ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนท่ี 2 ให้นักเรียนจับคู่ตวั อักษรทางด้านขวาเตมิ ลงหน้าตวั เลขทางดา้ นซ้าย
ให้สัมพันธ์กัน (ขอ้ ละ 1 คะแนน)
1. พชื ใบเล้ียงเดยี่ ว ก. ไซเลม็
2. โครงสร้างที่ใช้ในการลาเลยี งน้าและแรธ่ าตุ ข. ออสโมซีส
ค. การแพร่
ของพืช ง. วงปี
3. บรเิ วณท่สี ะสมอาหารของพืช จ. มงั คดุ ละมดุ
4. วิธีการลาเลยี งนา้ จากดินเข้าสรู่ าก ฉ. โฟลเอ็ม
5. พชื ใบเลย้ี งคู่ ช. ราก หัว ลาต้น
6. โครงสร้างทีใ่ ชใ้ นการลาเลียงอาหารของพชื ซ. ปาล์ม ข้าวโพด
7. เป็นวงท่เี กิดจากการเจริญเติบโตและ ฌ. โคฮชี นั
ญ. แอดฮีชัน
การแบง่ เซลลข์ องแคมเบยี ม ฎ. Xylem Parenchyma
8. วิธีการลาเลยี งนา้ ตาลทางทอ่ ลาเลยี งอาหาร
9. แรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกุลของน้า
กับผนังเซลลข์ องทอ่ ลาเลยี งน้า
10. เซลล์ท่ียังมีชีวิตของทอ่ ลาเลียงน้าและแร่ธาตุ
ต้งั ใจกนั หนอ่ ยนะครับ เพอ่ื นๆ
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลียงของพืช 46
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนที่ 3 ให้นกั เรยี นระบุจากรปู ต่อไปนี้ ว่าเป็นระบบลาเลยี งส่วนใดของพชื และเปน็ ใบ
เลี้ยงเด่ียวหรือใบเลี้ยงคู่ (ขอ้ ละ 1 คะแนน)
1....................................................... 2......................................................
3...................................................... 4......................................................
5...................................................... 6......................................................
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลียงของพชื 47
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ใบกิจกรรมที่ 4
ลบั สมอง ทดลองวิทย์
จดุ ประสงค์การทดลอง
ทดลองและอธบิ ายลักษณะของเซลลค์ มุ และปากใบของพชื ได้
วสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละสารเคมี จานวน/กลมุ่
1 ใบ
รายการ 1 ชุด
1. ใบวา่ นกาบหอยหรอื ใบไมอ้ ่นื ๆ 1 ตัว
2. สไลดแ์ ละกระจกปดิ สไลด์ 1 อนั
3. กล้องจุลทรรศน์ 1 ใบ
4. หลอดหยด 1 เลม่
5. บีกเกอร์ขนาด 100 3 20 3
6. ใบมดี โกน
7. น้า
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพืช 48
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
วิธกี ารทาการทดลอง
1. นักเรยี นแบง่ กลมุ่ กล่มุ ละ 4-5 คน แต่ละกลุ่มปฏิบัติตามขั้นตอนวธิ ีทดลอง
2. สังเกตและบันทึกลักษณะผิวใบ ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบว่านกาบหอย หรือใบไม้
ชนดิ อ่ืนๆ เชน่ พลบั พลงึ ตาลงึ
3. นาใบไม้ในข้อ 1 มาฉีกแฉลบ ตัดเน้ือเยื่อผิวใบด้านล่างเป็นช้ินเล็กๆ นาไปวางบนหยด
น้าบนสไลด์แล้วปดิ ด้วยกระจกปิดสไลด์
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช 49
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
4. สอ่ งดูด้วยกล้องจลุ ทรรศน์กาลังขยายตา่ และกาลังขยายสงู ตามลาดับ วาดภาพเซลล์
ที่เหน็
5. ตรวจดูเน้อื เยื่อผวิ ใบทางด้านบนโดยปฏบิ ตั ติ ามขอ้ 1 – 3
ภาพขนั้ ตอนการทดลอง เรอื่ ง เซลลค์ มุ และปากใบของพชื
ทีม่ า : อรณี จติ รแก้ว
8/07/2558
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื 50
ชุดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
แบบบนั ทกึ กจิ กรรมที่ 4
ลับสมอง ทดลองวิทย์
กลุ่มที่........
ชอ่ื กลมุ่ .............................
สมาชิก
1. ................................................................................................................. เลขที่............
2. ................................................................................................................. เลขท่ี...........
3. ................................................................................................................. เลขที่...........
4. ................................................................................................................. เลขที่...........
5. ................................................................................................................. เลขท่ี...........
11
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลียงของพชื 51
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
ปัญหา
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
สมมตฐิ าน
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
➢ ตัวแปรต้น คือ
...............................................................................................................................................
➢ ตัวแปรตาม คือ
...............................................................................................................................................
➢ ตวั แปรควบคมุ คือ
.................................................................................................................................................
บนั ทึกผลการทดลอง
ภาพวาดเซลลใ์ บวา่ นกาบหอย
ด้านท้องใบ ด้านหลงั ใบ
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลียงของพืช 52
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
อภิปรายและสรปุ ผลการทดลอง
................................................................................................................................
................................................................................................................................
................................................................................................................................
................................................................................................................................
................................................................................................................................
...................................................................................................................
