รายนาม พระมหากษัตริย์ริไย์ ทย สมัย มั กรุง รุ รัต รั นโกสินสิทร์
รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานวัตกรรมเพื่อการ สื่อสาร การศึกษาเเละการเรียนหนังสือเพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ ในเรื่อง ราวของ รายนามพระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้ศึกษา ผ่าน เเหล่งข้อมูลคือเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตโดยรายงานเล่มนี้มีเนื้หาเกี่ยว กับรายนามพระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 10 พระองค์ ผู้จัดทำ หวังอย่างยิ่งว่าการทำ เอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่สนใจ ทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดหรือข้อเสนอเเนะประการใดต้องขออภัย เเละน้อมรับข้อเสนอเเนะมา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวกานต์ทิตา โพธิยา ผู้จัดทำ คำ นำ
รัชกาลที่ ๑ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๒ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๓ : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัลกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๑๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สารบัญ บั
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่าด้วงหรือทอง ด้วง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ เป็นพระโอรสของพระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับพระอัครชายา (หยก) ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงรับราชการในตำ แหน่งพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระ ตำ รวจนอกขวา และได้รับการปูนบำ เหน็จเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในกำ ลังสำ คัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังเจ้าพระยา มหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในวัน ที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ หลัง จากทรงปราบจลาจลในกรุงธนบุรีได้สำ เร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประชวรด้วยโรคชรากระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ ขณะ พระชนมพรรษา ๗๓ พรรษา ทรงดำ รงสิริราชสมบัติ ๒๘ ปี รัชกาลที่ ๑ : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
1. ด้านการเมืองการปกครอง 1.1) ทรงสถาปนาราชวงศ์จักรีและกรุงรัตนโกสินทร์ให้เป็นราชธานีแห่งใหม่ โดยทรงย้ายราชธานี จากกรุงธนบุรีมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 1.2) โปรดเกล้า ฯ ให้ชำ ระกฎหมายให้ถูกต้องยุติธรรม เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” เพราะ ประทับตราสำ คัญ 3ดวง ได้แก่ ตราราชสีห์ของสมุหนายก ตราคชสีห์ของสมุหพระกลาโหม และ ตราบัวแก้วของกรมท่า 1.3) ทรงให้ขุดคลองรอบกรุง เช่น คลองบางลำ พูทางตะวันออก คลองโอ่งอ่างทางใต้ ทำ ให้กรุง รัตนโกสินทร์เป็นเหมือนเกาะที่มีแม่น้ำ ล้อมรอบเหมือกับกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งสร้างกำ แพงพระนคร และป้อมปราการไว้โดยรอบ ปัจจุบันคงเหลือเพียงป้อมพระสุเมรุและป้อมปราการไว้โดยรอบ ปัจจุบัน คงเหลือเพียงป้อมพระสุเมรุ และป้อมมหากาฬที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ 1.4) ทรงเป็นจอมทัพในการทำ สงครามกับรัฐเพื่อนบ้าน สงครามครั้งสำ คัญ คือ สงครามเก้าทัพ กับพม่า 2. ด้านเศรษฐกิจ ในตอนต้นรัชกาลที่ 1 เศรษฐกิจยังไม่ดีเพราะมีการทำ สงครามกับพม่าหลายครั้ง การติดต่อค้าขาย กับต่างประเทศก็ลดลงมาก แต่ในปลายรัชกาลบ้านเมืองปลอดภัยจากสงคราม ทำ ให้ประชาชนมี เวลาประกอบอาชีพ ส่วนการค้าขายกับจีนเพิ่มมากขึ้น ทำ ให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีเงินใช้จ่ายในการทำ นุ บำ รุงบ้านเมือง สร้างพระนคร สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด รวมทั้งสั่งซื้อและสร้างอาวุธเพื่อใช้ ป้องกันพระราชอาณาเขต ทำ ให้บ้านเมืองและราษฎรเกิดความมั่นคงและมั่งคั่ง พระราชกรณียกิจ
