The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นิเวศวิทยาทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ุ63680016_นิเวศวิทยาทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

นิเวศวิทยาทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

นิเวศวทิ ยาทางทะเลและการท่องเทยี่ วเชิงนิเวศ

เร่ือง ปรากฏการณ์ทางทะเลที่นักท่องเท่ียวควรรู้

จัดทำโดย
นายภวู นยั บญุ ญาสุ
รหสั นิสิต 63680016



คำนำ

หนังสือนิเวศวิทยาทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เรื่อง ปรากฏการณ์ทางทะเลท่ี
นักท่องเที่ยวควรรู้เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูล และรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจให้ผู้ที่กำลังเตรียมตัว
ท่องเทยี่ วทางทะเล ให้มีความรู้ ความเขา้ ใจ เคารพกฎ ระเบียบของสถานทท่ี อ่ งเที่ยว ผูจ้ ัดทำได้ศึกษาจาก
หนงั สือและเวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ เพื่อใหง้ า่ ยตอ่ การคน้ ควา้

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในเรื่อง ปรากฏการณ์ทาง
ทะเลทน่ี ักทอ่ งเทีย่ วควรรู้ หากหนังสือเล่มนเ้ี กิดขอ้ ผดิ พลาดประการใด ต้องขออภยั มา ณ ทน่ี ีด้ ว้ ย

ภูวนยั บุญญาสุ
ผ้จู ัดทำ



สารบัญ

เรอ่ื ง หน้า
ทะเลแหวก………………………………………………..………………………………………………………………………………..1
คลืน่ ทะเลดูด……………………………………………..………………………………………………………………………………..2
มหศั จรรย์น้ำทะเลเรอื งแสง………………………………………………..…………………………………………………………5
ปรากการณ์น้ำทะเลเปล่ียนสี………………………………………………..………………………………………….……………6
ปรากฏการณน์ ้ำเบยี ด-นำ้ กนั ………………………………………………..………………………………………….……………8
น้ำทะเลบางแสนใส…………………..……………………………..……………….…………………………………….……………9
แหลง่ ข้อมูล…………….……………..……………………………..……………….…………………………………….……………11



สารบัญรปู ภาพ

หน้า
1 ภาพทะเลแหวกเกาะนางยวน…………………………………….……………………………………………………………..1
2 ภาพการดำนำ้ ………………………………………………………….……………………………………………………………..1
3 ภาพทะเลแหวกเกาะปอดะ……………………………………….……………………………………………………………..2
4 ภาพการว่ายน้ำภายในคล่ืนดูด……………………………………….…………………………………………………………2
5 ภาพสะพานย่นื ……………………………………….………………………………………………………………………………3
6 ภาพคลื่นทะเลดดู ……………………………………….…………………………………………………..………………………4
7 ภาพคำเตอื นและวธิ ีเอาตัวรอดจากคล่นื ดดู …………………………………………………………………………………4
8 ภาพปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสง……………………………………….………………………………………………………5
9 ภาพน้ำทะเลเปล่ียนสนี ำ้ แดง……………………………………….……………………………………………………………7
10 ภาพนำ้ ทะเลเปลย่ี นสนี ้ำเขียว……………………………………….…………………………………………………………7
11 ภาพผลกระทบจากนำ้ เบียด-น้ำกนั ……………………………………….…………………………………………………9
12 ภาพทศิ ทางลมมาสุม……………………………………….…………………………………………………..………………10
13 ภาพน้ำทะเลบางแสนใส……………………………………….………………………………………………………………10

1

1. ทะเลแหวก

ทะเลแหวกถอื ไดว้ ่าเป็นสง่ิ มหัศจรรย์ท่ธี รรมชาตสิ รรค์สร้างขนึ้ มา เป็นปรากฏการณ์ที่เกดิ ขน้ึ เมอ่ื น้ำลดแล้วเกิด
สันทรายเป็นทางเดินยาวเชื่อมไปยังชายหาดของแต่ละเกาะในบริเวณให้สามารถเดินตอ่ ถึงกันได้ ในประเทศไทยมีทะเล
แหวกให้เท่ียวอย่หู ลายแหง่