คาถามหลงั การทดลอง
1. จากการสังเกตดว้ ยตาเปลา่ ลกั ษณะของผวิ ใบด้านบนและผวิ ใบด้านลา่ ง เหมอื นหรอื
ต่างกนั อย่างไร
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
2. จากการสังเกตเนื้อเยื่อผิวใบทงั้ ดา้ นบนและด้านล่างผา่ นกลอ้ งจลุ ทรรศน์ นักเรียน
พบเซลลท์ ่แี ตกตา่ งจากเซลลอ์ ื่นๆ ในบรเิ วณน้นั หรือไม่ เซลลด์ งั กล่าวมีลักษณะ
อยา่ งไร
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
3. จากการตรวจดูเนื้อเยือ่ ผวิ ใบในข้อ 2 และพบเซลล์ทมี่ ลี กั ษณะแตกตา่ งจากเซลลอ์ ่ืน
เซลลเ์ หลา่ น้ีทีบ่ ริเวณใดมีจานวนมากกว่ากันระหวา่ งบรเิ วณผิวใบด้านบนกบั ผิวใบ
ด้านล่าง
....................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพืช 53
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชวี ติ ของพชื
ใบความรทู้ ี่ 3
การคายนา้ (Transpiration) เปน็ การแพรข่ องน้าในสถานะแก๊สออกจากใบ
ของพืชโดยผ่านทางปากใบ (Stoma) โดยทั่วไปปากใบปิดเวลากลางคืนและเปิดใน
เวลากลางวัน การคายนา้ มคี วามสาคญั ตอ่ พชื ในดา้ นการควบคมุ การเคลอื่ นที่ของน้าใน
พืช ทาให้น้าเคลื่อนท่ีจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนมากข้ึนเรื่อยๆ ควบคุมการดูดซึมธาตุ
อาหารของพืช เพราะธาตุอาหารทพี่ ชื นาไปใชไ้ ด้ตอ้ งอยูใ่ นรปู ทล่ี ะลายน้า ทาใหอ้ ณุ หภูมิ
ของใบลดลง โดยลดความร้อนทเ่ี กิดจากแสงแดดทใี่ บ ในกรณีท่ใี นอากาศอม่ิ ตัวดว้ ย
ไอน้า มคี วามชน้ื สูง การคายนา้ เกดิ ขน้ึ ไดน้ ้อย แตก่ ารดดู นา้ ของรากยังเป็นปกติ พืชจะ
เสียน้าในรูปของหยดน้าบริเวณรูเปิดท่ีปลายเส้นใบที่เรียกว่า ไฮดาโทด (Hydatode)
ซ่ึงอยู่ตามขอบใบหรือปลายใบ การสูญเสียน้าในลักษณะนี้ เรียกว่า กัตเตชัน
(Guttation) พชื ไม่สามารถคายน้าในสภาพท่ีแดดจัดเพราะอาจเสียน้ามากเกินไปและ
เห่ยี วกอ่ นทร่ี ากจะลาเลียงน้าไดท้ นั
ภาพการคายนา้ ในรปู หยดนา้
ท่มี า : https://king04950.files.wordpress.com/2013/02/tspi1.jpg
สบื ค้นเม่อื 9/07/2558
ชุดที่ 2 ระบบลาเลียงของพืช 54
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
โครงสร้างท่ีพืชใชใ้ นการ
คายนา้ คือ ปากใบ ครบั
เซลลค์ ุม ปากใบ
(Guard Cell) (Stoma)
ภาพเซลล์คมุ และปากใบ
ทมี่ า : http://botit.botany.wisc.edu/botany_130/anatomy/Leaf/Images/
สบื คน้ เมอื่ 9/07/2558
เซลล์ทบี่ รเิ วณผวิ ใบของพชื โดยทั่วไปมลี ักษณะเป็นเหล่ียม มีผนงั เซลลอ์ ยู่ภายนอก
เยื่อหมุ้ เซลล์มคี ลอโรพลาสต์ มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ นอกจากจะมลี กั ษณะเหมอื นทีก่ ล่าวมาแล้ว
ยงั มีเซลล์อกี ชนิดหน่งึ ทม่ี ลี ักษณะคล้ายเมลด็ ถว่ั หันด้านเว้าเขา้ ประกบกันทาให้ตรงกลางเกิดเป็น
ช่องหรอื รเู ปิด เรียกเซลล์ท้ังสองน้ีว่า เซลลค์ มุ (Guard cell) และเรยี กชอ่ งระหว่างเซลลค์ มุ วา่
ปากใบ (Stoma)
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช 55
5
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
ภาพปากใบธรรมรกั ษา
ท่ีมา : http://biology.ipst.ac.th/?p=802
สืบคน้ เมอื่ 9/07/2558
ปากใบทาหนา้ ทเ่ี ป็นทางแลกเปลีย่ นกา๊ ซและไอน้าระหว่างภายในและภายนอกใบ
ภายในเซลล์คุมจะมีคลอโรพลาสต์ทาให้ส่วนนี้สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ พบว่า
พชื บกโดยทว่ั ๆ ไปจะมีเซลล์คุมและปากใบมากทางผิวใบด้านล่างเพอ่ื ป้องกนั ไมใ่ ห้เกิด
การสูญเสยี น้าไปไดง้ า่ ยเกินไป สว่ นพชื น้าท่มี ีใบลอยบนผวิ นา้ เช่น บัวสาย จะมีปากใบ
อยูเ่ ฉพาะผวิ ใบด้านบนเพราะด้านล่างของใบแตะสัมผัสอยู่กับน้าและพืชท่ีมีใบจมอยู่ใต้
น้า เชน่ สาหร่ายหางกระรอก จะไมม่ ีปากใบเลย
ภาพการเปดิ -ปดิ ของปากใบ
ท่ีมา : http://61.19.202.164/smtp/D1/Page4.html
สืบคน้ เมือ่ 9/07/2558
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพชื 56
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ความชน้ื : ถา้ ความชน้ื สัมพทั ธ์ใน
อากาศสงู อตั ราการคายนา้ จะ
ตา่ ลง
อุณหภมู ิ : ถ้าอณุ หภมู ิสงิ่ แวดล้อม กระแสลม : ถา้ ลมในสิง่ แวดล้อมแรง
สงู ขึน้ อตั ราการคายน้าจะสูงข้ึน อัตราการสญู เสียน้าทางปากใบจะ
เพ่ิมขึ้น
ปจั จัยที่มผี ลต่อการคายนา้ ของพืช
ความกดอากาศ : ในทม่ี คี วามกด สภาพนา้ ในดนิ : เมอ่ื พชื อยใู่ นภาวะ
อากาศตา่ อตั ราการคายนา้ จะสงู แต่ ขาดน้าปากใบจะปดิ เพอ่ื ลดการคาย
ถ้าความกดอากาศสูงอตั ราการคายนา้ น้า
จะตา่
ความเขม้ ของแสง : เมือ่ ความเข้มแสง ลกั ษณะและโครงสรา้ งของใบ : พชื ท่ขี น้ึ
มากข้ึน จะสง่ ผลให้เกิดการคายนา้ มาก ในทแ่ี หง้ แล้งปากใบจะบมุ๋ เข้าไปในเน้อื
ขน้ึ ของใบ นา้ จะระเหยไดย้ ากขนึ้
ภาพปจั จัยทม่ี ผี ลตอ่ การคายนา้
ท่ีมา : อรณี จติ รแก้ว
10 /07/2558
นอกจากพืชจะสญู เสียน้าโดยการระเหย
ออกทางปากใบแล้ว ยงั สามารถสูญเสีย
น้าออกมาทางเลนติเซล(Lenticel) ซง่ึ
เปน็ รอยแยกที่ผวิ ของลาต้นได้อกี ด้วย
นะครับเพ่อื นๆ
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพืช 57
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ใบกิจกรรมที่ 5
ทบทวน ชวนคดิ
การคายนา้ ของพชื
จุดประสงค์
1. อธบิ ายผลของการคายนา้ ท่ีมีตอ่ การลาเลยี งนา้ ของพชื ได้
2. ระบุปจั จัยทม่ี ผี ลตอ่ การคายนา้ ของพืชได้
ช่ือ-สกุล ....................................................................................... เลขท่ี.................................
