื่อตายไปก็ไม่มีเงินจะทําศพ จนเพื่อนบ้าน
ญาติๆ เกิดความสงสารก็ได้ช่วยเหลือในด้านข้าวปลาอาหาร เงินทอง เป็นต้น การหุย
ครั้งที่ ๒ เมื่อเวลานําศพออกจากบ้านก็จะมีการหุยอีกครั้งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันนี้แทบจะ
ไม่ได้ยนิ ได้เหน็ แลว้

เมื่อเทียนดับลงจะมีพิธีเรียกว่า ห้างลอย โดยมากก็จะไปขอสัปเหร่อหรือผู้มี
คาถาอาคม หรือสล่าที่ทําหีบศพมาทําพิธี คือ ต้มน้ำในหม้อดิน หม้อนี้เรียกว่า หม้อ
น้ำหมัง พอน้ำเดือดแล้วยกวางลงให้พออุ่นๆ ผสมด้วย ส้มป่อย ขมิ้น อาบน้ำให้ศพแล้ว
จึงแต่งตัว โดยเวลาใส่เสื้อจะกลับเอาด้านหน้าไปไว้ข้างหลัง กลัดกระดุมเสื้อด้านหลัง ซึ่ง
ตามปกติคนเราจะใส่เสื้อกลัดกระดุมด้านหน้า โบราณไม่มีใครกลัดกระดุม (บ่าต่อม)
ด้านหลังเพราะว่าจะเหมือนคนตาย ซึ่งมีปริศนาให้คิดว่า คนเรานั้นตามธรรมดาชอบที่
จะทําอะไรให้เห็นชัดๆ นั้นดีรัดกุม ปิดทองพระก็ปิดด้านหน้า ทําอะไรก็เอาหน้าเสนอ
หน้าดีแต่เบื้องหลังไม่ค่อยสนใจ ไม่เอาใจใส่ปล่อยปละละเลย คนโบราณจึงสอนให้กลัด
กระดุมด้านหลังเพื่อเตือนสติ เหมือนคนล้านนาเรามักจะพูดว่า อย่าเปิดเสื้อห้ือเป็นหั้น
หลัง หรอื นุ่งผ้าแตต๊ ้องปกหลงั ข่ีเฮอื ข้ามวัง อยา่ ใจถอ่ ส้นั

เมอ่ื อาบนำ้ ใส่ผา้ ใหมใ่ ห้ศพแลว้ กน็ าํ เอาศพมานอนที่เสอ่ื ซงึ่ ทําจากใบหญา้ ชนดิ
หนึ่งเรียกว่า สาดต๋องขาว ถ้าเป็นผู้เฒ่าผู้แก่จะมีสาดต๋องขาวนี้สําหรับไปนอนวัดและจะ
เย็บขอด้วยผ้าสีแดง แต่ถ้าไม่มีก็จะไปซื้อที่ตลาดมาแต่ไม่มีผ้าขอบใต้สาดนั้นจะมีฝ้ายดิบ
เรียก ฝ้ายต่อง ใช้รองใต้สาดเรียก ฝ่ายจอนสาด ซึ่งจะวางไว้ตรงคอ มือ และเท้า ซึ่งเป็น

๒๔

ฝ้ายสําหรับผูกให้เสื่อแนบกับตัวศพ ในความหมายทางธรรมเป็นปริศนาให้คิดว่า คนเรา
นั้นมี บ่วง สําหรับผูกอยู่ ๓ อย่าง คือ บุตร ภรรยา สามี ทรัพย์สมบัติ ซ่ึงปรากฏเป็นบาลี
พระคาถาธรรมบท และไดม้ ผี ู้แตง่ เปน็ คําโคลงโลกนิตวิ ่า

ปุตโต กัณเฐ ธะนัง ปาเท ภริยา หัตเถ จะ พันธะนัง ติวิธัง โลเก สังสาเรนะ
ปมุจจะตฯิ

มบี ตุ รบว่ งหนง่ึ เกี้ยว พนั คอ
ทรัพย์ผกู บาทาคลอ หน่วงไว้
ภรยิ าเยี่ยงบว่ งปอ ซ่งึ รดั มอื นา
สามบว่ งใครพน้ ได้ จงึ พน้ สงสารฯ
แม้คนล้านนาก็ถือว่า ฝ่ายสามเส้นที่มัดตราสังนั้น ก็เป็นปริศนา คือ ตัณหา ๓
อย่าง จึงมีคําโวหารว่า ตัณหารักลูกเหมือนเชือกผูกคน ตัณหารักผัวรักเมียนั้นหนอ
เหมือนปอผูกศอก ตัณหารักข้าวของสมบัติภายนอกเหมือนปลอกสุบตื่น เพราะเหตุว่า
คนเรานั้นตราบยังมีห่วงหรือบ่วงทั้งสามนี้ก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสาร ไม่
อาจพ้นไปได้ถ้าตัดขาดจากสิ่งเหล่าน้ีก็จะไม่กลับมาเกิดอีก จึงพ้นจากสังสารวัฏไปสู่พระ
นิพพานดังนีแ้ ล
ทําไมจึงเอาสาดต๋องขาว เอาสาดอื่นมิได้หรือ ความจริงก็คงได้ แต่ไม่ค่อยนิยม
กัน ที่นิยมกันก็เพราะเชื่อว่า ขาว มีความหมาย ถึงความสะอาดบริสุทธิ์ ความดีงาม
สําหรับศพนั้นเป็นของเน่าเหม็นเป็นอสุภะ หมายถึง ความเสีย ความชั่ว เอาสาดตอ๋ งขาว
ห่อศพ คน โบราณต้องการให้รู้ว่า คนเราต้องประกอบความดี มีความประพฤติ ใส
สะอาด งดงามเป็นเครื่องห่อหุ้มตัว จะรูปชั่วตัวดําอย่างไรไม่สําคัญ ขอให้มีความ
ประพฤติดีมีศีลธรรมเป็นเครื่องประดับก็ดีแล้ว เหมือนกับสาดต๋องขาวเป็นเครื่องห่อหุ้ม
ศพทีเ่ นา่ เหม็นไวข้ า้ งใน
ก่อนจะมัดตราสังนั้น จะมีสวยดอกไม้ธูปเทียนผู้เฒ่าผู้แก่จะนำมาใส่มือศพ
พร้อมพูดว่าให้นําไปกราบไหว้พระเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อย่าไป
แวะแว่อยู่ที่ใด แม้ใครชวนหื้อแวะ ก็อย่าแวะหื้อไปหาของกินของทานที่เคยทําบุญไว้
เน่อ แลว้ จงึ ยกศพใสใ่ นโลงทเ่ี ตรยี มไว้
โบราณหีบศพที่เรียกว่า หล้อง นั้นจะไม่ทําขายเพราะถือว่า ขีด เมื่อตายลง
ญาติพี่น้องกับ สล่าเก๊า จะช่วยกันทําอย่างรีบด่วน หากเป็นผู้มีอันจะกิน (ฐานะดี) ก็จะ
ทําประณีตหน่อย แต่ถ้ายากจนบางครั้งก็ใช้ไม้ไผ่สานแล้วเอากระดาษทากาวปิดเรียกว่า
หล้องพลาง บางครั้งทําไม่ทันในวันนั้นก็จะเอาศพนอนรอไว้ก่อนยังไม่มัดตราสังโดยเอา
นอนไว้ตรงเสาหรือตรง ขื่อ เอาผ้าห่มไว้ แต่จะห่มโดยไม่ให้ผ้าถูกตัวศพก็จะใช้เชือกขึง

๒๕

ระหว่างเสา ๒ ต้น สูงพอประมาณแล้วจึงเอาผ้าห่มคลุมลงไปกลายเป็นเหมือนเต็นท์นอน
ป่าเปน็ รปู สามเหล่ยี มศพอยขู่ ้างใน

อนึ่ง การเอาศพใส่หีบหรือโลงนั้น พอตะวันตกดินแล้วไม่นิยมด้วยถือว่า
วิญญาณจะขัดขืนไม่ยอมเข้าอยู่ในโลงด้วยเวลากลางคืนเป็นเวลาที่ผีตื่นออกหากิน ผีจึงดุ
ร้ายจะไม่ยอมให้มัดตราสังง่ายๆ ก็จะทําร้ายคนอื่น จึงต้องมัดในเวลากลางวันซึ่งเป็น
เวลาทผ่ี นี อนหลับ เม่อื วันผีหลบั เม่อื คนื ผแี อว่

พอเอาศพนอนไว้ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน จะจุด ไฟยาม คือ
ตะเกียงน้ำมันก๊าดไว้ที่ปลายเท้า หรือบนฝาหีบหรือบนหัว (ศีรษะ) และจะจุดไว้ตลอดท้ัง
วันทั้งคืน ความมุ่งหมายเพื่อให้เกิดแสงสว่างรู้ว่าที่นี่มีศพนอนอยู่อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง
คือ เป็นปริศนาให้รู้ถึงชีวิตเรานี้เหมือนตะเกียงน้ำมัน เพื่อเป็นปริศนาสอนใจให้คนได้
พิจารณาว่า ธรรมชาติของตะเกียงที่ล้านนาเรียกว่า โกม นั้น มันสามารถลุกไหม้และมี
เเสงสว่างไม่ดับเพราะสาเหตุใหญ่ ๓ ประการ คือ ๑. มีน้ำมันมาก ๒. ไส้ตะเกียงยาว ๓.
มอี ากาศช่วยให้ไฟลกุ