3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม 3.1) โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชวังและวัดให้มีรูปแบบเหมือนสมัยอยุธยา เพื่อสร้างขวัญ กำ ลังใจแก่ราษฎรให้เสมือนอยู่ในสมัยอยุธยาเมื่อครั้งบ้าน เมืองเจริญรุ่งเรือง เช่น โปรดเกล้า ฯ ให้ ลอกแบบพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งดุสิตมหา ปราสาท” รวมทั้งโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วไว้ในเขตพระบรม มหาราชวังเพื่อใช้ในการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในสมัย อยุธยา 3.2) ทรงทำ นุบำ รุงพระพุทธศาสนา ด้วยการออกแบบกฎหมายคณะสงฆ์เพื่อให้พระสงฆ์อยู่ใน พระธรรมวินัย โปรดเกล้า ฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฏกให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างวัดและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ เช่น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) วัด สุทัศนเทพวราราม วัดสระเกศ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดสุวรรณดารารามตลอดจนบูรณปฏิสังขรณ์ พระพุทธรูปที่ถูกทิ้งร้างตามหัวเมืองต่าง ๆ แล้วนำ มาประดิษฐานไว้ตามวัดวาอารามที่สร้างขึ้นใหม่ เช่น อัญเชิญพระศรีศากยมุนี จากวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐานที่วัดสุทัศน เทพวราราม เป็นต้น 3.3) ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีและประเพณีสำ คัญสมัยอยุธยา เช่น จัดให้มีพระราชพิธีบรม ราชาภิเษกและพระราชพิธีสมโภชพระนคร แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของการกอบกู้ราชธานีขึ้นมา ใหม่ เป็นการสร้างขวัญกำ ลังใจให้กับราษฎรและเป็นการรักษาพระราชพิธีโบราณ 3.4) ทรงส่งเสริมงานวรรณกรรม โดยพระราชนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ เพลงยาวรบพม่าที่ท่าดินแดง โปรดเกล้า ฯ ให้แปลหนังสือจีนเป็นภาษาไทย เช่น สามก๊ก ราชาธิราช แปลโดยเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งวรรณคดีเหล่านี้ยังเป็นที่นิยมมาถึงปัจจุบัน พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราชกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระนามเดิม ฉิม พระราชสมภพเมื่อวันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ ณ นิวาสสถานตำ บลอัมพวา สมุทรสงคราม หลังจากพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ได้โปรดเกล้าฯสถาปนา พระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และกรมพระราชวังบวรสถาน มงคล และหลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ ด้วยโรคพิษไข้ ขณะพระชนมพรรษา ๕๗ พรรษา รวมระยะเวลาครองสิริราชสมบัติเป็นเวลา ๑๕ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ได้ยกย่องพระเกียรติคุณพระองค์เป็นบุคคลสำ คัญของในอภิลักขิตสมัยครบรอบ ๒๐๐ ปี รัชกาลที่ ๒ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
1 .ด้านการเมืองการปกครอง 1.1) ทรงตรากฎหมายห้ามสูบซื้อขายฝิ่นใน พ.ศ. 2354 และ พ.ศ.2362 โดยกำ หนดบท ลงโทษแก่ผู้สูบฝิ่นไว้อย่างหนัก 1.2) ทรงปรับปรุงกฎหมายพระราชกำ หนดสักเลกเมื่อ พ.ศ. 2353 เพื่อเรียกเกณฑ์ไพร่พล เข้ารับราชการ โดยลดเวลาให้ไพร่มารับราชการเพียง 3 เดือน ทำ ให้ไพร่มีเวลาทำ มาหากิน ส่วนตัวมากขึ้น 2.ด้านสังคมและวัฒนธรรม 2.1) โปรดเกล้า ฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งด้วยการสถาปนาโบสถ์และวิหารใหม่ เสริมพระปรางค์องค์เดิมให้ใหญ่ขึ้น และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” ทรงให้แปลบทสวดมนต์จากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจคำ สอนต่าง ๆ ได้ ง่ายขึ้น 2.2) ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีวิสาขบูชาขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ. 2360 ตามที่เคยปฏิบัติกันมาใน สมัยสุโขทัย 3.ด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม 3.1) ทรงปรับปรุงท่ารำ ต่าง ๆ ทั้งโขนและละคร ซึ่งกลายเป็นต้นแบบมาถึงปัจจุบัน ทรง ประพันธ์เพลง “บุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลันลอยฟ้า” 3.2) ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมมากมาย เช่น ขุนช้างขุนแผน คาวี สังข์ทอง อิเหนา 3.3) ทรงแกะสลักบานประตูวิหารพระศรีศากยมุนี ที่วัดสุทัศนเทพวราราม ปัจจุบันเก็บ รักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระราชกรณียณีกิจกิ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าทับ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาเรียม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐ ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทับ และได้รับพระราชทานพิธีโสกันต์เป็นการพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันพุธ ที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ รวม พระชนมพรรษา ๖๔ พรรษา ครองสิริราชสมบัติ ๒๗ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัวว่า พระมหาเจษฎาราชเจ้า ซึ่งแปลว่า พระมหาราชเจ้าผู้มีพระทัยตั้งมั่นในการบำ เพ็ญพระราชกิจ รัชรักาลที่ ๓ : พระบาทสมเด็จพระนั่งนั่เกล้าเจ้าอยู่หัยู่วหั