เกาะนางยวน จ.สรุ าษฎร์ธานี เรียกไดว้ า่ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงเร่ืองทะเลแหวกมากทีส่ ดุ ในประเทศไทย เกาะนาง
ยวนตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะเต่า ประกอบไปด้วยเกาะเล็กๆ 3 เกาะ มีสันทรายสีขาวละเอียดเชื่อมเกาะทั้งสามไว้
ด้วยกัน เพื่อน ๆ สามารถเดินข้ามไปข้ามมาระหว่างทัง้ 3 เกาะได้ด้วยในตอนบ่าย เพราะน้ำทะเลจะลดระดับและแหวก
ให้เห็นสันทรายอย่างชัดเจน เราสามารถเดินเล่นบนชายหาด หรือจะนอนอาบแดดก็ย่อมได้ อีกหนึ่งกิจกรรมที่เพื่อน ๆ
ทำไดท้ ่ีเกาะนางยวนกค็ อื การดำนำ้ ชมปะการัง

1.1 ภาพทะเลแหวกเกาะนางยวน

1.2 ภาพการดำนำ้

2
ทะเลแหวกเกาะปอดะ เป็นอกี สถานที่ ๆ สามารถเดินเหยยี บทรายขาวละเอยี ด จากเกาะหน่ึงไปยังอีกเกาะหน่ึง
ได้เวลาน้ำลด ทะเลแหวกเกิดจากสันทรายจากเกาะสามเกาะ คือเกาะไก่ เกาะหม้อ เกาะทับ ทั้งสามเกาะนี้เป็น 3 เกาะ
เด่นที่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน มีสันทรายติดกันเม่ือคลื่นพัดทรายมาพบกันที่จุดนี้จึงทำให้เกิดเป็น แนวสันทราย เชื่อมเกาะ
ทั้งสามเกาะนี้ให้ถึงกัน เหมือนกับว่าแบ่งทะเลให้แยกออกกันเป็นสามส่วน สันทรายจะโผล่ในช่วงที่น้ำทะเลลดต่ำสุด
ทะเลแหวกนี้สะอาดน่าเล่นนำ้ ซงึ่ อยูในจังหวดั กระบี่

1.3 ภาพทะเลแหวกเกาะปอดะ

2. คล่ืนทะเลดดู

RIP Current หรือที่เรียกว่ากระแสน้ำรูปเห็ด เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พบได้บริเวณชายฝัง่ ทะเล โดยเปน็
คลื่นที่ทำให้เสยี ชีวิตได้ ในสหรัฐอเมริกามีสถิตวิ า่ คนประมาณ 100 คน จมน้ำเสียชีวิตเนื่องมาจากกระแสนำ้ น้ีทุก ๆ ปี
และเจ้าหนา้ ท่ีได้ช่วยเหลือคนกวา่ หมืน่ คนจากกระแสนำ้ รูปเหด็ นี้

2.1 ภาพการวา่ ยน้ำภายในคล่ืนดดู

3

RIP Current หรือคลื่นดูด เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเคลื่อนตวั จากน้ำลึกสู่น้ำตืน้ และมีสิ่งกีดขวางขณะที่เคลื่อนตัวเขา้
ใกลบ้ รเิ วณชายฝงั่ ทำใหค้ ลื่นแตกตวั ในลกั ษณะคล้ายดอกเหด็ กลายเป็นกระแสนำ้ ท่ีไหลวนเป็นวงกลม และเกิดช่องทาง
นำ้ ระหว่างกระแสนำ้ ทไี่ หลเป็นวงกลมน้ัน ซงึ่ บรเิ วณนี้กระแสนำ้ จะพดั ออกจากฝัง่ ดว้ ยกำลงั ทีค่ ่อนขา้ งแรง ดงั นนั้ หากลง
เล่นน้ำบริเวณกระแสน้ำรูปเห็ดจะทำให้โอกาสถูกคลื่นซัดออกไปในทะเลลึกอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุทำให้เกิดการ
สูญเสยี ดังทเ่ี ห็นในข่าว

