The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการอบรม เพลงอีแซว-แร๊พ<br>การอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ 2023<br>ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nonthawat_tak, 2023-07-20 05:10:05

เอกสารประกอบการอบรม เพลงอีแซว-แร๊พ

เอกสารประกอบการอบรม เพลงอีแซว-แร๊พ<br>การอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ 2023<br>ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2566

หลักการและเหตุผล ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) มีกรอบแนวคิดที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยใช้อัตลักษณ์และวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อยกระดับการพัฒนาเมือง พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ให้มีคุณค่าและ มูลค่าเพิ่ม มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ สร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างคุณค่าทาง เศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นเมืองน่าอยู่ และก้าวสู่เมืองที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากล จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่มีรากฐานและสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมทางด้านดนตรีที่มีความเข้มแข็ง และผสม กลมกลืนกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ทั้งศิลปะดนตรีพื้นบ้าน ภาษาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ รวมทั้งยังเป็นจังหวัด ที่ผลิตบุคลากรทางด้านดนตรีที่มีความสำคัญของประเทศมาอย่างช้านาน ไม่ว่าจะเป็นปูชนียบุคคลทางด้านดนตรี และศิลปิน แห่งชาติของประเทศ หรือศิลปินนักดนตรีรุ่นใหม่ทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงไทยสากล ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สำนักงานพื้นที่พิเศษ ๗ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์สุพรรณบุรี ได้เล็งเห็นความสำคัญ ของอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมดนตรีในพื้นที่พิเศษ ๗ เมืองโบราณอู่ทอง และพื้นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งจะรวมบูรณาการ ร่วมกันในเขตจังหวัดสุพรรณบุรี มุ่งเน้นเพื่อพัฒนายกระดับเมือง เกิดการสืบสาน สานต่อ องค์ความรู้ด้านดนตรี ถ่ายทอดองค์ ความรู้แก่เยาวชน ใช้ดนตรีให้เกิดประโยชน์ และกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของเมืองดนตรี อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการ ผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองสุพรรณบุรีสู่การเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านดนตรี บรรลุผลสำเร็จตาม เป้าหมาย เป็นการยกระดับการพัฒนาเมืองให้ก้าวสู่เมืองที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากล และก้าวสู่องค์กรที่เป็นเลิศในการ บริหารจัดการการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน และเมืองสุพรรณบุรีมีความแข็งแรงและยั่งยืนในการเสนอตัวเป็นเครือข่ายเมือง สร้างสรรค์ยูเนสโก ประเภทดนตรี (UNESCO Creative Cities Network : Music) การจัดทำจ้างเหมาบริการพัฒนาศักยภาพ ศิลปดนตรีพื้นถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรีในครั้งนี้ จึงเพื่อมุ่งหวังให้เพลงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของจังหวัดสุพรรณบุรีได้รับการ พัฒนา ต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งถ่ายทอดไปสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยยกระดับ สืบสานและเผยแพร่ วัฒนธรรมดนตรีของจังหวัดสุพรรณบุรีให้คงอยู่ไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสนับสนุน และพัฒนาศักยภาพเพลงพื้นบ้านของ เยาวชน และนักเรียน 2. เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์เพลงพื้นบ้าน อันเป็นมรดกของชาติและสินทรัพย์ของจังหวัดสุพรรณบุรี 3. เพื่อส่งเสริมการแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ ประยุกต์เพลงพื้นบ้านให้เข้ากับยุคสมัย ขอบเขตพื้นที่โครงการ/กลุ่มเป้าหมาย พื้นที่พิเศษ ๗ เมืองโบราณอู่ทอง และพื้นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งจะรวมบูรณาการร่วมกันในเขตจังหวัด สุพรรณบุรี


กำหนดการ การอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ 2023 ระหว่างวันที่ ๒๘ – ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วันที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียน 08.30 – 08-45 น. พิธีกร กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมอบรม 08.45 – 09.00 น. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม โดย ผู้แทนสำนักงานพื้นที่พิเศษ ๗ (อพท. ๗) พร้อมคณะ ๐๙.๐๐ - ๐๙.๑๕ น. พิธีไหว้ครูและฝากตัวเป็นศิษย์ ๐๙.๑๕ – ๑๐.๑๕ น. สาธิตการร้องและการแสดง เพลงอีแซว สาธิตโดย ๑. แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ๒. รองศาสตราจารย์ บัวผัน สุพรรณยศ ๓. แม่สำเนียง ชาวปลายนา ๔. พ่อบรรจง ทัพวิเศษ และคณะพี่เลี้ยง ๑๐.๑๕ - ๑๐.๓๐ น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑๐.๓๐ - ๑๑.๐๐ น. การบรรยายหัวข้อ เพลงพื้นบ้าน โดย รองศาสตราจารย์ บัวผัน สุพรรณยศ ๑๑.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. การอบรมเชิงปฏิบัติการ “การร้องเพลงพื้นเมืองแห่งสุพรรณบุรี” ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๐๐ - ๑๓.๓๐ น. กิจกรรมเตรียมความพร้อม (สันทนาการ) พร้อมแบ่งกลุ่ม ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. การฝึกปฏิบัติ “การแต่งเพลงอีแซว” ๑๔.๓๐ - ๑๔.๔๕ น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑๔.๔๕ - ๑๕.๔๕ น. แสดงผลงาน แบบฝึกหัดที่ ๑ แต่งเพลงอีแซว ๑๕.๔๕ - ๑๖.๐๐ น. สรุปกิจกรรม ๑๖.๐๐ น. เสร็จสิ้นกิจกรรมวันแรก หมายเหตุ : กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


กำหนดการ การอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ 2023 ระหว่างวันที่ ๒๘ – ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วันที่ ๒9 กรกฏาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียน ๐๘.๓๐ – ๐๙.3๐ น. พิธีเปิดการอบรม - กล่าวรายงาน โดย นายเมธี แย้มเกษร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ อพท.7 - กล่าวเปิด โดย นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี - มอบของที่ระลึก - กิจกรรม บายศรีสู่ขวัญ ๐9.๓๐ - ๐๙.45 น. กิจกรรมเตรียมความพร้อม (สันทนาการ) ๐๙.45 - ๑๐.45 น. อบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้รักษ์ รู้แร๊พ” วิทยากร โดย ๑. นายชิงชัย ถนอมชาติ ๒. นายวิษุวัต เปรมปรี ๓. นายนนทคินทร์ อิทธิพรหมาสตร์ ๑๐.45 - ๑1.00 น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑1.00 – ๑๒.๐๐ น. การฝึกปฏิบัติ “การสร้างสรรค์การแสดงร่วมสมัย” ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๐๐ - ๑๓.๓๐ น. กิจกรรมเตรียมความพร้อม ๑๓.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. การฝึกปฏิบัติ “การสร้างสรรค์การแสดงร่วมสมัย” (ต่อ) ๑๔.๓๐ - ๑๔.๔๕ น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑๔.๔๕ – ๑๕.๔๕ น. ส่งผลสัมฤทธิ์รอบที่ ๑ (ซ้อมย่อยบนเวที) ๑๕.๔๕ น. สรุปกิจกรรม หมายเหตุ : กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


กำหนดการ การอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการเพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ 2023 ระหว่างวันที่ ๒๘ – ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา วันที่ ๓๐ กรกฏาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ น. ลงทะเบียน ๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ น. กิจกรรมเตรียมความพร้อม ๐๙.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. แบ่งกลุ่มฝึกซ้อมการแสดง ๑๐.๓๐ – ๑๐.๔๕ น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑๐.๔๕ – ๑๒.๐๐ น. ส่งผลสัมฤทธิ์รอบที่ ๒ (ซ้อมย่อยบนเวที) ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. พักรับประทานอาหารกลางวัน ๑๓.๐๐ - ๑๓.๓๐ น. กิจกรรมเตรียมความพร้อม ๑๓.๓๐ – ๑๔.๓๐ น. การแสดงผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการ เพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ ๒๐๒๓ ๑๔.๓๐ น. - ๑๔.๔๕ น. พัก/รับประทานอาหารว่าง ๑๔.๔๕ น. - ๑๕.๔๕ น. - การแสดงผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการอบรมดนตรีสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการ เพลงพื้นบ้านสมัยใหม่ ๒๐๒๓ (ต่อ) - พิธีมอบเกียรติบัตร ๑๕.๔๕ น. พิธีลาครู-ลาค่าย และพิธีปิด 16.00 น. เสร็จกิจกรรม หมายเหตุ : กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม


เอกสารประกอบการอบรม


เอกสารประกอบการอบรม หัวข้อ “เพลงอีแซว” เพลงอีแซวเป็นเพลงโต้ตอบของชาวภาคกลาง เดิมเป็นการละเล่น ต่อมาพัฒนาเป็นการแสดงพื้นบ้านและมหรสพ พื้นเมือง ปัจจุบันเป็นมหรสพของชาติด้วย การเรียนรู้และฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการร้อง การแสดงและการแต่งเพลงอีแซวมี ความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเป็นวิธีการสืบทอด รักษา ปกป้องและพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่นและ ระดับประเทศให้คงอยู่ได้ในบริบทสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ประวัติความเป็นมา เพลงอีแซวเป็นเพลงพื้นบ้านประจำถิ่นของสุพรรณบุรี เพราะมีกำเนิดและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายอยู่ในท้องถิ่นนี้มา ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน กำเนิดของเพลงอีแซวเท่าที่สืบค้นได้จากคำสัมภาษณ์และการคำนวณอายุของพ่อเพลงแม่เพลงแล้ว พบว่า น่าจะเกิดมานานไม่น้อยกว่า ๑๒๐ ปี แล้ว เพียงแต่เพลงอีแซวในระยะแรกมีลักษณะเป็นเพลงปฏิพากย์สั้น คล้ายกับ เพลงเหย่อยของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเพลงที่หนุ่มสาวใช้ร้องยั่วเย้าหรือเกี้ยวพาราสีกันอย่างง่าย ๆ และสั้น ต่อมาเมื่อ ประมาณ ๖๐ - ๗๐ ปีที่ผ่านมา เพลงอีแซวจึงได้พัฒนาเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวคือมีเนื้อเพลงที่ใช้ร้องในแต่ละครั้งยาวขึ้นและ ดัดแปลงทำนองและลักษณะการร้องรับของลูกคู่เหมือนเช่นในปัจจุบัน ส่วนเนื้อหาได้นำเรื่องราวและเนื้อเพลงมาจากเพลง พื้นบ้านอื่น ๆ เป็นต้นว่า เพลงฉ่อยและเพลงพวงมาลัย ซึ่งเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวที่มีมาก่อนแล้ว ที่มาของชื่อ “อีแซว” ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามาจากคำหรือความหมายใด จากการสัมภาษณ์พ่อเพลงแม่เพลงหลาย ท่าน ส่วนใหญ่ไม่ทราบความเป็นมา และให้ความคิดเห็นไว้แตกต่างกัน เป็นต้นว่า น่าจะมาจากคำว่า “ แซ่ว” ที่หมายถึงแกร่ว อยู่ เพราะต้องเดินหรือยืนร้องเพลงแกร่วอยู่อย่างนั้น ( คล้าย แสงสี และไสว สุวรรณประทีป , สัมภาษณ์ ) หรือน่าจะมา จากคำว่า “ แซว” ซึ่งเป็นศัพท์สแลง หมายถึงการยั่วเย้า เพราะเพลงนี้มีลักษณะของการยั่วเย้า และเคยมีผู้เรียกเพลงนี้ว่าเพลง ยั่วมาก่อน( พร้อม ปานลอยวงศ์ , สัมภาษณ์ ) แต่อย่างไรก็ตามคำว่า “ เพลงอีแซว” ก็เรียกกันมานานไม่ต่ำกว่า ๖๐ - ๗๐ ปีแล้ว ปัจจุบันเพลงอีแซวเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมเรื่อยมาของประชาชนทั้งในท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี ท้องถิ่นใกล้เคียงและท้องถิ่นอื่น ๆ ทั่วประเทศ ทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท ทั้งนี้เพราะผู้แสดงมีการประยุกต์ลักษณะการ ร้องการเล่นให้มีความทันสมัย และยังรวมตัวกันเป็นคณะเพลงอีแซวที่ยึดเป็นอาชีพอีกหลายคณะ บางคณะยังมีงานแสดงเกือบ ตลอดทั้งปีด้วย