แม้ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน การดํารงชีวิตอยู่ได้เพราะมีปัจจัยอื่นนอกจากปัจจัย
ธรรมดาทั่วไปที่ต้องมีข้าว มีน้ำ มียารักษาโรค ที่อยู่อาศัยมีอากาศหายใจ แล้วยังต้องมี
ปัจจัยให้ชีวิตอยู่ได้อีก ๓ อย่างคือ ๑. เพราะมีบุญ ๒. เพราะมีอายุยืนนาน ๓. เพราะ
กรรมไมม่ าตัดรอน

โกมไฟนี้จึงเป็นปริศนาให้รู้ว่า คนบางคนนั้นเกิดมาเพราะอาศัยบุญเก่า แต่ไม่
เคยเพิ่มเติมบุญใหม่หรือเพ่ิมน้อยทําให้อายุไม่ยืน คนชนิดน้ีล้านนาเรียกว่า ต๋ายเสี้ยงบุญ
บุญนี้ท่านเปรียบเสมือนน้ำมัน ถ้าปล่อยให้น้ำมันแห้งขอด แม้จะมีไส้เหลือยาว หรือมี
อากาศดีช่วยลุกไหม้แต่ไฟก็ริบหรี่ลงไม่สว่างเพราะขาดน้ำมันเป็นเชื้อให้ลุก คนเราถ้าไม่
ทําบุญเพิ่มเติม บุญน้อย บุญหมด จะทําให้ชีวิตยากแค้นลําบาก ทําให้ตายง่ายๆ แต่ถ้า
บุญไม่หมดบุญมีแม้ประสบเคราะห์กรรมอันตรายก็ไม่ตายไม่เป็นอะไรมาก คนโบราณจึง
วา่ เป็นแต่บุญรกั ษา

๒๖

ไส้ตะเกียงโกมไฟ เปรียบได้กับอายุ เมื่อเริ่มแรกจะจุดตะเกียง ไส้ก็ยังมียาวอยู่
พอจุด ๆ ไปไส้ก็เริ่มสั้นไปทีละน้อย ๆ พอสั้นมากๆ ไส้ก็ไม่ถึงน้ำมันไฟก็ริบหรี่ ในที่สุดก็
ดับ เช่นเดียวกับคนเราเมื่อเกิดใหม่ๆ อายุยังเหลือมากพออยู่ไปอายุหมดไป จนที่สุดแก่
เฒ่าอายุ ๘๐-๙๐ ปี หมดเขตหมดอายุอยู่ไม่ได้ แม้จะเพิ่มเติมบุญทําบุญมาก ๆ เพียงใด
ก็ช่วยไม่ให้ตายไม่ได้ เช่นนี้ ก็เรียกว่า ตายเพราะแก่เฒ่า ไส้ตะเกียงจึงเปรียบได้กับอายุ
คนเรา สาํ หรับอากาศรอบ ๆ นนั้ ก็เหมือนกรรม

คนเรานั้นเกิดมาหลายภพหลายชาติ จึงไม่รู้ว่าเราทํากรรมใดไว้บ้างเมื่อกรรม
มาทันมาตัดรอนให้ตายก่อนวัยอันสมควร ตายในขณะยังหนุ่มยังสาว เราจึงเรียกว่า ตาย
เพราะกรรม คือ บุญก็ยังมีก็ยังเหลืออีกมากกว่าจะแก่เฒ่า แต่ก็ต้องตายไปซึ่งเปรียบ
เหมือนตะเกียงไฟดับในขณะที่น้ำมันยังเหลืออยู่มากไส้ก็ยังเหลืออยู่ยาว ถูกลมพัดแรงไป
จึงให้ไฟดับ เพราะเหตุนี้ท่านจึงเปรียบเทียบโดยจุดตะเกียงน้ำมันไว้เป็นปริศนาให้รู้ถึง
ชีวิตคนเรา อายุ บญุ กรรม ของคนน่นั เอง

เมื่อมีโลงศพพร้อมที่จะเอาศพใส่แล้ว ก็จะยกศพใส่โลงบางแห่งก็จะนิมนต์พระ
มาสวดเสียก่อนเรียกว่า สวดเอาศพเข้าหล้อง เสร็จแล้วถ้าจะเอาศพไว้ที่บ้านในสมัย
โบราณก็จะเอาศพตั้งไว้ตรงกับเสาสองต้น ตรงกับชื่อ เพื่อให้รู้ถึงปริศนาธรรมว่า คนเรา
นั้นมีธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันเหมือนเรือนมีเสาสี่ต้นมีความแข็งแรงมั่นคงไม่
ไหวคลอนแต่เดี๋ยวนี้ธาตุ ๔ นั้นดับไปเสีย ๒ คือ ลม กับไฟ เหลือ น้ำ กับ ดิน จึงเหลือเสา
เพียง ๒ ต้น อีกไม่นานก็จะหมดไป แต่ในปัจจุบันมักเอาศพไว้ตามความเหมาะสมของ
สถานที่ และเดี๋ยวน้ีกน็ ยิ มเอาศพไปตัง้ บําเพญ็ กุศลท่ีวดั เพราะสะดวกหลายอยา่ ง

เมื่อตั้งศพเรียบร้อยแล้ว เครื่องตั้งประกอบศพของคนล้านนา นั้นนอกจากมีไฟ
ยามแล้วมักนิยมเอา บาตร ผ้าไตร ตุงเหล็ก ตุงตอง วางไว้บนหลังหีบ และเอาขันเงิน
(สลุง) ปกั ดอกไม้วางไว้

บาตร ใส่ข้าวสารให้ครึ่งค่อน พร้อมอาหารแห้งและสวยดอก พร้อมปัจจัย
๑๐๘ บาท ปริศนาธรรมมีจุดมุ่งหมายว่า ให้ผู้ตายได้นําไปบูชาถวายพระเกษแก้วจุฬา
มณบี นสวรรค์ช้นั ดาวดงึ ส์ และบชู าคณุ พระรตั นตรัย

ผ้าไตร เนื่องจากคนล้านนาสมัยก่อนไม่มีการทอดผ้าไตร และมหาบังสกุล จึง
ได้นํามาตั้งไว้แล้วยกประเคนถวายพระพุทธในวันถวายทามก่อนเอาศพไปเผาด้วยมี
ความประสงค์ว่า ตลอดเวลาที่ตั้งศพบําเพ็ญกุศลนั้นผู้ตายจะได้อยู่ร่มเงาของผ้าเหลือง
(กาสาวพัสตร์) ได้เกาะผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ อีกประการหนึ่งเชื่อว่าการได้ถวายผ้าไตรนี้
ทําได้ยากโบราณไม่มีขายตามตลาดต้องขอบูชาเอาที่วัดมาวางไว้แล้วยกประเคนถวาย
พระพุทธเจ้าทัง้ บาตรและผ้าไตรเพือ่ ให้ไดอ้ านิสงสแ์ กผ่ ตู้ าย

๒๗

ตุงเหล็ก ตุงตอง คือ ตุงที่ใช้วัสดุหลายชนิดมีโลหะเป็นต้น มี ๑๑ ตัว คือ ดิน
ทราย ตะกั่ว (จืน) เหียก (ชินหรือดีบุก) เหล็ก ตอง (แดง-เหลือง) ข้าวเปลือก ข้าวสาร
เงิน และทองคํา โดยทําเป็นรูป ตุงเล็ก ๆ เอาแขวนไว้กับโครงไม้หรือเหล็กยึดให้แขวน
รอบๆ เป็นวงกลม มีฐานหนักหน่อยขนาดไม่เกิน ๕ นิ้ว อาจจะเป็นรูปสัตว์ เช่น ช้าง
นําไปวางไว้บนหีบศพ โดยเชื่อว่ามีอานิสงส์มาก ตามคัมภีร์ใบลานมีการจาร (เขียน) เป็น
ตัวอักษรล้านนา กล่าวถึง ตุงชนิดนี้ตามคติธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคัมภีร์
ธรรมอานิสงส์ตานตุงเหล็กตุงตอง ซึ่งมีเนื้อหาความหมายโดยย่อมีอยู่ว่า พระสัมมาสัม
พุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ องค์ปัจจุบันในอดีตนั้นได้สั่งสมพระบรมโพธิสมภารมานาน
ถึงสื่อสงไขยกับอีกหนึ่งแสนมหากัปป์เฉพาะกัปป์ใหญ่ ๆ มีอยู่ ๑๑ พระชาติ กระทั่งได้
ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ พระมหาชาติทั้ง ๑๑ นั้น พระองค์ทรงบําเพ็ญบารมีในแต่
ละพระชาตโิ ดยอาศยั วัตถตุ า่ งชนดิ เปน็ อารมณก์ ัมมฏั ฐาน