ตอนที่ 1 ใหน้ ักเรยี นใส่เคร่อื งหมาย หน้าข้อความทถ่ี ูกและเคร่อื งหมาย
หนา้ ข้อความทผ่ี ดิ พรอ้ มระบุข้อความทถี่ ูกต้องหากข้อความนน้ั ผิด (ข้อละ 1 คะแนน)
1. การคายน้าของพชื ชว่ ยทาใหใ้ บพชื มีความชมุ่ ชน้ื
........................................................................................................................................
2. ตน้ กระบองเพชรมกี ารปรบั ตัวเพอ่ื ลดการคายน้าโดยเปลย่ี นใบกลายเปน็ หนาม
........................................................................................................................................
3. การคายนา้ ของพืชในรปู หยดนา้ เรยี กว่า กตั เตชั่น (Guttation)
........................................................................................................................................
4. อากาศอ่ิมตัวดว้ ยนา้ มีความชน้ื สูง การคายน้าเกดิ ขนึ้ ไดม้ าก
........................................................................................................................................
5. พืชมกี ารคายนา้ ทางโครงสร้างท่ีเรียกวา่ เซลล์คุม( Guard Cell)
........................................................................................................................................
6. การคายนา้ มผี ลตอ่ การลาเลยี งอาหารของพชื มากท่สี ดุ
........................................................................................................................................
7. วันท่อี ากาศรอ้ นจัด พืชมีอตั ราการคายน้าสูงมากกวา่ ปกติ
........................................................................................................................................
8. ปากใบ พบมากในพชื ทีอ่ ย่ใู นนา้ เช่น บวั สาหร่ายหางกระรอก
........................................................................................................................................
9. การตัดใบพืชท้งิ ก่อนนาไปปักชา เพื่อลดการคายนา้
........................................................................................................................................
10. เซลล์คมุ ( Guard Cell) ไมส่ ามารถสงั เคราะหด์ ้วยแสงได้
.......................................................................................................................................
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื 58
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนท่ี 2 ค้นหาปัจจัยท่ีมีผลต่อการคายน้าท่ีปรากฏในตาราง โดยขีดเส้นล้อมรอบคา
แล้วนาไปสรุปใตต้ าราง (คาละ 1 คะแนน)
แ ว ว ต ะ กั่ ว ย ค ย า ง ส
ม า อุ ณ ห ภู มิ ด ว ล ด พ อ
ว ด ท อ ก เ ท สั า ก ะ สี ะ
ด แ ก ง โ พ อ ล ม ม อ ร์ ลู
ห ก้ ภั ตั ว ล ว ง ช ง ใ น มิ
ง ว ย น้ ™า ใ น ดิ น ก แ ด เ
โ ค ร ง ส ร้ า ง ใ บ ส ง บ
ก ว า ด ด ติ ง เ งิ บ ง า ย
เ ซ ค วา มก ด อ าก าศ
ปจั จยั ทม่ี ีผลตอ่ การคายน้าของพืช ได้แก่
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
.......................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพชื 59
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชวี ติ ของพชื
แบบทดสอบหลงั เรยี น
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื
คาชแี้ จง 1. แบบทดสอบนเ้ี ป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลอื ก
2. แบบทดสอบนี้มีทั้งหมด 10 ข้อ 10 คะแนน เวลา 10 นาที
3. ให้ทาเครอื่ งหมายกากบาท (X) ลงชอ่ ง ก ข ค หรอื ง
ลงในกระดาษคาตอบท่เี ห็นวา่ ถกู ต้องท่ีสุดเพยี งคาตอบเดียว
1. จากภาพ 2. โครงสรา้ งทีพ่ ชื ใชใ้ นการลาเลียงน้า-แรธ่ าตุ
ขน้ึ สู่ลาต้น กิ่ง และใบคอื อะไร
เป็นภาพตัดขวางของพชื ใบเลี้ยงเด่ยี วหรอื ใบ ก. เซลล์คุม (Guard Cell)
เลี้ยงคู่ เพราะเหตใุ ด ข. โฟลเอม็ (Phloem)
ก. ใบเล้ียงเดีย่ ว เพราะ ไซเล็มจะเรยี ง ค. ไซเล็ม (Xylem)
ง. ปากใบ (Stoma)
ตวั เป็นแฉกออกมาจากกึ่งกลาง ส่วน
โฟลเอม็ แทรกอยรู่ ะหวา่ งแฉกของ 3. ในการทดลองการลาเลยี งน้าของพชื โดย
ไซเลม็ นาตน้ เทียนแช่ลงในน้าหมกึ สแี ดง ถ้า
ข. ใบเล้ยี งเดี่ยว เพราะไซเลม็ และ ตอ้ งการทาให้นา้ หมึกสีแดงเคลื่อนทเี่ ข้าสู่
โฟลเอม็ รวมตัวอยดู่ ว้ ยกัน เรียงตัวเป็น ตน้ เทียนเรว็ ข้นึ ควรทาอย่างไร
ระเบียบเป็นวงรอบ ลาตน้ ก. นาขวดที่แช่ตน้ เทียนไปวางไวต้ รงทม่ี ี
ค. ใบเล้ียงคู่ เพราะไซเล็มจะเรยี งตัว แสง