ลักษณะคำประพันธ์ เพลงอีแซวเป็นเพลงปฏิพากย์ยาวที่มีจังหวะเร็วกระชั้น ลักษณะคำประพันธ์เป็นกลอนหัวเดียวเหมือนเพลงพื้นบ้านภาค กลางทั่วไป จำนวนคำแต่ละวรรคประมาณ ๗-๑๐ คำ ดังแผนผังและตัวอย่างเนื้อร้องต่อไปนี้ ตัวอย่างที่ ๑ กลอนไล แม่เลี้ยงลูกมาพ่อได้พาลูกเล่น ลูกจึงได้เด่นเป็นมนุษย์ขึ้นได้ ครั้นลูกโตใหญ่ท่านเอาไปฝากเรียน ฝากครูหัดเขียนในกอขอแก้ไข ตัวอย่างที่ ๒ กลอนลา จะไหว้พระพุทธเจ้าที่ล่วงเข้านิพพาน สืบอายุทรงญาณไปด้วยพระปัญญา ไหว้พระพุทธที่ล้ำไหว้พระธรรมที่เลิศ ไหว้พระสงฆ์องค์ประเสริฐที่จำศีลศึกษา ตัวอย่างที่ ๓ กลอนลี เดินตามติดต้อยแม่สาวน้อยนวลนาง คิดพลางเดินพลางว่าต้องดูท่าที ถ้าว่าถึงเรือนพ่อจะต้องเล่น แอบฉะเสียให้เย็นแล้วฤดี เนื่องจากเป็นเพลงที่มีจำนวนคำในแต่ละวรรคค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่นิยมเล่นสัมผัสอักษรอย่างแพรวพราว ดังนั้น เวลาร้องพ่อเพลงแม่เพลงจึงมักจะลงสัมผัสตรงกับจังหวะของเพลงที่กระชั้นเป็น ช่วง ๆ ไป ซึ่งทำให้เกิดความไพเราะและ สนุกสนานครึกครื้น เช่น หยาดเยิ้ม / ทุกอย่าง / นับแต่ย่าง / เจอหญิง ความสวย / ทุกสิ่ง / พี่ไม่แกล้ง / ปราศรัย เอียงโสต / ฟังสาร / ฟังพี่ขาน / บอกข่าว โอ้แม่หนู / นอนหนาว /แล้วจะหนี / ไปไหน ให้พี่แนบ / นอนหน่อย / หนูน้อย / อย่าแหนง พอให้พี่ / มีแรง / สักหน่อย / เป็นไร ทำนอง ลีลาการร้องและเครื่องดนตรีประกอบ ทำนอง ทำนองของเพลงอีแซวมี ๓ ทำนอง ได้แก่ ๑. ทำนองเก่า เป็นทำนองที่มีมาแต่เดิมในยุคแรก ๆ ที่ยังเป็นเพลงยั่วเย้าสั้น ๆ ของหนุ่มสาว ลักษณะของทำนอง ค่อนข้างเร็ว กระชั้น คล้ายเพลงเหย่อย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ไม่รักไม่ใคร่ไม่ไปไม่มา ( ซ้ำ ) ไม่เหยียบกอหญ้ากอหญ้าให้ตาย ( ซ้ำ ) ตั้งวงไว้เผื่อปูเสื่อไว้ท่า ( ซ้ำ ) สวยน้องจะช้าจะช้าร่ำไร ( ซ้ำ ) ๒. ทำนองปัจจุบัน ได้แก่ ทำนองที่เป็นเพลงโต้ตอบอย่างยาว ซึ่งมีผู้เล่นทุกคณะร้องกันอยู่ในปัจจุบัน ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ แม่กอไก่นพเก้าโอ้แม่สาวเมืองกาญจน์ ดูสวยโก้เข้าก้านไปทั่ววรกาย ดูสวยโก๋เดินเกร่สวยเก๋เป็นกอง สวยโก้ลือก้องไปทั่วเมืองไกล


๓. ทำนองผสม เป็นทำนองที่ชาวลำตัดและนักร้องเพลงลูกทุ่งได้ดัดแปลงขึ้น โดยนำทำนองเก่ามาประสมประสานกับ ทำนองปัจจุบัน กล่าวคือจะขึ้นต้นและลงท้ายด้วยทำนองเก่า ร้องเนื้อเพลงด้วยทำนองปัจจุบัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ มาเถิดหนากระไรแม่มา ( ซ้ำ ) แม่คุณจะช้าจะช้าร่ำไร ( ซ้ำ ) ลองคบค้าพี่ไว้สักคน ถึงพี่จะจนพี่ก็มีน้ำใจ พี่จะทำทุกอย่างเพื่อแม่นางยาหยี ทุกทุกนาทีพี่ไม่หนีแหนงหน่าย จะให้เทกระถางหรือให้ล้างกระโถน ถือกระเป๋าตามก้นพี่ก็ทำได้ ………………………………………………… ………………………………………………… มาเถิดหนากระไรแม่มา ( ซ้ำ ) สวยน้องอย่าช้าอย่าช้าอยู่ไย ( ซ้ำ ) ลีลาการร้อง ลีลาการร้องเพลงอีแซวแยกได้เป็น ๓ ช่วง ได้แก่ ลีลาการขึ้นเพลง การร้องเนื้อเพลงและการลงเพลง กับการรับเพลง การขึ้นเพลง ส่วนใหญ่ผู้เล่นเพลงนิยมขึ้นเพลงด้วยการเอื้อนเสียงยาว ๆ ว่า “ เอ่อ…เออ…เอิง…เอ้อ…เอิ๋ง…เอย…” หรืออาจร้องสั้น ๆ ว่า “ เอย…” หรือ “ เอ้อ…เอย…” เพื่อเป็นการทดสอบเสียง หรือตั้งระดับเสียง และเพื่อเรียกความสนใจ จากผู้ชม อย่างไรก็ตามการขึ้นเพลงนี้ พ่อเพลงแม่เพลงไม่ได้เคร่งครัดอาจร้องหรือไม่ก็ได้ การร้องเนื้อเพลง พ่อเพลงแม่เพลงจะร้องเนื้อเพลงให้เข้ากับจังหวะและจะร้องเรื่อยไปอย่างสม่ำเสมอ อาจมีการเอื้อน เสียงหรือทอดเสียงรอจังหวะบ้างตามแต่ผู้ร้องจะต้องการ โดยทั่วไปจะนิยมร้องเนื้อเพลงให้กระชับ แบ่งเนื้อร้องเป็นช่วง ๆ แล้ว ร้องกระชั้น ๆ ให้ลงกับจังหวะพอดี เช่น / ๐ ๐ ๐ / ๐ ๐ / ๐ ๐ ๐ / ๐ ๐ / / ๐ ๐ ๐ / ๐ ๐ / ๐ ๐ ๐ / ๐ ๐ / / พ่อคนเก่ง / เพลงเก่า / มาพูดเก้า / เดือยกอ / ออกประกาศ /เริ่มก่อ / เที่ยวพูด/เกี่ยวก่าย การลงเพลงและการรับเพลง การลงเพลงหมายถึงการทอดเสียงหรือหยอดเสียงเพื่อให้ลูกคู่รับ ผู้ร้องเพลงอีแซวจะ ทอดเสียงให้ต่ำและทอดทำนองให้ช้าลง แล้วลงท้ายว่า “เอย” ลูกคู่จะร้องรับด้วยคำว่า “ เอย…แล้ว…” และต่อด้วยสองคำ สุดท้ายของวรรค การลงเพลงนี้มี ๒ กรณี กรณีแรก เมื่อร้องเนื้อเพลงจบท่อนหรือจบหนึ่งลง ผู้ร้องจะลงเพลงทั้งวรรคหน้า และวรรคหลัง กรณีที่สอง คือลงเพลงในขณะร้องเนื้อเพลง เพื่อพักเสียงหรือคิดหาถ้อยคำหรือเพื่อเน้นข้อความหรือเพื่อกระตุ้น ความสนใจของผู้ชมก็ได้ การลงเพลงในกรณีนี้มักลงเฉพาะวรรคแรก ลีลาการร้องเพลงอีแซวนอกจากจะร้องสนุก ๆ กระชั้น ๆ แล้ว บางช่วงยังมีการปรับให้จังหวะช้าลงตามลักษณะอารมณ์ ของเพลงด้วย เช่น การร้องเพลงลาที่มีอารมณ์โศกเศร้า ผู้ร้องมักร้องเอื้อนให้ช้าและทอดเสียงรอจังหวะ เป็นต้น ปกติผู้ร้องเพลงอีแซวมักมีท่ารำหรือท่าทางประกอบด้วย ส่วนใหญ่เป็นการใช้ท่าทางอย่างธรรมชาติ การเคลื่อนไหว ร่างกายค่อนข้างเร็วกระฉับกระเฉง เพื่อให้เข้ากับจังหวะที่กระชั้น ซึ่งการทำท่าทางดังกล่าวนี้เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ผู้ชม รู้สึกสนุกสนานมากยิ่งขึ้น