สิง่ กีดขวางที่เปน็ ปัจจัยทำให้เกิด RIP Current
ส่ิงกดี ขวางที่ขวางก้นั การเคลือ่ นท่ีของคลน่ื เขา้ สชู่ ายฝงั่ และเปน็ ปัจจัยทำใหเ้ กดิ RIP Current ไดแ้ ก่
1. สิ่งกีดขวางจากธรรมชาติ เช่น ตะกอนทราย ปะการัง โขดหิน โดยตะกอนทรายอาจเกิดจากช่วงที่มีพายุ

รนุ แรงทำให้มีลมพดั ตะกอนทรายต่าง ๆ ไหลยอ้ นลงไปรวมกันอยบู่ ริเวณชายฝง่ั ทะเล และเกดิ เป็นสนั ทรายใตท้ ้องน้ำ ซึ่ง
กีดขวางการไหลกลับสู่ทะเลของกระแสน้ำ ทำให้กระแสน้ำถูกบีบให้ต้องไหลกลับสู่ทะเลด้วยช่องทางแคบ ๆ ที่อยู่
ระหว่างสันทราย กระแสน้ำจึงไหลอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากกำลังว่ายน้ำอยู่ในบริเวณกระแสน้ำรูปเห็ดนี้ ก็จะถูก
กระแสนำ้ พาออกสนู่ ำ้ ลึกไปอย่างรวดเรว็

2. สิ่งก่อสรา้ งทสี่ ร้างย่ืนออกมาจากทะเล ทำใหก้ ระแสน้ำไหลกลับส่ทู ะเลไมส่ ะดวก เช่น สะพาน

2.2 ภาพสะพานยืน่
วธิ ีสงั เกต RIP current

ปรากฏการณ์กระแสนำ้ รูปเหด็ เราสามารถสงั เกตได้ด้วยตาเปลา่ จากลกั ษณะดังนี้
1. สังเกตได้จากคลื่นหมนุ วนหรอื ร่องน้ำบริเวณชายหาด มีลักษณะเป็นรูปเห็ดขนาดใหญ่ โดยมีบรเิ วณ
ลำต้นยื่นออกจากชายฝั่ง ส่วนบริเวณส่วนหัวเห็ดยื่นออกไปในทะเลลึก ยิ่งเห็ดมีขนาดใหญ่เท่าไร กระแสน้ำที่
ไกล
2. สังเกตจากสีของน้ำทะเลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เนื่องจาก RIP Current เป็นกระแสน้ำที่พัดเอา
ตะกอนออกนอกชายฝั่ง ดังนัน้ กระแสนำ้ บริเวณนี้จะมีลกั ษณะข่นุ กวา่ ปกติ

4
3. สังเกตจากการเคลื่อนที่ของตะกอน เศษขยะ สาหร่าย หรือฟองคลื่นที่มีการเคลื่อนที่ไหลย้อน
เสน้ ทางของคล่ืน
4. สงั เกตจากบรเิ วณท่ีคลนื่ ซัดไมป่ ะติดปะต่อกัน มลี ักษณะเป็นรอ่ ง แนวคลนื่ ขาดหาย

2.3 ภาพคลนื่ ทะเลดดู
วิธีเอาตวั รอดจาก RIP Current

1. หากพลัดหลงเขา้ ไปอย่ใู น RIP Current ให้ต้ังสตแิ ละอย่าวา่ ยทวนกระแสนำ้
2. ลอยตัวไปตามกระแสนำ้ จนอยู่ในบริเวณท่ีกระแสน้ำมีความรุนแรงน้อยลง แล้วจึงว่ายไปในทิศทางท่ี
ขนานกับชายฝั่งตามทศิ ทางลม
3. เม่ือพ้นจากบริเวณ RIP Current แลว้ จงึ วา่ ยกลบั เขา้ หาฝัง่ คล่นื รอบนอกจะเป็นตวั ช่วยพาเรากลับ
เขา้ ฝั่งเอง