เป็นแฉกออกมาจากก่งึ กลาง สว่ น ข. นาต้นเทียนท่เี ปน็ ต้นออ่ นมาทดสอบ
โฟลเอม็ แทรกอย่รู ะหว่างแฉกของ ค. เพม่ิ ความเขม้ ข้นของนา้ หมึกสีแดง
ไซเล็ม ง. เพม่ิ ปริมาณนา้ หมกึ สีแดง
ง. ใบเล้ยี งคู่ เพราะไซเลม็ และโฟลเอ็ม
รวมตวั อยดู่ ว้ ยกัน เรียงตวั เปน็ ระเบยี บ
เป็นวงรอบลาต้น
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช 60
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
4. ถา้ ควั่นเปลือกของตน้ ไม้ออก จะกระทบ 7. จากภาพ
ตอ่ ระบบใดของพืชมากทีส่ ุด
ก. การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ข. การลาเลยี งอาหาร
ค. การลาเลียงนา้
ง. การคายน้า
5. เพราะเหตใุ ดขนรากจงึ ตอ้ งมีจานวนมาก เป็นการตดั กา้ นดอกไมใ้ ต้น้าก่อนจดั แจกัน
ในพืช จะทาให้ดอกไม้สดอยู่ได้นาน เนอ่ื งจาก
ก. เพอื่ ให้รากมคี วามชมุ่ ชืน้ เปน็ การป้องกันไมใ่ หฟ้ องอากาศอดุ ตันใน
ข. เพ่ือเพม่ิ พ้นื ทผ่ี วิ สมั ผสั ในการดูด สว่ นใด
อาหาร ก. ทอ่ ลาเลยี งนา้ -แร่ธาตุ
ค. เพอื่ ช่วยในการทรงตัวของพืชให้ ข. ทอ่ ลาเลียงอาหาร
ยดึ ตดิ กบั ดิน ค. ปากใบ
ง. เพอื่ เพ่มิ พื้นที่ผิวสัมผัสในการดดู นา้ ง. เซลล์คุม
และแรธ่ าตใุ นดิน
8. กลุม่ ทอ่ ลาเลยี งบรเิ วณรากของพชื ชนิดใด
6. ท่อลาเลยี งนา้ -แร่ธาตุและทอ่ ลาเลยี ง ไซเล็มจะเรยี งตัวเป็นแฉก 2-5 แฉก
อาหาร มีตาแหน่งอยา่ งไรในพชื ออกมาจากก่งึ กลางราก สว่ นโฟลเอม็
ก. ทอ่ ลาเลียงน้า-แรธ่ าตุ และท่อ แทรกอยูร่ ะหว่างแฉกของไซเลม็ ทุกชนดิ
ลาเลียงอาหารเป็นเนอื้ เยอ่ื กลมุ่ ก. หมาก หญา้
เดียวกัน ข. ขา้ วโพด ขา้ ว
ข. ท่อลาเลียงอาหารอยดู่ ้านนอก ค. มะม่วง มะขาม
ท่อลาเลยี งน้า-แรธ่ าตุอยู่ดา้ นใน ง. มะพรา้ ว ทเุ รยี น
ค. ทอ่ ลาเลียงน้า-แร่ธาตอุ ยดู่ ้านนอก
ทอ่ ลาเลียงอาหารอยู่ดา้ นใน
ง. ท่อลาเลียงน้า-แรธ่ าตุ และทอ่
ลาเลยี งอาหารอยู่คูข่ นานกันไป
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลียงของพืช 6
1
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
9. สภาพบรรยากาศข้อใดทาให้อตั ราการ 10. ข้อความใดกลา่ วไมถ่ กู ตอ้ งเกย่ี วกับการ
คายนา้ ต่าที่สดุ คายน้า
ก. อากาศร้อน ความช้นื ต่า ก. พชื คายนา้ ได้ทงั้ ทางปากใบและรอย
ข. อากาศร้อน ความชนื้ สูง แตกที่ผวิ ของลาตน้
ค. อากาศหนาว ความชื้นสงู ข. การคายน้าของพืชเกิดขน้ึ ได้
ง. อากาศหนาว ความชน้ื ตา่ ตลอดเวลา
ค. การคายนา้ ช่วยใหพ้ ชื ลาเลียงอาหาร
ไดด้ ขี นึ้
ง. การคายน้าของพชื ชว่ ยใหก้ าร
ลาเลียงนา้ ได้ดีข้นึ
ไม่ยากเลยใชม่ ้ัยคะเพอ่ื นๆ
เราไปตรวจคาตอบกนั เลยค่ะ
ชุดที่ 2 ระบบลาเลียงของพชื 6
2
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
กระดาษคาตอบแบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื
ช่ือ.........................................................................ชนั้ .................................เลขท.่ี .................
ข้อที่ คาตอบ ง
ก ขค
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช 63
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. (2546). การจดั สาระการเรยี นรกู้ ลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
คุรสุ ภาลาดพร้าว.
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2553). ค่มู อื ครรู ายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ชน้ั มธั ยมศกึ ษา
ปที ่ี 1. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค.
__________. (2553). หนงั สือรายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค.
__________. (2555). แนวทางการจดั กิจกรรมการเรยี นรเู้ พอ่ื พัฒนาทกั ษะ
การคิด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชมุ นุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย.
เกษม ศรีพงษ.์ (มปป). ชวี วทิ ยา. กรุงเทพฯ: ภูมบิ ณั ฑติ การพมิ พ์.
ชาตรี เกดิ ธรรม. (2542). การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรท์ เี่ น้นนกั เรยี นเปน็
ศูนยก์ ลาง. กรุงเทพฯ: เซ็นเตอร์ดสิ คพั เวอร์.
ถนัด ศรีบุญเรือง. (2554). หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เลม่ 1.
กรุงเทพฯ: บริษัทอกั ษรเจริญทัศน์ อจท. จากัด.
นภาภรณ์ ธญั ญา. (2548). เสริมทกั ษะกระบวนการวทิ ยาศาสตร์ ม.1. กรุงเทพฯ:
สานักพิมพแ์ มค็ จากดั .
บัญชา แสนทวี. (2553). แบบฝกึ ทกั ษะรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1.
กรุงเทพ: บรษิ ัท สานกั พมิ พว์ ฒั นาพานชิ จากดั .
บุญเก้ือ ควรหาเวช. (2543). นวัตกรรมการศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: หจก.เอสอาร์
พรน้ิ ติ้ง.