1. ด้านการเมืองการปกครอง 1.1)มีการปรับปรุงภาษีอากรใหม่ ยกเลิกภาษีฝิ่นอากรค่านํ้าและอากรรักษาเกาะ 1.2)พระราชกรณียกิจด้านการปกครองที่สำ คัญของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวคือ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำ กลองใบใหญ่ที่เจ้าพระยาพระคลังนำ มาถวายไปตั้งไว้ที่ทิมดาบ กรมวังลั่นกุญแจ พระราชทานนามว่า “วินิจฉัยเภรี” สำ หรับให้ประชาชนที่ต้องการร้องทุกข์ถวายฎีกามาตีแล้วกรมวังก็จะไขกุญแจให้ เมื่อตีกลองแล้วตำ รวจเวรก็จะรับตัวมา สอบถามเรื่องราวแล้วนำ ความขึ้นกราบบังคมทูลจากนั้นจึงมอบหมายให้ขุนนางคอยดูแลชำ ระความ และคอยสอบถามอยู่ เสมอมิให้ขาด ทำ ให้ขุนนางไม่อาจหลีกเลี่ยงต่อหน้าที่ได้ ประชาชนจึงได้รับผลประโยชน์เป็นอย่างมาก 2. ด้านเศรษฐกิจ 2.1)การเก็บภาษีอากรนี้ทรงตั้งระบบการเก็บภาษีโดยให้เอกชนประมูลรับเหมาผูกขาดไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎรเอง เรียกว่า เจ้าภาษีหรือนายอากร ซึ่งส่วนใหญ่ชาวจีนจะเป็นผู้ประมูลได้ การเก็บภาษีด้วยวิธีนี้ทำ ให้เกิดผลดีหลายประการ กล่าวคือนอกจากจะสามารถเก็บเงินเข้าพระคลังได้สูงแล้วยังส่งผลดีด้านการเมืองคือทำ ให้ชาวจีนที่เป็นเจ้าภาษีนายอากร นั้น มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และมีความผูกพันกับแผ่นดินไทยมากขึ้น 2.2)การค้าขายกับชาวต่างชาติ โดยไทยได้ส่งเรือสินค้าเข้าไปค้าขายในประเทศต่างๆ มากมายเนื่องจากพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยและเชี่ยวชาญการส่งเรือสินค้าออกไปค้าขายมาตั้งแต่ครั้งดำ รงยศเป็นพระเจ้า ลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนสมเด็จพระบรมชนกนาถตรัสเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว” 3. พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา 3.1)พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสนับสนุนการศึกษาโดยโปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีความรู้นำ ตำ ราต่างๆ จารึกลง บนศิลาประดับไว้ตามฝาผนังอาคารต่างๆ ของวัดราชโอรสาราม วัดสุทัศนเทพวราราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม ความรู้ต่างๆ 3.2)โปรดเกล้าฯ ให้จารึกไว้มีทั้งวิชาอักษรศาสตร์แพทยศาสตร์ พุทธศาสตร์และโบราณคดีตำ ราโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ตำ รายาตำ ราโหรศาสตร์ พร้อมกันนั้นก็โปรดเกล้าฯ ให้ปั้นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าบำ บัดโรคลม กับคำ โคลงบอกชนิด ของลม ตั้งไว้ในศาลารอบเขตพุทธาวาสเพื่อให้ประชาชนศึกษาความรู้ต่างๆ ได้อย่างแพร่หลายจนอาจเรียกได้ว่า วัด พระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย พระราชกรณีย ณี กิจ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับสมเด็จพระศรีสุริ เยนทราบรมราชินีมีพระนามเดิมว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อครั้พระชนมพรรษา ได้ ๒๑ พรรษา ได้ออกผนวชตามพระราชประเพณี แต่ผนวชได้เพียง ๑๕ วัน พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็เสด็จสวรรคตเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงทรงออกผนวชต่อจนกระทั่งรัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต จึงทรงลาสิกขาและเสด็จขึ้น ครองราชย์เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ รัชกาลที่ ๔ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