นอกจากนี้ ญาติๆใกล้ชิดจะจัดข้าวปลาอาหารเป็นเครื่องเช่นวางไว้ที่ปลายเท้า
หรือข้างหีบศพทุก ๆ วัน ๆ ละ ๑ ครั้ง หรือแล้วแต่จะทําทุกมื้อก็ได้ ถาดอาหารนี้เรียกว่า
ขันป้าด หมายถึง ขันที่ทอดเป็นสื่อแสดงจากคนเป็นไปสู่คนตายด้วยความรัก ความ
อาลัย จะต้องเคาะโลกบอกทุกครั้งว่า กินเข้าเหียเน่อ... โดยออกชื่อคนตายด้วย เพื่อเป็น
การแสดงความรักความอาลัยและความกตัญญู โดยมีปริศนาหมายถึงว่า คนเมื่อตายไป
แล้วจะเอาอะไร จะกินอะไรไม่ได้ จะเคาะโลงเรียกอย่างไรก็ลุกขึ้นมากินไม่ได้ ของนั้นก็
ยังมีเหมือนเดิมไม่บกพร่อง คนที่จะได้กินคือคนที่ได้ทําบุญไว้ในโลกนี้มาก ๆ ตายไปย่อม
อิ่มด้วยบุญ ไม่อดอยาก ดังนั้นต้องทําบุญตานขันเข้า อุทิศตามไปหาอย่างน้อย ๗ วัน ก็
ยงั ดี

สลุงหรือขันเงิน สําหรับใส่ดอกไม้วางไว้บนหลังหีบศพ คนโบราณต้องการส่ือ
ให้รู้ในเรื่องสลุงเงินกับดอกไม้ว่า สลุงเงินเป็นภาชนะ ที่มีราคาและสวยงามมากที่สุดใน
สมยั โบราณ ทุกบ้านจะต้องขวนขวายมีไว้ เพอ่ื ใส่ของไปทาํ บุญเป็นของเชดิ หนา้ ชูตา บา้ น

๒๘

ใดมีลูกสาวเวลาไปทําบุญ เล่นน้ำสงกรานต์ได้อุ้มสลุงเงิน ถือว่าเป็นคนมีเงินและสลุง เงิน
เป็นภาชนะที่ทนทานสวยงาม มีการสลักลวดลายดอกไม้พรรณ พฤกษา รูปสัตว์หิม
พานต์รูปชาดกต่างๆ ท่านจึงได้เปรียบเทียบกับความดีที่คนเราทําเป็นสิ่งที่ไม่สูญสลาย
แม้จะล่วงไปเนิ่นนานจะกี่เดือนกี่ปี ก็ยังคงเดิม มีค่ามีราคาเท่าเดิมหรืออาจมากกว่าน้ัน
แต่ดอกไม้ที่ปักไว้ประดับอยู่จะอยู่ได้ไม่นาน ประเดี๋ยวก็เที่ยวแห้ง อยู่ไปไม่นานก็เปรียบ
ดังชีวิตของคนเรา ร่างกายคนเราที่เปลี่ยนแปลงเหมือนดอกไม้ จากช่อดอก - ดอกตูม -
ดอกแรกแย้ม - ดอกบาน - ดอกบานเต็มที่ - ดอกโรย - ดอกร่วง ชีวิตคนเราก็เช่นกัน
จากแรกเกิด เด็ก - วัยรุ่น - หนุ่มสาว วัยมีครอบครัว - กลางคน - แก่ชรา - ตาย เป็น
ของไม่แน่นอนคงที่ เป็นอนิจจัง พอตายไปไม่เหลืออะไร นอกจากความดี ความชั่ว ข้อน้ี
จงึ เหน็ ตามพุทธภาษิตว่า รปู ัง ชรี ติ มจั จานงั นามะ โคตตัง นะ ชรี ติ = รูปรา่ งกายย่อม
ย่อยยับแตกสลายไปไม่ เหมือนดอกไม้ไม่นานก็เที่ยวเฉา เราเอาท้ิงไปก็เหลือแต่สลุงเงิน
เท่าน้นั

เมื่อตั้งศพไว้จะมีสล่า (ช่าง) มาตัดตุงพิเศษ มีลักษณะรูปร่าง คล้ายคลึงกับรูป
ร่างกายมนุษย์ และมีชายตุงอยู่ ๓ ชาย หรือส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนหาง ซึ่งมี
๓ หาง จึงเรยี กตุงนวี้ ่า ตงุ สามหาง

ปริศนาธรรมของตุงสามหางมีหลายนัยยะ เช่น หมายถึงไตรวัฎฎ์ คือวงจรแห่ง
ทุกข์ ได้แก่ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ และอนัตตา ความมิใช่ตัวตน
และหมายถงึ ทางทจ่ี ะไปของสัตวโ์ ลก แบง่ เปน็ สายใหญ่ๆ อยู่ ๓ สาย หรือ ๓ ทาง คือ

๑. อบายภมู ิ คือ ทางไปสู่ทางต่ำหรอื เสื่อมมี ๔ ชนั้ ไดแ้ ก่
- นรกภมู ิ เกิดในนรก - เดรจั ฉานภมู ิ เกิดเป็นสตั ว์เดรจั ฉาน
- เปตภูมิ เกิดเป็นเปรต อสุรกายภมู ิ เกดิ เป็นอสุรกาย
๒. มนสุ สภูมิ เกิดเป็นมนุษย์ ภูมิที่อยทู่ ่ามกลางเช่นนกั บวช ชาวบ้าน
๓. สุคติภูมิ ภูมิที่สูงขึ้นไปมีสวรรค์ ๕ ชั้น พรหมโลก ๑๖ ชั้น และพระนิพพาน
เป็นทีด่ ับ
จะเห็นว่าคนล้านนาได้มีความคิดอันลึกซึ้งที่พยายามจะสื่อตุงไปสู่ไตรภูมิ คือ
โลกทั้งสาม ได้แก่ เทวโลก มนุสสโลก และยมโลก
เมื่อมีการตั้งศพแล้ว ตอนค่ำจะมีการสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ หรือบางแห่ง
ก็มีสวดสิยา โดยสวดเป็นจังหวะทํานองคล้ายสวดอภิธรรมัตถะสังคหะของภาคกลาง
เป็นคําบาลีขึ้นต้นว่า สิยา อกุสลา ธัมมา ปฏิจจอกุสโล ธัมโม อุปัจเจยยุง เหตุปัจจยา ธัม
มา ฯลฯ

๒๙

และหลังจากสวดแล้วจะมีเทศน์ธรรมตามคัมภีร์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคัมภีร์
เกี่ยวกับความตาย และอุทิศส่วนกุศล เช่น เทวทูตทั้ง ๕ มาลัยโผด มหามูลนิพพาน
มหาวิบาก กรรมวบิ าก นพิ พานสูตร เปน็ ต้น

ในขณะตั้งศพอยู่ที่บ้านเรียกบ้านที่ตั้งศพว่า บ้านศพ บางที่เรียกว่า บ้านปอย
หากเผาศพแล้วเรียกว่า เฮือนเย็น ในตอนกลางคืนจะมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนศพ (หลังจาก
พิธีสงฆ์เสร็จแล้ว) โดยเฉพาะผู้ชาย และจะมีการนําเอาการพนัน (ไพ่) หรือการเล่นอย่าง
อื่น ๆ มาเล่นเพื่อคลายความเหงา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมมีมาแต่โบราณ แม้ในมหาชาติ
เวสสันดรกัณฑ์มหาราช ตอนที่พราหมณ์ชูชกถึงแก่ความตาย เมื่อตั้งศพไว้ก็มีการมาอยู่
เป็นเพื่อนศพดังนี้

การตั้งศพไว้กี่คืนนั้นมีสาเหตุใหญ่ ๒ ประการ คือ ฐานะทางการ เงินและฤกษ์
ยาม หากฐานะดีก็จะเก็บไว้หลายคืน แต่ถ้าฐานะไม่ค่อยดี ก็จะตั้งศพไว้ไม่เกิน ๓ คืน
ส่วนพระสงฆ์หรือผู้มีเชื้อสายเป็นเสนาบดีเจ้านายชั้นสูง ก็นานเกิน ๗ วัน ที่เก็บไว้เป็น
เดือนเป็นปีไม่ค่อยมีนอกจากพระครูบาเถรเจ้าที่เป็นเจ้าอาวาสขึ้นไปจะเก็บไว้นานเป็น
เดือนเป็นปีหรือไม่ก็ไม่เผาเลยก็มี อีกอย่างหนึ่งการจะเอาศพไปเผานั้นก็ต้องหาวันเผา
ด้วยซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีความเชื่อ แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ จะไม่เผาผีใน วันเก้าก๋อง
เท่านั้น ซึ่งมีความเชื่อกันมากและจะปรากฏในปฏิทินปีใหม่ล้านนา จะมีวันเก้ากอง
ประมาณ ๒ วนั หรือ ๓ วนั ซึ่งวันเกา้ มเี ร่ืองเล่าประกอบไวว้ ่า

มีหญิงคนหนึ่งมีสามีพร้อมกัน ๗ คน แต่ละคนมีลักษณะคล้ายกัน คือ หัวจะ
ล้านมาก วันหนึ่งนางได้เห็ดมาแกงโดยไม่รู้ว่าเป็นเห็ดพิษ สามีทั้ง ๗ คนกินเข้าไปถึงแก่
ความตาย ทั้ง ๗ คน ฝ่ายภรรยายังไม่ทันได้กินจึงรอดชีวิต นางกลัวความผิด และกลัวจะ
ได้ให้ค่าจ้างแก่สัปเหร่อมาก จึงทําอุบายโดยเอาศพสามีเข้าไป ซ่อนในห้องเสีย ๕ ศพ
เอาไว้ข้างนอกเพียงศพเดียว แล้วจึงไปจ้างให้สัปเหร่อมาเอาไปเผา โดยบอกว่าต้องเผาให้