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลียงของพืช 64
ชุดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
ประดบั นาคแกว้ และดาวลั ย์ เสริมบญุ สขุ . (2551). วิทยาศาสตร์ ม.1. กรงุ เทพ:
สานักพมิ พแ์ ม็ค.
สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2559). หนงั สอื เรยี นรายวชิ า
พ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 2 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 เลม่ 2. กรุงเทพฯ:
สกสค.ลาดพรา้ ว.
สมาน แกว้ ไวยุทธ. (มปป). ชวี วทิ ยา. กรงุ เทพฯ: อมรการพมิ พ์.
สมโภค สุขอนนั ต์และสามารถ พงศ์ไพบูลย์. (มปป). วิทยาศาสตร์ 1. นนทบรุ ี:
เทพเนรมิตการพมิ พ์.
สกุ จิ ศรพี รหม. (2541). ชดุ การสอนกบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น. วารสารวชิ าการ,
41(8),70.
เสียง เชษฐศริ พิ งษ์. (มปป). ตะลุยโจทย์วทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ: เรอื งแสงการพิมพ์
(2002) จากดั .
MAC-e-Knowledge. (มปป). หนงั สอื เรยี นเสรมิ วทิ ยาศาสตร์ ม.1. สบื คน้ เมอ่ื 22
มถิ ุนายน 2558, จาก http://www.maceducation.com/e-
knowledge/science/m1/
TruePlookpanya คลงั ความรอู้ อนไลน์ที่ใหญ่ทส่ี ดุ ของประเทศไทย. (2556). การลาเลยี งสาร
ของพชื . สืบคน้ เม่ือ 22 มถิ ุนายน 2558, จาก http://www.trueplookpanya.com/
learning/detail/2190
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพืช 65
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
ภาคผนวก
เฉลยแบบทดสอบ
และ แนวการตอบใบกจิ กรรม
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลียงของพชื 66
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
เฉลยคาตอบแบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื
ขอ้ ท่ี คาตอบก่อนเรยี น คาตอบหลงั เรยี น
1. ค ง
2. ก ค
3. ง ก
4. ง ข
5. ข ง
6. ข ข
7. ค ก
8. ก ค
9. ค ค
10. ค ค
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพชื 67
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
แนวการตอบกจิ กรรมที่ 1
ทดลองวิทย์ คดิ สนุก
ปัญหา
ขนรากมลี ักษณะอยา่ งไร
สมมตฐิ าน
ขนรากมีลักษณะเป็นฝอยเล็กๆรอบๆราก
บนั ทกึ ผลการทดลอง ลกั ษณะของขนรากทส่ี งั เกตเหน็
ภาพวาดของขนราก ขนรากมลี กั ษณะเป็นฝอยเลก็ ๆรอบๆราก
11
ชุดที่ 2 ระบบลาเลียงของพชื 68
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรือ่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
อภิปรายและสรุปผลการทดลอง
ขนรากมลี กั ษณะเป็นฝอยเล็กๆรอบๆราก ทาหน้าทใ่ี นการดดู นา้ และแรธ่ าตจุ ากดิน การ
ที่ขนรากมีลักษณะเป็นฝอยเลก็ ๆ และมีจานวนมากเพ่ือเพม่ิ พืน้ ทผี ิวในการดูดน้าและแร่
ธาตใุ ห้มากข้นึ
คาถามหลงั การทดลอง
1) ขนราก มีลกั ษณะอยา่ งไร
ขนรากมลี กั ษณะเป็นเสน้ เลก็ ๆ ยื่นออกมารอบๆปลายราก
2) ลกั ษณะและจานวนของขนรากมคี วามเหมาะสมตอ่ การดูดนา้ ในดนิ ของพืช
อย่างไร
การท่ขี นรากมลี ักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ย่นื ออกมารอบๆปลายรากและมี
จานวนมาก เปน็ การเพิ่มพ้ืนทผี่ วิ สมั ผสั ทาใหร้ ากดูดน้าและแรธ่ าตุจาก
ดินไดม้ ากข้ึน
3) หากเซลลข์ นรากของพชื ถูกทาลาย จะเกดิ ผลตอ่ พชื อยา่ งไร
พืชไม่สามารถดดู นา้ และแรธ่ าตุได้ ซง่ึ ส่งผลใหพ้ ืชขาดน้าและแรธ่ าตแุ ละ
ตายในท่ีสุด
นกั เรียนทราบหรือไม่ น้าทีร่ ากพชื ดดู ข้ึนมา
จะลาเลยี งไปสสู่ ว่ นใดของพืช เราไปศึกษา
คาตอบจากกิจกรรมต่อไปกนั เลยค่ะ
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพชื 69
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
แนวการตอบกจิ กรรมที่ 2
ลับสมอง ทดลองวทิ ย์
ปัญหา
ท่อลาเลยี งน้าและแรธ่ าตขุ องพชื มีลักษณะอยา่ งไรเมื่อดูภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์
สมมตฐิ าน
ทอ่ ลาเลยี งนา้ และแรธ่ าตุของพืชมลี กั ษณะเป็นท่อยาวๆจากรากขึ้นส่ลู าตน้ พืช
บนั ทกึ ผลการทดลอง วาดภาพลาตน้ ของผกั กระสงั
การเปลย่ี นแปลงหลงั แช่ ภาพตัดตามยาว ภาพตดั ตามขวาง
รากผกั กระสงั ในนา้ สแี ดง
30 นาที