2.4 ภาพคำเตือนและวิธเี อาตัวรอดจากคลื่นดูด

5

ในประเทศไทยคลื่นทะเลดูดหรือกระแสนำ้ รูปเห็ดก็มีให้เหน็ เชน่ บริเวณชายหาดแม่รำพึง จงั หวดั ระยอง ส่วน
ในต่างประเทศจะเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมาก ทำให้ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือและติดป้ายประกาศเตือน เมื่อเรา
สังเกตเห็นป้ายประกาศเตือนห้ามลงเล่นน้ำบริเวณชายฝั่ง เราในฐานะนักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่าง
เครง่ ครัดเพื่อความปลอดภยั ของชีวติ ของตนเอง

3. มหศั จรรย์นำ้ ทะเลเรอื งแสง

หลายท่านคงเคยไดเ้ ห็นทะเลเรืองแสงในตอนกลางคืน ไมว่ ่าจะทางภาพถา่ ย ทางส่อื ต่าง ๆ หรอื บางท่านอาจคง
เคยมีประสบการณ์ได้พบเห็นด้วยตนเอง ซึง่ ปรากฏการณท์ ะเลเรอื งแสงน้ีเราจะเรยี กวา่ “Bioluminescence” ซ่ึงคนไทย
บางพื้นที่อาจจะเรียกว่าต่อ ๆ กันมาว่า พรายน้ำ นั่นเอง ปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นจาก
อะไร เกดิ ข้นึ ช่วงเวลาไหน วันนเี้ ราจะมาหาคำตอบกนั

3.1 ภาพปรากฏการณท์ ะเลเรอื งแสง

ปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงสีฟ้าหรือที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (Red tide)” คือชื่อสามัญของ
ปรากฏการณส์ าหร่ายสะพรงั่ เปน็ การรวมตัวขนาดใหญ่ของจุลชีพในท้องทะเล ซงึ่ เกดิ ขนึ้ จากไดโนแฟลกเจลเลตไม่ก่ชี นิด
ทีม่ ีการสะพร่ังสแี ดงหรือน้ำตาล เปน็ เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ จากสาหร่ายที่อาศัยอยูใ่ นนำ้ กร่อย นำ้ เค็ม หรอื น้ำจืด มีการสะสม
อยา่ งรวดเรว็ ในห้วงนำ้ สง่ ผลใหเ้ กดิ สบี นผวิ นำ้ โดยปกตแิ ล้วจะพบไดต้ ามชายหาด ความงามทางธรรมชาตนิ ้มี ักเกดิ ขน้ึ ใน
ยามค่ำคืนตามธรรมชาติ ในท้องทะเลนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆต่าง ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าล่องลอยอยู่มากมาย
หลากหลายชนิด โดยสิ่งมีชวี ิตพวกนี้เรียกว่า แพลงก์ตอน (Plankton) โดยแพลงก์ตอนที่ทำให้เกิดการเรืองแสงนี้จะเป็น
แพลงก์ตอนพืชในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellates) กว่า 720,000 เซลล์ เช่น Noctiluca scintillans, Gonyaulax
sp. และ Pyrocystis sp. เป็นต้น โดยแพลงก์ตอนเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาพิเศษที่เรียกว่า Bioluminescence ทำให้
ผนังเซลล์เกิดการเรืองแสงเป็นสเี ขียวหรอื สีน้ำเงินได้ และยิ่งเมื่อแพลงก์ตอนพวกนี้มาอยู่รวมกันมากๆ เราจึงเห็นทะเล