๓๐

ไหม้จนหมดจึงจะกลับมาหากไหม้ไม่หมดห้ามกลับมา ถ้าศพกลับมาที่บ้านเหมือนเดิมจะ
ไม่ให้ค่าจ้าง สัปเหร่อบอกว่าไม่ต้องกลัว เพราะเคยเผาศพมามากแล้ว ไม่มีใครกลับมาสัก
รายเดียว เมื่อนําศพไปเผา ฝ่ายหญิงนั้นก็นําเอาศพที่ ๒ มานอนไว้แทนที่ พอสัปเหร่อ
กลับมาจะเอาค่าจ้างนางก็บอกว่า ศพมันกลับมาอีกแล้ว สัปเหร่อไปดูเห็นหน้าตา
คล้ายกันและหัวล้านเหมือนกัน ก็นึกว่าศพกลับมาจริงก็จึงนําไปเผาอีก นางได้ทําอย่าง
นั้นอีกจนถึงศพ ที่ ๗ สัปเหร่อก็นึกแปลกใจและสนเท่ห์สงสัยเอามาก ๆ จึงคิดว่าเราเผา
มันมาครั้งแล้วครั้งเล่า มันก็กลับมาหาเมียมันทุกครั้ง คราวนี้เป็นครั้ง ที่ ๗ เราจะแอบดู
วา่ มนั จะไปอย่างไร

พอดีเป็นเวลาพลบค่ำ มีชายคนหนึ่งไปเผาถ่านแล้วได้นําถ่านกลับบ้านผ่านมา
ทางป่าช้าด้วยความที่เนื้อตัวขะมุกขะมอมเปื้อนผงถ่านดําไปทั้งตัว บังเอิญชายคนนั้นก็
หัวล้านด้วย สัปเหร่อเห็นนึกว่าเป็นศพที่เผากลับไปบ้าน จึงคิดว่ามันจะกลับไปบ้านจริงๆ
หนำซ้ำยังหาบถ่านไปฝากเมียมันด้วย จึงปรี่เข้าไปจบั ตัวชายคนนั้น เพื่อจะนําไปเผา ชาย
คนนั้นตกใจก็ต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ทั้งคู่กอดกันกลม ฝ่ายหนึ่งพยายามจะ
เอาตัวเข้ากองไฟ อีกฝ่ายหนึ่งจะให้ตัวเองหลุดพ้นความตาย จึงเกิดการปลุกปล้ำกันอย่าง
เอาเป็นเอาตาย ผลที่สุดก็พลาดพลั้ง ล้มกลิ้งเข้าสู่กองไฟทั้งคู่ ตกลงการเผาศพครั้งนั้นจึง
มกี ารเผาศพถึง ๙ ศพ จึงเปน็ ท่ีมาของ วันเก้ากอง

ซึ่งคําอธิบายวันเก้ากองบอกว่า วันเก้ากอง ทําอะไรที่เป็นมงคล เช่น ขึ้นบ้าน
ใหม่ แต่งงาน เป็นต้น ดี แต่ห้าม เผาผี จะทําให้เดือดร้อน แก่ผู้อยู่ข้างหลังและชาวบ้าน
ที่ร่วมใช้ป่าช้านั้นๆ หากเผาศพจะทําให้เกิดการตายตามๆ กันไปมาก จึงไม่นิยมเผาผีใน
วันน้ี แม้ปจั จบุ นั นีก้ ย็ งั ถือกันอยูท่ ัว่ ล้านนา เป็นสาเหตทุ หี่ า้ มเผาน่นั เอง

และในขณะที่ตั้งศพอยู่นั้น บรรดาเพื่อนบ้านและญาติ จะช่วยกันทําไม้สําหรับ
นําหีบศพมาตั้งเพื่อจะหามศพไปยังป่าช้า เรียกว่า ไม้ใส่ศพ หรือ ไม้ศพ โดยจะจัดทํา
ตามฐานะการเงนิ และฐานะทางสงั คม ซ่ึงการทาํ ไม้ใสศ่ พดังนี้

จารตี ในการทาํ ไม้ใสศ่ พ และประเภทของไมใ้ สศ่ พ
๑. แมวควบ ลกั ษณะเปน็ หลังคาสามเหลยี่ มคลา้ ยเตน็ ท์นอนปา่ ไม่มเี สา
๒. กาโจง มเี สา ๖ ตน้ หลังคาโคง้ ยอดแหลม
๓. ร้านม้ากาบบาน มีเสา ๖ ต้นหรือ ๘ ต้น มีกระจังหงายขึ้นเหมือนอาสนะ
พระพุทธเจ้าตามวดั
๔. มจุ รนิ ทร์ เปน็ หลงั คาชั้นเดียว แต่มี ๔ มขุ ไม่มยี อด
๕. มุจรินทร์หลังกลาย เป็นหลังคาชั้นเดียว ๔ มุข แต่มียอด คือ หลังคา
กลายเป็นปราสาท จงึ เรียก หลงั คากลายฐานเป็นส่เี หลี่ยม

๓๑

๖. มณฑปปราสาท มีเสา ๑๒ ต้น ไม่มีมุขหน้าจั่วมียอด ๕ ชั้น มีโขงปลิว (ช่อ
ฟ้าปา้ นลมเล็ก ๆ) เรยี กว่า มณฑก ๕ ชน้ั

๗. จัตุรมุขปราสาท มีเสา ๒๐ ต้น ซ้อนหลังคา ๓ ชั้น เรียกว่า สามชดสองชาย
ยอดซ้อน ๕ ยอด ยอด ๗ ชั้น ๙ ชั้น เรียก ๕ ขัน ๗ ขัน ๙ ขัน แท่นเป็นแบบแอวขันหรือ
แทน่ แกว้ มีช่อฟ้า ปา้ นลม นาคทนั ต์

๘. ปราสาทนกหัสดีลิงค์ คือ เอามณฑปปราสาทหรือจัตุรมุข วิมานปราสาท
ขึ้นตั้งบนหลังนกหัสดีลิงค์ (นกมีหัวดังช้าง) คือ ช้าง มีงวง มีงา ตัวเป็นหงส์ ขนสีเบญจ
รงค์ ขยับปกี แกว่งงวง พับหู พับตาได้

จารตี คนโบราณฐานะของคนตายและไมท้ ีจ่ ะใส่ศพในอดตี
๑. ครบู ามหามหาเถระ จะใสป่ ราสาทนกหสั ดลี ิงค์
๒. เจ้านายผู้ใหญ่ คือ เจ้าขัน ๕ ใบ (เจ้านายที่ได้รับสัญญา บัตรพานทอง) ใส่
จัตุรมขุ พิมานปราสาท บนหลงั นกหสั ดีลงิ ค์ ลากไปสูส่ สุ าน บางครง้ั ทําเมรชุ ัว่ คราว
๓. พระภิกษุธรรมดา เชื้อเจ้าสายนาย มหาเศรษฐี ผู้ที่เคารพนับถือ ใส่ไม้
มุจรนิ ทรห์ ลังกายมณฑป
๔. คฤหบดี ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้มีอันจะกิน ใส่ไม้มุจรินทร์ธรรมดา ไม้กาบบานร้านม้า
หลงั เปยี ง
๕. คนธรรมดา พอมีพอกิน ใส่ไม้กาโจง
๖. คนยากจน ใส่ไม้แมวควบ
การทําไม้ใส่ศพทุกชนิดจะมีคนเป็นประธานดําเนินการสร้าง เรียกว่า สล่าเก๊า
อาจเป็นน้อยเป็นหนาน (คนเคยเป็นพระเณร) หรือ เป็นคนดิบก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้มีวิชา
ความเข้าใจในการทํา และมีคาถา อาคมป้องกันอาถรรพ์ ขีด เสนียดจัญไร ลูกหลานญาติ
ผู้ตายต้องเอา ข้าวตอกดอกไม้ไปขอมาเป็นผู้กําขัน คือ เป็นหัวหน้าลงมือก่อน ซึ่งจะมี
ขันตั้ง (ของบูชาครู) คือ สวยดอกไม้ สวยหมาก หมากไหม ๑๓ ไหม ข้าวเปลือก ข้าวสาร
ผ้าขาว ผ้าแดง สุรา ๑ ขวด และเงิน ๑๒ บาท สล่าเก๊าจะกล่าวบูชาครู กล่าวคาถา
ป้องกันภัยต่าง ๆ แล้วจึงเริ่มลงมือ ตัดไม้ใส่ศพตามต้องการต่อไป ปัจจุบันความเจริญ
ของบ้านเมือง และถือว่าคนเรามีความเสมอภาคมีสิทธิเสมอกัน จึงมีคนทําปราสาทไม้ใส่
ศพแบบต่าง ๆ ไว้ขาย และมีให้เลือกตามกําลังเงินที่ซื้อ โดยไม่มีการจํากัดฐานะของ
ผู้ตายเหมือนโบราณแล้ว
อนึ่ง ขณะที่ตั้งบําเพ็ญกุศลนั้น จะมีผู้เฒ่าผู้แก่หญิง จัดขันตั้งสูตร เหมือนเช่น
ขันตั้งทั่วไป แต่เปลี่ยนเหล้าเป็นมะพร้าว ๑ ลูก พร้อม เงิน ๑๐๘ บาท เพื่อให้พระสงฆ์ผู้
เป็นประธาน ยกขัน ก่อนที่จะมีการสวดหรือเทศน์คืนแรก และจะไปปลดในวันทําบุญ
ก่อนเผาศพโนน่ เลย