น้าสแี ดงจะคอ่ ยๆ เคลื่อนท่ี
จากรากไปยงั สว่ นตา่ งๆ คือ
ลาตน้ เสน้ ใบ
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพชื 70
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ทากิจกรรมเรยี บร้อยแลว้
เราไปสรุปผลกนั เลยค่ะ
อภปิ รายและสรุปผลการทดลอง
จากการสังเกตเราจะเห็นว่า เมอ่ื นาตน้ กระสงั ไปแชน่ า้ ทหี่ ยดหยดด้วยหมึกแดง
สักคร่จู ะเหน็ น้าสแี ดงซมึ เข้าสู่ส่วนรากของต้นกระสงั นา้ สีแดงจะค่อยๆ
เคลอ่ื นทีจ่ ากรากไปยงั สว่ นตา่ งๆของพืช เมื่อเวลาผ่านไป30นาที นาตน้ พชื ขึ้น
จากนา้ แลว้ นาไปตดั ลาตน้ ตามแนวขวางของตน้ พืชแล้วนาไปส่องดูด้วยกลอ้ ง
จุลทรรศน์พบวา่ มสี ีแดงเปน็ จุดๆ จากนนั้ นาพืชไปตดั ลาตน้ ตามแนวยาวแล้ว
นาไปส่องด้วยกล้องจลุ ทรรศนอ์ ีกคร้งั พบวา่ จะเห็นเส้นสแี ดงเปน็ เสน้ เลก็ ๆหลาย
เส้นตามแนวยาวของลาต้น จึงบอกไดว้ า่ รากทาหนา้ ท่ีดูดน้าและธาตุอาหารไป
ยังสว่ นต่างๆของพืช แตจ่ ากการทสี่ ่องดูตามแนวขวางพบจดุ สีแดงเป็นจุดๆจึง
บอกไดว้ ่าโครงสร้างของท่อลาเลียงน้าและแรธ่ าตุน้นั ไมไ่ ด้มที ว่ั ท้ังลาตน้ แต่
อาศยั รากเป็นตวั ช่วยในการลาเลียง ส่วนลาตน้ จะลาเลียงน้าและแรธ่ าตุอาหาร
โดยผา่ นทอ่ ลาเลียงน้าต่อจากราก เพ่ือนาไปใช้ในการเจริญเตบิ โตของต้นพืช
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื 71
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง การดารงชวี ติ ของพชื
คาถามหลงั การทดลอง
1. นา้ หมึกสแี ดงมีลาดบั การเคลอ่ื นท่ีจากบริเวณใดไปยังบรเิ วณใด
น้าจะเคลอ่ื นที่เข้าทางขนราก เขา้ ไปยงั ลาตน้ และใบ
2. เพราะเหตใุ ดเราจงึ ตอ้ งนาตน้ ผกั กระสังทแ่ี ชใ่ นน้าหมกึ แดงไปวางกลางแดดก่อนนามา
ศึกษา
การที่เราตอ้ งนาตน้ ผกั กระสงั ทีแ่ ช่ในนา้ หมึกแดงไปวางกลางแดดก่อนนามาศกึ ษา
เพอื่ ให้พืชมีการคายน้า แลว้ เกิดการดดู น้าได้เร็วขนึ้
3. เมือ่ แช่ตน้ ผักกระสังในนา้ หมกึ แดงนาน 30 นาที จะสงั เกตเห็นลาตน้ เปน็ อย่างไร
ลาตน้ จะมีสแี ดงยาวจากราก ลาต้น ถึงใบ
4. เม่อื นาส่วนของลาตน้ มาผ่าตามแนวยาวและตัดตามแนวขวาง แลว้ สงั เกตส่วนทต่ี ดิ สี
สว่ นของลาตน้ มกี ารติดสีอย่างไร และสว่ นน้นั นา่ จะทาหน้าทอี่ ย่างไร
เมื่อนาส่วนของลาตน้ มาผา่ ตามยาว จะพบเปน็ เส้นสแี ดงเล็กๆหลายเส้นตามแนว
ยาวของลาตน้ และเมือ่ นามาตดั ตามแนวขวาง จะพบจุดสีแดงเป็นจุดๆ ซง่ึ สว่ นที่
ตดิ สีนคี้ อื ท่อลาเลียงนา้ และแร่ธาตุ ซง่ึ ทาหนา้ ท่ลี าเลยี งน้าและแรธ่ าตุจากรากสสู่ ่วน
ตา่ งๆองพชื
5. นกั เรยี นจะนาความร้เู ก่ยี วกบั การลาเลยี งน้าของพชื ทีไ่ ดเ้ รยี นร้จู ากกิจกรรมน้ีไปใช้
ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันได้อยา่ งไรบา้ ง
เราสามารถนาความรเู้ รอ่ื งการลาเลยี งนา้ ของพชื มาใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน ดังน้ี
1) ใช้ในการดูแลไม้ดอกทีต่ ัดจากต้นมาใสแ่ จกนั ควรนา้ ในแจกนั เพอ่ื ทาให้ดอกไม้อยู่
คงทน ไมเ่ ห่ยี วง่าย
2) การเปลีย่ นสดี อกไมส้ ขี าวใหม้ ีสอี น่ื โดยการนาดอกไมน้ น้ั ไปแชใ่ นนา้ สตี ามที่
ตอ้ งการ
(คาตอบนอกเหนอื จากนี้ใหอ้ ยใู่ นดุลยพินิจของครูผสู้ อน)
ชุดท่ี 2 ระบบลาเลียงของพชื 72
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชวี ติ ของพชื
แนวการตอบกจิ กรรมที่ 3
จดุ ประสงค์
1. อธิบายกลุ่มเซลล์ทเี่ กย่ี วข้องกบั การลาเลียงน้า แร่ธาตุและอาหารของพชื ได้
2. อธบิ ายโครงสรา้ งทเ่ี ก่ียวกับระบบลาเลยี งน้า แรธ่ าตแุ ละอาหารของพืชได้
3. บอกความแตกต่างของการจดั เรียงตวั ของทอ่ ลาเลียงในพชื ใบเลี้ยงเดย่ี วและพืชใบเล้ยี งคไู่ ด้
ตอนท่ี 1 ใหน้ กั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปน้ี (ข้อละ 2 คะแนน)
1. โครงสรา้ งระบบลาเลยี งในพืช ประกอบด้วยเนอ้ื เยอ่ื ลาเลยี งก่ชี นดิ อะไรบา้ ง
และแตล่ ะชนดิ ทาหน้าท่ีอะไร
โครงสรา้ งระบบลาเลียงของพืช ประกอบดว้ ยท่อลาเลียง 2 ชนิด คือ
1) ไซเล็ม ทาหน้าท่ีลาเลียงน้าและแรธ่ าตุ 2) โฟลเอม็ ทาหน้าทล่ี าเลยี งอาหาร
2. การจดั เรยี งตวั ของกลมุ่ เน้ือเยอื่ ลาเลียงน้าและอาหารในลาตน้ พชื ใบเลี้ยงเดย่ี วและพืช
ใบเล้ียงคเู่ หมอื นหรือตา่ งกัน อย่างไร