6

เรืองแสงเป็นสีน้ำเงิน หรือสีเขียวอมฟ้าออกมาได้ชดั เจน และถ้าน้ำมีการสั่นสะเทอื นหรือเราลงไปในน้ำมันก็จะเกิดแสง
รอบ ๆ นั่นเอง แพลงก์ตอนกลุ่มนี้พบได้ทั่วโลกเป็นปกติ แต่จะแพร่พันธุ์ได้มากเป็นพิเศษหรือ เกิดการ Bloom ขึ้นใน
ทะเลที่มีแอมโมเนีย ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส อยู่มากและนั่นก็เป็นแหล่งอาหารชั้นดีของพวกมันนั่นเอง ในภาวะปกติ
เจ้าพวกแพลงกต์ อนเหล่านจ้ี ะพบไมห่ นาแน่นและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชวี ิตในนำ้ แต่หากในน้ำที่มีปริมาณธาตุอาหาร
มากเกินไปจะทำให้เกิดการแบ่งตัวขยายปริมาณของแพลงก์ตอนอยา่ งรวดเร็วทำให้ปริมาณมวลแพลงก์ตอนเหลา่ นี้อาจ
บดบังแสงหรอื ปิดก้ันผิวน้ำทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และการบดบงั แสงกนั เองของแพลงกต์ อนจะทำให้พวกมันค่อย ๆ
ตายลงจนในที่สุด ปรากฏการณ์นีจ้ ะเห็นได้เฉพาะจากระยะไกล และเมื่อยามที่เรือก่อปฏิกิริยาเคล่ือนไหวต่อทอ้ งทะเล
เช่น การออกเรือ การแล่นเรือ หรือการที่คนลงไปเล่นน้ำ การเรืองแสงของแพลงตอนดังกล่าวจะอยู่ได้นานเพียงแค่ 2-3
ช่ัวโมงเท่านั้น หลงั จากนัน้ แสงจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ แต่ว่าแสงทเี่ ราได้เห็นน้ันในชว่ งแรกจะมีความสว่างมากเฉพาะใน
คืนเดือนมืด

อย่างไรก็ตามท้องทะเลเรืองแสงสวยงามทีเ่ รามองเห็นน้ียอ่ มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวทิ ยา อาจเป็นอนั ตราย
ต่อปลาและส่ิงมชี ีวิตอื่น ๆ ในท้องทะเล ที่เกิดจากการสาหรา่ ยเซลลเ์ ดยี วบางชนิดปล่อยสารพิษออกมา แต่นอกจากนัน้
สาหรา่ ยที่เจรญิ เตบิ โตอย่างรวดเร็วและมีจำนวนหนาแน่น จะกน้ั ไม่ใหแ้ สงอาทิตย์สอ่ งลงไปยงั แหลง่ น้ำได้ ทำให้พืชท่ีอยู่
ใต้น้ำตาย เนื่องจากไม่สามารถรับแสงอาทิตย์เพื่อสังเคราะห์แสงและสร้างอาหาร ทำให้สัตว์อื่นที่กินพืชตายตามไปดว้ ย
เนื่องจากไม่มีแหล่งอาหาร ในขณะเดียวกันเมื่อสาหร่ายตายลงก็ต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย ทำให้เกิดภาวะ
ออกซเิ จนในน้ำลดลง และค่าแอมโนเนียในนำ้ สูง สง่ ผลกระทบตอ่ สตั ว์น้ำซึ่งต้องอาศยั ออกซิเจนในการดำรงชีวิตอีกด้วย
จึงทำใหป้ ลาและส่งิ มชี ีวติ บรเิ วณตามชายฝ่งั ทะเลตายเปน็ จำนวนมากได้

4. ปรากการณน์ ำ้ ทะเลเปลี่ยนสี

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลีย่ นสี (red tide) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ปลาวาฬ น้ำแดง หรือน้ำเขียวเปน็
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในทะเล เป็นผลมาจากแพลงก์ตอนพชื บางชนดิ มีการเจริญเติบโต และเพ่ิม
จำนวนอย่างรวดเร็วจนทำให้สีของน้ำทะเลเปลี่ยนไปจากสนี ้ำทะเลปกติ เช่น อาจเปลี่ยนเป็นสีแดง สีน้ำตาล สี
เหลือง สีเขียว หรือสีขาวขุ่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กบั ชนิดของแพลงกต์ อนพีชที่เปน็ สาเหตุในขณะนั้น ขณะที่เกิดสามารถ
เห็นตะกอนแขวนลอยในน้ำทะเลเป็นหย่อม ๆ หรือนานเป็นเดือนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาวะแวดล้อมใน
ขณะนนั้