เครื่องดนตรีประกอบ เครื่องดนตรีประกอบการเล่นเพลงอีแซวได้ปรับเปลี่ยนมาตามยุคสมัย จากเดิมที่มีการให้จังหวะด้วยการปรบมือ ต่อมาจึงมีฉิ่งและแคนเป็นเครื่องประกอบจังหวะและเมื่อประมาณ ๒๐– ๓๐ ปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีการนำตะโพนและวงปี่พาทย์มา ประกอบการแสดงตามลำดับ ปัจจุบันคณะเพลงต่าง ๆ ได้ใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่แตกต่างกันไป เช่น บางคณะใช้เพียง ฉิ่ง บางคณะใช้ฉิ่ง ตะโพน และกลองรำมะนา ในขณะที่บางคณะใช้วงปี่พาทย์ และบางคณะใช้ฉิ่ง ตะโพนและเครื่องดนตรี สากล เป็นต้นว่า กลองชุดและทอมบา มาประสมประสานกัน การใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่หลากหลายนี้ ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้เล่นเพลงและขึ้นอยู่กับบริบทของการแสดง เช่น ระยะเวลาและสถานที่ด้วย การแต่งกาย สถานที่และโอกาสในการแสดง เดิมผู้เล่นเพลงอีแซวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามปกติของชาวบ้าน ปัจจุบันชาวเพลงทั้งหญิงและชายจะนุ่งโจงกระเบน ฝ่าย หญิงใส่เสื้อแขนสั้นคอกลมหรือคอเหลี่ยมกว้าง ฝ่ายชายมักใส่เสื้อแขนสั้นคอกลม เสื้อผ้าทั้งหญิงและชายจะมีสีสันฉูดฉาด สะดุดตา เพื่อดึงดูดใจผู้ชม ส่วนสถานที่และโอกาสในการแสดงของเพลงอีแซวนั้นสามารถแสดงได้เกือบทุกสถานที่และเกือบทุก โอกาสตามแต่ผู้ว่าจ้าง และผู้แสดงจะตกลงกัน ยกเว้นงานแต่งงาน


ลำดับขั้นตอนในการเล่นเพลงอีแซว โดยทั่วไปการแสดงเพลงอีแซวมีลำดับขั้นตอนในการเล่นที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ๕ ขั้นตอน ได้แก่ การไหว้ครู การร้อง เพลงเกริ่น การร้องเพลงประ การร้องเพลงลาหรือเพลงจากและการอวยพร ๑. การไหว้ครู เป็นการกราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงและบอกกล่าวขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่เคารพนับถือ ได้แก่ พระ รัตนตรัย เทวดา ภูตผี ตลอดจนพ่อแม่และครูบาอาจารย์ การไหว้ครูจะเริ่มต้นจากฝ่ายชายร้องก่อนแล้วฝ่ายหญิงจึงจะร้อง ไหว้ครู ผู้ร้องมักเป็นผู้อาวุโสที่สุดหรือเจ้าของคณะ ตัวอย่างเพลงไหว้ครู ยกพานจำนน( กำนล ) ราธนา ( อาราธนา ) ธูปเทียนวันทาลูกไหว้เทพพระไทย พุทธะธรรมะสังฆะพุทธคุณ เถระพิรุณเทพเถรมาลัย …เชิญคุณบิดาขอสมามารดร อยู่ในอุทรแม่ไม่ท้อพระทัย อดเปรี้ยวอดเผ็ดวันละเจ็ดแปดหน กว่าจะเป็นตนแม่ก็แทบจะตาย …ลูกไหว้ครูพักครูลักครูจำ ครูแนะครูนำครูที่สอนวินัย ครูรำครูเล่นครูที่เป็นนักเลง ครูเก่าครูเก่งครูสมัยตบไก่ ๒.การร้องเพลงเกริ่น เป็นการร้องของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก่อนที่จะมาพบกันตามเหตุการณ์ที่สมมุติไว้ ประกอบด้วย การร้องเพลงออกตัว คือเพลงที่กล่าวทักทายและแนะนำตัวซึ่งแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน เพลงแต่งตัว คือเพลงที่ พรรณนาถึงการอาบน้ำและการแต่งกาย และเพลงปลอบ คือเพลงที่เชิญชวนให้ฝ่ายหญิงออกมาร้องเพลงโต้ตอบ ในเชิงอ้อน วอนหรือท้าทาย การร้องเพลงเกริ่นนี้ ฝ่ายชายจะร้องก่อนแล้วฝ่ายหญิงจึงจะร้องบ้าง ตัวอย่างเพลงเกริ่น สวัสดีมีชัยทั้งน้านายทั่วหน้า ทั้งพี่น้องป้าน้าที่นั่งข้างนอกข้างใน ผมเป็นเพลงอ่อนหัดไม่เจนจัดแจ่มแจ้ง ผมหน้าด้านมาแสดงยังเอาดีไม่ค่อยจะได้ ………………………………………………… ………………………………………………… นุ่งม่วงถุงใหม่ใส่ลายสีเหลือง แต่งแบบพลเมืองเราก็ไปได้ ลงเรือนรีบลัดกำหนดนัดไว้กับน้อง ป่านนี้ตามองแล้วพี่ชาย ………………………………………………… ………………………………………………… มาส่งสำเหนียกเรียกน้องอยู่ชายหนองริมน้ำ ให้โผล่หน้ามาแนะนำเถิดแม่คนข้างใน พี่คอยอยู่นานไม่เห็นเจ้าผ่านพบหน้า ว่ามาเถิดแม่มาจะมัวนิ่งทำไม… (เพลงออกตัวชาย : สังเวียน ทับมี) ๓. การร้องเพลงประ หมายถึงการร้องเพลงประคารมของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เมื่อได้พบกันแล้ว การร้องเพลง ประนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเล่นเพลง ซึ่งผู้เล่นจะเลือกว่าจะเล่นไปในแนวใด บ้างก็เล่นแนวรักคือเริ่มจากการร้องเพลง ตับเกี้ยวพาราสี แล้วอาจดำเนินเรื่องไปสู่ ตับลักหาพาหนีหรือตับสู่ขอ ตับชิงชู้หรือตับตีหมากผัว บ้างก็เล่นแนวประลองฝีปาก หรือทดสอบภูมิปัญญา เช่น เพลงตับตอ ตับหมา ตับแมว ตับเช่านา ตับเช่าเรือ ตับซื้อควาย ตับฉีดยา ตับถามบาลี ตับ ถามประเพณี ฯลฯ บ้างก็เล่นแนวเพลงเรื่อง เช่น พระเวสสันดร จันทโครพและลักษณวงศ์ เป็นต้น การร้องเพลงประจึง เป็นช่วงที่สนุกสนานที่สุด นับเป็นหัวใจของการเล่นเพลงอีแซวที่ขาดไม่ได้ ตัวอย่างเพลงประ ( ช. ) พอเหลือบเนตรพบหน้าสายตาแลต้อง เหลือบเนตรพบน้องพี่นี้ต้องหนาวใน พี่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะพบนางฟ้า น้องหลบตอเทวดามาได้อย่างใด ( ญ. ) แต่พอสนเธอเข้ามาเจอพ่อหนุ่ม โอ้โฮช่างภาคภูมิแลดูหล่อฉิบผาย สวัสดีเจ้าข้าพอเจอหน้าแล้วเขิน พี่ช่างหล่อเหลือเกินยังกับลิงแปลงกาย… (โชติ สุวรรณประทีปและขวัญใจ ศรีประจันต์,การแสดง)


๔. การร้องเพลงลาหรือเพลงจาก เป็นเพลงที่ใช้ร้องเพื่อแสดงความอาลัยคู่เล่นเพลง ผู้ชมหรือกล่าวคำอำลาผู้ชมและ เจ้าภาพที่หาว่าจ้างมาแสดง ดังตัวอย่าง พ่อจ๋าแม่จ๋าผมขอลาละคุณลุง ต้องแยกทางห่างทุ่งกันละแม่สาวเมืองไทย เสียดายที่บันเทิงเคยรื่นเริงฟ้อนรำ เสียดายโรงปะลำนึกให้น่าอาลัย ………………………………………………… ………………………………………………… คนนั่งคนดูเสื่อปูเต้าปูน จะลากันพร้อมมูลไปด้วยดวงไต้ ลามวนบุหรี่ลากลี่ใส่หมาก พานทองพานนาคผมต้องลาไกล ๕. การอวยพร การอวยพรเป็นขั้นตอนที่มักจะขาดไม่ได้ เพราะเป็นการร้องขอบคุณเจ้าภาพและผู้ดูทั้งหลายที่หา ว่าจ้างและชมการแสดง รวมทั้งขอบคุณผู้ชมที่มาให้รางวัลต่าง ๆด้วย ดังตัวอย่าง ท่านมารางวัลจะรำพันให้พร ให้ท่านถาวรจงเจริญวัย ให้อายุวรรณะสุขะพลัง มีสติยึดตั้งไม่ถึงที่ไม่ตาย ให้ท่านพ้นบ่วงแก้วให้คลาดแคล้วเล่ห์กล มีมารให้มันพ้นผิดเป้าหมาย โชคดีมีทรัพย์ให้ท่านรับเงินล้าน หวยเบอร์รัฐบาลเดือนละสามสี่ใบ อนึ่ง ในปัจจุบันปรากฏว่ามีคณะเพลงบางคณะได้เพิ่มขั้นตอนการเล่นเพลงให้มากขึ้นจากเดิม ได้แก่ การรำอวยพรและ การเต้นโชว์วงหรือการรำโชว์วง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผู้เล่นเพลงเห็นว่าจะช่วยดึงดูดใจผู้ชมมากขึ้น ความเป็นมาและลักษณะทั่วไปของเพลงอีแซวดังกล่าวย่อมทำให้เห็นได้ว่า เพลงอีแซวเป็นเพลงพื้นบ้านของภาคกลางที่ มีความเก่าแก่มากเพลงหนึ่ง และได้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้เหมาะกับเวลา โอกาส และยุคสมัยอยู่เสมอตลอดมา จึงทำให้ เพลงอีแซวเป็นทั้งเพลงพื้นบ้านและการแสดงพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปตราบเท่า ทุกวันนี้