๓๒

ในวันปลงศพ เมื่อกําหนดวันเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะถึงวันทําพิธี หนึ่งวัน
เรียกว่า วันห้างดา ชาวบ้านจะช่วยกันแต่งดาวัตถุไทยทาน ให้ครบตามจํานวนสงฆ์
สามเณรที่นิมนต์ไว้เพื่อมารับไทยทาน เป็นต้นว่า สวยดอก และทางล้านนาจะเพิ่มกัณฑ์
พิเศษถวายอีก ๔ สํารับ คือ กัณฑ์พระพุทธ (พระเจ้า) พระธรรม มัคนายกหรือปู่
อาจารย์ จองอ้อย หรือ สังฆ์ม้าง ซึ่งจะเตรียมอย่างเดียวกับพระสงฆ์ แม้ปัจจัยก็ใส่
เท่ากับ พระสงฆ์ (ตเุ๊ จ้า) นนั่ เอง

ในบางท้องที่ก็จะมีการถวายเจดีย์ทราย ๑๐๘ กอง ซึ่งจะมีช่อตุงเล็ก เทียนเล็ก
สวยดอกเล็ก ธูป (เตียนแส้) อย่างละ ๑๐๘ พร้อมมีธรรมอีกกัณฑ์หนึ่งคือ กรรมวาจา
จะเทศน์และถวายเวลาเช้า ก่อนทําบุญวันเผาเชื่อว่า ผู้ตายจะได้รับอานิสงส์นี้ขึ้นไปสถิต
อยูบ่ นสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์

ส่วนจองอ้อยหรือสังฆ์ม้างนั้น จะประกอบไปด้วยเครื่องนุ่งห่มเสื้อผ้า
เครื่องครัวเรือนของใช้ไม้สอยทุกอย่างสําหรับผู้ตาย เป็นของใหม่ทั้งหมด บางศพทําเป็น
บ้านเรือนก็มี โดยเฉพาะผู้มีฐานะการเงินดีหรืออาจจะเป็นเตียงพับผ้าใบ โต๊ะพับญี่ปุ่น
เปน็ ต้น ตามแตค่ วามเหมาะสมที่จะสรรหามาทําถวายอุทศิ บญุ ไปหา

การถวายทานนั้น นิยมนําเครื่องไทยทานไปถวายที่วัด สะดวกกว้างขวาง
พร้อมนําอาหารเลี้ยงเพลด้วย แต่บางแห่งถ้าตั้งศพไว้ที่บ้านก็นิยมถวายทานที่บ้าน
(นอกจากบ้านแคบ) ถ้าตั้งไว้ที่วัดก็ทานที่วัด พอได้เวลาจึงนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูป สูตร
ถอนยืนสมี่ ุมศพเสรจ็ แล้ว พระสงฆท์ ้ังมวลพร้อมชาวบ้านก็จะจงู ศพไปปา่ ชา้ ต่อไป

ฝ้ายจูงหัว ที่พระเณรใช้จูงนั้น จะใช้ฝ่ายดิบหลายๆ ใจ ล้านนาเรียกฝ้ายต่อง
นํามาต่อกัน ถ้าศพผู้หญิงใช้ ๗ ท่อน ผู้ชายใช้ ๙ ท่อน หรือจะเท่ากันก็ได้ ซึ่งเป็น
เครื่องหมายการสืบสกุลของผู้คนในสังคม ซึ่งมีคํากล่าวว่า เจ็ดเจ้นขะกูลเป็นเก้า เก้า
เจ้นขะกูลเป็นแดน ซึ่งได้แก่การนับญาติโดยมีตัวเราเป็นกลางนับขึ้นบน ๔ ชั้น เช่น พ่อ
ปู่ ทวด เทียด นับลงจากเรา ๔ ชั้น เช่น ลูก หลาน เหลน โหลน แต่ล้านนา เรียก ป้อ ป้อ
อุ้ย ป้ออุ้ยหม่อน ป้ออุ้ยเฒ่าเหมาะหม่อน และเรียก ลูก หลาน เหลน หลีดหลี้ หากนับ
ทางแมก่ เ็ ชน่ เดยี วกัน เพยี งแต่ใสแ่ มน่ าํ หน้าเท่าน้นั

ฝ่ายจูงศพนี้เรียกชื่อว่า ฝ้ายจุ๋งหัว แต่ใช้จูงทางเท้า จึงเรียกว่า ฝ้ายจูงหัว
แม่ต๋ืน แต่เป็นคําไม่สุภาพจึงเรียกว่า ฝ้ายจูงหัว เท่านั้น เขาจะจัดเตรียมฝ่ายไว้ใส่พาน
เป็นสีแดงเวียนรอบมะพร้าวแก่ ที่จะใช้ล้างหน้าศพ และกระทง (ควักใบตอง) ที่จะใช้เซ่น
เจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งพานนี้จะใส่ดอกไม้ธูปเทียนเล็กน้อยให้คนอุ้มไปพร้อมกับแบกตุงสาม
หางและถุงห่อข้าว เรียกขันนี้ว่า ขันนําทาง มีความหมายว่า ขันนี้จะนําดวงวิญญาณ
ไปสู่ที่ดี แล้วได้นําขันดอกนี้นําไปบูชาพระเกษแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์พร้อม
เอาตุง ๓ หางไปบชู าดว้ ย

๓๓

สามเณรบวชจูงหัวศพ ทางล้านนามีประเพณีบวชสามเณรเรียก บวชจู๋งหัว
เพ่ืออทุ ิศสว่ นกุศลแดผ่ ู้มีพระคุณและจูงศพไปสสุ าน

บางแห่งจะมีการจุดไฟใส่หม้อดิน เอาเปลือกมะพร้าวเป็นเชื้อไฟ ให้เกิดควัน
เอาไม้ไผ่ผ่ากลางคืบปากหม้อ ผูกให้แน่นแล้วให้คนแบกนำหน้าไปคู่กับคนแบกตุง ๓ หาง
เพื่อใช้เป็นไฟเผาศพ ด้วยโบราณนั้นไม่มีไม้ขีดไฟ ถ้าจุดไฟแต่ละครั้งต้องใช้เหล็กตีกับหิน
ให้เกิดประกายไฟแล้วเอาสําลีผสมดินปืน เรียกว่า หมื้อ พอประกายไฟแลบกระเด็นติด
หม้ือซึ่งเป็นเชื้อไฟก็จะติดสําลีนั้นจึงทําการเป่าให้เกิดเปลวไฟขึ้นมา จึงนําเชื้อไฟอื่น ๆ
จ่อติดอีกที ด้วยความยากลําบากเช่นนี้จึงต้องจุดไฟไปด้วย แต่ที่ท่านนํามาทําทางศพน้ัน
เพื่อต้องการเป็นปริศนาให้รู้ว่าทางเดินของคนเรามีอยู่ ๒ ทาง คือ มืด กับ สว่าง บางคน
อาจไปทางมืด บางคนอาจไปทางสว่าง ท่าน จึงเปรียบวา่

โชติ ตโม ปะรายะโน คนบางคนมาสวา่ งไปมืด
ตโม โชติ ปะรายะโน คนบางคนมามืดไปสว่าง
ตะมะ ตะโม ปะรายะโน คนบางคนมามดื ไปมดื
โชติ โชติ ปะรายะโน คนบางคนมาสว่างไปสว่าง
ในวันจะเผาศพนั้นตอนเช้าลูกหลานจะจัดห่อข้าวห่อเล็ก ๆ พร้อม กับข้าว
(จิ้นทอด แคบหมู) หมากพลู บุหรี่ เงินใส่ซองอีกเล็กน้อยใส่ลงในถุงๆ นี้อาจจัดทําเป็น
พิเศษโดยใช้ผ้าขาวมาตัดเย็บ บางครั้งก็แต่งประดับด้วยดอกที่ตัดจากกระดาษเงิน
กระดาษทองเพื่อทํา (หย้อง) ให้สวยงาม แต่สมัยโบราณจะใช้ถุงที่ใช้ประจําตัวของผู้ตาย
ซึ่งคนแต่ก่อนจะมีถุงประจําตัวสําหรับเดินทาง เป็นถุงใส่ของกินของใช้ เช่น ห่อข้าว
หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ เป็นต้น ด้วยเหตุว่าการเดินทางแต่ก่อนต้องเดินเท่านั้น และไม่มี
ตลาดขายของอย่างปัจจุบันนี้ คนเดินทางจึงต้องเตรียมของนี้ใส่ถุงไว้กินไว้ใช้ระหว่างทาง

๓๔

ทุกคนจึงมีถุงประจํากาย ไม่ว่าคนในถิ่นไหนต่างก็มีการใช้ถุงเพื่อใส่ของ ดูเช่นอย่าง
ชาวเขาเป็นต้น กค็ งเหมือนคนปจั จบุ นั นท้ี ่มี ีกระเปา๋ ถือนัน่ เอง