7

4.1 ภาพนำ้ ทะเลเปลีย่ นสีนำ้ แดง

4.2 ภาพนำ้ ทะเลเปลย่ี นสีนำ้ เขียว
ผลกระทบของปรากฏการณน์ ้ำทะเลเปลยี่ นสี

- เมื่อเซลล์แพลงก์ตอนพีชเพิ่มจำนวนมากขึ้นอาจเข้าไปอุดตันในอวัยวะแลกเปลีย่ นออกซิเจนของสตั ว์
น้ำทำให้ขาดอากาศหายใจและตายได้หรือแพลงก์ตอนพืชมีการใช้ออกซิเจนทำใหป้ ริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง
มากโดยเฉพาะในเวลากลางคนื จึงอาจทำใหส้ ตั วน์ ำ้ หรอื สัตวห์ นา้ ดินตายเนื่องจากขาดออกซเิ จน

- กรณีเป็นชนิดที่สร้างสารชีวพิษในสัตวน์ ้ำพวกหอยสองฝาทำให้ส่งผลกระทบต่อคนโดยอาจทำให้เกดิ
อาการท้องร่วงหรอื ส่งผลต่อระบบประสาท

- กระทบต่อการท่องเที่ยวเนื่องจากทำให้ทัศนยี ภาพเสอ่ื มโทรมบางครั้งสง่ กลน่ิ เหมน็
แนวทางการป้องกันการเกิดปรากฏการณน์ ำ้ ตะเลเปลี่ยนสี

- บำบัดและควบคมุ คณุ ภาพน้ำทงิ้ กอ่ นปล่อยลงสู่แหลง่ น้ำ
- จัดตั้งเครีอข่ายเฝ้าระวังการเกิดน้ำเปลี่ยนสีโดยชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อป้องกันและลด
ผลกระทบท่อี าจจะเกิดขึน้

8

การแจ้งเหตกุ ารเกดิ ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปล่ยี นสี
กลุ่มเกษตรกรผเู้ พาะเล้ียงสตั ว์น้ำชายฝั่งควรลงั เกตและระมัดระวังการสบู หรือเปลย่ี นถ่ายนำ้ ทะเลท่ีเกดิ

การสะพร่งั ของแพลกต์ อนพืชเขา้ สู่บอ่ เพาะเล้ียงสตั วน์ ้ำเน่อื งดว้ ยคุณภาพนำ้ ทะเลอาจอยู่ในสภาวะที่ไม่
เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดอันตรายตอ่ สัตว์นำ้ ได้

ดงั นน้ั เมอ่ื พบการเกิดปรากฏการณน์ ้ำเปล่ียนสีแลว้ ควรรีบแจง้ ใหเ้ จ้าหนา้ ท่จี ากกรมทรพั ยากรทางทะเล
และชายฝ่ังโดยเรว็ เพอื่ สำรวจเบ้ืองตนั และแจ้งเตือนผา่ นสื่อตา่ ง ๆ เพื่อลดผลกระทบท่อี าจเกดิ ขน้ึ

5. ปรากฏการณน์ ้ำเบยี ด-น้ำกัน

เกิดมาจากการปะทะกันของนำ้ จืดและนำ้ เคม็ เป็นลักษณะทางธรรมชาติอย่างหนึ่งของทะเล ที่มวลนำ้
ไหลเข้ามาชนและเบียดกันไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง สามารถสังเกตเห็นเป็นแนวยาวหรือขอบเขตระหว่างกันได้
โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำ ยิ่งมีความขุ่นของตะกอนดินมากก็ยิ่งสังเกตเห็นขอบเขตได้ชัดเจน ซึ่งบางครั้งอาจ
พบลักษณะขอบเขตนี้เป็นสองชั้นได้ คือ น้ำจืดปะทะน้ำกร่อย และน้ำกร่อยปะทะน้ำเค็ม สามารถผลักดันหรือ
กวาดต้อนฝูงสตั ว์น้ำนน้ั ใหห้ นไี ปรวมกนั ตามแนวเขตได้ หรืออาจทำให้สัตว์น้ำท่ีหนไี ม่ทันตายได้

ดังนั้น ลกั ษณะของ “น้ำเบยี ด-น้ำกนั ” เกดิ ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมชี ีวิต ในระยะส้ัน ไม่เกิน
2-3 วนั จะเข้าสสู่ ภาวะปกตซิ ่งึ ข้ึนอยกู่ ับคลื่นลมบริเวณดงั กล่าวดว้ ย