การแต่งเพลงอีแซว การสร้างสรรค์บทเพลงอีแซวมีทั้งวิธีการเขียนเนื้อเพลงและการด้นกลอนสด การด้นกลอนสดทำได้ยากและมีศิลปิน จำนวนน้อยมากที่สามารถทำได้ ศิลปินส่วนใหญ่จะสร้างสรรค์บทเพลงด้วยวิธีการแต่งเพลงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีขั้นตอน การแต่งดังนี้ ๑. การเลือกเรื่องและเนื้อหา หมายถึงการกำหนดเรื่องขอบเขตของเนื้อเรื่อง และการเลือกสรรความรู้ความคิดที่จะนำมา กล่าวในบทเพลง ในส่วนของการเลือกเรื่อง ผู้แต่งเพลงอาจจะเลือกเองตามความสนใจ ความถนัดและความต้องการ หรืออาจ เลือกเรื่องที่ผู้ชมหรือคนในสังคมกำลังให้ความสนใจ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องราวของดารานักแสดงนักร้อง ซึ่งเป็นที่นิยมของ ประชาชน เรื่องภัยธรรมชาติ ฯลฯ อย่างไรก็ตามในบางครั้งผู้แต่งเพลงอาจไม่ได้เลือกเรื่องเอง แต่จะมีบุคคลอื่น เช่น ผู้หาว่าจ้าง เป็นผู้กำหนดเรื่องให้ อาทิ กำหนดให้แต่งเพลงประวัติของบุคคลหรือหน่วยงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามควรเลือกเรื่องที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ชมและผู้ร้อง คือ นอกจากจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปมีความสนใจ เช่น เรื่องราวในชีวิตประจำวันแล้ว เรื่องนั้นต้องมีประโยชน์แก่ผู้ชม เช่น สร้างความสนุกสนานผ่อนคลายความเครียด หรือให้แง่คิด บางประการ นอกจากนี้เรื่องที่จะเลือกจะต้องมีประโยชน์แก่ผู้ร้อง เช่น ร้องได้หลายครั้ง ร้องแล้วประสบผลสำเร็จ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ (สัมภาษณ์) กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเลือกเรื่องที่คนทั่วไปสนใจโดยเฉพาะเรื่องราวที่ทันเหตุการณ์แต่จะคำนึงถึง ประโยชน์ใช้สอยด้วย คือต้องสามารถใช้ร้องหรือเล่นเพลงได้นาน การแต่งเพลงนั้น ๆ จึงจะคุ้มค่า จึงอาจกล่าวได้ว่าเรื่องที่เหมาะ จะนำมาแต่งเพลงควรมีลักษณะเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า น่าสนใจและใช้ร้องได้นาน ในส่วนของการเลือกสรรเนื้อหาที่จะนำมาแต่งเพลงนั้นมีความสำคัญมาก เพราะเนื้อหาเป็นสาระหรือความรู้ความคิดที่ ศิลปินประสงค์จะสื่อสารแก่ผู้ชม เนื้อหาจึงเป็นวัตถุดิบที่ศิลปินจะต้องเลือกเฟ้นอย่างพินิจพิเคราะห์ให้เหมาะกับเรื่อง จุดมุ่งหมาย ผู้ชมและโอกาส เช่น ผู้แต่งกำหนดจะแต่งเพลงเรื่องสดุดีวีรชน ก็อาจจะเลือกสรรหาเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติ คุณสมบัติและผลงาน ที่ดีเด่นมากล่าว หากผู้แต่งประสงค์จะแต่งเพลงเรื่องการปกครอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประชดประชันบุคคลและหน่วยงานก็ อาจจะนำพฤติการณ์หรือความล้มเหลวหรือปัญหาต่าง ๆ มากล่าว เป็นต้น (สังเวียน ทับมี และขวัญจิต ศรีประจันต์, สัมภาษณ์) การแต่งเพลงอาจนำเนื้อหามาจากนิทาน ตำนาน หรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งนำเพลงเก่าหรือเพลงพื้นบ้าน อื่น ๆ เช่น เพลงฉ่อย เพลงพวงมาลัย ฯลฯ มาแต่งเพลงใหม่ก็ได้ อย่างไรก็ตามผู้แต่งเพลงไม่ควรนำเนื้อหาหรือเนื้อเพลงเหล่านั้น มาทั้งหมด ควรเลือกสรรมาเพียงบางส่วน เช่น นำมาเฉพาะเค้าโครงเรื่องหรือเนื้อเรื่องบางตอน แล้วนำมาประดิษฐ์ตกแต่งใหม่ เป็นสำนวนของตนเอง (คล้าย แสงสี ไสว สุวรรณประทีปและช้าม หอมจันทร์, สัมภาษณ์) นอกจากนี้ควรแต่งเพลงโดยสร้างสรรค์เนื้อหาใหม่ ๆ ด้วย เช่น เรื่องราวในชีวิตประจำวัน สิ่งของเครื่องใช้ เหตุการณ์ บ้านเมือง เรื่องราวของบุคคลสำคัญ และบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม และการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม ปัญหาของสังคม เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องรอบตัวที่น่าสนใจและมีประโยชน์ อันแสดงให้เห็นถึงความใส่ ใจและความมานะที่ได้ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ซึ่งเท่ากับว่าเราได้พัฒนาความรู้ความสามารถให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง ของสังคมที่มีอยู่ตลอดเวลา เพลงของเราก็จะมีความทันสมัยและมีคุณค่า ซึ่งจะทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจและยอมรับ เพลง พื้นบ้านก็จะดำรงอยู่ในสังคมได้ต่อไป


ผลการวิจัยพบว่าเพลงอีแซวมีเนื้อหาหลากหลาย แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๘ ประเภท ได้แก่ ๑. ความรักของหญิงชาย เพลงอีแซวส่วนใหญ่มีเนื้อหาประเภทความรักของหญิงชาย ตัวอย่าง เพลงเมียน้อยเมีย หลวง ของครูคล้าย แสงสี เช่น ( ช. ) ตั้งใจหมายมองรักแต่น้องหมายมา บุพเพบุญพาโปรดจงได้อภัย ...ให้พี่แนบนอนหน่อยแม่หนูน้อยอย่าหนี ถ้าให้แนบอย่างนี้พี่ไม่ห่างนางใน ให้พี่จูบแก้มหน่อยเถอะหนูน้อยอย่าแหนง พอให้พี่มีแรงสักหน่อยเป็นไร ๒. ศาสนาและความเชื่อ เนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงอีแซวจะกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา ได้แก่ ศาสดา หลักธรรมคำสั่งสอน และศรัทธาความเชื่อต่าง ๆ เป็นต้น เช่น เพลงเรื่องไตรลักษณ์ของครูชื่น ศรีบัวไทย ให้เร่งรีบคิดถึงกายว่าต้องตายต้องแก่ สังขารปรวนแปรตั้งแต่ต้นจนปลาย อนิจจังไม่เที่ยงย่อมหลีกเลี่ยงผันผ่อน สับเปลี่ยนเวียนว่อนล้วนแต่ของวุ่นวาย เราเกิดมาเป็นกายว่าหญิงชายทุกคน ความตายไม่พ้นเร่งคิดถึงภัย ...อนัตตาสูญเปล่าเป็นขี้เถ้าทับถม ต้องเลื่อนลอยตามลมไม่เหลือหลออะไร ๓. วัฒนธรรมประเพณี ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตและแบบแผนความประพฤติของคนในสังคม ค่านิยมและ ขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น เพลงวันสงกรานต์ ของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ วันที่สิบสามเมษาวันมหาสงกรานต์ ประเพณีตำนานเทศกาลปีใหม่ ...ใส่บาตรพระสงฆ์จำนงแน่วแน่ อาบน้ำพ่อแม่ด้วยผ้าแพรผ้าไหม สรงน้ำพระพุทธรูปไหว้สถูปเจดีย์ กตัญญูกตเวทีสำหรับผู้ที่รักใคร่ รดน้ำดำหัวฝากตัวลูกหลาน ดอกไม้ใส่พานกราบกรานผู้ใหญ่ ๔. เศรษฐกิจและการเมือง ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับสภาพการยังชีพ การบริโภค การค้าขายและการเมืองการปกครอง เช่น เพลงของแพง ของครูสังเวียน ทับมี ข้าวของก็แพงค่าแรงก็ถูก จะเอาที่ไหนเลี้ยงลูกหน่อยจะนั่งน้ำตาไหล พลเมืองก็เกิดมากความอดอยากก็เพิ่มขึ้น แพงไปชั้นฟืนแพงไปชั้นไฟ ………………………………………………… ………………………………………………… ทำนาปรังก็เป็นหนี้ทำนาปีหนี้ไม่หมด ยิ่งทำยิ่งหดชาวนาชักนั่งร้องไห้ ๕. การสดุดีและยกย่องวีรกรรม ได้แก่ เนื้อหาที่เกี่ยวกับการสรรเสริญสดุดีบุคคลผู้เป็นที่เคารพ เช่น พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ บิดามารดา ครูอาจารย์และวีรบุรุษ เป็นต้น ดังตัวอย่าง เพลงเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ เช่น วันที่สองเมษายนมงคลมาส เป็นวันพระราชสมภพสบสุกใส เวียนมาบรรจบครบเวลา สามสิบหกพระชันษามหาชัย ...ขอเดชะอานุภาพพระไตรรัตน์ และมหัตสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกทิศไทย ขอให้คุ้มครองมั่นคงพระองค์ท่าน ผู้เป็นพระมิ่งขวัญชั่วกาลนานเนิ่นไป


๖. ประวัติศาสตร์และตำนาน ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชาติที่มีการบันทึกไว้ รวมทั้ง เรื่องเล่าซึ่งมีเค้าความเป็นจริง เช่น เพลงประวัติดอนเจดีย์ ของครูเคลิ้ม ปักษี พระนเรศวรเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ท่านได้เสวยสมบัติให้ผาสุกสบาย ...หวดผัวะเข้าอังสาตลอดบ่าสะพายแล่ง หงุบพับลงกลางแปลงโลหิตแดงโทรมกาย ๗. นิทานและวรรณคดี ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาและเรื่องที่แต่งขึ้น เช่น เพลงเรื่องพระเวสสันดร (พระเวสสันดร) กราบบาทบิดาแล้วหันมาลามารดร จะพรากพลัดขอพรขออย่าให้ลูกมีภัย พระทรงสั่งถามซักนางมัทรี ว่าน้องจะไปกับพี่หรือไม่ไป (มัทรี) มัทรีฟังสารให้ซาบซ่านเสียวโสต จะออกโอษฐ์พจนาน้ำตาไหล พระองค์จะไปทางไหนน้องนี้จะไปด้วย จะได้ไปเป็นเพื่อนม้วยเสียจนชีวิตหาไม่ จะขอเป็นเกือกทองแล้วรองเท้า ของพระองค์เสียทุกก้าวก้าวย่างไป (สมบูรณ์ สุพรรณยศ , ตำราเพลง) ๘. เพลงเบ็ดเตล็ด ได้แก่ เนื้อหาอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก ๗ ประเภทที่กล่าวมา ส่วนใหญ่เป็นเพลงขนาดสั้นที่ผู้แต่งแต่ง ไว้ร้องเฉพาะโอกาส เช่น เพลงนักเรียนนักเลง ของครูสังเวียน ทับมี พ่อแม่ดีใจส่งให้ไปศึกษา จนขายไร่ขายนาอยากให้ลูกเป็นนาย ใหม่ใหม่ก็ขี่จักรยานพอนานนานมันก็เก่า บ่นว่าไม่ทันเขาไม่รู้จะไปกับใคร ม. สาม ม. สี่ลูกอยากขี่รถเครื่อง พ่อแม่ก็ไม่รู้เรื่องว่ามันจะเปลืองไปอีกเท่าไร วันอาทิตย์วันเสาร์ภาคเช้าภาคค่ำ เรียนเป็นประจำพ่อแม่ก็ไม่เห็นจิตใจ เออลูกกูขยันเอ็งจงหมั่นศึกษา แท้แท้พ่อไปล่อกัญชาเสียสบายพระทัย หลักสำคัญของการเลือกสรรเนื้อหาในการแสดงเพลงอีแซวคือเลือกให้เหมาะสมกับผู้ชม ผู้ร้อง เหตุการณ์ ลักษณะของ งาน ระยะเวลา สถานที่และวัฒนธรรมของผู้ชมในแต่ละครั้ง