1.ด้านวรรณคดีศาสนา 1.1) พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ทำ นุบำ รุงเป็นอย่างดี พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นประเภทร้อยแก้ว บทพระราชนิพนธ์ที่สำ คัญ ได้แก่ 1.1.1) ชุมนุมพระบรมราโชบาย4 หมวดคือ หมวดวรรณคดีโบราณคดีธรรมคดีและตำ รา 1.1.2 )ตำ นานเรื่อง พระแก้วมรกตเรื่องปฐมวงศ์ 1.1.3) ทรงริเริ่มให้มีการค้นคว้าศิลาจาลึกในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก คือ จารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำ แหงและจารึกหลักที่ 4 ของพระยาลิไทย 2.ด้านวิทยาศาสตร์ 2.1) ระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักดาราศาสตร์ไทย ทรงการคำ นวณการเกิด สุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างแม่นยำ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ล่วงหน้า 2 ปี และได้เสด็จ พระราชดำ เนินพร้อมเชิญทูตฝรั่งเศสและสิงคโปร์ทอดพระเนตรสุริยุปราคาครั้งนั้น นอกจากนี้พระ ปรีชาสามารถของพระองค์ในด้านวิทยาศาสตร์นั้น ยังทำ ให้พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นสมาชิก กิตติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคมแห่งสหราชาอาณาจักรอีกด้วย 2.2) วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2525 รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสุลานนท์ ประกาศยกย่องพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”และอนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 3.ด้านดาราศาสตร์ 3.1) ทรงเป็นนักโหราศาสตร์อีกด้วย ทรงแต่งตำ ราทางโหราศาสตร์ที่เรียกว่า “เศษพระจอมเกล้า” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตำ ราที่ได้รับการยอมรับว่าแม่นยำ และทรงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งโหราศาสตร์ไทย” พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ มีพระนามเดิมว่าสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พระชนมพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา โดยมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๑ โดยในช่วง ๕ ปีแรกในรัชกาลเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ สำ เร็จราชการแทน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ด้วยพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ เมื่อทรง พระชนมพรรษาได้ ๕๘ พรรษา รวมระยะเวลาสิริราชสมบัติ ๔๒ ปี รัชกาลที่ ๕ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
1.ด้านการปกครอง ทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัยโดยพระราชกรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ 1.1)พ.ศ. 2416ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่น ดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต)และสภาที่ปรึกษาในพระองค์(ปรีวีเคาน์ซิล) 1.2)พ.ศ. 2417และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น “เคาน์ซิลลอร์” ให้มีอำ นาจขัดขวาง หรือคัดค้านพระราชดำ ริได้และทรงตั้งพระราชวงศานุวงศ์13 พระองค์และขุนนางอีก 36 นายช่วย ถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำ เนินการต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)ขุนนางสกุลบุนนาคและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเห็นว่าสภาที่ปรึกษาเป็นความ พยายามดึงพระราชอำ นาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำ ให้เกิดความขัดแย้งที่ เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำ ให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428 1.3)พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์อัครราชทูตไทยประจำ อังกฤษ ซึ่งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นายได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการ ปกครองเป็นแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรง ศึกษารูปแบบการปกครองแบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่มทดลองแบ่งงานการ ปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่ากระทรวง) 1.4)พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง “เสนาบดีสภา” หรือ“ลูกขุน ณ ศาลา” ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร 1.5)พ.