สาเหตเุ กิดได้ 2 ประการคือ
(1) เกดิ จากน้ำจดื กบั น้ำเคม็
น้ำจืดท่ีไหลลงสทู่ ะเลมีปรมิ าณนอ้ ย นำ้ กร่อยซ่ึงเกิดจากการผสมกนั ระหวา่ งนำ้ จดื และน้ำเคม็ (มคี วามเคม็ 0.5-

25 ppt) ที่เคลื่อนตัวขึ้นลงตามการขึ้นลงของน้ำจึงอาจอยู่ลึกเข้าไปในลำน้ำ ทำให้บริเวณปากแม่น้ำและชายฝั่งจึงยัง
ได้รับอิทธิพลของน้ำทะเล แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝน (เดือนกันยายน-ตุลาคม) น้ำท่าซึ่งเป็นน้ำจืด
จากแผ่นดินปริมาณมากจะไหลตามแม่น้ำสายหลัก 5 สาย (ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำ
เจา้ พระยา และแมน่ ำ้ บางปะกง) ไหลลงสู่อ่าวตวั ก มวลน้ำจืดปริมาณมากแพร่กระจายลงมาถึงบรเิ วณปากแมน่ ำ้ และน้ำ
กร่อยสามารถถกู ผลกั ดนั ให้แพรก่ ระจายได้ไกลออกไปในทะเล

การเกิดน้ำเบียด น้ำกัน ในลักษณะนี้จะสามารถสังเกตได้ชัดเจนในช่วงที่มีน้ำจืดปริมาณมากไหลลงสู่ทะเล มี
การขยับข้นึ ลงของน้ำเพยี งเล็กน้อย (ช่วงนำ้ ตาย) และมคี ลน่ื ลมค่อนขา้ งสงบ เนอ่ื งจากปัจจัยแวดล้อม ต่าง ๆ อันได้แก่
น้ำท่า ลม กระแสน้ำ(จากอทิ ธพิ ลของลม) กระแสนำ้ ข้นึ นำ้ ลง ลักษณะพนื้ ท้องนำ้ และขอบฝงั่ เหลา่ นปี้ ระกอบกัน ช่วยให้
เกิดการไหลเวียนและการผสมกนั ของชัน้ น้ำ ซงึ่ ก็คอื การชว่ ยละลายน้ำจืดและสารอาหารทีไ่ หลลงมา ทำใหเ้ กดิ หมุนเวียน
ของธาตอุ าหารในอ่าว

9

(2) เกดิ จากลมกับน้ำทะเลเปล่ียนสี
สำหรับพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนบนนั้น น้ำท่าจากแผ่นดินเป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญและมีอิทธิพลอย่าง
มากต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและความสมบูรณ์ของทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณนี้ สารอาหารจาก
ลำน้ำถูกพัดพามาในรูปของสารละลายและตะกอนแขวนลอยในมวลน้ำ ทั้งสารประกอบอินทรีย์ และ
สารประกอบอนินทรีย์ เป็นแหล่งของธาตุอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบต่อของสิ่งมีชีวิตที่
เปน็ ผ้ผู ลติ ขน้ั ต้นในระบบนเิ วศของอ่าวรปู ตวั ก ซึง่ กค็ ือ แพลงก์ตอนพชื น่ันเอง
ผลกระทบต่อระบบนเิ วศและสง่ิ มีชวี ิต
การผสมกันของชั้นน้ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำหลากมากนั้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป การแบ่งช้ัน
ของน้ำจึงคงอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน มวลน้ำชั้นล่างซึ่งไม่ได้รับแสงแดดแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถสังเคราะห์
แสงและเติมออกซิเจนให้กับน้ำได้ เมื่อถูกใช้ในกระบวนการหายใจของสัตว์น้ำมากขึ้น ออกซิเจนในน้ำจะยิ่ง
ลดลงจนเป็นอันตรายตอ่ สัตว์น้ำหน้าดินโดยเฉพาะที่อาศัยใกล้ชายฝัง่ ได้ นอกจากนี้น้ำเบียดท่ีเป็นทัง้ นำ้ เสยี จาก
แมน่ ้ำเองและท่ีเกิดจากน้ำเปล่ียนสี สามารถผลกั ดนั หรือกวาดต้อนฝงู สตั ว์นำ้ นั้นให้หนไี ปรวมกันตามแนวเขตได้
หรอื อาจทำให้สตั ว์นำ้ ที่หนีไม่ทนั ตายได้