เมื่อเตรียมห่อข้าวให้แล้ว ลูกหลานหรือญาติคนใดคนหนึ่งจะนําไปวางไว้ใกล้
หีบศพ (ใกล้ตุงสามหางเพื่อสะดวกแก่คนถือตุงจะได้สะพายถุงห่อข้าวไปด้วย) พร้อมกับ
บอกผู้ตายว่า อันนี้ห่อข้าวที่จะกิ๋นระหว่างเดินทางอย่าได้แวะที่ไหน ซื้อตั้งใจเตียวไป
ตางดี ถ้าถึงน้ำแม่ใหญ่ข้ามบ่ได้ เงินมีในถุงก่จ้างเขาเอาข้ามไปเน่อ จบแล้วจึงวางไว้
บางแห่งก็จะนําไปร่วมพิธีถวายกับเครื่องไทยทานก่อน โดยประเคนพระพุทธพร้อมบาตร
ตุงเหล็กตุงตองและผ้าไตร แล้วจึงขออนุญาตนําไปวางไวใกล้หีบศพก็มี ข้าวห่อนั้นท่าน
เปรียบเทียบถึงคนเราเดินทางต้องเตรียมเสบียงกรังซึ่งเป็นภาษาบาลีว่า ปาเถยยัง ใน
ธรรมนิพพานสูตร ซึ่งการห่อข้าวใส่ถุงนั้นจะเป็นเครื่องเตือนใจแก่ผู้ได้พบเห็นว่า แม้
ลูกหลานญาติๆ จะรักมากสักปานใด ช่วยกันห่อข้าวให้ก่ีห่อก็ตาม ถ้าไม่รู้จักพระ
รัตนตรัย (กุณแก้วยังสาม) ไม่เคยทําบุญกิริยาวัตถุ ให้เกิดแก่ตน คือไม่เคยมีทานศีลและ
ภาวนา ก็เหมือนหนึ่งเราไม่มีเสบียง สําหรับเดินทางนั่นเอง ปาเถยยัง คือ เสบียงที่จะ
เดินทางต้องขวนขวายทําเองเมื่อยังมีชีวิตเท่านั้น ตายไปก็จักได้เสวยจะรอให้ลูกหลาน
ญาติๆ ทําบุญอุทิศไปหานั้นคิดผิดแล้ว แม้เขาจะอุทิศไปหาเราจะได้รับหรือไม่ ก็ยังไม่
แน่นอน ถุงห่อข้าวนี้บางแห่งเรียกว่า ถุงข้าวด่วน ทําเพื่อความรักและกตัญญูต่อบรรพ
บุรุษของตน เป็นการแสดงถึงความห่วงใยของผู้อยู่เบื้องหลังให้ผู้ตายได้มีเสบียงอาหาร
นําไปใชบ้ รโิ ภคในปรโลก ดังนีแ้ ล

เมื่อนําศพไปสู่สุสาน โดยคนแบกตุงสามหางสะพายถุงห่อข้าว อุ้มขันนําทางไป
ถึงก่อน ก็จะนําตุงปักก่อนบริเวณเชิงตะกอน และเอาควักแม่ธรณีวางตามไปด้วย โดย
กล่าวคําขออนุญาตว่า ต๊าวลือราช นางนาฏน้อย แม่ธรณีเจ้าอยู่หรือยังขอเอาศพนาย/
นาง...มาเผา ณ ตี้หนี้ ขออย่าได้มีบาปมีกรรม ขออนุญาตป๋งปั้นแก่ผู้ข้าทั้งหลายเน่อ
เจ้าแล จงึ เปน็ การเสรจ็ พิธีขอหรือซอื้ ทเ่ี ผา ช่วงหลัง ๆ มานไ้ี ม่คอ่ ยเหน็ เท่าไหรแ่ ลว้

หลังจากนั้นจะมีพิธีบังสุกุลซึ่งจะทําแบบง่ายๆ โดยไม่มีการเชิญแขกอย่างเช่น
ปัจจุบันมีแต่ผู้รู้หรือลูกหลานญาติๆ เป็นผู้จัดวางผ้าบังสุกุล แต่โบราณจะเป็นผ้าดิบสีขาว
ไม่ค่อยนิยมใช้ผ้าสีเหลือง และไม่มีผ้าไตรบังสุกุล หรือมหาบังสุกุล ก่อนจะพาดผ้าจะจุด
เทียน ๔ เล่ม ไว้ที่มุมทั้ง ๔ เรียกว่า เตียนจ๋ังก๋อน แล้วจึงนําเอาผ้ามาพาดตามจํานวน
พระสงฆ์เสร็จแล้วจึงนิมนต์พระสงฆ์ทั้งหมดพร้อมกัน และจะมีไม้ไผ่เหลาให้กลมยาว
ประมาณ ๑ วา สําหรับเป็นไม้เท้าและมีบอกไม้ขูดผิวให้บาง ๆ ใส่น้ำผูกติดกับไม้เท้า
เพื่อว่าเป็นที่ให้พระบังสุกุล กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย ไม้เท้าเป็นจารีตของพระ
โบราณที่จะถือไม้เท้าไปในที่ต่าง ๆ เป็นธรรมเนียมพระลังกาวงค์นิกายสวนดอกของพระ
มหาสมณเถระ แตพ่ ระในนกิ ายลังกาวงคว์ ัดปา่ แดงของพระญาณคมั ภรี ะไม่ถือไม้เท้า

๓๕

เมื่อบังสุกุลเสร็จก็จะนําศพไปสู่ที่อาบน้ำ โดยนําศพออกจากโลงวางไว้บนฝา
โลง แล้วเอามะพร้าว มาทุบเอาน้ำล้างหน้า ที่กําหนดเอาน้ำมะพร้าวนั้น เพราะถือว่าน้ำ
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นน้ำที่บริสุทธ์ิสะอาดกว่าน้ำธรรมดา น้ำธรรมดานั้นอาจเกิด
จากห้วยหนองคลองบึง ย่อมระคนด้วยเปลือกตม เปรียบด้วยกิเลส มีราคะ เป็นต้น ทํา
ให้จิตเศร้าหมอง ส่วนน้ำมะพร้าวมีเครื่องห่อหุ้มหลายชั้นเป็นน้ำใสสะอาด หากเรา
ทั้งหลายอุตส่าห์บําเพ็ญกุศลจิต ทําใจให้สะอาดปราศจากกิเลสราคะ เป็นต้น ก็เหมือน
นำ้ มะพร้าว แลว้ จะได้รบั ความสุข เวลาตายไปจะได้ไปสสู่ คุ ติ

อนึ่ง ท่านเปรียบน้ำมะพร้าวเหมือนน้ำธรรมคําสอนของ พระพุทธเจ้าที่สะอาด
บริสุทธิ์ย่อมชําระความไม่ดีความเศร้าหมองของคนเรา หากเราทําตามและนํามาปฏิบัติ
จิตใจก็จะสะอาดบริสุทธิ์ คนโบราณจึงกล่าวว่า หมั่นอาบน้ำฟังธรรม น้ำธรรมดาชําระ
กาย นำ้ ธรรมคาํ สอนชําระใจ

ในขณะที่อาบน้ำอยู่นั้น พวกผู้ขายจะช่วยกันนําเอาไม้ศพและฟืนจัดทําให้เป็น
ที่วางสําหรับเผาศพ เมื่อเอาศพมานอนโลงนั้น ทางล้านนามักจะเอาศพผู้ชายนอนคว่ำ
หน้า ผู้หญิงนอนหงาย เรียกว่า ญิงหงาย จายคว่ำ ซึ่งเป็นปริศนาบอกถึงพฤติกรรมของ
คนโบราณยอมให้ผู้ชายเป็นผู้นําทุกอย่าง ธรรมดาผู้นําจะต้องเป็นผู้คอยดูแลลูกเมีย
ทรัพยส์ ินเงนิ ทอง เหมือนกับอยูท่ ี่สงู กม้ ลงมาจึงจะเหน็ ทั่วถงึ จะไดร้ วู้ ่าขาดเหลอื บกพรอ่ ง
อะไรบ้าง ซึ่งคนเป็นผู้นําก็เช่นเดียวกัน จึงต้องดูแลเอาใจใส่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเสมอ
ปจั จุบันไม่ค่อยนยิ มการอาบนำ้ แลว้ แต่ก็ยังมอี ยบู่ า้ งบางแห่ง

อนึ่ง เวลาจะเผาศพ นิยมหันศีรษะศพไปทางทิศเหนือ ซึ่งถือเป็นข้อบังคับท่ี
เคร่งครัดมาแต่โบราณ เพราะคงจะปฏิบัติตามการเผาพุทธสรีระ ซึ่งมัลลกษัตริย์ได้
ปฏิบัติต่อพุทธสรีระ และในตํานานพุทธประวัติ กับปฐมสมโพธิกถา ได้พรรณนาถึงการ
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าว่า ทรงเสด็จสีหไสยาสน์ ณ ระหว่างไม้รังคู่โดยหันศีรษะ
(พระเศียร) ไปทางทิศเหนือ เหยียดพระบาทไปทางทิศใต้ ผินพระพักตร์ไปทางทิศ
ตะวันตก และปรินิพพานในท่านั้น จึงได้เป็นธรรมเนียมสืบๆ กันมา จะสังเกตเห็นได้จาก
การสรา้ งเชิงตะกอนหรอื เมรุชัดเจนท่สี ุด