๒. การวางโครงเรื่อง ได้แก่ การกำหนดความสั้นยาวและเรียงลำดับประเด็นความคิด การวางโครงเรื่องอาจร่างเป็น ลายลักษณ์อักษรหรือกำหนดไว้ในใจก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณของเนื้อหาหากมีเนื้อหามากต้องแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ๆ ก็จะเขียนโครง เรื่องก่อน เช่น แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ (สัมภาษณ์) เล่าว่าสวนใหญ่จะวางโครงเรื่องหรือ Plot ก่อนเสมอเพื่อจะได้มีหัวข้อและ แนวในการแต่งเพลง การวางโครงเรื่องก็จะต้องกำหนดว่าบทเพลงควรมีความยาวเท่าใด และเนื้อเพลงแบ่งเป็นกี่ท่อน หรือกี่ “ลง” รวมทั้งจะเรียงลำดับเนื้อหาอย่างไร การวางโครงเรื่องนอกจากจะต้องพิจารณาปริมาณเนื้อหาแล้ว ยังต้องพิจารณาความ สั้นยาวของเพลงแต่ละท่อนให้เหมาะกับระยะเวลาในการร้องด้วย ๓. การคิดหาถ้อยคำ หมายถึง การเลือกสรรถ้อยคำเพื่อเรียงร้อยเป็นกลอนเพลง การคิดหาถ้อยคำนี้ ได้แก่ การคิด หา “คำขึ้น” “คำลง” และ “คำร้อง” “คำขึ้น” หมายถึง คำขึ้นต้นบทเพลงแต่ละท่อนหรือแต่ละ “ลง” คำขึ้นต้นนี้ควรเลือกสรรคำที่ดึงดูดความสนใจของ ผู้ชม หากเป็น “เพลงออกตัว” คำขึ้นส่วนใหญ่เป็นคำทักทาย หรือคำเรียกตามลำดับญาติ ซึ่งต้องมีความสุภาพและเหมาะสม เช่น แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนและแสดงความเป็นมิตร ส่วนคำขึ้นต้นเพลงประแต่ละท่อนนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องหรือเนื้อร้องส่วนใหญ่เป็นถ้อยคำที่โต้ตอบหรือยอกย้อน ฝ่ายตรงข้าม คำขึ้นต้นชนิดนี้ควรเลือกสรรให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง บางครั้งอาจใช้การไต่กลอน หรือร้องทวนเนื้อร้องเดิมก็ได้ หรือคิดใหม่ให้ดึงดูดใจก็ได้ อย่างไรก็ตาม ท่านสามารถคิดหาคำขึ้นเพลงได้อย่างหลากหลายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความสามารถในการ สร้างสรรค์ของท่าน เช่น ขึ้นต้นด้วยพุทธพจน์ ดังเช่น “อตโกโลโก องค์พระสัมพุทโธ ท่านได้ตรัสทรงไว้ “ (เพลงสงครามญี่ปุ่น กับจีน) ขึ้นต้นด้วยการบอกจุดมุ่งหมายของการร้อง เช่น “ผมจะยกนิยายให้หญิงชายท่านฟัง จะเล่าเรื่องเบื้องหลังกับพ่อแม่ ทั้งหลาย” (เพลงเรื่องจันทโครพ) และ “วันนี้เป็นงานศพได้มาพบกับพี่ ฉันจะถามเรื่องผีจึงร้องขออภัย” (เพลงตับเผาผี) ขึ้นต้น ด้นด้วยคำกราบถวายบังคมทูล เช่น “กราบถวายบังคมก้มเกษี สมเด็จพระราชินีศรีกษัตริย์ไทย” (เพลงเทิดพระเกียรติ : ขวัญจิต ศรีประจันต์) เป็นต้น “คำลง” หมายถึง การลงท้ายของเพลงแต่ละท่อนหรือแต่ละลง ปกติคำลงท้ายเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะเป็นการ จบเพลงหรือจบการร้องในแต่ละช่วง จึงต้องเลือกสรร “คำเด็ด” หรือถ้อยคำที่กระทบใจผู้ฟังเพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจและชื่น ชม “คำลง” ดังกล่าวนี้ จึงเป็นเสมือนหัวใจของกลอนเพลงแต่ละท่อนหรือแต่ละ “ลง” ซึ่งต้องพิถีพิถันมาก คำลงท้ายที่นิยม ได้แก่ คำลงที่เน้นเนื้อเรื่องให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เช่น “มีความเพียรเป็นหลักเป็นเอกลักษณ์ของตน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลให้สมเป็นคน สุพรรณ” (เพลงยอดสตรีศรีสุพรรณ) คำลงที่สร้างอารมณ์ขัน เช่น “หากินอะโกโก้เต้นโชว์อวดชาย เปิดหน้าอกสะโพกส่ายไอ้นั่น ย้ายเป็นตัวยู” (เพลงประกลอนลู) คำลงที่เป็นการประชดประชัน เช่น “คนไทยหมายสมัครต่างก็รักเมืองไทย บ้างรัก ประชาธิปไตยจนน้ำลายไหลก็มี” (เพลงประชาธิปไตย : ขวัญจิต ศรีประจันต์) เป็นต้น “คำร้อง” หมายถึง เนื้อร้องหรือเนื้อเพลงที่เกิดจากการเรียงร้อยถ้อยคำขึ้นเป็นกลอนเพลงที่มีฉันทลักษณ์เป็นกลอนหัว เดียว การคิดหาถ้อยคำในส่วนของเนื้อร้องนี้มิใช่สิ่งที่กระทำได้ง่าย เพราะต้อคำนึงถึงการสื่อความหมาย เสียงสัมผัสและทำนอง ของเพลงด้วย ( ขณะแต่งจะต้องร้องเนื้อเพลงนั้นด้วย ) จึงต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะตัวตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม สภาพของร่างกายและจิตใจ พ่อไสว สุวรรณประทีป เล่าว่าบางครั้งกำหนดโครงเรื่องและเนื้อหาไว้ในใจแล้ว แต่ นึกหาถ้อยคำที่ถูกใจไม่ได้ ต้องติดค้างไว้ก่อน บางครั้งต้องเปลี่ยนอิริยาบถหรือทำงานต่าง ๆ และครุ่นคิดหาเนื้อเพลงตลอดเวลา จนกว่าจะนึกได้และพอใจ จึงจะจดบันทึกไว้ การคิดหาคำร้องไม่ได้หรือติดค้างไว้เช่นนี้ บางครั้งก็ติดค้างเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ บางครั้งก็ติดค้างนานหลายวัน การคิดหาถ้อยคำดังกล่าวนี้จึงเป็นขั้นตอนการสร้างสรรค์ที่ศิลปินจะต้องระดมความรู้ความคิดเพื่อ เรียบเรียงถ้อยคำขึ้นเป็นบทเพลงที่ไพเราะถูกใจ อย่างไรก็ตามเคล็ดลับการคิดหาถ้อยคำ คือ ขึ้นต้นต้องโดนใจ เนื้อในต้องคมชัด สัมผัสเพิ่มไพเราะ จบเหมาะ ประทับใจ


ผลวิจัยพบว่าครูเพลงอีแซวมักเลือกใช้ถ้อยคำ สำนวนโวหาร และความหมายแฝงที่เหมาะสม สร้างความไพเราะและสะเทือนใจ ตัวอย่างเช่น ๑.) การใช้ถ้อยคำ การใช้ถ้อยคำในเพลงอีแซวมีหลายลักษณะ ได้แก่ ๑.๑ ) การใช้คำเรียบง่ายตรงไปตรงมา เช่น ไอ้เรื่องผัวน้องไม่อยากจะมี สำหรับกวนจี้กวนใจ มันไม่หิวเหมือนหมากอยากเหมือนข้าว แม่จะสู้อดเอาเสียก็ได้ ๑.๒) การเล่นคำ เช่น มีกรรมจำจะต้องพลัดพราก กรรมแล้วจะต้องจากแม่ชื่นใจ กำกงแล้วกำเกวียน หักแล้วได้เปลี่ยนกำใหม่ นี่มันกรรมคู่แล้วกรรมคน กรรมแล้วก็จนแล้วน้ำใจ ๑.๓) การเล่นเสียงสัมผัส เช่น แม่ลูกชิ้นบะช่อให้พี่ชิมสักชาม พี่ไม่ให้ชอกช้ำเอ็งจงเชื่อพี่ชาย พี่นึกชอบอยากชมแม่รูปโฉมเฉิดฉัน แลดูกระชับหลายชั้นน้องช่างงามเฉิดฉาย ขอเป็นคู่เชยชมกับแม่แช่มช้อยร้อยชั่ง แม่คู่ชมน้องจะชังพี่จะอยู่รับใช้ ๑.๔) การซ้ำคำ เช่น นั่งยองยองยืนดูตามประตูบังตา นานแล้วไม่มานานแล้วไม่ไป แต่พอเห็นแต่ไกลไหวไหวหวั่นหวั่น ชี้นิ้วบอกนั่นน้องจะไปทางไหน มาแล้วมาแล้วแสงแก้วระยับ แลดูพลอยประดับยืนอยู่กรงกะได ๑.๕) การใช้คำภาษากวี เช่น มาพินิจพิเคราะห์ช่างเหมาะนัยน์ตา รักพักตร์โสภาผ่องอำไพ พี่มาเห็นหญิงอื่นยังไม่ชื่นนัยน์ตา เหมือนขวัญเนตรนัยนาของพี่ชาย ๑.๖) การใช้ถ้อยคำสังวาส คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายเกี่ยวพันกับเรื่องเพศ ซึ่งมีทั้งถ้อยคำสังวาสชนิดตรงและชนิดอ้อม ตัวอย่าง การใช้วิธีหักข้อรอ เช่น ไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ไหว้แม่ยก ล้วงกระเป๋าเกากระ…( หยุดพูด ) ไหว้น้องสาวโสภาหน้าตาดี กำลังเอามือแหย่… ( หยุดพูด ) 1.7) การใช้คำผวน เช่น นั่งเล่นล่อล่อก่อนที่หอกระเด็น ลมพัดเย็นเย็นที่บ้านฉันหลังใหญ่ ไปกินข้าวกินปลากินสุราบุหรี่ ยำมะม่วงหอยหมีเกรียมไว้ใหม่ใหม่