ศ. 2435ได้ตั้งองคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์เพื่อวินิจฉัยและทำ งานให้ สำ เร็จและรัฐมนตรีสภา หรือ“ลูกขุน ณ ศาลาหลวง” ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับ กฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี “การชุมนุมเสนาบดี” อันเป็นการประชุมปรึกษาราชการที่มุข กระสัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๙ ในพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราช ชนนี พระพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ และได้รับการ สถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร หลังจากสมเด็จพระบรมโอ รสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคตใน วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคตในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ พระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๖ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษใน พระอุทร เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ภายใน พระบรมมหาราชวัง ขณะพระชนมพรรษา ๔๕ พรรษา รวมระยะเวลาครองสิริราชสมบัติ ๑๕ ปี รัชกาลที่ ๖ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
1.ด้านเศรษฐกิจ 1.1)ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ. 2456 ขึ้น เพื่อให้ ประชาชนรู้จักออมทรัพย์และเพื่อความมั่นคงในด้านเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังทรงริเริ่มก่อ ตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้น 2.ด้านการแพทย์ 2.1)ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวชิรพยาบาลเมื่อ พ.ศ. 2455 2.3)โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อ พ.ศ. 2457 2.4)ทรงเปิดการประปากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457 3.ด้านกิจการเสือป่าเเละลูกเลือ 3.1)ทรงจัดตั้งกองเสือป่าเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454และทรงจัดตั้งกองลูกเสือกองแรก ขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ในปัจจุบัน) ด้านการฝึกสอนระบอบ ประชาธิปไตย ทรงทดลองตั้ง “เมืองมัง” หลังพระตำ หนักจิตรลดาเดิม ทรงจัดให้เมืองมัง มี ระบอบการปกครองของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย รวมถึงเมืองจำ ลอง “ดุสิตธานี” ใน พระราชวังดุสิต(ต่อมาทรงย้ายไปที่พระราชวังพญาไท) 4.ด้านวรรณกรรม 4.1)ทรงส่งเสริมให้มีการแต่งหนังสือ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ วรรณคดีสโมสร สำ หรับในด้านงานหนังสือพิมพ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราช บัญญัติสมุดเอกสาร พ.ศ. 2465ขึ้น พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้า ฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ฯ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ และเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมพรรษาได้ ๓๒ พรรษา ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๘ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้ารำ ไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำ เนินไปเจริญทางพระราชไมตรีกับ ประเทศในแถบยุโรป และประทับที่ประเทศอังกฤษเพื่อทรงเข้ารับการผ่าตัดและรักษา พระเนตร ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ รวมเวลาครองราชสมบัติ ๙ ปี ๓ เดือน ๔วัน และประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษจนสวรรคตเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ ขณะพระชนมมายุ ๔๘ พรรษา รัชกาลที่ ๗ : พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
1.ด้านการปกครอง 1.1)พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ถูก ทักท้วงจากพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จึงได้ระงับไปก่อนซึ่ง หม่อมเจ้าพูนพิศมัยดิศกุล มีดำ รัสถึงเรื่องนี้ ว่า”ส่วนพระเจ้าอยู่หัวเองนั้น [พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว] ทรงรู้สึกยิ่งขึ้นทุกทีว่าการ ปกครองบ้านเมืองในสมัยเช่นนี้ เป็นการเหลือกำ ลังของพระองค์ที่จะทรงรับผิดชอบได้โดยลำ พังแต่ผู้ เดียว พระองค์ทรงรู้ดีว่า ทรงอ่อนทั้งในทาง physicalและ mental จึงมีพระราชปรารถนาจะ พระราชทานรัฐธรรมนูญให้ช่วยกันรับผิดชอบให้เต็มที่อยู่เสมอ” 1.2)เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติโดยคณะราษฎร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475โดยพระองค์ทรง ยินยอมสละพระราชอำ นาจและเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงให้ตรวจตราตัวบท กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะเป็นหลักในการปกครองอย่างถี่ถ้วน 1.3)มีพระราชดำ ริให้จัดระเบียบการปกครองรูปแบบเทศบาลขึ้น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นรู้จัก เลือกตัวแทนเข้าไปบริหารและจัดการงานต่าง ๆ ของชุมชน โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ เทศบาลขึ้นแต่มิได้เป็นไปตามพระราชประสงค์เนื่องจากเกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 2.