เมื่อยกศพขึ้นสู่เชิงตะกอน (ก๋องปอน) โดยหันศีรษะไปทาง ทิศเหนือแล้ว
ลูกหลานญาติพี่น้องที่เป็นเครือญาติใกล้ชิด และผู้มีความเคารพนับถือบางคน (ผู้มีอายุ
น้อยกว่าผู้ตาย) จะทําพิธีผัดต๋าสิณโดยในมือจะถือดอกไม้ธูปเทียน หรือไม่มีก็เพียง
ประนมมือเปล่า โดยเวียนรอบไปทางซ้าย กล่าวคําขอขมาศพว่า ก๋ายกัมมัง วจีกัมมัง
มโนกัมมัง สัญจิจจะโตสัง อสัญจิจจะโตสัง สัปปัง โตสัง ขมันตุ โน หรือจะกล่าวขอ
ขมาเป็นโวหารตามความรูส้ ึก ของเรากไ็ ด้

๓๖

อนึ่ง ดอกไม้ธูปเทียนที่จะบูชาศพหรือคนตายนั้นจัดตามนี้ คือ เทียน ๑ เล่ม
ธูป ๑ ดอก ดอกไม้จัดใส่สวยก็พอแล้ว แม้กระทั่งการตานขันข้าวก็เช่นเดียวกัน สรุปว่า
หากจะบูชาสิ่งที่เป็นวิญญาณมองไม่เห็น เช่น เจ้าที่เจ้าทาง ศาลพระภูมิ เป็นต้น ใช้ธูป ๑
ดอก เทียน ๑ เล่มก็พอ ไม่ต้องใช้เป็นกํามือผิดหลักการไป หากทําถูกต้องสิ่งที่เราเคารพ
นบั ถอื ก็จะคมุ้ ครองรักษาเปน็ อยา่ งดี

เมื่อผัดต๋าสิณเรียบร้อยแล้ว แขกผู้มีเกียรติหรือผู้มาร่วมส่งศพ จะนําเอา
ดอกไม้จันทน์ที่มัดรวมกับไม้เกี๊ยะ (ไม้สน) ไปวางไว้รอบ ๆ ไม้ใส่ศพหรือถาดข้างเชิง
ตะกอน ไม้จันทน์หรือดอกไม้จันทน์ทําจากไม้กระทุ่มนํามาไสด้วยกบบาง ๆ นํามาติด
เป็นกากบาทกับไม้ไผ่ ไม่มีประเภทที่เป็นดอกไม้ที่ทําด้วยกระดาษอย่างปัจจุบัน จากนั้น
ก็จะจุดชนวน ผักแคทําไฟลูกหนู โดยเฉพาะมีปราสาทใส่ศพ หรือให้ตัวแทนพระสงฆ์
จุดชนวนเอาฝ้ายจูงหัวชุบน้ำมันพาดที่หีบศพเป็นเสร็จพิธี แต่ปัจจุบันนี้ใครจุดชนวนก็ได้
สะดวกดี เป็นสมัยก่อนนั้นบอกว่า ขึด แต่จะให้ดีควรนิมนต์ตุ๊เจ้าเป็นผู้จุดชนวนจะได้ไม่
ขดึ

พอไฟติดแล้วญาติๆ และผู้ร่วมงาน ก็เดินทางกลับเป็นเสร็จพิธีส่งสก๋ารศพ
ของล้านนาโบราณและปัจจุบัน และในขณะเดินทางกลับยังไม่พ้นป่าช้า ท่านห้ามมิให้
เหลียวกลับโดยบอกว่าวิญญาณจะห่วงอาลัยจะไม่ได้ไปเกิดที่ดีหรือผีจะตามมาที่บ้าน ท่ี
ปากทางป่าช้าและที่ประตูบ้าน (ศพ) จะมีผู้เตรียมน้ำส้มป่อยไว้เพื่อใหล้ ้างมือ แล้วเอาลูบ
ศีรษะ เพื่อเป็นการล้างสิ่งอัปมงคลเสนียดจัญไร เพราะถือว่าไปท่ีป่าช้านั้นเป็นที่มีภูตผี
ปีศาจวิญญาณร้ายสิงอยู่ กลับมาจะไม่สบายคนขวัญอ่อนจะเจ็บไข้ จึงมีการล้างมือเสีย
ก่อนที่จะเข้าบ้าน แม้พิธีเผาศพปู่พราหมณ์ชูชกก็มีพรรณนาไว้ในกัณฑ์มหาราช ฉบับ
เหล้า ๗ ไห มีเนอ้ื ความยอ่ วา่ คืนมาหาบตุ ตา๋ ลกู หนอ้ ย แจส้ ้มป่อยไว้ ถา้ เปื้อซ่วยมอื ลูบ
หน้า สระเกล้าเกศา มือซ้ายถือหญ้าคา มือขวาถือยอดหนาด ปัดกวาดแล้วหนีมา
ฮอดเกหา ฝูงหมลู่ กู เมียเขากท่ ําขวัญ...

ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนเป็นพรมน้ำมนต์ โดยนําน้ำส้มป่อยให้พระ
มนต์ใส่บาตรแล้วตั้งไว้ที่ทางออกป่าช้าให้พระเณร หรือตัวแทนคอยยืนประพรมผู้เดิน
ออกมาเพือ่ เปน็ สิรมิ งคลกอ่ นกลับเคหะสถานตอ่ ไป

อนึ่ง บางศพจะมีการ หงมะนาว หงสะตางค์ ซึ่งถือเป็นการโปรยทานโดยใส่
เหรียญไว้ในลูกมะนาวหรือเอากระดาษแก้วห่อก็มี เพื่อแสดงถึงการแบ่งปันและ
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน อันเป็นแก่นของวัฒนธรรมล้านนา จะโปรยตอนศพออก
จากบา้ นหรือวดั จนถงึ ปา่ ช้า ส่วนใหญจ่ ะเปน็ ผมู้ ีฐานะการเงนิ ดี (หง กค็ ือ โยน โปรย)

อีกประการหนึ่ง งานส่งสก๋ารบางศพจะมีการจุดบอกไฟ (บ้องไฟ) จะมีหลาย
ชนิดที่นิยมใช้กันมากได้แก่ บอกไฟหล่อ บอกไฟเตียน บอกไฟจักจ่า (จักจั่น) บอกไฟมะ

๓๗

สะโป้ก บอกไฟกาว บอกไฟลูกหนู (หนูวิ่ง) และบอกไฟจ๊างฮ้อง ซึ่งบอกไฟจ๊างฮ่องนี้มี
เสียงแปลกพิเศษ คล้ายเสียงช้างร้อง ทําให้เกิดอารมณ์ที่เศร้า เนื่องจากช่างที่ทำบอกไฟ
ได้อั้นดินปืนไว้เป็นระยะ ๆ ทําให้เกิดลักษณะเสียงคล้ายเสียงร่ำไห้ของญาติ พี่น้องที่อยู่
เบื้องหลัง บอกไฟชนิดนี้นิยมใช้เฉพาะส่งสก๋ารเท่านั้น คติธรรมที่ให้มีการจุดบอกไฟใน
งานปลงศพนั้น สันนิษฐานว่าใช้เพื่อยับยั้งอารมณ์โศกเศร้าก่อนที่จะมีการเผา โดยหันเห
ความสนใจไปกบั เสียงของบอกไฟในรูปลกั ษณต์ า่ ง ๆ แทน

นอกจากนี้เกร็ดเรื่องราวที่เกี่ยวกับพิธีกรรมเกี่ยวกับการปลงศพ ในล้านนาท่ี
สําคัญและน่าสนใจยังมีอีกบางอย่างเช่น พิธีตานขันข้าวนอกวัด ซึ่งเป็นการจัดสํารับ
อาหารถวายทานพระเณรนอกกําแพงวัด เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่วิญญาณของ
ผตู้ ายบางประเภททีถ่ ือกันวา่ ไมอ่ าจเข้าไปในวดั ได้ ปัจจบุ นั เกือบจะไมค่ อ่ ยได้พบ

อย่างไรก็ตามประเพณีส่งสก๋ารในล้านนาก็ยังมีความแตกต่างกันหลากหลายไป
ตามประเพณีนิยมและบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และช่วงหลังจากประมาณ
ปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพิธีกรรมการส่งสก๋ารเป็นอย่าง
มาก และปัจจุบันก็มีชาวล้านนาจํานวนไม่น้อยที่นิยมกระทําพิธีการปลงศพแบบภาค
กลาง หรือผสมสานกันมากขึ้น ซึ่งอาจมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจ ความเร่งด่วนของ
สงั คม และความใส่ใจในวฒั นธรรมประเพณีของผ้คู นในโลกปจั จุบัน

๓๘

การลงขอน(สผู่ ลี ง)
"ลงขอน" หรือเรียกลงขอนกระด้าง ในทางล้านนามีความเชื่อเรื่องโลกหลัง

ความตายว่าเป็นอีกโลกหนึ่ง หากต้องการพบปะกับคนตาย สามารถทำพิธีลงขอนได้
โดยจะมีคนทรงเจ้าเป็นตัวสื่อสารกับวิญญาณที่โลกหลังความตายให้พามาสิ่งร่างสู่ในร่าง
ของคนทรง