๑.8) การใช้คำเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น ได้ยินเสียงไม้เรียวเสียงเควี้ยวเควี้ยวควับควับ เลือดก็ไหลซึบซาบลงไปโทรมกาย พอยกฉับฟันฉาดคอก็ขาดออกฉิว ทั้งมือโดดหิ้วจะเอาหัวไป พระกุมารในท้องมันออกมาร้องอุแว้ มันออกมาจากท้องแม่มันที่ตาย ๑.9) การใช้คำภาษาต่างประเทศ เช่น ทั้งอาซิ้มอาซ้อที่นั่งจ๋อปากจู๋ ทั้งอากิ้มอากู๋เจ๊กแก่ขายไก่ ทั้งอากิ๋มอาก๋งอานงเกี๊ยะ ทั้งอาซ้ออาเฮียทั้งอาอี้อาไอ๊ ๑.9) การใช้ภาษาถิ่น เช่น “ พราหมณ์เกสรจึงตอบว่าฉันขอบพระคุณ ที่ตาพรานเจือจุนฉันนึกขอบกะใจ” “ จึงโดดเข้าประคองหัวเป็นหนังจิ้งคก มันตีถูกหัวถกเล่นเอานอนหัวไถ” การใช้ถ้อยคำในลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ควรใช้ผสมผสานกันอย่างเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล อันเป็นผลให้บท เพลงเกิดความไพเราะน่าฟังและสร้างอารมณ์ขันได้เป็นอย่างดี ๒.) การใช้สำนวนโวหาร การใช้สำนวนโวหารที่เด่นและน่าสนใจ ได้แก่ การใช้ความเปรียบเพื่อสร้างจินตภาพที่แจ่มชัดขึ้นในใจ ผู้ฟัง ตัวอย่างเช่น ความเปรียบแบบอุปมา ความเปรียบแบบอุปลักษณ์ ความเปรียบแบบบุคลาธิษฐาน ความเปรียบเกินจริง ความเปรียบประชด ความเปรียบเท้าความหรืออ้างถึง และการใช้สัญลักษณ์ ตัวอย่างเพลงต่อไปนี้ จะพึ่งพ่อพึ่งแม่ก็แลลับ ประดุจดังใครดับแล้วดวงไต้ มันหมดที่พึ่งพิงเหมือนตลิ่งจวนพัง อกเจ้าพราหมณ์เหมือนยังฟางที่อยู่ใกล้กองไฟ ไอ้ปากขวดอวดขู่ทำอวดรู้ยกหลัก ใครเขาไม่รู้จักเขาก็คงเห็นใจ ชาติไอ้คางคกคางแข็งทำคุยแข่งอวดเขียด ยางหัวไม่หยดนอนเหยียดมันคุยหยิ่งยกใหญ่ ออกปากจะลาน้ำตาไหลหลั่ง ให้พว้าพวังสองอกสองใจ ไอ้ใจไอ้จิตมันช่างคิดระยำ จะหลงรักเขาไปทำอะไร สกุลแกเป็นกาแกไม่น่าทะนง จะเห่อเหิมสู้หงส์ประเดี๋ยวจะแห้งกระหาย ถ้าแม้ข้าอายเขาไอ้หน้าเต่าตีนต่ำ พูดอะไรไม่ได้ความจะต้องไหว้…ควาย นอกจากการใช้ความเปรียบแล้ว ในเพลงอีแซวยังปรากฏว่ามีการใช้สำนวนโวหารลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การใช้สำนวนโวหาร ตามลักษณะการใช้ภาษา เช่น การพรรณนาอย่างตรงไปตรงมา การใช้สำนวน คำพังเพย สุภาษิตและการใช้สำนวนแบบสูตร สำเร็จ ดังตัวอย่าง วิสัยคบคนต้องดูหน้า วิสัยซื้อผ้าต้องดูลาย ถ้าว่าดอกไม่ดีสีไม่งาม จะซื้อมันไปทำอะไร


นอกจากนี้ยังใช้สำนวนโวหารตามจุดประสงค์ของการใช้ภาษา เป็นต้นว่า สำนวนโวหารในการเกี้ยวพาราสี เช่น แม่เนื้อนิ่มปานนุ่นถ้าได้หนุนตักนอน ถึงจะเน่าเป็นหนอนพี่ไม่คิดเบื่อหน่าย ถ้าได้จรดแล้วไม่จากถ้าได้รักแล้วไม่จืด จะแผ่ผลเอาพืชกับแม่บัวหนามไผ่ สำนวนโวหารในการชมธรรมชาติ เช่น เห็นนกกาในยืนอยู่ใต้ต้นมะนาว ตีนมันโน้มเหนี่ยวน้าวเที่ยวมองหาเม็ดใน เห็นเม็ดมะนาวนั่นมันเน่าเป็นหนอน เลยบินหนีไปนอนไม่อยากกินเม็ดใน นกเป็ดร้องป้าบนกกระจาบร้องแจ๊ด มันเข้าดงหนีแดดไม่ว่าตัวใด สำนวนโวหารในเชิงสั่งสอนให้คติและแง่คิด ตัวอย่างเช่น เกิดมาเป็นสตรีจงรักศรีสงวนศักดิ์ จะให้ระเริงความรักจะพาตนเหลวไหล เมื่อเวลาจะนอนต้องกราบหมอนสวดมนตร์ จงสืบเสาะเอากุศลกันไว้เป็นนิสัย สำนวนโวหารดังกล่าวนี้ควรใช้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหา และเป็นสำนวนที่มีความไพเราะ เพื่อให้สื่อความหมายได้ ชัดเจน ทำให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการ เกิดอารมณ์คล้อยตามและมีความเพลิดเพลินยิ่งขึ้น ๓ ) การใช้ความหมายแฝง ๓.๑) การใช้สัญลักษณ์ มีทั้งสัญลักษณ์ที่ใช้แทนอวัยวะเพศและพฤติกรรมทางเพศ สัญลักษณ์เหล่านี้ล้วนนำมาจากสิ่ง รอบตัวเรา เช่น ธรรมชาติ เป็นต้นว่า พืช สัตว์ สิ่งของ และสภาพภูมิศาสตร์ สัญลักษณ์ที่ใช้แทนอวัยวะเพศชายที่พบในเพลงอี แซวมีหลายอย่าง เช่น ลูกมะตูม ข้าวต้มมัด ร่ม กล้วย ปลาช่อน ปลาไหล หัวบัว เรือ งู หอก หน่อไม้ ไข่นก เข็มฉีดยา ปืน ฯลฯ สัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิง เช่น ถ้ำ หิน ร่องน้ำ หญ้า หม้อ เม็ดแตง เต่า นา หนอง อีแปะ กระดอง ปลาสลิด โอ่ง อ่างและไห เป็นต้น ๓.๒) การใช้ความหลายนัย ได้แก่ การใช้คำสองแง่สองง่ามเบี่ยงเบนภาพอวัยวะเพศและพฤติกรรมทางเพศให้เป็นอีก ภาพหนึ่ง ซึ่งช่วยลดความหยาบคายและสร้างอารมณ์ขัน ตัวอย่างเช่น พูดถึงปืนด้วยกันปืนกูมันชอบกล เวลามันยาวจับมันย่นมันไม่อยากขยาย ถึงเวลามันจะหดไม่ต้องกดมันก็เข้า ถึงเวลามันยาวไม่ต้องยิงมันก็ใหญ่ คิดแล้วแปลกประหลาดยิงแล้วไม่เสียลูก ยิงถูกหรือไม่ถูกลูกมาอยู่ข้างท้าย การใช้ความหลายนัยดังกล่าวนี้เป็นเครื่องมือที่ดีหรือกลวิธีสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เพลงอีแซวเป็นสิ่งบันเทิงที่เหมาะกับ สังคมและเป็นที่นิยมของผู้ชมตลอดมา จุดมุ่งหมายของการใช้ความหมายแฝงในเพลงอีแซวก็เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องเพศโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ขัด กับหลักศีลธรรมและค่านิยมของสังคม และเป็นการจำกัดกลุ่มผู้ฟังที่เยาว์วัยด้วย นอกจากนี้การใช้ความหมายแฝงในเพลง อีแซวยังเป็นการแสดงออกที่มีศิลปะ เพราะสามารถใช้ถ้อยคำที่มีเสียงไพเราะและมีความหมายเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องเพศได้อย่าง แนบเนียน ซึ่งนัยทางเพศที่แฝงอยู่ในบทเพลงอย่างแยบคายนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในเชิงสร้างสรรค์ ความเฉลียวฉลาด ความช่างสังเกตและรู้จักใช้จินตนาการ ความเป็นผู้มีประสบการณ์เรื่องชีวิตและธรรมชาติ ตลอดจนความแตกฉานในการใช้ ภาษาที่มีวรรณศิลป์ของศิลปินได้เป็นอย่างดี จึงนับเป็นอัจฉริยลักษณ์ของศิลปินเพลงอีแซวที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการสร้างสรรค์ด้านภาษาในเพลงอีแซวนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง และนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้เพลง อีแซวเป็นที่นิยมของคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้