การจดั เรยี งตวั ของกลมุ่ เนือ้ เยอื่ ลาเลยี งน้าและอาหารในลาต้นพืชใบเลย้ี งเดีย่ วและพชื ใบ
เลยี้ งคู่จะแตกตา่ งกัน โดยในลาตน้ พชื ใบเลยี้ งคูไ่ ซเลม็ และโฟลเอม็ รวมตัวอยู่ด้วยกัน เรยี ง
ตัวเป็นระเบยี บเป็นวงรอบลาต้น โดยโฟลเอ็มอยดู่ า้ นนอก ไซเล็มอยดู่ า้ นใน มีเนอ้ื เย่อื
แคมเบยี ม(cambium)แทรกอยตู่ รงกลางระหวา่ งไซเลม็ และโฟลเอ็ม สว่ นในลาตน้ พืชใบ
เลยี้ งเด่ยี วไซเลม็ และโฟลเอม็ จะอยูร่ วมกันเรียงตัวกระจดั กระจายทั่วลาต้น
3. ทิศทางการลาเลยี งน้าและแรธ่ าตุ และการลาเลียงอาหารเหมือนหรือแตกตา่ งกันอยา่ งไร
ทิศทางการลาเลียงน้าและแรธ่ าตุ และการลาเลยี งอาหารจะแตกตา่ งกนั โดยนา้ และแร่
ธาตจุ ะลาเลียงจากราก สลู่ าตน้ และใบ สว่ นอาหารจะถกู ลาเลยี งจากใบ ไปยังสว่ นตา่ งๆ
ของพืช
4. ขนรากดดู นา้ และแรธ่ าตจุ ากดนิ เขา้ สู่รากโดยวธิ ใี ด
ขนรากดดู น้าเขา้ สู่เซลลข์ นรากด้วยวธิ อี อสโมซีส สว่ นแรธ่ าตุเขา้ ส่เู ซลลไ์ ด้โดยการลาเลียง
แบบใช้พลังงาน(Active transport)
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลียงของพชื 73
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนท่ี 2 ให้นักเรียนจับคตู่ วั อกั ษรทางดา้ นขวาเติมลงหน้าตัวเลขทางดา้ นซ้าย
ใหส้ ัมพนั ธ์กนั (ข้อละ 1 คะแนน)
ซ 1. พืชใบเล้ียงเดย่ี ว ก. ไซเล็ม
ก 2. โครงสร้างทีใ่ ช้ในการลาเลียงน้าและแร่ธาตุ ข. ออสโมซสี
ค. การแพร่
ของพืช ง. วงปี
ช 3. บรเิ วณทส่ี ะสมอาหารของพชื จ. มงั คดุ ละมดุ
ข 4. วิธีการลาเลียงน้าจากดนิ เข้าสู่ราก ฉ. โฟลเอม็
จ 5. พืชใบเล้ยี งคู่ ช. ราก หวั ลาตน้
ฉ 6. โครงสรา้ งที่ใชใ้ นการลาเลียงอาหารของพืช ซ. ปาล์ม ข้าวโพด
ง 7. เปน็ วงทเ่ี กดิ จากการเจรญิ เตบิ โตและ ฌ. โคฮชี นั
ญ.แอดฮชี ัน
การแบง่ เซลล์ของแคมเบยี ม ฎ. xylem
ค 8. วิธีการลาเลยี งน้าตาลทางท่อลาเลียงอาหาร
ญ 9. แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกุลของน้า parenchyma
กบั ผนังเซลลข์ องทอ่ ลาเลยี งนา้
ซ 10. เซลล์ท่ยี งั มชี วี ิตของท่อลาเลียงนา้ และแร่ธาตุ
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพชื 74
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนท่ี 3 ใหน้ ักเรียนระบจุ ากรปู ตอ่ ไปนี้ ว่าเปน็ ระบบลาเลียงส่วนใดของพชื และเป็นใบ
เล้ยี งเดย่ี วหรอื ใบเลีย้ งคู่ (ขอ้ ละ 1 คะแนน)
1. รากพชื ใบเลยี้ งเด่ียว 2. ลาตน้ พืชใบเลีย้ งเดี่ยว
3. รากพชื ใบเล้ียงคู่ 4. ลาต้นพืชใบเลยี้ งคู่
5. ลาต้นพชื ใบเล้ียงเดี่ยว 6. รากพืชใบเล้ยี งคู่
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลยี งของพืช 75
ชุดกิจกรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
แนวการตอบกจิ กรรมท่ี 4
ลบั สมอง ทดลองวทิ ย์
ปัญหา
เซลล์คมุ และปากใบดา้ นท้องใบและหลังใบของว่านกาบหอยมลี กั ษณะเหมือนกันหรือไม่
สมมตฐิ าน
เซลลค์ มุ และปากใบด้านท้องใบและหลังใบของว่านกาบหอยมีลักษณะเหมือนกัน
บนั ทกึ ผลกิจกรรม
ภาพวาดเซลลใ์ บวา่ นกาบหอย
ด้านทอ้ งใบ ดา้ นหลังใบ
11
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช 76
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชวี ติ ของพชื
สรปุ ผลการทากจิ กรรม
จากการสงั เกตเซลลท์ ี่พบบริเวณผิวใบว่านกาบหอย มรี ูปรา่ งคลา้ ยคลึงกนั
แตม่ ีเซลล์ท่แี ตกตา่ งจากเซลล์อน่ื เซลล์เหลา่ นี้อยกู่ นั เปน็ คู่ๆ มรี ูปร่างโคง้
คล้ายเมล็ดถั่ว 2 อนั มาแตะติดกันทางด้านเวา้ แต่ละเซลลเ์ รียกว่า เซลลค์ มุ
ระหว่างเซลล์คมุ ทั้งสองพบชอ่ งเล็กๆ เรยี กช่องน้วี า่ ปากใบ และบริเวณ
เซลล์คมุ พบคลอโรพลาสต์ โดยความหนาแนน่ ของปากใบบริเวณผิวใบ
ดา้ นล่างมีมากกว่าดา้ นบน
คาถามหลังการทากจิ กรรม
1. จากการสังเกตด้วยตาเปลา่ ลักษณะของผวิ ใบดา้ นบนและผิวใบดา้ นลา่ ง เหมอื นหรือ
ตา่ งกนั อย่างไร
ลักษณะผวิ ใบดา้ นบนและผวิ ใบด้านล่างแตกตา่ งกนั คือ ผวิ ใบดา้ นบนจะมสี เี ขียวเป็น
มัน ส่วนผวิ ใบด้านล่างมีสีมว่ ง
2. จากการสังเกตเนื้อเย่ือผวิ ใบทัง้ ดา้ นบนและด้านล่างผ่านกล้องจลุ ทรรศน์ นักเรยี น
พบเซลลท์ แี่ ตกต่างจากเซลล์อนื่ ๆ ในบรเิ วณนั้นหรือไม่ เซลล์ดงั กล่าวมลี กั ษณะ