ญาติจะเชิญวิญญาณผู้ตายมาทรงร่างคนทรงท่ีติดต่อถามความเป็นอยู่ในเมือง
ผี ความผูกพันในเครือญาติ ความห่วงหาอาลัยรักยิ่งแก่ผู้จากไปอยู่ในปรโลกทำให้ญาติผู้
ที่ยังอยู่เป็นคนต้องเสียใจ โหยหาอาลัยยิ่งอยากทราบข่าวว่าผู้ที่ตายจากไปมีความเป็นอยู่
อย่างไรบ้าง มีสุขหรือทุกข์อย่างไรจึงต้องเชิญวิญญาณผู้ตายมาลงขอนหรือทำการสู่ผีลง
โดยการที่ญาติต้องเตรียมเสื้อผ้าของผู้ตายและเสื้อผ้าคนอื่นปะปนกันเพื่อทดสอบว่าเป็น
วิญญาณผตู้ ายมาเข้าทรงจรงิ หรือไม่

เมื่อถึงเวลาญาติผู้ตายไปพบกับม้าขี่หรือคนทรงเจ้าบอกชื่อผู้ตาย พร้อมวัน
เดือนปีที่ตายและอายุเสร็จ ตั้งเข้า(คนเชิญ)ก็จำทำพิธีเชิญเจ้าพ่อให้มาเข้าม้าขี่(คนทรง)
เมื่อเจ้าพ่อได้เข้ามาประทับร่างทรงแล้วก็จะทำพิธีเชิญวิญญาณผู้ตาย เจ้าพ่อที่เป็นสื่อก็
จะไปตามเอาวิญญาณผู้ตายมาเข้าร่างม้าขี่(คนทรง)เป็นสื่อกลาง เมื่อวิญญาณผู้ตายเข้า
ร่างสิงม้าขี่แล้ว ร่างม้าขี้เกิดอาการเหมือนกับศพผู้ตายนอนกระด้างอยู่ ลักษณะนี้เอง
ผู้คนเรียกกันว่า ผีขอนกระด้าง รอเวลาพอสมควรผู้ที่เป็นตั้งเข้า(ผู้ช่วยม้าขี่)ก็เรียกชื่อ
ผู้ตาย ผีขอนกระด้างก็จะลุกขึ้นโดยมีวิญญาณผู้ตายอยู่ในร่างทรงพูดกับญาติๆ หากญาติ
ต้องการถามอะไรก็ถามไป วิญญาณในคราบร่างทรงก็พูดจาเหมือนดังตัวคนธรรมดาๆน่ัง
พูดคุยกันที่แน่ ๆ ญาติจะนำเอาเสื้อผ้าปะปนกันที่เตรียมไว้แล้วให้ร่างทรงเลือกว่าอันใด
เป็นของผู้ตายวิญญาณผู้ตายในร่างของเจ้าทรงก็เลือกเสื้อผ้าของตนเองที่ยังใช้เมื่อยังเป็น
คนหากเลอื กได้ถูกต้องกเ็ ปน็ อนั ว่าผีทพ่ี ูดอยกู่ บั ญาติๆนน้ั เปน็ วญิ ญาณของผตู้ ายจรงิ

๓๙

ลักษณะการเข้าร่างทรงของวิญญาณผู้ตายมักมีอาการเหมือนกับการสิ้นใจตาย
เช่น ตายเพราะรถคว่ำพุ่งคอหัก ตอนที่วิญญาณเข้าร่าง ตัวเจ้าทรงก็จะหกพุ่งเหมือน
อาการที่ตาย หรือ คนที่ถูกยิงดิ้นพลาดๆแล้วตาย เมื่อวิญญาณเข้าร่างก็ดิ้นพลาดๆบอก
อาการที่ตายให้เห็น ขณะที่ญาติกำลังพูดกับวิญญาณผ่านร่างทรงอาจมีการนำอาหาร
ของที่ถูกใจมาร่วมวง คนที่ชอบดื่มเหล้าเบียร์ก็ดื่มกันไปพูดคุยรับประทานกันเหมือนดั่ง
เป็นคนเมื่อถึงเวลาหมดการขออนุญาตจากผีเจ้าพ่อที่พาวิญญาณมา วิญญาณก็จะรีบลา
ญาติพี่น้อง บอกให้ทำบุญ ต้องการอะไรก็บอกเสียตอนที่จะจากกันไกลไม่พบกันอีกแล้ว
ชาตินี้ เพื่อว่าญาติจะได้นำสิ่งที่ผู้ตายต้องการอุทิศทำบุญส่งกุศลไปให้อยู่ในปรโลกอย่าง
เป็นสุข ถึงเวลาพรากกันวิญญาณก็เกิดอาการเหมือนกับตอนตายนั่นแหละ บางคนก็ด้ิน
พลาดๆ บางคนก็ร้องเหมือนถูกต้มสุก บางคนที่มีจิตสงบดีก็นอนอย่างสงบ สิ้นลมหายใจ
ไปตามธรรมชาติของสังขาร ให้ญาติพี่น้องได้เห็นทบทวนความจำลักษณะอาการตายคร้ัง
สุดท้าย

เมื่อนำวิญญาณผู้ตายไปลงผีขอนกระด้างเสร็จ ญาติๆก็กลับมาบ้านหาสิ่งของท่ี
ผูต้ ายสงั่ มาทำบุญอุทิศส่วนกศุ ลไปให้ผูต้ ายตามตอ้ งการ

พิธีทั้งหมดนี้อาจจะทำเพื่อให้คนที่และคนที่ตายได้เจอกันอีกครั้ง เหมือนได้
บอกลากันอย่างเป็นทางกัน ไม่ให้อาวรณ์กันอีก ผู้ตายอยากได้สิ่งไหนก็จะสั่งเสียและให้
ทำบุญไปให้

๔๐

การผ่าจ้านผี (ตัดสายผวั สายเมยี )
"ผ่าจ้านผี" หรือ “ตัดสายผัวสายเมีย” คือพิธีกรรมเกี่ยวกับศพของทางล้านนา

ซ่ึงช่วยในการจดั ระเบยี บความสัมพันธใ์ หม่ระหวา่ งคนเปน็ กบั คนตาย
ในพิธีนี้ มัคทายกจะเรียกคู่สามีหรือภรรยาที่ยังมีชีวิตอยู่มายืนข้างศพหันหน้า

ออกจากรา่ งผู้ตาย ในมือของผนู้ ำพธิ ีมีสรวยใบตองกา้ นกลว้ ย ซ่ึงภายในมขี ้าวตอกดอกไม้
ธูปเทียนร้อยเส้นฝ้ายสายสิญจน์อันเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์สามีภรรยา แล้วให้
ครู่ ักจบั ไว้อีกปลายด้านหนงึ่ ขณะทำพิธี

“บัดนี้สูเจ้าทั้งสองได้ตายจากกันไป สูผู้ถึงแก่กรรมนามว่า...ได้ตายไปสู่โลก
ภายหน้าตายเป็นผีหนีเปิ้นไปแล้ว หื้อไปเสาะเอาของกินของทาน บุญบารมีแก่กล้า ห้ือ
ไปเกิดเป็นเทวบุตรเทวดาอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า ถ้าบุญบารมีบ่ได้เกิดเป็นเทวบุตรเทวดาอยู่
ใช้หนี้ใช้กรรม หื้อไปเกิดเป็นคนไปอยู่ในโลกภายหน้าหื้อเป็นบ่าว ส่วนคนที่อยู่ทางหลังมี
นามว่า...หื้ออยู่กับลูกเต้า สร้างสมภารบารมีอยู่ค้ำชูดูแลบวรพุทธศาสนาหื้อสืบยามสาว
กว้าง ห้อื เป็นสาวอยูใ่ นโลกนต้ี ่อไป

กล่าวจบ มรรคทายกเป่าพรวดไปที่มีดในมือ แล้วตัดฉับลงที่สรวยใบตองก้าน
กล้วยให้ขาดสองท่อนโดยคมมีดเดียว กรวยชิ้นหนึ่งมัคทายกจะเก็บไว้ทำพิธีต่อไป อีกช้ิน
ใหค้ ู่รกั ไปวางไว้บนห้ิงพระ

"บัดนี้ข้าพเจ้ามีนามว่า......ได้แบ่งสวยข้าวตอกดอกไม้ ตัดสายผัวเมียอยู่คนละ
โลกแล้ว ข้าพเจ้าขอฝากตัวเป็นอุบาสก อุบาสิกา สืบศาสนาของพระพุทธเจ้าหื้อเจริญ
ก่านก่งุ รงุ่ เร่อื งสืบยาวตอ่ ไปภายหนา้ ”

๔๑

เมื่อสายใยถูกตัดขาดสะบั้นแล้ว มัคทายกแนะให้ผู้ยังอยู่ให้รีบเดินห่างจากร่าง
คนรกั หา้ มแม้แตจ่ ะหนั หลงั กลับมามอง

สรวยดอกไม้นำไปไว้ที่หิ้งพระประมาณชั่วโมงหนึ่ง แล้วจึงเอาไปวางไว้ที่โคน
ต้นไม้ บางแหง่ นยิ มนำกรวยไปวางไว้นอกบ้านทันทีที่เสรจ็ พธิ กี รรม

๔๒

๔๓

๔๔


Click to View FlipBook Version