๔. การปรับปรุงเนื้อเพลง เมื่อแต่งเนื้อร้องเสร็จแล้ว ควรปรับปรุงตกแต่งถ้อยคำสำนวน ด้วยอาจจะเพิ่ม ตัด หรือเปลี่ยนคำ ก็ ได้ เป็นการขัดเกลาเนื้อร้องให้ไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้น นอกจากขั้นตอนการแต่งเพลงข้างต้นแล้วยังมีขั้นตอนย่อยอื่นอีก เช่น การคิดหาบทเจรจาและมุกตลกมาแทรกในเนื้อเพลงซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การแสดงเพลงพื้นบ้านมีความน่าสนใจและ ประทับใจผู้ชม แนวทางการประยุกต์เพลงอีแซว : การร้องทำนองอีแซว-แร็ป แร็ป (rap) คือการร้องเพลงแนวฮิปฮอบ รูปแบบการร้องคล้ายการพูดคำกลอนที่คล้องจองกันเป็นจังหวะ ค่อนข้างเร็ว ลีลาการร้องการเต้นเป็นอัตลักษณ์ ท่วงทำนองสนุกสนาน ดนตรีก็เน้นที่การกำกับจังหวะ เช่น ใช้จังหวะกลองอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อ ร้องมักใช้ถ้อยคำเรียบง่าย ถ่ายทอดชีวิตของกลุ่มชน จึงกระทบอารมณ์และสร้างความสะเทือนใจได้อย่างดี เพลงแร็ปเป็นเพลงสมัยใหม่ที่ไทยรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกา แม้ว่าแร็ปจะเป็นส่วน หนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตก แต่มีอัตลักษณ์ที่คล้ายกับเพลงอีแซว ทั้งในด้านการร้องเป็นทำนองจังหวะค่อนข้างเร็ว บทร้องมี ลักษณะคำประพันธ์เป็นกลอนที่มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตและสังคม สอดคล้องกับลักษณะเด่นของเพลงอี แซว ที่มีจังหวะเร็วกระชั้น ลีลายั่วเย้าสนุกสนาน มีลักษณะคำประพันธ์เป็นกลอนหัวเดียว นิยมเล่นสัมผัสอักษรอย่างแพรวพราว ดังนั้นเวลาร้องพ่อเพลงแม่เพลงจึงมักจะลงสัมผัสตรงกับจังหวะของเพลงที่กระชั้นเป็นช่วง ๆ ไป ซึ่งทำให้เกิดความไพเราะและ สนุกสนานครึกครื้น การนำบทเพลงอีแซวมาร้องแบบเพลงแร็ปจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและทำได้อย่างกลมกลืนกัน ดังปรากฏจาก การสร้างสรรค์ของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ “ประชันเพลงอีแซว – แร็ป” เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ ห้องสมุด นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ที่มีการเสวนาและแสดงความแปลกที่คล้าย ความละม้ายที่แตกต่าง กลเม็ดเด็ด ๆ ของเพลงอีแซว-เทคนิค แนว ๆ ของแร็ปเปอร์ เพลงพื้นบ้าน - เพลงแร็ป ประชันเพลงกันให้สำราญสะท้านกรุง เมื่อหนุ่มฮิปฮอปมีใจชอบสาวอีแซว จึงส่ง เพลงแร็ปไปสานสัมพันธ์ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ จึงปะทะกับ กอล์ฟ สิงห์เหนือ เป็นการที่สนุกสนานมาก (ประชันเพลงอีแซวแร็ป | ประชาไท Prachatai.com เข้าถึงจาก https://prachatai.com/activity/๒๐๑๑/๐๖/๓๕๓๑๔) และการสร้างสรรค์ ผลงานของสมหญิง ศรีประจันต์ ที่ร้องเพลงอีแซวแร็ป งานปฐมนิเทศนักศึกใหม่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หรือผลงานเพลงเหวย เหวย ของสมหญิง ศรีประจันต์ กับชิงชิง (ไมค์ทองคำ ๑๐ - YouTubehttps://www.youtube.com/watch?v=K๒dwY-reeo๔) เหล่านี้นับเป็นการต่อยอดเพลงพื้นบ้านที่น่าสนใจ และ ควรส่งเสริมให้ต่อเนื่องสืบไป ภาพ การแสดงเพลงอีแซว-แร็ป ของสมหญิง ศรีประจันต์และคณะ งานปฐมนิเทศนักศึกใหม่ เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มา: บัวผัน สุพรรณยศ เพลงพื้นบ้านหลายเพลงสูญหายไปจากสังคมไทยแล้ว แม้ว่าเพลงอีแซวจะมีการพัฒนารูปแบบการเล่นจากเดิม บ้าง เพื่อให้ถูกใจผู้ชม และมีคณะเพลงที่มีชื่อเสียงซึ่งยังเป็นที่นิยมของชาวบ้านอยู่ในขณะนี้ก็ตาม แต่โอกาสที่เพลงอีแซวจะ ได้รับความนิยมน้อยลงก็มีแนวโน้มค่อนข้างสูง เพราะคนรุ่นหนุ่มสาวในปัจจุบันที่นิยมเพลงอีแซวเริ่มมีจำนวนลดน้อยลงทุกขณะ และหากปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้แล้ว อนาคตเพลงอีแซวก็อาจจะสูญหายไปในที่สุด ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ดังนั้น คนไทยทุกคนทุกฝ่ายจึงควรหันมาอนุรักษ์เพลงอีแซวทุกวิถีทางอย่างเต็มที่ เต็มกำลังและเต็มใจ รวมทั้งต้องหาวิธีการประยุกต์ และสร้างสรรค์รูปแบบและเนื้อหาใหม่ๆ เพื่อต่อลมหายใจให้เพลงอีแซวได้คงมีชีวิตไว้สืบไป .............................


บรรณานุกรม บัวผัน สุพรรณยศ . “ วิเคราะห์เพลงอีแซวของจังหวัดสุพรรณบุรี.” วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ศิลปากร , ๒๕๓๕. ______________. กลอนเพลงพื้นบ้านภาคกลาง: ปฏิพากย์ ปฏิภาณ วิธีการสร้างสรรค์. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ ห้าง หุ้นส่วนจำกัดสามลดา,๒๕๖๑. สุกัญญา สุจฉายา. “ เพลงปฏิพากย์ : การศึกษาในเชิงวรรณคดีวิเคราะห์.” วิทยานิพนธ์ปริญญาโท บัณฑิต วิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ๒๕๒๓. เอนก นาวิกมูล. เพลงนอกศตวรรษ. พิมพ์ครั้งที่ ๓ . กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ , ๒๕๒๗.


แบบฝึกการร้อง การแสดง และการแต่งเพลงอีแซว แม่ครูบัวผัน สุพรรณยศ และคณะ


แบบฝึกการร้อง การแสดง และการแต่งเพลงอีแซว แม่ครูบัวผัน สุพรรณยศ และคณะ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้และทักษะการร้อง การแสดง และการแต่งเพลงอีแซวแบบ “รู้จริง ทำได้จริง” อันประกอบด้วย “๑ รู้ถูกต้อง” “๒ ร้องถูกคำ” “๓ รำถูกท่า” “๔ ลีลาถูกใจ” และ “๕ แต่งได้ถูกทาง” แบบฝึกที่ ๑ การร้องเพลงออกตัว ของแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ๑.บรรจงจีบสิบนิ้วขึ้นหว่างคิ้วทั้งคู่ เชิญรับฟังกระทู้เอ๋ยแล้วเพลงไทย เชิญสดับรับรสกลอนสดเพลงอีแซว ฝากลำนำตามแนวเพลงอีแซวยุคใหม่ เพลงอีแซวยุคใหม่ผิดกับสมัยโบราณ ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนับวันจะสูญหาย ถ้าขาดผู้ส่งเสริมเพลงไทยเดิมคงสูญ ถ้าพ่อแม่เกื้อกูลลูกก็อุ่นหัวใจ ๒. อันว่าเพลงพื้นเมืองเคยรุ่งเรืองมานาน สมัยครูบัวผันและอาจารย์ไสว ประมาณร้อยกว่าปีตามที่มีหลักฐาน ที่ครูบาอาจารย์หลายหลายท่านกล่าวไว้ ทั้งปู่ย่าตายายท่านก็ได้บอกเล่า การละเล่นสมัยเก่าที่เกรียวกราวเกรียงไกร ๓. ในฤดูเทศกาลเมื่อมีงานวัดวา ทอดกฐินผ้าป่าก็เฮฮากันไป หรือยามตรุษสงกรานต์ก็มีงานเอิกเกริก งานนักขัตฤกษ์ก็เอิกเกริกกันใหญ่ ประชาชนชุมนุมทั้งคนหนุ่มคนสาว ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่าต่างก็เอาใจใส่ ชวนลูกชวนหลานไปร่วมงานพิธี ถือเป็นประเพณีและศักดิ์ศรีคนไทย ๔. ที่จังหวัดสุพรรณก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา ให้บุญกุศลรักษามีชีวาสดใส ได้ทำบุญทำทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาทั่วหน้ากันไป ได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ ๕.หนุ่มสาวชาวเพลงก็ครื้นเครงล้อมวง เอ่ยทำนองร้องส่งตั้งวงรำร่าย ร้องเกี้ยวพาราสีบทกวีพื้นบ้าน เป็นที่สนุกสนานสำราญหัวใจ เพลงพวงมาลัยบ้างก็ใส่เพลงฉ่อย ทั้งลูกคู่ลูกข้อยต่างก็พลอยกันไป .......................... 1.รู้ถูกต้อง 2.ร้องถูกคำ 3.รำถูกท่า 4.ลีลาถูกใจ 5.แต่งได้ถูกต้อง


แบบฝึกที่ ๒ การแสดงเพลงอีแซว “เพลงอีแซวตับเที่ยวเธค” บทออกตัว ( ช/ญ ) สวัสดีมีชัยหญิงชายผู้ชม เชิญฟังคารมนะผู้ศิวิไลซ์ ชวนมาประชันไม่เข้าขั้นช่วงชิง เสียงไม่เสนาะเพราะพริ้งนะแม่แพรสีไพล เพราะใจรักนักเลงจึงเล่นเพลงประลอง ประสาพี่น้องร่วมท้องสายใน เรามาเล่นเข้าเรื่องให้ประเทืองอารมณ์ ขอเชิญท่านชม “เที่ยวเธค” เถิดหญิงชาย บทประ ( ช.๑ ) เมื่อยามสายัญตะวันเย็นเย็น ชวนเพื่อนชายเที่ยวเล่นให้หายร้อนละลาย หยิบโทรศัพท์กดฉับฉับไม่แช่ สองตาคอยแลเบอร์ถูกใช้ได้ กดไปหาสาวกิ๊กมาระริกเล่นกัน ไปเปิดหมูดูมันขึ้นสวรรค์นอนสมายด์ ( ญ.๑ ) เสียงสั่นขนลุกซู่เอ๊ะไอ้หนุ่มที่ไหนนี่ โทรเรียกหา……คนดีหรืออย่างใด เสียงโทรศัพท์ฉันกดรับเสียงกระเส่า นี่ใครจะคุยกับเราเล่าพ่อเรไร ( ช. ๒) ฮัลโหลฮัลโหล แม่แตงโมสองผล หยาดเยิ้มน่ายลพี่อยากโยนลูกใหญ่ วันนี้ว่างไหมเจ้าเรามานัดเจอะเจอ ไปเที่ยวเธคกันไหมเธอพี่เตรียมไว้ทักทาย ( ญ.๒) ฮัลโหล ฮัลโหล โอเคเลยค่ะ เดี๋ยวเจอะกันนะจ๊ะเรามันคนรู้ใจ ว่าแล้วไม่ช้าผัดหน้าหวีผม เขียนคิ้วให้คมแล้วหนีบผมให้สยาย ทาปากทาตาแต่งหน้าเพนท์เล็บ ตรงไหนยานเราเย็บของเล็กเล็กเสริมให้ใหญ่ หยิบยกทรงดันเต้าเรามันสาวสายเดี่ยว วันนี้ไม่เหลือสักสายเดียวใส่เกาะอกก็ได้ กางเกงในยกสะโพกให้เห็นโหนกเห็นเนิน ของเรามันเล็กเหลือเกินเดี๋ยวไม่ล่อตาชาย (ญ.๓) ใส่แต่กางเกงในต๊ายตายทุเรศ คนจะหาว่าเปรตต้องใส่กางเกงต่อไป ใส่กางเกงเอวต่ำก้นดำก้นด่าง แต่ใจสู้ซะอย่างไม่มีทางอายใคร ว่าแล้วไม่ช้าก็เริงร่าวิ่งแร่ ใครจะว่าสตอบอแหลก็ช่างแอ๊..ปะไร (สาว ๆ ชวนกันออกไปเที่ยวตามนัด) ( ช. ๓) ถึงกำหนดนัดน้องยี่สิบสองนาฬิกา เพื่อนฝูงมากหน้าอยากเสวนาเนื้อใน สาวกล้าหน้าใหม่จะไฉไลไหมเล่า รีบมาเลยเราเร่งเร้าน้ำลายไหล ต้องเตรียมแผนให้พร้อมเราจะย้อมผู้หญิง เสียซักดริ๊งสองดริ๊งเดี๋ยวของดีเดาะได้ (ญ.๔) มาแล้วมาแล้วแจ่มแจ๋วไหมล่า แต่งตัวยั่วตาลีลาท้าทาย เชิญลุกออกมาลุ้นเราก็คุ้นเคย ส่งดริ๊งมาเลยวันนี้จะวาดลวดลาย (ช. ๔) หญิงใจกล้าร้องท้าเราก่อน เอวองค์หงส์ร่อนลีลาหล่อนเหลือหลาย โยกซ้ายโยกขวาโยกหน้าโยกหลัง เล่นเอาเลือดคั่งไหลหลั่งจากกาย (แทรกเสียงพากย์ “ และแล้ว...หนุ่มสาวเหล่านี้ก็ตกเป็นทาสกิเลสตัณหา เวลาผ่านไป ..”) (ญ. ๕) สามเดือนผ่านมาหน้าตาหม่นหมอง ฉันลองเทสตั้งท้องแสนทุกข์ฤทัย โรคเอดส์ก็ถามหาอนิจจาหน้าแห้ง มันสิ้นลมหมดแรงหูตาลาย ไม่น่าสิ้นคิดหลงผิดทำพลาด ทั้งเผ่าพงศ์วงญาติเสียหายกันใหญ่ โถลูกในท้องน่าสงสารแท้แท้ ต้องมารับกรรมแม่มัวหม่นหมองไหม้ ร้องร่ำคร่ำครวญจิตหวนระโหย อยากจะร้องโอดโอยก็แสนอับอาย เหมือนตกเหวลึกมารู้สึกเมื่อสาง อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะเยาวชนหญิงชาย (บัวผัน สุพรรณยศ ปรับปรุง ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๖) ..........................