5.1 ภาพผลกระทบจากน้ำเบียด-นำ้ กัน

6. น้ำทะเลบางแสนใส

สาเหตุที่นำ้ ทะเลชายหาดบางแสนถงึ มีนำ้ ใสในชว่ งหน้าหนาว นนั่ เพราะวา่ ..
- ปกติประเทศไทย ช่วงหน้าฝนจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนหน้าหนาว จะเป็น
ลมตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

10

6.1 ภาพทศิ ทางลมมาสุม
- น้ำทะเลบางแสน จะไม่ใสในฤดูฝน ที่มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยธรรมดาจะมีปัญหาเรื่องขยะเยอะ
และแพลงตอนบลูม ทำใหน้ ำ้ เน่าเสีย โดยไม่ได้มีจุดกำเนิดจากตวั เมืองบางแสน แต่มากับน้ำทม่ี าจากนอกฝ่ัง
- ช่วงฤดูฝน จะมีปริมาณน้ำจืดไหลลงมาตามแม่น้ำต่างๆ เช่น เจ้าพระยา บางปะกง ประกอบกับมี
กระแสลม พัดให้กระแสน้ำจากปากแม่น้ำในอ่าวไทยเข้ามาทางชลบุรี ทำให้สิ่งต่างๆที่มากับแม่น้ำ ก็จะไหลมา
ทางบางแสนไปด้วย อาทิ ตะกอนดนิ (ทำใหน้ ำ้ ขุ่น), สารอาหาร (ของแพลงตอน) และขยะเป็นปรมิ าณมหาศาล
- แต่กลับกันช่วงหน้าหนาว ลมจะเปลี่ยนทิศตามมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้กระแสน้ำที่ไหล
ออกมาจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลไปทางหัวหิน เพชรบุรีแทน เปิดโอกาสให้น้ำจากพัทยา สัตหีบ ไหลเข้ามา
แทนที่ และทำให้น้ำทะเลที่บางแสนใสขึ้น (เหมือนมีน้ำดี มาไล่น้ำเสีย) จนกว่าจะหมดช่ วงมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ หมดฤดหู นาว

6.2 ภาพน้ำทะเลบางแสนใส

11

แหลง่ ข้อมลู

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝงั่ (2560). ปรากฏการณน์ ้ำเบยี ด-น้ำกัน สืบคน้ เม่ือวนั ที่ 1 มนี าคม 2564,
จาก https://www.dmcr.go.th/detailAll/16821/nws/87

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝงั่ (2560). ปรากฏการณ์น้ำเบยี ด-นำ้ กัน สบื ค้นเมื่อวนั ท่ี 1 มนี าคม 2564,
จาก https://www.dmcr.go.th/detailAll/16821/nws/87

ทรงพจน์ สภุ าผล. (2015, 31 May). ‘แพลงก์ตอน’ สงิ่ มีชีวติ ขนาดจิว๋ ในมหาสมุทรกับบทบาทแหล่งผลิต
ออ๊ กซเิ จนแหลง่ ใหญข่ องโลก. สืบค้นเมื่อวนั ท่ี 1 มีนาคม 2564,
จาก https://www.voathai.com/a/world-of-plankton-ss/2796966.html

Amki Green. (2019, 14 Jan). ปรากฏการณน์ ้ำทะเลเปล่ียนสหี รอื ปรากฏการณ์ข้ีปลาวาฬ (Red tide).
สบื คน้ เมือ่ วันที่ 1 มนี าคม 2564,
จาก https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/68150/-blo-sciear-sci-


Click to View FlipBook Version