ด้านการศาสนา การศึกษา ประเพณีและวัฒนธรรม 2.1)ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์โปรดให้สร้างหอพระสมุดสำ หรับ พระนคร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าศึกษาได้อย่างเสรี ทรงตั้งราชบัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่ บริหารและเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดีโบราณคดีและศิลปกรรม ในด้านวรรณกรรม โปรดตรา พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรมใน พ.ศ. 2475 2.2)พระราชทานเงินส่วนพระองค์เป็นรางวัลแก่ผู้แต่งหนังสือยอดเยี่ยม และให้ทุนนักเรียนไป ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ การศาสนา ทรงปลูกฝังเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึด หลักคำ สอนของพระพุทธศาสนา พระราชกรณียกิจ
2.3)พระองค์ทรงสถาปนาราชบัณฑิตย์สภาขึ้น (เดิมคือ กรรมการหอพระสมุดสำ หรับพระนคร) เพื่อจัดการหอพระสมุดสำ หรับพระนครและสอบสวนพิจารณาวิชาอักษรศาสตร์ เพื่อจัดการ พิพิธภัณฑสถานตรวจรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ และเพื่อจัดการบำ รุงรักษาวิชาช่าง[43] ผล งานของราชบัณฑิตสภาเป็นผลดีต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติเป็นอย่างมาก 2.4)ทรงอนุรักษ์ดนตรีไทยไว้ด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้เพราะได้ทรงสนพระราชหฤทัยในวิชาดนตรี ไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) เข้าถวายการฝึกสอนจน สามารถ พระราชนิพนธ์ทำ นองเพลงไทยได้ ถึง 3 เพลงคือเพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงเขมรลออ องค์เถาและเพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3.ด้านการทำ นุบำ รุงบ้านเมือง 3.1)เศรษฐกิจสืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประเทศทั่วโลกประสบปัญหาภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาสู่ประเทศไทย พระองค์ได้ทรงพยายามแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การควบคุมงบประมาณ ตัดทอนรายจ่ายลดอัตราเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงการลดจำ นวนข้าราชการ ปรับปรุงระบบภาษี การเก็บภาษีเพิ่มเติม ยุบรวมจังหวัดเลิก มาตรฐานทองคำ เปลี่ยนไปผูกกับค่าเงินของอังกฤษ รวมทั้งส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้ประชาชนได้มี โอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติ สหกรณ์ พ.ศ. 2471 3.2)การสุขาภิบาลและสาธารณูปโภคโปรดให้ปรับปรุงงานสุขาภิบาลทั่วราชอาณาจักรให้ทัดเทียม อารยประเทศด้านการสื่อสารและการคมนาคมนั้น ได้มีการอัญเชิญกระแสพระราชดำ รัสของ พระองค์จากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง ถ่ายทอดเสียงทางวิทยุเป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย พระราชกรณียกิจ พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลหรือพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงเป็นพระโอรสองค์แรกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุล เดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) กับ หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เสด็จพระราชสมภพเมื่อวัน ที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ณ โรงพยาบาลเมืองไฮเดลแบร์ก ประเทศเยอรมนี และเสด็จขึ้นทรง ราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำ ดับที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะ พระชนมพรรษาได้ ๘ ปี ๕ เดือน ๑๑ วัน จนกระทั่งในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ก่อนถึงกำ หนดการเสด็จฯ กลับไปศึกษาต่อระดับ ชั้นปริญญาเอกพระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืนในที่บรรทมขณะมีพระชนมพรรษาเพียง ๒๐ ปี ๙ เดือน รวมระยะเวลาครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี รัชกาลที่ ๘ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