แบบฝึกที่ ๓ การแต่งเพลงอีแซว ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๕ กลุ่ม ๆ ละ ๑๐ คน แต่งเพลงอีแซว เกี่ยวกับ“เที่ยวทั่วไทย” การร่วมกันคิดชื่อ ประเด็นสำคัญ วางโครงเรื่อง แต่งเนื้อเพลง สร้างสรรค์รูปแบบและองค์ประกอบการแสดง “อีแซว-แร็ป”ตามเอกสารประกอบการอบรมและ คำแนะนำของวิทยากรและครูพี่เลี้ยง เนื้อเพลงที่แต่งจะนำมาร้องและแสดงเป็นผลงานกลุ่ม ความยาวให้เหมาะกับเวลาแสดง ประมาณ ๒๐ นาที มีความถูกต้อง ไพเราะและเหมาะสมกับเกณฑ์ในการพิจารณาประเมินผล ดังนี้ 1. เนื้อเพลงที่แต่งเอง (ฉันทลักษณ์ เนื้อหาและภาษา ถูกต้อง มีคุณค่า สร้างสรรค์สังคม เหมาะสม น่าสนใจ) ๓๐ คะแนน 2. การร้อง ( อักขรวิธี ทำนอง จังหวะ ถูกต้อง ชัดเจน ) ๓๐ คะแนน 3. การแสดง ( กิริยาท่าทาง ลีลาอารมณ์ สอดคล้อง เหมาะสม น่าประทับใจ ) ๒๐ คะแนน 4. การใช้มุกตลกและปฏิภาณไหวพริบ ( สร้างอารมณ์ขัน เหมาะสม เฉียบแหลม ) ๒๐ คะแนน รวม ๑๐๐ คะแนน “เริ่มต้น... เตรียมตัว” ขอให้มีทุกข้อ ข้อที่ ๑ มีใจรักและมั่นใจในฝีมือ อนุรักษ์มรดกของชาติ ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างสรรค์ศิลปะของไทย ประยุกต์ให้ ทันสมัย เพิ่มสีสันให้สิ่งบันเทิงไทย ถือว่าทำความดีย่อมมีแต่ผู้ชื่นชม ศิษย์มีครู รู้พอควร ฝากผลงานไว้ให้ลูกหลาน สร้างคุณค่า แก่แผ่นดิน ข้อที่ ๒ รู้จริง ทั้งรู้เรื่อง รู้รอบ รู้สร้างสรรค์ รู้ภาษา เช่น ฉันทลักษณ์ เนื้อหา กลวิธีนำเสนอ มุกตลก ลักษณะเฉพาะ ของเพลงอีแซวและเพลงแร็ป ข้อที่ ๓ มีธรรมะ ต้องแต่งเพลงให้เน้นคุณค่าทั้งปัญญาและอารมณ์ ให้มีคุณค่าเป็นแก่น มีความถูกต้องเหมาะสมเป็น เนื้อ มีความสนุกเพลิดเพลินไพเราะเป็นเปลือก เช่น ใช้คำง่ายแต่ไพเราะลึกซึ้ง ตลกขบขันแต่แฝงแง่คิด รับผิดชอบต่อกลุ่มชน และประเทศชาติ เพื่อสร้างสรรค์สังคม ข้อที่ ๔ สร้างแรงจูงใจ คิดใหม่ คิดสร้างสรรค์ เช่น แต่งแล้วดีอย่างไร แก้ปัญหาได้หลายวิธีนะ มองมุมกลับก็ได้ มอง นอกกรอบก็ได้ เรื่องนี้ถ้าจะพูดใหม่ว่าอะไรจึงจะดี เช่น “มุกนี้ไม่มีใครคิด” “นำสิ่งตรงข้ามกันมาอยู่ด้วยกันก็ได้นี่นา” ฯลฯ ขึ้นต้นต้อง โดนใจ เนื้อในต้อง คมชัด สัมผัสเพิ่ม ไพเราะ จบเหมาะ ประทับใจ


แบบฝึกที่ ๔ ร้องเพลงพื้นบ้าน -แร็พ แร็ป (rap) คือการร้องเพลงแนวฮิปฮอบ รูปแบบการร้องคล้ายการพูดคำกลอนที่คล้องจองกันเป็นจังหวะ ค่อนข้างเร็ว ลีลาการร้องการเต้นเป็นอัตลักษณ์ ท่วงทำนองสนุกสนาน ดนตรีก็เน้นที่การกำกับจังหวะ เช่น ใช้จังหวะกลองอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อ ร้องมักใช้ถ้อยคำเรียบง่าย ถ่ายทอดชีวิตของกลุ่มชน จึงกระทบอารมณ์และสร้างความสะเทือนใจได้อย่างดี ตัวอย่างเพลง เพลงยั่ว - แร็ป เลือดสุพรรณ ๒๐๒๓ ชิงชัย ถนอมชาติ/ แบลคนัท รัตต้าฟา / สมหญิง ศรีประจันต์ เพลงยั่ว ต้อนไว้ต้อนไว้ ต้อนไว้ ต้อนไว้ ต้อนไว้เอาไปบ้านเรา เอาไปหุงข้าวให้แม่เรากิน ถ้าหุงไม่ดีจะตีให้ดิ้น ถ้าหุงไม่สุกขยุกลงดิน ไฮโยพะแก้ว ไฮยาพะยั่ว เผย เผย ไยไยเย แร็พ เฉียบ มาเลยหนุ่มสุพรรณฝันหวาน มาเลยมาด้วยกันทุกรูปประพันธ์สัณฐาน มาเลยเข้ามาแห่ เข้ามาแหล่ เข้ามา แร็พ มาเลย old school มาเลยหมู่ชู Trap โบกสะบัดหลอมเลือดเชือดกลอน โบกสดับกันทุกเมื่อเชื่อตอน กรีดลงไปกลางเส้นเลือดใหญ่ เสียงกริ่งยังกังวานด้วยเลือดใหม่ สร้อย เอาลาวา มาด้วยกัน มาด้วยกันเลือด สุพรรณเอ๋ยร่วมบรรเลง เพลงด้วยกัน เอาให้มันเลย (ซ้ำ) แร็พ มารวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไปด้วยกัน มาด้วยกัน มาจับมือร่วมใจ พี่น้องไทยเลือดสุพรรณ จะไปไหนก็ไปกัน ถือพันลำเอาด้วยไหม เป็นเลือดนักสู้เลือดสุพรรณ เอาให้มันถึงใจ จะเอายังไงล่ะพี่น้อง ที่นี่ก็มีแต่เพื่อนพ้อง พี่ป้าน้าอา สวัสดีครับอย่าถือน้อง Black Nut รัตตาฟา เอาให้บันเทิงเคลิ้มจิต บางปลาม้า สุดศรีประจันต์ มหัศจรรย์แผลงฤทธิ์ ก็มาทั้งแร็พมาทั้งแหล่ มีจานเด็ดเผ็ดด่วน ก็ของมันร้อนเสิร์ฟถึงที่ใน Rhym เด็ดเผ็ดกวน ไปคนเดียวไปได้ไว ถ้าไปด้วยกันไปได้ไกล มาสร้างสรรค์ดนตรี ประดุจดั่งเชื้อไฟ ที่มันกลมกล่อมเพราะว่าเรามีหลายรส ผสมกันจนอร่อย หวานจนน้ำตาลเรียกมด แต่งานนี้ไม่มีกร่อย ผสมค่อยไม่แสบคอ มีความสนุกดนตรี บรรเลงให้ครื้นเครงให้เดินต่อ แร๊พ เพลินเลย Metanom กล่อมดังกว่าโรงละคร ส่งคำ แล้วลงไปนอน on Beach เบย เคยที่เวทนาผ่านเพียงคะเน ในทิวลิ่วลม ผสมกับเสียงตอนขี่ควาย ดังว่าได้ระบายออก กลอนมันทำให้คลายบอก คืออะไรที่รักโคตรเลย เพลงยั่ว ไวพจน์กินเผ็ดตะพึด แกไม่กินจืดแกชอบกินเผ็ด ฮั่มปลาไม่กกี่มากน้อย หยำพริกอีกหน่อยจะทำปลาเห็ด ปลาเห็ดมันเผ็ดจริงฮิ ต้องกินกะปี้ ๓ ๔ ๕ เม็ด กินน้ำตั้งหลายกระแป๋ง ไม่มีน้ำแข็งใส่น้ำมะเน็ต หลบกะหลุกพุ่งเข้ากะเมาะ หลบกะหลุกวิ่งเข้ากะเมาะ แม่ขวัญจิตหัวเราะ จนน้ำตาเล็ด


…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


Click to View FlipBook Version