อยา่ งไร
เมือ่ ตรวจดผู วิ ใบว่านกาบหอยดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ จะพบเซลล์หลายเซลลเ์ รยี งตัว
กันเปน็ แผน่ เซลลส์ ่วนใหญ่มีรปู รา่ งคล้ายคลึงกัน แตมีบางเซลลม์ รี ปู ร่างแตกต่าง
จากเซลลอ์ นื่ ๆ กลา่ วคือ มีลกั ษณะคล้ายเมล็ดถ่วั อยกู่ นั เป็นคู่ๆ และพบชอ่ งเลก็ ๆอยู่
กลางระหว่างเซลล์ทัง้ สอง
3. จากการตรวจดเู น้อื เยอ่ื ผวิ ใบในข้อ 2 และพบเซลลท์ มี่ ีลกั ษณะแตกต่างจากเซลลอ์ ื่น
เซลล์เหล่านท้ี ี่บรเิ วณใดมจี านวนมากกวา่ กันระหวา่ งบรเิ วณผิวใบด้านบนกับผวิ ใบ
ดา้ นลา่ ง
เซลลท์ ่ีมลี ักษณะตา่ งจากเซลล์อื่นน้ี พบบริเวณผวิ ใบดา้ นลา่ งมากกวา่ ผวิ ใบดา้ นบน
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลียงของพืช 77
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง การดารงชวี ติ ของพชื
แนวการตอบกจิ กรรมที่ 5
จดุ ประสงค์
1. อธิบายผลของการคายนา้ ทมี่ ีตอ่ การลาเลียงนา้ ของพืชได้
2. ระบุปจั จยั ที่มผี ลต่อการคายนา้ ของพืชได้
ตอนที่ 1 ให้นักเรียนใสเ่ คร่อื งหมาย หนา้ ข้อความท่ีถกู และเคร่อื งหมาย
หนา้ ข้อความทผี่ ิด พร้อมระบขุ ้อความทถ่ี ูกต้องหากข้อความนั้นผิด (ข้อละ 1 คะแนน)
1. การคายนา้ ของพชื ชว่ ยทาให้ใบพชื มคี วามชมุ่ ชืน้
การคายน้าของพืชช่วยลดอณุ หภมู ิภายในพืช และช่วยในการคายน้าของพชื
2. ตน้ กระบองเพชรมกี ารปรบั ตัวเพือ่ ลดการคายน้าโดยเปลย่ี นใบกลายเป็นหนาม
.......................................................................................................................................
3. การคายนา้ ของพืชในรูปหยดนา้ เรยี กว่า กัตเตช่นั (Guttation)
.......................................................................................................................................
4. อากาศอ่มิ ตัวดว้ ยน้า มคี วามช้ืนสงู การคายนา้ เกิดขนึ้ ได้มาก
อากาศอ่ิมตวั ดว้ ยน้า มคี วามชนื้ สูง การคายน้าเกดิ ข้นึ ไดน้ อ้ ย
5. พชื มีการคายนา้ ทางโครงสรา้ งท่ีเรยี กวา่ เซลล์คมุ ( Guard Cell)
พืชมกี ารคายนา้ ทางโครงสร้างทเ่ี รียกว่า ปากใบ (Stoma)
6. การคายนา้ มีผลตอ่ การลาเลยี งอาหารของพืชมากท่ีสุด
การคายนา้ มผี ลตอ่ การลาเลียงน้าของพืชมากทส่ี ุด
7. วันทอ่ี ากาศรอ้ นจดั พชื มอี ัตราการคายน้าสูงมากกว่าปกติ
.......................................................................................................................................
8. ปากใบ พบมากในพชื ทอี่ ยู่ในนา้ เชน่ บัว สาหรา่ ยหางกระรอก
ปากใบ จะไม่พบในพชื ทอ่ี ยูใ่ นนา้ เชน่ บวั สาหรา่ ยหางกระรอก.
9. การตดั ใบพชื ทงิ้ กอ่ นนาไปปักชา เพ่อื ลดการคายน้า
........................................................................................................................................
10. เซลลค์ ุม ( Guard Cell) ไม่สามารถสังเคราะห์ดว้ ยแสงได้
เซลลค์ มุ ( Guard Cell) สามารถสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงได้เนอ่ื งจากมีคลอโรพลาสต์
ชดุ ท่ี 2 ระบบลาเลียงของพืช 78
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดารงชวี ติ ของพชื
ตอนท่ี 2 ค้นหาปจั จยั ท่ีมผี ลต่อการคายน้าท่ปี รากฏในตาราง โดยขีดเสน้ ล้อมรอบ
คาแล้วนาไปสรปุ ใตต้ าราง (คาละ 1 คะแนน)
แ ว ว ต ะ กั่ ว จั ค ย า ง ส
ม า อุ ณ ห ภู มิ ก ว ล ด พ อ
ว ด ท อ ก เ ท ร า ม ะ สี ะ
ด แ ก ง โ พ อ พ ม ก อ ร์ ลู
ห ก้ ภั ตั ว ล ว ร ช้ื ง ใ น มิ
ง ว ย น้ า™ ใ น ดิ น ก แ ด เ
โ ค ร ง ส ร้ า ง ใ บ ส ง บ
ก ว า ด ด ติ ง เ งิ บ ง า ย
เ ซ ค วา มก ด อ าก าศ
ปัจจยั ท่มี ีผลตอ่ การคายน้าของพืช ได้แก่
1. แสง
2. ความชน้ื
3. โครงสร้างของใบ
4. ความกดอากาศ
5. น้าในดนิ
6. ลม
7. อุณหภูมิ
ชดุ ที่ 2 ระบบลาเลียงของพืช 79
SกCาSกรIาCดรEดIาNาEรรงงCNชชวี EติCวีขอEติ งพชื
ของพชื
ชุดที่ 2 ระบบลาเลยี งของพืช
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ เรอื่ ง การดารงชีวิตของพืช ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1