1. การปกครอง พระองค์ได้เสด็จพระราชดำ เนินไปในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเปิดประชุมสภาผู้แทนในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำ เนินทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนเป็น ครั้งแรก ณ สำ เพ็ง พระนคร พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวัน ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสาย จีนจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่อง มีพระราชดำ ริว่า หากปล่อยความ ขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะเป็นผลร้ายตลอดไป จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จพระราชดำ เนินสำ เพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำ เนินด้วยพระบาทเป็นระยะ ประมาณ 3 กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำ เนินสำ เพ็งในครั้งนี้จึงเป็นการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้น ให้หมดไป 2.การศาสนา ในการเสด็จนิวัติพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำ เนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำ คัญ เช่น วัด พระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดสระ เกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดเทพศิริ นทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารนั้น พระองค์เคยมีพระ ราชดำ รัสกล่าวว่า “ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง” ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำ พระบรม ราชสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ พระราชกรณียกิจ
3. การศึกษา พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 ในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการเสด็จนิ วัติพระนครในครั้งที่ 2 พระองค์ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของ ประเทศ โดยเสด็จพระราชดำ เนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้ง เสด็จ พระราชดำ เนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียน เทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้เสด็จ พระราชดำ เนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2489 และอีกครั้งที่ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราช พยาบาลมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยในการพระราชทาน ปริญญาบัตรครั้งนี้ มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือ ประชาชน โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 จึงได้ถือกำ เนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิต ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต พระราชกรณียกิจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราช ชนก) และหม่อมสังวาลย์ เสด็จพระราชสมภาพ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบิร์น รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหา กษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ปัจจุบันทรงเป็น พระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์นานที่สุดในโลกที่มีพระชนมชีพอยู่ และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ประเทศไทยโดยจะมีพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ ๗๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๕๒ นาฬิกา ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช รัฐบาล ประกาศไว้ทุกข์ถวายความอาลัยเป็นเวลา ๑ ปี สำ นักพระราชวังมีหมายกำ หนดการพระราชพิธีทรง บำ เพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพระหว่างวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ถึง๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง รัลกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
1.ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พระองค์ทรงใช้ประสบการณ์และแนวพระราชดำ ริโครงการหลวงในการพัฒนาและวิจัยพระราช ทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อนำ กลับมาพัฒนาประเทศ 2.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข พระเจ้าอยู่หัวยังได้ริเริ่มหลายโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขดังนี้ -โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน -โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน -โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ -หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน -โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย -โครงการแพทย์ หู คอจมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน -โครงการอบรมหมอหมู่บ้านในพระราชประสงค์ -หน่วยงานฝ่ายคนไข้ ในกองราชเลขานุการสมเด็จพระบรมราชินีนาถ 3.ด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าการศึกษาของเยาวชนนั้นเป็นพื้นฐานอันสำ คัญ ของประเทศชาติจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำ หรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆเพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษาหาความรู้ต่อ พระองค์จึงมีพระราชดำ ริริเริ่มโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาดังนี้ -โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ -ทุนการศึกษาพระราชทาน -โครงการสารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชน -พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำ เร็จการศึกษา พระราชกรณียกิจ
4.ด้านศาสนา พระองค์เสด็จพระราชดำ เนินเป็นประธานในการเปิดพระราชพิธีเนื่องในวโรกาสต่างๆอาทิเช่น พระราชพิธีบำ เพ็ญการกุศล ทรงสนับสนุนให้มีการสร้างศาสนสถาน อีกทั้งยังทรงเป็นองค์อัคร ศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา ไม่ใช่เฉพาะแต่ศาสนาที่พระองค์ทรงนับถือ เนื่องจากทุกศาสนาต่าง สอนให้คนเป็นคนดีและให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นจำ นวน 45เล่ม 5.ด้านศิลปวัฒนธรรม -ทรงตั้งกรมมหรสพขึ้น เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมไทย -ทรงตั้งโรงละครหลวงขึ้นเพื่อส่งเสริมการแสดงละครในหมู่ข้าราชบริพาร -ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบอาคารสมัยใหม่เป็นแบบทรงไทยเช่น ตึกอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอาคารโรงเรียน วชิราวุธวิทยาลัย พระราชกรณียกิจ
พระนามเดิมของพระองค์ เดิมว่า สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิ ศรสันตติวงศ เทเวศรธำ รง สุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริ สมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ในพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เมื่อเวลา ๑๗ นาฬิกา ๔๕ นาที ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต รัชกาลที่ ๑๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
1.ด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราช ทรัพย์ร่วมสนับสนุนให้กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่น ทุรกันดาร 6 แห่ง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ และในด้านการอุดมศึกษา 2.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักว่าสุขภาพพลานามัย อันดีของประชาชนเป็นปัจจัยสำ คัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคล จึงทรงสนพระราชหฤทัยใน การประกอบพระราชกณียกิจ เช่น เมื่อรัฐบาลได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายโรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ พระองค์ก็ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดโรง พยาบาลทุกแห่งและทรงเยี่ยมโรงพยาบาลอย่างสม่ำ เสมอ รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ สนับสนุนให้มีอุปกรณ์การแพทย์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย 3.ด้านสังคมสงเคราะห์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนที่ด้อยโอกาส ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชุมชนแออัดของ กรุงเทพฯ หลายแห่ง เช่น ชุมชนแออัดพระโขนง เขตคลองเตย เขตยานนาวา พระราชทานพระราช ทรัพย์สนับสนุนโครงการของชุมชน เช่น โครงการพัฒนาเด็กเล็กที่ขาดแคลน โครงการปราบปรามยา เสพติด 4.ด้านพระศาสนา ทรงเสด็จฯ แทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางศาสนาเป็นประจำ สม่ำ เสมอ เช่น ทรง เปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล รวมถึง การเสด็จพระราชดำ เนินไปในการพระราชทานถ้วยรางวัล การทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอ่านระดับประเทศ พระราชกรณียกิจ
ผู้จัดจัทำ นางสาวกานต์ทิต์ตทิา โพธิยธิา รหัสนักศึกศึษา 65121100220 section 07 สาขาวิชวิาสังสัคมศึกศึษา เสนอ อาจารย์ทิย์พทิเนตร ปาสานำ
ขอบคุณ คุ